ตอนที่ 6 : Ep.006 - Idiotic

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    24 ม.ค. 62

DD : Necrom.006

ลาสบอสแห่งดันเจี้ยนป่าอสูรชั้นที่ 6 <คิงคิเมร่า>

ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตร่วมตึก 4 ชั้น แถมมีสัดส่วนของมอนสเตอร์สามชนิดรวมกันได้ในหนึ่ง ได้แก่ ไลออนเนส เลเวล X(10) ส่วนหัว ไวล์โกท เลเวล XI(11) ส่วนลำตัวกับเขา และพอยซั่นคอบร้า เลเวล XIV(14) ส่วนหางประกอบเข้าด้วยกัน ดังนั้นมันจึงกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ

ส่วนหน้าพ่นเพลิงด้วยวิชาเวทย์ ส่วนกลางก็จู่โจมด้วยกำลังดุจขุนเขา และส่วนท้ายลอบเร้นจู่โจมด้วยพิษ แม้จะเลเวลแค่ XXV(25) ซึ่งจัดว่าต่ำกว่าเกณฑ์ลาสบอสทั่วๆไป

ทว่าความสามารถนั้นกลับเหนือล้ำยิ่งกว่าจนไม่มีผู้ใดคิดจะเสี่ยง

ดันเจี้ยนป่าอสูรนี้แม้จะเป็นระดับ 1 ดาว แต่ในรอบร้อยปีที่ถ้ำลับแลนี้ปรากฏสู่สายตาชน จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีผู้ใดพิชิตมันได้สำเร็จมาก่อน———

.....เพราะมี <คิงคิเมร่าเป็นเจ้าถิ่น

ดันเจี้ยนป่าอสูรนับเป็นสถานที่อุดมไปด้วยแร่ <เออร์ธ่าสูงแห่งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ <คิงคิเมร่าเป็นมอนสเตอร์ซึ่งสามารถใช้เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ได้สามธาตุ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีธาตุดินเป็นหลัก พอผลพวงระหว่างแร่และวิชาตรงกันจึงทำให้อานุภาพของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าเก่า

———การจู่โจมด้วยวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับ 1-5 นั้นแทบจะไร้ผล สำหรับอาวุธหากต่ำกว่าชั้น <แรร์ไอเทมก็ไม่อาจสร้างบาดแผลใดได้

หากอยู่ในถ้ำนี้มันจัดว่าเป็นตัวตนอันสมบูรณ์แบบ ทว่าแม้กล่าวเช่นนั้น แต่ผู้ที่มีสมการธาตุตรงกับแร่ รวมถึงอาวุธระดับสูงซึ่งเหนือกว่า <แรร์ไอเทมนั้นก็คือเขา ชายผู้ร่วงลงมาจากดันเจี้ยนชั้น 3 ชายผู้ซึ่งถูกรอบล้อมไปด้วยศาตราวุธชั้นสูงนับพันดุจฝนดาวตก

ชายคนนั้นกำลังลอยอยู่เหนือหัวของ <คิงคิเมร่า>

เฮสท์..!”

ไรแรคกู่ร้องยาวใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ ทันใดนั้นเรืองแสงจึงปกคลุมขาทั้งสอง ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็ทะยานออกโดยเหยียบ <เทร์ราเรียรอบด้านต่างทางเท้า เขาวิ่งไล่สลับซ้ายขวาด้วยความเร็วสุดตัวยิ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะหากตนร่วงหล่นหลังระลอกดาบนับพัน จะทำให้ทางเท้าบนอากาศนี้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งพอถึงตอนนั้น เขาย่อมตกดิ่งพสุธาลงพื้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เหวออออออ~~!

เลิกแหกปากได้แล้ว!”

ไรแรคตวาดบากิสซึ่งหนนี้เป็นฝ่ายถูกหิ้วอย่างลวกๆ พอมองหลังไปก็พบว่าพวก <เพอร์ตินกำลังเลียนแบบตนโดยการย่างเท้าลง <เทร์ราเรียหวังลงพื้นอย่างปลอดภัย ทว่าทั้งนี้ต้องเข้าใจเสียก่อน ดาบสองมือชนิดลองก์ซอร์ดนี้มีน้ำหนักเป็นตันๆพอกับทั่งเหล็กสี่ห้าหลัก

ดังนั้นการร่วงหล่นจึงถูกทบด้วยน้ำหนัก ทำให้ความเร็วในแนวดิ่งทวีคูณเสียซะจนยากจะตามทัน ด้วยเหตุนี้เองแม้ทั้งหมดจะใช้ <เฮสท์เข้าช่วย แน่สุดท้ายก็ยังไม่อาจตามกระแสของฝนดาวตกได้ทันท่วงที ผิดกับไรแรคแม้จะใช้ <เฮสท์เช่นกัน แต่วิชาศักดิ์สิทธิ์ของเขาจัดว่าอยู่ในระดับ 5 ซึ่งนับว่ากลายเป็นสูงลิ่วผิดกับคนอื่นๆที่ฝึกฝนอยู่เพียงระดับ 1-2

———สาเหตุนั้นย่อมมีผลมาจาก <บัญญัติปราชญ์ลำดับสอง,ไครเทียส>

การใช้งานวิชาศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่ครั้งก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้ราวกับฝึกฝนมานานนับปี สิ่งนี้มีแค่ไรแรคเท่านั้นที่สามารถกระทำได้!

