โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 11 : ออกเดินทางสู่สกายคลาสกันเถอะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มี.ค. 63

บทที่ 11 – ออกเดินทางสู่สกายคลาสกันเถอะ

หลังจากที่โนอาห์สามารถจัดการพายุหิมะและไล่พวกสี่ปีศาจไปได้แล้ว พวกจอมเวททางการที่เหลือก็ทยอยพาชาวบ้านกลับมา และทุกคนในเมืองซันชายก็ช่วยกันทำความสะอาดและซ่อมแซมเมืองกันยกใหญ่ แน่นอนว่าพวกโนอาห์ก็อยู่ช่วยชาวบ้านของเมืองนี้เช่นกัน

จนกระทั่งเจ็ดวันผ่านไป

...

ณ สำนักงานจอมเวทแห่งเมืองซันชาย

โนอาห์ กับ ซันก็นั่งอยู่ในห้องของลาเทล โดยที่ซันก็มองไปที่โต๊ะทำงานของลาเทลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า โนอาห์เห็นท่าทางของซันแบบนั้นเขาก็พูดออกไปว่า

“ลาเทลเป็นลูกน้องของนายมานานแล้วสินะ”

ซันพยักหน้า “อืม...เธอเป็นจอมเวทที่ทำงานเก่งมาก ๆ ว่าง ๆ ก็มักจะอ่านหนังสือเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นหนึ่งในสิบสองจอมเวท แต่แล้วเธอก็...”

ซันพูดจบก็น้ำตาซึมออกมา จากนั้นเขาก็หันมาหาโนอาห์แล้วพูดว่า

“จริงอย่างที่นายเคยพูดว่าเมื่อสิบปีก่อน...มันจริงทุกอย่าง...สงครามไม่เคยนำพาสันติที่แท้จริงกลับมา แต่ก็ไม่มีใครเชื่อนายสักคน กลับกัน พวกเราดันบีบบังคับให้ราเชลต้องเสียสละชีวิตของตัวเองอีก...โถ่เว้ย!!”

ซันชกลงไปที่พื้นอย่างรุนแรงจนพื้นห้องลาเทลแตกเล็กน้อย โนอาห์ก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปแตะบ่าของซันพร้อมกับพูดว่า

“ถ้ารู้สึกผิดจริง ๆ นายก็เลิกร้องไห้แล้วทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ได้แล้วเจ้าหนู”

“....” ซันเงยหน้าขึ้นมามองโนอาห์ เขาก็เห็นใบหน้าที่จริงจังและแววตาที่มีแต่มองไปข้างหน้า จนทำให้ตัวซันเองยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดกับโนอาห์ไปว่า

“คุณนี่ตกลงจะเป็นปีศาจหรือจะเป็นลุงใจดีกันแน่นะ”

“เฮ้ย ๆ ฉันอายุแค่สามสิบกว่า ๆ เองนะเฟ้ย! ถึงจะห้าสิบฉันก็ยังไม่แก่หรอกนะ”

“ฮ่า ๆ นั่นสินะ ยังไงผมก็จะเรียกคุณว่าลุงเหมือนเดิมแหละ”

“หน็อย เจ้านี่!!”

พอซันพูดจบเข้าก็ยืนขึ้นแล้วก็เดินไปวางรูปของลาเทลกับตัวเขาเองที่เคยถ่ายด้วยกันตอนไปเที่ยว ซันมองรูปถ่ายนั้นสักพักแล้วหันกลับมาหาโนอาห์พร้อมกับพูดด้วยสายตาแน่วแน่ว่า

“ผมจะเดินหน้าต่อไปและจะเป็นสิบสองจอมเวทที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ เพื่อตัวผมเองและเพื่อลาเทล...ที่ผมรัก...”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมา

“อื้ม ลาเทลต้องเอาใจช่วยนายอยู่แน่นอน”

“ครับ ลุง”

“เฮ้ย!! เรียกว่าคุณโนอาห์ก็พอแล้วมั้ง~”

จากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกับเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งหลายชั่วโมงผ่านไป ณ ตอนนี้ก็ได้เวลาที่คณะพ่อค้าเร่โนอาห์ต้องออกเดินทางแล้ว

....

