โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 18 : แวนเจิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 เม.ย. 63

บทที่ 18 - แวนเจิน

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ท้องฟ้ายังมืดครื้มผิดปกติ แวนเจินและเชอร์รีนกำลังมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด

ถึงแวนเจินจะเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในเอ็นโดร่า แต่ภายในใจของแวนเจินกลับคิดว่า

“เวทสายฝนเป็นเวทที่ดี”

เขาคิดขึ้นมาแบบนั้นก็เพราะว่าเวทของแวนเจินจำเป็นต้องร่ายในตอนที่ท้องฟ้าไม่มีก้อนเมฆเท่านั้นซึ่งตรงจุดนี้เชอร์รีนได้ศึกษามาดีและใช้จุดอ่อนของแวนเจินมาทำร้ายตัวเขาเอง

พอแวนเจินตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้เขาก็ยิ้มออกมาแล้วพูดกับเชอร์รีนไปว่า

“ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะต้องมาเจอกับปีศาจที่น่ารำคาญขนาดนี้ตั้งแต่ต้นเลยสินะ”

“หึ~ แวนเจิน...นายกำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่า...อันดับหนึ่งของนายจะเป็นเรื่องที่น่าขำขันงั้นรึ”

พอเชอร์รีนพูดออกไปแบบนั้น แม็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ปิดสมุดลงแล้วท้วงเชอร์รีนไปว่า

“ได้โปรดทำภารกิจด้วยเชอร์รีน”

“หืม? อ้าว นายพูดได้ด้วยเหรอแม็ก” เชอร์รีนถามด้วยสีหน้าสงสัย

“...” แม็กพยักหน้าโดยที่ไม่ตอบอะไรกลับไป จากนั้นแวนเจินก็หัวเราะออกมา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกนายนี่ตลกชะมัด เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันไม่มีเวลามากพอมาเล่นตลกกับพวกนายหรอกนะ งั้นขอเผด็จศึกเลยก็แล้วกัน”

แวนเจินพูดจบเขาก็หายไปจากสัมผัสทั้งห้าของพวกปีศาจ...เชอร์รีนกับแม็กต่างแปลกใจที่แวนเจินหายไป แต่...แม็กกลับสัมผัสละอองออร่าของดวงดาวได้เล็กน้อยเขาก็เลยบอกเชอร์รีนไปว่า

“เชอร์รีน...ฉันแนะนำให้ใช้ท่าประสานได้แล้ว”

“ดะ...เดี๋ยวก่อน ถ้าใช้ตอนนี้เมืองหลวงจะ---”

“ไม่มีเวลาแล้วเชอร์รีนรีบใช้ซะ!!”

แม็กตะคอกใส่ด้วยความร้อนรน แต่ทันใดนั้นเองร่างกายของแม็กก็ขาดเป็นสองส่วนทันที เชอร์รีนเห็นแบบนั้นก็ตกใจปนแปลกใจ “มันเกิดอะไรขึ้น” นั่นคือเสียงภายในใจของเชอร์รีน และไม่นานนักร่างกายของเชอร์รีนก็ขาดออกเป็นสองส่วนทันทีเช่นกัน

ภายในพริบตา ร่างกายที่ขาดออกเป็นสองส่วนของพวกเขาก็ตกลงมายังพื้นดิน จากนั้นแวนเจินก็ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับนั่งยอง ๆ ไปที่ซากศพของเชอร์รีนและแม็กพร้อมกับพูดว่า

“ฉันไม่ได้ใช้เป็นแต่เวทดวงดาวสักหน่อย”

“แค่ก แค่ก~ ว่าไงนะ” เชอร์รีนพยายามจะถามออกไป

“เฮ้อ~ ฉันจะบอกสิ่งที่ฉันทำได้เป็นของฝากยังโลกหน้าก็แล้วกัน”

แวนเจินพูดจบก็ยืนขึ้นแล้วปลดปล่อยออร่าออกมาทั้งหมดเจ็ดสีด้วยกัน เมื่อเชอร์รีนกับแม็กเห็นแบบนั้นพวกเขาก็ตกใจจนช็อกตายไปทันที แวนเจินเห็นแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจแล้วปลดออร่าเจ็ดสีออกพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลับมาโล่งเหมือนเดิม

“เฮ้อ~ ฉันยังไม่ทันได้บอกเลยว่า [ฉันสามารถใช้เวทได้เจ็ดรูปแบบ] เลยนะ

หลังจากที่แวนเจินพูดออกไปแบบนั้น จอมเวทลำดับหกชายนิ่ง และจอมเวทลำดับสามเฟียร์ก็โผล่ขึ้นมาต่อหน้าแวนเจิน