ฮึบ!” เขาเปล่งเสียงขึ้นคอเล็กน้อย พร้อมกันก็ตบเท้าออกข้างหลบกระแสดาบไปอย่างทื่อด้าน ระยะห่างซึ่งเหลื่อมล้ำกับพื้นดินร่วม 6 เมตร ทำให้ร่างของทั้งสองเซถลาลงกับพื้น

.....ทั้งนี้พวกเขากลับเลือกลงจอดอยู่ที่พื้นชั้นห้าแทนที่จะเป็นชั้นหก

สาเหตุนั้นเป็นเพราะไรแรคเห็นบางสิ่งอยู่ที่พื้นชั้นล่าง ชายหนุ่มเห็น <คิงคิเมร่าซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับตึก 3 ชั้นอยู่ในนั้นซึ่งจะว่าด้วยความกลัวหรือความระแวดระวังก็ดี ดังนั้นไรแรคจึงดีดตัวออกมาก่อนจะดิ่งลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ณ รอยต่อของชั้นห้าและหก เขาลอบระวังตัวแล้วมองผ่านหลุมขนาดใหญ่ซึ่งนำพาฝนดาบนับพันเข้าร่วงหล่น

เปรี้ยงงงงงงงงงงง!

———เหตุการณ์ตรงหน้าก็คือฉากการปะทะกันของหมู่ดาบ <เทร์ราเรียและเวทย์เพลิงของ <คิงคิเมร่าหากให้เทียบภาพตรงหน้าเขาก็เหมือนแรงดันน้ำสองสายกำลังต้านไปมาไม่หยุดหย่อน ทั้งนี้คงต้องดูเอาว่าระหว่างดาบ <เทร์ราเรียแตกหักจนหมดสิ้นกับ <สัจจะแห่งมานาซึ่งถูกผลาญไปจนหมด ฝ่ายไหนจะเป็นผู้บรรลุผลก่อนกัน

.....ไม่นานนักผลลัพธ์จึงปรากฏให้เห็น

เวทย์ไฟระดับ 6 ไม่อาจต้านดาบ <เทร์ราเรียได้สำเร็จ!

สวบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!

ด้วยเหตุนี้ <คิงคิเมร่าจึงถูกโหมกระหน่ำด้วยคมดาบนับพันอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันซึ่งมีร่างกายใหญ่ดุจขุนเขา แม้จะอยากหลบเลี่ยงก็ยังไม่อาจกระทำได้ ฉะนั้น <คิงคิเมร่าในตอนนี้จึงเปรียบเสมือนเป้ากระสอบใหญ่ไร้ซึ่งแหล่งกำบัง มันแผดร้องอย่างแสนสาหัสดังสะท้านไปทั่ว

กระนั้นคมดาบที่ทิ่มแทงลงมาก็ยังไม่สิ้นสุด

เสียงเสียดคมตัดกระดูกดังขึ้นสอดผสานกับเสียงคำรามของมัน กระทั่งดาบนับพันทิ่มแทงร่างของมันจนหมดสิ้นไร้ซึ่งช่องโหว่ราวกับรังผึ้ง———

ตอนนั้นเสียงของ <คิงคิเมร่าจึงได้จางหายไป

-กรรรรรรรรร.....

ตึง! ร่างใหญ่ล้มพับลงกับพื้นอย่างจังจนเกิดเสียงครึกโครมฝุ่นดินตลบ เหตุการณ์ตรงหน้านี้ทำเอาบากิสหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะเหลือบมองมายังไรแรค

บาทหลวงหนุ่มผู้เป็นเจ้าสำนักกำลังฉีกยิ้ม!

นี่มันอะไรกัน!? ผู้ชายคนนี้ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกเหรอเด็กหนุ่มลอบนึกในใจอย่างสงบนิ่ง การสังหารมอนสเตอร์ระดับสูงด้วยตัวคนเดียวนับว่าเป็นเรื่องยากแล้ว ทว่าไรแรคกลับกำจัดอีกฝ่ายได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น บากิสได้แต่กลืนน้ำลายฝืดลงคอ

ดูเหมือนเขาจะเลือกติดตามคนที่ดูยุ่งยากซะแล้วสิ

ทันใดนั้นอกของไรแรคก็เผยเส้นแสงเรืองรองออกมา พอถกคอเสื้อดูก็พบว่าเป็นเลเวลที่เพิ่มขึ้นเป็น XIII(13) เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงมั่นใจว่า <คิงคิเมร่าได้สิ้นลมไปแล้วจริง

ไปดูข้างล่างกันเถอะ” ไรแรคเอ่ยอย่างนั้น พร้อมกระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มพ่วงท้ายลงไปด้วย แน่นอนว่าหนนี้บากิสก็ยังคงร้องเหวอออกมาเช่นเดิม ทั้งสองทิ้งดิ่งลงจากรอยต่อของชั้นห้า ความสูงร่วม 10 กว่าเมตร ได้ถูกหยุดลงด้วย <อิมแพคซึ่งตีปะทะกับศพของ <คิงคิเมร่า>

ป่งงงงงงงงง!

พอเกิดแรงปะทะร่างทั้งสองจึงเด้งขึ้นตามแรงลม ชั่วพริบตานั้นไรแรคจึงใช้ <เฮสท์เสริมที่สองเท้าแล้วลงจอดบนตัว <คิงคิเมร่าอย่างเรียบง่าย ทางด้านเด็กหนุ่มพอเท้าสัมผัสพื้นดีแล้วเขาจึงหอบหายใจหนักออกมาอย่างโล่งอก ไรแรคกวาดมองไปโดยรอบหนนึง

สิ่งที่ประดับประดาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ก็คือสุสานดาบ <เทร์ราเรียพันเล่ม

