โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 29 : เหล่าจตุรเทพทั้งสี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 เม.ย. 63

บทที่ 25 - เหล่าจตุรเทพทั้งสี่

วินดี้ เฟียร์และมาเรียต่างพยักหน้าตอบไดอาน่าพร้อมกันทันที และจากนั้นพวกเธอทั้งหมดก็เดินผ่านประตูน้ำแข็งทะลุไปยังทุ่งน้ำแข็งที่ว่างเปล่า

“นะ...หนาวจังเลยค่ะ ทำไมท่านไดอาน่าต้องพาพวกเรามาฝึกวิชาที่นี่ด้วยคะ” มาเรียถามไปตัวสั่นไป

“อ๋อ...จริงอยู่ที่พวกเธอเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังต่อกรกับจตุรเทพไม่ได้หรอกนะ ฉันก็เลยจะให้พวกเธอทั้งสามคนฝึกการปลดปล่อยออร่าแบบที่สองน่ะ” ไดอาน่าตอบ

พอเฟียร์ได้ยินแบบนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่า

“หรือว่า...จะให้พวกเราแข็งแกร่งเท่าแวนเจินงั้นเหรอคะ”

ไดอาน่าพยักหน้า แต่วินดี้ก็ยังตามไม่ทันเธอก็เลยถามไดอาน่าไปอีกว่า

“แม่คะ การปลดปล่อยออร่าแบบที่สองคืออะไรเหรอคะ”

ไดอาน่าได้ยินแบบนั้นเธอก็แสดงให้ดูทันทีโดยการปลดปล่อยออร่าสีขาวออกมารอบ ๆ ตัวพร้อมกับอธิบายว่า

“นี่คือการปลดปล่อยออร่าแบบปกติที่จอมเวทมักจะใช้กัน ซึ่งเหล่าจอมเวทจะเรียกวิธีพื้น ๆ แบบนี้ว่า การปลดปล่อยออร่าแบบที่หนึ่งจ่ะ” พอไดอาน่าพูดจบ คราวนี้เธอก็เลิกปล่อยออร่าแบบที่หนึ่งแล้วยื่นมือขวามาข้างหน้าพร้อมกับปลดปล่อยออร่าทั้งหมดไปไว้ที่มือที่ยื่นออกไปแล้วอธิบายต่อไปว่า

“และนี่คือการปลดปล่อยออร่าแบบที่สองจ่ะลูก”

วินดี้เริ่มตามทันนิดหน่อย แต่ก็ยังมีคำถามอยู่เธอเลยถามไดอาน่าไปว่า

“อืม...มันต่างกันแค่จุดที่โฟกัสเหรอคะ”

“ใช่จ่ะ แต่ลองเพ่งดูออร่าที่มือของแม่ดี ๆ สิจ๊ะ”

วินดี้ มาเรียและเฟียร์ต่างจ้องมองออร่าสีขาวที่ลอยออกมาจากมือขวาของไดอาน่ากันอย่างจดจ่อ และทันใดนั้นมาเรียก็เห็นบางอย่างที่ผิดปกติไปเธอก็เลยพูดออกมาด้วยความตกใจว่า

“ออร่าของท่านไดอาน่ามีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นกว่าตอนแรก....สามสิบเท่าเลยงั้นเหรอ!!!”

“ว่าไงนะคะ!!” เฟียร์กับวินดี้อุทานออกมาพร้อมกัน

จากนั้นไดอาน่าก็หยุดปล่อยออร่าแบบที่สองแล้วอธิบายเสริมที่มาเรียพูดมาว่า

“ใช่แล้วจ่ะ ตามที่มาเรียสังเกตนั่นแหละ การปลดปล่อยออร่าแบบที่สองก็คือการโฟกัสไปที่จุด ๆ หนึ่งโดยที่ใช้ออร่าทั้งหมดที่มี”

พอเฟียร์ได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำท่าครุ่นคิดแล้วพูดไปว่า

“ถ้างั้นก็งานหนักแล้วล่ะ...ลำพังแค่ปลดปล่อยออร่าแบบที่หนึ่งก็ทำให้สูญเสียมานาไปมากแล้ว แต่ทำไมท่านไดอาน่าถึงปลดปล่อยออร่าแบบที่สองแล้วยังไม่สูญเสียมานาโดยไม่จำเป็นได้อีกนะ”

ไดอาน่าได้ยินก็ยิ้มออกมาแล้วปล่อยให้ทั้งสามคนได้ลองคิดวิเคราะห์ดู ... เวลาผ่านไปไม่นานนักวินดี้ก็จับเคล็ดได้เธอก็เลยยกมือขึ้นมา

“หนูรู้แล้วค่ะ...การที่จะปลดปล่อยออร่าแบบที่สองได้ต้องมีมานาที่มหาศาลใช่ไหมคะ?”