..

.

ณ หน้าเมืองซันชาย

วินดี้ จิล เร็น มิกะ และโนอาห์ก็กำลังยื่นมองเข้าไปในเมืองซันชายอยู่ จากนั้นโนอาห์ก็พูดขึ้นมาว่า

“ในที่สุดก็ต้องจากไปอีกครั้งแล้วสินะ” เขาพูดจบก็หันไปมองเมืองร้างที่กำลังมีแสงอาทิตย์ผ่านเข้าไปแล้วพูดต่อไปว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปแล้วสินะ เฮ้อ~ ราเชลถ้าเธอได้มาเห็นเธอต้องแปลกใจแน่ ๆ เลย”

โนอาห์พูดจบก็หันไปหาทุกคนแล้วพูดว่า

“เอาล่ะ ก่อนที่จะไปยังที่เก็บดาบเล่มที่สองของฉัน มีใครอยากไปไหนเป็นพิเศษไหม”

โนอาห์ถามออกไปก็ไม่มีใครยกมือ แต่มิกะกลับพูดขึ้นมาว่า

“ในที่นี้ไม่มีใครอยากไปไหนหรอก มีแต่นายนั่นแหละอยากไปไหนไหม?”

“ฉันน่ะเหรอ...” โนอาห์ถามกลับ

“อื้ม ... เพราะดาบที่นายจะไปเอามันเป็นดาบพิเศษไม่ใช่เหรอ”

พอมิกะพูดขึ้นมาแบบนั้น ทุกคนยกเว้นเร็นก็สงสัยขึ้นมาทันที พอเร็นเห็นแบบนั้นเขาก็อธิบายให้จิลกับวินดี้ฟังง่าย ๆ ว่า

“ดาบเล่มที่สองของโนอาห์มีชื่อว่า [ดาบประกายดาว] ซึ่งดาบเล่มนี้มันจะต้องใช้เงื่อนไขพิเศษในการได้มาน่ะ”

ด้วยความสงสัยของวินดี้ เธอก็เลยถามเร็นไปว่า

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ”

“เดี๋ยวเธอไปที่สกายคลาสก็จะรู้เองแหละครับ ฮ่า ๆ ”

หลังจากที่เร็นตอบวินดี้ไปแบบนั้น มันก็ยิ่งทำให้เธอเริ่มตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันโนอาห์ก็เบือนหน้าหนีไม่มองวินดี้อีกเลย

---------

...

..

.

การเดินทางไปยังเมืองลอยฟ้าสกายคลาสจำเป็นต้องขึ้นเรือบินที่ท่าเรือสกายฮาเบิล ซึ่งเป็นเมืองที่มีตำนานนักดาบวายุอยู่ ระหว่างทางโนอาห์เลยตัดสินใจเล่าตำนานนักดาบวายุให้ทุกคนที่เดินทางฟังไปด้วยเลย

เรื่องมันมีอยู่ว่า....

ว่ากันว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมีนักดาบคนหนึ่งเดินทางมาที่เมืองสกายฮาเบิลแล้วพบรักกับนางฟ้าคนหนึ่ง แต่ด้วยที่เขากับเธอไม่สามารถยืนเคียงคู่กันได้เนื่องจากมนุษย์กับเทพถูกกำหนดให้รักกันไม่ได้ ถ้ารักกันขึ้นมาจะต้องมีใครคนหนึ่งตายทันที

ด้วยความรักที่นักดาบมีต่อเทพตนนั้น มันมากมายเหลือเกิน นักดาบพยายามแอบมาเจอเทพตนนั้นทุก ๆ ปีเพื่อทำให้เทพสูงสุดไม่สังเกตเห็นว่าพวกเขาทั้งสองคบกัน ถึงจะได้เจอกันปีละครั้งแต่ทั้งสองก็ยอม

