[End] [Yaoi] My president ป่วนหัวใจท่านประธานมาดเข้ม [สำนักพิมพ์ Nana NaRis YBooks]

ตอนที่ 12 : เต๊าะยังไงให้ไม่หลุดมาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    19 พ.ย. 60



[พีรธัช]



ตายแหงๆ โดนสวดแน่ๆ ฮื่อออออ!



ผมวิ่งมาถึงที่ตอกบัตรเข้างาน นาฬิกาก็บอกเวลา 8.31 น. ช้าไปนาทีเดียว เสียใจมากๆ เพราะที่นี่ สายคือสาย นาทีเดียวก็คือสาย



“สาย” น้ำเสียงเรียบๆดังขึ้นด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเสียงใครและนั่นก็ทำให้ผมเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก



“เอ่อ...ผม” ไม่ต้องหันหน้ากลับไปมองเพื่อรักษามารยาท คนที่มีอำนาจสูงสุดในบริษัทและมีสิทธิ์ส่งตัวผมกลับก็เดินอ้อมมายืนอยู่ต่อหน้า



“แปดนาฬิกาสามสิบเอ็ดนาที หนึ่งนาทีก็นับว่าสาย คุณเองก็รู้ใช่ไหม” เสียงเรียบๆที่ผมได้ยินอยู่ทุกวันไม่ได้ทำให้ผมหวั่นใจเท่ากับวันนี้มาก่อน สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ที่เห็นจนชินตา วันนี้มันกลับดูน่ากลัวจนผมทำตัวไม่ถูก



“คือผม...” ผมพยายามหาคำพูดมาตอบท่านประธานที่ยืนหน้านิ่งถามเสียงเรียบอยู่ตรงหน้า แต่ร่างกายและสมองกลับแกล้งผม ตอนนี้ผมไม่ต่างจากเด็กหัดพูด หาเสียงของตัวเองไม่เจอ ลืมการพูดไปชั่วขณะ



“ถ้าไม่รีบตอกบัตรจะสายไปกว่านี้นะ” ทันทีที่ได้ยินท่านประธานพูดขึ้น ผมก็เลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าอย่างลืมตัว ตอนแรกคิดว่าต้องโดนด่าแน่ๆ แต่กลับไม่ใช่



“ครับ?”



“จะสองนาทีแล้วนะคุณ” ท่านประธานพูดย้ำกับผมอีกครั้งพลางมองนาฬิกาข้อมือรุ่นดังของตัวเอง น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิมแต่ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนดุด่า



“ครับๆ” ถึงจะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ผมก็พยักหน้าเบาๆพร้อมรับคำสั้นๆก่อนจะเข้าไปตอกบัตร สายไป 2 นาทีเต็มๆ เรื่องนี้จะไม่โทษใคร โยนให้พี่ชัชคนเดียวเลย มาก่อนเวลาแล้วแท้ๆดันตอกบัตรสาย



“ตั้งใจทำงานล่ะ” ผมหันขวับทันทีที่จะได้ยินเสียงเรียบๆของท่านประธานดังขึ้นจากด้านหลัง หลังจากตอกบัตรเสร็จ             



“อะไรนะครับ” ผมถามย้ำอีกครั้ง เพราะเมื่อกี้แทบจะไม่ได้ยินที่ท่านประธานพูด แม้จะห่างกันไม่มากแต่เสียงที่เค้าพูดออกมาเบามากจนฟังไม่รู้เรื่อง



“เปล่า ผมไปล่ะ” จบคำ ท่านประธานก็พาร่างที่แต่งตัวเนี้ยบสุดๆออกไปจากบริเวณ



“เดี๋ยวครับ” ผมรีบเรียกเค้าไว้เมื่อนึกอะไรบางอย่างออก



“ว่าไง” ท่านประธานหันกลับมาเผชิญหน้ากับผมก่อนจะเลิกคิ้วถาม หืม? เค้ามีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างอื่นต่อคนอื่นนอกจากดึงหน้านิ่งแล้วหรอ



