(END)[Fic Attack on Titan] The Butterfly Effect #ใต้ปีกผีเสื้อ (Levi x Eren)

ตอนที่ 31 : Effect 30 : Warm Effect

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    15 ก.ย. 62



You will see a lot of things, but they will mean nothing 
if you lose sight of the thing you love

ฤดูหนาวผ่านพ้นเปลี่ยนเป็นใบไม้ผลิต่อด้วยฤดูร้อนและใบไม้ร่วงก่อนกลับเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครา ฤดูกาลผันเวียนเปลี่ยนหมุนครบรอบแล้ววนมาบรรจบอีกรอบหนึ่ง วันเดือนปียังคงดำเนินต่อไร้จุดสิ้นสุดตลอดเวลา แต่สำหรับใครบางคนห้วงเวลากลับหยุดลงตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว 

จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ปีที่สาม… 

พันธุ์ไม้ใบเขียวยังคงมีสีสดแม้อยู่ในฤดูหนาว ห้องปรับอุณหภูมิถูกติดตั้งไว้ที่ยี่สิบห้าองศาตลอดทั้งปี พันธุ์พืชบางชนิดที่สามารถเติบโตได้ตามฤดูกาลจะถูกย้ายไปปลูกที่อื่น แต่สำหรับพืชพันธุ์เขตร้อนที่ต้องเลี้ยงตามอุณภูมิห้องจะถูกนำมาเพาะไว้ที่นี่

แกรกๆๆ

เสียงขีดเขียนของปากกากับกระดาษดังก้องไปทั่วห้องกว้าง ขณะนี้ยังเป็นเวลาเช้า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวช่วงกลางคืนจะยาวนานแต่ยามเช้าแสนสั้น เวลาตอนนี้ด้านนอกจึงยังคงมืดสนิท สถานที่หนึ่งเดียวซึ่งมีแสงส่องให้ความสว่างคือภายในโดมกระจกของศูนย์วิจัย 

โดมกระจกแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่วิจัยด้านพฤกษาศาสตร์ เวลาปกติศาสตราจารย์ที่รับผิดชอบและนักวิจัยในทีมส่วนใหญ่จะหมกตัวอยู่ภายในโดมทั้งวันทั้งคืนไม่ไปไหน แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวกิจวัตรประจำวันจะแตกต่าง อากาศหนาวเย็นทำให้มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดามีจิตคิดไม่อยากออกจากบ้านมากขึ้น รวมทั้งความกระตือรือร้นจางหาย ตลอดทั้งปีช่วงหน้าหนาวหัวหน้าทีมเลยจะอนุญาตให้ลูกทีมมาทำงานได้สายกว่าปกติ แต่ไม่ใช่เพราะความใจดีแต่อย่างใด เป็นเพราะพอเข้าสู่ฤดูหนาวงานที่มีก็เหลือไม่มากแล้ว ถึงต้องผลัดเปลี่ยนเวรกันมาเช็คงานทุกวันแต่งานไม่ได้เยอะเท่าฤดูอื่น ซึ่งความจริงศาสตราจารย์หัวหน้าทีมไม่ต้องมาเช็คงานเองแบบนี้ทุกวันก็ได้ แต่รีไวล์ก็ยังคงทำงานอยู่ภายในศูนย์ทั้งวันทั้งคืนไม่ไปไหนเป็นปกติโดยไม่สนฤดูกาล

ดวงตาสีเทาจดจ้องใบเขียวสดของต้นพืชอยู่นานกว่าจะเขียนรายงานลงไป งานวิจัยแบบสังเกตการณ์ต้องคอยบันทึกความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะสม่ำเสมอ หลังเขียนรายงานเสร็จรีไวล์ถึงได้ฤกษ์ปิดแฟ้มแล้วเดินออกจากห้อง 

ภายนอกโดมกระจกอุณหภูมิเกือบติดลบ ความหนาวเย็นพัดผ่านกระทบใบหน้าทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว อาคารด้านหลังโดมกระจกยังเป็นศูนย์วิจัยอีกแห่งซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องทำงานของนักวิจัย พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในอาคารปลูกพืชพันธุ์ไว้หลายชนิดไม่ต่างจากโดมกระจกมากนัก ด้านบนอาคารยังเป็นหลังคาโปร่งใสสามารถมองทะลุผ่านเห็นด้านนอกได้ กลุ่มดาวบนท้องฟ้ากำลังส่องแสงระยิบระยับอย่างน่าดูชม แต่รีไวล์ไม่ได้สนใจจะแหงนหน้ามองฟ้าก่อนเดินตรงขึ้นชั้นสอง

