[Fic Attack on Titan] The Butterfly Effect #ใต้ปีกผีเสื้อ (Levi x Eren)

ตอนที่ 10 : Effect 09 : Gravity Effect (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    18 พ.ค. 62



Set me free, leave me be
I don't wanna fall another moment into your gravity

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาเย็นหลังเลิกเรียน รีไวล์ซังไม่อยู่ในห้องพยาบาลแล้วผมจึงถือโอกาสแอบกลับบ้านก่อนรีไวล์ซังจะกลับมาทันที พอกลับไปถึงบ้านผมก็นั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมไม่รู้ว่ารีไวล์ซังจำได้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมมั่นใจว่าเขาจำผมได้อย่างแน่นอน ถ้าไม่งั้นคงไม่มีทางพูดแบบนั้นออกมา

หรือต้องให้ฉันนอนด้วยแบบเมื่อก่อน?’

คำพูดของเขายังคงดังก้องอยู่ในหัวซ้ำๆ ผมฟุบหน้าลงกับเตียงอย่างหมดแรง อาการปวดหัวดีขึ้นมากแล้ว และตัวผมไม่รู้สึกร้อนแล้วด้วย ผมน่าจะไม่สบายเพียงเล็กน้อยไม่ได้เป็นไข้หนักอย่างที่กลัว แค่นอนพักนิดหน่อยอาการก็แทบจะหายสนิทหมดแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายคืออาการใจเต้นแรงของผมนี่แหละ ช่วงนี้รู้สึกผมจะใจเต้นแรงบ่อยเกินไปจนเหนื่อย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปผมต้องได้หัวใจวายตายจริงๆ แน่!

เฮ้อออ…” ผมถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อพยายามสงบจิตสงบใจตนเอง ไม่ว่าจะคิดกี่ครั้งผมก็ไม่เข้าใจทำไมรีไวล์ซังถึงไม่เคยติดต่อผมมาเลยตลอดสิบปี?

มันไม่มีเหตุผลเลย ใช่ว่าเขาจะจำผมไม่ได้ ผมมั่นใจว่าเขาจำได้ แต่ทำไมเขาถึงไม่คิดจะติดต่อผมเลยล่ะ ก่อนออกเดินทางรีไวล์ซังเคยพูดกับผมไว้ว่าเขาจะติดต่อมา ผมรอรอแล้วรอเล่าแต่กลับไม่มีการติดต่อจากเขาเลยสักครั้งตลอดสิบปี ผมคิดว่าเขาลืมผมไปแล้ว ผมพร่ำบอกตัวเองทุกวันให้ลืมเขา แต่สุดท้ายมันกลับไม่ใช่อย่างที่ผมคิด รีไวล์ซังไม่ได้ลืมผม เขาจำผมได้ แต่ทั้งๆ ที่จำได้เขากลับไม่เคยติดต่อผมเลยสักครั้ง หรือจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่ผมไม่รู้รึเปล่านะ?

ความคิดมากมายตีวนเวียนกันไปหมดจนผมรู้สึกปวดหัว ผมนวดขมับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง วันนี้คุณแม่ก็ไปช่วยงานคุณพ่ออีกแล้วคงกลับค่ำตามเคย ผมนำอาหารในตู้เย็นที่คุณแม่ทำไว้ให้ออกมาอุ่น รวมทั้งนำชาขิงออกมาต้มเพื่อบรรเทาอาการไม่สบายของตัวเอง 

ขณะกำลังรอน้ำต้มเดือดสมองผมก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หากมองออกไปนอกหน้าต่างห้องครัวจะเห็นบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นที่เหมือนกับบ้านของผมอยู่ สิ่งที่ขวางกั้นระหว่างสองบ้านมีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่แค่ยกขาก็ก้าวข้ามไปได้สบายๆ สมัยเด็กผมเติบโตช้ากว่าคนอื่นเลยตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน พุ่มไม้เตี้ยดูสูงจนผมต้องใช้วิธีมุดเพื่อข้ามไปยังบ้านตรงข้าม ปัจจุบันด้านล่างของพุ่มไม้จึงจะมีโพรงเล็กๆ ที่เกิดจากผมเอาตัวมุดผ่านบ่อยครั้งอยู่ รีไวล์ซังมักจะทำหน้าไม่รับแขกทุกครั้งที่ผมมุดผ่านพุ่มไม้ไปหา เขาเคยหาว่าผมทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่พอมาคิดดูตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าเขาพูดเกินไปหน่อยนะ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอะไรกัน ผมแค่มุดพุ่มไม้เอง

วี๊ดดดดดด!

เสียงน้ำเดือดปลุกผมออกจากภวังค์ ผมเทน้ำเดือดใส่กาแล้วปล่อยไว้สักพักก่อนค่อยเทชาขิงใส่แก้ว ปกติผมไม่ค่อยป่วยเหมือนคนอื่นเขาเลยนะ แต่สงสัยช่วงนี้จะมีเรื่องมากเกินไปร่างกายผมถึงทำงานหนักจนเออเรอร์แบบนี้

ติ๊งต่องๆ~ ติ๊งต่องๆ~

ใครมานะ?” บ้านของผมเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนแวะมาหากันบ่อยมาก ทั้งจะเพื่อนบ้านที่สนิทกับคุณแม่ เด็กพาร์ทไทม์ที่ร้านดอกไม้ หรือแม้แต่ลูกค้าของคุณพ่อยังเคยแวะเอาของฝากมาให้ถึงบ้านเลย 

ครับๆ มาแล้วครับผมตะโกนบอกคนหน้าประตูก่อนเมื่อเขายังกดออดไม่หยุด เสียงออดหายไปตอนผมเดินมาถึงหน้าประตูพอดี 

มาหาใค…!”

ปัง!!

ผมปิดประตูทันทีหลังจากเพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสองวิ ไม่จริง! เขามาทำอะไรที่นี่! นี่มันไม่ตลกเลยนะ ทำไมรีไวล์ซังถึงมายืนอยู่หน้าบ้านผม!?!?!?!