“ไทต์เข้ากับคุณดีนะครับ” ผมพูดยิ้มๆพร้อมกับมองไปยังไทต์เส้นใหม่ที่ผูกอยู่บนคอของท่านประธาน



“ต้องขอบคุณคนที่เค้าเลือกให้น่ะ” ด้วยระยะห่างที่เค้ายืนอยู่ กับที่ผมยืนอยู่ห่างกันพอสมควรทำให้ผมไม่ได้ยินที่เค้าพูด



“ว่าไงนะครับ” ผมถามย้ำอีกครั้ง



“ผมก็คิดแบบนั้นแหละ”



“อ๋อครับ” ผมพยักหน้าเข้าใจพลางมองไปยังคนพูด



“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวช่วงบ่ายผมไปหา”


“ครับ” ผมรับคำสั้นๆ พยักหน้าประกอบคำพูดว่าเข้าใจแล้วพร้อมส่งยิ้มให้ ไม่ได้แปลกใจกับประโยคที่บอกว่าจะไปหา เพราะหน้าที่ที่ตอนนี้กลายเป็นหน้าที่หลักอีกอย่างคือการไปเดินตรวจแผนกต่างๆกับท่านประธานอย่างที่เคยบอกไป



“ทันไหมปัณณ์” เดินมาถึงโกดังสินค้าที่ผมประจำอยู่ตลอดอาทิตย์ที่แล้ว และคาดว่าต้องประจำอยู่ที่นี่อีกนาน ก็เจอกับคุณหัวหน้าแผนกรูปหล่อ ขี้เล่น เป็นกันเอง ยืนยิ้มร่า ถามคำถามที่ชวนให้ผมอยากเดินเข้าไปตบสักป๊าบแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเค้าอายุมากกว่า



อ๋อ ที่ชมๆไปเมื่อกี้ ผมกัดฟันพูดทั้งหมดนะ ไม่ได้ชมจากใจเลยสักนิด



“ทันกับผีน่ะสิ เพราะพี่คนเดียว” ผมตอบไปเสียงห้วนตามอารมณ์และความรู้สึก เห็นหน้าพี่ชัชแล้วอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูก ทำไมต้องไปเจอกันหน้าบริษัทด้วยวะเนี่ย



“เสียงแข็งมาเชียว ขอโทษค้าบบบบ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สายเลยนะ” พี่ชัชใช้เสียงอ้อนๆที่เคยใช้กับผมเป็นประจำเวลาจะกวนประสาทหรือแกล้งอะไรสักอย่าง เอ่ยขอโทษด้วยท่าทางที่ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าสำนึกในความผิดของตัวเอง



“ขอโทษทำไม พี่ไม่ผิด” ผมพูดไปตามความจริง ความจริงที่ว่า ไม่รู้สึกผิดจะขอโทษทำไม ก่อนจะเดินไปยังโซนเช็คสินค้าเข้าที่พึ่งมาถึงตอนเช้า



ที่จริงก็ไม่ได้โกรธอะไรเค้าขนาดนั้นหรอก แค่บางทีรู้สึกว่าพี่ชัชเล่นเกินไปหรือเปล่า ถ้าพูดขอโทษด้วยท่าทางจริงใจ รู้สึกจริงๆ ผมก็คงบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดเค้า เพราะจริงๆแล้วผมตื่นสายเองตั้งแต่แรก แต่การที่เจอแบบนี้เข้าไป ก็รู้ไม่ชอบใจนิดๆ อย่างน้อยก็น่าจะจริงจังกับการขอโทษหรือไม่เล่นกับเรื่องจริงจังบ้าง ว่าไหมครับ?