ศพของมอนสเตอร์ขนาดใหญ่หนึ่งตน

.....และศพของพวกเพอร์ตินห้าสิบกว่าชีวิต

ดูเหมือนทั้งหมดจะตกลงมากระแทกพื้น ฉะนั้นสภาพศพที่เห็นจึงไม่น่าผ่านตาอยู่เล็กน้อย กระนั้นไรแรคหาได้ใส่ใจไม่ เจ้าตัวโดดลงจากร่างหนาของ <คิงคิเมร่าก่อนจะสำรวจดูสภาพแวดล้อมรอบห้อง กระทั่งสุดสายตานั้นเหลือบไปเห็นแท่นศิลาตั้งตระหง่านอยู่หลักนึง

เป็นแท่นหินเรียบง่ายไร้การประดับประดา ทว่ารอบด้านกลับถูกฉาบไว้ด้วยกระจกใสรอบทิศ ส่วนบนแท่นว่างก็เผยให้เห็นหีบทองขลิบเงินอยู่กล่องนึง

———ขนาดพอกับอ้อมอก สิ่งนั้นน่าจะเป็นรางวัลของดันเจี้ยนชั้นสุดท้าย ไรแรคคิดอย่างนั้นก่อนจะเดินเข้าไปสัมผัสกระจกใสตรงหน้า เพล้ง! ทันใดนั้นกระจกใสเบื้องหน้าพลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มลอบตระหนกครู่นึง จากนั้นจึงละความสนใจอย่างง่ายดายกลับไปมองกล่องสมบัติตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อลองสัมผัสดูก็พบว่าหีบนี้อุ่นร้อนเล็กน้อย ผิวสัมผัสราบลื่นคาดว่าคงทำจากเหล็ก หีบเปล่านี้คงขายได้ราคาไม่มากก็น้อย เขานึกอย่างนั้นแล้วปลดล็อค

กริ๊ก!

ทันใดนั้นแสงสีเหลืองทองจึงผงาดออกมาชั่วเสี้ยววิ แสงสีโอ่อ่านี้ได้แผ่สยายสูงขึ้นไปเหนือศีรษะ ไม่เพียงเท่านั้น มันทะยานผ่านชั้นดินทั้งห้าและพวยพุ่งขึ้นออกสู่ผืนดินแหวกน่านฟ้าออกเป็นวงขนาดใหญ่ ปรากฏการณ์ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ทั้งสอง ไม่สิ

———ทั้งตัวเมืองและผู้คนในเขตต่างตะลึงค้างไม่ต่างกันเป็นเช่นนี้อยู่ชั่วขณะ เสาแสงเบื้องล่างจึงค่อยจางลง ดังนั้นไรแรคจึงสามารถมองเห็นวัตถุภายในกล่อง

นั่นคือไม้คทาเล่มหนึ่ง

หากพูดแค่นั้นย่อมดูไร้ค่า ทว่าพอไรแรคใช้หินประเมินดูสถานะของไอเทม เขาก็พบว่าไม้เท้าความยาวหนึ่งเมตรนี้ก็คือ <ยูนีคไอเทม> ! แม้ไม่รู้รายละเอียดว่าใช้วัสดุไหนรังสรรค์ ทว่าความสามารถของมันแค่มองดูก็รู้แล้วว่ามีค่าไม่ผิดแน่

คุณสมบัติ : เสริมผลธาตุดินและไฟเป็น 4 เท่า

ต้านทานธาตุดินและไฟระดับ 1-5

เวทย์ศักดิ์สิทธิ์,หอกศิลาเพลิงโวคเนอแลนซ์

วิ้ว~ของดีนี่หว่า?”———ไรแรคผิวปากออกมาอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงเก็บหีบลงกระเป๋าซัพพอร์ทเตอร์ แล้วว่า “บากิสลงมาช่วยชั้นถือของ!”

อ่า ครับๆ

เด็กหนุ่มปีนลงจากร่าง <คิงคิเมร่าแล้วรับกระเป๋าเป้ใบใหญ่มาถือไว้จากนั้นจึงทัก

ไปกันเลยไหมท่านเจ้า?”

ยังก่อน

ยังแต่เราไม่มีธุระอะไรที่นี่แล้วนะท่าน

มีสิ แถมมีเพียบเลยด้วย” เขาว่าพลางปราดมองศพกองพะเนินไปวูบนึง ตอนนั้น ณ มุมปากของไรแรคจึงฉีกยิ้มขึ้น ขณะเดียวกันเขาก็เลิกผ้าคลุมออกแล้วกวักมือเข้าอกเสื้อ

.....สิ่งที่ชายหนุ่มหยิบออกมานั้นก็คือ <ไครเทียส>

เรายังต้องเก็บกวาดที่นี่อีกเยอะ

†††

 

เป็นมันผู้นี้สินะ?”

ขอรับ ท่านประมุข

ผู้น้อยตอบเสียงเรียบพลางยื่นรูปถ่ายให้ผู้นำแห่งเพอร์ติน ชายผู้นี้ก็คือซาซอร์ด.เดคะ.เพอร์ตินหรือบิดาแท้ๆของซัสชา ตัวซาซอร์ดนั้นจะนับว่าเป็นมหาอำนาจคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ในทวีปกลางแห่งนี้เขาถูกจัดเป็นยอดฝีมือระดับสูง

เพราะงั้นซาซอร์ดจึงหยิ่งในศักดิ์ศรี

เหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน ณ ดันเจี้ยนป่าอสูรในเขตเมืองนอร์ร่า.....ในวันนั้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่เกิดเหตุการณ์ <แสงพิพากษาขึ้น ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งพิชิตดันเจี้ยนในชั้นสุดท้ายสำเร็จ

.....เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ทราบดี

กระนั้นเรื่องที่ว่าใครเป็นผู้พิชิตดันเจี้ยนป่าอสูรกลับยังเป็นปริศนาอยู่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ มีแต่เพียงแค่การคาดเดาแบบสุ่มๆดูไร้หลักการก็เท่านั้น

