[End] [Yaoi] My president ป่วนหัวใจท่านประธานมาดเข้ม [สำนักพิมพ์ Nana NaRis YBooks]

ตอนที่ 24 : ความหึงของท่านประธาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,715
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    19 พ.ย. 60



[พีรธัช]



หลังจากที่เพื่อนสนิทจากไปพร้อมกับความลับบ้าบออะไรของมัน ผมก็เลิกสนใจและกลับมาทำงานของตัวเองต่อที่โกดัง วันนี้งานไม่ยุ่งเท่าไหร่เพราะเราพึ่งเคลียสต็อกสินค้ากันเสร็จเมื่อวาน วันนี้ก็มีแค่เคลียสินค้าค้างสต็อกนิดๆหน่อยๆ



“พี่ชัช” ผมเรียกหัวหน้าแผนกที่กำลังจะเดินสวนไป คนโดนเรียกเงยหน้าจากเอกสารในมือแล้วหันมาส่งยิ้มให้ผม ยิ้มเอ็นดูที่เคยมีให้ผมเหมือนเมื่อก่อน ถึงมันจะดูเจือความเศร้าแต่มันก็มาจากใจคนส่ง



“ว่าไงปัณณ์ งานเสร็จแล้วหรอ”



“ครับ เสร็จแล้ว แล้วพี่เหลืองานอีกเยอะไหมครับ ว่าจะชวนไปทานข้าวด้วย” เพราะตอนนี้ก็ใกล้เวลาพักเที่ยงเต็มที แต่คนตรงหน้ายังคงถือแฟ้มเอกสารเดินไปโซนนั้นสลับโซนนี้อยู่ไม่หยุดหย่อน



“อีกเยอะเลยล่ะ ดูสิ แฟ้มนี้ยังอีกเยอะมาก เหลือวางที่โต๊ะอีกสองแฟ้ม ไม่รู้ว่าทำไมงานพี่ถึงเยอะกว่าคนอื่นขนาดนี้ ฮ่าๆๆ” พี่ชัชตอบคำถามผมพลางยื่นเอกสารมาให้ดูเพื่อยืนยันสิ่งที่พูด คงเพราะกลัวผมเข้าใจผิดว่ากำลังเลี่ยงที่จะไปทานข้าวกับผมมั้ง



“อ๋อครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ทำงานต่อเถอะครับ ถึงเวลาแล้วก็ไปพักด้วยล่ะ เป็นลมล้มไปตรงนี้ไม่มีใครหามนะ”



“พนักงานบริษัทเยอะแยะ ไม่ใจร้ายกับพี่เหมือนใครบางคนหรอกน่า” ผมถึงกับสะดุ้งกับคำพูดทีเล่นทีจริงของพี่ชัชที่อัดเข้ามาเต็มๆหน้า



“โธ่พี่ มันคนละเรื่องกันไหมล่ะ” ผมพูดกับพี่เค้าเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิด ก็มันบังคับกันไม่ได้จริงๆนี่



“พี่ก็ล้อเล่น จะคิดมากทำไม ไปกินข้าวได้แล้วไป คนส่งเค้กแล้วรอมั้งน่ะ” พี่ชัชยื่นมือมาตรงหน้าเพื่อจะขยี้ผมของผมอย่างที่เคยทำก่อนที่จะชะงักไปแป๊บนึงเหมือนชั่งใจว่าควรทำหรือไม่ แต่พี่เค้าก็ส่งยิ้มมาให้พร้อมกับขยี้หัวผมแรงๆจนผมเสียทรง



“บ้าบอ ไม่มีหรอก งั้นผมไปนะ” ถึงปากจะปฏิเสธแต่ในใจก็แอบกังวนอยู่เหมือนกันว่าคนส่งเค้กจะรอไหม เพราะตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว แต่ผมคงคิดมากไปเองคนเดียวซะมากกว่าในเมื่อคนส่งเค้กที่ว่ายังไม่โผล่มาแม้แต่เงา



