โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 1 : พ่อค้าเร่ที่พกดาบสีดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 มี.ค. 63

บทที่ 1 – พ่อค้าเร่ที่พกดาบสีดำ

เฮ้อ~ เช้าวันนี้ที่หมู่บ้านราสก็ยังคงสงบสุขดีสินะ ... ผมมองออกไปนอกหน้าต่างของโรงเตี๊ยมทั้ง ๆ ที่กำลังนอนอยู่บนที่นอนก็พบว่า เด็ก ๆ ที่นี่ตื่นเช้ากันมาก ๆ สงสัยเป็นเพราะวัฒนธรรมของหมู่บ้านนี้ที่ชาวบ้านทุกคนจะตื่นตีห้าเพื่อมาสวดภาวนาถึงเทพแห่งการเก็บเกี่ยวล่ะมั้ง

เอาล่ะ ได้เวลาที่เราต้องออกจากหมู่บ้านนี้แล้ว ... ผมลุกขึ้นแล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแสนธรรมดาที่ดูกลมกลืนกับชาวบ้าน พร้อมกับหยิบดาบคาตานะสีดำที่ถูกโซ่สีดำล่ามเอาไว้ไปกับตัวด้วย

อืม...จะว่าไปเมื่อวานผมขายอะไรได้บ้างนะ...หม้อสีแดง...เตาอบหินภูเขาไฟสเฟียร์...แล้วก็ขอเล่นเด็ก อืม...รายได้เมื่อวานก็ถือว่าไม่เลวล่ะนะ

หลังจากที่ผมเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินออกไปจากประตูห้องแล้วมุ่งหน้าไปที่เค้าเตอร์ของโรงเตี๊ยมนี้ทันที

“อ้าว~ พ่อนักดาบของเราจะไปแล้วงั้นเหรอ”

“ฮ่า ๆ อย่าเรียกผมว่านักดาบเลยครับ”

เจ้าของโรงเตี๊ยมทักทายผมแบบนี้ทุกเช้าเลย แต่ผมก็หยิบดาบคาตานะอันนี้ขึ้นมาแล้วบอกเจ้าของโรงเตี๊ยมไป

“นี่ไม่ใช่ดาบของผมหรอกนะครับ เป็นแค่ของเก่าที่เจ้าของฝากขายก็แค่นั้น”

“ฮ่า ๆ รู้แล้วน่า~ บนทวีปเอ็นโดร่าไม่มีนักดาบอีกแล้วล่ะ”

ใช่ครับ ตามที่เจ้าของโรงเตี๊ยมพูดเลย นักดาบในเอ็นโดร่าไม่มีอีกแล้ว...เพราะผมนี่แหละที่เลิกเป็นนักดาบไปแล้วยังไงล่ะ

....

หลังจากที่คุยเรื่องคืนห้องพักของเจ้าของโรงเตี๊ยมเสร็จ ผมก็ตัดสินใจเดินไปที่โรงเก็บรถเกวียนของผมเพื่อจะเอามันออกไปแล้วเดินทางต่อไป ในระหว่างที่กำลังปลดเชือกคล้องล้อรถเกวียนอยู่นั้น ผมก็เผอิญไปได้ยินชาวบ้านแถวนั้นพูดคุยกันถึงเรื่อง[ปีศาจสีดำ] ที่กำลังโด่งดังในหมู่บ้านราช

“นี่ ๆ เธอรู้หรือเปล่าว่าลูกของวิเวียนหายไปน่ะ”

“หายไปไหนงั้นเหรอ”

“ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกัน นี่...หรือว่ามันจะเป็นเพราะปีศาจสีดำหรือเปล่านะ”

“อึ๋ย~ ปีศาจสีดำที่เธอพูดถึงใช่ ปีศาจที่มักจะโผล่ออกมาตอนกลางคืนแล้วจับเด็กสาว ๆ ไปงั้นเหรอ”

“ใช่ ๆ ว่ากันว่าปีศาจสีดำเป็นปีศาจที่โหดร้ายมาก ๆ มันกินเหยื่ออย่างเดียวไม่พอ มันยังชอบเอาชิ้นส่วนของเหยื่อมาวางไว้ที่เดิมที่มันลักพาตัวไปอีกต่างหากนะ”

หลังจากที่ผมได้ยินชาวบ้านทั้งสองคนพูดจนจบ ผมก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาก็เลยเดินไปถามพวกเธอทั้งสองคนว่า

“เอ่อขอโทษนะครับ วิเวียนอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“เอ่อ...คุณเป็นพ่อค้าเร่ที่พึ่งมาพักใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

ผมพยักหน้าตอบกลับไป ทันใดนั้นเพื่อนของเธออีกคนก็เดินเข้าโรงเตี๊ยม จากนั้นเธอก็บอกผมว่า

“ฉันชื่อเมอาค่ะ เป็นจอมเวทของหมู่บ้านนี้”

“อ๋อ...ผมชื่อโนอาห์ครับ”

“โนอาห์...” เมอาทำท่าครุ่นคิดไม่นานนักเธอก็ตกใจแล้วถามผมกลับมาว่า“....ใช่โนอาห์ที่เป็นนักดาบคนสุดท้ายของเอ็นโดร่าหรือเปล่าคะ”

“มะ...ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นเพียงพ่อค้าเร่เท่านั้นแหละฮ่า ๆ”

“นะ...นั่นสินะคะ ฉันล่ะนึกไปแบบนั้นได้ยังไงนะ ก็โนอาห์ตายไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองแล้วนี่นา”

“ฮะ ๆ ๆ ใช่แล้วครับ”

เฮ้อ~ รอดตัวไป... จากนั้นเมอาก็อธิบายให้ผมฟังทั้งหมดว่า

...