ติ๊งต่องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปัง!

เลิกกดได้…! อะ! จะเข้ามาทำไมครับ!” เมื่อผมไม่ยอมเปิดประตูรีไวล์ซังก็กดออดไม่หยุด แต่พอผมเปิดประตูเท่านั้นแหละ เขาก็ถือโอกาสแทรกตัวเข้ามาในบ้านผมทันที รวมทั้งปิดประตูและล็อกให้เสร็จสรรพจนผมต้องถอยหลังหนี เอ่อ ไม่รู้สิ สถานการณ์ไม่ปลอดภัยยังไงไม่รู้

รีไวล์เซนเซย์มาทำอะไรที่บ้านผมครับผมเลือกใช้คำว่าเซนเซย์เพื่อพยายามเว้นระยะห่าง รีไวล์ซังไม่มีท่าทางแปลกใจ เขาดูรู้อยู่แล้วว่าผมจะพูดกับเขาแบบนี้

ทำไมแกถึงแอบกลับมาก่อนรีไวล์ซังไม่ยอมตอบคำถาม หนำซ้ำเขายังเป็นฝ่ายถามผมกลับอีกต่างหาก 

เลิกเรียนแล้วผมก็กลับบ้านสิครับผมเลือกตอบอย่างเบสิคที่สุด แต่คำตอบของผมดูจะไม่ค่อยถูกใจรีไวล์ซังเท่าไหร่คิ้วของเขาถึงได้เริ่มขมวดเข้าหากัน ใบหน้าที่ปกติก็ดูดุอยู่แล้วยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีกระดับ ผมกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก พยายามทำใจดีสู้เสื้อแล้วไม่หลบหน้ารีไวล์ซังขณะตอบคำถาม ผมไม่ได้พูดโกหกนะ เลิกเรียนแล้วจะให้ผมอยู่โรงเรียนต่อไปทำไมล่ะ แต่แค่คำตอบของผมมันยังไม่ครอบคลุมเหตุผลทั้งหมดเท่านั้นเอง

อาการเป็นไงบ้าง

เอะ? เอ่อ ดีขึ้นแล้วครับ” 

ยังปวดหัวอยู่รึเปล่า

เปล่าครับ

ไข้ล่ะ

ไม่มีแล้วครับผมตอบคำถามด้วยความรู้สึกที่ยังมึนงงไม่หาย สรุปแล้วที่รีไวล์ซังมาหาผมถึงบ้านก็เพื่อมาถามว่าผมสบายดีรึเปล่างั้นเหรอ? อ่า มาทำหน้าที่ครูห้องพยาบาลนี่เอง

ความโล่งใจมาพร้อมกับความรู้สึกผิดหวัง นี่ผมกำลังคาดหวังอะไรอยู่กันนะ ถึงรีไวล์ซังจะจำผมได้ก็ใช่ว่าเขาจะต้องมาหาผมถึงบ้านด้วยความคิดถึงหรืออะไรทำนองนั้นสักหน่อย รีไวล์ซังเป็นคนมีความรับผิดชอบ เขาก็แค่อยากมาถามไถ่อาการนักเรียนที่ป่วยเท่านั้นเอง

เฮือก…! ตึง!

รีไวล์ซังยื่นมือเข้ามาใกล้ คงเพราะแค่อยากตรวจดูอุณหภูมิของผมให้แน่ใจว่าไข้ลดลงจริงรึเปล่า แต่มันกะทันหันเกินไป ผมรู้สึกตกใจสะดุ้งเฮือกจนเผลอก้าวถอยหลังไปชนกับกำแพง ตอนนั้นผมกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ พอรีไวล์ซังยื่นมือเข้ามาใกล้ผมถึงได้ตกใจขนาดนั้น แต่ตอนนี้ผมจะทำยังไงดีล่ะ บรรยากาศกลายเป็นกระอักกระอ่วนไปแล้วด้วย

เอ่อเหวอออ!” ขณะผมกำลังกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น จู่ๆ มือหนาที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็คว้าหมับเข้าที่เน็กไทแล้วกระชากตัวผมเข้าไปใกล้ ผมตกใจจนร้องเหวอ แต่เมื่อสายตามาหยุดอยู่ระดับเดียวกับรีไวล์ซัง ผมก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก 

“…!!!” ลมหายใจอุ่นเป่าชิดรดริมฝีปาก ความร้อนทั้งหมดทั้งมวลแล่นมากระจุกกันอยู่บนใบหน้า รีไวล์ซังไม่สนใจไม่ว่าผมจะตกใจหรือเขินอายมากแค่ไหน เขาแนบหน้าผากลงกับหน้าผากของผม หัวใจของผมเต้นแรงแทบครั่ง ขาของผมสั่น ร่างกายรู้สึกแข็งเกร็งจนขยับไม่ได้ รีไวล์ซังยังเช็คอุณหภูมิอยู่ จนเสร็จแล้วนั่นแหละถึงเขาลืมตาขึ้นมองผมอีกครั้ง แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากเน็กไทหรือแม้แต่ถอยห่างออกจากผมเลยสักนิด

ตัวยังร้อนอยู่ กินยาลดไข้ก่อนนอนด้วย

“…..”

โฮ่ย แกฟังฉันอยู่รึเปล่า

“…..”

โฮ่ย…!”

ตุบ!

รีไวล์ซังดูตกใจไม่น้อยที่เห็นจู่ๆ ผมก็ล้มลงไปนั่งกับพื้น แต่ผมไม่ไหวแล้วครับ ผม-ไม่-ไหว! หัวใจผมเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บ ขาของผมสั่นจนยืนไม่อยู่แล้ว ไหนจะไอ้ความร้อนที่เพิ่มขึ้นทุกขณะจนผมคิดว่าจะไข้ขึ้นอีกรอบนี่อีก ได้โปรดหยุดเข้าใกล้ผมสักทีเถอะครับ!!