ทว่าสำหรับตระกูลดาบนั้นนับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทั้งนี้เป็นตระกูลดาบมีสิ่งที่เรียกว่า <สำนักเป็นกำลังพล ดังนั้นซาซอร์ดจึงใช้หูตาภายใต้ชื่อของสำนักวิชาดาบเพอร์ตินเพื่อหาเบาะแสเฉกเช่นเดียวกับคราวก่อน

ดังนั้นเขาถึงได้รู้ว่าในวันนั้นนอกจากจะมี <ผู้พิชิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ลูกศิษย์ทั้งหกสิบกว่าชีวิตซึ่งถูกให้ตามหาตัวบุตรีก็ยังซวยซ้ำถูกสังหารล้มตายไปเป็นจำนวนมาก

———ซาซอร์ดตอนนี้กำลังโกรธจัด

ศิษย์มือดีอย่างดอลก้าเสียชีวิต นอกจากนี้ตำแหน่ง <ผู้พิชิตซึ่งเขาคิดจะให้แก่คนในสำนักก็ยังถูกช่วงชิง และที่ร้ายแรงสุด.....ก็คือซัสชาที่หายตัวไป จะอย่างไรก็ดี สายสืบของเขายามนี้ก็ได้เบาะแสมาแล้ว

ใช่ ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงต่อบาทหลวงผู้หนึ่ง

———ชื่อของมันคือไรแรค

แกร๊บ! รูปในมือชายกลางคนถูกกำแน่น ซาซอร์ดว่าต่อผู้น้อยอจงรายงานให้แก่ศิษย์ลับ” พร้อมกับเปล่งประกายอาฆาตออกมาอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบ่าวซึ่งค้อมคำนับ

ด้วยอำนาจแห่งประมุขดาบ ข้าซาซอร์ดขอสั่งให้จับกุมชายผู้นี้มาซะ!”

†††

 

บากิส แกต้องฝึกวิชาศักดิ์สิทธิ์

เอ๋แต่ข้าก็มีเวทย์รักษาอยู่แล้วนี่?”

ในห้องเช่าราคาถูกนี้เผยให้เห็นนักบุญสองหน่อ หนึ่งไรแรคสองบากิสอยู่ภายใน รอบด้านของทั้งสองล้วนถูกเติมเต็มไปด้วยสัมภาระทั้งซากดรอปและไอเทมจำนวนหนึ่ง

น่าเสียดายต่อหน้าบากิส ไรแรคไม่อาจเข้าไปชำแหละศพมนุษย์ให้เด็กหนุ่มเห็นได้

.....ช่างน่าเสียดายจริงๆ

แค่เวทย์รักษาอย่างเดียวมันไม่พอต่อการลุยดันเจี้ยนหรอก ถึงจะมี <เทร์ราเรียไว้ใช้ แต่วิชาศักดิ์สิทธิ์เองถ้ามีเผื่อไว้ก่อนจะไม่ดีกว่าเหรอ?”

ก็จริงของท่าน แต่ข้าจะไปรู้เงื่อนไขได้ยังไงล่ะหาซื้อเอาเหรอ?”

ไอ้โง่เอ๊ย!” ไรแรคเขกกบาลอีกฝ่ายดังโป๊กนึง เขาร้อง “โอ๊ย!” ออกมาอย่างฉงนพลางส่งสายตารุนแรงไปให้ “ทำบ้าอะไรเนี่ย!? ท่านเจ้า!”

เรียกคืนความจำ ว่าตรงหน้าเจ้าก็คือผู้ใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์

“.....อ๊ะจริงด้วยสิ งั้นท่านก็ทราบเงื่อนไข—”

แน่นอน ข้าจะคัดลอกเงื่อนไขวิชาแต่ละบทให้

ไรแรคแค่นจมูกตอบ สิ่งนี้คือความสามารถพิเศษของไครเทียส นอกจากมันจะทำให้เขาใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ได้แบบข้ามขั้น ชายหนุ่มก็สามารถสืบถึงที่มาของวิชานั้นๆได้ด้วย

ไรแรคเพิ่งรู้ความจริงข้อนี้ตอนสำรวจดูไครเทียส

———หนังสือเล่มนี้ยังคงมีอะไรที่เป็นปริศนาอยู่

ตอนนี้ชายหนุ่มมี 7 วิชาศักดิ์สิทธิ์ 4 เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ และ 1 วิชามาร เขาขบคิดครู่นึงก่อนจะเขียนเงื่อนไขของวิชาศักดิ์สิทธิ์อเบลซ》《กรีมวอร์ด》《เฮสท์》《อิมแพคให้แก่บากิส ทั้งนี้เพราะไรแรคไม่คิดจะมอบวิชาให้จนหมดหน้าตัก ดังนั้นรายชื่อเงื่อนไขจึงมีเพียงแค่ 4 วิชานี้เท่านั้น

แม้การบรรลุเงื่อนไขจะยากซักหน่อย ทว่าเด็กหนุ่มก็รับมาแต่โดยดีไร้ซึ่งคำบ่น เมื่อเรียบร้อยบากิสจึงทัก “แล้วท่านจะเอายังไงต่อ?”

หมายถึงของดรอปเหรอก็คงเอาไปขายล่ะมั้ง?”

