(END)[Fic Attack on Titan] Dessert Menu คาเฟ่ขนส่งรัก (Levi x Eren)

ตอนที่ 3 : Recipe 02 : Cannoli (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 706
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    4 ก.ย. 61



If you wanna find out…please look at me.

สุดท้ายหลังจากนั้นผมก็ต้องไปเป็นผู้ช่วยแบกพวกวัตถุดิบทำขนมทั้งหมดกลับไปที่รถคาเฟ่พร้อมกับรีไวล์เฮย์โจว โดยมีโคนี่และพี่เลี้ยงหน้าโหดตามมาด้วย แล้วพอซื้อของทั้งหมดเสร็จผมเลยขอตัวกลับไปที่โรงแรมก่อนเพื่อไปเปลี่ยนชุดและเตรียมอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนจะกลับมาที่รถคาเฟ่อีกครั้งเพื่อเจอกับโคนี่ที่รออยู่ และเมื่อผมไปถึงก็พบว่าโคนี่กำลังทำหน้าตาเสพสุขพร้อมกับมีจานขนมแปลกตาอยู่ตรงหน้า

“(*´`*)” อ่าผมเข้าใจดีเลยล่ะ

โคนี่ ฉันมาแล้ว

โอ้ เอเลน นายลองกินนี่สิ อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ! (*´`*)” โคนี่ทำหน้าฟินกับขนมตรงหน้าไม่เลิกก่อนจะเลื่อนจานมาทางผม

นี่อะไรน่ะ?”

“Cannoli”

หะ? อะไรนะ?”

แคน-โน-ลีโคนี่ช่วยออกเสียงอย่างง่ายๆ ให้ฟัง ผมจึงพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจก่อนจะหยิบขนมปังม้วนกรอบๆ สอดไส้ครีมตรงหน้าขึ้นกิน

“…!!!”

อร่อยสุดยอดเลยใช่ไหมล่ะเอเลน (*´`*)”

ไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยล่ะโคนี่ (*´`*)” 

อ่า สววรค์~/อ่า สวรรค์~” แล้วพวกผมสองคนก็เพลิดเพลินไปกับขนมพื้นเมืองของประเทศนี้จนกระทั่งหมดจาน


หลังจากกินแคนโนลีพร้อมน้ำชายามบ่ายเสร็จ ผมกับโคนี่ก็นั่งคุยกันต่อบนชั้นสองของรถคาเฟ่อย่างออกรส โคนี่ดูจะเป็นคนลุยๆ เช่นเดิม เพียงแต่ด้วยรูปร่างของเด็กเจ็ดขวบทำให้โคนี่ดูเหมือนเจ้าเด็กแสบมากกว่าจะเป็นชายหนุ่มขาลุยอย่างเมื่อก่อน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมกับโคนี่ก็ยังคงคุยกันได้เสมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแม้ว่าความจริงแล้วอายุจะห่างกันมากก็ตาม 

ผมโทรบอกอาร์มินกับมิคาสะก่อนออกมาจากโรงแรมแล้วล่ะ ตอนนี้น่าจะรออยู่หน้าจอกันแล้วผมเปิดเครื่องโน็ตบุ๊คขึ้นก่อนจะเข้าไปยังโปรแกรมสีฟ้าเพื่อวีดีโอคอลไปหาทั้งสองคนที่ญี่ปุ่น

ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะโคนี่นั่งรออย่างลุ้นๆ อยู่ข้างผม

ตอนนี้พวกเรากำลังจะวีดีโอคอลไปหาอาร์มินกับมิคาสะ เพราะโคนี่อยากจะคุยกับทั้งสองคน แล้วผมก็คิดว่าทั้งอาร์มินและมิคาสะก็ต้องอยากคุยกับโคนี่ด้วยแน่ โปรแกรมโหลดอยู่สักพักใบหน้าของสองคนที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ

(เอเลน! เป็นอะไรรึเปล่า! ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม หรือว่าจะเจอคนแปลกๆ แล้ว…!)

เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนนะมิคาสะ ผมไม่ได้เป็นอะไร ใจเย็นๆ ก่อนผมบอกมิคาสะที่พอเจอหน้าผมก็พ่นคำถามใส่ไม่หยุดจนผมต้องรีบเบรก อาร์มินช่วยคุยกับมิคาสะให้ใจเย็นก่อนจะเป็นคนเริ่มคุยกับผมแทน

(แล้วที่บอกมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพวกผมสองคนคือเรื่องอะไรเหรอครับเอเลน) อาร์มินเป็นคนถามโดยมีมิคาสะคอยนั่งเป็นกังวลอยู่ข้างๆ

เรื่องนี้น่ะ~” ผมภายมือไปยังโคนี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ และโผล่หน้ามาบนจอด้วย ทำให้อาร์มินกับมิคาสะต้องมองหน้าโคนี่อย่างงงๆ

(เอหมายความว่ายังไงน่ะครับ ผมไม่เข้าใจ

(นั่นสิเอเลน เด็กนั่นใครนะ แต่ว่าหน้าคุ้นๆ นะ?)

อะไรกันๆ พวกนายก็จำฉันไม่ได้เหรอเนี่ย ฉันโคนี่ไง

(โคนี่…?????) ทั้งสองคนเอียงคอมองหน้าโคนี่อย่างงงๆ อยู่สักพักก็ตะโกนออกมาพร้อมกันเสียงดังอย่างตกใจที่ได้เจอโคนี่เวอร์ชั่นเด็ก

ฮ่าๆๆ เธอดูโตขึ้นนะมิคาสะ แต่อาร์มินนี่ไม่เปลี่ยนไปเลย

(ไม่เปลี่ยนไปนี่หมายความว่าไงกันครับ! เห็นแบบนี้ผมก็ 19 แล้วนะ!)

(ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะโคนี่ ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้เจอนายในร่างเด็ก 7 ขวบ คิกๆ)

เฮ้! หยุดหัวเราะไปเลยนะมิคาสะ! แค่เกิดก่อนกันหน่อยเดียวแต่หน่อยเดียวที่ว่านี่สิบกว่าปีเลยนะครับ ผมนั่งมองโคนี่ที่ทำท่าไม่สบอารมณ์ใส่มิคาสะแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม รู้สึกเหมือนเจออาร์มินอีกคนยังไงไม่รู้ ทำไมต้องอ่อนไหวกับเรื่องอายุกันด้วยก็ไม่รู้ ขนาดผมเกิดหลังมิคาสะตั้งหลายปีผมยังไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ได้แกล้งเรียกอาร์มินว่าน้องก็ตลกดีไปอีกแบบ ฮ่าๆ

(เอเลน ผมรู้นะครับว่าคิดอะไรอยู่)

อุ๊ย!” ผมเผลอสะดุ้งหน่อยๆ เมื่ออาร์มินมองแรงผ่านหน้าจอมา แหม นิดหน่อยก็ไม่ได้นะ ว่าแต่นี่ผมเป็นคนดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

มิคาสะ อาร์มิน โคนี่และผมพูดคุยถามตอบสลับกันไปมาอย่างสนุกสนาน แม้อีกสองคนจะอยู่คนละฟากของโลก แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนกับว่าทั้งสองคนอยู่กับผมที่นี่ด้วยกันเลย

โคนี่ดูจะตกใจมากเมื่อมิคาสะบอกว่าตัวเองทำงานเป็นบรรณาธิการ ก็ไม่ผิดหรอกที่จะตกใจเพราะมิคาสะดูไม่ใช่ผู้หญิงที่จะทำงานด้านนี้เลยสักนิด ก็เธอออกจะเป็นสาวขาลุยขนาดนั้น แต่ความจริงแล้วก่อนมาทำงานเป็นบ.. มิคาสะเคยเป็นนักกีฬาอาชีพมาก่อน แต่ที่ผันตัวมาเป็นบ.. ก็เพราะรู้ว่าผมเป็นนักเขียนและอยากจะทำงานใกล้ชิดเพราะเป็นห่วงผมก็เท่านั้น ตอนแรกๆ ผมก็ต่อต้านที่มิคาสะตัดสินใจจะวางมือจากอาชีพนักกีฬาหรอกนะ แต่มิคาสะเป็นประเภทถ้าตัดสินใจแล้วถึงเอาแมมมอธมาฉุดก็คงหยุดไม่อยู่ ปัจจุบันมิคาสะจึงกลายมาเป็นบ.. ที่คอยดูแลหนังสือของผมไปโดยปริยาย

(เอเลน แล้วเรื่องเล่มสุดท้ายเป็นยังไงบ้าง) มิคาสะถามผมผ่านหน้าจออย่างเป็นห่วง ผมจึงส่งยิ้มกลับไปให้เธอสบายใจได้เลย เพราะตอนนี้ผมเขียนออกแล้ว!

ไม่ต้องห่วงนะมิคาสะ ผมเขียนจบทันเดดไลน์แน่นอน

(ได้ยินแบบนั้นฉันก็สบายใจ แต่ถ้าเขียนไม่ทันก็ไม่ต้องฝืนล่ะ ไอ้เดดไลน์อะไรนั่นเดี๋ยวฉันจัดการให้เองเพราะสุขภาพของนายสำคัญมากกว่านะ)

ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ฝืนหรอก ^^;” ผมยิ้มทั้งที่ยังแอบเหงื่อตกกับคำว่าจัดการของมิคาสะอยู่ คงไม่ได้กะจะไปข่มขู่หัวหน้าบ.. อีกหรอกนะ แค่ครั้งก่อนที่มิคาสะไปข่มขู่หัวหน้าบ.. เพราะผมเขียนไม่ทันส่งเดดไลน์เล่มที่แล้ว หัวหน้าบ.. ก็แทบจะร้องไห้ตอนโทรมาบอกกับผมว่าให้ยืดเวลาส่งออกไปได้แล้ว (- -;;)

(แล้วเอเลนกับโคนี่ตอนนี้ทำอะไรกันอยู่เหรอครับ) อาร์มินช่วยเปลี่ยนเรื่องให้เมื่อมิคาสะทำท่าจะคุยต่อจากเรื่องเมื่อกี้ ฟู่อาร์มินนี่เป็นผู้ช่วยชีวิตจริงๆ แต่ขณะที่ผมกับโคนี่กำลังจะตอบคำถามใครบางคนก็เดินขึ้นมาเรียกผมพวกเอาไว้ซะก่อน

โฮ่ย เจ้าพวกเด็กเหลือขอ ยัยสี่ตาทำ…”

(เสียงนั่น!!!!!!!) ซวยล่ะ

(อะ! ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ยังไงพวกผมขอตัวไปก่อนแล้วกันนะครับ แล้วค่อยคุยกันใหม่นะครับโคนี่เอเลน หลังจากนี้เดี๋ยวผมโทรหานะ…*ติ๊ด*) 

แล้วจากนั้นสัญญาณก็ขาดหายไปเลยดีนะที่อาร์มินรู้ทันว่าอะไรเป็นอะไรจึงสามารถกลบเกลื่อนและกันมิคาสะที่กำลังจะสติแตกออกไปได้ทัน ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้ามิคาสะรู้เรื่องที่ผมได้พบกับรีไวล์เฮย์โจวแล้วจะมีปฏิกิริยายังไง แค่คิดก็สยอง

เป็นอะไรของแก?” รีไวล์เฮย์โจวถามผมที่หน้าซีดเหงื่อตกอยู่หน้าจออย่างสงสัย ก่อนจะหันไปมองทางโคนี่ที่กำลังพยายามกลั้นขำอย่างตั้งคำถาม

ปะ เปล่าครับผมสั่นหัวยิ้มๆ แม้จะยังหน้าซีดไม่หาย เกือบไปแล้วเกือบได้มีเหตุฆาตกรรมกันแล้ว!

ฮ่าๆๆ อุ๊บ! คิกๆโคนี่ยังคงไม่หยุดหัวเราะแม้จะพยายามห้ามตัวเองยังไงก็ตาม แล้วพอผมหรี่ตามองไปเจ้าตัวก็ยกมือขึ้นขอโทษขอโพยกลับมาให้แต่ก็ยังหัวเราะไม่เลิกอยู่ดี เออ! หัวเราะให้ตายไปเลย! ชิ!


