ตอนที่ 5 : Ep.005 - Idiotic

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    24 ม.ค. 62

DD : Necrom.005

ท่านบาทหลวงพูดได้กินใจข้านัก” เด็กหนุ่มคู่กรณีว่าอย่างนั้น ก่อนจะก้มหัวคำนับให้แก่ชายหนุ่ม แล้วกล่าว “ไม่ทราบว่าท่านพอจะบอกนามกับคณะนิกายของท่านได้รึไม่?”

เฮ้อ~ ชั้นชื่อไรแรค จากนิกายไรแรค รู้แล้วก็กลับไปซะ

ชื่อกับนิกาย....อย่าบอกนะว่าท่านก่อตั้งขึ้นเอง?”

ถ้าใช่แล้วไง?”

“....ท่านไม่กลัวว่าสังคมรอบข้างจะบีบให้จนตรอกเหรอในเมื่อดั้งเดิมศาสนจักรก็มีนิกายหลักอยู่แล้วตั้ง 3 คณะ ดีไม่ดีเขาอาจใส่ร้ายท่านได้ว่าเป็นพวกนอกรีต

ก็บอกแล้วไงว่าไม่กลัวน่ะ สิ่งเดียวที่ชั้นกลัวก็คือความตายเท่านั้น

.........

ผู้ชายคนนี้แม้จะดูเสเพลไม่จริงใจ แต่การกระทำและคำพูดล้วนมีหลักการยึดมั่นอย่างเด่นชัด เป็นคนมีเป้าหมายและกล้าที่จะเสี่ยง ผิดกับตัวเขา แม้จะแสดงออกในด้านอารมณ์อย่างโอ่อ่าไม่ปิดบัง แต่การกระทำและคำพูดล้วนไร้ซึ่งน้ำหนัก เด็กหนุ่มตระหนักได้ถึงคำพูดที่ว่าทั้งสองนั้นแตกต่างกัน

———คนหนึ่งมีอุดมการณ์ ส่วนอีกคนกลับไร้ซึ่งอุดมคติ

.....มาเทียบกันแล้วเขาก็เหมือนกับคนบ้าที่โห่ร้องโทษแต่ฟ้าดิน

อ่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” เพราะมัวแต่โทษโชคชะตา โทษแต่สิ่งรอบข้าง โดยไม่คิดจะทำอะไรเลยซักอย่างให้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้มีสภาพอันน่าอดสูอยู่แบบนี้ เด็กหนุ่มว่า

ท่านไรแรค

อะไรอีกล่ะ?”

เขาสูดหายใจลึกทีนึง พร้อมกับคำนับให้แก่ชายหนุ่ม

ข้าขอเป็นสาวกนิกายไรแรคได้รึไม่?”

ได้!”

......เอ่อ ไม่ทบทวนหน่อยเหรอ?”

———ไรแรคโยนก้นยาเส้นออกหน้าต่างพลางลุกขึ้น

ไม่ต้องทบทวน อยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออก เพียงแต่สาวกนิกายน่ะมีกฎง่ายๆในการเข้าร่วมอยู่ อย่างแรกคือต้องไปชวนเพื่อนที่รู้จัก 5 คนมาเข้าร่วมนิกาย หากทำสำเร็จลำดับชั้นของนายก็จะเพิ่มขึ้นจาก <โนวิทเป็น <โพสทูแรนท์จากนั้นถ้าเพื่อน 5 คนที่นายชวนมาหาคนเพิ่มได้อีกอย่างละ 5 ตำแหน่ง <โพสทูแรนท์ก็จะเพิ่มเป็น <อโคไลท์แล้วถ้าหาก––

เอ่อ นิกายอื่นไม่เห็นจะมีระบบตำแหน่งชั้นอะไรเลยนี่ส่วนใหญ่เขามีแค่อัครสาวก สาวกชั้นกลาง สาวกชั้นล่าง แค่นั้นเอง แล้วการเลื่อนลำดับก็ขึ้นอยู่กับผลงานที่ทำไว้....

บร๊ะเขาไม่มีแต่เรามีเว้ยถ้าไม่หาคนเข้า นิกายไรแรคก็ยังใจบุญโดยให้สิทธิ์เงื่อนไขที่สอง นั่นคือการบริจาค ยิ่งนายบริจาคให้นิกายเยอะบุญของนายจะยิ่งเยอะตามไปด้วย หนำซ้ำถ้าให้เงินถึง 10,000 GP นายก็จะได้รับสิทธิ์เป็น <อโคไลท์แบบทันทีทันใด เป็นไงไม่ยากเลยใช่ไหม?”

เอ่อ....ข้าว่า 10,000 GP นี่น่าจะยากอยู่นะ

เฮ้อ~ นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา ช่วยไม่ได้ เห็นแก่ว่านายเป็นสาวกคนแรกหรอกนะ เพราะงั้นชั้นจะยอมให้เข้าร่วมได้ฟรีไม่คิดตังค์ซักแดงก็แล้วกัน

......ข้าชักจะไม่อยากร่วมด้วยแล้วสิ

เฮ้ย ไม่เอาน่าน้องชาย นิกายของเรากฎอยู่ง่ายไม่เคร่งเครียด ดื่มเหล้าเด้าสตรีแล้วตีไก่นับเป็นเรื่องปกติไม่ผิดศีล ขณะเดียวกันนายก็ได้เงินเดือนได้เบี้ยเลี้ยงจากชั้นด้วย เห็นมะดูยังไงก็มีแต่ได้กับได้ไม่เสียหายเลยซักนิด หากไปอยู่นิกายอื่น ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ใจเด็ดขนาดนี้หรอก

มันก็จริงของท่าน แต่ถ้าทำแบบนั้น––

เป็นนักบวชพูดแล้วไม่คืนคำสิ

นิกายท่านยังสนเรื่องสัจจะอยู่อีกเหรอน่ะ?”

———เด็กหนุ่มลอบทำตาละห้อย พลางรู้สึกเหมือนว่าขาข้างหนึ่งได้ย่างเข้าสู่โคลนตมยากลบเลือนออก กระนั้นหากไม่เลือกที่นี่ ประชากรชั้นล่างอย่างเขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นอีก งานการคงหายากเช่นเดียวกับที่พักพิงเองก็คงไม่ต่างกัน ทว่าหากเลือกเข้าร่วมกับไรแรค โอกาสได้เงินมาใช้แบบถูๆไถๆก็ยังพอมีอยู่ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะพริ้มตาลงสงบจิตสงบใจชั่วขณะ แล้วว่า

ข้าชื่อบากิสขอฝากตัวด้วย

ดีงั้นจากนี้ไปก็เรียกชั้นว่าเจ้าคณะ..!”

.

.

ท่านเจ้า เรามาทำอะไรกันที่นี่?”

ล่ามอนหาดรอปไอเทมไง นี่น่ะเป็นวิธีหาเงินที่ดีที่สุดในตอนนี้

———หลังจากพูดคุยกันเสร็จสรรพ ไรแรคก็ชี้แจ้งให้แก่เด็กหนุ่มฟังว่างานของวันนี้คือการลงดันเจี้ยนป่าอสูรระดับ 1 ดาว บากิสรู้ดีว่าแม้จะเป็นระดับต่ำสุดในหมู่ดาวทั้งห้า กระนั้นสถานที่ก็สามารถสังหารผู้คนได้อย่างง่ายดาย หากให้เทียบแล้วดันเจี้ยนก็เปรียบเสมือนเปลวไฟ

.....คนที่เล่นกับเพลิง ย่อมถูกเพลิงย้อนกลับมาทำร้าย

เด็กหนุ่มนึกกังวลใจไม่น้อย เขาลูบท้องตนเองซึ่งถูกคาดไว้ด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะหอกแสงของเบลนเมื่อคราวก่อนได้ทำให้ชุดบาทหลวงกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ พอบากิสขอเข็มกับเศษผ้ามาเย็บทางด้านไรแรคก็ดันโยนผ้าคลุมซอมซ่อมาให้แทนซะอย่างนั้น

เขาได้แต่ถอนหายใจยกผ้าคลุมคาดไว้หว่างเอวอย่างลวกๆ

ท่านเจ้า พวกเราไม่ไปแสวงบุญทำสมาธิหรือแผ่บทภาวนาให้แก่มหาเทพทั้งเจ็ดเหรอ?”

