ตอนที่ 2 : Ep.002 - Incur

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 951
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    24 ม.ค. 62

DD : Necrom.002

เจ้าคิดจรึงรึว่ามนุษย์จะกระทำการอันยิ่งใหญ่นี้ได้

เสียงใครซักคนหนึ่งดังขึ้น ไรแรครับรู้,แต่ไม่อาจรับทราบว่านั่นคือใคร เพราะดวงตานั้นมองเห็นแต่เพียงความมืดมิด ก่อนจะไขข้อกังขานี้ได้อีกเสียงหนึ่งจึงตอบกลับ

ไม่รู้,บางทีมันอาจจะสำเร็จก็ได้ รึต่อให้ล้มเหลว,เจ้าจักทำอย่างไรต่อเล่า?”

เหอะมนุษย์มันล้มเหลวมาตั้งแต่ต้นแล้ว,พวกมันคือสิ่งที่ <ไม่ควรมีอยู่> แต่เจ้ากลับรังสรรค์มันขึ้นโดยคาดหวังว่าจะโค่นพวกนั้นได้,แล้วเป็นอย่างไร!? ยามนี้มันกลับเป็นพิษคิดแต่เรื่องสงครามและการเบียดเบียนผู้อื่น เจ้าก็รู้,พวกเรามิอาจใช้งานมันได้อีกแล้ว

คนพวกนี้พูดเรื่องอะไรนี่คือสิ่งที่ไรแรคคิด,ซึ่งพอเขาคิดจะโพล่งถามอะไรซักอย่างก็พบว่าไม่อาจทำได้ นอกจากจะมองไม่เห็นแล้วกระทั่งเสียงและร่างกายเองก็พลอยเป็นไปด้วย

เช่นนั้นแล้วเจ้าคิดจะใช้สิ่งใดกัน?” เสียงปริศนายังคงถามต่อ

ยังคิดให้ข้าใช้สิ่งใดอีก!? มนุษย์มันฆ่าล้างเผ่าอื่นจนแทบสูญสิ้นจนพวกที่เหลือเหล่านั้นมันแปรพรรคกันไปหมดแล้ว!!” เสียงนั้นตวาดอย่างเดือดดาล

“..เช่นนั้นเรอะงั้นข้าได้ข้อสรุปแล้ว––”

...

ลมหายใจของไรแรคติดขัด,แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรแต่สิ่งที่ได้ยินนั้นฟังดูน่ากลัวเอามากๆ เหมือนเรื่องที่พวกเขาพูดมันจะไม่ใช่บทจากวรรณกรรมหรือการแสดง มันเหมือนกับพวกเขามีอำนาจอันยิ่งใหญ่ทุกสุ่มเสียงและทุกคำพูดนั้นดูเหมือนจะกระทำได้จริง

มนุษย์คือ <ของตำหนิ> ข้าจักทำลายมันทิ้งเอง

เฮือกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~!!!

ชายหนุ่มสะดุ้งโพล่งตื่นจากความฝัน ใช่,มันคือความฝัน โลกสีดำเมื่อครู่เหมือนจะเป็นแบบนั้น เพราะในตอนนี้เขากำลังจ้องฝ่ามือของตัวเองพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ เหงื่อไคลกำลังอาบไปทั่วตัวราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ

———— ไรแรครู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง

คำพูดในฝันเมื่อกี้มันเหมือนกับ..มันเหมือนกับตัวเขารวมถึงมนุษย์ทุกคนจะสูญสิ้นเอาได้ง่ายๆจนน่าใจหาย ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าไอ้ความรู้สึกนี้มันคืออะไร,ทั้งที่มันเป็นแค่ฝันแท้ๆ

ความฝันมันทรงพลังได้ถึงขนาดนี้เลยเรอะเนี่ย..?”

ไรแรคพึมพำแล้วปาดเหงื่อ ทว่าเหมือนรับรู้ความผิดปกติ,เหงื่อซึ่งควรจะไร้สีนั้นกลับพบว่าเป็นมีรอยแดงแกมดำเปื้อนอยู่ มันคือเลือด,เลือดที่แข็งตัวจนแห้งกรังบนใบหน้า ไรแรคตื่นจากภวังค์ซึ่งยังหลงเหลืออยู่จนหมดจด เขารีบตรวจสอบสภาพแวดล้อมในทันที จากนั้นจึงพบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนอยู่บนแท่นหินและข้างๆก็มีกล่องเหล็กสีดำกับหนังสืออีกหนึ่งเล่มอยู่ในมือ

“..แค่เรื่องนี้สินะ,ที่ไม่ใช่ฝัน?”

เรื่องที่เขาติดอยู่ในห้องลับของดันเจี้ยนนี้เป็นของจริง,ไรแรคตระหนักเช่นนั้น ทว่าเมื่อมองไปโดยรอบเขาก็ไม่พบสิ่งอื่นอย่างเจ้าพะยาดสีดำเมื่อก่อนหน้า

———— เจ้าพวกนั้นคงเป็นภาพหลอนจริงๆนั่นแหละ

ถึงอย่างนั้น,สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ก็คือเลือดซึ่งไหลมาแห้งกรังตามตัวนี้ หากไม่ได้ถูกเจ้าพวกพะยาดนั่นทำร้ายแล้วเลือดมันไหลออกมาจากหูจมูกปากได้ยังไงกันต่อให้เป็นฝีมือของพวกพะยาดทำร้ายจริง งั้นทำไมพวกมันถึงไม่สังหารเขาให้ตายไปเลยล่ะ?

หรือบางทีมันคิดว่าเขาตายแล้วจึงปล่อยร่างทิ้งไว้อย่างนี้?

———— ไม่ว่าอย่างไหน,สุดท้ายแล้วไรแรคก็สับสนอยู่ดี

ช่างหัวมัน..ตอนนี้เราต้องคิดหาทางออกก่อน

ไรแรคลุกขึ้นยืนทั้งที่เซเล็กน้อย นี่คงเป็นอาการหลังเสียเลือดไปจำนวนหนึ่ง,เอาเถอะ ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าความเจ็บปวดและความรู้สึกตกค้างนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะจางหายไปได้ง่ายๆ

เมื่อไม่มีอะไรอีกเขาก็ตัดสินใจลงมาจากยอดแท่น ทุกอย่างถูกทิ้งไว้อย่างนั้นทั้งคราบเลือดและกล่องเหล็ก ยกเว้นเพียงแค่หนังสือปกแข็งนี้เท่านั้นซึ่งหยิบติดมาด้วย เจ้าสิ่งนี้เป็นของที่อยู่ในกล่องแล้วก็อยู่ในห้องลับอีกทีหนึ่งของดันเจี้ยน บางทีมันอาจมีค่ากว่าที่คิดก็ได้

———— อาจเป็นตำราเวทหรืออะไรทำนองนั้น

เมื่อลงมาถึงพื้น,เขาก็ตัดสินใจตรวจสอบดูถึงเนื้อหาของมัน

พรึ่บ!

