โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 26 : การจู่โจมที่คาดไม่ถึง (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 เม.ย. 63

Episode 2 – การเผชิญหน้ากับสี่จตุรเทพแห่งไออ้อนวอล Part 1 : เมืองเหล็กกล้า

--------------

------

--

บทที่ 22 – การจู่โจมที่คาดไม่ถึง (1)

หลังจากที่วินดี้ได้สั่งให้มาเรียจอมเวทสาวจอมแก่นเขียนจดหมายเทียบเชิญตระกูลขุนนางชั้นสูงอีกสองตระกูลเพื่อให้เดินทางมาประชุมเรื่องการยุบสิบสองจอมเวทเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้แวนเจินกับวินดี้ก็เดินทางไปโซนหมู่บ้านนอกวังหลวงเพื่อไปหาเหล่าสิบสองจอมเวททั้งหมดเพื่อแจ้งข่าวให้ทุกคนได้รับทราบ

ระหว่างการเดินทางไปที่โซนหมู่บ้านนั้น แวนเจินก็จ้องมองไปที่แผ่นหลังของวินดี้แล้วคิดในใจว่า

“ทำไมองค์หญิงถึงปิดบังตัวตนมาจนถึงตอนนี้ด้วยนะ”

ใช่...สิ่งที่แวนเจินสงสัยนั้นเป็นเรื่องที่ยากเกินจะคาดเดาได้เพราะตระกูลรีรีล่าที่เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดและชอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเพื่อชักใยโลกนี้อยู่เบื้องหลัง ต้องออกมาสู่เบื้องหน้าด้วย

นั่นคือคำถามที่อยู่ในใจของแวนเจินและแน่นอนว่าวินดี้ที่เป็นปีศาจเธอก็ได้ยินคลื่นความถี่ของหัวใจมนุษย์ได้ดีกว่า เธอก็เลยตัดสินใจหยุดเดินแล้วหันกลับมาบอกแวนเจินว่า

“คุณแวนเจินคงสงสัยสินะคะว่าทำไมฉันต้องเปิดเผยตัวตนด้วย”

“ครับ ผมสงสัยเช่นนั้นจริง ๆ เพราะการที่ตระกูลรีรีล่าเปิดเผยตัวตนออกมาสู่เบื้องหน้ามันก็จะนำภัยอันตรายเข้ามาหาตัวองค์หญิงด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ้มและส่ายหัวเบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...เพราะสิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ท่านแม่ฝากฝังมาตั้งแต่วันที่ตระกูลล่มสลายแล้ว”

“ล่มสลายแล้วเหรอครับ” แวนเจินถามด้วยความตกใจ

“ค่ะ...จริง ๆ แล้วตระกูลรีรีล่าไม่มีอีกต่อไปแล้วค่ะ”

พอแวนเจินได้ยินแบบนั้น เขาก็ตกใจจนช็อกไปพักหนึ่ง จากนั้นวินดี้ก็ถามแวนเจินไปว่า

“รู้แบบนี้แล้วคุณยังให้ความเคารพกับปีศาจที่ไม่มีตระกูลอยู่อีกไหมคะ?”

“....” แวนเจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะคุกเข่าลงไปแล้วพูดว่า “มันไม่เกี่ยวว่าตระกูลขององค์หญิงจะล่มสลายไปแล้วหรือไม่ แต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังจะทำต่างหากล่ะครับ ถ้าสิ่งที่คุณกำลังทำเป็นสิ่งที่ทำเพื่อเอ็นโดร่าเหมือนท่านแม่ของคุณทำ กระผมและสิบสองจอมเวทย่อมพร้อมที่จะเดินเคียงข้างคุณอยู่แล้วครับ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็ตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปมองข้างหน้าแล้วพูดว่า

“บางทีฉันอาจจะโชคดีที่ยังมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ก็ได้ค่ะ” วินดี้กล่าวพร้อมกับมองไปบนท้องฟ้าด้วยสายตาอ่อนโยน และจากนั้นเธอก็กลับมาทำหน้าจริงจังอีกครั้งแล้วพูดต่อไปว่า “พวกเรารีบไปหาทุกคนกันเถอะค่ะ”

“ครับองค์หญิง” แวนเจินกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินตามวินดี้ไป

------------

...

..

.

ณ โซนหมู่บ้าน

หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาได้ไม่นานนัก ตอนนี้พวกเขาก็มาถึงโซนหมู่บ้านที่กำลังบูรณะอยู่ ระหว่างทางก็มีแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างดอกไม้สังหารและพวกกล่องดำ

แน่นอนว่าเหล่าประชาชนต้องเดือดร้อนและราชาของเอ็นโดร่าก็ดันมาหายไปอีก ทำให้เหล่าสิบสองจอมเวทและพวกจอมเวทที่ประจำการอยู่ที่เมืองหลวงต้องมาช่วยประชาชนซ่อมแซมเมืองนั่นเอง

และตอนนี้วินดี้ก็เดินมาที่ซากปรักหักพังของบ้านหลังหนึ่งโดยมีเฟียร์สิบสองจอมเวทอันดับสามกำลังใช้เวทลมของเธอช่วยยกไม้และหินให้กับพวกช่างอยู่