รีไวล์เฮย์โจวมาตามพวกผมลงไปข้างล่างเพราะทำอาหารเสร็จแล้ว ผมก็ลืมไปเลยว่าพวกเรายังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันเลย ไปเดินเล่นรอบเมืองแล้ววิ่งหลงจนไปเจอกับโคนี่จากนั้นก็ไปซื้อของแล้วกลับมาที่นี่ทันทีไม่ได้แวะไปไหนอีก ผมเลยเกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าตัวเองหิวอยู่

ผมกับโคนี่ลงมือกินอาหารกันอย่างหิวโหยโดยมีฮันจิซังช่วยทำน้ำผลไม้มาให้หลังกินอาหารเสร็จ ตอนแรกพวกผมคิดว่าเฮย์โจวกับฮันจิซังจะกินพร้อมกัน แต่กลับพบว่าทั้งสองคนกินเรียบร้อยแล้วระหว่างที่พวกผมกำลังนั่งแชทวีดีโอคอลกันกับอาร์มินและมิคาสะ แล้วหลังจากเรียกพวกผมลงมาเสร็จรีไวล์เฮย์โจวก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องครัวไม่ออกมาอีกเลย

เฮย์โจวทำอะไรอยู่ในนั้นเหรอครับผมถามฮันจิซังเมื่อรีไวล์เฮย์โจวเข้าไปนานแล้วแต่ไม่ออกมาสักที

อ๋อ ขนมสูตรใหม่ที่ฉันเพิ่งรีเควสไปน่ะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งเข้าไปในครัวละกัน ไม่งั้น…” ฮันจิซังทำท่าเอานิ้วปาดคอตัวเองทำให้พวกผมต้องพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจทันที

แปลกดีนะครับที่มาเห็นหัวหน้าเป็นปาติซิเย่ทำขนมแบบนี้โคนี่มองไปยังประตูห้องครัวที่ปิดอยู่แล้วก็พูดขึ้นมาลอยๆ

ฮ่าๆๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าคนอย่างรีไวล์จะทำขนมได้เลยสินะ

เปล่าหรอก ผมไม่ได้แปลกใจเรื่องนั้น” 

อ้าว แล้วเรื่องอะไรล่ะที่ทำให้เธอแปลกใจ?” ฮันจิซังถามโคนี่อย่างสงสัย ทำให้โคนี่ละสายตาออกจากประตูห้องครัวแล้วหันกลับมามองที่เธอ

ผมรู้ดีว่าหัวหน้ารีไวล์เป็นคนมีความสามารถ ถ้าหัวหน้าจะเพิ่มความสามารถในการทำขนมเข้าไปอีกมันก็คงไม่แปลก แต่ที่ผมแปลกใจน่ะคือทำไมหัวหน้าถึงเลือกมาเป็นปาติซิเย่ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแค่ฮันจิซังคะยั้นคะยอหรือบังคับแล้วหัวหน้าจะยอมตกลงทำ เพราะผมรู้ดีว่าหัวหน้ารีไวล์ไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วยิ่งหัวหน้าเป็นคนไม่ชอบกินขนมหวานอีก ผมเลยแปลกใจจริงๆ ที่หัวหน้าเลือกมาทำงานนี้

เอะ!! เฮย์โจวไม่ชอบขนมหวานเหรอ!?” ผมลุกขึ้นด้วยความตกใจทันทีเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ผมเห็นเฮย์โจวเป็นปาติซิเย่แถมยังทำขนมอร่อยขนาดนั้นก็คิดไปว่าเขาคงชอบพวกขนมหวานมากแน่ๆ เลย แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นหรอกเหรอ!?

อะไรกัน นายไม่รู้เหรอ?”

อ่า ฉันลืมบอกเธอไปสินะเอเลนว่ารีไวล์เกลียดพวกของหวานๆ น่ะ ยิ่งพวกขนมนี่ไม่ต้องพูดถึงฮันจิซังบอกผมพลางส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ แต่ผมก็ยังคงช็อกไม่หายอยู่ดี

แล้วนายรู้ได้ยังไงน่ะโคนี่ว่าเฮย์โจวไม่ชอบกินของหวานผมนั่งลงพลางหันไปถามโคนี่

ก็นายไม่สังเกตเหรอ หัวหน้าไม่เคยแตะต้องพวกขนมหวานตามร้านที่พวกเราไปซื้อของกันสักครั้งเลยนะ ปกติแล้วถ้าเป็นปาติซิเย่ก็ต้องสงสัยและอยากลองสูตรขนมของคนอื่นเพื่อเอาไปปรับปรุงสูตรของตัวเองใช่ไหมล่ะ แต่หัวหน้าน่ะไม่ชายตามองพวกขนมพวกนั้นสักนิด พอซื้อของเสร็จก็ออกจากร้านทันทีเลย

เฮย์โจวอาจจะมีความมั่นใจในฝีมือตัวเองมากก็ได้

ไม่ใช่แค่นั้น ขนาดขนมของตัวเองก็ยังไม่ชิมเลย เครื่องดื่มก็ดื่มแต่ชาดำเพียวๆ ไม่เติมนมหรือกินพร้อมขนมหวานเลยด้วย

“…..” นั่นสิ จะว่าไปผมก็ยังไม่เคยเห็นรีไวล์เฮย์โจวแตะต้องพวกขนมหวานเลยสักครั้ง เครื่องดื่มที่ชอบก็ยังเป็นชาดำอย่างเดิม แต่กลับไม่เคยกินขนมพร้อมน้ำชาเลย ซึ่งถ้าจะทำก็คงทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ก็เฮย์โจวเป็นปาติซิเย่นี่นา ผมน่ะเป็นพวกชอบขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจจึงรู้ดีว่าถ้าคนที่ชอบพวกขนมหวานไม่ได้กินขนมเพียงแค่วันเดียวก็อาจได้ลงแดงตายแล้ว!

แล้วทำไมเฮย์โจวถึงเลือกมาเป็นปาติซิเย่กันนะ?

