The Daily Life Of Being The Campus Idol's Fake Boyfriend

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 293 Views

  • 3 Comments

  • 31 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    293

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 : แรกพบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 ก.พ. 62


ตอนที่หลิงเข่อได้พบชีเฟิงครั้งแรกคือช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหลังเรียนจบชั้นประถม

เขายังจำได้ว่าสภาพอากาศของวันนั้นร้อนระอุอย่างน่าประหลาด ใต้แสงอาทิตย์แรงกล้า เขานั่งรถไฟใต้ดินไปตามลำพังเพื่อเข้าร่วมการทดสอบวัดระดับเปียโนสมัครเล่นเกรดแปดของโรงเรียนดนตรีแห่งหนึ่ง กว่าจะถึงที่หมายก็ร้อนจนเหงื่อไหลเปียกชุ่มไปทั้งตัว

เมื่อเข้าไปในห้องรอทดสอบ หลิงเข่อนั่งลงตรงที่นั่งฝั่งริมสุดพลางเปิดโน้ตเพลง ทบทวนจุดสำคัญหลายจุดที่จะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเพลง Etude No. 21 ของเครเมอร์

เพลงนี้มีทำนองที่เร็วมาก ต้องอาศัยแรงจากนิ้วที่ 3 4 5 ของมือขวาฝึกฝนจนคุ้นชิน แล้วนิ้วที่สามนี่เองที่ดันเป็นจุดอ่อนที่สุดของหลิงเข่อ เวลาฝึกขยับนิ้วก็มักจะกดพลาดเสมอ เขาลองเคาะนิ้วเบาๆ กับโต๊ะเป็นการฝึกซ้อม

ตอนนั้นเองที่ด้านข้างมีเสียงดังขึ้นเบาๆ เด็กผู้ชายอายุเท่าๆ กับเขาคนหนึ่งนั่งลงที่ด้านข้าง

เด็กผู้ชายคนนั้นสวมชุดสำหรับขึ้นแสดงสีดำเรียบหรู เสื้อกั๊กเข้ารูปรัดช่วงเอว ผมสีดำถูกหวีจัดทรงจนเรียบร้อย ตัดกับสีผิวที่ราวกับกระเบื้องเคลือบ แม้อายุจะยังน้อย ใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือนั่นยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่เครื่องหน้าได้รูปของเขาก็ฉายแววหนุ่มหล่ออย่างเห็นได้ชัด ยิ่งรวมเข้ากับดวงตาแฝงรอยยิ้มดุจเทวดาคู่นั้น อีกไม่กี่ปีต้องกลายเป็นบุคคลเนื้อหอมราวกับดาวล้อมเดือนอย่างแน่นอน

หลิงเข่ออึ้งมองอีกฝ่ายอยู่หลายวินาที เขาไม่เคยเจอใครที่หน้าตาดีขนาดนี้มาก่อน อยู่ๆ ก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

“นี่” คนๆ นั้นมองเขาด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยถาม “นายชื่ออะไรเหรอ”

 

บนร่างของอีกฝ่ายมีกลิ่นหอมบางอย่างที่หอมมากๆ เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่รู้ว่ามาจากชุดที่สวมหรือมาจากเส้นผม

หลิงเข่อนึกถึงเสื้อทีเชิ้ตของตัวเองที่เปียกเหงื่อจนชุ่ม พลันกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบใจจึงเผลอขยับตัวถอยออกมา

อีกฝ่ายกลับขยับตามเข้ามาใกล้ ก่อนจะเป็นฝ่ายแนะนำตัว “ฉันชื่อชีเฟิง”

“ฉันชื่อหลิงเข่อ” เขาตอบเสียงเบา

ชีเฟิงฉีกยิ้มเปล่งประกาย ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาถามอีกว่า “นายอายุเท่าไหร่แล้ว”

ดวงตางดงามราวกับลูกแมวของชีเฟิงกวาดมองไปทั่วห้องรอทดสอบรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาจ้องหลิงเข่อ “ในนี้มีแค่นายกับฉันที่อายุไล่เลี่ยกัน นายจบชั้นประถมรึยัง”

เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นหลิงเข่อจะมีนิสัยค่อนข้างเก็บตัวเล็กน้อย จึงคาดไม่ถึงที่คนตรงหน้าเข้ามาทำท่าสนิทสนม ทำราวกับเป็นเพื่อนเก่ารู้จักกันมานานทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก ทำเอาไม่รู้จะต่อต้านยังไง!