“คุณคือท่านเฟียร์สินะคะ” วินดี้ถามออกไป

เฟียร์ได้ยินเสียงของวินดี้เธอก็รีบหันกลับมาแล้วคุกเข่า

“ขะ...ขออภัยด้วยเพคะที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมต้อนรับ”

“ไม่ต้องพิธีอะไรมากหรอกค่ะคุณเฟียร์ ตอนนี้ฉันเป็นเพียงแค่องค์หญิงผู้ไร้ตระกูลแล้ว”

“ไม่ได้หรอกเพคะ ยังไงดวงตาสีเขียวนั่นก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าองค์หญิงเป็นเชื้อพระวงศ์นะคะ”

พอแวนเจินได้ยินเฟียร์เถียงวินดี้แบบนั้น เขาก็เอ็ดเฟียร์ไปว่า

“เฟียร์ อย่าทำให้องค์หญิงต้องลำบากใจเลย ลุกขึ้นเถอะ”

“เอ่อ...ก็ได้” เฟียร์ลุกขึ้นแล้วถามวินดี้ไปแบบธรรมชาติ ๆ ว่า “องค์หญิงมีอะไรให้ฉันช่วยงั้นเหรอคะ?”

“อ๋อ พอดีฉันได้ยินมาจากคุณมาเรียว่าสิบสองจอมเวทที่เก่งเรื่องวางแผนที่สุดคือคุณเฟียร์น่ะค่ะ”

“ค่ะ ถ้าตามที่ทุกคนพูดก็คงงั้นแหละค่ะ ว่าแต่...จะให้ฉันวางแผนอะไรเหรอคะ”

วินดี้ส่ายหัว “ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่อีกสามวันการประชุมระหว่างสามตระกูลชั้นสูงจะเกิดขึ้นที่วังหลวง ฉันเลยอยากจะขอให้คุณเฟียร์ช่วยมาเข้าร่วมประชุมกับฉันได้ไหมคะ”

แวนเจินและเฟียร์ต่างงุนงงกับสิ่งที่วินดี้พยายามจะทำ จนแวนเจินทนไม่ไหวเลยถามวินดี้ไปว่า

“เอ่อ...องค์หญิงครับ ลำพังพวกเราไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมประชุมระดับนั้นอยู่แล้ว แล้วทำไมองค์หญิงถึง...”

“อ๋อ...เรื่องนั้นมันมีเหตุผลอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้เดี๋ยวพอถึงวันประชุมคุณแวนเจินกับคุณเฟียร์จะเข้าใจเองค่ะ ขอโทษที่ยังไม่สามารถบอกได้ด้วยนะคะ”

วินดี้ขอโทษอย่างเป็นมารยาท จากนั้นแวนเจินกับเฟียร์ก็เลิกสงสัย และในตอนนั้นเองชายนิ่งก็วิ่งมาหาแวนเจินด้วยความร้อนใจพร้อมกับพูดว่า

“แวนเจิน...ฉันได้รับข้อความมาจากกองทหารชายแดนที่กำลังทำสงครามกับไดม่อนเกรทน่ะ”

“ข้อความงั้นเหรอ?” แวนเจินถาม

“ใช่...พวกเขาส่งข้อความประหลาด ๆ มานายลองดูสิ” ชายนิ่งพูดจบก็หยิบกระดาษที่ขาดแหล่ไม่ขาดแหล่ออกมา จากนั้นวินดี้ เฟียร์ และแวนเจินก็ดูอักขระแปลก ๆ ในกระดาษนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

พวกเขายืนอ่านอยู่สักพัก วินดี้ก็พูดขึ้นมาว่า

“นี่มันอักขระของเผ่าปีศาจนี่คะ”

“เผ่าปีศาจเหรอครับองค์หญิง” แวนเจินถาม

“ใช่ค่ะ แต่ถึงจะเป็นอักขระของเผ่าปีศาจฉันก็อ่านไม่ได้อยู่ดีเพราะมันถูกใส่รหัสไว้ค่ะ”

เมื่อแวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็ถามเฟียร์ไปว่า

“เธอมีความคิดเห็นบ้างไหมเฟียร์”

“อืม...การที่คนเราจะส่งข้อความมาแล้วใส่รหัสมันก็มองได้แค่สองแบบเท่านั้น เช่นอาจจะส่งมาให้ใครสักคนที่นี่เพื่อให้คนคนนั้นเท่านั้น กับอีกแบบคือต้องการให้พวกเราแก้ปริศนากันเอาเองล่ะมั้ง”

“แต่ผมว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะครับ เพราะตอนที่ผมได้กระดาษใบนี้มาผมได้กุญแจสีดำมาด้วย” ชายนิ่งกล่าวพร้อมหยิบกุญแจสีดำขึ้นมา

พอวินดี้เห็นแบบนั้นก็นึกออกทันที

“ใช่แล้ว!! มันมีวิธีแบบนั้นอยู่นี่”

“วิธีอะไรเหรอครับองค์หญิง” แวนเจินถาม

“ก็ถ้าจำไม่ผิดนะกระดาษใบนี้น่าจะเป็นกระดาษเวทมนตร์ที่พวกปีศาจเด็ก ๆ ชอบเล่นกันค่ะ เอาล่ะถ้าพับมันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วล่ะก็...”

