Forget Love รักไม่รู้ลืม

ตอนที่ 16 : Part 15:เจ้าอุ๋งตัวป่วน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 792
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    21 เม.ย. 62

Forget Love รักไม่รู้ลืม
Part 15:เจ้าอุ๋งตัวป่วน





          PIRIN PART

          "มอไซค์ซักคันก็ไม่มี ร้านก็เสือกไกลอีก" 

          ผมเดินบ่นอยู่คนเดียวทันทีที่ออกมาจากบ้านในช่วงสองทุ่มกว่าๆ เป็นเพราะว่าวันนี้ผมกับเดอะแก๊งจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดให้ไอกาย เป่าเทียนกินเค้กกันเสร็จก็เฮฮาด้วยอะไรที่มันเมาๆต่อ ไปๆมาๆขนมกับเบียร์หมด แต่ไม่มีใครอาสาไปซื้อสักคน สุดท้ายเลยใช้วิธีการหยิบฉลาก และดันเป็นผมที่ต้องรับหน้าที่นี้ 

          จะไม่เกี่ยงอะไรเลยถ้าไม่ต้องเดินไปซื้อ

          ผมเดินล้วงกระเป๋าเตะก้อนหินไปเรื่อยๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางที่ผมคุ้นเคยดี เดินคนเดียวอยู่อีกฟากของถนน ยังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย สงสัยจะมีเรียนภาคค่ำ แต่มาเดินเตร็ดเตร่คนเดียวแบบนี้เดี๋ยวก็โดนโจรฉุดหรอก 

          ...คงไม่หรอก ถึกๆแบบนี้ถ้าโดนฉุด น่าจะฉุดกลับจนน่วมมากกว่า

          เฮ้ย!เดี๋ยวนะ เมื่อกี้อยู่ๆเธอก็วิ่งเข้าไปตัดหน้ารถกระบะคันนึง ดีนะที่รถนั้นเบรกทันไม่งั้นโดนชนปลิวแน่ ผมหาจังหวะรีบวิ่งเข้าไปดู เธอยังไม่ลุกไปไหน พอไปดูใกล้ๆเหมือนจะซุกอะไรไว้ในอ้อมกอดอยู่

          "นี่นังหนู!วิ่งตัดหน้าแบบนี้ถ้าเกิดชนขึ้นมาลุงไม่รับผิดชอบนะ" เจ้าของรถคันนั้นลงมาโวยวายใส่ปรายอย่างหัวเสีย ผมเดินเข้าไปพยุงตัวเธอให้ลุกขึ้น จึงเห็นว่าสิ่งที่เธอซุกไว้มันคือลูกแมวตัวนึง ดูจากขนาดตัวแล้วน่าจะประมาณ3-4เดือน ขนสีขาวลายดำ กำลังร้องเสียงดังด้วยความตื่นกลัว 

          "ผมขอโทษแทนเธอด้วยนะครับ เธอแค่ช่วยลูกแมวตัวนี้เอง" ปรายหันมาขมวดคิ้วใส่ผมที่ออกตัวขอโทษแทน

          "ชีวิตหนูมีค่ากว่าแมวตัวนี้อีกนะ ทีหลังก็ระวังอย่าทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีกล่ะ" ลุงเจ้าของรถตักเตือนปราย และเดินกลับไปที่รถของตัวเอง

          "แมวมันก็เป็นสิ่งมีชีวิต มันเจ็บเป็นเหมือนคน ตายเหมือนคน มันแค่ไม่มีสติปัญญาเหมือนคน แค่นั้นเอง ไม่เห็นต้องทำเหมือนมันไม่มีค่าเลย" สิ่งที่ปรายพูดออกมาทำให้ลุงหันกลับมามอง

          "ว่าจะไม่เอาเรื่องแล้วนะ หนูพูดแบบนี้ต้องการอะไรฮะ" เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดี ผมจึงดันตัวปรายให้ไปยืนข้างหลัง และเดินเข้าไปเจรจาลุงที่ดูเหมือนจะเริ่มหัวเสียอีกครั้ง