จนกระทั่งวันหนึ่งเทพตนนั้นก็ตั้งครรภ์ลูกของนักดาบขึ้นมาและเป็นตอนที่เทพสูงสุดจับได้ว่าเทพตนนั้นแอบพลอดรักกับมนุษย์ ด้วยความเมตตาของเทพสูงสุดที่มีต่อเด็กในครรภ์เขาก็เลยสั่งให้เทพตนนั้นห้ามไปเจอกับนักดาบคนนั้นอีก ถ้าฝ่าฝืนเขาก็จะเนรเทศเทพตนนั้นกับลูกลงจากโลกแห่งเทพพร้อมกับยึดยศฐสบรรดาศักดิ์ของเธออีกด้วย

และแน่นอนว่าเทพตนนั้นก็ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของเทพสูงสุดก็เลยทำให้เทพสูงสุดไล่เธอลงจากโลกแห่งเทพพร้อมกับยึดทุกอย่างที่บ่งบอกว่าเธอเป็นเทพ เช่นพลัง อายุขัยที่ไม่มีวันหมด เป็นต้น

เพราะเหตุนั้นเทพตนนั้นกับลูกในท้องก็ได้ลงมาอยู่บนเมืองสกายฮาเบิลพร้อมกับนักดาบคนนั้น แต่แทนที่พวกเขาทั้งสองจะมีความสุขกลับกลายต้องมาเจอแต่ความทุกข์ที่เกินคณานับ

หลายปีต่อมา เธอคนนั้นกับนักดาบก็มีแต่เรื่องบาดหมางต่อกัน เริ่มตบตีทะเลาะกันเพราะไม่เข้าใจกัน และในที่สุดลูกชายเพียงคนเดียวของเขาก็ทนไม่ไหวที่ต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกชายคนนั้นก็เลยทำเรื่องที่ไม่สมควรทำลงไปโดยการหยิบดาบของพ่อตัวเองฟันแขนและขาของพ่อกับแม่ของตัวเองทิ้ง

จากนั้นเด็กคนนั้นก็แทงตัวเองตาย...ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไร เทพสูงสุดก็ลงมายังโลกมนุษย์แล้วเดินเข้าไปในบ้านของพวกเขาแล้วพูดว่า

“นี่เป็นคำสาปที่เผ่าปีศาจสาปพวกเราไว้ว่าหากไปรักกับเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของตัวเองก็จะเจอแต่ความหายนะไม่มีที่สิ้นสุด”

พอนักดาบและเธอคนนั้นได้ยินสิ่งที่เทพสูงสุดบอก พวกเขาก็ขอให้เทพสูงสุดฆ่าพวกเขาซะ แต่เทพสูงสุดกลับไม่ทำเพราะเขาไม่มีสิทธิ์ไปพรากชีวิตของใครก็ได้ ดังนั้นนักดาบกับเธอคนนั้นก็ตัดสินใจกัดลิ้นตัวเองตายพร้อม ๆ กัน

ด้วยความเศร้าโศกที่เกิดขึ้น เทพสูงสุดก็เลยเดินไปหาลูกชายของพวกเขาแล้วดึงดาบวายุออกมาพร้อมกับร่ายเวทฟื้นฟูบาดแผลให้ลูกชายของพวกเขา เพราะเทพสูงสุดไม่อยากให้เด็กคนนี้ตายอย่างอนาถเขาก็เลยรักษาสภาพศพให้แล้วทำการฝังไว้ใกล้ ๆ พ่อและแม่ของเขาพร้อมกับปักดาบวายุไว้เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้มนุษย์ทุกคนที่คิดจะทำผิดกฎธรรมชาติได้มองดูครอบครัวนี้แล้วห้ามใจตัวเองไว้ให้ได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุก ๆ ปีที่เมืองสกายฮาเบิลก็จะมีพิธีกรรม [ลาก่อนวายุ] ที่จัดขึ้นเพื่อสวดส่งให้ดวงวิญญาณทั้งสามได้อยู่ในภพภูมิที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

----------

 

ณ เมืองสกายฮาเบิล

หลังจากที่กลุ่มพ่อค้าเร่เดินทางมาจากเมืองซันอยู่หลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองท่าเรือบินสกายฮาเบิลแล้ว