อ–โอ้..!!?”

หนังสือเวทมนตร์ล่ะด้านในมีแต่บทบริกรรมเต็มไปหมดเลย

ฮะๆๆๆๆๆ..นี่มันความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เลยนะเนี่ย

ไรแรคเริ่มวางแผนจะขายหนังสือเวทย์เล่มนี้โดยพลัน เดิมทีตำราวิชาม้วนคัมภีร์อะไรก็ตามที่นำไปสู่ความแข็งแกร่งได้ของสิ่งนั้นจะมีมูลค่าสูง ยิ่งเกี่ยวกับพวกเวทมนตร์แล้วด้วย,ราคาต่อชิ้นหนึ่งก็ตกไปหลายเหรียญอีกเท่าตัวซึ่งงานนี้ไรแรคก็คงไม่พลาดแน่

แต่ก่อนหน้านั้น,ขอให้ออกไปจากที่นี่ได้ก่อนเถอะ

มีใครอยู่ข้างนอกไหมมมมมมมมมมม~~~!!”

...

———— คงไม่มีสินะ

อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาา~~!! สรุปต้องมาตายแบบนี้จริงเรอะเนี่ย!!? ไม่เอานะเว้ยอุตส่าห์ได้ของดีมาแล้วทั้งทีจะให้มาตายไปกับดันเจี้ยนโง่ๆนี่รึไง!!?”

สติแตกซะแล้ว,กลับมาเป็นเหมือนเดิมและก็เข้าสู่โหมดตื่นตูมอีกตามเคย ไรแรคระดมความเครียดและความโมโหเข้าใส่ประตูบานใหญ่โดยประโคมหมัดเท้าต่อยเตะ กระนั้น,บานประตูสูงนี้ก็ไม่เขยื้อนอยู่เหมือนเดิม ต้องต่อยให้ครบร้อยครั้งรึไงฟะ!? ประตูมันถึงจะเปิด,ไรแรคคิด

..!?”

เพราะเอาแต่ต่อยจดจ่อกับบานประตูตอนนั้นไรแรคจึงสังเกต รู้สึกว่าตรงส่วนวงกบประตูจะมีห่วงเล็กๆคล้องไว้อยู่ เพียงแค่นั้นในหัวของชายหนุ่มก็แล่นขึ้นมาทันที

———— ไอ้ห่วงที่ว่ามันคือกลอนประตูรึเปล่าหว่า?

เพราะในฝั่งตะวันตกอย่างเขาไม่ค่อยพบกลอนประตูแบบห่วงซักเท่าไหร่ ไรแรคจึงไม่ทันสังเกตและคิดเพียงแค่ว่ามันเป็นของตกแต่ง กลอนห่วงพวกนี้มักจะพบในฝั่งตะวันออกเสียซะมากกว่า เพราะแบบนั้นก็เลยทำให้เขามองข้ามมันไปโดยง่าย

และถ้าใช่,แสดงว่าตั้งแต่แรกซึ่งไม่สามารถเปิดประตูได้ ก็เป็นเพราะตัวเขาเองมัวแต่ดันประตูไปข้างหน้า โดยลืมทำอีกอย่างหนึ่งคือการดึงประตูไปด้านหลังเข้าหาตัว

...

จะว่าไปตอนเข้ามาก็ใช้วิธี <ผลัก> ถ้างั้น,บางทีตอนออกอาจจะต้องใช้วิธี <ดึง> พอนึกแบบนี้ไรแรคก็เหงื่ออาบไปทั่วหลัง ถ้าเขา <ดึง> ประตูบานนี้ดูแล้วปรากฏว่าทำสำเร็จได้จริง มันก็น่าดีใจอยู่ที่นั่นหมายถึงตัวเขาเองจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้ซักที

แต่กลับกันก็หมายถึงตัวไรแรคนั้นโง่งมขังตัวเองมาตั้งนานโดยเข้าใจผิดว่าประตูมันล็อก

แอ๊ดดดดดดดดดดดดดด~~~!!

เมื่อปฏิบัติดู,ผลลัพธ์ก็ตามมาด้วยเสียงและประตูซึ่งเขยิบใกล้

———— คำตอบคือไรแรคโง่ดังที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม,เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากว่าเที่ยงคืนซึ่งดึกดื่นจนหาผู้คนในดันเจี้ยนได้ยาก ดังนั้นเมื่อไรแรคเดินออกมาจากห้องลับเขาจึงไม่พบใครอยู่ในบริเวณโดยรอบ และเพื่อไม่ให้ขายขี้หน้าเรื่องสับสนการเข้าออกของประตู ดังนั้น,ชายหนุ่มจึงรีบย่ำเท้ากลับเมืองไปแต่โดยดี

†††

 

กลับบ้านนอนอย่างมีความสุขพร้อมกับตื่นมารับแสงแดดยามเช้าอีกครั้ง กิจวัตรก็ยังคงเดิม,ชายหนุ่มสูบม้วนยาเส้นแล้วพ่นควันขาวอย่างนิ่งสงบ

———— ทำไมไอ้หนังสือเวทย์มันขายไม่ได้วะเนี่ย?

นั่นคือสิ่งที่ไรแรคคิด,เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขาเพิ่งไปยังร้านขายตำราเวทย์มาพร้อมกับนำเสนอเจ้าหนังสือปกแข็งจากดันเจี้ยนนี้ไว้ซะดิบดี ทว่าพอเจ้าของร้านเปิดอ่านด้านใน,อีกฝ่ายกลับบอกมาว่าอ่านไม่รู้เรื่องแล้วโยนคืนมาให้ และเมื่อไปขายที่ร้านอื่นเองไรแรคก็พบเจอกับเหตุการณ์เดิมซ้ำๆทุกครั้ง

หมายความว่ายังไงที่อ่านไม่ออก,ในเมื่อตัวเขายังอ่านมันรู้เรื่องแท้ๆ

แต่นึกๆดูตอนแรกเราก็อ่านหน้าปกมันไม่ออกนี่หว่า แล้วทำไมตอนนี้ถึง..?”