“ถูกแค่ครึ่งหนึ่งจ่ะลูก” ไดอาน่ายิ้มและตอบกลับไป

“งั้น...หรือว่า...ต้องใช้แบบที่หนึ่งให้เชี่ยวชาญก่อนถึงจะทำแบบที่สองได้ใช่ไหมคะ” มาเรียถาม

“นั่นก็ถูกแค่ครึ่งหนึ่งเหมือนกันจ่ะมาเรีย” ไดอาน่าตอบกลับไป

จากนั้นเฟียร์ที่ได้ยินทั้งสองคนตอบไปแบบนั้นแล้ว เธอก็ลองตอบตามความคิดของเธอบ้างว่า

“หรือว่านอกจากจะฝึกขั้นที่หนึ่งให้เชี่ยวชาญแล้ว ต้องมีมานาที่มหาศาลแล้ว...อีกอย่างคือต้องรู้ [จุดพีค] ของมานาที่เรามีด้วยใช่ไหมคะ?”

“ถูกต้องแล้วจ่ะเฟียร์” ไดอาน่ายิ้มและตอบกลับมาด้วยความดีใจ จากนั้นเธอก็พูดต่อไปว่า “จุดพีคของมานาคือจุดที่เราใช้มานาได้มากที่สุดในแต่ละครั้งที่ร่ายเวทออกมา หากเราจับจุดนั้นได้การปลดปล่อยออร่าแบบที่สองก็จะเกิดขึ้น”

“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วค่ะท่านไดอาน่า ถ้าไม่ผิดไปจากที่คิด...การปลดปล่อยออร่าแบบที่สองคือการร่ายเวทแบบโฟกัสเฉพาะจุดโดยการเร่งมานาให้ไปแตะจุดพีคภายในเวลาอันสั้นใช่ไหมคะ”

“ถูกต้องแล้วค่ะมาเรีย นั่นแหละคือหัวใจของแบบที่สองเลยล่ะ”

พอเฟียร์ได้ยินแบบนั้นเธอก็ตกใจและอุทานออกไปว่า

“แย่แล้ว!!” จากนั้นเธอก็พูดต่อไปว่า “การที่จะทำแบบนั้นได้มันต้องฝึกกันเกินสิบปีเลยไม่ใช่เหรอคะท่านไดอาน่า”

“ใช่จ่ะ แต่เราเหลือเวลาแค่หนึ่งวันใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยพามาที่ทุ่งน้ำแข็งของฉันยังไงล่ะ”

“แล้วทุ่งน้ำแข็งมันช่วยอะไรพวกเราได้เหรอคะท่านแม่” วินดี้ถาม

“ช่วยให้มานาของทุกคนเพิ่มขึ้นมหาศาลยังไงล่ะจ๊ะ”

พอไดอาน่าพูดออกไปแบบนั้น ทุกคนก็ทำหน้างง ๆ ทันที ไดอาน่าเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วถามทุกคนไปว่า

“ยังรู้สึกหนาวกันอยู่ไหมจ๊ะ?”

ทั้งสามคนสะดุ้งตกใจเพราะพึ่งรู้สึกตัวว่า “ไม่หนาวแล้ว” ด้วยความแปลกใจของมาเรียเธอก็ถามไดอาน่าไปว่า

“ทำไม...อยู่ดี ๆ พวกเราถึงหายหนาวแล้วล่ะคะ?”

“อืม...ที่ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้ถูกร่ายเวทน้ำแข็งนิรันดร์ของฉันไว้อยู่ ซึ่งถ้าจอมเวทอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้จะเกิดปฏิกิริยาในร่างกายขึ้นสองอย่าง...อย่างแรก ร่างกายจะถูกบังคับเค้นใช้มานามาเป็นพลังงานความร้อนโดยอัตโนมัติ และอย่างที่สองร่างกายของจอมเวทคนนั้นจะค่อย ๆ สูญเสียมานาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสร้างขึ้นมาไม่ทัน”