วินดี้พับกระดาษใบนั้นเป็นสี่เหลี่มผืนผ้าแล้ววางไว้บนพื้น และทันใดนั้นเองสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

ปุง~~

กระดาษใบนั้นกลายเป็นกลองสมบัติเล็ก ๆ พร้อมกับมีรูกุญแจทันที

“ว้าว~ พวกปีศาจชอบเล่นกันแบบนี้เหรอคะองค์หญิง” เฟียร์ถาม

“ใช่ค่ะ ตอนเด็ก ๆ ฉันก็ชอบเล่นแบบนี้กับท่านแม่เหมือนกันค่ะ แฮะ ๆ ”

“งั้นพวกเรามาดูสิ่งที่อยู่ข้างในกันดีไหมครับ” ชายนิ่งกล่าว จากนั้นแวนเจินก็หยิบกล่องสมบัติขึ้นมาแล้วใช้กุญแจไขมัน

แอ็ด~~

เสียงฝาสมบัติเปิดขึ้น และในที่สุดพวกเขาทั้งสี่คนก็เห็น [แหวนคละสีจำนวนสี่วง] อยู่ในกล่องสมบัติ จากนั้น
แวนเจินก็หันไปถามทุกคนทันทีว่า

“มีใครเคยเห็นแหวนพวกนี้ไหม”

ทุกคนต่างส่ายหัวกันหมด แต่ในตอนนั้นเองสกาเล็ตก็เดินมาแล้วถามทุกคนไปว่า

“อ้าวพวกองค์หญิงมาทำอะไรกันตรงนี้คะ”

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็หันไปหาสกาเล็ตแล้วถามไปว่า

“มาพอดีเลยห้องสมุดเคลื่อนที่ของเรา สกาเล็ต เธอเคยเห็นแหวนแบบนี้ไหม”

สกาเล็ตได้ยินแบบนั้นเธอก็เดินไปมองใกล้ ๆ เธอหยิบมันขึ้นมาส่องดูรอบ ๆ อยู่นานจนกระทั่งเธอวางมันลงไปในกล่องเหมือนเดิมแล้วบอกทุกคนด้วยสีหน้าจริงจังไปว่า

“มันคืออุปกรณ์ของเผ่าเทพน่ะ”

“ว่าไงนะ!!”

ทุกคนต่างตกใจกับสิ่งที่ได้ยินมาจากปากของสกาเล็ต แต่สกาเล็ตก็บอกให้ทุกคนใจเย็น

“ใจเย็น ๆ ก่อน ถึงจะเป็นอุปกรณ์เทพก็จริงแต่มันยังขาด [คู่] ของมันอยู่นะ”

“คู่งั้นเหรอ” เฟียร์ถาม

“อื้ม...แหวนห้าสีนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า [แหวนธาตุทั้งสี่] เดิมทีมันเป็นสิ่งของที่สามารถบันทึกค่ามานาของผู้สวมใส่ไว้ได้ และแน่นอนว่าถ้าหากใครใส่มันก็จะสามารถใช้เวทของผู้ที่บันทึกไว้ก่อนหน้าได้ราวกับว่าเรากลายเป็นคนคนนั้นที่เคยสวมใส่แหวนนี้มาก่อนเลย”

“ก็เหมือนอุปกรณ์บันทึกตัวตนสินะ” ชายนิ่งถามสกาเล็ต

“จะพูดแบบนั้นมันก็ไม่เชิงหรอก เอาเป็นว่าแหวนพวกนี้หายากมาก ๆ และได้มาสี่วงเลยไม่ธรรมดานะนี่องค์หญิง”

“เอ่อ...ฉันไม่ได้เป็นคนหามาได้หรอกค่ะ คุณชายนิ่งต่างหากที่หามาได้ค่ะ” วินดี้ตอบ

“อ้าว~ งั้นเหรอ” สกาเล็ตกล่าว “เอาเถอะ...ยังไงตอนนี้มันก็เป็นแค่แหวนธรรมดา ๆ นั่นแหละค่ะ”

พอสกาเล็ตพูดออกแบบนั้น แวนเจินก็หันไปถามชายนิ่งเพิ่มเติมว่า

“แล้วทางนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับสงครามส่งมาไหม?”

ชายนิ่งส่ายหัว “ไม่มีครับ รู้แต่ว่าทางนั้นส่งกระดาษที่กลายเป็นกล่องนี้มาในช่องทางฉุกเฉินครับ

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็ทำท่าครุ่นคิดไปพักหนึ่งก่อนที่จะบอกวินดี้ไปว่า

“องค์หญิงครับผมขอไปที่ชายแดนเขตสามก่อนได้ไหมครับ”

“ได้ค่ะ ฉันเองก็รู้สึกแปลก ๆ กับสถานการณ์นี้เหมือนกัน”

“ครับองค์หญิง ผมจะกลับมาให้เร็วที่สุดนะครับ” แวนเจินกล่าวพร้อมกับหันไปหาชายนิ่งแล้วออกคำสั่งไปว่า “ชายนิ่ง นายไปกับฉัน”

“ครับคุณแวนเจิน”

แต่ในตอนนั้นเองวินดี้ก็ตะโกนบอกแวนเจินว่า

"เดี๋ยวก่อนค่ะคุณแวนเจิน!!"