“…..” รีไวล์ซังไม่ได้พูดอะไร แต่มือยังจับเน็กไทของผมเอาไว้ ส่วนผมก็ได้แต่นั่งก้มหน้ามองพื้นพยายามซ่อนใบหน้าแดงๆ ของตัวเองแม้จะไม่ทันแล้วก็ตามอยากวิ่งหนีออกไปเดี๋ยวนี้แต่โทษทีตอนนี้ผมลุกไม่ขึ้น ขาของผมกำลังปฏิเสธการยืนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นผมคงต้องเลิกคิดฝันถึงเรื่องวิ่งในเร็วๆ นี้ไปก่อนเลย

ผมกำลังพยายามทำใจให้เย็นลง พยายามจะสงบจิตใจตนเองให้ได้ แต่มันยากมากจริงๆ ครับ และมันยิ่งยากเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อรีไวล์ซังยังไม่ยอมถอยห่างหรือหายไปไหนสักที ขอร้องล่ะ ช่วยอยู่ห่างๆ อย่าเข้าใกล้ อย่าทำให้ผมหวั่นไหว เลิกมาทำให้ใจผมเต้นแรงสักที!

หมับ!

อึก…!” เน็กไทถูกดึงรั้งขึ้นจนผมต้องเงยหน้า ผมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเน็กไทรัดแน่นเข้ามารอบลำคอ รีไวล์ซังก้มลงมาจนใบหน้าไม่อยู่ห่างจากผม ผมพยายามจะถอยห่าง แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อรีไวล์ซังยังบังคับเน็กไทของผมอยู่แบบนี้ ดวงตาสีเทาที่จ้องตรงมามีแวววิบวับประหลาดจนผมขนลุกซู่ ผมไม่รู้ว่านั่นมันคืออะไร แต่มันไม่ใช่แค่น่ากลัวเท่านั้น มันยังมีอะไรมากกว่านั้นที่ผมไม่อยากพยายามตีความให้ออก

โฮ่ย ฟังฉันให้ดีไอ้ลูกหมา ฉันไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฉันพูดแกต้องตั้งใจฟังอย่ามัวแต่เหม่อถ้าไม่สบายคราวหน้าให้ไปห้องพยาบาล แต่ห้ามหนีกลับก่อนจนกว่าฉันจะอนุญาต วันนี้ให้กินยาแล้วรีบนอนพักผ่อน พรุ่งนี้แกต้องไปโรงเรียนด้วย อ่อ! และอย่าลืมกินข้าวก่อนกินยา เข้าใจไหม

“…..”

ฉันถามว่าเข้าใจไหม

“…ครับคำว่าครับหลุดออกจากลำคอเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ ผมพูดได้แค่นั้นจริงๆ ครับ ได้แค่นั้นลำคอของผมแห้งผาก ผมพูดอะไรแทบไม่ออกเลย สายตาของรีไวล์ซังตราตรึงดวงตาผมไว้ ขณะเส้นเสียงก็ถูกบางสิ่งในดวงตาสีเทาคู่นั้นดูดกลืนออกไปจนหมด ผมขยุ้มฝ่ามือลงบนหน้าขาตัวเองแรงๆ เพื่อระงับความรู้สึกใดๆ ก็ตามที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปหลายปี ไม่ได้นะไม่ได้เด็ดขาด!

ดี และสุดท้ายอย่าหลบหน้าฉัน

“…!!” ผมสะอึก เม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เผลอส่งเสียงใดๆ รีไวล์ซังรู้ว่าผมหลบหน้าเขา รู้มาตลอดว่าผมกำลังพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย แต่เขาก็ยังเข้ามาใกล้ผม มาทำให้ผมรู้สึกหวั่นไหว ทำให้ผมรู้สึกใจเต้นแรง 

ผมได้พยายามขัดขืนแล้วนะ ผมทำแล้ว ทำมาตลอดเพราะรู้ดีว่าถ้าความรู้สึกปิดตายพวกนี้ถูกเปิดออกอีกครั้งเมื่อไหร่ผลของมันจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นผมจึงได้จัดการปิดเก็บมันเอาไว้อย่างมิดชิดลงในกล่องที่ทั้งลึกและหนัก จมมันลงไปในก้นบึงที่จะไม่มีวันโผล่ขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่ถึงแบบนั้น ถึงผมจะทำขนาดนั้น เขากลับ

ส่วนนี่บทลงโทษที่วันนี้แกหนีกลับมาก่อนรีไวล์ซังมองตรงเข้ามาในดวงตาของผม สะกดไม่ให้ผมละสายตาไปไหนได้ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ ใกล้มากจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่มีกลิ่นของกาแฟ เขาก้มหน้าลงมาแทบชิด ก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนเน็กไทที่ผมใส่อยู่แผ่วเบาเสมือนจุมพิตกลีบของดอกไม้ ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยายามไม่ให้จินตนาการใดๆ เตลิดเปิดเปิงไปมากกว่านั้น 

เปล่าเลย เขาไม่ได้กำลังจูบผม แม้จะอยู่ห่างไม่ถึงคืบแต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดจูบผมรู้ดี แต่ถึงแบบนั้น ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกร้อนลนเสมือนเป็นคนโดนจูบซะเอง 

ร่างกายรู้สึกร้อนขึ้น ผมรู้แน่ว่าใบหน้าตอนนี้ต้องแดงมากแน่ๆ แต่ผมก้มหน้าหลบไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่จะละสายตาออกจากดวงตาสีเทาคู่นั้นได้เลย รีไวล์ซังยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ แววตาของเขาตอนนี้ดูเจ้าเล่ห์ไม่ต่างอะไรกับตอนหมาป่ากำลังล่าเหยื่อเลย จะผิดกันเล็กน้อยก็ตรงที่เจ้าเหยื่อดูจะเต็มใจให้โดนล่านี่แหละ!? 

อ๊ากกกก! ตั้งสติหน่อยได้ไหมเอเลน เยเกอร์ นายเคยสาบานกับตัวเองว่ายังไงลืมไปแล้วเหรอ! ไหนที่ว่าจะลืม ไหนที่บอกจะไม่ชอบ ไหนที่เคยพูดว่าเกลียด ลืมไปหมดแล้วรึไง!!