มาถึงโซนสินค้าเข้า ที่ตอนนี้พนักงานประจำโซนกำลังเช็คสินค้าล็อตใหม่กันเป็นระวิง รอบนี้รู้สึกว่าจะสั่งเยอะมากกว่าทุกรอบเพราะต้องเอาของไปลงให้บริษัทที่พึ่งมาทำสัญญากันเมื่อวันเสาร์ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณณดา ผู้บริหารสาขาหลัก ที่เป็นตัวแทนมาทำสัญญา ที่ผมบังเอิญไปเจอทั้งคุณณดาและท่านประธานพอดี



เมื่อเดินมาถึงยังบริเวณที่พี่ๆพนักงานทำงานกันอยู่ ไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไร แฟ้มเอกสารเกี่ยวกับสินค้าเข้าล็อตนี้ก็ถูกส่งมาให้ผมพร้อมรอยยิ้มหวานๆของพี่พนักงานผู้หญิงที่ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้ แต่พี่เค้าเคยมาชวนไปทานข้าวด้วยหลายครั้งแล้วแต่ผมปฏิเสธไป



ทำงานไปได้พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงของพนักงานในโซนเอ่ยทักทายหัวหน้าประจำแผนกของพวกเค้า และนั้นก็ทำให้ผมพาตัวเองไปตรวจสินค้าอีกฝั่งเพราะฝั่งที่เช็คอยู่เหมือนจะเรียบร้อยแล้ว



“ปัณณ์” เรียบร้อยกับผีน่ะสิ โซนนี้มีพนักงานอยู่ไม่ถึงสิบคน แล้วสินค้าที่เข้าล็อตนี้ก็มีมากเป็นเท่าตัว ที่สำคัญสินค้าพึ่งเข้ามา ถ้าทำทุกอย่างเข้าที่ได้ขนาดนั้นผมว่าก็เจ๋งสุดๆแล้วล่ะ ที่มาอีกฝั่งก็เพราะว่าจะหนีคุณหัวหน้าแผนกไงล่ะ



“...” ผมไม่สนใจเสียงเรียก ทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตาเช็คเอกสารในมือประกอบกับการเช็คสินค้าตรงหน้าไปด้วย ด้วยความตั้งใจ(แกล้ง)



“พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ขอโทษนะครับ” ถ้าเป็นเมื่อก่อน หมายถึงอาทิตย์ที่แล้วที่ผมพึ่งเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ การที่หัวหน้าแผนกจะมายืนทำหน้าสำนึกผิด ใช้เสียงสอง ก้มๆเงยๆอยู่ใกล้ๆนักศึกษาฝึกงานแบบผมเพื่อขอโทษแบบนี้มันคงเป็นเรื่องผิดปกติสุดๆจนพนักงานต้องแปลกใจ แต่ตอนนี้พนักงานทุกคนกลับไม่ได้สนใจอะไรกับการกระทำของหัวหน้าแผนกของตัวเองเลย คงเพราะเห็นผมไปไหนมาไหนกับพี่ชัชตลอด พูดคุยเล่นกันจนเหมือนสนิทกันมาหลายปี ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร



“พี่ไปทำงานเถอะ วันนี้สินค้าเข้าเยอะ” ผมเบี่ยงประเด็น ก็ไม่ได้โกรธอะไรเค้ามากมายหรอก แล้วก็ไม่ได้โกรธแล้วด้วย แต่ตอนนี้งานยุ่งมากจริงๆไม่ได้แกล้งหรือหาทางหลีกเลี่ยงพี่เค้า แต่ถ้ามองไปยังพื้นที่ว่างๆในโซนนี้ที่แต่ก่อนจะมีมากกว่า 50% ของโซน ตอนนี้แทบไม่เหลือที่ว่าง พนักงานแค่ไม่ถึงสิบคนไม่สามารถทำให้พื้นที่ในโซนเต็มได้หรอกนะ



“ไม่เอา ไม่ไป จนกว่าปัณณ์จะหายโกรธ” พี่ชัชงอแงเหมือนเด็กๆ ไม่เหลือคราบหัวหน้าแผนกผู้คุมงานภายในโกดังเกือบสิบโซน น้ำเสียงเด็ดขาดตอนสั่งงานไม่ต่างจากท่านประธานหายไป เหลือแค่เสียงสองที่คาดว่าไม่ค่อยได้มีใครได้ยิน ดูจากการหันมามองหน้าพี่ชัชอย่างอึ้งๆของพนักงานในโซนทุกคนที่ได้ยิน