พอทุกคนได้ยินแบบนั้นก็ตกใจจนดวงตาเบิกโพลงทันที แต่ไดอาน่าก็พูดต่อไปว่า

“ไม่ต้องกลัวหรอกนะ เพราะจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งสองอย่างนั้นจะทำให้ร่างกายเกิดผลข้างเคียงพิเศษเกิดขึ้นด้วยค่ะ”

“ผลข้างเคียง...อะไรเหรอคะ” เฟียร์ถามด้วยความสั่นกลัว

ไดอาน่าก็ตอบไปทันทีว่า

“ร่างกายที่สูญเสียมานาไปเรื่อย ๆ จะทำให้ [ต้นกำเนิดมานาที่อยู่ในร่างกาย] ถูกกระตุ้นให้พยายามสร้างมานาล็อตใหม่ที่มากกว่าที่สูญเสียไปโดยอัตโนมัติ หรือจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ...ถ้าฝึกการปลดปล่อยแบบที่สองได้ ร่างกายของทุกคนก็จะมีมานาเพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงเวลาอันสั้นค่ะ”

พอไดอาน่าพูดออกมาแบบนั้น วินดี้ มาเรียและเฟียร์ก็มองหน้ากันแล้วบอกไดอาน่าไปพร้อม ๆ กันว่า

“พวกเราพร้อมแล้วค่ะ!!”

-----------------------

....

..

.

อีกด้านหนึ่ง....

ณ ทวีปไออ้อนวอล ที่เมืองเหล็กกล้าชั้นปกครอง

บริเวณโซนของขุนนางชั้นสูงมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “โดมของเหล่าจอมเวท” ตั้งอยู่เป็นตึกที่ทำด้วยเหล็กขนาดใหญ่และมีรูปทรงสวยงาม ซึ่งตอนนี้เควิลหนึ่งในจตุรเทพได้กลับมาจากอาสะแล้วกำลังจะเดินเข้าไปในโดม แต่เขาก็ถูกแม่มดหญิงนามว่า “ลูน่า” เรียกดักเขาก่อน

“เควิล...นายไปอาสะมางั้นเหรอ?”

เควิลหยุดชะงักแล้วหันกลับไปตอบลูน่าว่า

“ใช่”

“ไปยุ่งเรื่องของพวกกล่องดำอีกแล้วใช่ไหม” ลูน่าถาม

“ใช่ ... เธอมีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?”

พอเควิลถามออกไปแบบนั้น ลูน่าก็วาปมาตรงหน้าของเควิลแล้วบอกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบว่า

“เดี๋ยวรอยัลก็โกรธเอาหรอก”

“...” เควิลไม่พูดอะไรกลับไปนอกจากเดินเข้าไปในโดมแล้วเมินลูน่าไปเลย ทำให้ลูน่ายืนมองเควิลด้วยสายตาหมั่นเคี้ยวพร้อมกับพูดว่า

“เป็นผู้ชายที่กินไม่ลงเลยนะเควิลเนี่ย~”

…….

ณ ภายในโดม

เควิลเดินเข้ามาตามทางก็มีพวกทหารจอมเวทที่ขึ้นตรงต่อจตุรเทพโค้งคำนับเขาอยู่เรื่อย ๆ ตามทาง ถึงแม่เควิลจะดูน่ากลัวและน่าเกรงขามแค่ไหน แต่เขาก็รับคำทักทายของทหารทุกคนราวกับเป็นคนรู้จักเท่าเทียมกัน

แต่พอเด็กสาวผมทวิลเทลสีส้มที่สวมชุดคลุมสีขาวเห็นเควิลทำแบบนั้น เธอก็วิ่งมาหาเควิลด้วยความร้อนใจแล้วถามว่า

“นายทำอะไรอยู่เนี่ย”

“หืม...ก็ทักทายพวกทหารไง”

“รู้อยู่ แต่นายไม่กลัวรอยัลโกรธงั้นเหรอ”

“เฮ้อ~ อย่างเจ้าหมอนั่นไม่กล้าทำอะไรฉันหรอกนะ [ฟรายเดย์] ”

ฟรายเดย์ หนึ่งในสี่จตุรเทพและเป็นเลขานุการของรอยัล เธอเป็นจอมเวทที่อายุน้อยที่ในจตุรเทพ

และพอเควิลพูดออกไปแบบนั้น เสียงของชายหนุ่มนุ่ม ๆ ก็ดังขึ้นข้างหลังของเขาว่า

“คุณเควิลนี่ชอบพูดเล่นจังเลยนะครับ”