แหม โคนี่นี่รู้ดีจังเลยนะ เริ่มฉลาดขึ้นรึเปล่าเนี่ย

ฮี่ๆๆ ไม่ใช่หรอกครับ พอดีที่บ้านผมก็มีปาติซิเย่ที่ค่อนข้างสนิทกันอยู่ ผมเลยพอจะรู้ความแตกต่างระหว่างหัวหน้ารีไวล์กับปาติซิเย่คนอื่นๆ น่ะครับ แล้วก็เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นแบบนั้น” 

อย่างนั้นเองสินะฮันจิซังพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ว่าแต่เอเลน นายสารภาพรักกับหัวหน้าไปรึยังโคนี่เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างกะทันหันทำให้ผมที่กำลังจมอยู่กับความคิดตัวเองเกิดอาการใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมาทันที

ห๊ะ!? สะ ..สะ สารภาพระ..อะไรกัน! ทำไมฉันต้องทำด้วย!” 

อ้าว ก็นายชอบหัวหน้ารีไวล์ไม่ใช่รึไง

ขะ ชะ ชะ…!”

แหมๆ โคนี่ซัง ไปพูดตรงๆ แบบนั้น เด็กชายเอเลนก็ตื่นตกใจแย่สิ~”

แต่มันเป็นเรื่องที่เขารู้กันมานานแล้วนิครับฮันจิซัง ไม่เห็นต้องตกใจเลย

วะ..หะ! เอะ!?”

ดูสิๆ โคนี่ซัง เด็กชายเอเลนหน้าแดงตัวแดงไปหมดแล้ว~”

เฮ้ออ นั่นสิครับฮันจิซัง ช่างดูออกง่ายจริงๆ ขนาดเด็กเจ็ดขวบยังรู้เลย

ยะ..หยุดพูดไปเลยนะครับทั้งสองคน!!! เลิกทำท่านินทาเหมือนผมจะไม่ได้ยินสักที!”

ก็พูดให้ได้ยินน่ะสิ!/ก็พูดให้ได้ยินนิจ๊ะ~”

อึก…!” ผมเม้มริมฝีปากแน่นมองหน้าฮันจิซังกับโคนี่สลับกันไปมา แล้วผมก็ต้องก้มหน้าหนีอย่างช่วยไม่ได้เมื่อรู้สึกอายเกินกว่าจะสู้หน้าใครตอนนี้

โอเค ก็จริงอยู่ที่ในอดีตผมกับรีไวล์เฮย์โจวพวกเราเป็นเคยคนรักกัน แต่พวกคุณเข้าใจกันบ้างไหมว่ามันเป็นแค่อดีตเพราะสำหรับในปัจจุบันนี้พวกเราไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ถึงผมจะบอกว่าคิดถึงเฮย์โจวก็จริงอยู่ แต่ก็ใช่ว่าความรู้สึกคิดถึงมันจะรวมไปถึงความรักความชอบด้วย

ผมเคยรักรีไวล์เฮย์โจว รักมากจนไม่คิดว่าในชีวิตตอนนั้นจะรักใครได้มากกว่านั้นอีกแล้ว แต่เรื่องพวกนั้นมันก็ผ่านมานานแล้ว ผ่านมานานมากนับ 2000 ปี… 

ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรู้สึกของผมในตอนนี้มันเป็นสิ่งตกค้างมาจากความรู้สึกในอดีตรึเปล่า หรือมันเป็นความรู้สึกจริงๆ ในปัจจุบันของผมกันแน่ ทั้งตอนที่ใจเต้นแรงเมื่อได้สบตา ตอนที่รู้สึกอบอุ่นเมื่อโดนลูบหัว หรือจะเป็นตอนที่รู้สึกว่างเปล่าเมื่อคิดว่าอีกคนไม่ได้รู้สึกเหมือนกันกับผม ผมก็ยังคิดหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมผมถึงได้มีความรู้สึกพวกนั้นกับคนที่เพิ่งได้พบกันเพียงวันเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงยังไม่ได้คิดจะทำอะไรจนกระทั่งถึงตอนนี้

ว่าไง สรุปนายสารภาพไปรึยังโคนี่ถามซ้ำอีกครั้งพลางมองหน้าผม

ไม่ฉันไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นหรอก

อะไรกัน นายยังเขินอยู่อีกเหรอ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงตอนนี้ด้านนี้ของนายก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ

เปล่าหรอก มันเปลี่ยนไปนะโคนี่ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับโคนี่ตรงๆ ทำให้โคนี่เบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของผม

เอเลน?”

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้วโคนี่ โลกนี้ไม่มีกำแพงอีกแล้ว เรื่องไททันก็กลายเป็นแค่นิทานก่อนนอนซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเคยมีอยู่จริงรึเปล่า พวกเราไม่ใช่ทหารฝึกหัดรุ่น 104 ฉันกับนายไม่ได้กำลังอยู่ในหน่วยสำรวจแต่เป็นเพียงนักเขียนกับเด็กอายุเจ็ดขวบธรรมดาทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจนหมด แม้กระทั่งความรู้สึกของฉันก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย…” ผมก้มหน้าลงกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความสับสนและไม่แน่ใจอะไรสักอย่างแม้กระทั่งความรู้สึกของตนเอง ทำไมผมถึงได้รู้สึกซับซ้อนมากขนาดนี้กันนะ

“…..” โคนี่ไม่พูดอะไร ผมจึงพูดต่อเพื่อระบายความรู้สึกซับซ้อนของตัวเองออกมาเป็นคำพูด

ฉันคิดว่ามันเป็นเพราะฉันมีความทรงจำในอดีตฉันถึงได้รู้สึกกับเฮย์โจวอย่างตอนนี้ แล้วถ้าไม่มีความทรงจำพวกนั้นฉันคงไม่รู้สิ ฉันยังหาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมฉันถึงได้ใจเต้นแรงกับผู้ชายที่เพิ่งพบกันแค่เพียงวันเดียวผมอยากจะพูดว่าถ้าไม่มีความทรงจำพวกนั้นผมก็คงไม่ได้รู้สึกแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับพูดมันไม่ออก อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วผมรู้ดีก็ได้ว่าความรู้สึกในตอนนี้ของผมมันไม่ได้มาจากเหตุผลง่ายๆ แค่เรื่องความทรงจำ แต่เพราะผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุมันมาจากอะไรกันแน่ ผมถึงได้ยังสับสนอยู่แบบนี้