“โอเค ไม่ได้โกรธแต่แรกแล้ว ที่จริงผมสายเอง ไม่ได้โทษพี่ด้วย ผมแค่ไม่ชอบที่พี่เล่นกับทุกเรื่องเกินไป พี่เป็นถึงหัวหน้าแผนกนะครับ ควรจะรู้บ้างสิว่าเรื่องไหนควรเล่น เรื่องไหนควรจริงจัง เวลาไหนควรทำแบบไหน ไม่ใช่เล่นกับทุกเรื่อง...โอเค ผมว่ามันก็โอเคอยู่หรอกกับการคุยแบบเป็นกันเองกับพนักงานคนอื่นๆหรือแม้แต่กระทั่งผม ที่เป็นแค่นักศึกษาฝึกงาน แต่การที่พี่เล่นไปซะทุกเรื่องแบบนี้ มันจะทำให้ความน่าเชื่อถือในตัวพี่ลดลงไปนะครับ” ผมพูดยาวเหยียดไปตามที่คิด อาจจะโดนว่าเสียมารยาที่บังอาจไปสอนคนที่อายุมากกว่า แต่ก็ช่างเถอะ ถือว่าผมได้พูดในสิ่งที่คิดออกไปก็แล้วกัน ถ้ามันจะผิดผมก็จะยอมรับทุกคำติและคำด่า



“ขอโทษครับ จะไม่ทำอีกแล้ว” ผมรู้ว่าพี่ชัชไม่ใช่คนที่โวยวาย วางอำนาจหรือเคร่งครัดอะไรกับตำแหน่งตัวเอง แต่ไม่คาดคิดว่าพี่เค้าจะโอนอ่อนจนถึงขั้นที่ว่าก้มหน้ารับฟังคำพูดของผมด้วยท่าทางสำนึกผิดจริงๆ เสียงอ่อนลงไปหลายระดับ เสียงอ่อนแบบที่สำนึกผิดไม่ใช่เสียงสองที่เอาไว้กวนหรือแกล้งผม ท่าทางพวกนั้นเรียกรอยยิ้มของผมได้ดีทีเดียว



“ครับ ผมไม่ว่าอะไรหรอก พี่ก็ควรไปทำงานของตัวเองไหม หรือต้องให้นักศึกษาฝึกงานคนนี้บอกว่างานพี่มีอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง ตรงไหน ยังไง” ผมว่าอย่างประชด ใครมันจะไปรู้ขนาดนั้น ผ่านมาอาทิตย์เดียว รู้แค่ว่าในโกดังนี้ทำอะไรบ้าง ในแต่ละวันผมต้องวนไปโซนไหน ทำอะไร ยังไง ก็แค่นั้นเอง



“ก็ดีนะครับ” พี่ชัชคนเดิมกลับมา ตอบกลับมาด้วยเสียงทะเล้น



“พี่ชัช” ผมเรียกชื่อคุณหัวหน้าแผนกเสียงนิ่งๆที่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็จะใช้เสียงปกติที่ออกจะสดใสหน่อยๆ(เพื่อนบอกมาแบบนี้) ถ้าใช้เสียงนิ่งเมื่อไหร่แปลว่าผมจริงจัง ซึ่งมีไม่กี่เรื่องที่ผมจริงจัง และการที่พึ่งใช้อำนาจเกินตัวไปสอนหัวหน้าแผนกที่ทั้งอายุมากกว่าและตำแหน่งสูงกว่าไปแบบนั้น แต่เค้ากลับแค่สำนึกแค่เสี้ยววินาทีก็เลยทำให้ผมหลั่นล้าเล่นกลับไม่ได้ นับว่าเป็นอีกเรื่องที่ผมจริงจังไม่น้อยก็ว่าได้