ทันใดนั้นเองทหารทุกคนก็คุกเข่าลงพร้อมกันทันที และเควิลกับฟรายเดย์ก็หันกลับไปข้างหลังพวกเขาก็เห็นชายหนุ่มผมแดงไม่ยาวมากใบหน้าอ่อนวัยกำลังยิ้มให้พวกเขาอยู่ เควิลก็เลยถามออกไปว่า

“นายยังไม่ไปประจำการที่สถานีรถไฟอีกงั้นเหรอ”

“ก็กำลังจะออกไปนี่แหละครับ...ว่าแต่ลูน่ามาหรือยังครับ?” รอยัลถาม

“อ๋อ ถ้ายายนั่นฉันเห็นอยู่ข้างนอกน่ะ” เควิลตอบ

จากนั้นฟรายเดย์ก็พูดออกมาว่า “รอยัล ถ้านายไม่รีบไปเดี๋ยวพวกไดม่อนเกรทก็โมโหเอาหรอก”

“เอาน่า เอาน่า~” พอรอยัลพูดจบเขาก็หันหน้าไปหาเควิลแล้วถามไปว่า “พอดีผมได้ยินมาว่าคุณเควิลไปยุ่งกับพวกกล่องดำมาใช่ไหมครับ”

“ลูน่าบอกนายงั้นเหรอ” เควิลถาม

แต่ทันใดนั้นเองจู่ ๆ เควิลก็คุกเข่าลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จากนั้นเควิลก็เงยหน้ามองรอยัลด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว

“คุณเควิลครับ...ถ้าคุณไปยุ่งกับพวกเอ็นโดร่าหรือกล่องดำอีก ถึงเป็นคุณผมก็จะลงโทษขั้นสูงสุดแน่”

แรงกดดันของเวทมนตร์อันมหาศาลที่มองไม่เห็น กำลังกดร่างกายเควิลให้คุกเข่าอยู่ ถึงแม้เควิลจะพยายามต่อต้านเท่าไหร่แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้เลย และจากนั้นรอยัลก็เดินออกไปจากโดมโดยที่ไม่สนใจเควิลเลยแม้แต่น้อย

หลังจากนั้น...

ฟรายเดย์ก็พยุงร่างของเควิลขึ้นมาพร้อมกับดุไปว่า

“ฉันบอกแล้วว่ารอยัลจะโกรธก็ไม่เชื่อ”

“ชิ...ฉันก็แค่ทำตามประสงค์ของ [องค์หญิงฟีล่า] ก็แค่นั้น...”

พอเควิลพูดแบบนั้นออกไป ฟรายเดย์ก็ทำหน้าเศร้าขึ้นมาแล้วบอกว่า

“จริงอยู่ที่องค์หญิงฟีล่าต้องการให้พวกเราลุกขึ้นต่อสู้กับความผิดเพี๊ยน แต่ว่า...ทวีปไออ้อนวอลเป็นเพียงทวีปเล็ก ๆ หากไม่ทำตามไดม่อนเกรทพวกเราทุกคนที่อยู่ในทวีปนี้ก็---”

ฟรายเดย์ยังไม่ทันได้พูดจบ เควิลก็พูดแทรกไปทันทีว่า

“เออ เออ รู้แล้ว ไม่ต้องพูดหลายครั้งก็ได้...ฉันก็แค่เจ็บใจเฉย ๆ ”

“อืม...ฉันก็คิดว่ารอยัลก็คงคิดเหมือนกับเรานั่นแหละเควิล” ฟรายเดย์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หมองเศร้า

จากนั้นเควิลก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ เอาเถอะแล้วเรื่องพวก [คณะปฏิวัติ] ล่ะเป็นไงบ้าง”

“อ๋อ---” ฟรายเดย์ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย ลูน่าที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

“เห็นว่าพวกนั้นกำลังจะบุกขึ้นมาที่ชั้นปกครองในอีกสองวันนี่แหละ”

“งั้นเหรอ...” เควิลกล่าว จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งให้ทหารจอมเวทที่อยู่แถว ๆ นั้นไปว่า “ทหารทุกคนเตรียมป้องกันฝูงชนด้วย และห้ามใช้ความรุนแรงกับพวกเขาเด็ดขาด!!”

“รับทราบครับ / รับทราบค่ะ!”