เมื่อสามวันก่อนวิเวียนกับลูกสาวก็ตื่นขึ้นมาภาวนาให้เทพแห่งการเก็บเกี่ยวตามปกติ พอพวกเธอทั้งสองคนภาวนาเสร็จวิเวียนเลยบอกให้ลูกสาวของเธอกลับเข้าไปในบ้าน เพราะตอนนั้นเป็นเวลาตีห้า ท้องฟ้าก็ยังคงมืดครึ้มอยู่ แต่ภายในไม่กี่วินาทีที่ลูกสาวของวิเวียนเข้าไปในบ้าน ลูกสาวของเธอก็กรี๊ดร้องอยู่แป๊บหนึ่งจากนั้นวิเวียนก็รีบวิ่งเข้าไปแต่เธอก็ไม่พบร่องรอยของลูกสาวอีกต่อไปเลย

....

หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากจอมเวทเมอาแล้ว ผมก็พยักหน้าแล้วพูดว่า

“นั่นไม่ใช่ปีศาจหรอกนะครับ แต่เป็น[ลมมรณะ] ต่างหาก”

“ลมมรณะ...เดี๋ยวก่อนนะพ่อค้า ทำไมท่านถึงคิดว่าเป็นลมมรณะล่ะ”

“ก็ดูจากพฤติกรรมและสภาพศพที่ได้ยินจากพวกคุณน่ะ”

“แต่ว่า...หมู่บ้านราชไม่ได้อยู่ใกล้ภูเขาเลยนะคะ มันจะไปมีลมมรณะได้ยังไง”

“ที่คุณเมอาพูดมาก็ถูกครับ แต่บางทีมันอาจจะเป็นลมมรณะที่ถูกสร้างจากใครสักคนแถว ๆ นี้ก็เป็นได้ก็ได้นะครับ”

เมอาได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ และเธอก็ทำหน้าสงสัยพร้อมกับมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ดูน่ากดดัน

“นี่คุณเป็นพ่อค้าเร่จริง ๆ เหรอคะ”

“เอ่อ...ฮ่า ๆ จริงครับ ไม่เชื่อคุณลองสแกนพลังเวทในตัวผมก็ได้”

เมอาได้ยินแบบนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วแตะที่ปลายคิ้วขวาของเธอพร้อมกับใช้เวทสแกนร่างกายผมทุกส่วน เธอสแกนอยู่สักพักก็ลดมือลงแล้วพูดว่า

“จริงด้วย...คุณไม่มีพลังเวทเลย”

“นั่นแหละครับ ฮ่า ๆ ก็ผมเป็นพ่อค้านี่นา~”

“เอาเถอะ ๆ ฉันก็เล่าให้คุณฟังไปแล้ว เดี๋ยวที่เหลือฉันจะจัดการเองค่ะ”

ผมพยักหน้าแล้วพูดว่า

“ครับ...ยังไงคุณเมอาก็ระวังตัวด้วยนะครับ ถ้าเกิดลมมรณะนั้นเกิดจากฝีมือมนุษย์จริง ๆ ล่ะก็...เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณจัดการคนเดียวได้หรอกนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณท่านโนอาห์ที่เป็นห่วงด้วยนะคะ”

จากนั้นเมอาก็เดินจากโรงเตี๊ยมไป...อืม...แค่ลมมรณะคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกมั้ง

....

ตอนนี้ผมก็เอารถเกวียนออกมาจอดอยู่ข้าง ๆ ถนนของหมู่บ้านได้แล้ว แต่ว่า...เมืองถัดไปจากหมู่บ้านราสคือเมืองหน้าด่านของอาณาจักรขนาดเล็ก [เอ็มเมอรอล] สินะ...ชาวบ้านที่นั่นส่วนมากทำอาชีพขุดแร่งั้นเราก็ต้องเอาอาหารไปขายน่าจะดี

แต่พอมองเข้าไปในรถเกวียนแล้วก็มีแต่ของเก่า ๆ ทั้งนั้นเลย...ลองเดินเข้าไปถามเจ้าของโรงเตี๊ยมก่อนดีกว่าเผื่อเธอมีอะไรแบ่งขายได้บ้าง

แอ็ด~~~

“อ้าว~ นึกว่าไปแล้วซะอีก”

“อ๋อ กำลังจะไปแล้วล่ะครับคุณเจ้าของ พอดีผมลืมไปว่าเมืองถัดไปเป็นเมืองแห่งเหมืองแร่”

“อ๋อ นายก็เลยอยากจะขอซื้ออาหารไปขายใช่ไหม”

“โห~ คุณเจ้าของอ่านใจผมได้ด้วยเหรอครับ”

“ฮ่า ๆ ๆ ฉันก็เป็นแม่ค้าเหมือนกันนะ แค่มองตานายก็รู้ใจแล้ว”

“งั้น...พอจะมีอาหารแห้งแบ่งขายบ้างไหมครับ”

“มีสิ รอเดี๋ยวนะ”

คุณเจ้าของร้านก็เดินกลับเข้าไปที่โรงเก็บวัตถุดิบทางด้านหลัง ผมก็นั่งรออยู่แถวนั้นสักพัก พอได้นั่งอยู่เงียบ ๆ คนเดียวแล้วผมก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ...ใช่แล้วในโรงเตี๊ยมมีกลิ่นอายของปีศาจอยู่ด้วย...แต่มันเบาบางมาก ๆ

แกร็ก ๆ ๆ ๆ

ดาบคาตานะสีดำที่คล้องโซ่ไว้มันก็สั่นตามปฏิกิริยาของกลิ่นอายปีศาจซะด้วยสิ ... งั้นก็หมายความว่าที่หมู่บ้านนี้มีปีศาจแฝงตัวเป็นมนุษย์อยู่งั้นเหรอ...

ผมมองซ้ายมองขวาเพื่อหาต้นตอของกลิ่นอาย แต่ก็ยักจะพบเจออะไรที่ผิดปกติเลยและในตอนนั้นเองดาบสีดำที่ผมถืออยู่ก็หยุดสั่นไป เจ้าของโรงเตี๊ยมก็เดินออกมาพอดี

“อืม...โทษทีนะพ่อค้า รู้สึกว่าอาหารแห้งจะไม่เหลือแล้วล่ะ”

“อะ...อ๋อไม่เป็นไรครับ”

“เฮ้อ~ มันหายไปได้ยังไงนะ ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนฉันตรวจเช็คอย่างดีแล้วแท้ ๆ”

พอเจ้าของโรงเตี๊ยมพูดจบ ดาบสีดำของผมมันก็สั่นอย่างรุนแรง...และตอนนั้นเองผมก็สัมผัสกลิ่นอายของปีศาจได้จากในโรงเก็บวัตถุดิบ

“เจ้าของครับ...ผมขอเข้าไปในโรงเก็บวัตถุดิบได้ไหมครับ”

“มะ...ไม่ได้ นายจะเข้าไปทำไม”

ผมหยิบเหรียญตราของผู้ผ่านสงครามโลกออกมาแล้วโชว์ให้เจ้าของโรงเตี๊ยมดู พอเธอเห็นสิ่งนั้นเธอก็ตกใจแล้วถามผมว่า

“นะ...นายเป็น...”