“ฉัน...เรียนจบแล้ว เพิ่งจบปีนี้เอง” หลิงเข่อตอบ

ชีเฟิงพูดขึ้นอย่างดีใจ “ว้าว ฉันก็เหมือนกัน! นายเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนไหนเหรอ แล้วม.ต้นจะเรียนที่นั่นด้วยรึเปล่า นายเรียนเปียโนมากี่ปีแล้ว”

อีกฝ่ายถามคำถามออกมารวดเดียวมากมายขนาดนี้ ทำเอาหลิงเข่อไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามไหนก่อนดี

พอตั้งสติได้ เขาก็บอกชื่อโรงเรียนประถมของตัวเองกับโรงเรียนม.ต้นที่หมายตาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉันเริ่มเรียนเปียโนตอนป.2 ตอนนี้ก็ห้าปีแล้ว”

เริ่มเรียนเปียโนตอนป.2 ไม่ถือว่าเร็วอะไร มีหลายคนที่เริ่มเรียนพื้นฐานตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล ยังไม่ทันจบชั้นประถมก็สอบวัดระดับเกรด 10 ผ่านกันแล้ว

 

ชีเฟิงบอกชื่อโรงเรียนของตัวเองบ้าง แต่หลิงเข่อไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงถามว่า “ที่นั่นคือที่ไหนเหรอ ดีรึเปล่า”

ชีเฟิงเกาศีรษะพลางว่า “เป็นโรงเรียนเอกชนน่ะ คนที่เข้ามาเรียนก็มีมีน้อย ส่วนดีรึเปล่า ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ ก็ไม่เคยเรียนที่อื่นนี่นา แต่แม่ของฉันบอกว่านี่เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองแล้ว เธอไม่อยากให้ฉันไปอยู่ต่างประเทศเร็วเกินไป”

หลิงเข่อได้ยินก็ชะงักไป คำว่า ต่างประเทศสำหรับเขาในวัยนี้ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลนัก เขาพลันรู้สึกได้ถึงความต่างระหว่างตัวเองกับชีเฟิง

ชีเฟิงเล่าเรื่องสนุกในโรงเรียนให้ฟังอย่างกระตือรือร้น อย่างเช่นอาจารย์ชาวต่างชาติที่ชอบคุยโม้เป็นชีวิตจิตใจ กิจกรรมหลังเลิกเรียนที่มีหลากหลาย หรือการเรียนนอกสถานที่ที่มีเป็นครั้งคราว...

หลิงเข่ออดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ โรงเรียนนี้น่าสนใจกว่าโรงเรียนประถมของเขาเป็นไหนๆ

คุยได้สักพัก ความสนใจของชีเฟิงก็ถูกโน้ตเพลงสอบวัดระดับของเขาดึงดูด อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาคว้าไป “ว้าว ถูกเปิดจนเยินขนาดนี้ นายคงฝึกเล่นจนคล่องแล้วสิท่า!

หลิงเข่อตอบอย่างกระดาก “ก็งั้นๆ น่ะ”

ชีเฟิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ชิ ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกน่า”

หลิงเข่อไม่ได้ถ่อมตัวหรอก ฝีมือของเขาอยู่ระดับธรรมดาจริงๆ อาจารย์สอนเปียโนของเขาก็บอกอยู่เหมือนกันว่าพรสวรรค์ของเขาแค่พอไปวัดไปวา แต่เพราะอาจารย์รู้เหตุผลที่เขามาเรียนเปียโน จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก

“นายเลือกเพลงอะไรเหรอ” ชีเฟิงถามพลางพลิกโน้ตเพลงทดสอบของเขาไปมา หน้าที่เยินที่สุดจะต้องเป็นเพลงที่เล่นบ่อยมากแน่ๆ ชีเฟิงได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว “ฉันก็เลือกเพลงของชูเบิร์ทเหมือนกันนะ”

 