เมื่อทหารทุกคนรับคำสั่งแล้วพวกเขาก็แยกไปประจำกองแต่ละหน่วยของตัวเองทันที ลูน่าจ้องมองเควิลด้วยความรู้สึกแปลก ๆ พร้อมกับบอกเควิลไปตรง ๆ ว่า

“เควิล...คืนนี้มาที่ห้องฉันได้ไหมจ๊ะ~”

ฟรายเดย์ได้ยินแบบนั้นก็เขินหน้าแดงออกมาทันที แต่เควิลก็ปฏิเสธลูน่าไปด้วยคำว่า

“ไม่”

เพียงคำเดียว...

----------------

....

..

.

ณ ทวีปไออ้อนวอล เมืองเหล็กกล้าโซนชั้นนอก

ในที่สุดเรือที่พวกโนอาห์ก็มาจอดเทียบท่าแล้ว แต่สิ่งที่โนอาห์เห็นเมื่อเรือจอดเทียบท่าคือกลุ่มชาวบ้านกำลังมุงดูใครบางคนพูดปราสัยอยู่

เมื่อจิลเห็นแบบนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า

“เกิดอะไรขึ้นกันนะครับ”

“ฉันจะไปรู้ไหมล่ะ” โนอาห์ตอบ

จากนั้นพวกชาวบ้านในเรือก็พูดอะไรบางอย่างออกมา

“นี่หรือว่า...พวกคณะปฏิวัติกำลังจะบุกเข้าไปชั้นปกครองแล้ว”

เมื่อโนอาห์ได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินไปถามชาวบ้านคนนั้นทันที

“นี่คุณครับ...เมื่อกี้คุณพูดว่าไงนะครับ?”

“อ๋อ...คุณเป็นนักท่องเที่ยวสินะ...คือช่วงหลายเดือนมานี้พวกชาวเมืองเหล็กกล้าเริ่มทนไม่ไหวกับสิ่งที่รอยัลทำ พวกเขาเลยรวมกลุ่มกันก่อตั้งคณะปฏิวัติขึ้นมาน่ะ”

“คณะปฏิวัติงั้นเหรอครับ?” โนอาห์กล่าวด้วยความสงสัย

“ใช่ครับ...ผมว่าคุณควรวกเรือกลับดีกว่านะครับ ถ้ารอยัลส่งพวกทหารมาต้องมีคนตายเป็นเบือแน่นอน ว่าไปแล้วผมเองก็กลับบ้านก่อนดีกว่า...”

พอชาวบ้านคนนั้นพูดจบก็รีบวิ่งไปขึ้นเรือขากลับทันที จากนั้นจิลก็พูดขึ้นมาว่า

“นี่มันวุ่นวายน่าดูเลยนะครับคุณโนอาห์”

“อืม...แต่มันก็ดีต่อภารกิจของเราไม่ใช่เหรอ”

“ก็จริงอยู่ครับ...งั้นคุณโนอาห์มีแผนไหมครับ?”

จิลถามออกไป จากนั้นโนอาห์ก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“ตอนแรกฉันกะแค่จะเข้ามาเงียบ ๆ แต่ดันมาเจอคณะปฏิวัติซะได้ งั้น...เราก็ไปเป็นคณะปฏิวัติด้วยเลยดีไหมจิล...”

“อืม....” จิลครุ่นคิดและจากนั้นเขาก็ “...มันจะดีเหรอครับ”

“ก็เสี่ยงอยู่ แต่มันจะเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่านะ ลองคิดดูสิถ้ารอยัลส่งคนมาจัดการคณะปฏิวัติจริง ๆ ก็เท่ากับว่าเราจะได้จัดการกำลังรบของพวกนั้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงเข้าแทรกซึมเลย”

“ก็จริงอยู่ที่มันจะทำให้เราทำงานสะดวกขึ้น แต่ว่า...” จิลพูดจบก็ชี้ไปที่ชาวบ้านที่เป็นคณะปฏิวัติ “...พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพลังเวทมากมาย ถ้าขืนอยู่ดี ๆ คุณโนอาห์ที่ปลอมตัวมาเป็นชาวบ้านแล้วจัดการทหารจอมเวทของพวกไออ้อนวอลได้ มันจะไม่แปลกไปหน่อยเหรอครับ”

“เออ...จริงด้วยสิ ฉันลืมคิดตรงจุดนี้ไปเลย...งั้นจะเอายังไงดีล่ะ”

พอโนอาห์ถามออกไปแบบนั้น จิลก็พยักหน้าแล้วตอบไปว่า

“เราจะใช้วิธี [ทวีคูณความวุ่นวาย] ครับ”

“ทวีคูณงั้นเหรอ?” โนอาห์ถาม

“ใช่ครับเดี๋ยวคุณโนอาห์รออยู่ตรงนี้สักครู่นะครับ”