แวนเจินหยุดวิ่ง แล้วจากนั้นวินดี้ก็วิ่งมาหาแวนเจินพร้อมกับหยิบแหวนธาตุสีน้ำตาลและสีขาวขึ้นมา โดยที่วินดี้ได้มอบแหวนธาตุสีขาวให้แวนเจิน และมอบสีน้ำตาลให้ชายนิ่งแล้วพูดว่า

"พอดีฉันพึ่งนึกขึ้นมาได้จากคำพูดของคุณสกาเล็ตก็เลยอยากขอให้สวมแหวนนี้ดูสักพักก่อนได้ไหมคะ"

แวนเจินกับชายนิ่งต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่แล้วแวนเจินก็สวมแหวนเข้าไปแล้วพูดว่า

"ได้ครับ"

พอแวนเจินตอบไป ชายนิ่งก็สวมแหวนเข้าไปเช่นกัน และจากนั้นแวนเจินก็บอกวินดี้ต่อไปว่า

"งั้นผมกับชายนิ่งขอตัวก่อนนะครับ"

"ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ"

จากนั้นทั้งสองคนก็ออกเดินทางไปที่เขตชายแดนของทวีปเอ็นโดร่าเขตที่สามซึ่งติดกับชายแดนของทวีปไดม่อนเกรททันที ... สกาเล็ตมองสองคนนั้นวิ่งออกไปแบบนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

“สิบสองจอมเวทกำลังกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วสินะคะ”

“กลับมาเป็นเหมือนเดิมงั้นเหรอคะ” วินดี้ถาม

“ใช่ค่ะองค์หญิง...ปกติทุกคนจะทำงานเป็นทีมแบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้องค์หญิงมาควบคุมป่านนี้พวกนั้นคงแตกกระเจิงไปหมดแล้ว”

พอวินดี้ได้ยินสิ่งที่สกาเล็ตพูดขึ้นมา เธอก็ถามสกาเล็ตไปว่า

“ฉันคิดถูกหรือเปล่าคะที่จะยุบสิบสองจอมเวททิ้ง?”

“เฮ้อ~ องค์หญิงไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ ความจริงที่ว่า [ราชาควบคุมสิบสองจอมเวทอยู่นั้น] มันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี ด้วยความจริงที่ว่านั่นองค์หญิงก็ยังยอมเปิดเผยตัวตนและออกความเห็นในการยุบสิบสองจอมเวทโดยไม่สนว่าชีวิตของตัวเองจะตกอยู่ในอันตรายแค่ไหน พอพวกเราเห็นสปิริตขององค์หญิงแบบนั้นก็เลยอยากช่วยให้ถึงที่สุดค่ะ”

วินดี้ได้ยินสิ่งที่สกาเล็ตพูดออกมา เธอก็ดีใจจนน้ำตาซึมออกมา

“ค่ะ...ถ้าโนอาห์ได้ยินแบบนี้เขาจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่านะ...”

“ฮ่า ๆ ฉันไม่รู้หรอกค่ะองค์หญิง เอาเป็นว่าเรามาเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมดีกว่านะคะ”

“ค่ะ ขอรบกวนทุกคนด้วยนะคะ”

วินดี้โค้งคำนับสิบสองจอมเวทที่อยู่ตรงนั้นด้วยความอ่อนน้อมจนพวกสิบสองจอมเวทแถว ๆ นั้นต่างรีบบอกให้วินดี้เงยหน้าขึ้นอย่างเร็วไวทันที

------------------

...

..

.

และแล้วเวลาก็ผ่านไปจนถึงตอนเย็น

ณ ห้องพักผู้ป่วยของโนอาห์

วินดี้ที่อยู่ในชุดนอนกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ เตียงของโนอาห์แล้วจ้องมองเขาอยู่แบบนั้น ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลอดมาทางหน้าตา วินดี้นั่งยิ้มอยู่คนเดียวพร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้โนอาห์ฟัง

ถึงแม้โนอาห์จะยังไม่ตื่นแต่วินดี้ก็ทำแบบนี้มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว...เธอเล่าเรื่องที่เจอแหวนธาตุทั้งสี่และเรื่องการยุบสิบสองจอมเวทให้โนอาห์ฟัง แต่ไม่ว่าเธอจะส่งเสียงออกไปแค่ไหนโนอาห์ก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาฟังเธอสักที

จนสุดท้ายวินดี้ก็พูดออกมาว่า

“ฝันดีนะ”

เธอกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่โหยหาและอยากเห็นโนอาห์ยิ้มตอบกลับมาอย่างที่เคยเป็น แต่วันนี้ก็เหมือนเช่นวันก่อน โนอาห์ไม่ตอบสนองกลับมาหาเธอเลยสักนิด...