ระหว่างที่ชีเฟิงพลิกโน้ตเพลงของเขาไปมา หลิงเข่อกลับสนใจที่นิ้วมือของอีกฝ่าย

คนที่เล่นเปียโนมักจะเผลอมองมือของคนที่เล่นเปียโนเหมือนกันเสมอ โดยเฉพาะหลิงเข่อที่นิ้วก้อยสั้นกว่าปกติหนึ่งข้อนิ้ว จุดด้อยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดทำให้เขาค่อนข้างถือสาความแตกต่างระหว่างตัวเองกับคนอื่น

มือของชีเฟิงสวยมาก แม้จะอายุแค่สิบกว่าขวบ แต่นิ้วมือก็เรียวยาวสะอาดสะอ้าน ถ้าอาจารย์สอนเปียโนของเขามาเห็นเข้า จะต้องร้องชมราวกับพบของล้ำค่าว่า นักเปียโนโดยกำเนิด

“นี่ หลังจากนี้นายคิดจะสอบเข้าโรงเรียนดนตรีรึเปล่า” ชีเฟิงถามเล่นๆ

ความคิดของหลิงเข่อถูกตัดบท เขาตอบโดยไม่แม้แต่จะลังเล “ไม่คิด”

สอบเข้าโรงเรียนดนตรี? ไม่สู้ฆ่าเขายังจะดีกว่า!

ตั้งแต่ชั้นป.2 หลิงเข่อก็ไม่เคยได้ใช้วันหยุดปิดเทอมหน้าร้อนอย่างสบายใจอีกเลย ช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี เขาต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้านฝึกเล่นเพลงสำหรับทดสอบวัดระดับซ้ำไปซ้ำมา ห้าปีมานี้ ความกระตือรือร้นในการเล่นเปียโนของเขาถูกการฝึกฝนอันซ้ำซากจำเจทำให้เหือดแห้งไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่มาสอบวัดระดับก็เป็นแค่การทำให้ภารกิจลุล่วงเท่านั้น ชั่วชีวิตนี้เขาไม่อยากแตะต้องเปียโนอีกแล้ว!

ชีเฟิงออกอาการตกใจเล็กน้อย “แล้วนายเรียนเปียโนทำไม” ไม่รอให้หลิงเข่อตอบ ชีเฟิงคล้ายฉุกคิดอะไรขึ้นได้ก็พูดเองเออเอง “ฉันรู้แล้ว คงจะเรียนเล่นๆ สินะ...งั้นนายไม่ต้องมาสอบวัดระดับก็ได้นี่นา เพลงที่ใช้ทดสอบมันน่าเบื่อออก”

หลิงเข่อได้แต่ตอบตามตรง “ไม่ใช่หรอก เอาไว้เพิ่มคะแนนตอนสอบเข้าต่างหากล่ะ”

ชีเฟิงยิ่งสับสนหนักกว่าเก่า “เพิ่มคะแนน?”

หลิงเข่ออธิบายคร่าวๆ อีกหลายประโยค ชีเฟิงจึงวิจารณ์ขึ้นว่า “เอ๋? แล้วมันจะสนุกตรงไหนล่ะ”

“ก็ไม่สนุกน่ะสิ...” หลิงเข่อไม่อยากเสแสร้ง และไม่มีความคิดที่จะปิดบังความเกลียดการเล่นเปียโนของตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็น การแต่งตัวอย่างประณีต ของชีเฟิง หลิงเข่อพลันรู้สึกเก้อกระดากเป็นครั้งแรกที่พูดเหตุผลในการเล่นเปียโนของตัวเองออกไปแบบนั้น

อีกฝ่ายแต่งองค์ทรงเครื่องมาขนาดนี้ คงจะแตกต่างจากเขาคนละเรื่องเลยสินะ...