ผมพยักหน้า“ใช่ครับ ผมเป็นหนึ่งในทหารของสงครามศักดิ์สิทธิ์ครับ”

“มะ...ไม่ได้ ถึงนายจะเป็นผู้มีพระคุณของเอ็นโดร่าแต่ฉันก็ไม่สามารถปล่อยนายเข้าไปได้”

“ทำไมล่ะครับคุณเจ้าของ”

“เพราะ...เพราะว่า...”

ระหว่างที่เจ้าของโรงเตี้ยมยังอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นั้น ประตูโรงเก็บวัตถุดิบก็ถูกเปิดออกมา ... ผมก็รีบวิ่งไปที่หน้าประตูนั้นแล้วหันกลับไปตะโกนไล่ลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านทั้งหมดว่า

“รีบออกไปจากโรงเตี๊ยม เร็วเข้า!”

ตู้ม~~

คลื่นสีดำพุ่งออกมาปะทะกับร่างกายของโนอาห์ทันที จนทำให้ลูกค้าภายในร้านตกใจและวิ่งหนีออกจากร้านกันจ้าละหวั่น

จากนั้นก็มีเด็กสาวสูง 150 เซนติเมตร ผมสั้นสีขาวเท่าติ่งหู ผิวขาวซีดและมีผ้าปิดตาขวาสีดำ เธอมีนัยน์ตาสีแดงฉานซึ่งบ่งบอกว่าเธอคือเผ่าปีศาจ เดินออกมาจากโรงเก็บวัตถุดิบพร้อมกับแบมือมาทางโนอาห์อยู่แบบนั้น

เธอหันไปหาเจ้าของโรงเตี๊ยมแล้วพูดว่า

“ขอบคุณที่ดูแลหนูนะคะ”

เธอพูดจบแล้วก็ยิ้มให้ จากนั้นเธอก็เตรียมจะวิ่งหนีออกไป แต่สุดท้ายเธอก็โดนโนอาห์ที่ล้มอยู่จับข้อเท้าของเธอไว้ ทำให้เธอเสียหลักแล้วล้มลงไป

โนอาห์ก็รีบยืนขึ้นไปคร่อมหลังของปีศาจเด็กคนนั้นไว้แล้วก็เอาดาบสีดำดันคอของเธอพร้อมกับถามว่า

“เธอมาจากไหน”

“ปล่อยนะ ฉันยังไม่ได้ทำร้ายใครเลย”

พอเด็กปีศาจพูดออกมาแบบนั้น เจ้าของโรงเตี๊ยมก็บอกโนอาห์ไปด้วยน้ำเสียงตกใจว่า

“ชะ...ใช่แล้ว อย่าทำอะไรเจ้าหนูคนนั้นเลยนะ”

พอโนอาห์ได้ยินแบบนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วลุกขึ้นพร้อมกับปล่อยให้ปีศาจลุกขึ้น

“แค่ก แค่ก~ เจ้าบังอาจทำร้ายแม้กระทั่งเด็กงั้นรึ” ปีศาจสาวชี้หน้าโนอาห์แล้วพูดออกมาแบบนั้น

“เฮ้อ~ ขอโทษทีนะ ฉันแค่ต้องป้องกันไว้ก่อน”

“งั้น...เจ้าจะฆ่าฉันเลยใช่ไหม เหมือนกับพวกทหารศักดิ์สิทธิ์ทำเมื่อเจอปีศาจน่ะ”

โนอาห์ส่ายหัว“ไม่หรอก เธอดูไม่มีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างนะฉันเป็นแค่พ่อค้าและเลิกเป็นทหารศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นแล้ว”

“งะ...งั้น เจ้าจะปล่อยข้าไปใช่ไหม”

โนอาห์พยักหน้า“ใช่...แต่ก่อนจะไปฉันขอถามอะไรเธอหน่อยสิ”

“อื้ม ว่ามาสิ” ปีศาจสาวพยักหน้า

“เธอได้สร้างลมมรณะหรือเปล่า”

พอโนอาห์ถามออกไปแบบนั้น ปีศาจสาวก็ทำท่าครุ่นคิดสักพัก จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมาตอบ

“อาจจะเป็นพวกปีศาจที่หลบหนีมาพร้อม ๆ กับข้าก็เป็นได้”

“ปีศาจที่หลบหนีงั้นเหรอ” โนอาห์ถามกลับไป

“อื้ม...นายไม่รู้ก็ไม่แปลก ที่ฉันต้องหนีหัวซุกหัวซุนก็เป็นเพราะพวกทหารศักดิ์สิทธิ์บางคนละเมิดกฎข้อตกลงระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจ แล้วบุกเข้าไปทำลายหมู่บ้านของพวกเราจนหมดเลย”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ และรีบถามเธอไปกลับทันทีว่า

“เดี๋ยวก่อนนะ...ไม่ใช่ข้อตกลงที่ว่านั่นถูกบังคับใช้โดยสิบสองจอมเวทในตำนานแล้วงั้นเหรอ”

“ใช่...หลังจากสงครามโลกจบลงพวกเราเผ่าปีศาจก็ยอมศิโรราบกับพวกเผ่ามนุษย์แล้ว แล้วไหนพวกเจ้ายังตามรังควานอีกไม่เลิก ห๊ะ!”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นก็กำหมัดแน่นแล้วเดินไปหาเด็กปีศาจคนนั้น พร้อมกับโค้งคำนับเธอแล้วพูดว่า

“ขอโทษ...ฉันขอโทษแทนพวกเขาด้วย”

เด็กสาวปีศาจแปลกใจ และเริ่มโมโหขึ้นมาพร้อมกับต่อว่าด้วยสำเนียงปกติ

“นาย...นายทำบ้าอะไรอยู่เจ้ามนุษย์...ขอโทษงั้นเหรอ...แค่นั้นงั้นเหรอ แล้วครอบครัวของฉันล่ะ เพื่อนของฉันล่ะ คำขอโทษของนายทำให้พวกเขาฟื้นไหม”

“ไม่ฟื้นหรอก...แต่ฉันแค่อยากขอโทษเธอและตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วย ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่บิดเบี้ยวได้”

“นาย...นายกำลังพูดบ้าอะไรอยู่เจ้าพ่อค้าหาบเร่!”