ไม่จำเป็น พระเจ้าอยู่ในใจเราเสมอ นอกนั้นแม่งโปเกมโนล้วนๆ

เอ่อ พูดงี้ระวังฟ้าจะลงโทษท่านนะ

ถ้ามีงั้นจริง ก็แสดงว่าพวกเทพเนี่ยเป็นคนใจคอคับแคบ แค่แหย่นิดแหย่หน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้” ไรแรคเดินไปพลางยักไหล่ เขาเอ่ยซ้ำ “นายเคยเข้าดันเจี้ยนมาก่อนไหม?”

ไม่ ข้าไม่เคย

อืม ถ้างั้นก็ระวังด้วยล่ะ ตายไปชั้นไม่สนหรอกนะ

หลังจากพูดคุยเสร็จทั้งคู่จึงก้าวเข้าสู่ตัวถ้ำ วันนี้ไม่มีพวก <สำนักเพอร์ตินให้เห็นอีก ดังนั้นชายหนุ่มจึงลอบเบาใจได้เล็กน้อย แสงสลัวจากแร่ฟูลเรี่ยมดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ เวลานี้คือยามเย็นย่างพลบค่ำ กระนั้นไรแรคก็ยังคงเลือกเวลานี้เข้าสู่สถานที่อันตรายอย่างดันเจี้ยนโดยไม่คิดจะใส่ใจ

ตั้งแต่วันที่เขามีวิชาศักดิ์สิทธิ์ ไรแรคก็ทราบได้ทันทีว่านี่เป็นหนทางทำเงินรูปแบบใหม่

———หากเทียบกับการขายไอเทมโปเกบวกส่งซองขาวเอาเงินบริจาคแล้วล่ะก็ วิธีเก็บของดรอปจากมอนสเตอร์นั้นจัดได้ว่ารวดเร็วและทำเงินได้ดีกว่ากันเป็นไหนๆ

.....แถมหนนี้มีตัวฮีลมาด้วยอีก

กินไก่ล่ะงานนี้

†††

 

ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าเป็นไงล่ะเป็นยังไงเล่า!? ไอ้สไลม์หน้าโง่แค้นชั้นมากเลยสินะแค้นชั้นมากๆเลยใช่ไหมล่า!” ท่ามกลางแสงสว่างของแร่ฟูลเรี่ยม ณ ชั้น 1 ของดันเจี้ยนป่าอสูรยามนี้กลับปรากฏให้เห็นหนึ่งบาทหลวงและหนึ่งมอนสเตอร์สายเมือกนอนแผละอยู่กับพื้น

———ไรแรคกำลังจู่โจมสไลม์ด้วยท่าเท้า <กระทืบแม่งอย่างบ้าคลั่ง

.........

ด้านข้างเขามีบากิสกำลังยืนกุมขมับอยู่

เชี่ยไรวะเนี่ยเด็กหนุ่มนึกอย่างนั้น พร้อมกับมองชายตรงหน้าด้วยสายตาอเนจอนาถ ความเลื่อมใสที่(พอจะ)หลงเหลืออยู่ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น กระนั้นคำพูดของตนที่ว่าจะเป็นสาวกแห่งนิกายไรแรคก็ยังคงอยู่ บากิสแม้จะเป็นเด็กหนุ่มจากสลัม ทว่าตัวเขาก็ยึดมั่นในศักดิ์ศรีไว้เป็นอันดับหนึ่ง

การจะตระบัดสัตย์ สำหรับบากิสถือว่าเป็นเรื่องอัปยศ

———ตอนนั้นเองไรแรคก็จัดการสไลม์ได้สำเร็จ

ฟิ้ว~ เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งจริง นับถือๆ

ไม่ใช่ว่าท่านอ่อนเองหรอกเรอะ?”

หืมตะกี้แกพูดอะไรนะบากิส?”

ข้าว่าท่านแข็งแกร่งสมกับเป็นเจ้าคณะ

........

........

ทั้งสองมองหน้ากันด้วยท่าทีชินชาราวกับคำพูดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น คนหนึ่งทำเมินเฉยส่วนอีกคนก็ทำเอ๋อใส่ สุดท้ายไรแรคจึงเดาะลิ้น แล้วว่า “สไลม์ตัวนี้น่ะเป็นแค่เครื่องวอร์มมือเท่านั้นแหละ

อืม ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ สำหรับท่านเจ้ามันต้องชั้นล่างสุดของดันเจี้ยนเท่านั้นถึงจะคู่ควรด้วย

มิได้ มิได้ อย่ายกยอกันเลยน่าบากิส แกเองก็มีฝีมือใช่ย่อยนี่ไหนๆแล้วทำไมไม่ลองแสดงฝีมือให้ดูหน่อยล่ะ เวทย์ศักดิ์สิทธิ์รึว่าวิชาฝีมือจากสำนักนิกายไหนก็โชว์ออกมาเลย

.......ย่อมได้ ข้าจะแสดงให้ท่านดู เช่นนั้นก็เอาเป็นสไลม์นั่น

ช้าก่อนแค่สไลม์เลเวล i(1) มันจะพอมือนายได้ไงชั้นว่าเราควรไปลองกับ <กิกันติคแบทเลเวล ii(2) ตรงนั้นดีกว่า ถ้าเป็นเจ้านั่นล่ะก็อาจจะทำให้นายได้ลงแรงบ้างล่ะนะ

เฮอะ! ถ้าสไลม์ยังพอว่า แต่ข้าที่ไม่มีอาวุธเนี่ยจะให้ไปเดี่ยวกับค้างคาวยักษ์มันก็––

ชั้นให้ยืม” ไรแรคเหยียดมุมปาก ก่อนจะถอนเท้าออกมาครึ่งก้าวพลางย่อตัวลงต่ำ เขาพึมพำเสียงแผ่วว่า “วิชาศักดิ์สิทธิ์,ดาบปฐพี • เทร์ราเรีย” วิ้งทันใดนั้นอุ้งมือขวาจึงเปล่งสีเหลืองสว่างออกมา พร้อมกันนั้นบาทหลวงหนุ่มจึงทาบนิ้วทั้งห้าลงไปยังพื้นดินกร้านแนบกับฝ่าเท้า

.....ชั่วพริบตานั้นเองที่พื้นดินถึงกับสั่นสะเทือน

———ครึ่กครึ่กครึ่กมีเสียงทึบดังแทรกอยู่ข้างใต้ ขณะเดียวกันทันทีไรแรคถอนมือออกจากพื้นผิว หน้าดินหยาบก็พลันพวยพุ่งขึ้นกลายเป็นเสาดินขนาดกลางสูง 2 เมตร ชายหนุ่มมองดูพักนึง

ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างพอใจ แล้วกำอุ้งมือเดิมบีบอากาศดัง กึด! ขึ้นเบาๆ

ป่งงงงงง!