รีไวล์ซังไม่ได้ทำอะไรเลยหลังจากนั้น เขาก็แค่ปล่อยผมทิ้งไว้แล้วเดินออกจากบ้านไปเลย ส่วนผมก็ได้แต่นั่งเอ๋ออยู่ที่เดิม ขาของผมยังคงหมดแรงและไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาได้ในเร็วๆ นี้ ผมจึงถือโอกาสพยายามจะทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สมองของผมกลับว่างเปล่า เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ รีไวล์ซังมาที่บ้านผมใช่ไหม แล้วยังไงต่อ? ทำไมผมถึงจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ โอ๊ยยย! สติหายไปไหนหมดแล้วเอเลน เยเกอร์!

ผมรีบใช้สองมือปิดปากตัวเองไว้ เพื่อกันไม่ให้ตัวผมเผลอส่งเสียงกรี๊ดออกมาจริงๆ ให้เพื่อนบ้านได้แตกตื่นเล่น แต่ให้ตายเถอะ นี่มันบ้ามาก รีไวล์ซังกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้ามากจริงๆ!!!



——————————————40%


อย่าถามนะครับว่าผมผ่านวันนั้นมาได้ยังไง บอกตามตรงผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนั้นสมองผมอึนๆ เบลอๆ ไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าหลังจากนั้นผมทำอะไรไปบ้าง รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าวันต่อมาตอนกำลังแต่งตัวจะไปโรงเรียนนั่นแหละครับ 

เดี๋ยวนี้ผมมักทำเป็นหลับในคาบโฮมรูมโดยมีอาร์มินคอยช่วยเป็นคนแก้ต่างให้ อาร์มินพยายามถามผมแล้วว่ามีเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับรีไวล์ซังรึเปล่า แต่ผมหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามตลอด จนกระทั่งวันนี้วันที่เหล่าเพื่อนๆ มายืนล้อมหน้าล้อมหลังรอบโต๊ะของผมด้วยท่าทางเอาเรื่อง

เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ เอเลน เยเกอร์แอนนี่ยืนกอดอกถามด้วยท่าทางเป็นจริงเป็นจังจนผมรู้สึกเหงื่อตก ปีก่อนผมอยู่ห้องเดียวกับแอนนี่ เราเลยค่อนข้างสนิทกันพอสมควร แต่ปีนี้ผมกับอาร์มินอยู่ห้องบี ส่วนแอนนี่และมิคาสะอยู่ห้องเอ ทำให้พวกเราไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ แต่ก็คอยอัพเดทข่าวสารและพบปะกันตอนพักกลางวันตลอด

เอ่อ…” ผมนั่งตัวลีบติดเก้าอี้ หันไปมองอาร์มินอย่างพยายามขอความช่วยเหลือ แต่กลับเจอมิคาสะกำลังจ้องผมด้วยท่าทางคาดคั้นแทน เอื๊อก! ดูจากสายตาของมิคาสะแล้ว ท่าทางวันนี้ถ้าผมยังไม่ยอมพูดอะไรอาจไม่ได้กลับบ้าน 

ความจริงที่ทุกคนมารุมล้อมรอบโต๊ะผมอยู่แบบนี้ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงผมหรอก แต่เป็นเพราะอยากรู้อยากเห็นต่างหาก ยิ่งสายตาของชาช่าห้องซีที่มองมาจากที่ไกลๆ นั่นยิ่งแสดงออกชัดเจนเลย ว่าแต่ทำไมข่าวลือมันแพร่สะพัดไปถึงห้องซีได้!? 

ในสามสี่วันที่ผ่านมาไม่มีข่าวลือใดจะดังไปกว่าข่าวลือที่ผมพยายามหลบหน้าครูห้องพยาบาลคนใหม่อย่างโจ่งแจ้งอีกแล้ว! ถึงรีไวล์ซังจะเคยบอกไว้ว่าไม่ให้ผมหลบหน้า แต่หลังจากที่เขาทำแบบนั้น จะให้ผมเอาหน้าที่ไหนไปกล้าพบกับเขาล่ะครับ! ผมพยายามหลบหน้ารีไวล์ซังหนักข้อขึ้นกว่าเดิม ถึงขนาดวิ่งหนีตอนเกือบจะปะทะกันเลยด้วย เล่นเอาคนอื่นที่เห็นท่าทางนั้นของผมยืนเอ๋อใบ้รับประทานกันเป็นแถบ และนั่นแหละคือที่มาของเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับผมและครูห้องพยาบาลคนใหม่

ยิ่งผมหลบหน้ารีไวล์ซังก็ยิ่งอารมณ์ไม่ดี กลุ่มเด็กเกเรที่เคยตามติดและเรียกรีไวล์ซังว่าลูกพี่ยังไม่กล้าเข้าใกล้ ข่าวลือจากหนึ่งแพร่สะพัดไปเป็นร้อยในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน มีคนตั้งสมมุติฐานเอาไว้หลากหลาย ซึ่งแต่ละอันผมฟังแล้วอยากเอาหัวโขกเสาตายทั้งนั้น คิดกันได้ยังไงว่าผมเป็นลูกชายยากุซ่าแก๊งคู่อริกับรีไวล์ซังน่ะ! ใครก็รู้ว่าพ่อของผมเป็นช่างภาพชื่อดังคนนั้นที่ถ่ายภาพปกให้กับทั้งนิตยสารวัยรุ่นและอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแม่ของผมก็เป็นแค่ผู้ช่วยช่างภาพกับเจ้าของร้านดอกไม้เท่านั้นแหละ ไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลยิ่งใหญ่ที่ไหนเลย จินตนาการแต่ละคนจะบรรเจิดเกินบรรยายกันไปหน่อยแล้วครับ

นี่ๆ เอเลน เรื่องจริงรึเปล่าที่วันนั้นรีไวล์เซนเซย์ลากนายออกไปเคลียที่หลังโรงเรียนน่ะชาช่าที่ตอนแรกแอบฟังอยู่ไกลๆ กระโดดพุ่งเข้ามาถามผมกลางวงด้วยความอยากรู้อยากเห็นเก็บไม่มิด คนนี้ก็ไม่คิดจะปิดบังความต้องการเลยสินะ…( - -;)