หลิงเข่อเหลือบมองชีเฟิง ความสงสัยผุดขึ้นจนอดถามออกไปไม่ได้ “นายใส่ชุดแบบนั้นแล้วไม่ร้อนเหรอ”

ชีเฟิงก้มหน้าดึงปกคอเสื้อไปมาหลายครั้งพลางยิ้มขื่น “ฉันก็ไม่อยากใส่หรอก แต่อาจารย์ของฉันบอกว่าทุกครั้งที่บรรเลงเพลงต่อหน้าคนอื่นให้ทำเหมือนกำลังแสดงจริง ดังนั้นต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด...เฮ้อ ถึงจะร้อนก็ช่วยไม่ได้นี่นา”

ที่น่าแปลกก็คือ ถึงชีเฟิงจะบอกว่าร้อน แต่ใบหน้ายังสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้เหงื่อสักหยด

 

“ผู้เข้าสอบหมายเลข 7 หลี่ซวี่” ที่หน้าประตู สตาฟเอ่ยเรียกด้วยเสียงราบเรียบราวกับเครื่องจักร “คนต่อไป ผู้เข้าสอบหมายเลข 8 หลิงเข่อ เตรียมตัวได้เลยนะ”

หลิงเข่อพลันรู้สึกลนลานขึ้นมา “จะถึงตาฉันแล้วเหรอ” พูดจบก็ไม่มีอารมณ์คุยเล่นกับชีเฟิงต่อแล้ว

ชีเฟิงยกมือหนึ่งขึ้นลูบคางพลางมองมาที่เขา พูดอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “อีกเดี๋ยวก็ต้องเข้าสนามสอบแล้ว อย่าคิดมากเลยน่า ผ่อนคลายหน่อย อาจารย์เขาไม่เขมือบนายลงท้องหรอก”

คำพูดพวกนั้นไม่เข้าหูหลิงเข่อแม้แต่น้อย นั่งได้สักพักก็ปวดฉี่ จึงรีบบอกให้ชีเฟิงช่วยเฝ้าของให้หน่อย จากนั้นก็ตรงดิ่งไปเข้าห้องน้ำ

พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบนาที ตอนที่หลิงเข่อกลับมา ชีเฟิงส่งโน้ตเพลงมาให้พร้อมหัวเราะคิกคัก “สู้ๆ นะ”

หลิงเข่อรับคำ “อืม ขอบใจนะ”

ตอนเล่นเพลง Etude No. 21 ของเครเมอร์ เขาเล่นผิดไปสองครั้งตามคาด แต่สองเพลงที่เหลือหลังจากนั้นก็ราบรื่นดี โดยเฉพาะเพลง Impromptus ของชูเบิร์ทที่เขาฝึกเล่นจนคล่องที่สุด

น่าจะ...ผ่านล่ะมั้ง?

หลิงเข่อถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางเดินออกจากสนามสอบ เขาลังเลว่าควรจะกลับไปนั่งเป็นเพื่อนชีเฟิงดีไหม คนที่ลำดับต่อจากเขายังมีอีกหลายคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมอนั่นอยู่ลำดับที่เท่าไหร่

ทว่าตอนที่เขาเดินกลับไปที่ห้องรอทดสอบ สตาฟก็รั้งตัวเขาเอาไว้ ก่อนจะถามเสียงเบา “เธอทดสอบเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ”

หลิงเข่อชี้ไปที่ห้องรอทดสอบ ตอบอย่างคลุมเครือ “ผม...รอเพื่อน”

สตาฟตอบอย่างไม่เห็นใจ “จะรอเพื่อนก็ต้องออกไปรอข้างนอก”

หลิงเข่อได้แต่กอดโน้ตเพลงเดินออกจากสนามสอบอย่างยอมรับชะตา

ดวงอาทิตย์ที่ด้านนอกทั้งร้อนทั้งแผดเผา เขาหลบรออยู่ในที่ร่มนานกว่าครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นชีเฟิงออกมา

หลิงเข่ออดมองไปที่รถลีมูซีนสีดำที่จอดอยู่อีกฝั่งของถนนไม่ได้ สีดำของรถคันนั้นพอถูกแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องก็สะท้อนแสงเป็นประกาย

เขานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อนอย่างใจลอย ตอนนั้นหลิงเข่อเพิ่งเดินมาถึงทางเข้าโรงเรียนดนตรี คนที่เข้าๆ ออกๆ ล้วนเป็นคนที่มาเข้ารับการทดสอบทั้งสิ้น เขากอดโน้ตเพลงที่ถูกม้วนจนงอเดินเข้าไปดูตำแหน่งสนามสอบบนป้ายบอกทาง ตอนนั้นเองที่รถลีมูซีนสีดำคันหนึ่งก็แล่นผ่านมา