พอเด็กปีศาจคนนั้นตะโกนถามโนอาห์ไป เขาก็หยิบดาบสีดำและดึงดาบออกจากฝักด้วยความเร็วสูงจนโซ่ที่ตรึงตัวดาบกับฝักอยู่ขาดสะบั้นออกมาทันที และในตอนนั้นเองเจ้าของโรงเตี๊ยมก็เห็นแผ่นหลังของโนอาห์ที่ถือดาบสีดำแบบนั้น เธอก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าสิบปีก่อนเธอก็เคยเห็นภาพนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง

เจ้าของโรงเตี๊ยมก็เลยค่อย ๆ ถามโนอาห์ไปว่า

“นะ...นาย...หรือว่า นายคือ...[นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า] ที่ตายไปแล้วงั้นเหรอ”

โนอาห์หันกลับมาแล้วพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้

“ใช่ครับ ขอโทษด้วยนะครับที่โกหกคุณ แต่ขอให้เก็บเป็นความลับด้วยนะครับ”

เด็กสาวปีศาจได้ยินชื่อของโนอาห์เธอก็ตกใจเหมือนกัน แล้วถามโนอาห์ไปว่า

“ละ...แล้วนายจะชักดาบออกมาทำไม”

“อ๋อ...พอดีว่าแขกของเรากำลังมาน่ะ”

“แขกงั้นเหรอ?”

พูดไม่ทันขาดคำ จอมเวทและทหารศักดิ์สิทธิ์ก็พังประตูโรงเตี๊ยมเข้ามา และตะโกนใส่พวกโนอาห์ไปว่า

“พวกเราจับสัมผัสของปีศาจที่หลงมายังถิ่นมนุษย์ได้ ได้โปรดแสดงตัวตนของพวกท่านด้วย”

เด็กสาวปีศาจได้ยินแบบนั้นเธอก็รีบแบมือไปทางจอมเวทพวกนั้นทันที แต่ในขณะเดียวกันจอมเวทพวกนั้นก็ร่ายเวทเชือกแสงมารัดตัวเธอไว้ทันที

“อ๊า~~~~”

เสียงกรีดร้องของเด็กสาวปีศาจดังออกมาด้วยความเจ็บปวด เจ้าของโรงเตี๊ยมเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปคุกเข่าต่อหน้าพวกนั้นแล้วพูดว่า

“ขอร้องล่ะท่านจอมเวท ปล่อยเด็กคนนี้ไปเถอะนะคะ เธอแค่ไม่มีที่ไปแค่นั้นเอง”

ผลั๊วะ!!

ชายจอมเวทในกลุ่มนั้นก็เตะเสยปลายคางของเจ้าของโรงเตี๊ยมจนลอยล้มและสิ้นใจในที่สุดทันที

“ไม่นะ...ไม่นะ!!~~~”

เด็กสาวปีศาจร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นผู้มีพระคุณของเธอตายไปต่อหน้าต่อตา ... โนอาห์ก็เดินไปหาเจ้าของโรงเตี๊ยมแล้วพูดกับเธอไปว่า

“หลับให้สบายนะครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจะรับช่วงต่อเอง”

โนอาห์พูดจบก็ยืนขึ้นแล้วกำด้ามดาบแน่น

“พวกนายมีคำว่าคุณธรรมในหัวใจกันบ้างไหม”

“คุณธรรมงั้นเหรอ...สำหรับพวกเราแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ใครขัดขวางการทำงานมันผู้นั้นต้องตาย”

“เฮ้อ~ ฉันกะจะเป็นแค่พ่อค้าธรรมดา ๆ แล้วแท้ ๆ”

โนอาห์ถอนหายใจแล้วตั้งท่าอิไอซึ่งเป็นท่าที่ซามูไรจะเก็บดาบไว้ในฝักเพื่อรอจังหวะที่จะชักออกไปพร้อมกับลมหายใจของตัวเอง...ซึ่งพอพวกจอมเวทเห็นท่าทางของโนอาห์แบบนั้นเขาก็ตกใจแล้วถามกลับมาว่า

“นะ...นายกำลังทำอะไร...จอมเวทใช้ดาบไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

โนอาห์เงยหน้าขึ้นมา“แล้วนายคิดว่าฉันมีพลังเวทงั้นเหรอ”

หญิงสาวในกลุ่มนั้นก็ทำท่าสแกนพลังเวทของโนอาห์ทันที พอเธอสแกนเสร็จแล้วเธอก็ตกใจและพูดออกมาว่า

“มะ..ไม่จริง เจ้าหมอนั่นไม่มีพลังเวทเลย”

ชายจอมเวทที่ถามโนอาห์ก่อนหน้านี้ก็ตกใจและพูดออกมาว่า

“ยะ...อย่าบอกนะว่า...นายคือ---”

กลุ่มจอมเวทพวกนั้นยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ โนอาห์ก็พ่นลมหายใจออกมายาว ๆ แล้วทันใดนั้นเองเขาก็หายตัวไปจากสายตาของจอมเวทพวกนั้นแล้วไปโผล่อยู่ข้างหลังพวกเขา

กริ๊ก~

เสียงเก็บดาบของโนอาห์ดังขึ้น พวกจอมเวทก็กลับหลังหันไป โนอาห์ก็หันกลับมาแล้วมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับพูดว่า