พวกผู้ใหญ่นี่คิดอะไรไร้สาระแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่า” 

เอะ?” เสียงของโคนี่ฉุดผมออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนอายุเจ็ดขวบตรงหน้าอย่างสับสน

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเพราะนายโตเป็นผู้ใหญ่แล้วถึงได้คิดอะไรให้มันซับซ้อนจนน่าปวดหัวได้แบบนั้น หรือจะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่นายเพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้มันฟังดูไร้สาระมาก

เฮ้!” นี่ความสับสนของผมมันดูไร้สาระขนาดเด็กเจ็ดขวบยังต้องส่ายหัวเลยเหรอ!?

จะชอบก็ชอบสิ ทำไมต้องไปคิดหาเหตุผลให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยล่ะ

นี่เมื่อกี้นายฟังที่ฉันพูดรึเปล่าน่ะ คือมันไม่ใช่แค่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ…!”

ถ้าไม่หาเหตุผลรองรับว่าทำไมถึงชอบ คำว่าชอบของนายมันจะไร้ความหมายเลยรึไง?”

“…..!” ผมนิ่งเงียบอย่างตกใจกับคำถามของโคนี่(ซึ่งอายุแค่เจ็ดขวบ)(ย้ำจริง!) ถ้าไม่มีเหตุผลรองรับ แล้วคำว่าชอบของผมมันจะไร้ความหมายเลยรึเปล่า?

เอเลน” 

ครับ?” ผมหันหน้าไปหาฮันจิซังตามเสียงเรียก แล้วผมก็ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาดูได้ยากปรากฏอยู่บนริมฝีปากของอีกคน

ฉันเข้าใจถึงความรู้สึกสับสนของเธอดี แต่ฉันก็เข้าใจถึงสิ่งที่โคนี่เพิ่งพูดไปด้วย

“…..”

มันไม่ผิดถ้าเธอจะสับสน และมันก็ไม่ได้ไร้สาระอย่างที่โคนี่พูดด้วย แต่ว่านะเอเลน เรื่องความรู้สึกรักหรือชอบเนี่ยเธอไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับมันเลยไม่ใช่เหรอ

“…..”

มันก็เหมือนกับความหิว เธอจะรู้สึกหิวถ้าเธอไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองปกติของร่างกายซึ่งพอมนุษย์รู้สึกหิวก็จะหาอาหารมากินโดยไม่ต้องหาเหตุผลว่าทำไม ความรักก็เหมือนกัน มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองปกติของหัวใจ เมื่อเธอรู้สึกชอบใครสักคน หัวใจก็จะแสดงออกมาให้เธอรับรู้ได้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนที่สุดโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผลให้กับมันเลย

“…..” ผมยังคงนั่งเงียบ แต่ความรู้สึกหนักๆ ที่คอยกดทับผมอยู่จนถึงเมื่อกี้นี้ดูจะเบาบางลงจนผมรู้สึกหายใจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าผมหายสับสนแล้วหรอก เพราะความรู้สึกของผมมันช่างซับซ้อนเหลือเกินจนคำพูดเพียงไม่กี่คำไม่อาจทำให้มันคลี่คลายลงไปได้ แต่มันก็พอส่องแสงสว่างให้ความรู้สึกอันสับสนของผมเริ่มคลายตัวออกจากกันอย่างช้าๆ

พูดอะไรน่ะครับฮันจิซัง ที่หิวก็เพราะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันไม่ใช่เหรอ ดูมีเหตุผลดีออกโคนี่พูดแย้งขัดบรรยากาศอย่างสิ้นเชิง ทำให้ฮันจิซังที่จะทำซึ้งสักหน่อยอ้าปากค้างจนผมต้องแอบหัวเราะ

อะ..โอ้ นั่นสินะๆ ฮ่าฮ่าฮ่าโคนี่ซัง ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะนะ

ปุบๆ

อุ๊บ! คิกๆผมพยายามกลั้นเสียงหัวเราะขณะที่ฮันจิซังตบไหล่โคนี่ซึ่งกำลังทำหน้างงปุบๆ โอ๊ยย! โคนี่! ให้ตายเถอะ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนะนายเนี่ย

ว่าแต่ทั้งสองคนจะทำอะไรต่อ นี่ก็จะเย็นแล้ว จะค้างที่นี่อีกคืนไหมล่ะเอเลนฮันจิซังถามพลางส่งยิ้มกริ่มมาทางผม ผมมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้มเข้มแล้วก็เพิ่งระลึกได้ว่างานยังไม่ได้แตะสักตัวอักษรเลย! เดดไลน์ก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วด้วย!

ผมจะไปรอรถที่บ้านมารับ

ผมคงต้องกลับโรงแรมครับ ต้องรีบปั่นงานด้วยพอผมกับโคนี่ตอบไปแบบนั้นฮันจิซังก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินออกมาส่งพวกผมที่หน้าประตูของรถคาเฟ่

งั้นกลับดีๆ ล่ะทั้งสองคน เอเลน ฝากดูโคนี่ด้วยนะฮันจิซังพูดฝากฝังเด็กชายโคนี่ไว้กับผมเสร็จก็โบกมือบ๊ายบายให้ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในรถคาเฟ่

เฮ้! ทำไมนายต้องมาดูแลฉันด้วยล่ะ เราเป็นเพื่อนกันสิทธิก็ต้องเท่าเทียมกันสิ

เพราะว่านายเพิ่งจะเจ็ดขวบน่ะสิโคนี่

เฮ้! ฉันใกล้จะแปดขวบแล้วนะ!”

คร้าบๆ จะแปดขวบแล้วสินะ ฮึๆ

ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะเว้ย!”