          "ลุงครับ เธอแค่พูดไปงั้นแหละลุงอย่าใส่ใจเลย ปราย เธอก็ขอโทษลุงแกสิ" ผมหันไปกระซิบสั่ง เธอจึงเดินอุ้มลูกแมวเข้าไปหาลุง

          "ขอโทษค่ะลุง แต่ลุงรีบไปดีกว่านะ รถลุงตอนนี้กำลังขวางทางอยู่ค่ะ" เสียงบีบแตรจากรถหลายคันดังลั่น จนลุงแกต้องรีบวิ่งไปที่รถ และไม่ลืมที่จะหันมาชี้หน้าปรายอย่างคาดโทษ



          "ทำไมวันนี้ถึงเดินกลับล่ะ" ผมถามพลางยื่นน้ำอัดลมให้เธอขวดนึง ก่อนหน้านี้ผมถือโอกาสชวนเธอมาซื้อเบียร์ที่ร้านด้วยกัน ซึ่งเธอก็ยอมมาโดยที่อุ้มลูกแมวตัวนั้นมาด้วย ผมเลยซื้ออะไรเย็นๆตอบแทนเธอสักหน่อย เราสองคนมานั่งพักตรงเก้าอี้ม้านั่งข้างๆร้าน โดยที่มีเจ้าแมวน้อยตัวนั้นกำลังกินทูน่ากระป๋องอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างล่าง

          "รถเสียน่ะ กำลังซ่อมอยู่" เธอก้มลงไปลูบหัวลูกแมวอย่างอ่อนโยน เวลามองจากข้างๆแล้ว ยัยนี่มีแก้มเยอะเหมือนกันนะ ผมมองแก้มเนียนๆที่นูนขึ้นมาเหมือนกำลังยิ้มแล้วแก้มปริ ทำให้ผมรู้สึกหมั่นไส้ เผลอยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มๆนั่นจนยืดเป็นขนมโมจิ

          "ทำอะไร" ปรายหันหน้ามาตามแรงดึง หน้าเธอตอนนี้จึงดูตลกจนผมต้องกลั้นหัวเราะๆไว้

          "คิก" ผมยกมือขึ้นปิดปากตัวเองที่หลุดขำออกมา เธอจึงมองผมด้วยสายตาที่อาฆาต

          "ปล่อย" ปรายสั่งผมเสียงนิ่ง แต่ผมกลับบีบแก้มเธอเล่นเบาๆอย่างสนุกมือ

          "ไม่ปล่อย" 

          "เจ็บ"

          "เจ็บเป็นด้วยหรอฮะ ถามจริง ที่กินๆเข้าไปนี่เก็บไว้ในนี้หมดหรือไง" ผมใช้มือที่ว่างหยิกแก้มเธออีกข้าง ทำให้ตอนนี้หน้าเธอดูตลกเข้าไปอีก

          "บอกให้ปล่อยไง"

          "ฮ่าๆไม่ปล่อย"

          "จะไม่ปล่อยใช่มั้ย" ปรายกดเสียงต่ำลงจนดูหน้ากลัว แต่ผมไม่สทกสท้านหรอก ถือว่าเอาคืนแล้วกัน

          "ไม่"

          หมับ!

          "อ้ากกก!!เจ็บๆ!" ปรายดึงหูของผมทั้งสองข้าง และบิดหูผมแรงๆเหมือนบิดมอเตอร์ไซค์ ผมจึงรีบปล่อยมือจากแก้มเธอ แต่เธอยังไม่ปล่อยมือจากหูของผม จนต้องพยายามแกะมือเธอออก

          "นี่!ปล่อยได้แล้ว" ปรายจึงปล่อยมือจากหูผม และหันไปหยิบน้ำอัดลมมาดูดต่อ

          "ผู้หญิงมีผิวหน้าบอบบาง พี่ไม่ควรเล่นแบบนี้อีก" เออ!ไม่ทำแล้วก็ได้ โดยเฉพาะกับเธอผมจะไม่ทำอีกเด็ดขาด เล่นซะหูชาเลย