ทันใดนั้นหน้าดินของเสาขนาดกลางจึงแตกออกกลายเป็นรูปลักษณ์ของดาบใหญ่เล่มหนึ่ง บนกั่นดาบมีผลึกสีอำพันสิงสถิตอยู่ นั่นคือแร่ <เออร์ธ่าแร่ธาตุดินของดันเจี้ยนซึ่งสามารถพบเห็นได้น้อยครั้ง ความสามารถของมันคือการเพิ่มพละกำลังจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ถือครอง

.....ดาบศิลาแดงได้ตระหง่านปักหลั่นอยู่กับพื้น

การกระทำนี้ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบตื่นตระหนก แน่นอนว่าบากิสเองก็เช่นกัน เขาไม่คาดคิดเลยว่าไรแรคจะมีวิชาศักดิ์สิทธิ์ เดิมเพราะเห็นว่าเจ้าตัวเป็นบาทหลวงก็เลยไม่แปลกใจหากอีกฝ่ายจะมีเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรอยู่ซักบทหรือสองบท

———ทว่านี่กลับต่างกันออกไป

กระทั่งวิชาศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มสำนักวิชา ชายคนนี้ก็ยังรู้ถึงเคล็ดกระบวนท่าได้ ไม่เพียงเท่านั้น เพราะวิชาที่เขาพูดออกมาตะกี้ หากบากิสฟังไม่ผิดนั่นก็คือเทร์ราเรียแน่ๆ

วิชาศักดิ์สิทธิ์เทร์ราเรียนั้นเป็นวิชาลับของตระกูลเพอร์ตินซึ่งสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นเฉพาะกลุ่มทายาทสายตรง ความจริงข้อนี้ไม่ว่าใครส่วนใหญ่ก็ทราบดี ซ้ำแล้ววิชานี้ไม่สมควรถูกรังสรรค์ขึ้นได้ด้วยตัวคนเดียว ดาบเล่มนี้คาดว่าเป็นระดับ <ยูนีคไอเทมการจะสร้างมันขึ้นจำเป็นต้องมีสัจจะแห่งมานาอย่างเปี่ยมล้น ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลาสร้างไม่ต่ำกว่า 3 วันได้ ด้วยเหตุนี้ในหัวของบากิสจึงเกิดคำถามขึ้นในใจ

ไรแรคเป็นใครกันแน่?

ทำไมคนไม่เอาถ่านแบบนี้ถึงได้มีวิชาศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอยู่กับตัวได้แม้จะคาใจแต่เด็กหนุ่มก็จำเป็นต้องละความสนใจเอาไว้ เนื่องจากสภาพการณ์รอบด้านกำลังตกอยู่ในภาวะอึมขรึมชวนให้อึดอัด

เหล่านักแสวงโชคทั้งหลายกำลังจับจ้องมายังพวกเขาเป็นตาเดียว

.....ไม่สิ ที่จ้องอยู่ก็คือดาบจากผลพวงของเทร์ราเรียต่างหาก

โห่ก็รู้นะว่าวิชาศักดิ์สิทธิ์เป็นของหายาก แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนให้ความสนใจขนาดนี้

ไรแรคเปรยไม่รู้ร้อนรู้หนาวออกมา ส่งผลให้บากิสลอบสบถในใจ สายตาของคนพวกนี้แค่ดูก็รู้ว่าไม่ได้หวังดี ถ้าไม่อยากได้ดาบก็คงอยากได้ตัวไรแรค บัดนี้เด็กหนุ่มจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น คือเข้าไปคว้าเอาดาบตรงหน้ามาครอง จากนั้นจึงค่อยพาตัวเจ้าคณะหลบสายตาฝูงชน

———บากิสเอื้อมสัมผัสเข้าด้ามดาบ

เปรี้ยงงงงงงง!

..........!”

ทันใดนั้นพื้นที่ดาบปักอยู่จึงแตกออกจากกันกลายเป็นรูปตาข่ายใหญ่ครบ 8 ทิศ ขณะเดียวกันทั่วสรรพางค์ของเด็กหนุ่มก็พลันปรากฏละอองแสงสีเหลืองทองเข้าปกคลุม

บากิสรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังสายหนึ่งภายในร่าง

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงเป็นหนที่สองของผู้คน สาวกแห่งนิกายไรแรคก็ดึงดาบใหญ่ขนาด 2 เมตรขึ้นจากผืนดินราวกับเหวี่ยงขนนก มีเสียงแหวกอากาศดังแว่วกระทบไปรอบบริเวณ ส่วนทางด้านบากิสก็หันไปทดลองวาดดาบผิดขนาดตัวไปมาอย่างอึ้งทึ่ง ทั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเข้าใจ

พลังกายของเขา ยามนี้กลับกลายเป็นเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ

น่าเหลือเชื่อ แต่จากการกระทำที่สามารถเหวี่ยงดาบได้ราวกับเป็นของเล่นนี้ก็นับว่าเป็นความจริง บากิสทราบได้ทันทีว่านี่คือความสามารถพิเศษของไอเทมชั้น <ยูนีคชิ้นนี้ เขาเหลือบมองไรแรค

ท่านเจ้า เราต้องไปกันแล้ว!”

ห๊ะไปไหน..?”

โดยไม่ทันให้ตอบกลับ เด็กหนุ่มวัย 12 ปีตรงหน้าเขาก็ทะยานเข้าใส่ด้วยแรงขาอันเปี่ยมล้น ตึง! ปรากฏเสียงหนักจนหน้าดินยุบลงไป 1 นิ้ว พร้อมกันนั้นขาเล็กๆของบากิสก็ชักนำให้เขาประชิดตัวไรแรคได้อย่างง่ายดายเพียงชั่วอึดใจ เขาล็อคคอเจ้าคณะของตน แล้วว่า

อย่ากัดลิ้นล่ะ ท่านเจ้า!”

จะทำอะไร––เหวอออออ~!?

ชายหนุ่มร้องเสียงหลงตอบรับขณะถูกบากิสหิ้วออกไปจากเหล่าฝูงชน ตึง! เร็วมาก..! เด็กชายลอบตระหนกในใจ กระนั้นสองเท้าก็ยังคงก้าวต่อไปไม่หยุด เช่นเดียวกับเบื้องหลังที่รับรู้ได้ว่ามีเสียงจ้อกแจ้กพร้อมกับเผยกลุ่มกลุ่มคนเข้าตามติดมาจำนวนหนึ่ง เมื่อสังเกตดูก็พบว่าร่างคนพวกนี้ล้วนละอองแสงปกคลุมอยู่ที่ข้อเท้าซ้ายขวาสลับกันไปตามจังหวะก้าวย่าง

———ผู้ใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์..!

ว่าแล้วเชียวเป็นเรื่องจนได้นี่ ท่านเจ้าไปก่อเรื่องอะไรมารึเปล่าเนี่ย!?”

เอ๋เอ่อ...อืม...ก็ไม่นะ

เชื่อได้ไหมนั่นน่ะ!?”

ขณะสนทนาปนวิ่งอยู่นั้น ที่ด้านหลังของพวกเขาก็ปรากฏเสียงคำรามดังก้องขึ้น “พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้พวกเราคือศิษย์สำนักเพอร์ติน หากคิดต่อต้านข้าจักไร้ซึ่งความปราณี

เพอร์ติน..!” บากิสตะลึงถ่างตาค้าง ผิดกับไรแรคที่นั่งไขว่ห้างอยู่ในอ้อมแขนของบากิส แล้วเปรยว่า “ใช้ศัพท์ลิเกชะมัด....” ส่งผลให้เด็กหนุ่มจำต้องปราดมองมาสบถ

มีท่านแหละที่ใช้คำพูดชั้นนายแบบขุนนางถามจริงเถอะนี่ท่านเป็นขุนนางรึไง?”

อ๊ะ เปล่าหรอก...ฟู่~ โจ๊ะๆ

อย่าดีดขี้เถ้าลงเสื้อข้า!”

เสียงทะเลาะกันไปมาพลางขับเคลื่อนตัวอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้คนของเพอร์ตินที่ตามหลังลอบไม่สบอารมณ์อยู่เล็กน้อย ความรู้สึกในใจพวกมันเหมือนกับตนถูกหยามหน้า หนึ่งในนั้นตวาด

จู่โจมขามัน..!”

ฮ่ะห์!

