โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 15 : มิกะและโนอาห์ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มี.ค. 63

บทที่ 15 - มิกะและโนอาห์ (2)

คทาแสงอาทิตย์เปล่งประกายและแผ่ไอร้อนออกมาเป็นระลอก ๆ ทำให้ซากุระที่ยืนอยู่ต่อหน้ามิกะต้องรู้สึกแปลกใจกับอาวุธประหลาดของโนอาห์นั่น ระหว่างที่มิกะกับซากุระกำลังเผชิญหน้ากันอยู่

ที่อัฒจันทร์ก็มีขุนนางสองคนได้แก่ อาเทอร์ และ ริเสะ มานั่งดูการต่อสู้ของสองพี่น้องแห่งอาสะ ซึ่งอาเทอร์ก็มองลงไปที่ร่างของโนอาห์แล้วพูดว่า

“คุณริเสะช่วยมองให้ผมหน่อยครับว่านั่นคือโนอาห์หรือเปล่า”

ริเสะ หญิงสาวใส่ชุดกิโมโนหน้าตาน่ารักพร้อมกับพกดาบคาตานะสีแดงก็ชะเง้อหน้าลงไปมองดูดี ๆ ไม่นานนักเธอก็หันกลับมาตอบอาเทอร์ว่า

“ใช่ค่ะ...แต่ว่า...ทำไมเขาต้องแกล้งสลบด้วยนะ”

“หึหึหึ~ เจ้าบ้านั่นชอบทำอะไรแบบนี้อยู่แล้วล่ะครับ เดี๋ยวเรามารอดูดีกว่าว่าพี่หรือน้องใครจะชนะ”

“อืม...มิกะก็ดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ ถึงจะมีคทาแปลก ๆ ก็เถอะแต่ฉันว่าซากุระก็ยังเป็นต่อมากกว่ามิกะนะคะ”

“งั้นเหรอครับ”

หลังจากที่ทั้งสองคนพูดคุยกันเสร็จ ด้านล่างตรงลานประลองก็กำลังจะมีการต่อสู้ของมิโกะทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้น

มิกะปักคทาลงบนพื้นแล้วพูดกับซากุระว่า

“ฉันจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของพี่อีกแล้ว”

“แหม แหม~ น้องสาวของฉันนี่น่ารักจริง ๆ เลยนะ แต่ว่า...” ซากุระพูดจบเธอก็กระพริบตาหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นมิกะก็ตกอยู่ในภวังค์ต้องมนต์ของซากุระทันที

วิชามิโกะ : ควบคุมจิตใจ...เมื่อใดก็ตามที่เธอโดนเวทมนตร์นี้เธอก็ไร้ค่าแล้วล่ะ ฮ่า ๆ”

ซากุระหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ ทางด้านมิกะเองก็เหม่อลอย แต่ในจังหวะนั้นมิกะกลับเห็นแสงสว่างของแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่ส่งต่อมาจากคทาสู่สายตาของเธอ มันเป็นแสงสว่างที่เมื่อได้มองลงไปแล้วทำให้รู้สึกสงบพิลึกและทันใดนั้นเองมนต์ควบคุมจิตใจของซากุระก็หายไปในทันที

มิกะจับคทาขึ้นมาแล้วยื่นไปข้างหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ฉันบอกแล้วยังไง...ว่าจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครอีกแล้ว!!”

มิกะพูดจบก็เสกดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือน่านฟ้าของเมืองสกายคลาสทันที อาเทอร์และริเสะต่างตกใจกับระดับมานาของมิกะจนอาเทอร์ต้องพูดขึ้นมาว่า

“สุดยอดไปเลยนะ...ว่าไหมริเสะ”

“ก็เกินคาดนิดหน่อยล่ะค่ะ แต่ว่าแค่นั้นก็ยังสู้ซากุระไม่ได้อยู่ดีนะคะ” ริเสะตอบ

ซากุระเห็นแบบนั้นเธอก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ มิกะเอ๋ยมิกะ...ตั้งแต่เกิดมาเธอก็มีพลังเวทที่มหาศาลก็จริง แต่อย่าลืมไปสิว่าเธอมีบางอย่างที่ผิดปกติพ่วงมาด้วยนะ”