“ปกติต้องมาแล้วนี่” ผมพึมพำกับตัวเองพลางก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนโปรดสลับกับชะเง้อคอมองทางเพื่อมองหาใครบางคน



เนิ่นนานเกือบยี่สิบนาทีก็ยังไม่มีวี่แววของคนที่ผมรอ ผมจึงตัดสินใจหันหน้าไปอีกทางเพื่อเดินไปทานอาหารกลางวันสักทีเพราะเหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไหร่สำหรับการพักทานข้าวเที่ยง



“เค้กครับ” เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังเรียกความสนใจของผม สองขาที่กำลังก้าวเดินไปหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองเจ้าของเสียง ถุงพลาสติกใสที่สกรีนชื่อร้านโดยเฉพาะที่ภายในบรรจุกล่องใส่เค้กจำนวน 2 ชิ้น ถูกส่งมาตรงหน้าผม



“ทำไมวันนี้มาช้าจังครับ” ผมรับมันมาไว้กับตัวเองก่อนจะเอ่ยถามออกไป สังเกตได้ถึงความแปลกไปของคนตรงหน้าที่รู้สึกว่าจะนิ่งกว่าปกติหรือเปล่านะ



“ผมงานยุ่ง” เค้าตอบคำถามผมมาสั้นๆด้วยน้ำเสียงเรียบๆในแบบของตัวเองแต่ผิดปกติมากสำหรับผม ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และคำตอบ



เค้าเป็นคนนิ่งๆที่ชอบใช้เสียงเรียบๆคุยกับคนอื่นก็จริง แต่เค้าจะไม่ค่อยใช้มันกับผม น้ำเสียงนิ่งเรียบที่จะออกมาจากปากเค้าเพื่อพูดกับผมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานหรือไม่ก็เพื่อเตือนหรือดุผม น้ำเสียงอ่อนโยนที่ผมได้ยินจนชินหู วันนี้กลับไม่มีให้ได้ยิน



ใบหน้านิ่งเรียบที่คงเป็นเรื่องปกติของเค้าและพนักงานทุกในบริษัทที่ทำงานที่นี่มานานแต่ไม่ใช่กับผม แม้ใบหน้าจะนิ่งเรียบแต่แววตาของเค้าที่ส่งมาต้องมีความอ่อนโยนเสมอและเกือบทุกครั้งที่คุยเรื่องอื่นกัน ริมฝีปากของเค้ามักจะยกยิ้มบางๆมาให้เสมอ แต่ตอนนี้ไม่มี



คำตอบที่ผมรู้สึกว่าเค้ากำลังโกหก ไม่รู้สิ ความรู้สึกผมบอกแบบนั้น เพราะถ้าวันไหนที่เค้าจะมาช้า แต่เค้กจะมาตรงเวลาเสมอ ถ้าวันไหนที่เค้ายุ่ง คนส่งเค้กก็จะกลายเป็นพนักงานในร้านแทน และที่สำคัญ ช่วงนี้บริษัทอยู่ในช่วงเคลียงานส่วนยิบย่อยที่เหลือ งานใหญ่ๆก็พึ่งเคลียเสร็จกันไป



“อ๋อครับ” แม้จะจับสังเกตความผิดปกติของเค้าได้ แต่ผมก็ทำได้แค่รับคำไปสั้นๆเพราะไม่อยากจะซักไซ้อะไรให้มากความ ถ้าไม่อยากบอก ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยากรู้



“ไปทานข้าวกัน” เสียงนิ่งเรียบเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนจะเดินนำไปยังศูนย์อาหารโดยไม่สนใจเลยว่าผมจะเดินตามไปไหม



บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเงียบและอึดอัดในความรู้สึกผม ถ้าเป็นเมื่อก่อน ความเงียบมันก็เป็นแค่ความเงียบที่ไม่มีผลอะไร แต่ตอนนี้มันกลับมาพร้อมกับความอึดอัดในใจที่ผมเองก็บอกไม่ถูก คนตรงหน้าเอาแต่ตักข้าวเข้าปากไม่ปริปากพูดอะไรตั้งแต่มาถึงที่ศูนย์อาหาร



มันเกิดอะไรขึ้น?