ทั้งหมดล้วนตอบรับ ฉากการไล่ล่าด้วยฝีเท้านั้นผันแปรเปลี่ยน กลุ่มคนสวมเกราะอาวุธครบส่วนล้วนกำชับศาสตราคู่ใจขึ้นในมือ ทั้งหมดล้วนเป็นดาบยาวเคลย์มอร์ชนิดเดียวกับของซัสชาทั้งสิ้น จากนั้นในชั่วอึดใจก็มีชายผู้หนึ่งลอยตัวค้างแบบแอร์ไทม์กลางอากาศพลางหันเท้าแยกออกไปสองทิศ

———ทันใดนั้นผู้ตามหลังจึงฟาดฝ่ามือออกไป

นั่นคือวิชาศักดิ์สิทธิ์ฝ่ามือปะทุ • อิมแพค

เปรี้ยง!

ครั้นเมื่อแรงอัดสุญญากาศกระทบส้นเท้า ชายหนุ่มซึ่งเทคตัวทิ้งไว้ก็พลันทะยานออกไปราวกับหอกเหล็ก เสียงแหวกอากาศนั้นก้องกราดเป็นทางยาว ส่วนดาบในมือมันก็ถูกตั้งขึ้นในท่าเสือกแทงพร้อมทลายทุกสิ่งเบื้องหน้าตน ระยะห่างร่วม 20 เมตรกลับกลายเป็นล่นลงในชั่วเสี้ยววิ

มันลอบแสยะยิ้มราวกับกุมชัยชนะ เป้าหมายตรงหน้าเริ่มใกล้ประชิดเข้ามาทุกขณะ 18 เมตร 14 เมตร 10 เมตร 6 เมตร 4 เมตร 2 เมตร———

เสร็จข้าล่ะ!”

เสร็จป๊ะแกสิ

..........!”

ชั่วแวบแล่นก่อนคมดาบจรดเข้าท้ายทอย ไรแรคซึ่งถูกอุ้มอยู่ก็หันศีรษะกลับมาจ้องตาอีกฝ่าย เขามองตาของมันค้างไม่กระพริบ อายคอนแทคนี้หากเป็นกระสุนปืนก็คงทะลุทะลวงเข้ากะโหลกศีรษะ

น่าเสียดาย เพราะสิ่งที่พุ่งเข้าหาดวงตาของมัน——

.....กลับเป็นยาเส้น

ชี่~!

อ๊ากกกกกก! ตาตาข้า..!?”

ดาบในมือมันกลับกลายเป็นชะงัก ท่วงท่าซึ่งถูกจัดวางไว้กลับกลายเป็นเสียศูนย์ทำให้ร่วงหล่นกระแทกเข้าอย่างจัง กระนั้นเหนือสิ่งอื่นใดก็คือดวงตาขวาของมันกลับเผยกลุ่มควันลอยออกมาเบาๆ ตรงข้ามกับความเจ็บปวดซึ่งปะทุออกมาหนักหน่วงจนเจ้าตัวน้ำตาไหลดิ้นพล่านกับพื้น

ศิษย์พี่..!?”

เมื่อทั้งหมดตามหลังเข้ามาสมทบก็พบว่าพี่ใหญ่สำนักเพอร์ตินกำลังเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น หนึ่งในนั้นมุ่งหน้าต่อเข้าพัวพัน ขณะเดียวกันก็ทิ้งบางส่วนไว้คอยดูแลชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้อีกที

ศิษย์พี่นี่โพชั่น

ศิษย์หญิงคนหนึ่งยื่นขวดแก้วมาให้ ทว่าการตอบรับซึ่งควรเป็นคำขอบคุณกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามลั่น พร้อมกับปัดโพชั่นในมือเธอร่วงหล่นลงสู่พื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

ไม่พอโว้ยตาข้าตาข้ามันมองไม่เห็นอ–อั่ก! ต้องใช้อิลิกเซอร์ส่งอิลิกเซอร์มาซะ..!” 

ยาระดับนั้นข้าไม่มี––

ไม่มีก็ไปหามาสิวะ..!”

ค–ค่ะ!”

ศิษย์หญิงคนนั้นตอบรับอย่างตื่นกลัว แล้วจึงเลือนหายไปราวกับอากาศธาตุ ทิ้งไว้ให้ที่เหลือคอยปฐมพยาบาลอย่างเงอะงะ ท่ามกลางเสียงหอบหายใจยากคาดเดาอารมณ์ มันก็กำหมัดแน่นว่า

ข้าดอลก้าขอสาบานว่าจะไม่ให้มันตายดีแน่!”

†††

 

กรอดตื้อไม่เลิกเลยนะ..!”

บากิสกัดฟันพูด ขณะเดียวกันก็วิ่งทะยานออกไป ยามนี้ทั้งคู่กำลังหลบหนีกลุ่มตระกูลดาบสำนัก <เพอร์ตินในชั้น 2 นี้มีพวกมอนสเตอร์กับเหล่านักผจญภัยให้เห็นอยู่ประปราย กระนั้นทั้งไรแรคและตัวเด็กหนุ่มก็หาได้ใส่ใจไม่ สิ่งที่พึงกระทำตอนนี้ก็คือหนี———

บากิสหอบไรแรคไปกระทั่งสุดทางตรงหน้าเผยให้เห็นห้องบอสของ <กิกันเต้เซนธิพีทเด็กหนุ่มจึงเผยแววเคร่งเครียดกล่าวว่า “เอาไงดีท่านเจ้า

ตรงไปเลย ความเร็วของนายน่ะมีไว้หนีไม่ได้มีไว้สู้

“.....รับทราบ

บากิสรับคำเสร็จก็พุ่งเข้าสู่ประตูหินสลักลวดลายตรงหน้าทันที ปึง! แรงขาซึ่งเพิ่มขึ้นด้วยเทร์ราเรียปะทะเข้ากับพื้นหินอ่อน ประตูสูงสามเมตรพลันเปิดออกเผยมินิบอสชั้น 2 ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทว่าก่อนจะทันได้ลงมือนั้น บากิสก็ตบเท้าเรียดพื้นไปดุจมวลหอก

ฟุ่บ!

รู้ตัวอีกทีทั้งสองก็ปรากฏอยู่ด้านหลังของ <กิกันเต้เซนธิพีทแล้วหายวับไปยังบันไดวนชั้น 3———การกระทำนี้เรียกเสียงตื่นตะลึงให้แก่พวกเพอร์ตินได้ไม่น้อย ขณะเดียวทั้งหมดก็ตระหนักได้ถึงภาระซึ่งถูกส่งต่อมาให้ เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ต่างแค่นเสียงบุกทะลวงฟันกับ <กิกันเต้เซนธิพีทโดยกระจายกำลังบางส่วนรุดหน้าไป

เจ้าเด็กนั่นมีท่าเท้าไม่ธรรมดาจริงๆ

ศิษย์ชั้นกลางของสำนักเปรยขึ้นโดยมีพวกมันกว่าสิบชีวิตเห็นพ้องไม่ต่างกัน ทุกคนได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วกลับไปมุ่งเน้นสนใจต่อบาทหลวงตรงหน้าอีกครั้ง

จากชั้น 2 สู่ชั้น 3 ฉากไล่ล่าแบบไลฟ์แอคชั่นต่างก็ปรากฏสู่สายตาชน

ท่าไม่ดีแน่ พวกมันตามมากระชั้นชิดมากเกินไป!”

“....อ่าฮะ ก็ตามนั้นล่ะนะ

ปัดโธ่เอ๊ยนี่อย่าพูดชิวเหมือนไม่ใช่ปัญหาของตัวเองสิ ถามจริงเถอะว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมาตามล่าท่าน แล้วทำไมท่านถึงใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง <เทร์ราเรียได้กัน!?”

ขอไม่ตอบล่ะนะ

ก็กะแล้วว่าต้องพูดงี้..!”