ตอนนี้แม้เวลาจะเลยหกโมงเช้าแล้วแต่ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท คนไม่ได้นอนทั้งคืนวางแฟ้มลงบนโต๊ะก่อนชงกาแฟแก้วที่สามของวัน กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วห้อง ที่นี่เป็นอาคารสองชั้นซึ่งทำด้านบนเป็นชั้นลอยจึงสามารถมองเห็นด้านล่างได้สามร้อยหกสิบองศา 

ดวงตาสีเทากวาดมองไปทั่วอย่างไม่เจาะจงขณะริมฝีปากกำลังจรดแก้วกาแฟเพื่อดื่ม แต่ทันใดนั้นมือของเขาก็หยุดชะงัก สุดปลายสายตาเขาสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่าง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเข้างานจึงไม่ควรมีใครอยู่ข้างล่าง เวลานี้เพิ่งจะเจ็ดโมงเศษๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อคืนรีไวล์ทำงานข้ามวันข้ามคืนตอนเช้าขนาดนี้เขาก็คงยังไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นกัน

รีไวล์วางแก้วกาแฟลงก่อนเดินลงไปด้านล่าง พื้นที่ภายในอาคารแห่งนี้ใหญ่พอๆ กับโดมกระจกและแบ่งเป็นหลายส่วนทำให้ยากต่อการค้นหา แค่ดูจากความเคลื่อนไหวเล็กน้อยไม่สามารถทำให้รีไวล์ระบุตำแหน่งผู้บุกรุกได้ทันที แต่ยังโชคดีที่เขามีสัญชาตญาณเฉียบคมจึงสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวรอบๆ ได้

ทางเดินบางส่วนเป็นปูนแต่บางส่วนยังเป็นดินธรรมชาติบนพื้นเลยจะทิ้งร่องรอยรองเท้าไว้ ดวงตาสีเทาเหลือบมองรอยเท้าสดใหม่ด้านหน้าก่อนจะเดินต่อ คนๆ นี้เดินลัดเลาะมั่วไปหมดคล้ายไม่ชินทาง เป็นไปได้อย่างมากว่าเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกและไม่ใช่คนในทีมวิจัยของเขา มาถึงตรงนี้รีไวล์มั่นใจแล้วว่าผู้บุกรุกเป็นคนนอกแน่นอน แต่คนๆ นี้เป็นใครและมาที่นี่มีจุดประสงค์อะไรยังคงต้องรอจับตัวให้ได้ก่อนถึงจะรู้

แอ๊ดดด

ประตูด้านหลังอาคารเป็นทางเชื่อมไปยังทะเลสาบ รีไวล์เปิดประตูออกอย่างเบามือ พยายามคงเสียงฝีเท้าไว้ให้เบาที่สุดแต่ระยะก้าวยังคงเร็วขึ้นเรื่อยๆ 

ทะเลสาบเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ก่อนสร้างศูนย์วิจัยที่นี่มีทะเลสาบอยู่ก่อนแล้ว บริเวณรอบข้างทะเลสาบจึงถือเป็นธรรมชาติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ นอกนั้นไม่ว่าจะพืชพันธุ์ใดๆ ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากการเพาะปลูกใหม่ของศูนย์วิจัยแห่งนี้ทั้งสิ้น 

โดยปกติพื้นที่โดยรอบทะเลสาบมักถูกใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่พอเข้าหน้าหนาวน้ำในทะเลสาบจะจับตัวเป็นน้ำแข็งพื้นที่รอบข้างเลยพลอยหนาวเย็นลงด้วย ตอนนี้ไม่มีใครอยากผ่านมาแถวนี้มากนัก รวมทั้งยามนี้ที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นอุณหภูมิรอบๆ ทะเลสาบเลยยิ่งลดต่ำลงกว่าปกติ 

เสื้อกาวน์ของหัวหน้าศูนย์วิจัยสะบัดไปตามแรงลม รีไวล์ไม่ได้เตรียมตัวจะออกมาข้างนอกจึงไม่ได้สวมใส่เสื้อโค้ทมาด้วย แค่เสื้อกาวน์ตัวเดียวไม่สามารถกันลมหนาว หนำซ้ำตอนนี้แม้แต่ผ้าพันคอหรือถุงมือยังไม่มียามต้องเดินต้านลมร่างกายจึงอดรู้สึกสะท้านนิดๆ ไม่ได้