“วันนี้ไม่ได้ออกไปคุยงาน เดี๋ยวประมาณบ่ายสองผมไปจะหาเพื่อเดินตรวจงาน” ความเงียบถูกทำลายลงเมื่อคนที่เอาแต่เงียบปริปากพูดออกมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นความอึดอัดก็ยังไม่จางหายไป



“ครับ” ผมรับคำสั้นๆด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่ต่างกัน ในเมื่ออีกฝ่ายไม่แม้แต่จะยิ้มให้ ผมในตอนนี้ก็ยิ้มไม่ออกเหมือนกัน



“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปทำงานต่อเถอะ” เค้าว่าไปแค่นั้นก่อนจะเดินไปอีกทางเพื่อกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง



ใครก็ได้บอกผมทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่



ผมเก็บความอึดอัดใจและความสงสัยไว้ในใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงเวลาเลิกงาน ตลอดทั้งบ่ายที่ทำงาน รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมาธิและไม่สามารถยิ้มออกมาได้อย่างที่เคยเป็น คำพูดมากมายที่ผมควรจะพูดกับคนอื่นๆถูกกลืนหายไป ตอนเดินตรวจงานก็มีเพียงความเงียบเข้าครอบคลุมในทุกๆโซนที่ผมและเค้าเข้าไปตรวจ



“กลับกันเถอะ” วันนี้ทั้งวันผมแทบนับประโยคที่เค้าคุยกับผมได้ มันไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ทุกวันเราคุยกันมากกว่านี้หลายเท่าแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เค้าเป็นอะไรกันแน่ ทั้งนิ่ง ทั้งเฉยชา และผมก็ไม่ชอบมากๆด้วยที่อยู่ๆก็เป็นแบบนี้ ตอนเช้ายังดีๆอยู่เลย



ภายในรถคันคุ้นเคยที่ผมนั่งจนชินแต่วันนี้ความรู้สึกมันต่างออกไป ทุกวันมันคงมีแต่เสียงอ่อนนุ่มอ่อนโยนที่เอ่ยขึ้นเป็นระยะสลับกับใบหน้านิ่งเรียบที่มีแต่รอยยิ้มประดับบนใบหน้า แต่วันนี้มันเงียบจนน่าอึดอัด เจ้าของรถยังคงจ้องมองถนนด้านหน้าต่อไปทั้งๆที่การจราจรติดขัดจนไม่สามารถขยับรถไปไหนได้แต่เค้าก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ



“วันนี้พี่เป็นอะไรเนี่ย” และคนที่ทนอึดอัดใจไม่ไหวก็เป็นผมเอง ในเมื่ออยู่ๆก็เงียบไม่มีสาเหตุ ผมก็ควรจะถามหาสาเหตุของการเงียบในครั้งนี้



“...เปล่า” เค้าหันมามองหน้าผมนิ่งๆแล้วเบนหน้ากลับไปทางเดิมก่อนจะตอบคำถามสั้นๆ



“ไม่ต้องมาเปล่า พี่เปลี่ยนไปอ่ะ” ผมยังคงคะยั้นคะยอให้เค้าพูดออกมาโดยใช้สรรพนามที่เค้าอยากให้ผมเรียกแต่ผมไม่ค่อยได้ใช่มันเท่าไหร่



“ปกติของผมก็แบบนี้อยู่แล้ว” เค้าตอบแบบไม่หันหน้ามามองผมเลยแม้แต่น้อย ไหนจะน้ำเสียงนิ่งเรียบนั่นอีก มันทำให้ผมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่