พอแค่นั้นแหละเจ้านักบวชนอกรีต

ขณะทั้งสองสนทนาอยู่นั้น ณ เบื้องหลังก็เผยให้เห็นกลุ่มเพอร์ตินเข้ากระชั้นชิด ที่ขาของพวกมันล้วนปรากฏละอองเขียวของ <เฮสท์เสริมความเร็ว จากที่เห็นนี้ก็มีทั้งสิ้น 17 คน ดูท่าที่เหลือจะยังติดพันอยู่กับ <กิกันเต้เซนธิพีทไม่ไปไหน เมื่อตระหนักเช่นนั้นแล้วไรแรคก็ลอบเบาใจ ทว่าตอนนั้นเองที่เบื้องหน้าของทั้งคู่บังเกิดเงาสูงขึ้นซ้อนทับ———

เป็นโคบอลต์ซึ่งง้างกระบองหนามขึ้นเหนือศีรษะ

ระวัง..!”

เปรี้ยงงงงงงงง!!

รู้สึกตัวก็สายเกินแก้ ท่าเท้าที่วิ่งตรงมาตลอดแนวของบากิสพลันชะงักกึกไปพร้อมกับเสียงเตือนของไรแรค ศีรษะของเด็กหนุ่มถึงกับบุบเว้าเข้าไปเล็กน้อย หยาดโลหิตที่ฉีดกระเซ็นออกมาเป็นฟูมฝอยดึงสติของบากิสจนหลงลืมพวกเพอร์ตินไปชั่วขณะ สองเท้าพลันเซถลาไปเบื้องหน้าอย่างไร้แรงต้าน ส่วนสองมือก็ทิ้งไรแรคและเทร์ราเรียร่วงหล่นลงสู่พื้น

อั่ก!?” เพราะสวมผ้าหนาตามสไตล์นักบวช ดังนั้นเขาจึงไม่ได้บาดเจ็บอันใดมากนัก ไรแรคยามเมื่อตั้งหลักได้จึงพลิกกายขึ้นหาสาวกตน “บากิสสส..!?”

สิ่งที่พบนั้นก็คือเด็กหนุ่มซึ่งกำลังนอนหงายอยู่กับพื้น

มีเลือดคั่งที่ตาขวาและกำเดานองออกมาจากสองหูและรูจมูก ยังไม่ตาย...ดูเหมือนเพราะผลพวงของดาบ จึงทำให้ร่างกายของบากิสแข็งแกร่งขึ้น กระนั้นคำว่า <แข็งแกร่งกับ <คงกระพันยังนับว่าห่างกันมากนัก ไรแรคแค่นเสียงไม่สบอารมณ์แล้วลุกขึ้นเตรียมช่วยเหลือ

ทว่าตอนนั้นเอง เบื้องหน้าก็ปรากฏโคบอลต์ 3 ตนขึ้นขวางกั้น

ฮู่มมมมมมมมมมม~~~!!

ฮู่มพ่อมึงสิเฮสท์..!”

วิ้ง! ขาทั้งสองพลันสว่างจ้า ขณะเดียวกันไรแรคก็ทะยานออกไปดุจกระสุนลูกปรายทิ้งเส้นแสงมรกตไว้เบื้องหลัง ชายหนุ่มพุ่งเลยผ่านโคบอลต์ทั้งอย่างนั้นก่อนจะหยุดยืนจรดอยู่ตรงหน้าของบากิส มือทั้งสองพลันวาดออกเรียกใช้เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ทันที———

ฮีล!”

นี่คือเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ แสงรักษา,ฮีล....วิชาบทที่แปดซึ่งได้มาจากเลือดของบากิส ท่ามกลางวิกฤตเป็นตายนี้ไรแรคก็คีบโพชั่นหลอดนึงออกมาด้วยสองนิ้ว นับว่าโชคดีที่คราวนั้นเขาไม่เอาโพชั่นของซัสชาไปขายเสียก่อน ชายหนุ่มงัดจุกขวดออกขณะเดียวกันก็สาดของเหลวสีแดงชมพูออกไปรดตัวของบากิส ทั่วร่างของเด็กหนุ่มยามนี้จึงถูกปกคลุมไปด้วยละอองแสงสีขาวนวลและละอองสีโลหิตของฤทธิ์โพชั่น กะโหลกศีรษะที่บุบเว้าเริ่มย้อนคืนสภาพ ส่วนตาขวาซึ่งเกือบหลุดจากเบ้าเองก็กลอกกลิ้งกลุกไปมาราวกับเจ้าตัวเริ่มได้สติ

-อึก...ท่านเจ้า?”

บากิสฟู่~ค่อยยังชั่วที่เจ้าไม่ตาย—”

ท่านเจ้าข้างหลัง!!”

“..........!”

เสียงกู่ร้องดังขัดบท ไรแรครับรู้ได้ถึงเจตนาจากคำพูดและสีหน้าของเด็กหนุ่ม โดยไม่ไหวติงชายหนุ่มก็ลอบพึมพำ “กรีมวอร์ด” ขึ้นคำนึง ทันใดนั้นเบื้องหลังเขาจึงปรากฏละอองแสงสีนวลขึ้นก่อตัว แทบจะวินาทีเดียวกันโล่แสงจากวิชาศักดิ์สิทธิ์ก็ปะทุดัง ป่งงงงง! อย่างเด่นชัด

สิ่งที่ปะทะต่อบาเรียโปร่งนี้ก็คือกระบองหนามของโคบอลต์ พวกมันหันมาเล่นงานทั้งสองโดยยืนคุมเชิงล้อมเป็นวง

———จากที่เห็นคร่าวๆก็ 5 ตัว

บากิส ไปเก็บดาบมาซะ

-เอ๋อ่า....ครับๆ” เจ้าตัวตอบเสร็จก็ลุกไปเก็บ <เทร์ราเรียซึ่งห่างออกไปไม่ไกลมาถือไว้ กระนั้นเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยก็ใช่จะเป็นเรื่องง่าย ทันทีที่ร่างเล็กก้าวออกไปโคบอลต์ 3 ตนก็พร้อมใจกันทะยานเข้าใส่โดยง้างศาสตราในมืออย่างหมายมั่น

-เหวอ!?

เป๊งงงงงง..!

น่าเสียดายที่ขวานหินและกระบองดิบกลับปะทะเข้าใส่เนื้อผิวของ <กรีมวอร์ดแทน พวกมันทั้งหมดล้วนผงะ และเนื่องจากสภาวะลอยตัวกลางอากาศนี้เองจึงทำให้ทั้งสามกลายเป็นเป้านิ่ง ในชั่วอึดใจนั้นเอง———

ไรแรคก็ประชิดตัวทั้งสามด้วยวิชาศักดิ์สิทธิ์,เร่งความเร็ว <เฮสท์ในตอนนั้นใบหน้าของหนึ่งบาทหลวงและสามอมนุษย์ต่างก็จรดห่างกันไม่ถึงสิบเซนฯ

เปรี้ยงงงง!

.....ศีรษะทั้งหมดพลันกระแทกลงทิ่มดิน

สิ่งนั้นก็คือวิชาศักดิ์สิทธิ์,ฝ่ามือปะทุ <อิมแพคชายหนุ่มออกท่าด้วยมือเปล่าเพียงข้างเดียว ทว่าแรงอัดนี้กลับชักนำให้เกิดลมหมุนตีเข้าร่างของโคบอลต์ทั้งสามจนร่วงหล่น พวกมันล้วนบาดเจ็บอยู่ในสภาพมึนงงกันถ้วนหน้า และเนื่องเพราะสภาพมึนงงนี้เอง ไรแรคจึงฉวยโอกาสแย่งขวานหินจากมืออีกฝ่ายอย่างทื่อด้าน

แล้วจัดการปาดคอผู้เป็นนายเก่าโดยไร้ซึ่งปราณี

เลือดสีชาดฉีดกระเซ็นดุจธารน้ำพุ ยืมหอกสนองผู้ใช้...คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงนัก ทว่าก่อนไรแรคจะทันได้ปลิดชีพอีกสองชีวิตที่เหลือ กลุ่มโคบอลต์สองตนซึ่งถูกมองข้ามไปก็โถมเข้าใส่ด้วยขวานหินหมายสังหารเขาในดาบเดียว กระนั้นเรื่องกลับไม่ง่ายดังความคิด

วูบ!