ฮ่าๆๆๆๆผมหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใครเมื่อโคนี่บ่นโวยวายเรื่องอายุของตัวเองไม่เลิก และในตอนที่พวกเราเดินไปจนถึงป้ายรถเมล์ผมก็เห็นรถตู้ติดฟิล์มดำมืดทั้งรถคันหนึ่งจอดเทียบอยู่

นั่นรถที่บ้านนายรึเปล่าโคนี่?”

หา? ไหน? ไม่น่าจะเฮ้ย! &^¥;€9]”_=$7#2+”

โคนี่!!!…อุ๊บ!” ผมตะโกนเรียกชื่อโคนี่เสียงดังเมื่อมีใครก็ไม่รู้กำลังพยายามลากโคนี่ขึ้นรถตู้คันนั้นอยู่ ดูๆ แล้วไม่น่าจะมาดีแน่ แต่ขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไปช่วยเพื่อนออกมาจากสถานการณ์อันตราย ก็กลับมีใครอีกคนอ้อมมาจากทางด้านหลังแล้วใช้ผ้าปิดปากผมเอาไว้แน่น

อื้อๆๆๆ!” ผมพยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุม แต่ว่าผู้ชายร่างใหญ่ด้านหลังกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจับล็อกผมเอาไว้ได้อย่างแน่นหนาโดยไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านต่อความพยายามดิ้นรนของผมเลยสักนิด

อ่อยยยย!!” กลิ่นหวานๆ ลอยเข้ามาในจมูก และกว่าที่ผมจะทันได้รู้ตัวมันก็สายไปซะแล้ว เพราะภาพตรงหน้าของผมตอนนี้มันเบลอไปหมด รวมทั้งเรี่ยวแรงที่เคยมีก็หดหายจนผมแทบยืนไม่อยู่ สติของผมกำลังจะดับวูบลงในไม่ช้า แต่ขณะที่ชายร่างใหญ่กำลังพยายามลากผมเข้าไปในรถตู้ที่โคนี่โดนหิ้วตัวไปก่อนหน้านี้ บางสิ่งก็หลุดออกจากลำคอของผมและหล่นลงพื้นด้านล่าง

แกร๊งง

เสียงของโลหะกระทบพื้นซีเมนท์ทำให้ผมต้องหลุบสายตาที่พร่ามัวลงไปมองพื้นด้านล่าง แสงสีทองแวววาวจากโลหะซึ่งสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามตกดินสะท้อนเข้าดวงตาของผมก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับวูบลงแล้วผมก็ไม่อาจรับรู้อะไรได้อีกเลย




———————————————40%




อึก…” ผมลืมตาปรือเปิดขึ้นมาอีกครั้งอย่างอยากเย็นก่อนจะมองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบดูว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่เล่นมืดไปหมดแบบนี้จะรู้ได้ยังไงล่ะเนี่ยว่าที่นี่คือที่ไหน? สมองที่ยังคงมึนงงจากฤทธิ์ยาที่โดนเข้าไปดูจะโล่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และพอเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เริ่มชัดเจนขึ้นมาในสมอง ผมก็ต้องรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที

แกร๊ง!

อะไรกันเนี่ย?” ผมมองโซ่เหล็กที่ล่ามแขนขาของผมเอาไว้อย่างทึ่งๆ นี่เดี๋ยวนี้เขาใช้โซ่ล่ามกันเอาไว้แทนเชือกแล้วเหรอ!? แอดวานซ์ไปนะ

มองไปรอบตัวก็ไม่พบเงาของโคนี่ที่น่าจะโดนจับมาพร้อมผมเลยสักนิด ผมพยายามตะโกนเรียกชื่อโคนี่เผื่ออีกคนได้ยินและตอบผมกลับมา แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้นจากทั้งด้านนอกและด้านใน โคนี่ไปอยู่ที่ไหน! นี่พวกนั้นจับผมขังแยกกับโคนี่งั้นเหรอ! พวกนั้นต้องการอะไรกันแน่ถึงได้จับโคนี่กับผมมา แล้วโคนี่ตอนนี้ปลอดภัยดีรึเปล่า!?

ความกังวลประเดประดังเข้ามาในหัวทำให้ผมรู้สึกอยู่ไม่สุขจนต้องพยายามหาทางเอาโซ่เหล็กที่ล่ามอยู่ออกไป แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงเจ้าโลหะหนักพวกนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะแตกหักหรือปล่อยผมไปเลย ทำยังไงดี โคนี่เพิ่งจะเจ็ดขวบเองนะ ไม่รู้ว่าโดนจับตัวมาแบบนี้จะเป็นอะไรรึเปล่า คงเพราะรู้สึกกังวลกับเพื่อนวัยเจ็ดขวบเกินไป ผมถึงได้หลงลืมความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ของตัวเองไปชั่วขณะ แต่เมื่อประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับใครบางคนที่ผมไม่รู้จักเดินเข้ามา ผมก็ต้องนั่งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูก

คุณเป็นใคร จับผมกับโคนี่มาทำไม แล้วตอนนี้โคนี่อยู่ที่ไหน!” แม้จะหวาดกลัวต่อท่าทีคุกคามที่อีกคนแสดงออกมา แต่ผมก็ทำใจกล้าแล้วส่งเสียงพูดออกไปก่อน ตอนนี้ต้องทำอะไรก็ได้เพื่อให้รู้ว่าโคนี่อยู่ที่ไหนและยังสบายดีรึเปล่า

ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมเด็กน้อยชายร่างสูงที่เพิ่งเดินเข้ามาพูดตอบผมด้วยภาษาอังกฤษอย่างฉะฉาน ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นหน่อยที่อย่างน้อยก็ยังสื่อสารกันรู้เรื่อง แต่ไอ้เนื้อหาที่อีกคนพูดออกมานี่สิ มันช่างกระตุกต่อมความไม่พอใจของผมได้ดีจริงๆ

ผมไม่ใช่เด็กน้อยผมอายุ 22 แล้ว!” 