“วิชาดาบไร้เงา กระบวนท่าอิไอที่หนึ่ง: สายลมแห่งทุ่งดอกหญ้า”

โนอาห์พูดจบที่กลางหลังของพวกจอมเวททั้งห้าคนก็มีรอยฟันเกิดขึ้นแล้วจากนั้นเลือดก็กระฉูดออกมาทันที

“อ๊ากกกกก~~~~”

เสียงกรีดร้องของพวกเขาทั้งห้าคนก็ดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน โนอาห์ปล่อยให้ทั้งห้าคนนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดอยู่แบบนั้น จากนั้นเขาก็อุ้มศพของเจ้าของโรงเตี๊ยมพร้อมกับหันไปถามเด็กสาวปีศาจคนนั้นด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“จะไปด้วยกันไหมล่ะ ฉันจะพาเธอไปยังที่ปลอดภัยเอง”

เด็กสาวปีศาจเห็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวของโนอาห์ เธอก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้าออกไปแล้วตอบโนอาห์ไปว่า

“อื้ม”

จากนั้นเด็กสาวปีศาจก็วิ่งตามหลังโนอาห์ออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที

-------

 

ณ ทุ่งดอกหญ้าแห่งหมู่บ้านราส

ผมพาร่างของเจ้าของโรงเตี๊ยมมาที่ทุ่งดอกหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล แล้วพูดกับเจ้าของโรงเตี๊ยมว่า

“ผมอาจจะไม่ได้รู้จักกับคุณนาน แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าคุณเป็นคนดีนะครับ ขอโทษด้วยที่ผมช่วยคุณไว้ไม่ได้”

ผมพูดจบก็วางร่างของเจ้าของโรงเตี๊ยมไว้ตรงพื้น แล้วปล่อยให้เด็กสาวปีศาจคนนี้ได้ร่ำลากับเธอเป็นครั้งสุดท้าย...ผมเห็นเด็กสาวปีศาจคนนี้ร้องไห้คร่ำคราญอย่างกับเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นแม่ของเธออย่างไรอย่างนั้น

ระหว่างนั้นผมเองก็ขุดหลุมเพื่อจะฝังเจ้าของโรงเตี๊ยม พอเด็กสาวปีศาจหยุดร้องไห้แล้ว เธอก็มาช่วยผมขุดหลุมด้วยอีกแรง ด้วยแรงของผมกับเด็กสาวปีศาจ ไม่นานนักหลุมฝังคุณเจ้าของร้านก็ถูกขุดจนเสร็จ

ผมกับเด็กสาวปีศาจก็ค่อย ๆ อุ้มร่างของคุณเจ้าของร้านแล้ววางลงในหลุมอย่างช้า ๆ พร้อมกับกลบดินให้แน่นหนา จากนั้นเด็กสาวปีศาจก็เขียนอักขระเวทเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาเอาร่างของเธอไปทำพิธีกรรมที่ไม่ดี

หลังจากที่ผมกับเด็กสาวปีศาจฝังคุณเจ้าของร้านเสร็จแล้ว ผมก็หาไม้แถว ๆ นั้นทำเป็นป้ายสุสานและวางดอกไม้ที่คุณเจ้าของร้านชอบไว้ที่ปากหลุม พร้อมกับพนมมือภาวนาว่า

“ขอให้ดวงวิญญาณที่แสนดีของคุณเจ้าของร้านไปสู่ภพภูมิที่ดีนะครับ”

“ขอให้คุณน้าเดินทางอย่างปลอดภัยค่ะ”

ผมกับเด็กสาวปีศาจต่างอวยพรให้ดวงวิญญาณของคุณเจ้าของร้านได้พักผ่อนอย่างสงบ จากนั้นเด็กสาวปีศาจก็ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปทางเมืองหลวงพร้อมกับกำหมัดแน่นแล้วพูดว่า

“ฉันจะไปแก้แค้นให้คุณเจ้าของร้านค่ะ”

“อืม ฉันไม่ห้ามเธอหรอกนะ แต่ถ้าไปตอนนี้มีหวังเธอไม่รอดแน่นอน”

“ค่ะ...ฉันรู้ตัวดี แต่ฉันก็จะไปให้ได้ค่ะ”

เด็กสาวปีศาจมอผมด้วยสายตาที่แน่วแน่และมั่นคง ผมเคยเห็นดวงตาแบบนี้มาหลายครั้งมาก ๆ ส่วนมากมันจะมีโกรธและความแค้นแฝงอยู่ข้างในด้วย แต่กับเด็กคนนี้กลับแปลกไป

เพราะนอกจากความแค้นแล้วในดวงตาของเธอยังมีความหวังแทรกอยู่ด้วย...นั่นหมายความว่าเธอไม่ได้กำลังโกรธและแค้นเพียงพวกนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เธอกำลังโกรธและแค้นตัวของเธอเองด้วยที่ไร้ความสามารถ และต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น

ช่างแปลกเสียจริง ปกติคนเรามักจะโกรธและรีบไปปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองแท้ ๆ แต่กับเด็กคนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น

ผมก็เลยลุกขึ้นยืนแล้วถามเธอไปว่า

“เธอชื่ออะไรงั้นเหรอ”

“ฉันชื่อวินดี้ค่ะ เป็นปีศาจที่มาจากหมู่บ้านแห่งสายลม”

“วินดี้งั้นเหรอ...ฉันชื่อโนอาห์นะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ผมยื่นมือออกไปเพื่อให้จะจับมือกับเธอ วินดี้ก็ยื่นมือมาจับมือของผม และในตอนนั้นเองผมกับวินดี้ก็ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

“วินดี้...เธอจะไปเมืองหลวงตอนไหนล่ะ”

“ตอนนี้ค่ะ ฉันอยากไปทันที แต่ว่า...อย่างที่โนอาห์บอกนั่นแหละค่ะ ถ้าฉันไปตอนนี้ก็มีแต่โดนหนึ่งในสิบสองจอมเวทในตำนานฆ่าแน่นอน”

“นั่นสินะ ฮึบ~” ผมดึงดาบสีดำที่สะพายอยู่ออกมาแล้วยื่นให้วินดี้“...อยากเรียนวิชาดาบบ้างไหมวินดี้”

“ดาบ...วิชาของโนอาห์งั้นเหรอ”

ผมพยักหน้า“ใช่แล้ว ฉันไม่อยากได้ผู้ติดตามอ่อนแอหรอกนะ ฮ่า ๆ ๆ”

“นี่นาย!! นายว่าใครอ่อนแอกันห๊ะ!!”