เพียงชั่วพริบตาไรแรคก็บรรจงร่างมาหยุดอยู่ ณ เบื้องหลังของพวกมัน <เฮสท์ถูกเรียกใช้ซ้ำอีกครั้ง ขณะเดียวกันวิชาศักดิ์สิทธิ์บทที่เจ็ดซึ่งได้มาจากดอลก้าก็พลันถูกเรียกใช้

วิชาศักดิ์สิทธิ์,เคลื่อนจันทร์คล้อย • ลูนาลิสต์

.....ฝ่าของไรแรคพุ่งออกไปดุจฝนเข็ม รวดเร็วและหนักแน่นเป็นคำอธิบายสั้นๆแต่ได้ใจความ มือทั้งสองนี้เหมือนไร้ตัวตนเสมือนกลุ่มหมอกควัน เป็นเพราะวิชานี้จึงทำให้ครั้งนึงเขาถูกขโมยของไปจนหมดสิ้น กระนั้นหนนี้กลับต่างกันออกไป

ตรงที่ผู้ใช้ก็คือไรแรค

และเป้าหมายก็คือการฆ่า!

ด้วยวิชานี้จึงทำให้ข้อมือและร่างกายของเขาผิดเพี้ยนไปจากความจริง การตวัดขวานหินนับสิบครั้งเพียงเสี้ยววิเองก็เช่นกัน ไรแรคสับศีรษะทั้งสองจนแหละเละ ทิ้งให้เหลือไว้เพียงชิ้นส่วนสิบหกสิบเจ็ดไม่ครบสามสิบสองกลายเป็นศพนอนกองกับพื้น

แกร๊ก...เคร้ง!

กระทั่งพอบรรลุผลขวานหินในมือจึงแตกออกเป็นเสี่ยงๆเนื่องจากถูกใช้งานหนักจนเกินไป ขณะเดียวกันพอโคบอลต์อีกสองตนเห็นว่าพรรคพวกล้มตายไปกว่าครึ่ง พวกมันจึงเริ่มได้สติหลบหนีออกไปด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทั้งนี้ชายหนุ่มไม่คิดตามไปให้ลำบาก

เหอะ!” เขาสบถแล้วว่า “บากิส ไปเก็บดาบมาได้แล้ว..!”

-ครับ เข้าใจแล้วท่านเจ้า!”

ทว่าเมื่อเด็กหนุ่มจะเข้าไปหยิบดาบสองมือตรงหน้า ตอนนั้นเอง ณ สุดสายตาก็เผยให้เห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว มันก้มเก็บ <เทร์ราเรียอย่างใจเย็น แล้วว่า

วิชาลับเทร์ราเรีย....มีแต่พวกผู้อาวุโสไม่ก็ทายาทสายตรงเท่านั้นที่รู้วิชานี้ แถมการได้มาเองก็ไม่ใช่ง่ายๆ ยิ่งการสร้างดาบด้วยตัวคนเดียวคงกล่าวว่าเกินจริงชนิดว่าเป็นได้แค่ฝัน

———มันกวาดตาจ้องไปยังไรแรคราวกับมองทะลุซึ่งทุกสิ่ง ชายหนุ่มเองเมื่อพบเจอก็ตระหนกวูบจดจำได้ถึงตัวตนของอีกฝ่าย แม้ต่างจากเดิมที่ใบหน้ามีผ้าคาดไว้บนตาซ้าย ทว่าชายร่างสูงตรงหน้านี้ก็คือผู้มอบวิชาศักดิ์สิทธิ์บทที่เจ็ดและแปดให้แก่ไรแรค

นั่นคือศิษย์เอกสำนัก <เพอร์ตินดอลก้า

ไอ้บาทหลวงนอกรีตเจ้าเป็นใครกันแน่!?”

“...........”

———เสียงคำรามนั้นดังก้องไปทั่วโสตประสาทผู้คน บากิสสะดุ้งเฮือกส่วนไรแรคก็หรุบตาต่ำลงหน้าเครียด จากนั้นราวกับนัดหมายกันไว้เหล่าศิษย์พี่น้องของดอลก้าจึงตามเข้ามาสมทบยืนล้อมกรอบทั้งสองเอาไว้ ทั้งนี้แม้ดอลก้าจะออกตัวทีหลัง แต่ความสามารถในการใช้ <เฮสท์ของเขากลับเหนือล้ำกว่าทุกคน ซ้ำพอไรแรคชะลอการวิ่งเพราะติดพันกับโคบอลต์ ผลลัพธ์จึงกลายเป็นลงเอยด้วยการเข้าประชิดตัวชายหนุ่มได้ในที่สุด

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ไรแรคก็โพล่งขึ้น

“.....ให้ตายสิ พวกตระกูลดาบนี่มันใจแคบชะมัด กะอีแค่วิชาสองสามอย่างไม่เห็นจะต้องมาตามล่าขนาดนี้เลยนี่ จริงไหม?”

ก็จริง ว่าหากเป็นวิชาพื้นๆพวกเราก็คงไม่ใส่ใจนัก

ใช่ ความจริงแล้วพวกเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแหล่ล้วนหาได้เป็นความลับไม่ ใจความของเคล็ดวิชาล้วนสามารถซื้อขายได้จากในตลาดมืดหรือปากต่อปาก ทว่าทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ลองวิชา หากเจ้าตัวเชื่อ <เงื่อนไขการได้มาแล้วทำสำเร็จก็นับว่าดีไป ทว่าหาก <เงื่อนไขการได้นั้นเป็นของปลอมเล่าหากเป็นเช่นนั้นจริงเวลาที่เสียไปไม่ใช่ว่าสูญเปล่าหรอกเหรอ?

นอกจากต้องมีเงินแล้ว กระทั่งแหล่งข่าวเองก็ต้องน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน

.....คนผู้นี้อาจเป็นสมาชิกระดับสูงของศาสนจักรไม่ก็สิบตระกูลดาบ

ดอลก้าลอบคิดเช่นนั้น ทว่าลึกๆแล้วก็ยังไม่ปักใจเชื่อเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากทั้ง <ศาสนจักรและ <สิบตระกูลดาบเองก็ใช่ว่าจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเสียหน่อย

ศาสนจักรประกอบไปด้วย 3 นิกายหลัก

ส่วนตระกูลดาบก็ประกอบด้วย 10 ผู้สืบทอดปกรณัมดาบ

———แม้ไม่แน่ชัด แต่หลักๆแล้วชายผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกชั้นสูงไม่องค์กรใดก็องค์กรหนึ่งเป็นแน่ ดอลก้าเชื่ออย่างนั้นโดยไม่ตัดสินใจกระทำตัวผลีผลาม มันว่า

ข้าไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายจะเกิดเป็นสงครามนองเลือดนัก หากไม่รบกวนจนเกินไป ข้าดอลก้าขอเชิญท่านนักบวชเข้าพูดคุยยังสำนัก <เพอร์ตินของพวกเรา

ขอปฏิเสธ

ว่าไงนะ..?”

คำพูดโดยไร้ซึ่งการติติงของไรแรค ส่งผลให้ศิษย์สำนักทั้งหมดรวมถึงดอลก้าต้องขมวดคิ้วแน่น ชายคนนี้ไม่เข้าใจถึงสภาพการณ์ตนเองเลยรึไงก่อนที่ดอลก้าและพรรคพวกจะทันได้ขู่สำทับอะไรไปเพิ่มเติมนั้น ไรแรคก็ว่า

วิชาศักดิ์สิทธิ์...เทร์ราเรีย ไม่คิดเลยว่าแค่วิชาสร้างดาบดินพรรค์นี้จะมีค่ามากพอให้พวกแกดิ้นกัน” ชายหนุ่มแสยะยิ้มเอ่ยซ้ำ “เท่านี้ก็แน่ชัดแล้วว่าใครถือไพ่เหนือกว่ากัน

ถือไพ่เหนือกว่าเฮอะ! เจ้าจะบอกว่าตนเองยามนี้กำลังเป็นฝ่ายคุมเชิงอยู่รึไง?”