ลมหายใจปล่อยควันต่อเนื่องเป็นไอสีขาว แต่ท่านหัวหน้าศูนย์ไม่คิดจะกลับหลังด้วยซ้ำ สองเท้ามั่นคงยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า รีไวล์เดินเก็บเสียงฝีเท้าให้เบาที่สุด เขามองเห็นแผ่นหลังของใครบางคนกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่รอช้ารีไวล์ก็รีบเดินก้าวไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังของคนๆ นั้น

โฮ่ย

“…!”

“…!!!” ทันทีที่คนตรงหน้าหันมา ไม่เพียงแค่คนโดนเรียกที่ตกใจแต่รีไวล์เองยังพลอยตกตะลึงไปด้วย ใบหน้าคุ้นเคยหันกลับมาด้วยแววตาตื่นๆ ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างพร้อมปากที่อ้าค้าง เส้นผมสีน้ำตาลโดนลมพัดปิดใบหน้าไปเกือบครึ่งหนึ่ง ท่านหัวหน้าศูนย์ยืนนิ่งตัวแข็ง รีไวล์ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นความจริงหรือความฝันรึเปล่า เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอคนๆ นี้ที่นี่ไม่สิ รีไวล์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะมีโอกาสได้พบกับคนๆ นี้อีกครั้ง

ดวงตาสีมรกตยังคงมองเขาอย่างนิ่งงัน แต่บางสิ่งกลับดูไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อนแล้ว ดวงตาคู่นั้นมองตรงเข้ามาในตาของเขาโดยไม่หลบหลีก แววสะท้อนคล้ายเจอคนคุ้นเคยไม่เหมือนเวลาเจอคนแปลกหน้า ถ้าเอาตามจริงคือพวกเขาสองคนรู้จักกันดี แต่เอเลนไม่มีความทรงจำเหล่านั้นอีกแล้วจึงไม่ควรมองเขาแบบนี้ รีไวล์ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจขณะใบหน้ายังคงไว้ให้ราบเรียบเสมอ

แกทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” 

หาของครับ วันก่อนผมทำของหายที่นี่เลยกลับมาหาเจ้าของดวงตาสีมรกตยิ้มตอบ เมื่อแววตกใจจางหายความยินดีจึงปรากฏฉายชัด 

วันก่อน…?” รีไวล์ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แต่คนตรงหน้ายังคงพยักหน้าตอบไม่ได้สะทกสะท้าน

ครับ วันก่อนผมมาทำงานแล้วทำของตกไว้แถวทะเลสาบ

ทำงาน??” คำถามมากมายประเดประดังเข้ามาในหัว ดวงตาสีเทาหรี่มองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ รีไวล์ไม่เข้าใจสักนิดว่าคนตรงหน้าเขากำลังพูดอะไรอยู่ วันก่อน? ทำงาน? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ 

รีไวล์สับสนเป็นอย่างมาก แต่คนตรงหน้ากลับยังคงมีใบหน้ายิ้มแย้มและไม่ได้หวาดกลัวท่าทางของเขาเหมือนเมื่อก่อน หนำซ้ำยังช่วยไขข้อข้องใจให้เขาได้โดยไม่มีอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด

ครับ! ผมเอเลน เยเกอร์ ต่อจากนี้จะมาทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานคนสวนที่นี่ ขอฝากตัวด้วยนะครับรีไวล์ซัง” 

“…..” รีไวล์พูดไม่ออก เขาเห็นเอเลนยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานาน แต่ท่านหัวหน้าศูนย์กลับเอาแต่ยืนนิ่งตัวแข็ง ร่างกายไม่ไหวติง ขนาดลมหนาวพัดผ่านยังไม่รู้สึกด้วยซ้ำ แต่ขณะเดียวกันภายในก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่งพาดผ่าน เจ้าตัวไม่ทันสังเกต รีไวล์ยื่นมือออกไปข้างหน้า อุณหภูมิร่างกายของเขาต่ำกว่าคนตรงหน้าเมื่อนิ้วมือสัมผัสกับผิวแก้มจึงรู้สึกอบอุ่นกว่าเดิม