ก็อย่างเคย พอโนอาห์ไม่ตอบสนองอะไรกลับมาวินดี้ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปสูดอากาศข้างนอกอย่างที่เคยทำทุกวัน เธอนั่งลงบนพื้นหญ้าแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับภาวนาในใจว่า

“ขอให้โนอาห์ฟื้นขึ้นมาเร็ว ๆ ด้วยเถอะ”

นั่นคือสิ่งที่วินดี้ทำอยู่เป็นประจำ...แต่แล้วมาเรียที่กลับมาจากทำงานก็เดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ วินดี้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า

“อ๊ะ องค์หญิงมานั่งตากน้ำค้างแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกค่ะ”

“ฮะ ๆ ๆ คุณมาเรียก็มานั่งเหมือนกันนี่คะ”

“อื้ม...พอดีฉันก็พึ่งทำงานเสร็จเลยอยากให้ที่พักผ่อนหย่อนใจสักหน่อยค่ะ”

“งั้นเหรอคะ”

วินดี้ตอบมาเรียด้วยน้ำเสียงที่เศร้าเล็กน้อย จนมาเรียต้องพูดขึ้นมาว่า

“อย่าพึ่งหมดหวังนะคะองค์หญิง โนอาห์ต้องฟื้นแน่นอนค่ะ”

“ค่ะ ฉันยังไม่หมดหวังหรอกค่ะ”

“ดีแล้วค่ะองค์หญิง...จะว่าไปแวนเจินออกไปทำภารกิจฉุกเฉินเหรอคะ?”

“ค่ะ...เห็นบอกว่าจะรีบกลับมาให้ทันงานประชุมนะคะ”

พอวินดี้ตอบมาเรียออกไปแบบนั้น มาเรียก็ทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา

“อืม...ตอนนี้ที่เมืองหลวงก็มีสิบสองจอมเวทแค่ไม่กี่คนเองเพราะส่วนมากอยู่ตามชายแดนและทำภารกิจกันอยู่ ถ้าแวนเจินไปกับชายนิ่งแล้วก็เหลือแค่สามคนเองสินะคะ”

“ค่ะ ว่าแต่คุณมาเรียนึกอะไรออกงั้นเหรอคะ”

“อะ...อ๋อ เปล่าค่ะ บางทีฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้”

“คิดไปเองเหรอคะ”

หลังจากวินดี้ถามออกไปแบบนั้น มาเรียก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมาแล้วอธิบายสิ่งที่เธอคิดอยู่ให้วินดี้ฟังว่า

“ใช่ค่ะ ฉันคิดว่าไดม่อนเกรทมีท่าทีที่แปลกไปหลังจากที่การต่อสู้ในเมืองหลวงจบลงค่ะ”

“แปลกไปเหรอคะ?”

“ค่ะ ฉันกลับมาจากสงครามชายแดนเพราะได้รับข้อความฉุกเฉินจากเมืองหลวง ซึ่งตอนที่ฉันได้รับข้อความนั้นมันถูกแนบมากับกระดาษเก่า ๆ ใบนึงด้วยค่ะ”

มาเรียพูดจบก็หยิบกระดาษที่มีหน้าตาเหมือนที่วินดี้เจอเมื่อเช้า และพอวินดี้เห็นเธอก็ตกใจและรีบบอกมาเรียว่า

“แย่แล้วค่ะ...พวกเราติดกับไดม่อนเกรทแล้วค่ะ!!”

“ว่าไงนะคะ?”

ไม่ทันขาดคำ จู่ ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นสามชุดภายในวังหลวงทันที

ตู้ม ตู้ม ตู้ม~~

มาเรียกับวินดี้ยืนขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆ จุดที่ระเบิด ไม่นานนักเฟียร์ก็วิ่งเข้ามารายงานวินดี้ว่า

“องค์หญิงแย่แล้วค่ะ มีกองกำลังของไดม่อนเกรทบุกเข้ามาในวังหลวงค่ะ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นก็หยิบกระดาษของมาเรียขึ้นมาแล้วฉีกมันทิ้ง พร้อมกับบอกเฟียร์และมาเรียว่า

“กระดาษแผ่นนี้กับอีกแผ่นที่อยู่กับแวนเจินคือ [อักขระเวทเคลื่อนย้ายระยะไกลค่ะ]

“อ๋อ...แบบนี้เองสินะ แต่ว่า...องค์หญิงบอกว่ากระดาษใบนี้มันเป็นกล่องสมบัติของพวกปีศาจไม่ใช่เหรอคะ”

วินดี้พยักหน้า “อันนั้นก็ใช่ค่ะ แต่พอได้เห็นของคุณมาเรียแล้วก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันเป็น [กระดาษที่ลงอาคมลับไว้ด้วย] เพราะปกติพวกปีศาจมักจะใช้วิธีนี้ในการลอบโจมตีด้วยค่ะ”