ไม่ใช่เรอะถ้างั้นชั้นจะชี้ให้เห็นเอง” ไรแรคกล่าวจบก็ยกนิ้วไปยังดาบสีทองอร่ามในมือดอลก้า นั่นคือ <เทร์ราเรียลองก์ซอร์ดขนาดใหญ่นี้ได้แฝงออร่าสีเหลืองนวลขับเคลื่อนไปรอบทิศ เขาว่า “ผู้ถือครองจะได้รับพลังกายและผลวิชาศักดิ์สิทธิ์ธาตุดินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว—”

ท่ามกลางสีหน้างุนงงของทุกคน ชายหนุ่มก็เหยียดมุมปากเปรยว่า “เทร์ราเรีย” ออกมาเบาๆ ไรแรคย่างเท้าลงเตะดินออกไปคืบนึง ป่งงงงงงงงงง! ทันใดนั้นหน้าดินก็พลันแปรเปลี่ยน

กลายเป็นดาบลองก์ซอร์ดขนาดใหญ่ขึ้นอีกเล่ม...ไม่สิ

กลายเป็น <เทร์ราเรียไอเทมระดับยูนีคอีกชิ้นต่างหาก

———บาทหลวงหนุ่มสูดลมหายใจ แล้วเปล่งวาจาลั่น

ถึงผู้แสวงโชคทุกท่านไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัยรึศิษย์พรรคสำนักไหนก็ตามแต่ ขอเพียงท่านเด็ดหัวชายตรงหน้าข้าได้ล่ะก็...ดาบปฐพี <เทร์ราเรียหรือยูนีคไอเทมชิ้นนี้จะกลายเป็นของท่านทันที!”

นี่เจ้า..!?”

ดอลก้านึกกับใจหายวาบไม่คาดคิดว่าชายตรงหน้าจะกระทำการอุกอาจเช่นนี้ มันถึงกับลอบสบถแล้วกระชับเทร์ราเรียเตรียมพร้อมไว้ ตอนนั้นเองที่ดอลก้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ในสภาพซึ่งมันสมควรได้เปรียบนี้ ทั้งหมดต่างก็พร้อมใจกันจ้องไปที่ไรแรค

———ไม่...ไม่ใช่ ทุกคนไม่ได้มองไปที่ไรแรค

แต่เป็นดาบยูนีคไอเทมที่ชื่อ <เทร์ราเรียต่างหาก

พอรู้สึกตัวอีกที กระทั่งดอลก้าเองก็ตกอยู่ในภวังค์ดังกล่าวโดยไม่อาจต้าน แน่นอนว่ารูปลักษณ์ของเทร์ราเรียในมือเขาและตรงหน้าไรแรคต่างก็เสมอเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทว่าทำไมกันทำไมดาบตรงหน้านั้นถึงมีละอองแสงปกคลุมหนาแน่นเสียซะขนาดนั้น

เมื่อตั้งคำถามเสร็จ ดอลก้าก็เหลือบมองดาบในมือตนอีกครั้ง

———แล้วก็ค้นพบ แร่ <เออร์ธ่าบนดาบเทร์ราเรียของเขามีองค์ประกอบอื่นปะปนอยู่ สีเหลืองอำพันแดงนี้เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีเยี่ยม ผิดกับแร่ <เออร์ธ่าบนเทร์ราเรียของไรแรคซึ่งมีสีทองสว่างดูกระจ่างตา ใช่แล้ว ดาบของทั้งสองนั้นต่างกันอยู่จุดหนึ่ง

.....นั่นก็คือความบริสุทธิ์ของแร่

ดังนั้นพลังอำนาจที่ปล่อยออกมาก็เลยต่างกัน

หรือหากชี้ให้เห็นอีกนัยหนึ่งก็คือไรแรคคาดการไว้แล้วว่าอาจมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เขาเลยจงใจสร้างดาบที่มีพลังด้อยกว่าออกมาหลอกล่อ เพื่อเสริมบารมีให้อีกเล่มดูโดดเด่นยิ่งกว่า ขณะที่ทั้งหมดถูกความโลภเข้าปกคลุมนั้นเอง ชายหนุ่มก็โพล่ง

ห้าเท่าดาบเล่มนี้สามารถเพิ่มแรงกายและผลของวิชาธาตุดินขึ้นเป็นห้าเท่าได้จงคิดให้ดีๆเสีย หากทุกท่านปล่อยให้ชายผู้นี้มีชีวิต ซักวันมันต้องย้อนกลับมาสังหารข้าแน่ถึงตอนนั้นโลกใบนี้ก็คงขาดยอดฝีมือผู้สร้างยูนีคไอเทมไปอีกรายหนึ่ง ทุกท่าน..!”

เขาผายมือออกข้าง แล้วคำรามลั่น

จงปกป้องชั้น แล้วฆ่าเจ้านั่นทิ้งไปซะ!”

-กรอด! นี่เจ้าคิดจริงๆเรอะว่าคำพูดพรรค์นั้นจะ—” ดอลก้าพลันชะงักกึก ทั่วสรรพางค์ของมันกลับกลายเป็นแข็งทื่อในชั่วเสี้ยววิ

ศิษย์พี่น้องนับสิบกำลังจ้องมันอย่างถมึงทึง

“...ทำไมทำไมพวกเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้นนี่พวกเจ้าหลงเชื่อคำลวงของศัตรูรึไง!?”

โห่? เช่นนั้นท่านดอลก้าช่วยเลิกกอดเทร์ราเรียเล่มนั้นก่อนได้รึไม่?”

“.......….!”

คำพูดของชายหนุ่มราวกับสายฟ้าฟาด เมื่อดอลก้าก้มมองดูก็พบว่าเป็นดังนั้น มือทั้งสองข้างของมันกำลังกอดเทร์ราเรียเล่มเดิมไว้แนบแน่นราวกับกลัวว่าจะตกหล่น ทั้งนี้เป็นเพราะความกลัวในจิตใจ ทีแรกที่มันเห็นสายตาของศิษย์พี่น้องจ้องไปยังเทร์ราเรียตรงหน้าไรแรค ในใจมันก็บังเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาชั่วขณะ ลึกๆแล้วมันกลัวว่าเทร์ราเรียเล่มนี้จะถูกแย่งชิงไป มันกลัวว่าดาบในมือเล่มนี้จะเป็นที่ต้องตาของผู้อื่น

มันกลัวที่จะถูกแย่งชิงอำนาจ

-พวกเจ้าอย่าได้ถูกมันหลอกใช้—”

มัวลังเลอะไรอยู่!? ศิษย์เอกท่านนี้เป็นคนดีเลิศประเสริฐรึไงเขาช่วยขอทานทำบุญบริจาคให้แก่ผู้ทุกข์ยากเหรอเกรงว่าไม่ใช่นัก ครั้งนึงข้าเคยถูกเขาขโมยทรัพย์แล้วดูถูกเหยียดหยาม คาดว่าบางท่าน ณ ที่นี้ก็อาจจะทราบกันดีอยู่แล้วใช่รึไม่?”

เจ้า..!”

คำพูดสุมไฟของไรแรคทำให้อีกฝ่ายถึงกับเดือดดาลยิ่งกว่าเก่า ทว่าก่อนที่ดอลก้าจะทันได้แย้งคำใดออกไปนั้น หนึ่งในศิษย์สำนักผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาคำนับให้แก่ดอลก้าอย่างหมดจด พอเห็นดังนั้นมันจึงคลายใจลง ดูเหมือนในกลุ่มศิษย์พี่น้องนับสิบนี้จะยังมีผู้ที่เชื่อในตัวเขาอยู่

ศิษย์พี่ ข้าล่วงเกินท่านแล้ว

———ซะเมื่อไหร่ล่ะ

“.....เอ๋?”