“ฮ่า ๆ ๆ ก็ว่าเธอนั่นแหละวินดี้...”

จากนั้นวินดี้ก็ร่ายเวทสายลมใส่ผมอย่างไม่ยั้งมือ แต่ไม่ว่าเธอจะร่ายเวทมาใส่ผมเท่าไหร่ ผมก็หลบและปัดป้องได้หมด จนวินดี้ตกใจแล้วถามผมว่า

“เป็นไปได้ยังไง...แฮ่ก~ แฮ่ก~ นี่ฉันใช้พลังขั้นสุดยอดแล้วนะ”

“เห็นไหมล่ะ เธอน่ะอ่อนแอมากกว่าที่เห็นนัก” พอผมพูดจบก็ยื่นดาบคาตานะสีดำไปให้วินดี้อีกครั้งแล้วถามว่า “สรุปจะยอมเรียนไหมล่ะ”

หลังจากที่ได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของโนอาห์คราวนี้วินดี้ไม่คิดมากที่จะรับดาบของโนอาห์ไว้แล้วพูดว่า

“ก็ได้ ฉันจะรับดาบของนายไว้”

“ไม่...ไม่ใช่ดาบของฉันหรอก แต่ว่าก็ดีแล้วล่ะ ถ้าเจ้าของดาบเห็นว่าเธอเป็นผู้ถือ เจ้าของดาบต้องดีใจแน่นอนเลย” ผมพูดออกไปพร้อมกับยิ้มให้วินดี้

ด้วยความสงสัยส่วนตัวของวินดี้เธอก็เลยถามโนอาห์ไปว่า

“แล้ว...ดาบเล่มนี้เป็นของใครงั้นเหรอ”

“อ๋อ...เจ้าของเก่าเขาฝากขายน่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”

“งั้นเหรอ”

วินดี้มองใบหน้าของโนอาห์ด้วยความแปลกใจและคิดในใจว่า

“ชายคนนี้มีแต่ความเศร้าเต็มไปหมดทั้งร่างกาย...แต่เขาก็ยังฝืนยิ้มอยู่เพื่ออะไรกันนะ”

---------------

 

และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางของโนอาห์และวินดี้แล้ว พวกเขาทั้งสองคนกลับมาที่โรงเตี๊ยมอีกครั้งเพื่อจะมาเอาเกวียน แต่พอทั้งสองคนกลับมาก็พบว่าเกวียนและม้าของโนอาห์ถูกฆ่าและพังทิ้งไม่เหลือชิ้นดีหมดแล้ว

ด้วยความตกใจ โนอาห์ก็รีบวิ่งไปดูที่กองซากเกวียนที่พังลงทันที

“ยะ...แย่แล้ว ของที่จะเอาไปขายที่เมืองเอ็มเมอรอลหายเกลี้ยงเลย”

“ว่าไงนะ ของทำเงินของนายหายหมดเลยงั้นเหรอ”

“ใช่...ใครกันนะที่ทำแบบนี้”

“หรือว่าจะเป็นพวกจอมเวทพวกนั้น” วินดี้ถาม

“ไม่หรอก...เจ้าพวกนั้นไม่มีทางลุกขึ้นมาได้แน่นอน เพราะวิชาดาบที่ฉันใช้มันทำให้พวกนั้นอัมพาตชั่วคราว”

“เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่า!!” วินดี้อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูของโรงเตี๊ยม ทันใดนั้นเองเธอก็เห็นสภาพของจอมเวททั้งห้าคนถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ อย่างน่าสยดสยอง

“ยะ...แย่แล้วโนอาห์ พวกเขาถูกฆ่าตายหมดแล้ว”

“ว่าไงนะ”

โนอาห์รีบวิ่งไปดูที่เกิดเหตุทันที พอเขาเห็นสภาพศพแล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าที่เมืองนี้ยังมีปริศนาอีกอย่างหนึ่งอยู่

“วินดี้...สงสัยวันนี้เราคงไม่ได้ออกเดินทางแล้วล่ะ”

“มะ...หมายความว่ายังไงเหรอ”

“ก็หมายความว่า...ในเมืองนี้มีบางอย่างผิดปกติน่ะ”

โนอาห์พูดจบไม่ทันขาดคำ จู่ ๆ ก็ร่างของเมอาก็ลอยมาทางที่พวกโนอาห์ยืนอยู่ทันที ... วินดี้เห็นร่างของเมอาเต็มไปด้วยบาดแผลมีคมจำนวนนับไม่ถ้วน เธอก็เลยรีบวิ่งไปหาเมอาแล้วถามว่า

“เกิดอะไรขึ้น”

“ปะ..ปีศาจงั้นเหรอ อ๊ากกกก~~~” เมอาเห็นหน้าวินดี้เธอก็กรีดร้องด้วยความกลัวไม่เหลือมาดของทหารจอมเวททันที จากนั้นโนอาห์ก็วิ่งมาหาเมอาแล้วถามเหมือนที่วินดี้ถาม

“เมอานี่ฉันเอง ใจเย็น ๆ ก่อนนะ บอกมาทีว่าเกิดอะไรขึ้น”

เมอาเห็นหน้าโนอาห์ก็เริ่มใจเย็นแล้ว จากนั้นเธอก็ร้องไห้แล้วพูดว่า

“ทุกคน...ทุกคนในหมู่บ้านนี้ตายหมดแล้ว ฉัน...ฉันสู้มันไม่ได้เลย”

“สู้...เธอกำลังสู้กับอะไรอยู่เมอา” โนอาห์ถามออกไป

เมอาก็ชี้ไปข้างหน้าเธอ โนอาห์กับวินดี้ก็มองไป แต่พวกเขาก็ไม่เห็นอะไร...มีเพียงเมอาเท่านั้นที่เห็นปีศาจรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวขนาดใหญ่ กำลังใช้นิ้วแหลม ๆ จิ้มศพกินทีละคนอย่างเอร็ดอร่อย

“กรี๊ด~~~~~”

เมอากรี๊ดขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็สลบไป ...