          "เออ ไม่ทำอีกแน่" ผมยกมือลูบหูตัวเองที่กำลังชา และหันไปมองปรายที่อุ้มลูกแมวตัวนั้นขึ้นมาหลังจากมันกินอิ่ม ใบหน้าเธอดูอ่อนโยนขึ้นมาทันทีที่เล่นกับมัน"ท่าทางมันจะชอบเธออยู่นะ คงจะให้ข้าวมันทุกวันน่ะสิ"

          "พี่รู้ได้ไง" 

          "สัญชาตญาณแมว ใครที่ให้ข้าวมันบ่อยๆ มันจะชอบตาม แม้คนนั้นจะไม่ใช่เจ้าของมัน" ผมยื่นมือไปเกาคางมันเล่น จนมันหลับตาพริ้มด้วยความเคลิ้ม

          "ที่จริงก็ว่าจะเก็บไปเลี้ยงอยู่ แต่กลัวว่ามันจะมีเจ้าของเลยให้ข้าวมันไปพลาง" 

          "แล้วเธอให้มันมานานแค่ไหนแล้ว" ผมแย่งเจ้าเหมียวน้อยบนตักเธอมาเล่นบ้าง แต่มันกลับร้องขู่ผมเสียงดังจนผมต้องส่งคืนไป

          "น่าจะสามอาทิตย์" 

          "สามอาทิตย์แล้วเจ้าจองของยังไม่มาเอา เธอก็เอาไปเลี้ยงเถอะ" 

          "ฉันไม่ค่อยมีเวลาให้มันหรอก ทั้งเรียนทั้งทำงาน" 

          ปรายวางลูกแมวลงบนพื้นเพื่อปล่อยให้มันวิ่งเล่น เอาจริงๆตอนผมเห็นหน้าเธอครั้งแรกคิดว่าเธอจะเป็นลูกคุณหนูซะอีก แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด เธอกลับเช่าบ้านหลังเล็กๆตรงข้ามกับบ้านผม วันที่เจอเธอทิ้งขยะวันนั้นผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเธอจะมีเบื้องหลังมากกว่านั้น มากกว่าการที่จะเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย

          ต่อให้สงสัยแค่ไหนผมก็ไม่กล้าถามหรอก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อไหร่ที่เธอยินดีที่จะเล่า ผมก็ยินดีที่จะฟัง

          เรานั่งกันเงียบๆซักพักจนผมนึกได้ว่าออกมานานแล้ว เลยหันไปบอกปรายที่นั่งนิ่งๆอยู่

          "เรากลับกันเถอะ พวกนี้รอพี่อยู่" 

          "อืม" ปรายลุกขึ้นเดินนำผมไปก่อน ผมจึงล้วงอะไรบางอย่างในถุงที่กะว่าจะให้นานแล้วแต่ลืม

          "ปราย" เธอหยุดเดินและหันมา ผมจึงยื่นพลาสเตอร์ยาไปให้

          "ให้ทำไม" ปรายรับพลาสเตอร์มาอย่างงงๆ

          "เข่าเธอถลอก ติดซะด้วย"

          "ขอบใจนะ" เธอยิ้มบางๆให้ผมและเดินนำไป เดี๋ยวนะเฮ้ย! เมื่อกี้ยิ้มหรอวะ? ยิ้มให้ผมเนี่ยนะ? โมเมนต์แบบนี้โคตรหายาก แต่แม่งเกิดขึ้นเร็วชิบหาย

          ...ใจสั่นเลยกู



          PRAI PART

          "อาหารเม็ด ถ้วยใส่อาหาร ปลอกคอ" ฉันหยิบของที่ซื้อมาจากห้างขึ้นมาที่ละชิ้น เพื่อเช็กให้แน่ใจว่ายังขาดอะไรอีก 