เห งั้นเหรอน้ำเสียงโมโนโทนของชายร่างสูงทำให้ผมรับรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของผมเลยสักนิด ผมจึงยืดหลังตรงและจ้องตาคนตรงหน้ากลับไปอย่างคาดคั้นเอาคำตอบโดยพยายามสะกดความหวาดกลัวเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

โคนี่อยู่ที่ไหนผมถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่คิดว่ามั่นคงที่สุด

ไอ้คุณหนูนั่นตอนนี้ยังสบายดีกว่าแกเยอะคุณหนู? หมายถึงใครน่ะ? ผมถามถึงโคนี่แต่หมอนี่กลับตอบอะไรมาก็ไม่รู้ทำให้ผมต้องเดาเอาเองว่าคุณหนูที่เขาพูดก็คือโคนี่

คุณจับพวกผมมาทำไม

นั่นสิ เจ้าพวกนั้นจับแกมาทำไมอ้าว ไอ้หมอนี่ กวนเหรอ!? ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกยั่วให้โมโหทุกครั้งที่คุยกับคนๆ นี้แต่ผมก็ยังพยายามใจเย็นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ต้องเลวร้ายไปมากกว่านี้

ช่วยตอบคำถามของผมดีๆ ด้วยผมแทบจะกัดฟันถามอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงข่มอารมณ์ร้อนของตัวเองเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดเมื่ออีกคนส่งยิ้มกวนๆ มาให้

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าพวกนั้นจับแกมาทำไม เพราะที่ฉันต้องการมีแค่ไอ้คุณหนูนั่นคนเดียว

โคนี่? ทำไมต้องเป็นโคนี่ผมถามอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่นัก โอเคว่าโคนี่อาจจะดูเป็นเด็กแสบๆ ไปบ้างแต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดทำให้ใครเกลียดจนต้องลักพาตัวมาแบบนี้

เพราะเจ้านั่นเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบอสพรีม่าแฟมิลี่น่ะสิ

พรีม่าแฟมิลี่…?” คืออะไรอ่ะ? ผมทำหน้างงได้ที่เลย ชายร่างสูงจึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจก่อนจะส่งยิ้มกวนๆ ที่เพิ่มระดับจนน่าถีบมาให้

อะไรๆ นี่แกไม่รู้เหรอว่าเจ้านั่นเป็นลูกชายของมาเฟีย และตอนนี้แกก็กำลังถูกฉันที่เป็นมาเฟียเหมือนกันจับตัวเอาไว้อยู่

“WHA—!!!” เรื่องบ้าอะไรเนี่ยยยยยยย!! นี่ผมอยู่ในหนังพันล้านมาเฟียข้ามชาติรึไง! โคนี่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบอสมาเฟียงั้นเหรอ!? แล้วตอนนี้ผมยังถูกจับตัวมาโดยมาเฟียอีกกลุ่มหนึ่งอีก! นี่มันกำลังจะมีสงครามระหว่างสองแฟมิลี่รึยังไง!?

ท่าทางโง่ๆ แบบนี้คงไม่รู้สินะ

งะ..โง่!?” เกิดมาไม่เคยถูกใครด่าได้น่าโมโหขนาดนี้มาก่อนเลย! ให้ตายเถอะ! ไอ้ผู้ชายคนนี้มันหน้ากวนชะมัด

ผมอยากจะโต้ตอบอะไรกลับไปให้เจ็บแสบอยู่หรอก แต่ก็ระลึกถึงสถานการณ์ของโคนี่ซึ่งไม่รู้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างได้ก่อนจึงต้องระงับความโกรธของตัวเองเอาไว้ ถึงหมอนี่จะบอกว่าสบายดีแต่ผมก็ยังไม่วางใจอยู่ดีเพราะตอนนี้โคนี่กำลังอยู่ในดงของศัตรูเชียวนะ

ความกังวลแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อได้รู้แล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้คืออะไร แต่ผมก็ยังคิดหาทางทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะติดเจ้าโซ่เหล็กที่ล่ามผมเอาไว้นี่แหละ ถ้าเอาโซ่พวกนี้ออกได้ล่ะก็

โอะโอ~ อย่าพยายามดีกว่า แกคงไม่อยากให้ความคิดโง่ๆ ของตัวเองพาทั้งตัวแกและไอ้คุณหนูนั่นไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้ใช่ไหม

“…..” ถ้อยคำข่มขู่อย่างชัดเจนทำให้ผมเหงื่อตกแต่ก็ยังคงไม่ลดท่าทีระแวดระวังต่ออีกคนลง ผมยังคงจ้องตากับคนตรงหน้านิ่งแต่ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป

อยู่เฉยๆ เอาไว้ แล้วเดี๋ยวแกก็ได้จะได้ออกไปจากที่นี่ชายร่างสูงส่งยิ้มกวนมาให้ผมอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากประตูไป ทำให้ท่าทีเข้มแข็งที่ผมพยายามสร้างมาจนถึงตอนนี้มลายหายไปทันที

ตุบ!

ผมทิ้งตัวลงนั่งพิงกับกำแพงอย่างเหนื่อยอ่อนทั้งๆ ที่เมื่อกี้ไม่ได้ขยับตัวเลยสักนิดแต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งวิ่งมาราธอนมายังไงอย่างงั้น ไหล่ลู่ตกลงแล้วตัวของผมก็สั่นเทิ้มขึ้นด้วยความหวาดกลัวอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าเป็นในอดีตผมคงจะมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างในตอนนี้มากกว่านี้อยู่หรอก แต่ในปัจจุบันที่ผมใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมาตลอดนั้น แค่ยังคงท่าทีเข้มแข็งเอาไว้ได้จนกระทั่งมาถึงตอนนี้มันก็แทบจะเกินลิมิตของผมแล้ว 

อึก!” ผมกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอส่งเสียงร้องอะไรออกไป ดวงตาของผมร้อนผ่าวแต่ผมก็ฝืนกล้ำกลืนน้ำตาเอาไว้เพราะตอนนี้ผมยังอ่อนแอไม่ได้ ผมจะต้องเข้มแข็งและพาตัวเองกับโคนี่ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน!

ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิทก็รู้ได้ทันทีว่ามันยังไม่ข้ามวันตั้งแต่พวกผมถูกจับมา ไม่รู้หรอกว่าคนพวกนั้นจับผมกับโคนี่มาต้องการจะทำอะไรกันแน่ แต่ผมก็ไม่อยากให้พวกนั้นได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในตอนนี้ได้เลย

แกร็ง! แกร็ง!