ไม่ใช่ความฝัน

ขณะเดียวกันที่จิตสำนึกรับรู้ได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ความฝัน ดวงตาสีเทาก็เหลือบเห็นบางสิ่งบนพื้น รีไวล์ก้มลงเก็บสิ่งนั้นขึ้นมา และเมื่อยกขึ้นในระดับสายตาคนตรงหน้าเขาก็ถึงกับส่งเสียงร้องอ้าดังลั่น

อ้า! เจอแล้ว!!” ที่ห้อยโทรศัพท์ดินปั้นรูปดอกกุหลาบยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่แตกต่างจากในความทรงจำ เสียอย่างเดียวที่สายห้อยเปื่อยจนขาดแหว่งตามกาลเวลาแล้ว 

รีไวล์ยื่นของคืนให้ เอเลนรับไว้พร้อมรอยยิ้มกว้างกว่าเก่า ดวงตาสีมรกตยังไม่ลืมสำรวจสภาพที่ห้อยโทรศัพท์อยู่เป็นนาน ไม่รู้จะสำคัญอะไรนักหนา รีไวล์เห็นเอเลนให้ความสำคัญกับที่ห้อยโทรศัพท์อันนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ว่าเขาจะบังคับเท่าไหร่เจ้าเด็กนี่ก็ไม่เคยยอมบอก จนรีไวล์ต้องเลิกเซ้าซี้ไปเอง หลังจากนั้นเขาจึงไม่เคยถามอีกว่าทำไมที่ห้อยโทรศัพท์อันนี้ถึงสำคัญมากนัก

ขอบคุณนะครับ ได้รีไวล์ซังเก็บให้อีกแล้ว

กึก!

แก…!?” รีไวล์เบิกตากว้าง เขาจ้องเข้าไปในดวงตาสีมรกตเขม็งคล้ายจะจับผิด คำพูดเมื่อกี้ของเอเลนทำให้รีไวล์ตกใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเอเลนถึงพูดเหมือนรู้ ความหมายที่ว่าได้เขาเก็บให้อีกแล้วคืออะไรกันแน่ เจ้าเด็กนี่พูดเหมือนตัวเองจำเรื่องเมื่อก่อนได้ทุกอย่าง แต่นั่นจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อความทรงจำของเอเลนไม่น่าจะเอากลับคืนมาได้แล้ว

ทำไมครับ หรือคิดว่าผมยังจำอะไรไม่ได้?”

“…..” รีไวล์ไม่โต้ตอบ เขายังคงมองลึกเข้าไปในดวงตาสีมรกตอย่างพยายามค้นหา แววตาคู่นั้นบ่งบอกว่ารู้จักเขาดีไม่เหมือนกับเมื่อสองปีก่อนที่เห็นเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า รีไวล์สับสนอย่างหนัก หรือเวลาผ่านไปความทรงจำของเอเลนจะกลับคืนมาได้จริงๆ?

ผมไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อนหรอกนะครับ และผมมาที่นี่เพื่อทวงบางสิ่งคืนด้วย

“…?” รีไวล์ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเอเลนกำลังพูดถึงอะไร เขาเงียบและรอฟังว่าเอเลนจะพูดอะไรต่อ ซึ่งเจ้าลูกหมาก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงแต่ทำเกินความคาดหวังของเขาไปมากโขเท่านั้นเอง

แหวนนั่นขอผมคืนด้วยนะครับ” 

“…!!!” ปลายนิ้วของเอเลนชี้มายังแหวนทองคำขาว รีไวล์ขมวดคิ้วก่อนเผลอใช้มือแตะที่แหวนบนลำคอ เรื่องแหวนวงนี้นอกจากเอเลนก็มีเพียงเขาที่รู้ เพราะงั้นเป็นไปไม่ได้ถ้าคนอื่นจะเป็นคนเล่าให้เอเลนฟัง  

แกรู้ได้ยังไง…” ความรู้สึกของรีไวล์เริ่มสั่นคลอน แต่จากประสบการณ์ชีวิตหลายปีทำให้มีสัญชาตญาณบางส่วนยังคงระแวดระวังอยู่ แม้ตอนนี้จะมีแปดเก้าส่วนที่เขาเริ่มเชื่อ แต่รีไวล์ยังคงเผื่อเหลือพื้นที่เอาไว้สำหรับระวังภัยเสมอ 

รีไวล์แอบคาดหวังว่าเอเลนจะจำเรื่องราวทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่ก็มีบางส่วนของเขาที่ยังคงไม่อยากเชื่อ ในขณะที่คาดหวังก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเอเลนจะฟังเรื่องราวของเขามาจากคนอื่นอีกที แต่พอเอเลนพูดถึงเรื่องแหวน

ดวงตาสีมรกตที่มองตอบเขาใสกระจ่างไม่มีแววจะโกหกหรือล้อเล่น ทำให้รีไวล์ยิ่งรู้สึกลังเลกว่าเดิม หรือเด็กคนนี้จะสามารถฟื้นความทรงจำกลับคืนมาได้…?