ไรแรคพึมพำแล้วลูบตัวอักษรนูนบนปกสีดำ <บัญญัติปราชญ์ลำดับสอง - ของตำหนิ•ไครเทียสหนังสือเล่มนี้มีชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน บางทีที่อ่านออกอาจจะเป็นเพราะผลลัพธ์จากอะไรบางอย่าง หนังสือเล่มนี้อาจจะถูกสร้างเป็นไอเทมประเภทเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่นมีเพียงผู้สัมผัสมันคนแรกเท่านั้นที่จะอ่านออก แต่ถึงจะเดาสุ่มพิสูจน์อะไรไปในเมื่อหนังสือเล่มนี้ขายไม่ออกมันก็เท่านั้น

ไรแรคไม่ใช่นักเวทย์หรือนักบวชที่จะมีทักษะ <เวทย์ศักดิ์สิทธิ์> ถึงในตัวมนุษย์ทุกคนจะมี <สัจจะแห่งมานา> อยู่แต่สำหรับเขาซึ่งไม่เคยฝึกด้านนี้มาก่อน ดังนั้นต่อให้ได้ตำราเวทย์ไปยังไงก็คงไม่ได้ใช้ อีกทั้งจะให้ทิ้งมันก็แลดูน่าเสียดาย,เขาสูบยาเส้นหมดไปอีกหนึ่ง

———— จากนั้นจึงตัดสินใจเก็บหนังสือเข้าเสื้อในของชุดบาทหลวง

ช่วยไม่ได้น้า..

ได้แต่บ่นแล้วชายหนุ่มจึงเดินเอ้อระเหยไปยังดันเจี้ยนอีกครั้ง แม้เมื่อวานจะมีเรื่องระทึกเกิดขึ้นกับตน,แต่ใครจะสนล่ะนี่คืองานนะ,ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงินหรอก

คนน้อยกว่าเมื่อวานอีกแฮะ,ถ้าจะแย่แล้วมั้งเนี่ย?”

———— เอาเถอะ,คนน้อยๆเองก็หาเหยื่อเป้าหมายได้ง่ายอยู่ล่ะนะ

เมื่อไรแรคลงมาถึงชั้นหนึ่งของดันเจี้ยนตามปกติ เขาจึงพบว่าวันนี้คนน้อยลงดังที่คาดไว้ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไร,แต่ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไรแรคสะดวกขึ้นเล็กน้อย ทว่าตอนนั้นเอง,สายตาก็เหลือบไปเห็นนักผจญภัยคนหนึ่งอย่างฉับไว

———— ผู้เคราะห์ร้ายคือหญิงสาวรายหนึ่ง

เธอยืนอยู่ตัวคนเดียวนั่นจึงเป็นเหตุให้ตกเป็นเป้าของไรแรค เขาถูฝ่ามือทั้งสองข้างอย่างกระตือรือร้นพลางเดินเข้าหาเธอ เมื่อดูดีๆจึงทราบว่าอีกฝ่ายน่าจะมีทุนทรัพย์สูง,เพราะการแต่งกายซึ่งแทบจะครบเซ็ทของนักผจญภัยตั้งแต่ <เชนท์เมล> หรือ <ไลท์อาร์ม> ต่างก็มีอยู่ครบจนหมดจดดูสวยงาม ทั้งที่มีของดีระดับนี้แต่กลับมาที่ดันเจี้ยนระดับ 1 ดาวมันก็ทำให้ระแคะระคายใจ

———— กระนั้น,ไรแรคก็มองข้ามเพราะเงินสำคัญกว่า

คุณผู้หญิงตรงนั้น!”

หืม..?” เธอตอบรับคำของชายหนุ่มพร้อมหันหน้ามา

ดูท่าเธอจะเป็นนักผจญภัยระดับสูงสินะจะรังเกียจไหม,ถ้าชั้นนำเสนอเจ้าสิ่งนี้

———— ไรแรคชูกำไลข้อมือโปเกให้เห็นเด่นหรา,ฝ่ายหญิงคิ้วขมวด

นั่นคือ..?”

กำไลต้านทานเวทย์ธาตุไฟระดับ 1-4 น่ะ,เผอิญชั้นได้มันมาจากคนรู้จัก แต่คิดว่าคงไม่ได้ใช้มันหรอก พอเห็นเธอแล้วคิดว่าน่าจะคู่ควรกว่า,ถึงได้คิดอยากจะมอบให้ เพราะงั้น,ช่วยรับไว้หน่อยได้รึเปล่า?” ชายหนุ่มรีบยื่นมันให้โดยไม่ลังเล,หญิงสาวเองก็นิ่งค้างไปพักก่อนจะรับไว้แต่โดยดี

ในใจของไรแรคกำลังเนื้อเต้น

ตอนนี้เหลือแค่ให้อีกฝ่ายทำการตอบแทนบุญคุณเท่านั้น

เข้าใจล่ะ,งั้นชั้นจะเก็บมันไว้เอง..ขอตัว

เอ๋..?”

เธอหันหลังกลับพร้อมกับทำท่าจะเดินจากไป ขณะที่ไรแรคกำลังสับสน,เขาตัดสินใจคว้าหมับเข้าที่ไหล่เพื่อรั้งเธอไว้ แม้จะงง,แต่ตอนนี้เขาคิดแต่เพียงว่าต้องได้เงินก่อน

เดี๋ยวๆๆๆๆ!! อะไรน่ะ,ไอ้ท่าทีตอบรับแบบนั้น?”

ท่าทีตอบรับ?”

ก็ที่เธอทำท่าจะเดินหนีนั่นน่ะ,นี่หล่อนคิดจะรับของคนอื่นฟรีๆเลยรึไง!? ไม่รู้สึกผิดเลยเรอะ!?

..ก็นายให้ฟรีไม่ใช่เหรอ?”

———— แมร่มเอ๊ยยยยยยยย~~~!!

คนแบบนี้มันก็มีด้วยเหรอวะเนี่ย!? พลาดชะมัดที่เลือกยัยนี่

คือแบบนี้นะ,เวลาที่คนอื่นเขาให้อะไรมาน่ะ ปกติมันต้องมีการแสดง(สิน)น้ำใจซักเล็กน้อยใช่ไหมล่ะแล้วแบบ––อ่ะนะ,เข้าใจไหม?” ไรแรคว่าเป็นนัยแล้วทำนิ้วถูไปมา

———— ใบ้ให้ขนาดนี้,หล่อนน่าจะรู้แล้วมั้ง?

อ้อ,เข้าใจแล้วล่ะสิ่งที่นายต้องการจะสื่อน่ะ

โอ้,จริงเรอะถ้างั้น––

ขอบคุณนะ” เธอก้มหัวให้เล็กน้อย

..เอ๋?”

———— ส่วนทางไรแรคกลับงุนงงหนักยิ่งกว่าเก่า

หืมทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ,ไม่ใช่อยากได้คำขอบคุณหรอกเหรอ..?”