ณ เมืองแห่งนี้นับว่าเป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลเลยทีเดียว เพราะวินดี้กำลังตื่นตาตื่นใจกับเรือบินขนาดจุคนได้เกินพันคน ลอยอยู่บนฟ้าเต็มไปหมดและพอเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็นเมืองลอยฟ้าอยู่ไกล ๆ มันเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ๆ

วินดี้ชี้ขึ้นไปที่เมืองลอยฟ้านั่นแล้วพูดว่า

“นี่ ๆ โนอาห์นั่นคือเป้าหมายของเราใช่ไหม”

“อื้ม แต่ก่อนอื่นเราต้องไปซื้อตั๋วขึ้นเรือก่อนนะ”

พอโนอาห์พูดจบจิลก็อาสาไปซื้อตั๋วให้ทันที ซึ่งระหว่างที่รอซื้อตั๋วอยู่ โนอาห์ก็พูดขึ้นมาว่า

“ฉันขอไปเยี่ยมหลุมศพของบรรพบุรุษหน่อยนะ ส่วนพวกนายจะแวะไปซื้อของกิน ของใช้ก็ตามสบายเลย อีกสามสิบนาทีมาเจอกันที่ท่าเรือนะ”

พอโนอาห์พูดออกไปแบบนั้น มิกะกับวินดี้ก็ยกมือขึ้นแล้วพูดออกไปพร้อมกันว่า

“ฉันขอไปด้วยนะ!!”

โนอาห์หันกลับมาหาวินดี้กับมิกะแล้วก็ตอบไปว่า

“อื้ม...เอาสิ”

….

ณ หลุมศพของครอบครัวนักดาบวายุ

พวกโนอาห์เดินทางมาที่หลุมศพที่ตั้งตระหง่านเป็นที่สังเกตเห็นแก่ผู้คนทั่วไป เพียงเดินมาจากท่าเรือไม่นานก็มาถึงได้ง่าย ๆ แล้ว ซึ่งพอโนอาห์มาถึงเขาก็คุกเข่าลงไปแล้วพูดว่า

“ไม่ว่าจะมากี่ครั้งผมก็ลืมเอาเหล้าที่ท่านชอบมาฝากทุกที เฮ้อ~”

พอโนอาห์พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วก็โค้งคำนับหนึ่งครั้ง จากนั้นก็หันกลับมาหามิกะกับวินดี้พร้อมกับพูดว่า

“ไปกันเถอะ”

“หืม~ แค่นี้เหรอโนอาห์~” มิกะถาม

“ใช่...ฉันแค่อยากมาคำนับเขาเฉย ๆ”

พอโนอาห์พูดออกมาแบบนั้น วินดี้ก็สังเกตเห็นว่าโนอาห์กำลังเสียใจอยู่ เธอก็เลยลองถามโนอาห์ไป

“โนอาห์...ดาบที่ปักอยู่ตรงกลางนั้นทำไมมันดูไม่เก่าเลยล่ะ”

“อ๋อ...ดาบวายุน่ะ ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดดาบสวรรค์แล้วล่ะมั้ง”

“เหรอ...แล้วนายรู้จักนักดาบวายุด้วยงั้นเหรอ”

พอวินดี้ถามออกมาแบบนั้น โนอาห์ก็นั่งลงตรงก้อนหินแถว ๆ นั้นแล้วพูดว่า

“จริง ๆ ก็ไม่รู้จักหรอก แต่ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินเรื่องราวของเขาจากคนคนหนึ่งน่ะ และก็รู้ด้วยว่าสาเหตุที่เขากับภรรยาทะเลาะกันไม่ได้เกิดจากตัวพวกเขาเอง”

โนอาห์พูดออกมาแบบนั้น วินดี้กับมิกะก็ตกใจพร้อม ๆ กันทันที จากนั้นโนอาห์ก็ถอนหายใจ