เฟียร์ จอมเวทหญิงผู้ใช้เวทแห่งสายลม เธอมองลงไปที่ซากศพของสี่ปีศาจแห่งโกมุนโต้แล้วพูดว่า

“นี่นายฆ่าพวกเขางั้นเหรอ”

“หืม? ใช่แล้ว ทำไมเหรอ” แวนเจินถามเฟียร์กลับไป

“ถึงนายจะถูกเรียกว่าจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ไดแมนชั่นก็เคยเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดเหมือนกับนายนะ”

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็บีบคอเฟียร์แล้วพูดว่า

“นี่เธอกลัวพวกนั้นงั้นเหรอ”

สายตาของแวนเจินดูดุร้ายและน่ากลัวจนเฟียร์จำใจต้องส่ายหัวแล้วพูดว่า

“มะ...ไม่ ฉันไม่ได้กลัว”

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็ปล่อยเฟียร์ลง แล้วพูดว่า

“ดีแล้ว...เอาล่ะชายนิ่งฉันร่ายเวท [ขอบเขตโลกแห่งดวงดาวไว้แล้ว] ที่เหลือฝากนายด้วยนะ”

“ครับ ท่านแวนเจิน” ชายนิ่งโค้งคำนับแล้วก็ยิงเวทแสงขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นเวทแสงก็กระเจิงไปโดนดวงดาวจำลองที่แวนเจินสร้างขึ้นมาจนสะท้อนออกเป็นเส้นแสงจำนวนนับไม่ถ้วน และในที่สุดเส้นแสงพวกนั้นก็กลายเป็นวงแหวนเวทขนาดใหญ่ที่สามารถครอบคลุมเมืองหลวงได้ทันที

แวนเจินเห็นแบบนั้นเขาก็เดินจากพวกเฟียร์และชายนิ่งไป ซึ่งเฟียร์ก็มองไปที่แผ่นหลังของแวนเจินและคิดในใจเพียงคนเดียวว่า

“คนคนนี้อันตรายเกินไป...ฉันต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่อะไร ๆ มันจะแย่ไปกว่าเดิมแล้ว”

ชายนิ่งเห็นท่าทางของเฟียร์ดูแปลกไป เขาก็เลยถามเฟียร์ไปว่า

“เธอมีปัญหาออะไรกับสิ่งที่ท่านแวนเจินทำหรือเปล่า”

“มีสิ...นายรู้ตัวหรือเปล่าว่าแวนเจินกำลังคิดจะทำอะไรอยู่”

“รู้สิ...ท่านกำลังทำให้โลกนี้สะอาดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง”

“ทั้ง ๆ ที่ต้องเสียสละชีวิตคนนับล้านงั้นเหรอ” เฟียร์ถามชายนิ่งด้วยสีหน้าที่จริงจัง

ชายนิ่งทำหน้าเรียบเฉยตอบกลับมาว่า “ใช่...ถ้ามันทำให้โลกสะอาดขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็จะทำตามที่ท่านแวนเจินปรารถนา”

เฟียร์ตกใจกับคำตอบของชายนิ่งซึ่งเป็นชายที่ทำงานหนักกว่าสิบสองจอมเวทมานาน เธอไม่คิดมาก่อนกว่าแท้จริงแล้วชายนิ่งคิดแบบนี้นี่เอง ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้เฟียร์ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างลงไปทันที

“ชายนิ่ง...ฉันไม่รู้ว่าในอดีตนายเจออะไรมา แต่การที่จะทำให้โลกสะอาดโดยที่ต้องเสียสละชีวิตคนบริสุทธ์นับล้าน มันเป็นเรื่องที่ผิด”

“ผิดงั้นเหรอ” ชายนิ่งถาม

“ใช่...ความผิดจะถูกตีค่าให้ผิดก็ต่อเมื่อสิ่งที่นายทำมันไม่ถูกกาลเทศะ ดังนั้นจนกว่าฉันจะเข้าใจเหตุผลของพวกนาย ฉันขอเก็บเวทมนตร์ของนายไว้ก่อนก็แล้วกัน”

เฟียร์พูดจบเธอก็ชูลูกแก้วสีรุ้งกลม ๆ ขึ้นมาให้ชายนิ่งเห็น พอเขาเห็นเขาก็ตกใจแล้วพยายามจะร่ายเวทแต่ก็ร่ายไม่ออก เฟียร์ก็เลยพูดว่า