...” ไรแรคเงียบ

...” หล่อนก็เงียบ

ชายหนุ่มในตอนนี้มีใบหน้าซึ่งหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด เขาหัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะล้วงเข้าเสื้อในของชุด,เป็นซองขาว จากนั้นไรแรคจึงยื่นมันให้เธอ

ชั้นขายไอ้นั่นในราคา 300 GP,เอาเงินมาใส่ซองทำบุญนี้ซะ

อ่ะ,งั้นชั้นไม่เอาแหละ

———— สลัดเอ๊ยยยยยยยยยยยย~~~!!

ชั้นให้ของแล้วไม่รับคืนหรอกนะ,เพราะงั้น––

ฟิ้ว~~~!!

นักผจญภัยสาวปากำไลโปเกไปอีกฟากหนึ่งของดันเจี้ยน

...

ไม่เป็นไร,ชั้นทิ้งให้แล้วล่ะ

———— ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้นโว้ยยยยยยยยยยยย~~~!!

อะไรของหล่อนฟะ!? จะคุยกันรู้เรื่องไหมเนี่ย,ที่ชั้นต้องการก็คือเงินเฟ้ย!! เงินน่ะ,เงินถ้าเข้าใจแล้วทีนี้ก็จ่ายมา 300 GP ค่าที่เธอปากำไลชั้นทิ้ง!!” ไรแรคแบมือไปทางเธอย่างเดือดดาล

..พรืด~หึๆๆๆ,ฮะๆๆๆ~~!!”

ทว่าพอคิดจะข่มขู่อีกฝ่ายให้ได้สำเร็จ,ตอนนั้นเธอกลับยิ้มขึ้นมุมปากแล้วหัวเราะ

ข–ขำอะไรของเธอ,ตลกมากรึไง!?”

นายนั่นแหละ,ตลกมากรึเปล่าคิดว่าชั้นโง่ขนาดจะยอมเอาเงินไปแลกกับขยะพรรค์นั้นเลยเหรอ?” นักผจญภัยหญิงว่าแล้วชู <หินประเมิน> ในมือ,ชายหนุ่มเบิกตากว้าง

..ต–ตั้งแต่เมื่อไหร่!?”

ไรแรคถึงกับตระหนก การที่มี <หินประเมิน> อยู่แสดงว่าเธอได้ใช้มันตรวจสอบคุณสมบัติของกำไลโปเกแล้วแน่ๆ เพราะแบบนั้นจึงเดาได้เลยว่าเธอรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว

———— งั้นที่คุยมาตะกี้ก็แค่จะกวนประสาทงั้นเหรอ..?

เขาได้แต่เจ็บใจและเนื่องจากแผนการล้มเหลว,ไรแรคคงไม่กล้าประจันหน้ากับเจ้าทุกข์อยู่นานนัก เมื่อคิดได้,เขาจึงหันกลับหวังจะรีบออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด

หมับ!

จะรีบไปไหนเล่าไม่คิดจะขายของต่อแล้วเหรอ..?”

หญิงสาวรั้งข้อมือไว้,แรงบีบของเธอนั้นเกินคาดสมกับเป็นนักผจญภัยจนยากจะสะบัดให้หลุด แม้ลองพยายามกระชากแรงแขนซักเท่าไหร่ตัวเขาก็ยังคงนิ่งอยู่,ไรแรคหันไปจะตอบโต้

ต้องการอะไรอีก!? เรื่องในวันนี้น่ะชั้น––เหวอออออ~~!!?

ฉับ!

เธอวาดดาบแบบฉิวเฉียดผ่านใบหน้า ปอยผมหลุดร่วงทีละเส้นดั่งขนนก,ไรแรคถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก สัญชาตญาณของเขากำลังร้องเตือนถึงภัยร้ายซึ่งกำลังมาเยือน แถมจู่ๆแถวนี้ผู้คนก็ซาลงไปซะเฉยๆทั้งที่ตอนแรกคนก็ยิ่งน้อยอยู่แล้วแท้ๆ

———— ตอนนี้ก็เลยโล่งซะยังกับป่าช้าได้

อย่าหลบสิ

ไม่หลบชั้นก็ตายสิเฮ้ย!”

ก็ต้องการแบบนั้น

จะอำมหิตเกินไปแล้วนี่จะฟันใครแต่ละทีหล่อนไม่ต้องคิดเลยใช่ไหมเนี่ย!? ถามจริง,ชั้นไปทำอะไรให้..แค่จะต้มเอาเงินเฉยๆทำไมต้องถึงกับฆ่าแกงกันเลยฟะ!!?”

ไม่นี่,ชั้นแค่จะแก้เผ็ดกลับไปบ้างเท่านั้นเอง

———— แต่แก้เผ็ดบ้านเธอจะทำเอาหัวชั้นหลุดแล้วนะเฟ้ยยยย!!

ล้อเล่นน่ะ

ง–งั้นเหรอ..?”

เอาเป็นนิ้วก้อยซักข้างกำลังดี

ว้ากกกกกกกกกกกก~~~!! ปล่อยสิโว้ยปล่อยเดี๋ยวนี้,ไม่งั้นตูถีบจริงๆนะเฮ้ย!!”

ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ไรแรคก็ออกเท้าซัดใส่หน้าผู้หญิงโดยไร้ซึ่งความปราณี ทว่าเรื่องน่าเหลือเชื่อกลับปรากฏ,หญิงสาวหลบมันได้ ทั้งที่เป็นระยะประชิดยากแก่การหลบหลีก กระนั้น,เธอกลับทำได้ง่ายๆ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่เป็นสิบๆครั้ง จนคนเตะกลับเป็นฝ่ายที่หมดแรงซะเอง,เธอยิ้ม

งั้นเอาล่ะนะ

ไม่อ้าววววววววววว~~~!!”

ไรแรคหน้าซีดเข้าไปใหญ่,ยัยนี่มันเอาจริงแน่..เขาคิดอย่างนั้น,พลางหลั่งเหงื่อกาฬจนหน้าไร้สี แถมพอหญิงสาวจ้องไปยังมือของชายหนุ่มซึ่งถูกจับกุมอยู่ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่านั่นไม่ใช่คำขู่

———— ด้วนแน่,คล้ายเป็นยากูซ่าแล้วแหงๆ

ยอมแล้ว,ชั้นยอมแล้ว!! จะให้ชั้นทำอะไรก็ยอมแล้ว,ขอล่ะไว้ชีวิตชั้นไปเถอะ!!”

ฉึก!!!

อ้ากกกกกกกกกกกกกกก~~~!!”

เสียงเสียดกระดูกดังเข้ากกหู,ไรแรคน้ำตาซึมแล้วแหกปากลั่นดันเจี้ยน

———— ลาก่อน,นิ้วก้อย

“..ร้องอะไรของนาย?”