“แต่ปกติของคุณเวลาอยู่กับผมไม่ใช่แบบนี้นี่ สรุปคุณเป็นอะไรกันแน่ ทำไมอยู่ๆถึงเงียบไปแบบนี้ เครียดอะไรก็บอกดิวะ คนมันเป็นห่วงนะเว้ย!” ผมระเบิดสิ่งที่อัดอั้นมาทั้งครึ่งวันออกมาอย่างไม่ไหวจะเก็บ รู้ดีว่าน้ำเสียงตัวเองตัดพ้อแค่ไหน ถึงแม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆที่ผมพูดออกไปแต่น้ำเสียงที่ใช้พูด มันคงเต็มไปด้วยความตัดพ้อและน้อยใจ พอเค้าได้ยินผมพูดแบบนั้นเค้าก็ชะงักไปก่อนจะค่อยๆหันมามองผมที่มองตรงไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย



“...ปัณณ์” น้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยที่ผมพึ่งได้ยินเป็นครั้งแรกของครึ่งวัน แววตาของเค้าอ่อนลงจากเมื่อกี้มาก ไม่มีความนิ่งเรียบจากเค้าอีกแล้ว แต่ผมไม่ได้ดีใจสักนิด



“...” ผมเลือกที่จะใช้ความเงียบเป็นการตอบรับ



“พี่ขอโทษที่วันนี้เงียบใส่ พี่แค่ไม่อยากอารมณ์ไม่ดีใส่ปัณณ์” มือข้างซ้ายของผมถูกเค้าดึงไปกุมไว้แน่น น้ำเสียงของท่านประธานผู้ทรงอำนาจฟังดูอ่อนลงจนไม่เหลือความน่าเกรงขาม แต่ผมก็ยังคงทำเป็นไม่สนใจ มือที่ถูกจับก็ปล่อยไว้อย่างนั้น



“พี่แค่ไม่ชอบที่ปัณณ์เข้าใกล้คนอื่นขนาดนั้น...” คนอื่น? ใครวะ



“ทั้งๆที่ปัณณ์ก็บอกว่าเค้าเป็นเพื่อนสนิท แต่มันก็ห้ามให้ตัวเองไม่รู้สึกไม่ได้ พี่ไม่ชอบ พี่หึง” เมื่อเห็นว่าผมเงียบก็เหมือนเค้าจะยิ่งร้อนใจเลยรีบพูดต่อ



“ห้ะ!?” ผมร้องออกมาด้วยความไม่เข้าใจพร้อมกับหันมามองหน้าคนพูด



“น่าตลกไหมละ ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์แต่พี่ก็หึง พี่ไม่ชอบที่ปัณณ์ใกล้คนอื่น ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาแล้วพุ่งกอดปัณณ์แบบนั้น พี่ก็อดหึงไม่ได้จริงๆ”



“แต่นั่นเพื่อนผมนะ” ผมมองหน้าเค้าอย่างอึ้งๆก่อนจะพูดออกไป



“ต่อให้เป็นน้องแท้ๆของปัณณ์ พี่ก็คงจะหึง” เค้าว่าเสียงอ่อนพลางหลบสายตาผม



“เฮ้อ! คุณนี่นะ” ผมส่ายหน้าใส่เค้าอย่างระอาใจก่อนจะยิ้มออกมา ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าท่านประธานมาดเข้มคนนั้นจะขี้หึงได้ขนาดนี้ หึงทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นะ



“รู้แบบนี้แล้ว ห้ามไปกอดใครอีกนะ”



“สั่งผมได้ด้วยหรอ” ผมถามกลับไปอย่างเหนือกว่า



“ไม่ได้สั่ง...แต่ขอร้อง นะครับ” แล้วสุดท้ายผมก็แพ้ให้กับนะครับที่ใช้เสียงอ่อนโยนระดับสิบ แววตาอ้อนวอนจนใครเห็นก็ต้องยอมหมด หนึ่งในนั้นก็ผมนี่แหละ