“นายทำไม่ได้หรอก เพราะฉันใช้ [เวทลมแห่งนรก] ดูดพลังนายออกมาใส่ในลูกแก้วนี้แล้ว”

“เฟียร์....เอาคืนมานะ” ชายนิ่งพูด

เฟียร์ส่ายหัว “ตอนนี้ยังไม่ได้ชายนิ่ง...ฉันยังไม่เข้าใจว่าทำไมนายที่เป็นจอมเวทดีเด่นถึงต้องทำแบบนี้ด้วย เฮ้อ~ เอาไว้ฉันหาความจริงได้เมื่อไหร่ฉันจะคืนให้นายแน่”

พอเฟียร์พูดจบเขาก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที โดยที่ชายนิ่งได้แต่ทำหน้าเจ็บใจที่ถูกจอมเวทอันดับสูงกว่าเขาช่วงชิงอาวุธไป แต่ในขณะเดียวกันชายนิ่งก็เงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วพูดว่า

“ไม่เป็นไร...สิ่งที่ฉันทำได้ลุล่วงไปแล้ว”

-------------------

....

..

.

ณ แท่นบูชาดวงดาวในเขตกลางเมืองหลวง

แวนเจินเดินมาเรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็ถึงจุดกึ่งกลางของเมืองหลวง สถานที่ที่เป็นลานกว้าง ปกติสถานที่นี้จะเป็นเหมือนจุดนัดพบของชาวเมืองและยังเป็นย่านการค้าหลักอีกด้วย

แต่ตอนนี้มันกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน ซึ่งตรงนี้ยังมีแท่นบูชาดวงดาวอยู่อีกด้วย และแวนเจินก็เดินมาที่แท่นนี้พร้อมกับดอกไม้สามช่อ เขาหยุดอยู่หน้าแท่นบูชาแล้ววางดอกไม้ไว้พร้อมกับพูดว่า

“มันใกล้จะจบแล้วล่ะ เธอคงดูอยู่บนท้องฟ้าใช่ไหม”

แวนเจินพูดออกมาคนเดียวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหงา โดดเดี่ยวและเดียวดาย เขานั่งลงข้างหน้าแท่นพร้อมกับก้มหน้าอยู่แบบนั้น และทันใดนั้นเองซากุระกับมิกะก็เดินมาหาแวนเจิน

“นายจับพวกเรามาทำไม” ซากุระถามออกไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองถูกเวทเชือกแสงมัดตัวอยู่

แวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้

“ฉันได้ยินมาว่ามิโกะมีพลังเวทที่สูงมาก ๆ เกือบเท่า ๆ เผ่าเทพในตำนานเลย” แวนเจินกล่าว

“ฉันถามว่า...นายจับพวกเรามาทำไม” ซากุระถามออกมาอีกครั้ง

แวนเจินก็ยืนขึ้นแล้วตอบไปว่า

“เธอเห็นกลุ่มดาวที่กำลังส่งเสียงถึงกันไหม” แวนเจินพูดและชี้ไปบนฟ้า

ซากุระกับมิกะก็เงยหน้าขึ้นไป จากนั้นพวกเธอก็ตกใจทันที มิกะก็เลยพูดขึ้นมาว่า

“เวทในตำนานขอบเขตของโลกแห่งดวงดาวไม่ใช่เหรอ”

“ใช่แล้วมิโกะที่อันตรายที่สุดในโลก~” แวนเจินตอบมิกะด้วยรอยยิ้ม

“นี่แก...แวนเจิน หยุดร่ายเวทนั่นเดียวนี้นะ” มิกะตะโกนออกไป

“หืม...ทำไมล่ะ ขนาดไดแมนชั่นยังใช้ Clean World ได้เลย ทำไมฉันจะใช้เวทนี้บ้างไม่ได้ล่ะ”

“Clean World กับ ขอบเขตโลกแห่งดวงดาวมันไม่เหมือนกันนะแวนเจิน” มิกะพูด

จากนั้นซากุระก็พูดเสริมมิกะไปว่า

“ใช่แล้วแวนเจิน...เวทนี้มันรุนแรงกว่า Clean World มาก ซึ่ง Clean World มันทำได้แค่ให้เวทมนตร์ใช้การไม่ได้ไปสิบปี แต่ขอบเขตโลกแห่งดวงดาวมันคือเวททำลายล้างมวลมนุษย์ที่พวกเทพเคยใช้เมื่อหกสิบล้านปีก่อนจนทำให้สิ่งมีชีวิตบางประเภทสูญพันธุ์ไปเลยนะ”