———— จากนั้นหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นยัยโรคจิตก็โพล่งขึ้น

ฮึก! ก็มันเจ็บนี่หว่าเธอเล่นตัดนิ้วชั้นไป––

ตัดซะที่ไหนล่ะ,ลองดูให้ดีสิ

..เอ๋?”

ชายหนุ่มหยุดสะอื้น,แล้วหันไปมองนิ้วมือทั้งสิบ..ใช่,ทั้งสิบนั่นแหละ หรือก็คือนิ้วมือยังคงอยู่เดิมครบสามสอง เมื่อมองดีๆจึงเห็นว่าดาบของเธอนั้นได้ปักคาอยู่ที่พื้นแทน แสดงว่าไอ้เสียงนั่นไม่ใช่เสียงตัดนิ้วแต่เป็นเสียงของดาบที่แทงพื้นอย่างนั้นเหรอ..?

...

———— โดนหลอกอีกแล้ว..!?

..นายนี่น่าสมเพชกว่าที่คิดนะ,โตซะเปล่า แต่ช่างเหอะ,เอาเป็นว่าอย่าลืมเรื่องตะกี้ล่ะ

แม้ไรแรคจะยังโกรธสับสนงุนงงและอะไรอีกหลายๆอย่าง กระนั้น,เขาก็ถามเธอกลับ สัญชาตญาณกำลังบอกชายหนุ่มว่าเรื่องมันยังคงไม่จบเพียงเท่านี้แน่

หมายความว่าไง..?”

———— นักผจญภัยสาวยิ้ม

ก็ที่นายบอกว่าจะยอมทำทุกอย่างไง เผอิญชั้นต้องการกำลังคนอยู่พอดี,นายคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมก็เล่นพูดออกมาเองซะดังลั่นขนาดนั้นนี่

หา!? แต่ตอนนั้นชั้น––

เอาล่ะ,นิ้วก้อยสินะ?”

เข้าใจแล้วๆๆๆ!”

———— รีบตกลงโดยพลัน

ถ้างั้นก็ดี เอ้า,รับไปสินี่กระเป๋านาย

เธอปล่อยมือจากการจับกุมพร้อมกับโยนเป้ใบใหญ่ให้ ไรแรครับมันโดยตะกุตะกักเล็กน้อย ขณะที่ยังงุนงงอยู่,หญิงสาวก็หันมามองชายหนุ่มอีกครั้ง

เดี๋ยวชั้นจะลุยดันเจี้ยน เพราะงั้นจะให้นายเป็นคนแบกของหน่อยน่ะ,ตกลงนะ?”

...

———— ล–ลุยดันเจี้ยน..งั้นเหรอ?

†††

 

บอกชื่อของนายมาสิ,คุณ <ซัพพอร์ทเตอร์>”

ไม่ต้องมา <ซัพพอร์ทเตอร์เลย,ถึงจะพูดให้ดูดียังไงสุดท้ายมันก็คือ <เบ๊แบกกระเป๋าชัดๆ อีกอย่าง,เวลาจะถามชื่อคนอื่นเนี่ยเธอก็ควรจะแนะนำตัวเองให้เขารู้ซะก่อนสิ

———— ไรแรคว่าแล้วเดินตามหลังหญิงสาวต้อยๆ

แม้จะตามหลัง,แต่การพยายามหนีสิบครั้งแล้วล้มเหลวสิบครั้งนั้น ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มต้องยอมทำใจรับหน้าที่ใหม่ไปโดยปริยาย,ผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมเปิดช่องโหว่ให้หนีเลยซักนิด

โทษทีละกัน,งั้นชั้นเริ่มก่อนเอง ชื่อของชั้นคือ ‘ซัสชา.เดคะ.เพอร์ติน’ ยินดีที่ได้ร่วมงานนะ” เธอหันหน้ามาพลางส่งยิ้มให้ ถึงจะไม่ได้บอก,แต่รูปร่างของหญิงสาวที่สมส่วนราวกับนางแบบบวกกับเส้นผมสีชมพูแกมม่วงนั้นทำให้ซัสชาดูมีเสน่ห์มากเลยทีเดียว

หือเพอร์ติน..อย่าบอกนะว่า,เธอ––

ตามนั้นแหละ,ชั้นมาจากหนึ่งใน <สิบตระกูลดาบ> น่ะ

...

ไรแรคอึ้งเล็กน้อย หากพูดถึง <สิบตระกูลดาบ> นั่นก็หมายถึงมหาอำนาจของโลกซึ่งมาจากผู้นำตระกูลทั้งสิบที่ครอบครองอาวุธในตำนานมายันชั่วลูกชั่วหลาน หากสิ่งไหนคือตำนานที่มีตัวตนอยู่จริงสิ่งนั้นก็คือพวก <สิบตระกูลดาบหลักๆเพราะต้นตระกูลส่วนใหญ่นั้นเป็นกษัตริย์กันมาก่อนแทบทุกราย ดังนั้นในบางครั้งพวกเขาจึงมีอำนาจซะยิ่งกว่ากษัตริย์บางประเทศรวมๆกันซะอีก

นามสกุลของซัสชานั้นคือ <เพอร์ตินแม้จะไม่โด่งดังเท่าดาบอื่นๆอีกเก้าเล่ม แต่หากพูดถึงบรรพบุรุษต้นตระกูลซึ่งเป็นผู้ถือครองล่ะก็..ไม่ว่าใครก็น่าจะรู้จัก

———— รุนทิงหรือเพอร์ตินนั้นคือดาบของ <วีรชนเบโอวูล์ฟ>

ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถฆ่ามังกรยักษ์ได้นั้นเป็นถึง <ลีเจนดารี่ไอเทมเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่อย่างน้อยใครๆก็ทราบ ถึงอย่างนั้นยัยนี่กำลังจะบอกว่าตัวเองเป็นลูกหลานของคนระดับนั้นงั้นเหรอก็จริงว่าการแต่งกายมันดูเด่นหรูหราซะขนาดนี้ ทว่าถ้าเป็นถึงคนใน <สิบตระกูลดาบ> แล้วทำไมถึงต้องถ่อลงมายังดันเจี้ยนกันเพื่อความสนุกงั้นเหรอ?

ไม่ต้องทำหน้างั้นหรอก ชั้นเองก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อซักหน่อย

———— ซัสชาว่าเมื่อเห็นท่าทางของชายหนุ่ม,ไรแรคจึงเอ่ย

ก็แค่สงสัยน่ะ,ว่าทำไมเธอถึงต้องมาที่นี่..ถึงจะยังไม่ได้ถูกพิชิตแต่นี่ก็เป็นแค่ดันเจี้ยนระดับ 1 ดาว มันคงไม่พอจะสร้างชื่อให้เธอหรือพอมือสำหรับการฝึกหรอก คนใน <ตระกูลดาบ> น่ะ,ไม่ว่าใครต่างก็แข็งแกร่งทั้งนั้นมีวิชาติดตัวตั้งแต่เด็กจนเกินวัย,เพราะงั้นแค่––

เพราะคิดแบบนี้นายถึงได้น่าสมเพชยังไงล่ะ

ว–ว่าไงนะ..!?”