รถของท่านประธานเคลื่อนตัวอีกครั้งตรงไปยังห้างเดิมที่พักนี้มาบ่อยจนแทบจะสนิทกับเจ้าของห้าง เข้าแทบทุกวันตลอดหนึ่งเดือน อีกสักพักก็น่าจะมาลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับห้างนี้นี่แหละ บรรยากาศในรถดีขึ้นกว่าเดิมมาก ท่านประธานคุยกับผมเป็นระยะๆในเรื่องทั่วๆไป จนมาถึงห้าง วันนี้ไม่มีคุยงานแต่ผมก็พอจะรู้ว่ามาทำอะไรที่ห้าง ก็มากันประจำอยู่แล้ว



“เรื่องที่เคยถามไป ได้คำตอบหรือยัง” หลังจากที่จัดการสั่งอาหารเรียบร้อย ท่านประธานก็เริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง



“เรื่องอะไรครับ” ผมถามกลับไปเพราะจำไม่ได้จริงๆ ถามตั้งแต่ตอนไหน เมื่อไหร่ แล้วถามเรื่องอะไร



“ก็เรื่องแผนกที่จะลงฝึกต่อไง นี่ก็ใกล้จะผ่านการฝึกงานในโกดังแล้วนะ คิดไว้ได้แล้วว่าอยากฝึกแผนกไหน”



“ผมอยากดูการทำงานของผู้จัดการของทุกแผนกเลยอ่ะ แต่ว่าอีกไม่กี่เดือนเอง มันจะทันไหมครับ” ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไปก่อนจะจบประโยคด้วยคำถาม เพราะในบริษัทนี้มีหลายแผนก และแต่ละแผนกก็คงได้ใช้เวลาในการศึกษางานนานพอสมควร ผมไม่คิดว่าระยะเวลาอีกสิบเดือนจะทันได้ฝึกงานครบทุกแผนกหรอกนะ อย่างเก่งก็คงได้เกินครึ่งของบริษัทไปนิดนึง



“อีกตั้งสิบเดือนเลยนะ ทำไมจะไม่ทัน”



“แต่ว่ามันมีหลายแผนกนะ ผมอยากดูการบริหารงานของหัวหน้าแต่ละแผนก” ผมแย้งออกไปเพราะจากที่คิดๆดู ยังไงไม่ก็ไม่ทันได้ฝึกครบทุกแผนกหรอก มันเยอะเกินไป



“ผมมีทางออกให้ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าผ่านงานที่โกดังเมื่อไหร่ผมจะเรียกพบเอง โอเคไหม” ท่านประธานยกยิ้มอย่างมีเลศนัย ทำไมต้องยิ้มแบบนั้น มันดูไม่น่าไว้ใจยังไงไม่รู้



“แต่ว่า...” ผมอึกอัก ชั่งใจกับตัวเองอยู่ว่าจะพูดดีไหม อยากจะตอบตกลงนะแต่มันยังมีอะไรค้างคาอยู่นิดหน่อย



“แต่อะไรอีก”



“ผมขอฝึกงานที่โกดังต่ออีกสักเดือนได้ไหมครับ” เดือนเดียวน่าจะพอแหละ ระดับผมคงไม่ต้องใช้เวลามากมายไม่กว่านี้หรอก



“ทำไม” คนตรงหน้าถามกลับมาเสียงแข็ง แววตาไม่พอใจแสดงออกมาชัดเจนจนขนแขนผมลุกซู่ รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่กระจายมาจากท่านประธาน



“คะ...คือว่า...” บอกได้จริงๆหรอ เหตุผลที่ขอฝึกงานต่อในโกดังเนี่ย เค้าจะไม่ว่าผมไร้สาระหรอ



“ทำไม” น้ำเสียงของท่านประธานเข้มขึ้นกว่าเดิมเพื่อกดดันให้ผมพูด และมันก็ได้ผลทีเดียวเพราะตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองจะเริ่มสั่นๆกับท่าทางน่ากลัวของเค้าแล้ว