พอซากุระพูดจบเธอก็ชี้นิ้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าจากนั้นดวงอาทิตย์ที่มิกะเสกขึ้นมาก็หายไปภายในพริบตา มิกะได้แต่ตกใจและสงสัยว่าพลังเวทขนาดนั้นมันหายไปได้ยังไง ซากุระก็เลยลดมือลงแล้วคลี่พัดออกมาพร้อมกับพูดว่า

“นั่นคือข้อบกพร่องของเธอยังไงล่ะ...พลังเวทของเธอเต็มไปด้วยมานาเข้มข้นสูงแต่ดันมี [แรงยึดเหนี่ยวต่ำ] ทำให้เวทของเธอจางหายได้อย่างง่ายดาย”

มิกะได้ยินแบบนั้นเธอก็เสกดวงอาทิตย์ขึ้นมาอีกครั้ง ... และภายในพริบตาซากุระก็ทำลายทิ้งทันทีเช่นกัน จากนั้นซากุระก็เตือนมิกะไปว่า

“อย่าฝืนเลยมิกะ การร่ายเวทขนาดนั้นต้องใช้มานามากขนาดไหนเธอก็รู้ ฉันสอนเธอตั้งแต่เด็กแล้วไม่ใช่เหรอว่า เวทยิ่งใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการร่ายมาก”

“ฉันไม่ฟัง!! ฉันจะร่ายเวทในแบบของฉันและจะเอาชนะเธอให้ได้ ซากุระ!!”

มิกะพูดจบก็เสกดวงอาทิตย์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ดวงอาทิตย์ดวงนั้นกลับเล็กลงกว่าสองครั้งก่อน พอซากุระเห็นแบบนั้นเธอก็ตกใจและพูดออกไปว่า

“ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ เธอก็แก้ข้อบกพร่องได้แล้วงั้นเหรอ”

“ใช่...โนอาห์มักจะห้ามฉันใช้เวทเสมอ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจแต่ตอนนี้ฉันเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามทำเพื่อฉันแล้ว...มหาเวทแห่งมิโกะแสงอาทิตย์ : ดวงอาทิตย์สาดแสง

หลังจากมิโกะร่ายเวทอันนั้นออกไป ดวงอาทิตย์ก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงจนทำให้มีเศษลูกไฟลอยอยู่เหนือน่านฟ้าจำนวนหลายหมื่นดวงและเศษลูกไฟที่แตกกระจายนั้น ก็ร่วงลงมาที่ลานประลองอย่างกับอุกกาบาตตก ซากุระ อาเทอร์และริเสะเห็นแบบนั้นพวกเขาก็ตกใจพร้อม ๆ กัน

ริเสะก็เลยชักดาบสีแดงออกมาแล้วฟันขึ้นไปบนท้องฟ้าหนึ่งครั้งเพื่อทำลายลูกไฟบางส่วนที่จะหล่นลงมาตรงที่เธอนั่ง

ส่วนทางด้านซากุระก็ทำการหลบลูกไฟที่ร่วงลงมาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด มันก็เลยทำให้ซากุระคลาดสายตามิกะไป และแล้วมิกะกับโนอาห์ก็หายไปจากลานประลองทันที

-------

...

..

.

ณ หน้าปากทางเข้าเมืองสกายคลาสซึ่งห่างจากสเตเดี่ยมสี่กิโลเมตร

มิกะใช้เวทวาปตัวเองและโนอาห์ออกมาจากลานประลอง จากนั้นคทาแสงอาทิตย์ก็กลับคืนสู่สภาพดาบคาตานะเช่นเดิม พอมิกะหันกลับไปมองที่ท้องฟ้าบริเวณสเตเดี่ยมแล้วเธอก็เห็นลูกไฟจำนวนมากกำลังร่วงหล่นอย่างไม่ขาดสาย

“ซากุระ...วันนี้ฉันอาจจะเอาชนะเธอไม่ได้ แต่ครั้งหน้าฉันจะฆ่าเธอให้ได้แน่นอน!!”