...

ผมเห็นท่าทางของเมอาแบบนั้นบวกกับสิ่งที่เมอาชี้ไปมันล่องหนได้สินะ...ผมไม่รอช้าที่จะหันไปบอกวินดี้ว่า

“เวนดี้...เรากำลังเจอกับมารระดับสูง ถ้าเป็นดวงตาปีศาจอย่างเธอต้องมองมันเห็นแน่นอน”

“ฉัน...ไม่เห็นมันเลยนะ”

“น่าแปลกจัง...งั้นลองเพ่งไปที่เมอาชี้แล้วควบคุมพลังเวทไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้างดูสิ”

“อื้ม”

วินดี้พยักหน้าแล้วทำตามที่ผมแนะนำทันที ระหว่างที่วินดี้กำลังฝึกเพ่งมองอยู่นั้น ผมก็พาตัวเมอาไปหลบอยู่ในโรงเตี๊ยมพร้อมกับเอายันต์กันมารมาแปะไว้ที่ตัวของเธอหนึ่งแผ่น จากนั้นผมก็หาท่อนไม้ยาว ๆ แถว ๆ นั้นที่ยาวเท่าดาบคาตานะสีดำนั้นออกมาข้างนอกด้วย

พอผมออกมาข้างนอกแล้ว ผมก็ถามวินดี้ทันทีว่า

“เป็นไงบ้างเห็นร่างของมันหรือยัง”

“เห็นแล้ว ตะ..แต่ว่าทำไมมันถึงตัวใหญ่เฉียดฟ้าแบบนั้นล่ะ”

“คงเป็นมารที่ไม่ยอมลอกคราบนั่นแหละ แต่เอาเถอะ วินดี้มองมาที่ฉันก่อน”

วินดี้ก็หันมามองที่ผมแล้ว จากนั้นผมก็แสดงกระบวนท่าดาบไร้เงาไปหนึ่งกระบวนท่า พอจบหนึ่งกระบวนท่าแล้วผมก็พูดว่า

“กระบวนท่านี้มีชื่อว่า วิชาดาบไร้เงา กระบวนท่าร่ายรำที่หนึ่ง: ระบำหลบสายฝน เธอจำมันได้ไหม”

วินดี้พยักหน้า“อื้ม ถ้าเรื่องความจำฉันจำได้แม่นอยู่แล้ว”

“โอเค ที่เหลือฝากด้วยนะลูกศิษย์คนแรกของฉัน”

“หา? นี่นายจะให้ฉันไปจัดการมารตัวใหญ่นั่นคนเดียวงั้นเหรอ”

ผมพยักหน้า“อื้ม ใช่แล้ว...ลุยโลด ฮ่า ๆ ๆ”

วินดี้ถอนหายใจแล้วก็ชักดาบสีดำออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เฮ้อ~ นี่ฉันคิดถูกหรือเปล่านะที่ยอมเป็นศิษย์ของนาย”

“เอาน่า~ ก็ฉันมองมันไม่เห็นนี่นา~ ”

“รู้แล้ว ๆ เดี๋ยวฉันจะจัดการมันเอง”

วินดี้ตั้งท่าร่ายรำเหมือนกับที่ผมสอน พอผมมองเห็นการตั้งท่าและองศาของเข่าและขาที่เธอทำแล้ว นับว่ามีพรสวรรค์เรื่องการใช้ดาบมาก ๆ นี่ถ้าไม่รู้ว่าเธอเป็นปีศาจหรือจอมเวทมาก่อนผมคงคิดว่าเธอเป็นนักดาบจากหมู่บ้านที่สาปสูญไปแล้วจริง ๆ นะเนี่ย

....

จากนั้นวินดี้ก็หลับตาลงแล้วเหวี่ยงดาบไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ จากนั้นเธอก็ทำการร่ายระบำดาบสีดำจนเกิดเป็นแสงสีดำไหลพาดไปทุกครั้งที่เธอเหวี่ยงดาบออกไป พอเธอระบำไปสักพักแล้ว เธอก็ลืมตาขึ้นมาแล้วพูดว่า

“วิชาดาบไร้เงา กระบวนท่าร่ายรำที่หนึ่ง : ระบำหลบสายฝน”

ฟุบ~

วินดี้หายตัวไปด้วยความรวดเร็ว พอรู้ตัวอีกทีเธอก็ไปอยู่ตรงเท้าของปีศาจแล้ว จากนั้นเธอก็ทำการฟันพร้อมกับหลบการโจมตีไปด้วย พอโนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็ควบคุมพลังเวทไว้ที่ดวงตาของตัวเองแล้วพูดว่า

“ว้าว~ สมบูรณ์แบบไปเลย ทั้งหลบและโจมตีในคราวเดียวกัน วินดี้...เธอเข้าใจหลักการของวิชานี้ได้ทันทีเลยงั้นเหรอ”

วินดี้ก็ฟันขาของปีศาจขาดออกเป็นหลาย ๆ ท่อนจนร่างใหญ่ ๆ ของมันค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมา จากนั้นพอถึงระยะสังหารของวิชาดาบแล้ว วินดี้ก็ทำการปิดฉากด้วยฟันแนวตั้งที่หัวของมันทันที

พอฟันที่หัวของมันไปแล้ว ร่างของมารก็จะสลายหายไปทันทีเพราะถึงมารจะแข็งแกร่ง ตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ขนาดไหนจุดอ่อนก็มีอยู่ที่เดียวนั่นคือหัวนั่นเอง

....