“งั้นพวกไดม่อนเกรทก็มีปีศาจช่วยอยู่เบื้องหลังงั้นเหรอคะ” มาเรียถาม

“อาจจะไม่ใช่ก็ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันว่าพวกเราแยกกันออกไปดูตามจุดที่ระเบิดกันดีกว่าค่ะ”

พอวินดี้เสนอแบบนั้นออกไปเฟียร์และมาเรียต่างพยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วพวกเธอทั้งสามก็ไปไหนไม่ได้อยู่ดีเพราะตรงหน้าของพวกเธอทั้งสามคนนั้นมีชายผมขาวมีรอยสักรูปสายฟ้าที่แขนขวาโผล่ขึ้นมาขวางทางอยู่นั่นเอง

จากนั้นชายผมขาวคนนั้นจ้องมองมาที่พวกเธอทั้งสามคนแล้วพูดว่า

“นักดาบทะเลปีศาจอยู่ที่นี่หรือเปล่า”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นก็ใช้เวทสายลมที่เธอถนัดพัดฝุ่นดินที่อยู่แถว ๆ นั้นให้ฟุ้งกระจายเพื่อพรางตาจอมเวทคนนั้นเอาไว้ แล้วจากนั้นเธอก็หยิบแหวนธาตุออกมาสองวงแล้วยื่นให้มาเรียกับเฟียร์พร้อมกับพูดด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า

“ใส่แหวนด้วยค่ะ”

มาเรียและเฟียร์ต่างไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมากมายนัก พวกเธอทั้งสองคนเลยหยิบแหวนมาใส่ที่นิ้วชี้ทันที และทันใดนั้นเองพลังเวทที่ถูกบันทึกไว้ในแหวนสีน้ำเงินและสีแดงก็หลั่งไหลเข้าไปรวมกับมานาพื้นฐานในร่างกายของทั้งสองคนนั้นทันที

มาเรียผู้สวมแหวนสีน้ำเงินได้มานาธาตุน้ำเข้าไปรวมกับมานาธาตุดินของเธอทำให้มาเรียมีพลังเวทที่เพิ่มมากขึ้นสามเท่า และเฟียร์ผู้สวมแหวนสีแดงได้มานาธาตุไฟเข้าไปรวมกับมานาธาตุลมของเธอเช่นกัน

“ นะ...นี่มันอะไรกัน! พะ...พลังเวทเพิ่มขึ้นสูงมาก” มาเรียกล่าวด้วยความตกใจ

“แบบนี้เองสินะ คำว่า [คู่] ของสกาเล็ตคือแบบนี้นี่เอง” เฟียร์กล่าว

จากนั้นม่านควันที่วินดี้สร้างไว้ก็ถูกสายฟ้าผ่าลงมาจนหายไปหมด และพอจอมเวทผมขาวคนนั้นเห็นออร่าของมาเรียและเฟียร์เขาก็ยิ้มขึ้นมาแล้วพูดว่า

“ [เข้าคู่กันสินะ] ”

มาเรียกับเฟียร์ก็เดินขึ้นมาสามก้าวแล้วหันกลับไปบอกวินดี้ว่า

“องค์หญิงตรงนี้ฉันกับเฟียร์จะจัดการเองค่ะ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า

“ค่ะ ฝากด้วยนะคะ”

วินดี้พูดจบเธอก็วิ่งไปจุดระเบิดทางด้านตะวันตกของวังหลวงทันที

จอมเวทผมขาวมองไปที่วินดี้แล้วพูดว่า

“องค์หญิงเล็กของตระกูลรีรีล่างั้นเหรอ?”

มาเรียได้ยินแบบนั้นเธอก็ถามจอมเวทผมขาวไปว่า

“นาย...พูดว่าไงนะ...”

“หืม? ก็บอกว่าองค์หญิงเล็กไงล่ะครับ พวกคุณก็รู้จักไม่ใช่เหรอ?”

เฟียร์กับมาเรียต่างงุนงงกับสิ่งที่จอมเวทผมขาวคนนั้นพูด จนกระทั่งจอมเวทผมขาวคนนั้นจับพิรุธได้จากใบหน้าของพวกเธอทั้งสองคน เขาจึงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ เข้าใจแล้ว...เหมือนที่หัวหน้าบอกเลยสินะ"

"นาย...กำลังพูดบ้าอะไรอยู่" มาเรียถามพร้อมกับเตรียมร่ายเวทสังหาร

แต่จอมเวทผมขาวก็ไม่พูดอะไรนอกจากแบมือไปทางมาเรียและภายในพริบตาฟ้าก็ผ่าลงมาที่มาเรียทันที

เปรี้ยง!! ตู้ม~~~

ถึงแม้มาเรียกับเฟียร์จะสวมอุปกรณ์ของเทพแล้วก็ตาม แต่สายฟ้าที่จอมเวทผมขาวร่ายลงมานั้นก็รุนแรงเกินกว่าที่จอมเวทอันดับสองกับอันดับสามอย่างมาเรียและเฟียร์จะต้านทานไหว ทำให้ตอนนี้พวกเธอทั้งสองนอนแนบกับพื้นดินด้วยสภาพยับเยินพร้อมกับมีกระแสไฟฟ้าไหลไปทั่วร่าง ทำให้พวกเธอทั้งสองคนขยับไปไหนไม่ได้อีกด้วย