ถ้าของทั่วๆไปย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ไม้คทาจากชั้นล่างสุดกับวัตถุดิบจากตัวคิงคิเมร่าล่ะขืนเอาไปขาย ต่อให้เป็นตลาดมืดอย่างที่ท่านว่ามาจริง อย่างน้อยความลับเรื่องที่ท่านสังหารคิงคิเมร่าก็จะแบไต๋ออกมาแน่

นั่นสินะ” ไรแรคขบคิด หลังจากจัดการคิงคิเมร่าได้ ตัวเขาก็ได้รับเวทย์ศักดิ์สิทธิ์จากมันมา 3 บท และเนื้อหนังเขี้ยวเขายันกระดูกมาครอบครอง

———หากจะขายย่อมทำได้ยาก

ไรแรคเปิดดูอกตนซึ่งปรากฏรอยสัก XIII(13) ส่วนข้างใต้เลเวลก็มีรูปป่าสีดำทะมึนสลักไว้เป็นลวดลายสวยงาม สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันว่าเขาเป็น <ผู้พิชิตดันเจี้ยนป่าอสูร

รอยสักนี้เรียกว่า <ตราประทับผู้พิชิต>

หากมีใครสามารถพิชิตดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายได้ คนผู้นั้นจะได้รับรอยสักซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษติดตัว ทั้งนี้ความสามารถของมันล้วนแตกต่างกันออกไปตามแต่ละดันเจี้ยน อย่างไรแรคคือตราประทับป่าอสูรความสามารถของมัน——

คือการหยิบยืมพลังของป่า

ตราบใดที่รอบตัวไรแรคเป็นป่า ทั้งพลังกายความอึดความแข็งแกร่งของเขาจะเท่าทบทวีคูณจนเหนือมนุษย์ ชายหนุ่มยังไม่เคยลอง กระนั้นเขาก็รับรู้ได้ผ่านทางรอยสัก

ว่าพลังนี้ไม่ใช่แค่ของประดับ

ให้ข้าแนะนำนะท่านเจ้า” ตอนนั้นบากิสก็โพล่งขึ้น มันว่า “วัตถุดิบจากคิงคิเมร่าล้วนเป็นของระดับสูงทั้งสิ้น หากท่านจะแปรรูปก็สมควรแปลงมันเป็นวัตถุอีกชนิดแทน

วัตถุอีกชนิด?”

ใช่ ข้าเห็นว่าการนำมันไปสร้างเป็น <ไอเทมจะเหมาะสมที่สุด ท่านลองคิดดูสิ วัตถุดิบจากบอสชั้นสุดท้ายจะสามารถรังสรรค์ไอเทมระดับใดออกมาข้าว่าอย่างต่ำต้องไม่น้อยกว่าระดับแรร์แน่ เผลอๆอาจมีคุณสมบัติพิเศษตามมาด้วยก็ได้

“.....ก็จริงว่าเราจะได้ประโยชน์สองต่อหากทำเช่นนั้น แต่นายลองคิดดูสิบากิส ของระดับสูงอย่างนี้จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้าง หนำซ้ำพวกเราก็ไม่ได้มีวิชาช่างหรือวิชาฝีมือซะหน่อย หากทำจริงก็คงต้องจ้างโรงเหล็ก ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเชื่อใจได้แค่ไหน

ไม่ต้องห่วง

บากิสทุบอกตนแน่นแล้วกล่าว——

ข้ารู้จักคนผู้หนึ่ง ซึ่งมีทั้งวิชาฝีมือและวิชาช่าง คนๆนี้ข้าขอรับรองว่าเชื่อใจได้

†††

 

“.....ไม่เห็นต้องทำตัวลับๆล่อๆซะขนาดนี้เลยนี่

ไม่ได้หรอก ขืนท่านเจอพวกเพอร์ตินขึ้นมาทำไงอย่าลืมสิว่าท่านเพิ่งสังหารศิษย์สำนักนั้นไปน่ะ” บากิสเปรยเสร็จก็ชี้นิ้วว่า “ทางนี้

ผ่านตรอกแคบๆของถนนลูกรัง เบื้องหน้าของทั้งสองก็คือประตูไม้ห้องแถวหลังหนึ่ง ที่แห่งนี้อยู่แถวชานเมืองไกลออกไปไม่มากนักกับบ้านพักของไรแรค บากิสเคาะประตูไม้สามครั้ง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “นี่ข้าเอง บากิส

เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบ สามสิบวินาทีต่อมาประตูจึงเปิดออกอย่างแช่มช้าเผยให้เห็นชายไว้หนวดเคราร่างกำยำผู้หนึ่งอยู่ในนั้น ไรแรคเห็นจึงเลิกคิ้วขึ้นเปรยว่า

ดวอร์ฟเหรอ?”

เออ ข้าดวอร์ฟแล้วจะทำไม?”

คำพูดหยาบกร้านนั้นตอบรับ ส่งผลให้บากิสต้องเข้าประณีประนอม “เอาน่าๆ ท่านลุงใจเย็นก่อนสิ วันนี้ข้ามาหาเพราะมีเรื่องจะขอรบกวนซักหน่อยน่ะ

รบกวนเหอะทุกวันนี้เจ้าก็รบกวนข้าอยู่เสมอนั่นแหละ” คนแคระบ่นพลางหรี่มองไรแรคสลับบากิส ก่อนจะบอกใบ้ด้วยสัญญาว่า “เข้ามาข้างในก่อนสิ” อย่างเงียบๆ

แก๊งแก๊ง!

เหล็กและโลหะดังกระทบ ภายในห้องแถวนี้ แท้จริงแล้วเป็นโรงเหล็ก ไรแรคพบว่าช่างแต่ละคนล้วนยุ่งอยู่กับงานตรงหน้าหาได้สนใจตัวตนของเขา ขณะเดียวกันดวอร์ฟคนเดิมจึงว่า “เจ้ามนุษย์ ข้ามีนามว่านัลรุเป็นหัวหน้าช่างแห่งโรงเหล็กนี้” เขานั่งเก้าอี้ว่า

พวกเจ้ามีธุระอะไรจะพูดก็พูดมา

†††

 

“.....เรื่องจริงเรอะเนี่ย?”

ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าไม่มีทางโกหกท่านหรอก

บากิสตอบหน้าตาย ท่ามกลางสีหน้าของนัลรุที่ตื่นตะลึงแบบสุดขีด สาเหตุนั้นมาจากคำพูดของเขา คำพูดของบาทหลวงทั้งสองซึ่งร้องขอต่อดวอร์ฟกำยำตรงหน้า

จงสร้างไอเทมด้วยวัตถุดิบระดับบอสซะ

———ความหมายก็คงราวๆนั้น

หนำซ้ำของตรงหน้านัลรุยังเป็นวัตถุดิบของบอสชั้นสูงอย่างคิงคิเมร่า ในอดีตตัวเขาเคยสร้างอาวุธจากบอสมานับไม่ถ้วน ทว่าของเหล่านั้นล้วนมาจากดรอปบอสชั้นต้นและกลางเท่านั้น ไอเทมระดับคิงคิเมร่าสำหรับนัลรุนี่คงเป็นครั้งแรกกระมั้งที่ได้สัมผัส?

งานใหญ่ นี่มันงานใหญ่ชัด” ชายแคระกลืนน้ำลายเอื้อก แล้วฉีกยิ้มว่า

ช่างท้าทายจริงๆ หึหึหึ.....

ดูเหมือนนัลรุเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย มันว่า “ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าได้มายังไง เพียงแต่ค่าจ้างวานสำหรับของชิ้นนี้คงต้องสูงหน่อย” ชายกำยำชูนิ้ว “ซัก 100,000 GP”

พรู่ดดดด..!

ไรแรคซึ่งกินน้ำอยู่ถึงกับสำลักออกมาจนพุ่งพรวด ชายหนุ่มหันขวับมามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเอาเรื่อง พร้อมกล่าว “เฮ้ยๆ นี่เรียกราคาสูงไปรึเปล่าน่ะแค่ตีของชิ้นเดียวเองนะนั่น แถมทางนี้ก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะเอาเป็นไอเทมแบบไหนด้วยอีกต่างหาก

มนุษย์ นี่มันของระดับสูง เจ้าคิดว่าของระดับนี้เพียงแค่วันสองวันก็สามารถรังสรรค์ขึ้นได้รึไงแล้วราคาที่ข้าว่ามาก็ถือเป็นปกติของโรงเหล็กทุกที่ หากไม่เชื่อก็ลองไปถามราคากับร้านอื่นดูเถอะ” นัลรุตอบตัดบท ส่งผลให้ไรแรคกระตุกคิ้วตงิดๆ เมื่อไม่เห็นบาทหลวงหนุ่มท้วงติง ดวอร์ฟเบื้องหน้าจึงเอ่ยสำทับ “จงบอกมาว่าจะให้ข้าสร้างอะไร?”

ลองก์ซอร์ดดาบคมเดียว

หืมเลือกอาวุธเรอะเช่นนั้นก็ได้ ข้าขอเวลาสัปดาห์หนึ่ง คิดว่าคงเพียงพอต่อการตีดาบเล่มนี้เสร็จ ถึงตอนนั้นเจ้าก็นำเงินมาจ่ายซะล่ะ

เหอะไม่ลืมหรอกน่า

งั้นก็ดี หากหมดธุระแล้วก็ไปซะ” นัลรุปัดมือไล่ แล้วซ้ำ “มันเกะกะคนเขาจะทำงาน” ไรแรคเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เบ้ปากตอบกลับไป “อีกหนึ่งสัปดาห์ชั้นจะมารับ

ชายหนุ่มยื่นห่อวัตถุดิบให้——

ถ้างานออกมาห่วยแตก เราจะได้เห็นดีกัน

ผลงานข้าไม่มีคำว่าห่วยแตก จำใส่กะลาหัวไว้ซะ

ทั้งสองจ้องตาเขม็งจนแทบจะปรากฏเพลิงลุกไหม้ ท่ามกลางบรรยากาศไม่สู้ดี บากิสซึ่งได้แต่ถอนหายใจก็เปรยขึ้น “ไปกันเถอะท่านเจ้า ท่านลุงนัลรุงานสำคัญนี้ข้าต้องขอฝากท่านแล้ว” จบคำเด็กหนุ่มจึงก้าวออกจากโรงเหล็ก โดยมีไรแรคตามหลังไป

กึง!

ประตูไม้ปิดสนิท ตอนนี้ทั้งสองได้กลับออกมายังตรอกถนนอีกครั้ง ชายหนุ่มพึมพำ “ไอ้ดวอร์ฟหน้าเงินเอ๊ย..!” จากนั้นจึงเอ่ยต่อบากิส “นายรีบไปฝึกวิชาศักดิ์สิทธิ์ซะ หลังจากนี้เราจะไปดันเจี้ยนถ้ำราตรีกัน

ว่าไงนะ!?” บากิสร้องลั่น แล้วท้วงติงว่า

เดี๋ยวก่อนสิท่านเจ้า..! ถึงถ้ำราตรีจะเป็นดันเจี้ยนระดับ 1 ดาวก็จริง แต่ถ้ำราตรีน่ะเป็นดันเจี้ยนพิสดารพอๆกับป่าอสูร พวกมอนสเตอร์ส่วนใหญ่แม้จะลือกันว่ามีแค่คิงคิแบท แต่จริงๆแล้วมีพวกมอนสเตอร์วิญญาณอย่าง <สเปคเตอร์และ <เฮลฮาวด์อยู่ด้วย

เด็กหนุ่มหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วย้ำ

เพราะงั้นท่านซึ่งไม่มีวิชาธาตุแสงจะไปสู้กับมันได้ยังไง?”