ในดันเจี้ยนน่ะ,ต่อให้เป็น <สไลม์> ก็ยังสามารถฆ่านายได้ ถ้าเกิดมันไม่ได้มาแค่ตัวเดียว หากมันมีสติปัญญาที่สูงกว่านี้มันก็คงคิดเป็นว่าต้องเล่นพวกถึงจะกำจัดมนุษย์สำเร็จ และถ้าพูดถึงตัวอื่นๆก็ยิ่งแล้วใหญ่นี่ยังไม่นับถึงกับดักด้วยหรอกนะ เอาแค่มอนสเตอร์น่ะ,ชั้นว่านายก็คงไม่รอดแล้ว

———— ซัสชาหยุดเท้าเดิน,แล้วหันมามอง

อย่าดูถูกดันเจี้ยนเด็ดขาด,จำคำนี้เอาไว้ซะ แล้วนายจะสามารถมีชีวิตได้ตั้งแต่ชั้นแรกยันชั้นสุดท้าย” เธอโบกมือให้แล้วหันกลับไปเดินนำต่อตามเดิม

“..เหอะ<อย่าดูถูกดันเจี้ยน,จำคำนี้ไว้ซะ> อะไรกันเล่า

ไรแรคพึมพำ,แล้วเตะก้อนกรวดรายทาง ตอนนี้ถึงอยากจะหนีแต่ก็ทำไม่ได้เพราะซัสชาไม่ยินยอม เพราะแบบนั้นจึงทำให้เขาต้องมายุ่งเกี่ยวกับดันเจี้ยนไม่ใช่รึไง?

เอาล่ะ,เรามาถึงทางลงแล้ว” ซัสชาโพล่ง

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงทางลงของชั้น 1 เสียที ซัสชามองหน้าไรแรคเหมือนส่งสัญญาณให้ตามมา ก่อนจะเดินนำลงบันไดเกลียวที่สร้างจากอิฐปูนทีละขั้น ถัดมาจึงเป็นชายหนุ่มซึ่งเดินตามหลังนสภาพเกร็งๆ ต่อจากนี้ไปจะเป็นทิวทัศน์ใหม่ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน,ชั้นที่สองของดันเจี้ยน

———— สถานที่ๆไม่ได้มีแต่ <สไลม์> เท่านั้นตามรายทาง

ว่าแต่,สรุปแล้วนายชื่ออะไรล่ะไม่ยอมพูดออกมาซะที,แล้วชั้นจะเรียกถูกได้ไง?”

พอเท้าสัมผัสพื้นของชั้น 2 เธอถามขึ้น,ไรแรคเพิ่งนึกได้จึงตอบ

ชั้น ‘ไรแรค’ เรียกแค่นี้ก็พอ

หืมไม่อยากให้เรียกนามสกุลงั้นเหรอ?”

ยุ่งน่า..!” ไรแรคบ่น,แล้วหยิบยาเส้นมาคาบไว้ที่ปากแทน

หมับ!

ซัสชาคว้าข้อมือของไรแรคไว้แน่นจนเจ้าตัวต้องชะงัก เขาเหงื่อแตกพลั่กพลางนึกว่าจะโดนเรื่องอะไรอีกเนี่ยอย่างกระวนกระวายใจ

อ–อะไรเล่า!? ก็นามสกุลชั้นน่ะมัน––

อย่าสูบในดันเจี้ยน,กลิ่นควันจะเป็นตัวล่อให้พวกมันมาหา

เอ๋..? ม–หมายถึงพวกมอนสเตอร์งั้นเหรอ?”

พอถามแบบนั้น,ซัสชาก็พยักหน้าแทนคำตอบ ชายหนุ่มก็อึ้งไปพัก,แสดงว่ายัยนี่ช่วยไม่ให้เราพาตัวเองไปตายงั้นเหรอรึว่ากลัวตัวเองจะติดร่างแหกระนั้น,ไม่ว่าแบบใดเขาก็ตกลงทำตามแต่โดยดี ยาเส้นถูกเก็บเข้ากระเป๋าเสื้ออีกครั้ง เมื่อไม่มีอะไรอีก,ซัสชาจึงปล่อยมือของไรแรคไป

———— จับข้อมือชั้นซะแทบแหลก,แรงควายเป็นบ้า

นายรู้ไหม,ว่าชั้นนี้มีตัวอะไรบ้าง?”

จะไปรู้ได้ไงถึงชั้นจะเข้าดันเจี้ยนบ่อย,แต่นั่นก็เฉพาะแค่ชั้น 1 หรอกนะ..เดี๋ยวสิ,ที่ถามงี้ไม่ใช่ว่าเธอเคยลงดันฯมาก่อนแล้วเหรอ?” ไรแรคงงกับความขัดแย้งนี้

ชั้นเพิ่งเคยลงดันเจี้ยนครั้งแรกน่ะ ปกติคนในตระกูลชั้นมักจะไม่ให้ไปไหน,เอาแต่ฝึกวิชาอยู่ที่ <บ้านใหญ่> อย่างเดียวเท่านั้นแหละ” เธอให้คำตอบ

..เอาจริงดิงั้นที่มาคนเดียวนี่,ทำไมถึงไม่มีผู้ติดตามมาเลยล่ะเป็นถึงคนใน <ตระกูลดาบเลยไม่ใช่เหรอการคุมครองความปลอดภัยก็น่าจะมาก่อนเป็นอันดับหนึ่งนี่

ชั้นหนีออกจากบ้านมา,ก็เลยไม่มีใครตามมาด้วยยังไงล่ะ

..งั้นเหรอระวังทางโน้นจะเป็นห่วงนะ

เมื่อซัสชาว่าแบบนั้น,ไรแรคก็ถึงกับสะอึกตอบเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าเธอล้อเล่นหรือพูดจริง,ถึงงั้นสำหรับชายหนุ่มก็เฉยๆกับคำว่า ‘หนีออกจากบ้าน’ ในระดับหนึ่ง ไรแรคจึงไม่ได้แยแสเท่าไหร่นัก

ของแบบนั้นไม่มีหรอก

เอ๋..?” พอแสดงท่าทีสงสัย,ซัสชาก็พูดสมทบ

ระวังตัวให้ดีล่ะ,ข้างหน้าจะเริ่มมีศัตรูแล้ว

..อ–อืม

———— เหมือนยัยนั่นจะพูดอะไรซักอย่างแฮะ,ช่างเหอะ

†††

 

ค้างคาวงั้นเหรอ?”