บอกแล้วไงครับว่าผมไม่เหมือนสองปีก่อนแล้วเอเลนพูดยิ้มๆ ดวงตาสีมรกตเปล่งประกายอย่างแน่วแน่ขณะพูดต่อ 

และผมขอพูดให้เข้าใจกันตรงนี้เลยนะครับว่าผมมาที่นี่เพราะรีไวล์ซัง

ฉัน?” รีไวล์ขมวดคิ้วจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ การปรากฏตัวที่นี่ของเอเลนเกี่ยวอะไรกับเขา จำไม่เห็นได้เลยว่าเขาเคยวางแผนจะรับพนักงานคนสวนใหม่

ครับ คราวนี้รีไวล์ซังหนีผมไม่พ้นหรอก ผมจะไม่มีวันยอมปล่อยรีไวล์ซังไปไหนอีกแน่นอน เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลยครับ!” เอเลนจับมือรีไวล์ที่แนบอยู่ข้างแก้ม ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้ามาถึงทรวงอก ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มสดใส รีไวล์มองการกระทำนั้นนิ่งงัน ก่อนไม่นานมุมปากจะขยับโค้งขึ้นเล็กน้อย

อืมคำตอบสั้นๆ สามารถทำให้รอยยิ้มคนฟังโค้งกว้างกว่าเก่า ความอบอุ่นค่อยๆ แทรกผ่านระหว่างสายลมฤดูหนาว ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกแช่มช้า ถึงอุณหภูมิโดยรอบจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ลำพังเสื้อกาวน์ตัวเดียวกลับสามารถกันความหนาวได้แล้ว

รีไวล์ไล้นิ้วไปตามพวงแก้มที่ค่อยๆ แดงเรื่อ ไม่รู้เพราะอากาศหนาวหรือเขินคำพูดตัวเองถึงทำให้เจ้าลูกหมาหน้าแดงแบบนี้ แต่จะแบบไหนก็คงไม่แตกต่าง เพราะสำหรับรีไวล์เอเลนน่ามองเสมอไม่ว่าจะแบบไหน เขาเคยละสายตาจากเจ้าเด็กนี่ได้เมื่อไหร่กัน

แสงอาทิตย์อาบไล้ทะเลสาบน้ำแข็งให้เปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาสีมรกตดูสว่างไสวท่ามกลางยามเช้าที่อบอุ่น รีไวล์รู้สึกได้ถึงการเต้นของหัวใจตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี เขาลืมไปแล้วว่าตอนนี้กำลังยืนอยู่ด้านนอกท่ามกลางฤดูหนาวโดยไม่ได้สวมกระทั่งเสื้อโค้ทด้วยซ้ำ สิ่งที่เห็น ได้ยิน สัมผัส หรือรู้สึกมีเพียงการคงอยู่ของคนตรงหน้า แล้วความทรมานตลอดสองเกือบสามปีของเขาก็หายวับไปในพริบตา 

ถ้านี่คือความฝันรีไวล์จะไม่ขอตื่น แต่ถ้านี่คือความจริงเขาจะไม่ร้องขออะไรอีกต่อไป


ขณะที่เอเลนเพิ่งได้กลับมาพบกับรีไวล์อีกครั้งในรอบเกือบสามปี สถานที่แห่งหนึ่งภายในประเทศและเวลาเดียวกันก็กำลังมีการพบปะลับๆ เกิดขึ้น

รอบนี้กะจะมาอยู่ยาวเลยรึเปล่าครับ” 

ไม่หรอก ถ้าทุกอย่างลงตัวเมื่อไหร่ฉันก็จะกลับ

ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือง หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวกำลังนั่งทานอาหารเช้าสบายๆ กันอย่างไม่เร่งรีบ ออมเล็ตนุ่มฟูกับสลัดจานหนึ่งถูกวางเสริฟบนโต๊ะ แต่ชายหนุ่มกลับเอาแต่นั่งจ้องอาหารและยังไม่ยอมแตะจนคนนั่งตรงข้ามต้องช่วยสะกิดเบาๆ

เป็นอะไรไปโมบลิทหรือยังรู้สึกไม่เห็นด้วย?”