“ครับๆ ไปแล้วครับ เราเองก็ตั้งใจทำงานล่ะ” พี่ชัชตอบกลับมาน้ำเสียงจริงจัง จัดแจงเสื้อผ้า ในสมกับตำแหน่งหัวหน้าแผนกก่อนจะยื่นมือมาขยี้ผมของผมเหมือนที่ชอบทำทุกวันแล้วส่งรอยยิ้มอ่อนโยนตามมาให้



“ครับ พี่ก็เหมือนกัน ตอนเที่ยงเจอกันครับ” ตอนเที่ยงที่ว่าก็คือทานอาหารเที่ยง ก็อย่างที่บอกว่าผมจะไปไหนมาไหนกับพี่ชัชตลอด ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เลยตัวติดกับเค้ายิ่งกว่าลูกติดแม่ จะห่างก็แค่ตอนทำงาน แต่ถ้าจะพักเบรก พักทานข้าว ก็จะไปกับพี่ชัชตลอด เพราะนอกจากพี่ชัชแล้ว ก็ไม่สนิทกับใครในแผนกเลยแล้วก็ไม่อยากสนิทด้วย



“เอ่อปัณณ์ ท่านประธานให้พี่ออกไปตรวจสินค้าให้กับบริษัทคู่สัญญารายใหม่น่ะ กลับมาอีกทีก็บ่ายสามเลย คงไม่ได้ทานข้าวกลางวันด้วย” พี่ชัชบอกผมด้วยท่าทางลำบากใจ



“ไม่เป็นไรพี่ หน้าที่พี่นี่ พี่ไปทำงานเถอะครับ แค่ทานข้าวเอง ผม 21 แล้วนะ ไม่ได้เด็ก 2 ขวบที่ต้องรอทานข้าวพร้อมผู้ใหญ่ ตั้งใจทำงานนะพี่” ผมตอบไปอย่างไม่ถือสาอะไร ก็จริงอย่างที่ว่าไปนั่นแหละ กับแค่การไปกินข้าวคนเดียว มันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนี่



ถ้าที่นี่เป็นโรงอาหารคณะอ่ะนะ



“งั้นก็ตั้งใจทำงานนะปัณณ์ เจอกันช่วงบ่ายๆเลย” หลังจบคำพูดพี่ชัช ผมก็พยักหน้าเข้าใจพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ทำเป็นประจำก่อนจะแยกย้ายทำงานของตัวเอง



“นั่งด้วยคนนะครับน้องปัณณ์”



“นั่งคนเดียวหรอน้องปัณณ์ พี่ขอนั่งด้วยนะจ๊ะ”



“ไปนั่งกับพี่ไหมปัณณ์ นั่งคนเดียวมันเหงานะ”



“ไปทานด้วยกันตรงนั้นสิปัณณ์ นั่งตรงนี้คนเดียวเหงาแย่”



ฮื่อออออ! เอาพี่ชัชกลับมานะ



ผมนั่งปฏิเสธพนักงานรุ่นพี่ทั้งชายและหญิงที่แวะเวียนเข้ามาพูดประโยคคล้ายๆกันตั้งแต่หย่อนก้นนั่งลงที่โต๊ะตัวประจำ ตักข้าวเข้าปากไม่ทันได้เคี้ยวก็โผล่มา ปฏิเสธไปด้วยคำที่สุภาพ ดื่มน้ำไม่ทันได้กลืนก็มีคนใหม่เข้ามาอีก เป็นมาอย่างนี้เกือบสิบนาทีแล้ว



เมื่อไหร่จะได้กินข้าวค้าบบบบบบ!!