พอแวนเจินได้ยินแบบนั้นเขาก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งและตอบซากุระไปว่า

“หึ หึ หึ~ ฮะ ฮะ ฮะ~ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!! นั่นแหละ...นั่นแหละที่ฉันต้องการ”

เสียงหัวเราะอันน่าขยะแขยง ออร่าที่เต็มไปด้วยความมืดดำกำลังทำให้ซากุระและมิกะเริ่มคลื่นไส้และอยากจะอาเจียนออกมา พวกเธอทั้งสองต่างต่อต้านความมืดดำในจิตใจของแวนเจินไม่ได้เลย

และไม่นานนักแวนเจินก็กวาดมือมาทางพวกมิโกะทั้งสองจนทำให้เชือกแสงขาดลง จากนั้นเขาก็บอกมิโกะทั้งสองไปว่า

“เอาล่ะ ตอนนี้เรามีวัตถุดิบพร้อมแล้ว มาดูกันดีกว่าว่ามานาของมิโกะทั้งสองคนจะมหาศาลแค่ไหน”

“นะ...นี่นายจะทำอะไร...อ๊ากกกกกก~~” มิกะยังไม่ทันได้ถามจบ จู่ ๆ มานาของมิกะก็ถูกดูดออกไปหาแวนเจินทันที

“มิกะ!! อ๊ากกกก~~~” ซากุระก็โดนด้วยเหมือนกัน

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! มหาศาลจริง ๆ มานาของมิโกะเทียบเท่าพวกเทพจริง ๆ ด้วย แบบนี้แหละ ใช่~ แบบนี้แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”

เสียงกรีดร้องด้วยความทรมาณของมิโกะทั้งสองกำลังผสมผสานกับเสียงหัวเราะของจอมเวทที่มีจิตใจอันน่าขยะแขยง และมานาของมิกะกับซากุระก็กำลังจะหมดไป

มิกะมองหน้าซากุระด้วยความอ่อนแรง ซากุระก็มองหน้ามิกะด้วยความอ่อนแรง ทั้งสองคนยื่นมือมาจับกัน จากนั้นมิกะก็พูดออกมาก่อนว่า

“พี่คะ...หนูเกลียดพี่มาก ๆ เลยค่ะ”

“ฮะ ฮะ ฮะ จะตายกันอยู่แล้วเธอก็ยังเกลียดฉันอยู่เสมอสินะ” ซากุระตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

“ใช่ค่ะ ก็พี่ฆ่าแม่นี่คะ”

“อื้ม...นี่มิกะ เธอจะเคียดแค้นฉันจนวินาทีสุดท้ายก็ได้นะ แต่ฉันขอพูดอะไรสักอย่างหน่อยได้ไหม”

ซากุระพูดจบเธอก็เขยิบตัวเองไปใกล้ ๆ แล้วหอมแก้มมิกะพร้อมกับพูดว่า

“พี่รักเธอนะมิกะ หวังว่าโลกหน้าเราจะเกิดมาเป็นพี่น้องที่เข้าใจกันดีกว่านี้”

มิกะได้ยินแบบนั้นเธอก็ร้องไห้ออกมา

“พี่ซากุระ ฮือ~~~”

เสียงร้องไห้ของมิกะดังขึ้น ความเจ็บปวดของทั้งสองก็หายไปเหลือแต่ความชินชาและความเสียใจเข้ามาแทนที่...ซากุระเริ่มหมดแรงและตาของเธอเริ่มจะปิดลง มิกะเห็นซากุระกำลังจะตายด้วยรอยยิ้ม ตัวมิกะเองก็กำลังจะตายแล้วเช่นกัน แต่ในตอนนั้นเองเสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา

“เฮ้ย เฮ้ย~ พวกเธอสองคนยังไม่ยอมพูดความจริงกันอีกเหรอ”

มิกะกับซากุระได้ยินแบบนั้นพวกเธอก็รู้สึกว่าไม่โดนดูดมานาอีกต่อไปแล้ว และพอพวกเธอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นแผ่นหลังของคนสามคนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพวกเธออยู่

หนึ่งในสามคนนั้นที่พกดาบสองเล่มก็หันมาหามิกะแล้วพูดว่า

“มิกะ...ลุกขึ้นมาซะ...ได้เวลาจัดดอกไม้สังหารที่เมืองหลวงอีกครั้งแล้ว!!”