“เฮ้อ~ คำสาปบ้าบออะไรนั่นมันไม่มีหรอกนะวินดี้...สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของนักดาบวายุมันเป็นเพียงแค่การเล่นละครของพวกทวยเทพก็แค่นั้นแหละ”

“หา!! งั้นนายก็หมายความว่า พวกเทพรังแกพวกเขางั้นเหรอ”

โนอาห์ก็พยักหน้าตอบวินดี้ไปด้วยสายตาที่โมโหเล็กน้อย จากนั้นมิกะก็พูดขึ้นมาว่า

“จริง ๆ เรื่องราวแบบนี้ก็มักจะเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปนะ เช่นเทพไปแทรกแซงธรรมชาติจนทำให้ธรรมชาติผิดเพี้ยนไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวบางอย่าง กับเรื่องนี้ก็คงไม่อยากให้คำว่า [เทพ] แปดเปื้อนสินะ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ พวกเทพมันก็ไม่ต่างอะไรจากเผ่าพันธุ์ทุกเผ่าบนเอ็นโดร่าหรอก เพียงแต่เป็นแค่สิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่เกิดมาบนเอ็นโดร่าและเผลอคิดไปว่าตัวเองเองเทพผู้สร้างโลก เหอะ~ บ้าบอชะมัด”

พอโนอาห์พูดออกมาแบบนั้น วินดี้ก็เริ่มสงสารครอบครัวของนักดาบวายุทันที ... แต่สุดท้ายโนอาห์ก็ลุกขึ้นแล้วบอกทั้งสองคนไปว่า

“พวกเราไปกันเถอะ ป่านนี้จิลคงซื้อตั๋วเสร็จแล้วมั้ง”

.....

ณ ท่าเรือบิน

กลุ่มของโนอาห์ก็กลับมาที่ท่าเรือบินและในตอนนั้นเองโนอาห์ก็เห็นเร็นกับจิลกำลังคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ เขาก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งไปถามทันที

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

จิลหันมาหาโนอาห์

“คุณโนอาห์ครับ แย่แล้วครับ ตอนที่ผมไปซื้อตั๋วคนขายตั๋วบอกว่าตอนนี้เรือบินไม่สามารถบินขึ้นไปได้แล้วครับ”

“หืม แปลกจัง มันเกิดอะไรขึ้น” โนอาห์ถามซ้ำ

“ก็เห็นเขาบอกว่า [ศิลาสายลม] ที่เป็นเชื้อเพลิงของเรือบิน ถูกใครก็ไม่รู้ทำลายทิ้งหมดเลยครับ”

“ว่าไงนะ” โนอาห์ตกใจขึ้นมาทันที จากนั้นเขาก็เอามือก่ายหน้าผากแล้วพูดต่อไปว่า “แย่แล้วสิ...ถ้าไม่รีบไปเอาดาบประกายดาวก่อนจันทร์เต็มดวงมีหวังพวกเรามาเสียเที่ยวแน่ ๆ ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเร็นเคยบอกอยู่ว่าการจะเอาดาบประกายดาวมาได้ต้องมีเงื่อนไขพิเศษ เธอก็เลยตัดสินใจถามโนอาห์ไปว่า

“ทำไมคราวนี้ดูนายรีบเอาดาบประกายดาวจังเลยล่ะโนอาห์”

โอนาห์ได้ยินแบบนั้นก็เบือนหน้าหนีวินดี้อีกครั้งทันที วินดี้ได้แต่สงสัยเพราะเมื่อไหร่ที่เธอถามเรื่องดาบประกายดาวทีไร โนอาห์จะเบือนหน้าหนีตลอด จนสุดท้ายเร็นทนไม่ไหวก็เลยเดินไปกระซิบข้าง ๆ หูวินดี้ว่า

“เอ่อ...วินดี้...ดาบประกายดาวจะปรากฏขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อนักดาบคนนั้นกับผู้หญิงที่ตัวเองรัก [จูบกันท่ามกลางทุ่งแสงจันทร์ในระหว่างที่ดวงจันทร์กำลังเต็มดวงน่ะ] ”

พอวินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็หน้าแดงขึ้นมาทันที จากนั้นวินดี้ก็หันไปหาโนอาห์แล้วถามว่า

“นะ...นายจะจูบกับใครเหรอ”

“มะ...ไม่รู้”

มิกะก็เลยยกมือขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“จูบกับฉันก็ได้นะโนอาห์~”

“ไม่จูบเฟ้ย!! โอ๊ย~~ ทำไม [ลุง] ถึงตั้งเงื่อนไขแปลก ๆ ไว้ด้วยนะ”

โนอาห์ก็บ่นออกมาตามประสา จากนั้นวินดี้ก็เดินไปสะกิดแขนของโนอาห์แล้วพูดว่า

“ถ้านายไม่รังเกียจล่ะก็...จ...จูบกับฉันไปก่อนก็ได้นะ แฮะ ๆ”

วินดี้พูดออกมาด้วยความเขินอาย ส่วนโนอาห์เองก็เริ่มหน้าแดงขึ้นนิด ๆ แต่สุดท้ายโนอาห์ก็พูดว่า

“มะ...ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะลองหาทางอื่นดู”

“ฮะ ๆ ๆ นั่นสินะ จู่ ๆ จะให้นายไปจูบกับคนที่ไม่ได้ชอบได้ยังไงจริงไหม” วินดี้พูดออกมาพร้อมหัวเราะแห้ง ๆ

โนอาห์ก็ตกใจเล็กน้อยที่วินดี้พูดออกมาแบบนั้น แต่สุดท้ายโนอาห์ก็เปลี่ยนเรื่องทันที

“งั้น...ฉันว่าพวกเรารีบหาทางขึ้นไปบนเมืองลอยฟ้ากันดีกว่านะ ฮ่า ๆ ๆ”

พอโนอาห์พูดออกมาแบบนั้น มิกะก็ยกมือขึ้น

“นี่โนอาห์...ให้ฉันระเบิดเมืองนี้แล้วใช้แรงกระแทกจากการระเบิดของเมืองดีดพวกเราขึ้นไปข้างบนดีไหม”

“หยุดเลยนะมิกะ ... วิธีของเธอแต่ละอย่างเสี่ยงเข้าคุกทั้งนั้น เฮ้อ~”

จากนั้นจิลก็ยกมือขึ้นแล้วพูดอะไรบางอย่างออกมา

“เอ่อ...ทุกคนครับถ้าจำไม่ผิดดาบวายุมีความสามารถในการสร้างพายุหรือลมด้วยนี่ครับ”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งไปกอดจิลทันที

“สุดยอดไปเลยจิล ฉันมองข้ามมันไปได้ยังไงนะ สมแล้วที่เป็นนายฉันคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้น้องมาเป็นลูกน้อง ฮ่า ๆ ๆ ”

“เอ่อ...ปล่อยผมได้แล้วครับ คนอื่นเขามองแปลก ๆ แล้วนะ”

“ฮ่า ๆ ๆ ช่างคนอื่นไปสิ เอาล่ะ..” โนอาห์ถอนกอดแล้วรีบวิ่งไปที่หลุมศพของนักดาบว่ายุพร้อมกับจับด้ามดาบวายุไว้แล้วพูดออกไปเบา ๆ ว่า

“ท่านนักดาบวายุครับ ผมขอยืมดาบท่านสักครู่นะครับ”

โนอาห์พูดจบก็ออกแรงดึงขึ้นมาทันที .... และในตอนนั้นเอง!!

แกร๊ง~~~

ดาบวายุที่โนอาห์ดึงขึ้นมาก็หักออกจากกันเป็นส่องส่วนทันที ทำให้ผู้คนที่อยู่แถว ๆ นั้นตกใจกับภาพที่เห็น และแน่นอนโนอาห์เองก็ตกใจเช่นกัน

“อะ...เอ๋~~~~~!!!!”

นั่นคือเสียงอุทานของทุกคนที่อยู่แถว ๆ นั้น และโนอาห์เองก็ยืนค้างนิ่งไปด้วยความมึนงงและตกใจ

--------------------------

บทที่ 11

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น