“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้เหงา แฮะๆ” ประโยคเดิมๆซ้ำๆที่ผมพร่ำบอกกับทุกคนที่เข้ามาชวนไปนั่งด้วยบ้าง ขอนั่งด้วยบ้างถูกส่งออกไปให้พี่พนักงานผู้ชายหน้าตาดีที่ทำงานแผนกไหนไม่รู้ ที่แน่ๆคือไม่ใช่ในโกดังเพราะไม่คุ้นหน้า



วันนี้ที่ศูนย์อาหารดูมีคนหนาตากว่าปกติ ทั้งๆที่วันนี้ทางบริษัทจัดทีมออกไปเริ่มติดตั้งพวกอุปกรณ์ไอทีให้กับบริษัทที่พึ่งทำสัญญาไป ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่พนักงานอายุอยู่ช่วง 20 ต้นๆ ถึง 30 ต้นๆ และเกือบจะทุกโต๊ะโดยการคาดคะเนจากผมเองก็จะเข้ามาถามผมประมาณว่า ไปนั่งด้วยกันไหม ขอนั่งด้วยได้ไหม อะไรประมาณนั้นจนผมอยากจะเฟดตัวหนีออกไปจากที่นี่ถ้าไม่ติดว่าท้องมันร้องประท้วงอย่างหนัก



“ผมขอนั่งด้วยนะ” คำพูดในลักษณะเดิมๆดังขึ้นอีกรอบหลังจากที่ผมเคี้ยวอาหารคำที่ห้าลงคอได้สำเร็จ ไม่รอให้ผมได้ปฏิเสธ หรือตอบรับใดๆ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็ถูกคนถามนั่งลงไปแล้วเรียบร้อย ผมกำลังจะต่อว่า คำพูดสารพัดที่ผุดขึ้นมาในหัวเพื่อด่าคนไม่มีมารยาทแต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่นั่งหน้านิ่งๆอยู่ฝั่งตรงข้าม คำพูดทุกอย่างก็ถูกกลืนลงคอไปจนหมด เหลือไว้แค่เพียงการพยักหน้าเบาๆเพื่อตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้



“ทำไมถึงได้มานั่งคนเดียวล่ะ” คนที่นั่งตรงข้ามถามขึ้นมาเสียงนิ่งๆพลางทานอาหารของตัวเองไปอย่างสบายๆ ทั้งๆที่ผมเองคิดไว้ว่าเค้าต้องถือตัวพอควร ยิ่งการมานั่งทานอาหารในศูนย์อาหารแบบนี้ มันยิ่งเกิดขึ้นยากมากๆกับคนที่มีอำนาจสูงสูดอย่างประธานบริษัท



แต่ทำไมต้องถามคำถามสิ้นคิดแบบนี้นะ ได้ข่าวว่าเป็นคนส่งพี่ชัชไปเองไม่ใช่หรอ แต่เอาเถอะ คุณเค้าถามก็ต้องตอบไป



“พี่ชัช...เอ่ยหมายถึงคุณกิตติชัชไปทำงานด้านนอกน่ะครับ” ผมเรียกหัวหน้าแผนกจนติดปาก ไม่ว่าจะพูดกับใครผมจะเรียกเค้าว่าพี่ชัชเสมอ แม้กระทั่งกับคุณริดา เลขาของประธานบริษัทที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงหน้าผม แต่กับคนที่เป็นถึงประธานบริษัท ที่เคร่งครัดแม้กระทั่งการเรียกชื่อของตัวเอง ทำให้ผมไม่แน่ใจว่าการเรียกคนอื่นๆด้วยคำพูดที่สื่อว่าสนิทสนมจะเหมาะสมหรือเปล่าก็เลยเรียกอย่างเป็นทางการซะเลย



“เรื่องนั้นผมรู้แล้ว แล้วทำไมคุณต้องมานั่งคนเดียวล่ะ” ตบประธานบริษัทจะยังได้ผ่านการฝึกงานไหมนะ อ๋อ คงไม่สินะ ไม่เข้าใจว่าเค้าถามเพราะสงสัยจริงๆหรือเพราะอยากจะกวนผมกันแน่ ยิ่งท่าทางนิ่งๆ ใบหน้านิ่งๆ เสียงนิ่งๆแบบนั้น แทนที่ผมจะคิดว่าเค้าสงสัยจริงๆ กลับกลายเป็นว่า ความคิดเดียวที่แล่นอยู่คือคนตรงหน้ากำลังกวนตีนผม