“อย่าเลยมิกะ...” โนอาห์พูดขึ้นมาทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่

“โนอาห์!! โนอาห์ นายฟื้นแล้วสินะ”

มิกะรีบร่ายเวทรักษาแผลให้โนอาห์ทันที โนอาห์ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วบอกมิกะว่า

“อย่าฝืนตัวเองสิมิกะ เธอไม่ใช่มาส เธอจะร่ายเวทรักษาไม่ได้นะ”

“ไม่!! ฉันจะช่วยนายให้ได้ ถึงแม้จะต้องสูญเสียอายุขัยไปก็ตาม”

“มิกะ...ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แค่ก แค่ก~

“นายนอนนิ่ง ๆ เถอะโนอาห์ ฮึบ~”

มิกะก็ร่ายเวทสีเขียวห่อหุ้มร่างกายของโนอาห์ต่อเนื่อง จนเวลาผ่านไปสักพักแผลที่โดนมิกะแทงก็สมานกันเลือดก็หยุดไหล มิกะก็เลยบอกโนอาห์ไปว่า

“แผลปิดสนิทแล้วแต่ภายในยังบอบช้ำอยู่ ช่วยอดทนไปก่อนนะ”

“ยายบ้า...สมองของเธอยัดอะไรอยู่วะเนี่ย” โนอาห์บ่นออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสินะ ก็ฉันยังอยากให้คณะพ่อค้าเร่ยังอยู่ต่อไปนี่”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองหน้ามิกะ

“เฮ้อ~ มิกะ เธอยังจำเรื่องเมื่อสิบปีก่อนได้ไหม”

“เรื่องอะไรเหรอ”

“ก็เรื่องตอนที่ฉันกับไดแมนชั่นแย่งขนมสีดำ ๆ อะไรสักอย่างน่ะ”

พอมิกะได้ยินแบบนั้น เธอก็หัวเราะแตกออกมาเลย

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ จำได้สิ...ตอนนั้นรู้สึกว่าไดแมนชั่นจะชนะแล้วได้กินนะ”

“ใช่...เธอรู้ไหมทำไมฉันกับได้แมนชั่นต้องทะเลาะกันด้วย”

“อืม...ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่ามาสจะซื้อมาแค่สามชิ้นล่ะมั้ง”

“อื้ม...เพราะยายมาสซื้อมาแค่สามชิ้น ฉันก็เลยบอกมาสไปว่าให้เอาขนมชิ้นนั้นไปให้เธอน่ะมิกะ”

“หืม~ งั้นเหรอ” มิกะถามด้วยความสงสัย

“ใช่...คราวนี้พอไดแมนชั่นเดินผ่านมาได้ยิน อยู่ดี ๆ เขาก็เดินมาแย่งขนมไปจากมือของฉันไปเลย ถ้าจำไม่ผิดหมอนั่นพูดว่า [ใครมาก่อนก็ต้องได้ก่อนสิ ในเมื่อมาสเอาให้นายก่อน นายก็ต้องได้กินก่อน]

“ฮ่า ๆ ๆ ก็สมกับเป็นไดแมนชั่นดีล่ะนะ”

“ใช่มั้ย...แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นไง เพราะฉันตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้เธอกินสุดท้ายฉันกับหมอนั่นก็ทะเลาะกันจนหมู่บ้านหายไปหมู่บ้านนึงเลย”

“ฮ่า ๆ ๆ ”

มิกะก็ยังคงหัวเราะต่อไป โนอาห์ก็มองไปที่ใบหน้าของมิกะที่กำลังมีความสุขแบบนั้น จากนั้นเขาก็ถามมิกะออกไปว่า

“มิกะ...ถ้าวันนั้นฉันกับไดแมนชั่นเอาขนมบ้า ๆ นั่นมาแบ่งครึ่งกันดี ๆ ป่านนี้หมู่บ้านนั้นก็คงไม่หายไปแล้วจริงไหม”

มิกะได้ยินแบบนั้นเธอก็หยุดหัวเราะ แล้วถามโนอาห์ด้วยความสงสัยว่า

“นายกำลังพูดอะไรอยู่โนอาห์~”

“ฉันกำลังบอกเธอว่า...บางครั้งถ้าเราถอยออกมาหนึ่งก้าวบางทีเราอาจจะมองเห็นภาพรวมที่กว้างขึ้นก็ได้...อย่างที่เธอกับซากุระเป็นอยู่ตอนนี้ไง”

พอโนอาห์พูดออกไปแบบนั้น มิกะก็ลุกขึ้นแล้วเบือนหน้าหนีโนอาห์ทันทีพร้อมกับบอกไปว่า

“ถ้านายยังพูดถึงนางนั่นอีกล่ะก็ ฉันจะไม่คุยกับนายอีกแล้ว”

“นี่มิกะ...ฉันรู้สาเหตุที่พวกเธอทะเลาะกันจนอยากจะฆ่ากันให้ตายไปข้างอยู่นะ”

“นายจะไปรู้อะไร...นายเป็นแค่คนนอกเท่านั้น!!”