และในตอนนั้นเองจอมเวทผมขาวก็ถอนหายใจออกมา

"เฮ้อ~ เอาจริงดิ...นี่ผมคิดว่าจอมเวทอันดับต้น ๆ ของเอ็นโดร่าจะทำให้ผมบาดเจ็บได้บ้าง แต่ไหงเป็นงี้ได้ล่ะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ ๆ"

"นะ...หน็อย~ บะ..บ้าชะมัด"

เฟียร์กัดฟันพูดด้วยความเจ็บใจ ส่วนทางมาเรียก็หมดสติไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้จอมเวทผมขาวคนนั้นก็แบมือมาทางพวกเธอทั้งสองคนอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า

"ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผมก็ดีใจที่ได้พบตำนานที่มีชีวิตของเอ็นโดร่าอย่างพวกคุณนะครับ"

เขาพูดจบก็ร่ายเวทสายฟ้าที่ยากเกินจะหลบเลี่ยงได้ออกมาอีกครั้งหนึ่งทันที เฟียร์ก็ยอมรับความตายโดยอัตโนมัติโดยที่เธอค่อย ๆ หลับตาลงแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บใจที่ไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้เลย แต่ในที่สุดสิ่งแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นกับสายฟ้าขนาดใหญ่ข้างบนท้องฟ้านั้น

จู่ ๆ สายฟ้าจำนวนสองเส้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าสิบเมตรก็กระดอนขึ้นกลับไปบนท้องฟ้าอย่างน่าประหลาดใจ จอมเวทผมขาวคนนั้นก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นทันทีและในตอนนั้นเองเสียงของชายหนุ่มที่ทุกคนในที่นั้นคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากห้องพยาบาลที่อยู่ข้างหลังพวกเฟียร์ว่า

"เฮ้ย เฮ้ย~ ช่วยเงียบปากกันหน่อยไม่ได้เหรอ คนยิ่งง่วง ๆ อยู่"

เฟียร์ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาทันที และจากนั้นชายคนนั้นก็กระโดดมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอในสภาพผ้าพันแผลพันท่อนบนที่เปลือยเปล่าอยู่เต็มไปหมด แขนทั้งสองข้างของเขาก็ถูกพันด้วยผ้าพันแผลด้วยเช่นกันอย่างกับเป็นมัมมี่อย่างไรอย่างนั้นเลย

"โน...อาห์~"

เฟียร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงโรยริน จากนั้นโนอาห์ก็หันกลับมามองเฟียร์ที่นอนหมดสภาพอยู่แล้วพูดว่า

"หืม...เฟียร์เองเหรอ"

"ชะ...ใช่"

โนอาห์รีบนั่งยอง ๆ ลงไปดูอาการของเฟียร์และช่วยปฐมพยาบาลทันทีโดยที่ไม่สนใจจอมเวทผมขาวเลยสักนิด จนจอมเวทผมขาวคนนั้นเริ่มโมโหที่โนอาห์ไม่ยอมสนใจเขาเลย เขาก็เลยแบมือมาทางโนอาห์และเมื่อเฟียร์เห็นแบบนั้นก็รีบตะโกนบอกโนอาห์ไปว่า

"โนอาห์ระวัง!!"

"ช้าไปแล้วเว้ย รับไปซะสายฟ้าทั้งหมดของฉัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ" จอมเวทผมขาวหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับร่ายเวทสายฟ้าแบบไม่จำกัด

แต่ว่า...โนอาห์ก็ชูมือขวาขึ้นไปเหนือหัวแล้วใช้กำลังข้อมืออันมหาศาลของนักดาบปัดอากาศบริเวณเหนือหัวของโนอาห์ขึ้นไปทันทีหนึ่งครั้ง

ควับ~ ฟูม~~~~ เสียงของลมที่เหมือนถูกฉีกกระชากออกจากกันอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นทั่วทั้งสวนหญ้าแห่งนี้

และทันใดนั้นเองสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็สะท้อนขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที เฟียร์และจอมเวทผมขาวคนนั้นต่างตกใจกับสิ่งที่โนอาห์ทำ และพอโนอาห์ปฐมพยาบาลให้พวกเฟียร์เสร็จเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหาจอมเวทผมขาวคนนั้นแล้วพูดว่า

"ถ้ามีธุระกับฉันก็อย่าลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เข้าใจไหม"

จอมเวทผมขาวคนนั้นก็เกิดสั่นกลัวขึ้นมาและเขาก็ตัดสินใจขอโทษโนอาห์ไปว่า

"ก็ได้...ผมขออภัยด้วยที่----"

จอมเวทผมขาวยังไม่ทันได้พูดจบ โนอาห์ก็ใช้ความเร็วสูงเคลื่อนที่มาโผล่ตรงหน้าของจอมเวทผมขาวภายในพริบตา จากนั้นเขาก็พูดว่า

"แต่ฉันไม่ให้อภัยนายว่ะ"

โนอาห์พูดจบก็กำหมัดขวาแน่นแล้วชกไปที่กลางลำดัวของจอมเวทผมขาวคนนั้นจนร่างของเขาปลิวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงและไกลกว่าหนึ่งร้อยเมตรจนร่างของเขาพุ่งทะลุกำแพงวังและร่วงลงไปที่พื้นดินทันที

....