พอโนอาห์พูดจบ แวนเจินก็กำหมัดด้วยความคับแค้นใจแล้วพูดขึ้นมาว่า

"ทำไมนายยังไม่ตาย...อีฟทำงานพลาดงั้นเหรอ"

"แวนเจิน" โนอาห์พูดชื่อของเขาออกไปพร้อมกับชักดาบแสงอาทิตย์ออกมา "ถ้านายยังไม่หยุดทำลายเวทมนตร์นั่น ฉันจะฆ่านายซะ"

"หึหึหึ~ ประโยคเดิมไม่ต่างจากสิบปีก่อนเลยนะโนอาห์" แวนเจินยิ้มมุมปากแล้วกล่าวออกไป

"แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนแน่นอน" โนอาห์พูดจบก็เตรียมจะโจมตีแวนเจินแต่ทันใดนั้นเองแวนเจินก็หายตัวไปในทันที มาสเห็นแบบนั้นก็บอกโนอาห์ไปว่า

"เอาอีกแล้ว เจ้าหมอนั่นหยุดเวลาได้สินะ"

"อื้ม เอาเถอะตอนนี้ช่วยมิกะก่อนดีกว่า"

พอโนอาห์พูดจบ พวกเขาทั้งสามคนก็หันไปหามิกะและซากุระที่นอนหมดสภาพอยู่ มาสไม่รอช้าที่จะร่ายเวทรักษาให้ทั้งสองคนทันที ระหว่างที่มิกะกำลังรักษาอยู่เธอก็ถามโนอาห์ไปว่า

"พวกนายมาได้ยังไง"

"ไดแมนชั่นเป็นคนพามาน่ะ" โนอาห์ตอบ

มิกะก็หันไปยิ้มให้ไดแมนชั่น ไดแมนชั่นก็เขินนิดหน่อยจนต้องเบือนหน้าหนี มาสเองก็ทำได้แค่ยิ้มและมองดูรอบ ๆ ตัวของเธอที่เต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนเก่า แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นานนัก

จู่ ๆ เฟียร์ก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกับสายลมที่หนาวเย็น โนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็ชักดาบออกมาแล้วพูดว่า

"นี่เธอ...อยู่ฝ่ายเดียวกับแวนเจินสินะ"

"โนอาห์...นายยังไม่ตายอีกเหรอ" เฟียร์ตกใจและถามออกไป

"แล้วเธอเห็นใครยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ล่ะ" โนอาห์เล่นลิ้น

"หึ~ เอาเถอะ...งั้นฉันก็วางใจขึ้นมาหน่อยแล้ว" เฟียร์พูดจบก็เลิกปล่อยสายลมอันหนาวเย็น แล้วเดินมาหาโนอาห์โดยไร้จิตสังหารพร้อมกับพูดต่อไปว่า "...โนอาห์ ตอนนี้ที่เมืองหลวงมีจอมเวททั้งสิบสองอยู่หกคน"

"อื้ม เรื่องนั้นรู้แล้ว ที่ด้านตะวันตกมีสัมผัสของออร่าของสิบสองจอมเวทสองคน ทิศตะวันออกมีอีกสองคน แล้วก็ตรงโซนหมู่บ้านมีอีกหนึ่งคนตรงนั้นน่าจะเป็นแวนเจินล่ะนะ"

เฟียร์ยืนฟังสิ่งที่โนอาห์พูดด้วยความแปลกใจ จากนั้นเฟียร์เลยถามโนอาห์ไปว่า

"นาย...นายสัมผัสพลังเวทได้ไกลขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่"

"หืม...อ๋อเรื่องนั้นไม่ต้องใส่ใจหรอก เอาล่ะ" โนอาห์พูดจบก็หันไปหาไดแมนชั่นแล้วบอกเขาไปว่า "ไดแมนชั่น นายจะไปจัดการ---" โนอาห์ยังพูดไม่ทันจบไดแมนชั่นก็แสดงสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนออกมา แล้วจากนั้นไดแมนชั่นก็หายตัวไปทันที

โนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็หันไปหามาสแล้วถามว่า "มาส...เธอเคยเห็นท่าทางแบบนั้นของหมอนั่นมาก่อนไหม"

"ไม่เลย...แต่ปล่อยเจ้านั่นไปก่อนเถอะ ตอนนี้เราต้องรีบวางแผนกันจัดการแวนเจินนะ"

"นั่นสินะ..." โนอาห์กล่าวออกมาแล้วพูดในใจว่า "ขอบเขตโลกแห่งดวงดาวสินะ...เล่นของยากเหมือนกันนี่แวนเจิน"

-----------------------------------

บทที่ 18 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น