ซวบ! ทันทีที่เอื้อนเอ่ย ร่างของคู่สนทนาก็เลือนหายไปด้วย <เฮสท์มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เลือดอุ่นๆไหลย้อยลงมากลางศีรษะ พร้อมกันนั้นสติของดอลก้าก็เริ่มหลุดลอยออกไป ดาบในมือถูกผล็อยลงสู่พื้น ส่วนศิษย์น้องตรงผู้ใช้ <เฮสท์เองก็ยันเท้าเข้าใส่

ก่อนจะถอนดาบเคลย์มอร์ซึ่งเจาะกะโหลกของดอลก้าออกมาอย่างลวกๆ มันว่า

ตามสัญญาเจ้าบาทหลวงนอกรีต ข้าขอดาบเล่มนั้นไปล่ะ

ย่อมได้ เพียงแต่ดาบมีหนึ่ง ข้าเกรงว่าท่านคง—”

หนนี้คงไม่เป็นไปตามแผน เดิมเพราะพวกข้าจงเกลียดจงชังดอลก้าอยู่ก่อนแล้ว พอมีข้อเสนอง่ายต่อการสังหารทิ้ง พวกเราจึงตกลงยอมกระทำตามก็เท่านั้น

ไรแรคลอบตระหนกในใจ ก่อนจะกวาดสายตามองพวกที่เหลือดู คร่าวๆก็เหมือนจะเช่นนั้น ดวงตาของมันล้วนหนักแน่นไม่ไขว้เขว เขาเปรย

“.....ดูท่าในหมู่ศิษย์ด้วยกันแล้ว นายจะเป็นศูนย์กลางของทั้งหมดสินะเป็นพวกที่ชอบตีซี้กับทุกคนด้วยนิสัยเฟรนด์ลี่อะไรทำนองนี้?”

แกร๊ก! เทร์ราเรียที่หลุดมือดอลก้าถูกเก็บขึ้นมาพร้อมกับเสียงคำรามของอีกฝ่าย

เลิกพูดมากแล้วส่งดาบอีกเล่มมาซะ!”

“.....ใจร้อนจังน้า ชั้นแค่จะบอกเฉยๆว่าดาบน่ะมีแค่เล่มเดียว แต่ดูพวกนายสิเล่นมีกันเป็นขโยงเลยแล้วแบบนี้จะจัดส่วนแบ่งได้ถูกเหรอ?”

เป๊าะ!

———ไรแรคดีดนิ้ว

ไหนๆแล้วก็เอาไปซักพันเล่มเลยเป็นไง?”

หา..?”

ท่ามกลางสีหน้างุนงงของอีกฝ่าย ตัวเขาก็ตัดสินตอบกลับไปด้วยการกระทำแทนคำพูด ตึง! ชายหนุ่มกระทืบเท้าไปหนนึง ส่งผลให้พื้นที่ข้างเคียงปรากฏแง่งดินก่อตัวขึ้นกลายเป็น <เทร์ราเรียอีกเล่ม ใช่ เพียงแค่ใจตบเท้าก็ได้มาหนึ่ง จากนั้นเจ้าตัวจึงตบมืออีกสองหน

แปะแปะ!

ผลลัพธ์ก็คือ <เทร์ราเรียอีกสองเล่ม

ชายคนนี้ร่ายวิชาศักดิ์สิทธิ์ได้ดั่งใจนึก!? ทั้งหมดรับรู้ได้แทบจะทันที ขณะเดียวกันทุกคนก็เบิกตาโพลงราวกับเห็นสัตว์ประหลาดที่ยากพานพบ ไรแรคว่า

หนนี้จะเป็นของจริงล่ะนะ!”

กึกๆๆๆๆๆๆๆๆ ทันใดนั้นทั้งพื้นดินและเพดานถ้ำต่างก็สั่นสะท้านไปทั่วทั้งชั้น แง่งหินนับร้อยพันพลันผุดขึ้นลงหยุบหยับราวกับหินงอกหินย้อย นี่คือการไหวของดินอีกฝ่ายสะดุ้งว่า

รีบหยุดมันเร็วเข้า..!”

ไม่ทันแล้วโว้ยยยยยเทร์ราเรีย..!”

เปรี้ยงงงงงงง!

ทันใดนั้นพื้นดินซึ่งยืนอยู่ก็พลันแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เนื่องเพราะแร่ <เออร์ธ่าและธาตุดินที่ถูกสูบไปสร้างดาบเป็นจำนวนมาก พื้นดินจึงกลับกลายเป็นเปราะอ่อนไร้ความคงทน ขณะเดียวกันในห้วงอากาศนี้ก็เผยให้เห็น <เทร์ราเรียนับพันลอยคว้างอย่างระเกะระกะ

ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นด้วยกฎของแรงโน้มถ่วง

ทว่าเรื่องกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่อชั้นสามพังลง สิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องล่างก็คือชั้นสี่ของดันเจี้ยน ความสูงหลายร้อยเมตรนี้ได้ถูกดาบฝน <เทร์ราเรียเข้าปกคลุมจนมืดมิด

เปรี้ยงงงงงงงงงง!

ผลลัพธ์ก็คือชั้นสี่ของดันเจี้ยนถูกทำลายแลกกับโดยมี <เทร์ราเรียนับพันมุ่งหน้าลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อทะลวงผ่านชั้นไปสี่ พื้นเบื้องล่างจึงกลายเป็นห้องโปร่งของชั้นห้าแทน

เปรี้ยงงงงงงงงงง!

ผลลัพธ์คราวนี้กลับต่างไปจากเดิมเล็กน้อย เพราะห่าฝน <เทร์ราเรียบางส่วนเมื่อปะทะเข้ากับพื้นชั้นล่างก็กลับกลายเป็นหยุดนิ่งบ้างบิ่นหักจนลดจำนวนลงเหลือเพียงหลักร้อยในชั่วเสี้ยววิ ภาพตรงหน้านี้ส่งผลให้ไรแรคต้องแปลกใจเล็กน้อย ใช่ เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ในสภาพไร้จุดยืนโดยมีตนเองและเศษหินดินร่วงหล่นลงกลางอากาศเป็นออปเจ็ค เขากลับเหยียดยิ้มแล้วคำรามอย่างหมายมั่น “ถ้าไม่พอ—”

วิ้งงงงง!

งั้นก็เอาไปอีก..!”

เศษหินดินกลางอากาศพลันแปรธาตุอนูกลายเป็นเกลียวดาบนับไม่ถ้วน น้ำหนักเปลี่ยนการเคลื่อนที่มวลสารก็เปลี่ยน ทันทีที่ห่าฝน <เทร์ราเรียชุดใหม่ถูกสร้างแล้วเสร็จ พวกมันก็ทะยานออกไปบดขยี้พื้นของดันเจี้ยนชั้นห้าอย่างคลั่ง

ป่งงงงงงงงงงงงง!

———ผลลัพธ์ก็คือปราการสุดท้ายที่แตกกระจุย พื้นดินของดันเจี้ยนชั้นห้าล้วนถูกทำลายลงจนหมดสิ้น สุดทางนั้นจึงเป็นดันเจี้ยนชั้นหก

ชั้นสุดท้ายของดันเจี้ยนป่าอสูรระดับ 1 ดาวแห่งนี้

.....ชั้นสุดท้ายซึ่งมี <ลาสบอสสิงสถิตอยู่

†††

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

230 ความคิดเห็น

  1. #119 madamlm (@madamlm) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 10:41

    ดิฉันนึกถึงป๋ากิลเลยค่ะ

    #119
    0
  2. #79 MekaIX (@MoneyEarnKillAnt) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:13
    ฝนดาบล่ะเว้ย ฉากนี้อลังการโครตๆ!
    #79
    0
  3. #12 ฮั่นหนีผู้หนีไม่รอด (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 17:24
    เข้!!!! แต่เอาจริงๆไม่อยากให้ผูหญิงตายเลยงะ จะมีบทแค่นี้หรือคืนชีพอีกเนี่ย
    #12
    0