จิลพูดจบก็เดินเข้าไปหากลุ่มคนพวกนั้นแล้วก็เดินขึ้นไปบนเวทีกล่องเล็ก ๆ พร้อมกับแย่งไมค์มาจากชาวบ้านที่พูดอยู่

จากนั้นจิลก็พูดออกไมค์ไปว่า

“ขอรบกวนเวลาทุกคนสักครู่นะครับ...ผมมีนามว่าจิล เป็นจอมเวทจากเอ็นโดร่า ตอนนี้ผมมีเรื่องอยากจะบอกทุกท่านอยู่สองเรื่องครับ”

พวกคณะปฏิวัติต่างเงียบและตั้งใจฟังทันที จากนั้นจิลก็พูดต่อไปว่า

“เรื่องแรก...พวกคุณไม่มีทางต่อสู้กับจตุรเทพได้หรอกครับ”

พอจิลพูดจบเหล่าชาวบ้านคณะปฏิวัติก็โวยวายทันที แต่จิลก็พูดต่อไปว่า

“เรื่องที่สอง...เอ็นโดร่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยพวกคุณล้มรอยัลเองครับ”

พอจิลพูดเรื่องที่สองจบ โนอาห์ก็ตกใจแล้วรีบวิ่งมาดึงคอเสื้อของจิลทันที

“จิล!! ...นายบ้าไปแล้วใช่ไหม”

“คุณโนอาห์ครับ...ใจเย็น ๆ ก่อนผมแค่วางเหยื่อล่อออกไปเท่านั้น”

“เหยื่อล่องั้นเหรอ?”

พอโนอาห์ถามเสร็จ ที่มุมมืดภายในตรอกซอยก็มีคนของลูน่าเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ คนคนนั้นก็ส่งโทรจิตไปหาลูนาที่โดมทันทีว่า

“คุณลูน่าคะ...เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”

“หืม~ ว่าไงนะ”

พอลูน่าอุทานออกมาแบบนั้น เควิลกับฟรายเดย์ที่กำลังจะไปพักผ่อนก็ต้องหยุดชะงักแล้วรีบเดินมาหาลูน่าทันที จากนั้นคนของลูน่าก็พูดต่อไปว่า

“ทวีปเอ็นโดร่าจะเข้าช่วยกลุ่มคณะปฏิวัติค่ะ!!”

“วะ...ว่าไงนะ” ลูน่าตกใจจนมือสั่นไปหมด จากนั้นเควิลก็ถามลูน่าไปว่า

“เกิดอะไรขึ้นลูน่า”

“สายของฉันรายงานมาว่า...ทวีปเอ็นโดร่าจะสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้น่ะ”

“หา!!” เควิลกับฟรายเดย์ตกใจพร้อม ๆ กัน จากนั้นฟรายเดย์ก็พูดออกมาว่า

“ยะ...แย่แล้ว...นี่มันจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองหรือเปล่านะ ต้องรีบบอกรอยัลแล้ว---” ฟรายเดย์ยังไม่ทันได้วิ่งไป เควิลก็จับคอเสื้อของฟรายเดย์ไว้ผมหยุดเธอแล้วจากนั้นเควิลก็พูดกับลูน่าและฟรายเดย์ออกไปว่า

“จะให้เจ้ารอยัลรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด...เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตขององค์หญิงฟีล่าด้วย”

“ละ...แล้วเราจะทำยังไงล่ะเควิล” ฟรายเดย์ถามด้วยความตื่นเต้น

“มีวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะทำได้...”

พอเควิลตอบกลับไปแบบนั้น ลูน่าก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“เจรจากับคนของเอ็นโดร่าสินะ”

“อื้ม ลูน่าช่วยพาพวกเราทั้งสามคนไปที่โซนชั้นนอกหน่อยได้ไหม ฉันอยากจะคุยกับคนจากเอ็นโดร่า”

“ได้สิ...”

ลูน่าพูดจบเธอก็ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นร่างของเควิล ฟรายเดย์และลูน่ากหายแวบไปทันที

.....

ณ เมืองเหล็กกล้าโซนชั้นนอกบริเวณท่าเรือ ทวีปไออ้อนวอล

ระหว่างที่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นกำลังเดือดดาลและมีกำลังใจ ทันใดนั้นจู่ ๆ ก็มีจอมเวทสวมชุดคลุมสีขาวพร้อมสัญลักษณ์กางเขนเหล็กก็โผล่ขึ้นมาต่อหน้าจิลและโนอาห์ที่ปลอมตัวอยู่ทันที

พอโนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็ตกใจ และเควิลก็ถามจิลไปว่า

“คุณคือจอมเวทของเอ็นโดร่าใช่ไหม?”