          ที่ฉันซื้อของพวกนี้มาไม่ใช่เพราะอะไรหรอก หลังจากที่พี่พีแนะนำให้ฉันเลี้ยงแมววันนั้น ฉันก็กลับมาคิดหลายรอบว่าจะเลี้ยงดีมั้ย สุดท้ายเลยตัดสินใจเลี้ยงมันไปเลย ไหนๆก็ไม่มีเจ้าของมาเอาแล้ว และมันก็ดูคุ้นเคยกับฉันดี จะว่าไปแล้วเลี้ยงแมวเนี่ยมันต้องใช้เงินเยอะเหมือนกันนะ

          ฉันเดินไปเปิดโน้ตบุ๊คบนโต๊ะ เพื่อเสิร์ชหาสิ่งที่ควรมีสำหรับการเลี้ยงแมว โดยที่มีเจ้าอุ๋งวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ที่ตั้งชื่อให้มันว่าอุ๋งเพราะมันขี้อ้อน และเวลามันร้องขออาหารเสียงมันจะเล็กเหมือนเสียงแมวน้ำ แต่ขนมันกลับเป็นสีขาวลายดำเหมือนโคนม ขนของมันไม่ได้ฟูเท่าไหร่เพราะเป็นแมวบ้าน แต่พอได้กินอาหารเม็ดแทนทูน่ากระป๋องรู้สึกว่าขนจะดูสวยขึ้น

          ที่ฉันเลี้ยงมันเป็นเพราะว่าฉันชอบแมว และแมวก็เป็นสัตว์ที่ฉันเล่นด้วยแล้วรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย ฉันอยากเลี้ยงมานานแล้วแต่แม่แพ้ขนแมว เลยไม่มีโอกาสได้เลี้ยง

          "กระบะทรายแมว" แมวมันก็ขี้นี่ลืมไปเลย ฉันกดเข้าไปเว็บเพื่อสั่งซื้อ ว่าทำไมช่วงนี้ถึงเหม็นอะไรแปลกๆ ที่แท้ก็เหม็นอึแมวนี่เอง 

          ฉันหันไปมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เที่ยงแล้ว วันนี้วันหยุดฉันไม่มีเรียน จึงหยิบกระเป๋าตังค์เพื่อออกไปกินข้าวที่ร้านใกล้ๆ

          ตุบ!

          เสียงอะไรบางอย่างที่ตกลงพื้นทำให้ฉันหันหลังไปมอง พบว่าเจ้าอุ๋งกำลังกัดสายลำโพงเล่นอย่างสนุก และโน้ตบุ๊คของฉันที่ตกลงไปบนพื้น พร้อมกับแก้วน้ำที่ฉันลืมเก็บหกราดตามไปด้วย 

          เป็นไปได้มั้ยทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเจ้าอุ๋ง



          ปึง!

          ฉันกระแทกแก้วน้ำลงอย่างหัวเสีย ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กที่กำลังคีบเข้าปากรู้สึกว่าจะไม่อร่อยขึ้นมาทันที ไม่ว่าฉันจะพยายามเปิดเครื่องกี่ครั้งมันก็ไม่ติด สายลำโพงขาดน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่โน้ตบุ๊คฉันพังเนี่ยสิ จะหาเงินที่ไหนไปซ่อม แต่พังขนาดนั้นถ้าซ่อมก็คงแพงอยู่ คงต้องซื้อใหม่แล้วจริงๆสินะ

          นอกจากฉันจะหมดเงินเพราะเลี้ยงแมวแล้ว ยังจะต้องเสียเงินเพราะแมวทำของพังอีก ฉันพยายามคิดในแง่ดีว่าแมวมันไม่ได้ตั้งใจ มันไม่มีความคิดเหมือนมนุษย์ ฉันจะต้องไม่ถือสามัน แต่ฉันก็ยังโกรธตัวเองที่สะเพร่าลืมเก็บแก้วน้ำอยู่ดี ถ้าแค่กระแทกพื้นแต่น้ำไม่เข้าอาจจะไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้

          เฮ้อ...