เปล่า วันนั้นฉันไม่สบาย รีไวล์เซนเซย์ก็แค่ช่วยพาฉันไปห้องพยาบาลเท่านั้นผมแก้ไขความเข้าใจผิด หลังโรงเรียนอะไรกัน แหล่งมั่วสุมของพวกคนอย่างแจนน่ะผมไม่คิดจะเหยียบย่างเข้าไปหรอก! แล้วลืออะไรกันไปได้ขนาดนั้น ผมกับรีไวล์ซังไม่มีอะไรต้องเคลียกันสักหน่อย

แล้วที่นายไปตามสต๊อกเกอร์รีไวล์เซนเซย์ล่ะคำถามของแอนนี่เล่นเอาผมแทบหัวทิ่ม อะไรนะ!? นี่ผมหูเพี้ยนไปแล้วรึเปล่า ทำไมผมถึงได้ยินเหมือนว่าผมเป็นคนไปตามสต๊อ..ห๊ะ!? กลับกันแล้วครับ! กลับกัน!! 

ฉันไม่เคยตามสต๊อก…! อะ..อะไรนั่น! รีไวล์ซังต่างหากที่เป็นคนอุ้บ!” ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างเร่งด่วนเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรไม่ถูกไม่ควรออกไป แอนนี่ยกมุมปากแสยะยิ้มมองผมที่ติดกับ ชาช่าอ้าปากค้างจนขนมหล่นออกมา อาร์มินกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะส่งยิ้มแหยมาให้ ส่วนมิคาสะ

เห~ เจ้าเตี้ยนั่นทำแบบนั้นสินะน้ำเสียงเย็นๆ พร้อมรังสีฆ่าฟันเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ผมต้องรีบจับแขนหยุดมิคาสะเอาไว้โดยมีอาร์มินช่วยจับอีกข้าง

มิคาสะใจเย็นๆ ก่อนครับ!” อาร์มินพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ แต่ดูเหมือนมิคาสะจะสติหลุดไปแล้ว ตอนนี้เธอไม่ฟังใครเลย และมุ่งมั่นแต่จะไปห้องพยาบาลเพียงอย่างเดียว 

มิคาสะ! มิคาสะ! ฉันอธิบายได้ มันไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ ฟังฉันก่อน!” 

ในที่สุดผมก็ทำให้มิคาสะใจเย็นลงได้สำเร็จ แลกกับต้องยอมเล่าเรื่องจริงทั้งหมดให้ฟัง ผมทำใจอยู่สักพักถึงยอมสารภาพความจริงให้ทุกคนฟัง ผมเล่าเรื่องที่รีไวล์ซังเคยเป็นพี่ชายข้างบ้านในสมัยก่อน เรื่องที่ตอนนั้นพวกเราสนิทกันมาก เรื่องรีไวล์ซังต้องย้ายบ้านไปอยู่ต่างประเทศ เรื่องที่เขาไม่เคยติดต่อผมมาเลยตลอดสิบปี เรื่องรีไวล์ซังกลับมาอีกครั้งและกลายเป็นคุณครูห้องพยาบาลในตอนนี้ เรื่องคืนนั้นที่สระว่ายน้ำ เรื่องวันที่ผมไม่สบาย และเรื่องเหตุผลที่หลายวันมานี้ผมพยายามหลบหน้ารีไวล์ซัง

โห อย่างกับนิยายแหน่ะชาช่าออกความเห็นหลังจากฟังจบ แน่นอนว่าผมไม่ได้เล่าเรื่องจูบ เรื่องที่ผมเคยชอบรีไวล์ซัง หรือเรื่องวันนั้นว่าเขาทำอะไรกับผมบ้างตอนไปที่บ้าน เพราะขืนผมพูดเรื่องทั้งหมดนั้นออกไป ไม่มิคาสะก็รีไวล์ซังคงต้องได้มีใครตายสักคนแน่ๆ

สรุปแล้วที่นายพยายามหลบหน้ารีไวล์เซนเซย์ เพราะโกรธที่เซนเซย์ไม่ยอมติดต่อนายเลยตลอดสิบปีงั้นเหรอ” 

ก็ประมาณนั้นผมพยักหน้ายอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เอาเถอะ ถึงมันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ก็ให้เข้าใจกันไปแบบนั้นดีกว่า

แน่ใจนะว่ามีแค่นั้น เจ้าเตี้ยนั่นไม่ได้ทำอะไรนายใช่ไหมคำถามของมิคาสะทำเอาผมสะดุ้ง ผมรีบละล่ำละลักตอบคำถามเธอทันทีด้วยความร้อนลน

เปล๊าา! ไม่มี๊! จะ..จะทำอะไรล่ะ!!” 

“…..” อาร์มิน

“( - - )” แอนนี่

“(*'w'*)” ชาช่า

“(-_-+)+++!” มิคาสะ

เดี๋ยวๆๆๆๆ! เดี๋ยวก๊อนนน! มิคาสะอย่าเพิ่ง! ฉันพูดจริงๆ นะ มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ!!” ผมกอดเอวมิคาสะพยายามหยุดเธอเอาไว้ แต่แรงผมคนเดียวกลับไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของมิคาสะได้ เห็นแบบนั้นอาร์มินกับชาช่าเลยกระโดดเข้ามาช่วยด้วย แต่หาได้ลดทอนความเร็วของมิคาสะลงสักนิดไม่

มิคาสะ เดี๋ยวก่อนคำพูดใจเย็นของแอนนี่หยุดมิคาสะได้ชะงัด พวกผมสามคนถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบเกิดเหตุการณ์นองเลือดกันกลางโรงเรียนแล้วไหมล่ะ

เอเลน ฉันขอถามอะไรนายหน่อย นายจะตอบหรือไม่ตอบคำถามนี้ก็ได้ ฉันแค่อยากรู้ความจริงเท่านั้น