แน่นอนครับ! ผมไม่มีทางยอมเห็นด้วยกับเรื่องนั้นเด็ดขาดโมบลิทจิ้มออมเล็ตดังฉึกก่อนตักเข้าปากคำโต เขาทานอาหารโดยไม่สนใจคนนั่งฝั่งตรงข้ามอีก

เอาน่า~ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว

ฮันจิซังกำลังเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกใช่ไหมครับ

เปล๊าา

“…..” โมบลิทมองนิ่ง ตอนแรกฮันจิจะทำเป็นไม่สนใจ แต่พอเห็นสายตาแบบนั้นเธอก็ไม่สามารถทำเป็นเมินเฉยอยู่ต่อไปได้

แหม ก็เอเลนตัดสินใจไปแล้ว เธอคิดว่าคนนอกอย่างเราจะทำอะไรได้

อย่างน้อยฮันจิซังก็ควรห้าม…” ฮันจิโบกมือไม่ให้โมบลิทพูดต่อพลางส่ายหัว

ห้ามไปก็ไม่มีประโยชน์ เด็กคนนั้นใจแข็งแค่ไหนเธอก็รู้ เมื่อตั้งใจกับอะไรแล้วไม่มีทางล้มเลิกง่ายๆ หรอกหลังฟังฮันจิพูดแบบนั้นโมบลิทก็เงียบไป ก่อนสุดท้ายจะถอนหายใจออกมาเงียบๆ

เฮ้ออ ถ้าทุกอย่างจบลงด้วยดีก็ดีนะครับ

“…ฉันก็หวังว่าแบบนั้นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่ทราบยินดีหรือยินร้ายปรากฏขึ้นมุมปาก ฮันจิจิ้มสลัดเข้าปากก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แล้วพวกเขาก็ไม่วกกลับเข้าหัวข้อเดิมอีกตลอดทั้งเช้า

จุดเริ่มต้นใหม่กำลังจะหวนคืน หรือคราวนี้จะกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมอีกครั้ง สำหรับตอนนี้ยังคงมีเพียงแต่สวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้ได้ ส่วนมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเขาคงทำได้แค่ภาวนา… 


ขอให้โชคชะตาอย่าได้เล่นตลกกับสองคนนั้นมากไปกว่านี้อีกเลย…’














—————————————————100%



อินโทรของภาคใหม่มาแล้วค่ะ ><!

แล้วมารอลุ้นเรื่องราวในภาคสุดท้ายพร้อมกันนะคะ ~ ฮิๆ ^^





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

125 ความคิดเห็น

  1. #90 withsan (@qimcha) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 05:08
    เรามาอ่านรวดเดียวเลยค่ะT_T ใจหายมากๆตอนน้องลืมไปแล้ว เพราะฉากทะเลทำเราน้ำตาซึมเลยค่ะ แง (พาลคิดถึงเนื้อเรื่องหลักที่ตอนนี้ทั้งสองคนเหมือนได้อยู่ใกล้กันหยุดอยู่แค่ช่วงทะเล แล้วเหมือนห่างกันไปเลย) ชอบตอนเอเลนรู้ว่าจะเรียกให้รีไวล์ซังหยุดเดินได้ยังไง รู้จักกันดีมากๆเลยสินะ ฮืออ T_____T

    แอบกรี๊ดๆๆฮันจิซังกับโมบลิทด้วย คิดถึงจังเลยโมบลิท!

    เหมือนโตขึ้นมาเพราะเอเลนเลยนะคะ ตอนแรกๆภาษาในพาร์ทแรกๆสดใส ดูเป็นเด็กน้อยวิ่งตามรีไวล์ซังจริงๆ พอมาถึงตอนนี้ดูจะขรึมขึ้น โตมาหล่อแน่เลยเจ้าตาเขียว; 3 ;

    เป็นกำลังใจให้นะคะ ตื่นเต้นกับตอนถัดไปแล้วว
    #90
    1
    • #90-1 K I T S U N E (@fhaanna) (จากตอนที่ 31)
      21 กันยายน 2562 / 18:53
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ฮึบๆ! ฮึดสู้เต็มที่เลย ภาคสุดท้ายเอเลนก็จะโตขึ้นมาอีกหน่อย ฝากติดตามด้วยนะคะ ><!
      #90-1