“ใช่ครับ ผมชื่อว่าจิล...แล้วพวกคุณคือจตุรเทพใช่ไหมครับ” จิลถามกลับไป

“ใช่...คุณคงรู้สินะว่าพวกเรามาทำไม”

“ครับ มาเพื่อเจรจาสินะครับ”

“ครับ...ถ้ารู้แล้วช่วยหยุดการช่วยเหลือแล้วกลับทวีปเอ็นโดร่าได้ไหมครับ” เควิลขอร้อง

“อืม...” จิลทำท่าครุ่นคิดหลอก ๆ แล้วก็พูดออกไปว่า “...คงไม่ได้หรอกครับเพราะผมตั้งใจจะมาท้าทายพวกคุณอยู่แล้ว”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็กระซิบต่อว่าจิลไป

“เฮ้ย!! จะมากเกินไปแล้วนะเว้ยจิล!!”

“ใจเย็น ๆ ก่อนครับใกล้สำเร็จแล้วอีกนิดเดียว”

จิลกระซิบตอบโนอาห์ไป และพอเควิลได้ยินแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า

“ก็ได้ครับ...ในเมื่อคนนอกต้องการจะท้าทายพวกผม ผมก็ไม่ขัดอยู่แล้วเพราะตามกฎของไออ้อนวอลก็ว่าเอาไว้แบบนั้นซะด้วยสิ”

พอเควิลพูดจบเขาก็หยิบกางเขนเหล็กออกมาจากผ้าคลุมแล้วโยนให้จิลพร้อมกับพูดว่า

“อีกสองวัน...เมืองเหล็กกล้าทั้งสามส่วนจะเป็นสนามรบแบบแบทเทิลรอยัล ตามคำขอของคุณ แต่คุณคงรู้ใช่ไหมครับว่าถ้าหากพ่ายแพ้ขึ้นมามันจะหมายถึงอะไร”

จิลพยักหน้า “ครับ ถ้าทีมของผมแพ้ [ทวีปเอ็นโดร่าจะต้องอยู่ใต้คำสั่งของไออ้อนวอล]สินะครับ”

“ครับ แต่ตอนนี้มีคุณแค่คนเดียวมันก็จะดูไม่แฟร์สักเท่าไหร่---” เควิลยังพูดไม่จบ จิลก็พูดแทรกไปว่า

“อีกสองวันผมจะหาคนของทวีปผมเองครับ”

เควิลจ้องมองไปที่ดวงตาของจิลที่พร้อมจะปะทะอยู่ตลอดเวลาแบบนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

“ฮะ ๆ ๆ ๆ ขอโทษทีที่ผมประเมินคุณจิลผิดไป...เอางั้นก็ได้ครับอีกสองวันขอให้ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ในเมืองเหล็กกล้าอพยพออกไปก่อนนะครับ”

เมื่อเควิลพูดออกไปแบบนั้น ชาวบ้านทุกคนก็ทยอยกันกลับบ้านเพื่อเตรียมข้าวของออกไป จากนั้นจิลกับโนอาห์ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกจตุรเทพก็พูดออกไปว่า

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ที่จะได้ประลองกับพวกคุณทั้งสี่นะครับ”

“...” เควิลไม่ตอบอะไรกลับไป และจากนั้นเขาก็โค้งเพื่อบอกลาหนึ่งครั้งแล้วก็หายตัวกลับไปที่โดมทันที

....

พอเรื่องราวแห่งความวุ่นวายจบลง โนอาห์ก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ บ้าไปแล้ว...จิล...นายต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ”

“ถ้าไม่ทำแบบนี้คุณไม่มีทางไปที่สถานีรถไฟโดยที่พวกนั้นไม่รู้ตัวได้หรอกครับ”

จิลพูดออกมาโดยที่ไม่สนใจว่าเอ็นโดร่าจะเป็นยังไงแบบนั้นมันก็ทำให้โนอาห์โมโหขึ้นมาแล้วเดินไปดึงคอเสื้อของจิลพร้อมกับต่อว่าจิลไปว่า

“ถ้าไม่ใช่เพราะเมืองหลวงถูกติดตั้งระเบิดไว้ ฉันคงจะชกนายให้น่วมไปแล้ว แต่ว่า...” โนอาห์ปล่อยคอเสื้อจิลลงแล้วพูดต่อไปว่า “...ต้องขอบคุณสิ่งที่นายทำเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรครับ...คุณโนอาห์ไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ จอมเวทของเอ็นโดร่าน่ะแข็งแกร่งกว่าที่คุณคิดอีกนะครับ เดี๋ยวพวกเขาอีกสี่คนก็จะมาถึงที่ทวีปไออ้อนวอลแล้วล่ะ...”