ศัตรูตัวแรกของพวกเขาคือค้างคาว แม้จะตัวใหญ่หน่อย,แต่สุดท้ายมันก็คือค้างคาว เพราะซัสชาเพิ่งลงดันเจี้ยนเป็นครั้งแรก นอกจากเกราะกับดาบคุณภาพดี,ทั้งตัวเธอก็ไม่มีอะไรอื่นอีก ไรแรคต้องทำใจชี้หนังสือ <สารานุกรมปีศาจ> ไปยังสิ่งมีชีวิตตรงหน้า ซักพักราวกับเวทมนตร์,ตัวหนังสือเล่มหนาก็พลิกปกแล้วเผยกระดาษหน้าหนึ่งขึ้นด้วยตัวมันเอง

———— บนนั้นเขียนถึงข้อมูลของสิ่งมีชีวิตตรงหน้า,มันคือ <กิกันติค•แบท>

เป็นชื่อที่ตรงตัวจังนะ” ชายหนุ่มนึกขำ ทว่าซัสชากลับนิ่งเฉยเอาแต่จับจ้องศัตรูไม่วางตา ดูไปก็เหมือนหนึ่งค้างกับหนึ่งหญิงสาวกำลังดูเชิงกันอยู่

ไรแรค,ค้างคาวนี่เลเวลเท่าไหร่?” ซัสชาทัก

อืม..เขียนไว้ว่า II(2) น่ะ

งั้นเหรอถ้างั้นก็คงไม่ยาก

ซัสชาว่า,มือของเธอเลื่อนไปจับฝักดาบที่ข้างเอว ดาบแบบ <เคลย์มอร์ถูกชักออกอย่างเชื่องช้าแล้ววาดท่าไว้ข้างตัว คมแสงสีเงินสะท้อนกับแร่จนเปล่งประกาบระยับ

ชั้นจะบุกล่ะนะ!”

กึด!

เสียงกำดาบแน่นจนฟังชัด,เท้าหลังของซัสชาเหยียดตึงแล้วพุ่งออกไปทันที <กิกันติคแบทเหมือนรับรู้มันจึงโฉบเข้ามาเพื่อจู่โจมเช่นกัน เพียงแค่ 2 วิ,ทั้งคู่ก็ประชิดกันจนห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน ซัสชากดบนลงล่าง,ทางฝ่ายเจ้าค้างคาวบินฉีกตัวหลบแล้วฟาดปีกหนาเข้าใส่

เธอก้มต่ำ,ปีกข้างนั้นจึงหวืดไป ทว่าจังหวะอันพอเหมาะ <กิกันติค•แบทซึ่งมีปีกและแขนอยู่เหนือศีรษะของซัสชานั้นกำลังเปิดช่องโหว่

———— ดังนั้นดาบเหล็กสีเงินจึงพุ่งทะลวงออกหลังปีกไปอย่างไร้ปราณี

กี๊ซซซซซซ~~~!!” มันกรีดร้อง,ร่างกายนั้นกำลังดิ้นพร่าจนกระทั่งดาบหลุดออก เมื่อบาดเจ็บความหวาดกลัวของมันก็เข้าแทนที่ ศัตรูตรงหน้าเริ่มที่จะบินถอยออกห่างไป

ไม่ปล่อยให้หนีหรอก!”

วิชาศักดิ์สิทธิ์,เร่งความเร็ว • เฮสท์!!

วิ้งงงงงงงงงงงง!!

นั่นมัน..!?”

ไรแรคถึงกับผงะ,เป็นเพราะซัสชาใช้สิ่งที่คนทั่วไปไม่มีไว้ครอบครองได้ง่ายๆ นั่นคือ <วิชาศักดิ์สิทธิ์หากพูดถึงเวทมนตร์,แต่เดิมนั้นมีการใช้แบบร่ายบทบริกรรมแล้วจึงออกมาเป็น <เวทย์ศักดิ์สิทธิ์> กระนั้น,ในกรณีนี้ก็คล้ายคลึงกัน

มันคือหนึ่งในรูปแบบของศาสตร์เวทย์ซึ่งถูกแปรสภาพให้เหมาะสมกับพวกนักดาบหรือสายบุกตะลุยในการต่อสู้ซึ่งมีการแก้ไขใหม่อย่างไม่จำเป็นต้องใช้บทร่าย

———— เพียงแค่พูดสั่งการด้วยเสียง,ก็สามารถใช้เวทย์ได้

เป็นของที่โกงในด้านเวลาการใช้งาน ทว่าส่วนใหญ่ <วิชาศักดิ์สิทธิ์> ก็มีข้อจำกัดด้านพลังทำลายซึ่งด้อยกว่า <เวทย์ศักดิ์สิทธิ์> และโดยมากรูปแบบของวิชาก็มักจะเป็นการเสริมทางกายภาพและท่าจู่โจมระยะกลางถึงใกล้ซะส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี,ไรแรคนั้นทราบว่าการได้มาซึ่ง <วิชาศักดิ์สิทธ์> ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ใช้จำต้องผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่ง <รอยสลักแห่งวิชา> ก็จะปรากฏขึ้น

———— บนร่างกายของซัสชาเองที่ไหนซักแห่ง,ก็คงมีรอยสลักนั่นอยู่

รู้ตัวอีกทีใต้เท้าของซัสชาก็ปรากฏผลึกสีเขียว,ก่อนจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลายเป็นดวงแสงเข้าสู่ร่างกายของเธอ จากนั้นร่างของหญิงสาวจึงเปล่งประกาย,แสงสีเขียวรวมตัวกันตรงหน้าเธออย่างวาวโรจน์ ซัสชาดีดตัวไปเบื้องหน้าทันที

———— ด้วยความเร็ว 2 วิภายต่อระยะห่าง 50 เมตร

ซวบ!!

กลางอกของ <กิกันติค•แบท> ถูกดาบความเร็วสูงแทงทะลุ,มันแผดร้องอย่างเจ็บปวด จากนั้นไม่นานมันจึงแน่นิ่งและไร้ซึ่งลมหายใจอีกตลอดกาล ซัสชายิ้ม,เธอถอนดาบซึ่งเปื้อนเลือดออกจากอกเจ้าค้างคาว,ไรแรคกลืนน้ำลายพลางเหงื่อตกไปหลายเที่ยวได้

..โหดชิบ” เขาพึมพำก่อนจะเดินเข้าไปหาซัสชา

โอ๊ะเหมือนเลเวลชั้นจะขึ้นล่ะ

นักผจญภัยสาวโพล่งขึ้นพร้อมกับเปิดอกเสื้อเผยให้เห็นตัวเลข IV(4) เหนือหน้าอก ไรแรคถึงกับสะดุดกึกกับความไม่ระวังของเธอ,ดวงตานั้นจ้องค้างพลางนึก

...