ก็ไม่ต้องสู้สิ” ไรแรคม้วนยาเส้นพลางว่า “พวกเราจัดการเฉพาะพวกชั้นบนไปก่อน ยังไงซะชั้นแรกๆก็คงไม่มีสเปคเตอร์อยู่หรอก จริงไหม?”

“.....ก็จริงของท่าน สเปคเตอร์เป็นมอนสเตอร์ระดับกลาง เพราะงั้นคงไม่—”

ขณะทั้งสองกำลังออกจากซอยถนน บากิสพลันเบิกตากว้างตะโกนว่า

ท่านเจ้าระวัง..!”

เอ๋?”

ฉัวะปรากฏเสียงวัตถุตัดผ่าน ร่างของไรแรคถึงกับลอยละลิ่วไปตามแรง ส่วนบากิสก็แผดร้องออกมาดังลั่นกุมแขนขวาซึ่งขาดกระเด็นเผยหยาดโลหิตออกมาเป็นฟูมฝอย

หว่างกลางทั้งสองเผยให้เห็นชายผู้หนึ่งยื่นตระหง่านอยู่

พลาดเรอะเนี่ยทั้งที่กะเล็งหัวแท้ๆเลยน้า

มันเปรย ขณะเดียวกันก็สะบัดคราบเลือดบนใบดาบออกลงสู่พื้นอย่างลวกๆ การแต่งตัวของมันเป็นสีดำสนิทเต็มไปเกราะอ่อนและผ้าโปร่ง ที่สำคัญคือบนวัตถุเสื้อผ้ามีตราของตระกูลเพอร์ตินกำกับไว้อยู่อีกทีหนึ่ง

ถึงตรงนี้ชายหนุ่มจึงเริ่มตระหนัก

.....เมื่อครู่บากิสได้ช่วยเขาไว้

เพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงถูกเล่นงานแทน โดยเสียสละแขนไปข้างหนึ่ง ไรแรคจ้องมองสาวกเพียงคนเดียวของตนล้มลงไปขุดคู้กุมปากแผลอย่างตกตะลึง

จากนั้นเขาจึงกัดฟันแน่น——

ไอ้สารเลวเอ๊ยยยยยยยยยเฮสท์..!”

†††

 

เฮสท์..!”

วิชาศักดิ์สิทธิ์ถูกเรียกใช้ในเสี้ยววิ ร่างของไรแรคพลันทะยานออกไปประชิดตัวอีกฝ่าย ขณะเดียวกันเขาก็ง้างมือออกเตรียมฟาด <อิมแพคเข้ากลางศีรษะ

กระนั้นเรื่องราวกลับไม่เป็นดังคาด

เหอะ..!” ชายชุดดำแค่นเสียง ก่อนจะโยกหลบฝ่ามือไปอย่างทื่อด้าน เท้าซ้ายถูกยึดเป็นแกนหมุน ส่วนเท้าขวาก็ตวัดออกเป็นท่าเตะสูง

เปรี้ยง!

อ่อก..!?” ไรแรคถึงกับหน้าเสยไปตามแรงปะทะ และโลหิตสดเองก็ปลิวว่อนไปตามอากาศ ขณะเดียวกันศิษย์เพอร์ตินก็หาได้ใส่ใจไม่ มันเผยแววตาอำมหิต ฟาดฟันบัสตาร์ดซอร์ดสองคมเข้าสำทับ

กรีมวอร์ด!”

เคร้งงงงง!

โล่แสงถูกเรียกขึ้นอย่างทันท่วงที ส่งผลให้ชายชุดดำได้แต่กัดฟันกรอด ส่วนไรแรคเองก็สำลักเลือดไอค่อกแค่กคิดว่าแย่แล้วอยู่ในใจ ใช่ อย่างน้อยคนผู้นี้ก็ต้องเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง

ทั้งท่วงท่าและการตอบสนองอย่างใจเย็นนี้ ไม่ว่าด้านไหนๆไรแรคก็ไม่อาจเทียบเคียงได้เลยซักนิด ชายหนุ่มเริ่มได้สติ หนนี้เขาเริ่มรับรู้แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นยากที่จะต่อกรด้วย หนทางที่ดีสุดคือรอด หนที่แย่สุดคือตาย ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้จึงนับว่าคับขันยิ่ง

ไม่ว่าทางไหนไรแรคก็ไม่มีโอกาสชนะเลยซักนิด

เพราะอย่างนั้นจึงต้องเล่นด้วยเล่ห์

เอาเลยบากิส!”

“.....!?” ทันทีที่ไรแรคโพล่งออกไป ปฏิกิริยาของศิษย์เพอร์ตินก็ตอบสนองโดยอัตโนมัติ มันละสายตา แล้วหันหลังขวับมองไปอีกทางหนึ่ง กระนั้นสิ่งที่พบอยู่ก็คือเด็กหนุ่มซึ่งนอนจมกองเลือดแทบสิ้นสติ พร้อมกันนั้นไรแรคจึงได้โอกาส

———นี่คือโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะฆ่า!

เทร์ราเรียถูกเรียกขึ้นอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกันไรแรคก็ปลดโล่ออกพลางยื่นมือซ้ายคว้าหมับเข้าด้ามดาบใหญ่สองคม แล้วทะยานออกไปด้วยเฮสท์จนประกายดาบเปล่งแสงสีทองระยิบระยับเตรียมเฉือนเข้าเนื้อหนังของอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งความลังเล

ตอนนั้นเองศิษย์เพอร์ตินก็รำพึงว่า

วิชาศักดิ์สิทธิ์,กายาเหล็ก • สตีลลิ่ง

เปรี้ยง!