พอมิกะพูดจบ ริเสะก็โผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้แล้วพูดว่า

“ผิดแล้วมิกะ...คุณโนอาห์รู้เรื่องราวของเธอมาตลอดสิบปีเลยล่ะ”

มิกะกับโนอาห์ได้ยินแบบนั้นพวกเขาทั้งสองก็หันหน้าไปหาริเสะพร้อมกันทันที จากนั้นริเสะก็โค้งคำนับโนอาห์พร้อมกับพูดว่า

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะคุณโนอาห์”

“เอ่อ...นี่เธออยู่ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ” โนอาห์ถามริเสะด้วยความกระอักกระอ่วน

“ใช่ค่ะ...ทำไมเหรอคะ ฉันจะแวะมาดูหน้าคนรักเก่าไม่ได้เหรอคะ” ริเสะพูดพร้อมกับยิ้มให้โนอา

มิกะได้ยินแบบนั้นเธอก็ตกใจแล้วรีบถามโนอาห์ไปว่า

“โนอาห์~ นายกับพี่ริเสะไปรู้จักกันตอนไหน”

“เฮ้อ~ เรื่องมันยาวมาก ๆ เอาเป็นว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ฉันเคยเดินทางไปที่อาสะเพื่อคุยธุระเรื่องการทำการค้ากับริเสะ แล้วเผอิญโดนริเสะขอให้เป็นคนรักหลอก ๆ อยู่ช่วงหนึ่งน่ะ”

มิกะมองหน้าโนอาห์ด้วยความแปลกใจ “นี่นายช่างลึกลับเหลือเกินนะโนอาห์” มิกะพูดออกมาด้วยความสงสัย แต่ริเสะก็เดินเข้ามานั่งบนพื้นใกล้ ๆ ที่โนอาห์นั่งอยู่แล้วพูดว่า

“มิกะนั่งลงก่อนสิ”

“ค่ะ ท่านพี่”

มิกะก็นั่งลงตามคำสั่งของริเสะ จากนั้นริเสะก็บอกมิกะไปว่า

“มิกะ...ซากุระกับเธอเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน ฉันว่าพวกเธอลองคุยกันดี ๆ ก่อนดีไหม”

“ไม่ค่ะ...ซากุระฆ่าท่านแม่ ฉันไม่มีทางญาติดีกับคนแบบนั้นเด็ดขาด”

โนอาห์กับริเสะได้ยินแบบนั้นก็มองหน้ากัน จากนั้นโนอาห์ก็พูดออกไปว่า

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกมิกะ...”

“จะไม่ใช่ได้ไง คืนนั้นฉันเห็นกับตา...ยายนั่นนั่งอยู่ข้างเตียง มือทั้งสองข้างของเธอก็เปลื้อนเลือด และแม่ของฉันก็...ฮือ~~”

มิกะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง จนริเสะต้องไปกอดปลอบใจ

“มิกะ...ฟังฉันให้ดีนะ มันอาจจะเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด แต่สิ่งที่โนอาห์พูดมันคือเรื่องจริงและพวกเราก็พึ่งรู้มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน”

“ฉันไม่ฟัง ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่ฟัง!!” มิกะสะบัดริเสะออกไปจากนั้นเธอก็ร่ายเวทวาปตัวเองไปไหนก็ไม่รู้ทันที

โนอาห์เห็นแบบนั้นก็ยืนขึ้นแล้วบอกริเสะไปว่า

“คงยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมสินะ...นี่ริเสะ เธอเป็นทูตจากอาสะไม่ใช่เหรอ”

“อ๋อ...ใช่ค่ะ ฉันมาที่นี่เพื่อมาคุยงานกับท่านอาเทอร์ค่ะ”

“อื้ม...แล้วเธอคุยเสร็จหรือยัง”

“เสร็จแล้วค่ะ...เอ๊ะ ถามแบบนี้หรือว่า...” ริเสะหันมามองโนอาห์ด้วยสายตาที่มีเลศนัย

โนอาห์ก็รีบส่ายหัวปฏิเสธทันที

“มะ...ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ฉันแค่อยากถามอะไรเธอเรื่องดาบประกายดาวหน่อยน่ะ”

“อ๋อได้สิคะ งั้นไปคุยกันที่โรงเตี๊ยมกันดีไหมคะ”

“อื้ม เอาสิ”

จากนั้นโนอาห์กับริเสะก็เดินทางไปโรงเตี๊ยมอีกครั้ง

----------

...