“ก็ทั้งแผนก ผมสนิทกับพี่ชัชที่สุด ปกติก็ทานข้าวกลางวันด้วยกันตลอดครับ ถ้าวันนี้พี่ชัชไม่อยู่ ก็แปลว่าต้องนั่งทานข้าวคนเดียวครับ” ผมถือคติ กวนมากวนกลับไม่โกง ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใคร แม้กระทั่งคนที่มีสิทธิ์ส่งตัวผมกลับ ผู้ตัดสินชะตาชีวิตผมว่าจะจบไหม และคนที่มีอำนาจที่สุดในตอนนี้ ช่างเค้าไปสิ ถ้ากวนผมได้แต่ผมกวนกลับไม่ได้ ก็มาเจอกันหน่อย



เฮ้อออ! นึกแล้วก็สงสารคนที่จะได้ท่านประธานหน้านิ่ง ไม่สิ ท่านประธานที่พยายามจะดึงหน้าให้ตึงเหมือนฉีดโบท็อกคนนี้ไปเป็นคนรัก คู่ครอง คู่ชีวิตในอนาคตจริงๆ เป็นบ้าตายแน่ๆกับท่าทางนิ่งๆ ไม่ไหวติงกับทุกสิ่งบนโลก ผมว่า ถ้าโกรธหรืองอน ก็ต้องหายเองอ่ะ ไม่มีทางที่คุณท่านประธานเค้าจะง้อหรอก นึกไปนึกมา เออ ดีแล้วที่เค้ายังคงโสดแบบนี้เนาะ ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องมานั่งสงสารคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเค้าแน่ๆ



“อืม” ท่านประธานรับคำสั้นๆเสียงนิ่งๆ ไม่สื่ออารมณ์ใดๆออกมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นใจเหมือนเมื่อเช้าเพราะตอนนี้หงุดหงิด ทั้งคนเกือบสิบที่เข้ามาวนเวียนพูดประโยดเดิมๆ ทั้งอากาศที่ร้อนจนทำให้เหงื่อผมแตกพลั่กเหมือนอาบน้ำมาใหม่ ที่สำคัญเลย ผมไม่ได้กินชาเขียว!!



คนอื่นอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่มันคือความจริง ชาเขียวเป็นสิ่งที่ผมชอบ ช่วงใกล้สอบ ไอเท็มสำคัญในการอ่านหนังสือของผมก็คือผลิตภัณฑ์จากชาเขียวทุกอย่างที่สามารถกินได้ เวลาเครียดๆผมก็จะดื่มชาเขียว นอนไม่หลับก็ดื่มชาเขียวร้อน ป่วยก็จะดื่มชาเขียว อารมณ์ดี หงุดหงิด อกหัก สอบตก เงินหมด ผมก็จะพึ่งชาเขียว แต่วันนี้ เนื่องจากไม่มีคนซื้อข้าวให้เหมือนทุกวัน ก็เลยไม่ได้เดินไปซื้อชาเขียวจากร้านด้านหน้าศูนย์อาหารที่ดื่มเป็นประจำทุกวัน ก็เลยหงุดหงิดเป็นพิเศษ



ไม่ทันที่ผมจำได้หงุดหงิดหรือบ่นอะไรในใจต่อ แก้วเครื่องดื่มของร้านน้ำหน้าศูนย์อาหารที่บรรจุเครื่องดื่มสีเขียวปั่นละเอียดก็ถูดันมาอยู่ต่อหน้าผม



“อะไรครับ” ผมมองหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่พึ่งดันแก้วน้ำมาให้ผมด้วยความไม่เข้าใจ แต่รับรู้ด้วยตัวเองได้เลยว่าแววตาต้องเป็นประกายหนักมาก เพราะวันนี้ทั้งวัน ร่างกายยังไม่ได้รับสิ่งที่รักอย่างชาเขียวเลยแม้แต่เศษเสี้ยวของความเป็นชาเขียว