เอ่ออะไรเหรอ?” ผมมองแอนนี่อย่างกล้าๆ กลัวๆ แอบลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอดังอึก ทำไมแอนนี่ถึงต้องทำใบหน้าจริงจังแล้วพูดอย่างโคตรจริงจังขนาดนี้ด้วยล่ะ ผมชักกลัวแล้วนะ

นายชอบรีไวล์เซนเซย์ใช่ไหม

“…!!!!!” ผมเบิกตาโตกับคำถามไม่คาดคิด เท่าที่ผมรู้จักแอนนี่มาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผมบอกได้เลยว่าแอนนี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะสนใจหรืออยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ตอนนี้ผมจึงทั้งรู้สึกตกใจและแปลกใจในเวลาเดียวกันที่ได้ยินคำถามนี้จากเธอ 

แอน…”

มิคาสะเงียบก่อนแอนนี่ยกมือขึ้นห้ามมิคาสะก่อนจะหันกลับมาทางผมอีกครั้งว่ายังไงเอเลน ถ้านายไม่อยากตอบไม่ต้องตอบก็ได้ แต่ถ้าจะตอบ ฉันขอความจริงดวงตาสีเทอร์คอยส์จ้องผมไม่วางตา ผมอยากจะตอบว่าไม่ใช่แต่ริมฝีปากกลับไม่ยอมขยับ ทำไมนะ พอแอนนี่ทำหน้าจริงจังถามผมแบบนี้แล้ว ผมถึงไม่สามารถตอบคำง่ายๆ อย่างไม่ใช่ออกไปได้เลย

ฉันเกลียดเขาเสียงที่ออกจากลำคอแม้จะลังเลแต่ก็หนักแน่น ตอนนี้สิ่งที่ผมรู้สึกต่อรีไวล์ซังคำว่าเกลียดมันมีอยู่เหนือความรู้สึกอื่นจริงๆ 

แอนนี่จ้องผมอย่างสำรวจอยู่สักพักถึงค่อยยอมพยักหน้าอย่างเข้าใจ มิคาสะที่ตอนแรกอารมณ์ร้อนจะไปต่อยรีไวล์ซังให้ได้ตอนนี้ก็อารมณ์เย็นลงแล้ว แถมยังยิ้มหน้าบานน้ำตาคลออย่างปราบปลื้มอีกต่างหาก ชาช่าทำหน้าเสียดายเพราะไม่คิดว่าผมจะตอบแบบนั้น ส่วนอาร์มินผมไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


เมื่อสารภาพบาป(?)เสร็จสิ้นชีวิตผมจึงค่อยกลับมาสงบสุขอีกครั้งซะเมื่อไหร่ล่ะ! ผมยังคอยหลบหน้ารีไวล์ซังอยู่ทุกวัน และรีไวล์ซังก็ทำหน้าเหมือนจะจับผมไปฆ่าทิ้งลงทะเลทุกครั้งที่เจอหน้า ฮือออ ทำไมต้องทำหน้าโหดมองแรงขนาดนั้นด้วย อย่าตามมายุ่งกับชีวิตผมอีกเลยครับ ขอร้อง!

ทุกวันนี้ผมแทบไม่เป็นอันทำอะไร ผมไม่อยากมาโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่จะให้หยุดเรียนโดยไร้เหตุผลก็ไม่ได้ จะแกล้งป่วยก็กลัวรีไวล์ซังจะไปตามถึงบ้านเหมือนคราวก่อนอีก ผมจึงต้องมาโรงเรียนทุกวันและคอยหาทางหลบหน้ารีไวล์ซังทุกวันอย่างช่วยไม่ได้แทน แต่ถึงผมจะหลบยังไงกลับรู้สึกได้ว่ามีสายตาของรีไวล์ซังคอยตามติดไปทุกที่ นั่นเลยยิ่งทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นทุกที

ต๊ะเอ๋~”

ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!” ผมร้องว๊ากดังลั่น มือที่จับอยู่บนไหล่ปล่อยออกทันที ผมหันกลับไปมองด้านหลัง แล้วพอพบว่าใครเป็นคนส่งเสียงต๊ะเอ๋แปลกๆ กับจับไหล่ผมเมื่อกี้ก็แทบทรุดเข่าอ่อนลงกับพื้น

ฮันจิซัง!! อย่ามาไม่ให้สุ่มให้เสียงสิครับ! ตกใจหมด

ฮ่าๆๆๆๆๆ โทษทีๆ ก็เห็นเธอกำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ น่ะสิ ฮ่าๆๆๆคนแกล้งหัวเราะเสียงดังลั่นด้วยความขำ แต่คนโดนแกล้งอย่างผมรู้สึกอยากเตะเซนเซย์สักป้าบจริงๆ 

แล้วเป็นอะไรทำไมถึงมายืนหลบอยู่ตรงนี้ล่ะ” 

เอ่อคือ…” ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งเสียงเอ่ออ่าแล้วพยายามคิดหาข้อแก้ตัว จะบอกว่ามาเล่นซ่อนแอบก็กระไรอยู่ อายุสิบหกแล้วไม่ใช่หกขวบผมก็อายเป็นเหมือนกัน แต่จะให้ผมบอกฮันจิซังว่ามาทำอะไรที่มุมเสาหลังตู้ทดลองในห้องวิทยาศาสตร์อย่างนี้ดีล่ะ

หรือว่าจะมาหลบรีไวล์

ปะ..เปล่านะครับ

เห~ โอะ! รีไวล์…”

พรึ่บ!

ผมใช้สกิลขั้นสูงดึงผ้าม่านจากด้านหลังมาปิดบังตัวไว้แทบจะทันทีที่ฮันจิซังพูดชื่อรีไวล์ซัง แต่กว่าจะรู้สึกตัวว่าพลาดแล้ว ก็ตอนได้ยินเสียงพยายามกลั้นหัวเราะของฮันจิซังนั่นแหละ 

ผมยังคงหลบอยู่หลังม่าน ไม่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับฮันจิซังเพราะความอับอาย ปฏิเสธแล้วโดนจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้เป็นใครจะไม่อายบ้างล่ะ!