..

.

ณ โรงเตี๊ยม

ริเสะสั่งเหล้ามาหลายขวดเพื่อมาปรนนิบัติโนอาห์อย่างเต็มที่ ด้วยความที่ริเสะเป็นหญิงสาวที่หุ่นดีและสวยมากจนทำให้ออร่าความงามของเธอไปเตะตาหนุ่ม ๆ ในโรงเตี๊ยมอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

ซึ่งโนอาห์เองก็รู้สึกอึดอัดนิด ๆ เขาก็เลยบอกริเสะไปว่า

“เอ่อ...เธอไม่รู้สึกอึดอัดเลยงั้นเหรอ”

“อ๋อ...ไม่หรอกค่ะ เอ๊ะ...หรือว่าคุณโนอาห์อยากไปคุยกันต่อในห้องเหรอคะ”

“โถ่~ ริเสะเธออย่าพูดเล่นแบบนั้นสิ”

“หืม~ ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคะ แหม~ คุณจะอายไปทำไมก็เราสองคนเคย ๆ กันแล้วนี่”

“หยุดเลยนะริเสะ!!” โนอาห์รีบค้านไปทันที

“ฮ่า ๆ ๆ คุณจะคิดเล็กคิดน้อยไปทำไมคะ ก็ตอนนั้นเราสองคน...”

“ฉันว่าเราเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่านะ” โนอาห์กล่าวด้วยความเขินอาย

“อื้ม...เรื่องดาบประกายดาวสินะ”

พอริเสะถามออกมาแบบนั้น โนอาห์ก็รีบถามเธอไปทันทีว่า

“ดาบประกายดาวเป็นดาบที่มีเงื่อนไขในการได้มาค่อนข้างแปลก เธอคงรู้อยู่สินะ”

“อื้ม รู้สิ เทพนักดาบบอกว่าต้องจูบกับคนรักกลางทุ่งแสงจันทร์มันถึงจะโผล่ขึ้นมา”

“ใช่...แล้วมันพอจะมีวิธีอื่นอีกไหม”

ริเสะได้ยินแบบนั้นเธอก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาพร้อมกับส่งสายตาหวาน ๆ ให้โนอาห์แล้วบอกเขาด้วยน้ำเสียงอันยั่วยวนไปว่า

“ถ้าคืนนี้คุณอยู่กับฉันทั้งคืน บางทีฉันอาจจะบอกก็ได้นะ”

“ริเสะ...นี่เธอเอาจริงเหรอเนี่ย”

“ฉันดูเหมือนคนพูดเล่นงั้นเหรอคะคุณโนอาห์”

พอริเสะพูดออกมาแบบนั้นโนอาห์ก็จ้องตาริเสะอยู่สักพัก โนอาห์ก็ยิ้มออกไปแล้วพูดว่า

“ขอโทษทีนะ ตอนนี้ฉันทำแบบนั้นกับเธอไม่ได้แล้วล่ะ”

“หืม~ งั้นก็แปลว่าเจอคนที่ชอบแล้วสินะคะ” ริเสะถามด้วยรอยยิ้ม

โนอาห์ก็พยักหน้า “ใช่ ฉันมีคนในดวงใจแล้ว”

“แหม~ น่าเสียดายจังเลยนะคะ ฉันยังอยากทบทวนค่ำคืนอันแสน---” ริเสะยังพูดไม่จบโนอาห์ก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า

“พอได้แล้วริเสะ โถ่~ แล้วเรื่องดาบประกายดาวเธอคงบอกไม่ได้ใช่ไหม”

พอโนอาห์ถามออกไปแบบนั้น ริเสะก็หยิบหินรูปร่างแปลก ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ

“นี่เป็นเศษซากของอุกกาบาตที่ตกบริเวณทุ่งแสงจันทร์ คุณคงรู้สินะว่ามันหมายถึงอะไร”

โนอาห์หยิบเศษอุกกาบาตขึ้นมาส่องรอบ ๆ สักพัก เขาก็ตอบริเสะไปว่า

“ที่อุกกาบาตมีรอยตัดแบบเรียบเนียนอยู่ เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่า!!” โนอาห์เงยหน้ามองริเสะด้วยความตกใจ

“ค่ะ…ดาบประกายดาวได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนที่คุณโนอาห์จะมาที่สกายคลาสค่ะ”

“ว่าไงนะ!!” โนอาห์ตกใจ “แย่แล้วสิ...ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะมีคนเอาไปแล้วสินะ”

“ยังหรอกค่ะ...เศษอุกกาบาตอันนี้ฉันเก็บได้เมื่อสองวันก่อนเอง”

“เดี๋ยวก่อนนะ...มันแปลกเกินไปหรือเปล่า ดาบประกายดาวจะโผล่ขึ้นมาตอนจันทร์เต็มดวงเท่านั้นนี่”

“อืม...” ริเสะทำท่าครุ่นคิดสักพัก ไม่นานนักเธอก็นึกอะไรบางอย่างออกแล้วพูดออกไปว่า “หรือว่าจะมีคนเรียกดาบประกายดาวตั้งแต่คืนจันทร์เต็มดวงรอบที่แล้ว”

โนอาห์ฟังแล้วก็คิดตามสักพัก แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่โนอาห์ก็นึกไม่ออกเลยว่าใครจะเอาไปได้นอกจากนักดาบ เขาก็เลยตัดสินใจบอกกับริเสะไปว่า

“เฮ้อ~ ถ้าดาบประกายดาวถูกเรียกขึ้นมาแล้วจริง ๆ ที่เหลือเราก็แค่รอให้ถึงกลางคืนก่อนแล้วค่อยไปดูที่ทุ่งแสงจันทร์ใหม่ล่ะนะ”

“นั่นสินะ...” ริเสะพูดออกมาจากนั้นเธอก็ยิ้มแล้วถามโนอาห์ว่า “...เหลือเวลาอีกตั้งเยอะเลย เราสองคนไปหาอะไรสนุก ๆ ทำดีไหมคะ”

“เอาอีกแล้วเหรอริเสะ...”

“แหม ~ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่อยากประลองดาบกับคุณก็แค่นั้นค่ะ”

“อ๋อ...เอาสิ”

พอโนอาห์ตอบรับริเสะไป ทันใดนั้นเองก็มีคนของขุนนางวิ่งเข้ามาหาริเสะด้วยความร้อนรนพร้อมกับรายงานกับริเสะไปว่า

“ยะ...แย่แล้วค่ะท่านริเสะ ผู้ติดตามของท่านทุกคนโดน----” ลูกน้องของริเสะยังไม่ทันได้พูดจบจู่ ๆ โนอาห์ก็สัมผัสถึงอันตรายได้เขาก็เลยบอกทุกคนในโรงเตี๊ยมว่า

“หมอบลง!!!”

ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็มัวแต่ตกใจอยู่ โนอาห์ก็ดึงริเสะให้หมอบลงทันใดนั้นเองก็มีแสงสีขาว ๆ พาดผ่านโรงเตี๊ยมทั้งหลังเป็นแนวขวาง

ฟึ่บ~

แสงสีขาวพาดผ่านเหมือนการฟันของดาบ และภายในพริบตาลูกน้องของริเสะและชาวบ้านที่หมอบลงไม่ทันก็โดนแสงสีขาวนั้นตัดคอจนขาดทุก ๆ คนทันที และในตอนนั้นเองเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัวก็เริ่มดังขึ้น

ริเสะตกใจที่ลูกน้องที่เธอสนิทต้องมาตายต่อหน้า เธอก็เลยพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่โนอาห์ก็ดึงแขนเธอลงมาให้หมอบไว้เช่นเดิม

“คุณโนอาห์คะ ปล่อยฉันนะคะ”

“ใจเย็น ๆ ก่อนริเสะ ถ้าเธอลุกขึ้นไปตอนนี้คอเธอขาดแน่ ๆ ”