“สี่คนงั้นเหรอ” โนอาห์ถาม

“ครับ แต่ว่าตอนนี้คุณควรใช้ช่วงเวลาที่ชาวบ้านกำลังอพยพ แอบซุ่มไปที่สถานีรถไฟได้แล้วนะครับ”

“โอเค ๆ ความวุ่นวายนี่มันน่ากลัวจริง ๆ งั้นก็...สู้ให้ชนะนะอย่าทำให้เอ็นโดร่าขายหน้าล่ะ”

“ครับคุณโนอาห์”

พอโนอาห์พูดจบเขาก็แอบแฝงไปกับกลุ่มชาวบ้านทันที ซึ่งพอเมืองเหล็กกล้าจะมีแบทเทิลรอยัลเหล่าทหารจะทุ่มกำลังไปดูแลชาวบ้านและให้ความอำนวยความสะดวกทำให้การป้องกันแถวประตูเมืองแต่ละชั้นอ่อนกำลังลง จิลเลยทำแบบนี้เพื่อภารกิจที่โนอาห์ได้รับราบรื่นยิ่งขึ้น ถึงแม้จะทำให้ทุกคนต้องมาเกี่ยวพันกับศึกระหว่างทวีปก็ตาม

ภายในใจของจิลก็หวนคิดถึงคำสั่งของเซลิก้าที่เธอได้ฝากไว้ว่า

"นอกจากห้ามไม่ให้โนอาห์ต่อสู้กับรอยัลแล้ว อย่าลืมจัดการ [รอยัลอีกคน] ให้ได้ด้วย...เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดใช่ไหมจิล..."

จิลนึกถึงพร้อมกับพูดออกมาเบา ๆ ว่า

"เข้าใจครับหัวหน้า...รอยัลคนนั้น...ผมจะจัดการเองครับ"

.....

เวลาผ่านไปไม่นาน ระหว่างที่จิลกำลังยืนมองเหล่าผู้คนทยอยออกจากเมืองไปนั้น เขาก็สัมผัสถึงพลังเวทที่คุ้นเคยจากข้างหลังของเขาได้ จิลเลยพูดออกมาว่า

“หืม...คุณมาก่อนเพื่อนงั้นเหรอ?”

“ใช่...นายทำอะไรลงไป...จิล”

จิลหันหลังกลับไปเขาก็เห็นแวนเจินยืนอยู่ข้างหลังเขา จากนั้นจิลก็บอกแวนเจินไปว่า

“ผมกำลังเข้าร่วมแบทเทิลรอยัลน่ะครับ”

“เรื่องนั้นฉันรู้...ฉันหมายถึงนายเอาชื่อของทวีปเอ็นโดร่าที่องค์หญิงรักมาทำอะไรที่นี่!!”

“โอ๊ะ~ โอ~ อย่าพึ่งโกรธกันสิครับ ตอนนี้ผมกำลังต้องการทำงานร่วมกับคุณอยู่นะครับคุณแวนเจิน”

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากร่วมมือกับจิลไปก่อน

“โอเค...ฉันไม่รู้ว่านายกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรื่องนี้จบลงแล้วฉันจะจัดการนายแน่!!”

“ครับ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยจัดการผมทีหลังก็ได้...เพราะตอนนี้....” จิลพูดจบเขาก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมาแล้วบอกแวนเจินไปว่า “...ไม่ว่ายังไงก็ตามผมต้องจัดการรอยัลให้ได้!!”

และแล้ววันเวลาก็ผ่านล่วงเลยไป

.....

..

.

สองวันผ่านไป....

กลุ่มของวินดี้ได้เดินขึ้นมาจากเรือที่เทียบท่าเมืองเหล็กกล้าแล้ว ซึ่งพอพวกเธอเห็นแวนเจินและจิลยืนรออยู่ตรงนั้นวินดี้ก็ถามไปว่า

“จิล...นายมาทำอะไรที่นี่”

----------------------

บทที่ 25 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น