“ผมจะช่วยเพื่อนจีบพี่ชัช เพื่อนผมมันชอบ” พูดจบผมก็ก้มหน้าลงเพื่อรอรับคำติเตียนจากคนตรงหน้าเพราะเหตุผลในการขอฝึกงานต่อไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใฝ่รู้ใฝ่เรียนเลยแม้แต่น้อย เรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งนั้น



“ห้ะ!?” ท่านประธานร้องออกมาอย่างตกใจก่อนจะมองหน้าผมเพื่อขอคำอธิบาย



“เพื่อนผมที่มาวันนี้น่ะ มันชอบพี่ชัช แล้วมันก็ขอให้ผมช่วยมันจีบหน่อย” หลังจากที่ตัวมันกลับไป มันก็ไลน์มาบอกสั้นๆว่า ‘แกต้องช่วยฉันจีบพี่ชัช’ พอผมปฏิเสธ ประโยครำลึกความเป็นเพื่อนก็ถูกส่งมาจากมันจนทำให้ผมตอบตกลงไป



“แต่คุณกิตติชัชชอบคุณไม่ใช่หรือไง” แอบสังเกตเห็นแววตาวูบไหวของท่านประธานตอนที่พูดว่าพี่ชัชชอบผม แต่ก็แค่แวบเดียว แววตาคู่นั้นก็กลับมานิ่งเรียบเหมือนเดิม



“แต่ผมไม่ได้ชอบพี่ชัชไง ไอ้ป่านมันก็รู้แล้ว มันก็เลยจะจีบ” ที่จริงก็ดีเหมือนกันนะ ตอนนี้สภาพจิตใจพี่ชัชก็คงจะแย่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าพี่เค้าพอจะยิ้มบ้างแล้วแต่มันก็ยังแฝงมากับความเจ็บปวดจนทำให้ผมรู้สึกผิด เพื่อนผมมันก็เป็นคนดี จริงใจ เสียแค่ไม่สวยก็แค่นั้นแหละ แต่ถ้ามันได้คบกับพี่ชัชจริงๆ มันก็คงจะดีกับทั้งสองฝ่าย



ผมไม่ซีเรียสเรื่องที่ฝ่ายไหนจีบก่อนนะ เพราะการที่ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนมันก็ไม่ได้เสียหายแต่มันเป็นการตัดสินใจเลือกคนที่เค้าคิดว่าเหมาะสมด้วยตัวเค้าเอง โลกนี้ไม่ได้กำหนดหนิว่าผู้ชายต้องเป็นฝ่ายจีบผู้หญิงแค่เพียงฝ่ายเดียว ถ้าเป็นแบบนั้น เพื่อนผมคงไม่ได้มีแฟนกับเค้าสักที



“ถ้าอย่างนั้นคุณเลือกมาว่าจะทำงานที่โกดังช่วงเช้าหรือบ่าย ฝึกควบกับไปเลยน่าจะไหวนะ” อยู่ๆท่านประธานก็ยิ้มออกมาเหมือนมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิตก่อนจะเสนอทางเลือกให้ผมแทนการอนุญาตในสิ่งที่ผมขอ แต่ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจเลยทีเดียว



“ช่วงเช้าก็ได้ครับ เพราะยังไงช่วงบ่ายผมก็ต้องไปเดินตรวจงานกับท่านประธานอยู่ดี” คิดไปคิดมา ผมจะเอาเวลาไหนไปฝึกที่แผนกอื่น ในเมื่อช่วงเช้าผมก็ทำงานในโกดังเป็นปกติ ส่วนช่วงบ่ายผมก็ต้องเดินตรวจงานอยู่ทุกวัน