“แล้วจะให้ฉันทนดูทุกคนตายงั้นเหรอคะ”

“ไม่...ริเสะ เธอเป็นนักดาบรุ่นที่สี่ไม่ใช่เหรอ เธอต้องใจเย็น ๆ แล้วใช้พลังจิตในการนำทางสิ”

ริเสะได้ยินแบบนั้นเธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ จากนั้นเธอก็หลับตาลงแล้วทำสมาธิ...จนทำให้เธอมองเห็นกระแสของพลังที่ไหลเวียนออกมาจากร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในรัศมีสามร้อยเมตร

ริเสะพยายามหาต้นตอของคนที่ใช้เวทนั่น จนในที่สุดเธอก็เห็นจอมเวทที่มีพลังมานามหาศาลยืนอยู่ข้างนอกโรงเตี๊ยม แต่ว่า...จำนวนของจอมเวทที่เธอจับได้มันมีมากเกินไปเป็นร้อยคนเลย!!

“คุณโนอาห์คะ...ข้างนอกมีจอมเวทระดับสูงยืนอยู่ หนึ่งร้อยคนค่ะ”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็นึกถึงหนึ่งในสิบสองจอมเวทอันดับหก [ชายนิ่ง] ขึ้นมาทันที...จากนั้นโนอาห์ก็รีบถามริเสะไปว่า

“จอมเวทคนนั้นเป็นผู้ใช้เวทเมื่อครู่นี้หรือเปล่า”

“น่าจะใช่ค่ะ”

“เอาล่ะ ริเสะฟังให้ดีนะ ฉันจะซื้อเวลาให้ ให้เธอรีบอพยพชาวบ้านออกจากข้างหลังโรงเตี๊ยมก่อนเข้าใจไหม”

“ได้ค่ะ...ระวังตัวด้วยนะคะ”

จากนั้นริเสะก็รอสัญญาณจากโนอาห์ โนอาห์ก็ชักดาบออกมาแล้วตวัดดาบออกไปทางประตูหน้าของโรงเตี๊ยมเบา ๆ

ตู้ม~~~

คลื่นใบมีดสุญญากาศที่โนอาห์ฟันออกไปก็ปะทะกับประตูหน้าของโรงเตี๊ยมจนพังเละเทะไปหมด ในตอนนั้นเองริเสะก็ใช้ช่วงเวลาที่โนอาห์ซื้อให้ ใช้ความเร็วระดับสูงลากชาวบ้านที่อยู่ในโรงเตี๊ยมจำนวนสามสิบคนออกไปทางด้านหลังทันที

พอเกิดการระเบิดของประตูโรงเตี๊ยมแล้ว โนอาห์ก็อาศัยความวุ่นวายตรงนั้นรีบวิ่งออกไปข้างนอกแล้วตั้งท่าจะใช้กระบวนท่าร่ายรำที่แปดของดาบแสงอาทิตย์ แต่ว่า...ร่องรอยของชายนิ่งกลับหายไป เขาก็เลยหยุดตั้งท่าแล้วตะโกนออกไปว่า

“ชายนิ่ง...แกรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป ห๊ะ!!”

สิ้นเสียงตะโกนของโนอาห์ หนุ่มสูง 180 เซนติเมตร ผมสั้นสีดำก็โผล่ขึ้นมารอบ ๆ ตัวของโนอาห์จำนวนกว่ายี่สิบคน

“เฮ้ย เฮ้ย~ เวทร่างแยกของนายก็ยังคงสุดยอดไม่เปลี่ยนเลยนะ”

โนอาห์พูดไปยิ้มไป แต่ทันใดนั้นเองชายนิ่งก็ชูมือขวาขึ้นมาอยู่ในระดับไหล่ของเขาแล้วร่ายเวทออกมา

ตุบ~

ร่างของซากุระและมิกะที่เต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดไหลนอง ก็โผล่ออกมานอนบนพื้นถนน โนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็กำดาบแน่นแล้วระเบิดออร่าพลังจิตสีแดงผสมสีดำออกมาด้วยความเกรี้ยวโกรธ

“ชายนิ่ง...จงเลือกมาซะว่าจะตายแบบไหน”

“....” ชายนิ่งทำหน้าเฉยชาไม่ตอบอะไรกลับไป

--------------------------

บทที่ 15 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขออภัยด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น