เพราะคนเยอะมาก หลิงเข่อจึงเพียงเหลือบมองแวบหนึ่ง เห็นเพียงเด็กชายสวมชุดสำหรับขึ้นแสดงคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

หลังจากนั้นก็เจอชีเฟิงในห้องรอทดสอบ ถูกอีกฝ่ายเข้ามาทักทำความรู้จัก พอตอนนี้ได้เห็นรถลีมูซีนคันนั้นอีกครั้ง หลิงเข่อถึงค่อยเชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกัน

คนที่เดินลงมาจากรถคันนั้น คงจะเป็นชีเฟิงไม่ผิดแน่

ก็อากาศร้อนเสียขนาดนี้ คนที่ยังอุตส่าห์สวมชุดสำหรับขึ้นแสดงมาเข้าร่วมการทดสอบ คงไม่มีคนที่สองหรอก

 

“ว้าว เบนท์ลีย์ล่ะ!” ตอนนั้นเอง ด้านข้างก็แว่วเสียงร้องตื่นตาตื่นใจ ตัดบทความคิดของหลิงเข่อ

ผู้ปกครองหลายคนที่มาส่งลูกหลานเข้าร่วมการทดสอบเดินผ่านมาพอดี ผู้ใหญ่คนหนึ่งชี้ไปที่รถลีมูซีนฝั่งตรงข้ามพูดอย่างตกใจ “นั่นเป็นรถที่มาส่งผู้เข้าสอบเหรอ”

ผู้ปกครองอีกคนหนึ่งพูดเสริม “ใช่แล้วล่ะ ฉันเพิ่งเห็นเมื่อกี้นี้เอง เฮ้อ ลูกคนมีเงินเขาตั้งใจเรียนกันขนาดนี้ ลูกของพวกเราก็จะปล่อยให้น้อยหน้าไม่ได้นะ”

เด็กคนที่ถูกพูดถึงเงยหน้าขึ้นถามอย่างไร้เดียงสา “หม่าม้า บ้านของพวกเราไม่มีเงินเหรอ”

ผู้ปกครองเอ่ยตอบ “ถึงไม่มีเงินหม่าม้าก็จะยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เรียน แค่ลูกตั้งใจเรียนก็ถือว่าตอบแทนพวกเราแล้วล่ะจ้ะ เข้าใจไหมลูก”

เด็กน้อยขานรับ “อื้ม” คำหนึ่งก่อนจะก้มหน้าน้อยๆ ใช้สายตาอิจฉาจ้องไปที่รถคันนั้น

อุณหภูมิที่ร้อนระอุไม่นานก็แผดเผาความอดทนของหลิงเข่อ เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

เฮ้อ ต่อให้รอชีเฟิงออกมาแล้วจะมีประโยชน์อะไร อย่างมากก็ได้แต่ถามกันไปมาว่า ทดสอบเป็นยังไงบ้างอีกฝ่ายเป็นลูกคนมีเงิน ไม่แน่ว่าพอแยกย้ายกันวันนี้ ก็คงลืมไปหมดแล้วว่าเคยเจอกัน

คิดได้แบบนั้น หลิงเข่อก็ส่ายหน้า หมุนตัวเดินจากไป

 

มื้อเย็น หลิงเข่อรายงานเรื่องการสอบวัดระดับให้พ่อแม่ฟัง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “พ่อ แม่ เบนท์ลีย์ คืออะไรเหรอฮะ”

แม่คีบเนื้อวางลงในชามของเขา “เป็นชื่อยี่ห้อรถแบรนด์หนึ่ง...ลูกไปได้ยินมาจากที่ไหนเหรอ”

หลิงเข่อพุ้ยข้าวพลางว่า “วันนี้ตอนไปสอบ มีเด็กผู้ชายอายุเท่าๆ ผมคนหนึ่งนั่งรถเบนท์ลีย์มาด้วยล่ะ”

พ่อดันกรอบแว่นให้เข้าที่ พูดขึ้นเรียบๆ “อ้อ สงสัยบ้านนั้นคงจะรวยน่าดู คนทั่วไปไม่มีเงินพอซื้อรถเบนท์ลีย์หรอกนะ”