เสียงกัมปนาทดังก้องไปทั่วตรอกถนนแห่งนี้ ในชั่วอึดใจก่อนคมดาบสัมผัสต่อเนื้อหนัง ชายชุดดำกลับเรียกใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์เข้าต้านไว้ ร่างทั้งร่างยามนี้กลับถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลโลหะคล้ายรูปปั้นเหล็กตนหนึ่ง เพราะอย่างนั้นการจู่โจมนี้จึงกลายเป็นไร้ผล

การลอบจู่โจมทีเผลอกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

ฮ่าห์!”

เจ้าของร่างเหล็กเปล่งเสียงคำรามพลางสะบัดมือย้อนสวนกลับ ไรแรคถึงกับเบิกตากว้างกระเด็นลิ่วไปตามแรงปะทะจนฝุ่นควันตลบ ท่าจู่โจมนี้นับว่าเหนือมนุษย์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด มันว่า “คิดจะใช้ดาบกับตระกูลดาบงั้นเหรอหึช่างเป็นทางเลือกที่โง่เขลานัก..!”

แฮ่ก...แฮ่ก...แกเป็นใครทำไมต้องมาทำร้ายเราด้วย?”

ข้าเรอะนั่นสินะ ตัวข้ามีนามว่าซิลเวอร์เป็นหนึ่งในศิษย์ลับทั้งเจ็ดและหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์ว่าที่ประมุขเพอร์ตินคนถัดไป

-ว่าที่ประมุข!?” ไรแรคตระหนักได้ทันทีว่าศัตรูเบื้องหน้าย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ ชายหนุ่มได้แต่ลอบกัดฟันแน่น แล้วว่า “ทำไมถึงต้องมาเล่นงานชั้น?”

เพราะว่าเจ้าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีป่าอสูรและคดีสังหารพี่น้องสำนักเรา เอาเถอะ ข้าเองก็ไม่อยากลำบากซะด้วยสิ เป็นไปได้เจ้าช่วยตามข้ามาอย่างว่าง่ายได้ไหม?”

“.....ขอปฏิเสธ

น่าเสียดาย” มันถอนหายใจ ก่อนจะเผยสีหน้าเย็นเยียบออกมา “ถ้างั้นก็เตรียมตัวตายซะ!” ซิลเวอร์กู่ร้องเสร็จจึงถีบตัวตบเท้าออกไป ส่วนทางด้านไรแรคก็เตรียมพร้อมตั้งรับด้วยกรีมวอร์ดอีกครั้งหนึ่ง ผิดกับศิษย์แห่งเพอร์ตินซึ่งคำรามว่า “เคลื่อนจันทร์คล้อย—”

ลูนาลิสต์!!”

เปรี้ยง!

ริ้วดาบนับสิบพลันถาโถมเข้าใส่โล่แสงอย่างบ้าคลั่ง ฝนดาบตีปะทะต่อวิชาศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ณ ตำแหน่งเดิมโดยไม่คลาดเคลื่อน วิชาดาบนี้นับว่ารุนแรงยิ่ง ด้วยเหตุนี้เอง

เพล้ง!

———โล่แสงของไรแรคจึงแตกโพลงเป็นเสี่ยงๆ

ตาย!” ซิลเวอร์แผดร้องพร้อมตวัดคมดาบหมายสะบั้นคอของไรแรคให้หลุดกระเด็น นี่คือวินาทีเป็นตายของไรแรค สำหรับตัวเขาที่ไร้วิชาดาบ ชายหนุ่มกลับตื่นตะลึงจนทำได้เพียงแต่ยกเทร์ราเรียขึ้นต้านรับ

เปรี้ยง!

เสียงกัมปนาทดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง โดยมีฝุ่นควันตลบไปทั่วอาณาบริเวณของทั้งสองคนไปทั่วยากจะบ่งบอกสถานการณ์เป็นตาย.....ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูก——

ตอนนี้ก็คือสามคนต่างหาก

ศิษย์เพอร์ตินเดี๋ยวนี้ป่าเถื่อนจนถึงขั้นทำร้ายนักบุญเลยเหรอเนี่ย?”

ทันใดนั้นเสียงใสจึงปรากฏออกมากลางวงฝุ่นควัน เบื้องหน้าของไรแรคเผยให้เห็นเงาปริศนายืนขวางกั้นคมดาบของซิลเวอร์และเขาอยู่ ทางด้านศิษย์เพอร์ตินเองก็ถ่างตาค้าง แล้วว่า “เป็นเจ้า!?” ก่อนจะสะบัดดาบในมือเผยประกายไฟวูบวาบพลางถอนตัวออกไป

ยามเคลื่อนกายไปมานี้เองจึงทำให้บังเกิดลมหมุนขึ้นรอบด้าน ฝุ่นควันซึ่งแต่เดิมอบอวลยากแก่มองเห็น บัดนี้พลันเลือนหายไปอย่างปลิดทิ้ง

เบื้องหน้าไรแรคนั้นเผยให้เห็นอิสตรีผู้หนึ่ง

เธอไว้ผมสีแดงเพลิงราวฟืนไฟ ในมือเองก็ถือดาบรูปร่างพิสดารเต็มไปด้วยข้อต่อคล้ายกับปล้องเปลือกแมลงชนิดหนึ่ง เสื้อผ้าของหล่อนเป็นทูนิคผสมใยไหมสีขาวดูสะอาดตา เจ้าของเรือนผมเพลิงหลุบตาต่ำลงก่อนจะฉายแวววาวโรจน์ประกาศกร้าวว่า

ตัวข้าศิษย์ตระกูลดาบลำดับหนึ่ง <เอ็กซ์คาลิเบอร์จะเป็นคู่มือให้เอง!”

†††

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

229 ความคิดเห็น

  1. #120 madamlm (@madamlm) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 10:47

    ยาวๆไป

    #120
    0