“โอเค ตามนั้น” ท่านประธานยกยิ้มพอใจในคำตอบก่อนจะละความสนใจจากผมไปที่อาหารแทน พออาหารมา ผมคนนี้ก็เป็นเพียงแค่อากาศสินะ แฮร่! ผมกินก่อนเค้าอีกเถอะ ฮ่าๆๆ



สรุปแล้วผมมาลงฝึกงานที่นี่เพื่ออะไรกันแน่นะ



ตอกบัตรเช้า-เย็น ทำงานในโกดังเหมือนพนักงานคนอื่นๆ เดินตรวจงานตอนบ่ายกับท่านประธาน จีบผู้ชายให้เพื่อนหรือมาเพื่อรอเวลาตอนเย็นมาทานข้าวกับประธานบริษัท 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

418 ความคิดเห็น

  1. #399 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 22:11
    อืมมมมน้องว่าโกรธอะไร
    #399
    0
  2. #333 creamsarang (@creamsarang) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 12:34
    โถถถหึงแม้แต่เพื่อนสนิทเค้าอ่ะเนาะ
    #333
    0
  3. #243 [[ SS ]] (@stamp159) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 11:22
    ทั่นประธานคนขี้หึง ทำท่าทางจนน้องต้องเรียกพี่ต้องบอกว่าห่วง แหมมมมมมมมมมมมมมมม
    #243
    0
  4. วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 20:53
    ท่านประธานคะท่านดูดีใจนะคะ
    #201
    0
  5. #199 I AM NO ONE. (@joonkiller) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 15:16
    ประธานหึงแล้วเงียบจนน้องอึดอัด5555 ก็ดีนะ น้องมันอัดอั้นจนเผลอพูดว่าเป็นห่วงด้วยนี่ วรั้ยยยย
    #199
    0
  6. #198 TAKARA KUN (@TAKARAKUN) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 11:07
    ท่านประธานมีหึง
    #198
    0
  7. #197 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 08:37
    ที่เงียบไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกว่าหึง แต่มันทนไม่ได้จิงๆๆเวลามีคนเข้าใกล้เธอใช่ไหมท่านประธาน อิอิ
    #197
    0
  8. #196 meondekdee (@meondekdee) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 08:31
    แหมมมมมมม ท่านประธานขี้หึงอะไรขนาดนั้นนนน555 แต่เวลาอยู่ด้วยกันแล้วน่ารักดีง่ะ อ่านไปเขินไป -//////////////-
    #196
    0
  9. #195 Rin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 08:11
    น่ารักน่าตีกันซะจริง...ทั้งท่านประธานและเด็กฝึกงาน แบบนี้จะไม่ให้อ้อนไรท์ให้มาต่ออีกได้ไงล่ะคะ...มาพบกันบ่อยๆนะค้าาาา
    #195
    5
    • #195-4 Rinktp (@Rinktp) (จากตอนที่ 24)
      22 กรกฎาคม 2560 / 17:56
      เค ค่ะไรท์...ไม่ต่อก็ไม่ต่อ รักไรท์รอได้อยู่ล้าววว 55555555555555
      #195-4
    • #195-5 finfinity (@finfinity) (จากตอนที่ 24)
      22 กรกฎาคม 2560 / 18:47
      ทำไมเริ่มรู้สึกผิด งื้อออออ
      #195-5
  10. #194 -BVR- (@o_n-l-y_) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 07:55
    กรี้ดดด ท่านประธานง้องแง้งมากค่ะ
    #194
    1
    • #194-1 Rinktp (จากตอนที่ 24)
      23 กรกฎาคม 2560 / 15:29
      จะบอกไรท์ว่าเรากลับมาอ่านใหม่ตั้งแต่ตอนที่ 1 - ปัจจุบันเลยยย

      ระหว่างรอตอนใหม่..อ่านอะไรที่ชอบมีความสุขดีค่ะ..ท่านประธานน่ารัก คริสก็น่ารัก

      พี่รินดาก็น่ารัก...แต่ไรท์น่ารักที่สุดค่าาาา.....
      #194-1