          "น้องครับ พี่ขอนั่งด้วยคนสิโต๊ะมันเต็มแล้ว" ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองตามแรงสะกิดที่ไหล่

          "อ้าวปราย" 

          "พี่กายเองเหรอ นั่งสิ" พี่กายนั่งลงตรงข้ามกับฉัน และมีเด็กมาเสิร์ฟเส้นหมี่ต้มยำกับน้ำโค้กขวดนึง ฉันจึงลงมือกินต่อ

          "แล้วนี่มากินนานยัง" 

          "ก็ซักพักแล้วล่ะ" ฉันเพิ่งเคยคุยกับพี่กายครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา ตอนแรกนึกว่าเด็กวิศวะอย่างเขาจะเป็นคนโหดๆเถื่อนซะอีก แต่พอคุยจริงๆแล้วเขาก็ดูอัธยาศัยดีเหมือนกัน

          "ปรายดูเครียดๆนะ เป็นอะไรหรือเปล่า" นี่อาการฉันดูออกขนาดนั้นเลยหรือไง

          "คอมพังน่ะ ว่าจะซื้อใหม่แต่ช่วงนี้หมดเงินไปกับซื้อของมาเลี้ยงแมวมากแล้ว เลยไม่รู้จะทำไง" 

          "ก็จริงอยู่นะ ถ้าจะซื้อก็เครื่องดีๆก็สี่หมื่นขึ้นไป เป็นพี่ก็เครียดนะ" พี่กายคงเป็นอีกคนที่น่าจะรู้ว่าฉันไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ และกำลังเลี้ยงชีพตัวเองกับน้อง ถ้าเป็นคนอื่นคงใช้ให้ฉันไปขอเงินพ่อแม่แล้ว 

          "ก็คิดอยู่ว่าจะหาพาร์ทไทม์ทำเพิ่ม แต่ถ้าทำจริงๆคงหลายเดือนกว่าจะได้ซื้อ" พี่กายเปิดฝาโค้กดื่ม และดีดนิ้วเหมือนคิดอะไรได้

          "เอางี้มั้ย มาทำงานร้านพวกพี่สิเงินดีมากเลยนะ ทำเฉพาะตอนกลางคืนเอง"

          "ให้ทำอะไร" ถ้าให้ล้างจาน เช็ดแก้วเช็ดโต๊ะ ฉันคิดว่ายังดีกว่าเป็นเด็กเสิร์ฟอีกนะ

          "สวยๆอย่างปรายก็ต้องเด็กเสิร์ฟสิ งานนี่ค่าจ้างเยอะสุดเลยนะ คิดดูสิแป๊ปเดียวก็ได้ซื้อแล้ว" มันก็น่าสนอยู่นะ แต่ช่างเหอะ ตอนนี้อะไรที่มันได้เงินสถานการณ์แบบนี้ยอมๆไปแล้วกัน

          "เอางั้นก็ได้" ฉันตอบตกลงไปอย่างปลงๆ พี่กายจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ

          "อะนี่ นามบัตรไอพีอย่าลืมติดต่อไปนะ" ฉันรับนามบัตรที่พี่กายยื่นมาให้อย่างงงๆ

          "ทำไมต้องให้ของพี่พีล่ะ"

          "เวลาสมัครงาน ก็ต้องติดต่อกับเจ้าของร้านสิ" 




******************************

ไรท์ก็เคยเป็นนะ เวลาสัตว์เลี้ยงเราทำของพัง โมโหแต่ทำอะไรมันไม่ด้ายยยย〒_〒

ช่วงนี้ก็จะมาๆหายๆหน่อย แต่ช่วงนี้ไรท์เริ่มจะว่างแล้ว เย้!! จะพยายามอัพให้อ่านเร็วๆน้าาาา




"หัวใจไง ให้คนเม้น"




      




          


         

          




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

38 ความคิดเห็น