แบนว่ะ,แบนจริงๆด้วยสินะ

———— ยัยนี่แบนราบยังกับกระดานแน่ะ

ไรแรค..!!”

ฮ–เฮ้ยตะกี้ชั้นไม่ได้คิดอะไรเลยนะ,จริงๆนะ ให้สาบานเลยก็ได้!”

..อะไรของนายชั้นจะบอกให้นายมาช่วยหั่นศพเจ้านี่ต่างหากล่ะ,นี่มึนอะไรรึเปล่าเนี่ย?”

..อ่า,สงสัยตะกี้ชั้นจะประสาทหลอนนิดหน่อยน่ะ..อะฮะๆๆๆๆ

นายนี่ปวกเปียกชะมัด,รีบมาช่วยชั้นแล่เนื้อมันเร็วๆเลย

รู้แล้วน่า!”

ไรแรคผงกหัวเข้าใจแล้วเดินเข้าไปรับมีดแล่อีกเล่มจากซัสชา โดยทั่วไปของดรอปจากมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ

จะเอาไปทำยาก็ได้ทำอาวุธก็ได้หรือทำอาหารก็ได้เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มชิ้นเนื้อของ <กิกันติค•แบท> และบรรจุลงกล่องวัสดุที่ซัสชานำมาด้วยก่อนจะยัดมันลงเป้ที่ชายหนุ่มสะพายอยู่ ตรงส่วนกระดูกของเจ้าค้างคาวนั้นค่อนข้างเปราะจนไร้ประโยชน์

———— พวกเขาจึงตัดสินใจทิ้งเอาไว้อย่างนั้น

กลุ่มของไรแรคเดินทางกันต่อ,ระยะทางดำเนินไปราว 500 เมตร ระหว่างทางก็พบกับมอนสเตอร์จำพวก <กิกันติค•แบท> และ <สไลม์> พลัดกันไป

จะมีบ้างที่ลำบากเมื่อต้องเจอกับพวกค้างคาวหลายๆตัวพร้อมกัน เพราะอย่างน้อยซัสชาก็ไม่สามารถปกป้องชายหนุ่มได้หากพบกับสถานการณ์รายล้อมจากทุกทิศทาง ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ฟันฝ่ามันมาได้ ทั้งนี้คงต้องขอบคุณที่ซัสชาแข็งแกร่ง

จวบจนตอนนี้ไรแรคก็ยังพยายามหาโอกาสหนีจากซัสชาอยู่

กระนั้น,จังหวะที่ว่าก็ไม่ปรากฏเลยแม้แต่น้อย

ถ้าหนีตอนนี้นายจะลำบากเอานะ ที่ลงมาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะชั้นช่วยหรอก ลองคิดว่าถ้าขึ้นไปแบบไม่มีชั้นแล้วล่ะก็..บางทีนายคงถูกค้างคาวนั่นดูดเลือดหมดตัวเลยนั่นแหละ

———— ฉะนั้น,ตอนนี้ไรแรคจึงยกเลิกปฏิบัติการหนีชั่วคราว

ยัยนี่วางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วนี่หว่า,ชายหนุ่มสบถอยู่ในใจ

อ๊ะมีประตูด้วยล่ะ

หญิงสาวชี้นิ้วไปข้างหน้า สุดทางนี้คือผนังตันซึ่งมีประตูอยู่ตรงกลาง โชคดีที่บริเวณนี้มีผู้คนอยู่บ้าง ดังนั้นไรแรคจึงอาสาเดินไปถามไถ่เกี่ยวกับประตูบานนั้น

นั่นน่ะเหรอะมันคือ <ห้องบอสไงล่ะ” พี่ชายนักผจญภัยซึ่งดูแข็งกระด้างตอบ

ห้องบอส..?”

อ่า,มันเป็นสถานที่ๆพวกมอนสเตอร์ตัวพิเศษจะคอยเฝ้าอยู่น่ะ บางชั้นก็มีบางชั้นก็ไม่มีเราไม่เข้าใจหลักการของดันเจี้ยนหรอก แต่ที่แน่ๆ,คือถ้าอยากผ่านลงไปชั้นล่างพวกนายก็ต้องฆ่ามันซะก่อน

แล้วด้านในนี้มีตัวอะไรอยู่งั้นเหรอ?”

ตะขาบน่ะ,ชื่อของมันคือ <กิกันเต้•เซทิพีทถ้าจะลุยก็ระวังพิษของมันหน่อยล่ะ

เขาว่า,ชายหนุ่มขอบคุณคำแนะนำจากนักผจญภัยคนนั้นแล้วจึงกลับมาสมทบกับซัสชาแล้วเล่าให้เธอฟัง เธอขบคิดเล็กน้อยราวกับตัดสินใจ

พิษงั้นเหรอยุ่งยากซะแล้วสิ

นั่นสินะ,แถมจากที่ชั้นเปิด <สารานุกรมปีศาจ> ดูก็พบว่ามันเป็นมอนสเตอร์เลเวล IV(4เท่าเธอเลยล่ะ แถมยิ่งมีพิษอีกคิดว่าคงไม่ง่ายนักหรอก,จะเอาไงลุยหรือกลับ

ไรแรคถาม,ในใจจริงนั้นกำลังลุ้นระลึกให้เธอตอบว่า <กลับ> เพราะยังไม่อยากมาเสี่ยงตายด้วย แค่เลเวลนั้นตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่ฆ่า <สไลม์> ตอนที่อารมณ์เสียเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุนี้ตัวเลข I(1ของไรแรคจึงกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อต้องมาเจอกับพวกที่ต่ำกว่าชั้นแรกลงไป

และดูเหมือนโชคชะตาเองก็จะไม่เข้าข้างซักเท่าไหร่ เมื่อแววตาของซัสชากำลังเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด เขาแทบจะรับรู้ถึงความต้องการของหญิงสาวตระกูลดาบทันที

ย–อย่าบอกนะว่า..

ไอ้บอสนั่น,เราลองไปตบมันกันเถอะ!”

†††

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

230 ความคิดเห็น

  1. #115 madamlm (@madamlm) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 10:25

    เหมือนเรื่องดันมาจิเลยค่ะ

    #115
    0
  2. #3 ค้างคาวเเว่นเขียว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 16:29
    จะได้ใช้รึเปล่าน้า หนังสือเวทเนี้ย
    #3
    0
  3. #2 Claris Kawaii (@clariskawaii) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2558 / 18:40
    55555555555555555? สมน้ำหน้าค่ะ
    #2
    0