เมื่อวินดี้จัดการมารเสร็จแล้ว เธอก็เก็บดาบลงในฟักแล้วรีบวิ่งกลับมาหาผมพร้อมกับถามว่า

“เป็นไงบ้าง ฉันเก่งไหม”

“อื้ม สุดยอดไปเลยล่ะ...เอาล่ะ” ผมชมเธอเล็ก ๆ น้อย ๆ เสร็จก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้วปลุกเมอาขึ้นมา“เมอา เมอา ตื่นได้แล้ว”

เมอาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พอเธอได้สติเต็มร้อยเธอก็หวาดกลัวแล้วโวยวายออกมาว่า

“ปีศาจ ปีศาจ!! มันมาแล้ว อ๊า~~”

“ใจเย็น ๆ ก่อนเมอา ลองใช้พลังเวทของเธอตรวจจับดูสิ”

เมอาค่อย ๆ ใช้พลังเวทตรวจจับ สักพักเธอก็แปลกใจแล้วถามผมว่า

“ปีศาจ...หายไปแล้วงั้นเหรอ”

“ใช่แล้ว ฝีมือยายนี่เองแหละ” ผมพูดและชี้ไปที่วินดี้ ซึ่งเธอกำลังทำหน้าโกรธ ๆ ผมด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างอยู่

พอเมอาเห็นแบบนั้นเธอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วร่ายเวทไว้ที่มือขวาของเธอพร้อมกับถามวินดี้ไปว่า

“ปีศาจอย่างเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ว่าแล้ว พวกจอมเวททุกคนก็เป็นแบบนี้แหละนะ” วินดี้บ่นลอย ๆ ออกมา

จากนั้นเมอาก็แบมือไปทางวินดี้พร้อมกับพูดว่า

“ถ้าเธอไม่บอกฉันจะฆ่าเธอซะ”

“ก็เอาสิ ถ้าเธออยากฆ่าฉันนักก็เข้ามาเลย”

วินดี้พูดจบก็ชักดาบออกมา แต่ในตอนนั้นเองโนอาห์ก็เดินไปจับข้อมือของทั้งสองคน ทันใดนั้นพลังเวทของทั้งสองคนก็หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุทันที

“หยุดก่อนทั้งสองคน...พวกเธอมีเรื่องอย่างอื่นให้ทำตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ”

ผมพูดจบก็หันไปที่กองซากศพ และ ผู้เหลือรอดชีวิตจากข้างนอกที่นอนทุรนทุรายอยู่ พอเมอาเห็นแบบนั้นเธอก็สะบัดมือของผมออกแล้วพูดว่า

“เห็นแก่ผู้เดือดร้อนฉันจะไม่เอาชีวิตของเธอชั่วคราวก็ได้”

“เหอะ~ นึกว่าจะแน่” วินดี้พูดออกมา จากนั้นผมก็หันไปหาวินดี้แล้วดุเธอไปว่า

“หยุดเลยนะวินดี้ เธอเองก็รู้จักโตได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็สะบัดข้อมือออกแล้วเบือนหน้าหนีผมด้วยความโกรธทันที จากนั้นผมก็บอกเมอาไปว่า

“ที่เหลือให้พวกจอมเวทจัดการก็แล้วกันนะ”

“อื้ม...ถ้าได้เจอกันอีกครั้งเดี๋ยวฉันจะบอกทางการตอบแทนให้นะ”

ผมส่ายหัว“ไม่ต้องหรอก แค่พวกเธอปลอดภัยก็ถือเป็นของตอบแทนที่มีค่ามาก ๆ สำหรับฉันแล้ว”

วินดี้กับเมอาได้ยินแบบนั้นพวกเธอก็แปลกใจกับความคิดของโนอาห์พร้อม ๆ กันทันที แต่สุดท้ายโนอาห์กับวินดี้ก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยมแล้วไปนั่งมองเกวียนที่พังไปหมดอยู่สักพัก

จากนั้นโนอาห์ก็พูดขึ้นมาว่า

“เฮ้อ~ ช่างมันเถอะ อย่างน้อย ๆ ฉันก็ยังมีตราของพ่อค้าอยู่เดี๋ยวค่อยไปขอเบิกรถเกวียนที่เมืองเอ็มเมอรอลก็ได้”

“หืม~ ไม่คิดมาก่อนนะว่านายจะอาลัยอาวรกับรถเกวียนคันนี้มากขนาดนั้น”

“ก็นะ...ฉันอยู่กับมันมานานกว่าสิบปีแล้วน่ะสิ ดูไปดูมามันก็เหมือนลูกของฉันล่ะนะ เฮ้อ~”

“นายมีลูกด้วยงั้นเหรอ” วินดี้ถามออกมาด้วยความสงสัย

“ไม่หรอก ฉันไม่เคยมีเมียจะมีลูกได้ยังไงล่ะปัดโถ่~”

“ฮ่า ๆ ๆ ถึงว่าล่ะ”

หลังจากที่วินดี้หัวเราะเสร็จแล้ว ผมก็ยืนขึ้นแล้วเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋าสะพายขนาดใหญ่แล้วก็สะพายมันขึ้นมาพร้อมกับหันไปบอกวินดี้ว่า

“หยุดเยาะเย้ยฉันแล้วออกเดินทางกันได้แล้ว โถ่~”

วินดี้พยักหน้าแล้วกระโดดลงจากก้อนหินขนาดใหญ่ที่เธอนั่งอยู่ลงมาแล้วเดินไปพร้อม ๆ ผมเพื่อมุ่งหน้าไปที่เมืองถัดไป...เมืองเอ็มเมอร์รัลทันที

-------------

 

ณ หน้าโรงเตี๊ยมของหมู่บ้านราส

มีชายหนุ่มถือหนังสือเวทสีม่วงคนหนึ่งจ้องมองไปที่แผ่นของของโนอาห์แล้วพูดขึ้นมาว่า

“ทำไม[นักดาบทะเลสีเลือด] อย่างคุณถึงยิ้มแล้วทำท่าเหมือนคนปกติแบบนั้นได้ล่ะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณกันนะครับ คุณโนอาห์…แบบนี้มันไม่เท่เลยสักนิดนะครับ!”

ชายหนุ่มจอมเวทคนนั้นก็พร่ำเพ้อและน้ำตาไหลออกมา จากนั้นเขาก็เดินตามโนอาห์ไปห่าง ๆ ต่อไป

----------------------------

จบบทที่ 1

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น