หลิงเข่อขานรับ “อ้อ” คำหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า “เด็กคนนั้นเรียนอยู่ที่ โรงเรียนนานาชาติเต๋ออินพ่อกับแม่รู้จักโรงเรียนนี้ไหมฮะ”

แม่สบตากับพ่อทีหนึ่ง โรงเรียนนานาชาติเต๋ออินเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในพื้นที่ เพราะทุกปีจะมีรายชื่อนักเรียนที่สอบติดโรงเรียนในต่างประเทศฉายผ่านทางโทรทัศน์ พวกเขาย่อมเคยได้ยินมาบ้าง

แม่หันมามองหลิงเข่อ เอ่ยขึ้นว่า “ได้ยินว่าค่าเทอมของที่นั่นต้องจ่ายปีหนึ่งเป็นแสนๆ แหนะ เทียบเท่ากับรายรับครึ่งค่อนปีของบ้านเราเลยล่ะ ต่อให้ลูกอยากไปเรียน ค่าใช้จ่ายก็สูงเกินไปนะ”

หลิงเข่อนิ่งเงียบ “...” เขาก็ไม่ได้บอกว่าอยากไปเรียนที่นั่นเสียหน่อย

จากนั้นพ่อก็พูดขึ้น “เสี่ยวเข่อ ฐานะในสังคมนี้เดิมทีก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว คนบางคนเกิดมามีต้นทุนดี คนบางคนเกิดมาทุกข์ยาก ถึงพวกเราจะเทียบกับข้างบนไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าข้างล่าง ลูกเรียนดี แถมพ่อกับแม่ยังส่งให้เรียนเปียโนเพิ่ม แค่นี้ก็ดีกว่าใครหลายๆ คนมากแล้วล่ะ เพราะอย่างนั้นลูกก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจไปเลย...”

หลิงเข่อยิ่งได้ฟังก็ยิ่งสับสน อะไรของเขาน่ะ ใครน้อยเนื้อต่ำใจเหรอ

แต่พ่อยังคงพูดต่อไป ราวกับพระเสวียนจั้งท่องคาถา งึมงำๆ อยู่นั่น ไม่ยอมหยุดเสียที

ในที่สุดหลิงเข่อก็ทนฟังต่อไปไม่ไหว เขารีบทานข้าวให้หมดแล้ววางถ้วยกับตะเกียบ พูดขึ้นว่า “ผมกลับห้องก่อนนะฮะ”

 

พอปิดประตูห้อง หลิงเข่อก็ขึ้นไปนอนบนเตียง พอปรับอารมณ์ได้แล้ว ตรงหน้าก็ผุดภาพของชีเฟิงขึ้นมาอีกครั้ง

เขานึกถึงใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย นึกถึงท่าทางตอนเลิกคิ้วยิ้มซุกซนพร้อมกับพูดว่า ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกน่านึกถึงขนตางอนยาวเป็นธรรมชาติที่หลุบลงตอนที่พลิกดูโน้ตเพลง และยังนึกถึงมือที่แสนงดงามคู่นั้น

เขายังจำกลิ่นหอมอ่อนๆ รวมไปถึงบรรยากาศผึ่งผายอันยากจะบรรยายบนร่างของอีกฝ่าย ทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเหลือเกิน...แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโหยหาอยากจะเข้าใกล้

เป็นเพราะตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยรู้จักใครที่เป็นเหมือนชีเฟิงมาก่อน อีกฝ่ายช่าง.... ช่าง...

ในคลังคำศัพท์ของเขาไม่มีคำคุณศัพท์คำไหนที่ระดับสูงไปกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้น ใช้คำว่า คูล บรรยายก็แล้วกัน

เมื่อเทียบกับคนๆ นั้นแล้ว ตัวเองกับเพื่อนฝูงรอบตัวก็ไม่ต่างจากก้อนถ่านที่วางสุมกัน

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าช่องว่างนั้นมาจากที่ไหน

มาจากท่าทีของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้าโรงเรียนดนตรี และมาจากน้ำเสียงเคร่งขรึมของพ่อ