หลบหน้ารีไวล์ขนาดนี้มีเรื่องอะไรกันอีกล่ะ

ปะ..เปล่าครับผมปฏิเสธทั้งที่รู้ว่าโดนจับได้แล้ว แต่ถ้าให้ผมเล่าความจริง มันจะน่าอับอายยิ่งกว่าโดนจับได้อีกนะ!

แน่ใจเหรอ~ ทั้งหลบหน้าทั้งตามสต๊อกเกอร์รีไวล์ขนาดนี้ ฉันว่าไม่ใช่ไม่มีอะไรแล้วม้างงง

ผมไม่ใช่สต๊อกเกอร์นะครับ! รีไวล์ซะเซนเซย์ต่างหากที่ตามสต๊อเอ่อ ตามผมไปทั่วน่ะคำพูดฟังตะกุกตะกักจนคนพูดเองอย่างผมยังรู้เลยว่ามีพิรุธ ฮืออ วันนี้ผมจะทำตัวน่าอับอายไปถึงไหนเนี่ย!

โอ้~ อย่างนี้นี่เองๆ~ งั้นที่รีไวล์บอกฉันว่ามีเด็กบางคนคอยตามไปทั่ว แล้วพอหันไปมองก็รีบวิ่งหนีทุกทีคนนั้นคงไม่ใช่เธอสินะ

อึก! มะ..ไม่ใช่ครับ!!” ผมรีบพูดแก้ตัวเสียงดังอย่างร้อนลน ไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่ารีไวล์ซังจะมองเห็นผมด้วย!? อ๊ากกก ขอกัดลิ้นตายตอนนี้ทันไหม!

นี่เอเลน ทำไมถึงไม่ลองเปิดอกคุยกับรีไวล์ดีๆ สักครั้งล่ะเสียงของฮันจิซังที่ยืนอยู่อีกด้านของผ้าม่านฟังดูจริงจัง ผมจึงต้องพลอยหยุดคิดก่อนตอบคำถามอย่างจริงจังไปด้วย

ผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้วครับ” 

ทำไมล่ะ?”

“…ผมเกลียดเขา

“…..” ฮันจิซังเงียบไปหลังจากผมตอบแบบนั้น ผมที่ยังหลบอยู่หลังม่านจึงเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย จะออกไปดีรึเปล่านะ ผมคิดอยู่ในใจ แต่ก่อนจะได้ทำอะไร ฮันจิซังที่เงียบไปสักพักก็พูดขึ้นอีกครั้ง

ขอฟังเหตุผลที่เธอบอกว่าเกลียดรีไวล์หน่อยได้รึเปล่า

เอะ? เอ่อเหตุผลที่เกลียดเหรอครับ?”

ใช่ เหตุผลที่เกลียดเสียงฮันจิซังฟังดูไม่มีแววล้อเล่น คำถามจริงจังแบบนี้ผมควรตอบอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน เหตุผลจริงๆ ที่ผมเกลียดรีไวล์ซังมีเยอะแยะ ถ้าจะให้ไล่ทั้งหมดคงยาวเป็นหางว่าวเล่าสามวันไม่จบ ผมจึงเลือกสรุปเฉพาะเหตุผลหลักๆ มาตอบคำถามของฮันจิซัง

ถ้าให้พูดกันจริงๆ เหตุผลที่ผมเกลียดน่ะเพราะทุกสิ่งที่เป็นเขาครับ

“…..” ฮันจิซังเงียบเพื่อรอฟังให้ผมพูดต่อ ความเงียบนี้เป็นเสมือนตัวช่วยให้ผมมีกำลังใจมากขึ้น รวมทั้งเป็นตัวจุดประกายให้ผมสามารถพูดสิ่งที่คิดออกไปได้ด้วย

ผมเกลียดเสียงที่เหมือนมนตร์สะกด เกลียดคำพูดง่ายๆ ที่มักทำให้ผมคล้อยตาม เกลียดการสบตาที่สั่นไหวหัวใจของผม เกลียดมือที่คอยดึงผมเข้าไปใกล้ และเกลียดมากๆ ที่เขาชอบทำให้ผมหวั่นไหว จนรู้สึกเกลียดตัวเอง…”

พรึ่บบ!

“…!!! ระ..รีไวล์ซัง!?” ผ้าม่านถูกกระชากเปิดออกโดยฝีมือของรีไวล์ซัง สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายถึงขีดสุด ผมยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ รีไวล์ซังจ้องผมด้วยสายตาที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ผมเห็นฮันจิซังจากทางหางตา แต่กลับไม่กล้าหันหน้าไปไหน สายตาของรีไวล์ซังตอนนี้ไม่ใช่เล่นๆ เลย ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่านั่นเป็นสิ่งดีรึเปล่า แค่มองไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไร แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นักหากต้องมาฟังคนอื่นบอกเหตุผลที่เกลียดตัวเองแบบนี้ใช่ไหม?

อ่าเอ่อ…” ผมพูดอะไรไม่ออก รู้สึกกระอักกระอ่วนจนมวนท้อง รีไวล์ซังก็ไม่พูดอะไรเลยและเอาแต่ยืนจ้องหน้าผมอยู่แบบนั้น ผมเกลียดรีไวล์ซังก็จริง แต่ไม่เคยคิดจะพูดว่าเกลียดหรือชี้แจงเหตุผลให้เจ้าตัวฟังต่อหน้าแบบนี้! ทำยังไงดีล่ะ ผมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ แล้วสิ

หมับ!

เอะเอ๊ะ!? จะไปไหน…! ไม่ใช่สิ วางผมลงนะครับ!!” รีไวล์ซังจับผมหิ้วพาดบ่าโดยไม่มีบอกกล่าวกันล่วงหน้า เขาเดินไปทางประตู กว่าผมจะรู้สึกตัวว่าโดนหิ้วอยู่รีไวล์ซังก็เกือบจะเดินออกจากห้องไปแล้ว ผมดิ้นแม้จะรู้ตัวว่าสู้แรงรีไวล์ซังไม่ได้ แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อยู่นิ่งๆ

ไม่ครับ! ปล่อยผม!”