หลังจากที่โนอาห์จัดการจอมเวทผมขาวคนนั้นไปได้แล้วเขาก็ปัดมือพร้อมหันกลับไปหาเฟียร์แล้วถามว่า

"เอาล่ะ ช่วยบอกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

เฟียร์ได้ยินแบบนั้นเธอก็ได้แต่คิดในใจว่า

"บ้าชะมัด เขาจัดการจอมเวทที่แข็งแกร่งกว่ามาเรียที่ใช้แหวนด้วยมือเปล่าเพียงแค่หมัดเดียวงั้นเหรอ โนอาห์แข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่นะ"

โนอาห์เห็นเฟียร์เหม่ออยู่เขาก็เลยเดินเข้ามาใกล้ ๆ เธอแล้วถามอีกครั้งไปว่า

"เฟียร์ มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"

"พวกไดม่อนเกรทใช้เวทเคลื่อนย้ายระยะไกลแทรกซึมเข้ามาในวังหลวงน่ะ"

"หืม?...อ๋อ งั้น [ยายนั่น] ต้องอยู่ที่วังหลวงแน่ ๆ เลย เอาล่ะ!" โนอาห์พูดจบก็เดินเข้าไปหยิบดาบสีดำขึ้นมาพร้อมกับบอกเฟียร์ว่า "ช่วยพายายมาเรียไปพักผ่อนด้วยนะ"

"เดี๋ยวก่อน แล้วนายจะไปไหน?" เฟียร์ถาม

"ไปทักทาย [เพื่อนเก่า] สักหน่อยน่ะ"

โนอาห์ยิ้มให้เฟียร์แล้วก็เอาชุดที่เขาชอบใส่สวมเข้าไปพร้อมกับเอาดาบสีดำเหน็บไว้ที่เอว จากนั้นเขาก็ใช้ผ้าผันแผลที่หลุดรุ่ยออกมาจากท่อนแขนทั้งสองข้างดึงมาพันมันใหม่ให้เรียบร้อย เมื่อโนอาห์แต่งตัวเสร็จแล้วเขาก็หลับตาลงแล้วใช้พลังจิตสแกนบริเวณวังหลวงเพื่อหากลุ่มก้อนพลังเวทที่ไม่ใช่ของคนในทวีปเอ็นโดร่า

เขาหลับตาอยู่สักพัก ไม่นานนักโนอาห์ก็จับพลังของ [ปีศาจมังกร] ได้ เขาก็เลยลืมตาขึ้นมาแล้วยืดเส้นยืดสายพร้อมกับชักดาบสีดำออกมาอย่างช้า ๆ แล้วเล็งไปทางทิศตะวันออกของวังหลวง เฟียร์ที่พยุงมาเรียไปไว้บนที่นอนในห้องพยาบาลก็เห็นโนอาห์ตั้งท่าดาบแปลก ๆ เหมือนเขากำลังจะฟันลงไปในแนวตั้ง แต่เบื้องหน้าของเขากลับไม่มีเป้าหมายให้ฟันเลย

แต่ว่าโนอาห์ก็ตั้งท่าอยู่แบบนั้นสักพัก และทันใดนั้นเองโนอาห์ก็ฟันลงไปในแนวตั้งเสมือนว่ามีแตงโมวางอยู่บนพื้นตรงนั้นด้วยความเร็วสูงทันที

ฟุ่บ~

คลื่นใบมีดขนาดใหญ่และสูงกว่าสิบเมตรก็พุ่งไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วสูงสี่ร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทันที

.....

ณ วังหลวงทางทิศตะวันออก

คลื่นใบมีดได้เดินทางมาจากจุดที่โนอาห์ฟันลงมาไกลถึงห้าร้อยเมตร และในตอนนั้นเองทหารของไดม่อนเกรทและจอมเวทปีศาจมังกรดำที่ใส่ชุดเดรสสีดำสวยงามก็มองเห็นคลื่นดาบสุญญากาศขนาดใหญ่ เธอก็ยิ้มออกมาแล้วใช้มือขวาของเธอรับคลื่นใบมีดนั้นไว้จนกระทั้งมันถูกหยุดไว้อย่างน่าอัศจรรย์

พอคลื่นใบมีดของโนอาห์หยุดลงเธอก็บีบทำลายวิชาของโนอาห์ทันที

ฟุ่บ~

คลื่นใบมีดถูกมือเล็ก ๆ ของเธอบีบจนหายไปกลายเป็นสายลมอย่างง่ายดายและจากนั้นเธอก็เสยผมเพื่อจัดทรงให้สวยงามเพราะโดนลมจากคลื่นใบมีดพัดจนเสียทรง และจากนั้นเธอก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

"อยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วยสินะ [โนะอะระ]"

-----------------------

บทที่ 22 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น