เขาเพิ่งอายุสิบสามเท่านั้นเอง เดิมทีก็ไม่ใช่วัยที่ควรขบคิดเรื่องความต่างของชนชั้นวรรณะในสังคมอย่างลึกซึ้ง แต่ว่าพวกผู้ใหญ่กลับหยิบยื่นบทเรียนแห่งความจริงนี้ให้เขา บังคับให้เขาต้องยอมรับว่าตัวเองกับชีเฟิงแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก

บ้านของเขาไม่มีรถลีมูซีน แถมไม่มีปัญญาเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนอีกต่างหาก เพราะงั้นเขากับชีเฟิงจึงเป็นเพื่อนกันไม่ได้อย่างนั้นเหรอ

ใครเป็นคนตัดสินกัน

เครื่องปรับอากาศพ่นลมเย็นเยียบออกมา หัวใจของหลิงเข่อราวกับมีก้อนหินหนักอึ้งวางอยู่

 

คุณนายหลิงถือจานผลไม้เดินเข้ามาในห้อง พอเห็นลูกชายนอนเหม่อลอยอยู่บนเตียงก็เข้าใจว่าเขายังโกรธอยู่

เธอถอนหายใจเบาๆ พลางวางจานผลไม้ไว้บนโต๊ะหนังสือ เอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม “เสี่ยวเข่อ อย่าคิดมากไปเลยลูก สอบวัดระดับเสร็จแล้วก็พักผ่อนสักวันสองวัน แล้วค่อยอ่านหนังสือเรียนเล่มใหม่ พยายามรักษาคะแนนชั้นม.ต้นเอาไว้ เชื่อมั่นในตัวเอง วันหน้าลูกไม่มีทางด้อยกว่าเด็กบ้านนั้นหรอก”

หลิงเข่อสับสนงุนงง เขารู้สึกว่าคำพูดของแม่มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ฟังไปฟังมาก็เหมือนจะมีเหตุผล

เขารับคำเสียงเบาก่อนจะลุกขึ้นนั่ง พอเหลือบไปเห็นโน้ตเพลงที่ยังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อยก็ลุกขึ้นจับมันยัดใส่เข้าไปใต้เบาะเก้าอี้เปียโน

พูดกันตามจริง ก่อนหน้านี้เขายังอดรู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ ที่ไม่อยู่รอชีเฟิงให้นานกว่านี้ ไม่มีโอกาสได้บอกอีกฝ่ายว่าแล้วเจอกันใหม่

แต่พอมองจากตอนนี้ เขาก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องเสียดายเลย เขาทำถูกแล้วที่เดินออกมาก่อน

เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าความปรารถนาที่จะสร้างเพื่อนใหม่ของตัวเองถูกบังคับให้กลายเป็นความอยากเอาชนะไปเสียแล้ว

หลายเดือนต่อมา หลิงเข่อก็ได้รับใบประกาศนียบัตรสอบผ่านระดับแปด โน๊ตเพลงเล่มนั้นจึงยิ่งถูกเก็บเอาไว้ไม่นำออกมาเล่นอีก

จนเมื่อหนึ่งปีให้หลัง เขาสอบวัดระดับเปียโนเกรดสิบผ่านอย่างราบรื่น ตอนที่กำลังจัดระเบียบโน๊ตเพลงอยู่ ก็บังเอิญค้นเจอสมุดเพลงวัดระดับของเกรดแปดที่ยับยู่ยี่เล่มนั้น

พอเปิดดูมั่วๆ ก็พลิกไปเจอโน้ตเพลง Impromptus ของชูเบิร์ท หลิงเข่อตะลึงงัน ที่หน้าสุดท้าย ไม่รู้ว่ามีรอยดินสอเขียนเอาไว้ที่หัวกระดาษตั้งแต่เมื่อไหร่...

เลข Q ของฉันคือ 6868XXX กลับไปแล้วก็แอดเพื่อนมาด้วยนะ! ...ชีเฟิง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 MashiroTH (@MashiroTH) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:12
    มาแล้วววรอเล่ม
    #1
    1
    • #1-1 finpublishing (@finpublishing) (จากตอนที่ 2)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:40
      เล่มมาไม่เกินปีนี้แน่นอนค่ะ รออีกนิดนะคะ ❤
      #1-1