ฉันบอกให้แกนิ่ง

ผมก็บอกให้ปล่อยไงครับ!”

“…..” รีไวล์ซังเงียบไปไม่โต้ตอบแต่พาผมเดินไปที่ไหนสักแห่งแทน ผมเองก็พยายามดิ้นสุดแรงให้หลุดจากการจับกุมของเขา แต่พอรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ผมก็แหกปากร้องเสียงหลงทันที

ว๊ากกกก! จะ..จะทำอะไรน่ะครับ ห้ามปล่อยนะ!!” ผมกอดคอรีไวล์ซังแน่น ให้ตายก็ไม่ยอมให้เขาปล่อยผมลงตรงนี้เด็ดขาด!

ไหนบอกให้ปล่อย

แต่นี่มันหน้าต่างชั้นสามนะครับ!” ใช่ รีไวล์ซังจะปล่อยผมลงนอกหน้าต่างชั้นสาม! เขาบ้าไปแล้วรึไง! ผมบินไม่ได้นะ ไม่มีอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติเหมือนเมื่อก่อนด้วย

อย่าดิ้นอีก ถ้าคราวหน้าแกดิ้น ฉันจะปล่อยแกลงตรงนั้น’” คำว่าตรงนั้นฟังดูน่ากลัวจนผมแอบเหงื่อตก ผมพยักหน้าเงียบๆ ไม่พยายามจะดิ้นอีกต่อไป แต่ใช่ว่าผมจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะหนีแล้วหรอกนะ ยังไงผมต้องหาวิธีหลุดไปจากรีไวล์ซังให้ได้สักทาง!

ผมเกลียดรีไวล์เซนเซย์ครับ…” ผมตั้งใจพูดให้เขาได้ยิน เผื่อว่าฟังแล้วเขาจะอารมณ์ไม่ดีจนไม่อยากเจอหน้าและยอมปล่อยผมไปง่ายๆ แต่เปล่าเลย วิธีโต้ตอบคำว่าเกลียดของเขามันผิดจากสิ่งที่ผมคาดไว้ไปมากโข

อืม ได้ยินแล้วรีไวล์ซังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำเอาผมยิ่งเดาทางเขาไม่ออก อุ่ก! เล่นตอบมาแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดน่ะสิ ฮือออ

ฮึ่มเกลียดที่สุด…” 



หลังเอเลนโดนรีไวล์หิ้วออกจากห้องไปแล้ว ฮันจิที่เหลืออยู่ตัวคนเดียวก็ถอนหายใจแล้วส่ายหัวขำๆ รีไวล์อยู่ในห้องนี้กับเธอมานานแล้วก่อนเอเลนจะแอบเข้ามาซ่อนซะอีก ตอนแรกรีไวล์บอกให้เธอทำเป็นมองไม่เห็น แต่พอดีต่อมความอยากแกล้งของเธอมันทำงานเพราะท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเอเลน สถานการณ์มันเลยกลายมาเป็นแบบนี้

เกลียดงั้นเหรอเฮ้ออ เอเลนจะรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองเพิ่งสารภาพรักไปน่ะฮันจิถอนหายใจอย่างรู้สึกปลงชะตากรรมของเด็กชมรมวิทยาศาสตร์คนโปรดของเธอ ปากบอกว่าเกลียดแต่คำพูดทุกคำล้วนแต่ฟังดูเหมือนคำบอกรัก ฮันจิไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องออกมาเป็นแบบนี้เลย แต่ดูแล้วโชคชะตาจะขีดเส้นให้สองคนนั้นแยกห่างจากกันไม่ได้จริงๆ 

เอาเถอะ ดูรีไวล์จะรู้สึกตัวอยู่นินะตอนเอเลนพูดคำว่าเกลียดฮันจิก็แอบรู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ อยู่หรอก แต่พอหลังจากเอเลนชี้แจงเหตุผลเท่านั้น  ไม่ว่าจะรอยยิ้มหายาก หรือแม้แต่แววตาที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกจากภายใน ก็ล้วนแล้วแต่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างง่ายดายทั้งนั้น 

อื้ม แต่หวังว่ารีไวล์คงรู้ว่าอะไรที่ทำได้และยังทำไม่ได้นะ…?” ฮันจิพึมพำกับตัวเองเบาๆ แอบรู้สึกกังวลเล็กน้อย ดูจากท่าทางดีใจออกนอกหน้าของรีไวล์เซนเซย์ที่เดินหิ้วเอเลนออกไปแล้ว คาดว่าเจ้าตัวคงลืมสถานะเซนเซย์ของตัวเองไปเรียบร้อยแล้วด้วยสิ















——————————————100%


สารภาพรักไปขนาดนั้นจะรอดเหรอคะ? 

รีดเดอร์คนไหนคิดว่ารอดกดหนึ่ง ไม่รอดแน่กดสองค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

แล้วเอเลนจะเป็นอย่างไรโปรดรอติดตามกันในตอนหน้านะคะ ><




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

114 ความคิดเห็น

  1. #94 Milkyb (@0940979599) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 23:12
    อ่านแล้วเขินมากกกกกก
    #94
    0
  2. #69 uyada (@uyada) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 10:07
    2 แน่ๆค่าาาาาาา
    #69
    0
  3. #45 w-rabbit (@nene-zero) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 22:52
    กด...2!!!

    เด่วไปตาทอ่านต่อค่ะ หุหถ
    #45
    0
  4. #41 소 연화 (@ookami-hana) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 02:37
    กด2... ค่ะ.. หุหุ
    #41
    0
  5. #40 PiPiy21 (@buasrijun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 22:27
    เขินอ่ะ แงงงง จะทำอะไรกับเอเลนนะ หุหุ
    #40
    0
  6. #39 chunjoe780 (@chunjoe780) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 10:40
    -บ้าเอ้ยย เขินเว้ย!
    #39
    0