“พี่ที่ร้านน้ำบอกว่าเป็นเมนูโปรดของคุณ อีกอย่างวันนี้ไม่เห็นคุณไปซื้อ ก็เลยฝากมา”



“อ๋อ ขอบคุณครับ”



ถามว่าเชื่อที่ท่านประธานพูดไหม...เชื่อก็โง่แล้วครับ มีที่ไหนที่นักศึกษาฝึกงานที่พึ่งเข้ามาได้แค่อาทิตย์เดียวจะมีสิทธิพิเศษถึงขั้นฝากน้ำมาให้เพียงเพราะไม่ไปซื้อแค่วันเดียว แต่ผมไม่เข้าใจมากกว่าว่าเค้าเอามาให้ผมทำไม ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ไม่อยากสนิทด้วยแหละประเด็นเพราะท่าทางน่ากลัว เข้าหายากเกินไป แล้วไอ้ท่าทางนิ่งๆที่เหมือนพยายามทำมันมากๆนั่นอีก คือจะดึงหน้า วางมาดใส่ผมมากมายขนาดนี้ทำไม แรกๆก็น่าเกรงขามนะ หลังๆผมเริ่มจะเหนื่อยแทน บอกเค้าทีว่าไม่ต้องพยายามอะไรขนาดนั้นต่อหน้าผมก็ได้



แต่ก็เอาเถอะ เห็นแก่ชาเขียว เอ๊ย! เห็นแก่ความมีน้ำใจมากๆของคุณประธานหน้าหล่อที่ชอบดึงหน้านี่ เอาเป็นว่าผมจะพยายามเป็นมิตรก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ไม่ทำตัวน่ารำคาญจนชีวิตผมวุ่นวายเหมือนพนักงานหลายๆคน...มั้ง?


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

418 ความคิดเห็น

  1. #387 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 19:17
    โธ่อยากกินข้าวกับน้อง
    #387
    0
  2. #321 creamsarang (@creamsarang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 09:20
    5555555หาเวลาให้ตัวเองได้ใกล้ชิดเด็กฝึกงานชัดๆ
    #321
    0
  3. #97 Yokk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 00:01
    มาต่อไวๆน้ารออ่านอยู่
    #97
    1
    • #97-1 finfinity (@finfinity) (จากตอนที่ 12)
      29 มิถุนายน 2560 / 06:09
      รอก่อนเน้อะ กำลังปั่นอยู่
      #97-1
  4. #95 senir (@senir) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 04:12
    อืมม หาส่วนที่เรียกว่าเต๊าะไม่เจอจริงๆแหละ555
    #95
    1
  5. #92 Evil Master (@joonkiller) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 23:55
    เป็นการจีบที่... เอาจริงเป็นเราถูกจีบแบบนี้ก็คงไม่รู้สึกพิศวาสอะไรเหมือนคริสอะ เพราะประธานมาแปลดเกินไป 5555555
    ปล. สู้ๆนะ รอได้เสมอ
    #92
    1
  6. #91 siriwanja (@siriwanja) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 20:02
    ไร้ท์เก่งจัง...เรียนหนังสือด้วยแต่งนืยายเป็นงานอดิเรก...ปรบมือรัวๆๆๆ
    #91
    1
  7. #90 Jumttt555 (@Jumttt555) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 19:51
    ง่ะเสียใจจัง แต่ก็จะรอค่ะ ชอบเรื่องนี้มากอีกเรื่องเลย รอน้า มาอัพยาวๆๆน้า
    #90
    1
  8. #89 Rin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 18:59
    สรุปแล้ว..รอค่าาาา เต็มใจรอเพราะอ่านสนุกมากกกก...

    ว่างเมื่อไร อย่าลืมคนรอที่นี่นะคะ...
    #89
    1
    • #89-1 finfinity (@finfinity) (จากตอนที่ 12)
      22 มิถุนายน 2560 / 19:06
      น่าร้ากกกกก ไม่ลืมแน่นอนค่ะ คิดถึงที่นี่เสมอ ว่างเมื่อไหร่มาแน่นอนค่ะ สัญญาเลย
      #89-1