โซ่เหล็กที่ล่ามผมเอาไว้ส่งเสียงดังทุกครั้งที่ผมขยับตัว แต่ผมก็ไม่ได้สนใจแล้วพยายามเดินหาอะไรก็แล้วแต่ที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้ภายในห้องนี้ไปทั่ว เส้นเหล็กยาวพอจะให้ผมพอเดินไปรอบๆ ได้ แต่กลับไม่ยาวพอให้เดินไปถึงหน้าประตู แย่จริง! ถ้าเดินไปจนถึงประตูได้ก็จะทำอะไรได้มากกว่านี้แท้ๆ ผมสบถในใจอย่างหัวเสียแต่ก็คิดหาทางอื่นที่พอจะทำได้แทน ทำยังไงถึงจะออกไปจากที่นี่ได้กันนะ

ตุบ! ตึง! ผัวะ! ปัง! โครมม!…8€฿^#_’.<3@%!!!!!

ขณะที่ผมกำลังเดินไปรอบห้องเสียงดังโครมครามจากภายนอกก็เล็ดลอดเข้ามาในห้องจนผมต้องหันขวับไปมองทางประตู อะไร! ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!? ความวิตกกังวลและไม่สบายใจทำให้เหงื่อไหล่ออกมาข้างขมับ ตัวของผมสั่นขึ้นอีกครั้งเมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้ แต่ผมก็กำมือเข้าหากันแน่นเพื่อตั้งสติแม้ตอนนี้ขาจะอ่อนแรงจนก้าวต่อไปไม่ออกเลยก็ตาม

โครมมมมมมม!!!!

“…..!!!” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อประตูถูกเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูหลุดออกมาจากกำแพง เสียงโครมครามจากด้านนอกชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีบานประตูคอยปิดกั้นเอาไว้ ผมได้ยินเสียงคนต่อยตีกันรวมทั้งเสียงสบถต่างๆ นาๆ ที่ผมฟังแทบไม่ออกลอยมาเข้าหู ฝุ่นจากการทะเลาะวิวาทลอยคละคลุ้งกลางอากาศจนแทบจะบดบังวิสัยทัศน์ไปจนหมด แต่ผมก็ยังคงเห็นร่างของใครบางคนกำลังเดินฝ่าฝุ่นละอองลอยคลุ้งเข้ามาใกล้ทางนี้ เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างหนักแน่นใกล้เข้ามาทางผมเริ่มที่จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมที่ยืนตัวแข็งอยากจะวิ่งหนีออกไปให้ไกลแต่ก็กลับทำได้เพียงแค่ยืนอยู่กับที่เพราะเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดินถูกความหวาดกลัวกัดกินไปจนหมด ผมหลับตาแน่นเพื่อรอรับชะตากรรมใดๆ ก็ตามหลังจากนี้

หมับ!

เฮือก!!” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อรู้สึกว่ามีฝ่ามือเย็นๆ จับแขนของผมเอาไว้แน่น ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นหรือขยับตัวไปไหน

โฮ่ย แกเป็นอะไรรึเปล่าเจ้าหนู” 

แม้จะหลับตาอยู่แต่ผมก็จำเจ้าของเสียงพูดนั้นได้ดี ภาพของใครบางคนฉายชัดเข้ามาอย่างขัดเจนภายใต้เปลือกตาทำให้ผมต้องค่อยๆ ลืมตาเปิดขึ้นเพื่อมองเจ้าของเสียงว่าใช่คนเดียวกับในความคิดของผมรึเปล่า และเมื่อผมสบเข้ากับดวงตาสีเทานิ่งสงบอันคุ้นเคย ก็เหมือนความหวาดกลัวที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ของผมจะละลายหายไปในทันที

ระ..รีไวล์เฮย์โจว…?” เสียงของผมเบามากจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่คนตรงหน้าก็พยักหน้าตอบกลับให้เบาๆ 

เออ ฉันเอง เจ้าโคนี่ไม่ได้เป็นอะไรและถูกช่วยออกมาได้แล้ว แต่ตอนนี้พวกนั้นกำลังเจรจากันอยู่เพราะฉะนั้นแกต้องอยู่…!”

ฟุบ! หมับ!

โฮ่ย! เป็นอะ…”

ฮึก! เฮย์โจวเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายลงได้ด้วยดีแล้ว ความเข้มแข็งที่เพียรสร้างมาของผมก็ทลายลงทันที ขาของผมอ่อนแรงจนแทบทรุดตัวลงกับพื้นแต่ก็ได้รีไวล์เฮย์โจวช่วยประคองเอาไว้ทัน ทำให้ตอนนี้เหมือนเฮย์โจวกำลังกอดผมเอาไว้อยู่ ผมกำเสื้อนอกของอีกคนเอาไว้แน่น เสียงสะอื้นพร้อมน้ำตาไหลลงตามข้างแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ตัวของผมสั่นไปหมดจนได้แต่จับอีกคนเอาไว้เพื่อเป็นหลักยึด

อดทนได้ดีมากรีไวล์เฮย์โจวพูดเสียงกระซิบอยู่ข้างหูก่อนจะลูบหัวให้ผมเบาๆ เท่านั้นแหละ ผมก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เกรงใจใครทันที


ผมร้องไห้ไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้อายเกินกว่าจะเงยหน้ามองอีกคนได้ โอ๊ยยย! อยากจะบ้าตาย! เป็นลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตาให้ใครเห็นสิ! แต่นี่อะไร? นอกจากจะร้องไห้โฮแล้วยังต้องให้มีคนมาปลอบอีกถึงจะสงบลงได้ กี่ขวบกันเนี่ยตัวผม!

กลิ่นหวานๆ จากตัวคนที่ยังอยู่ใกล้ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลัวว่าจะได้ยินไปถึงข้างนอก แต่รีไวล์เฮย์โจวที่นั่งลงพิงกำแพงอยู่ข้างผมเพื่อรอให้คนข้างนอกเจรจากันเสร็จก็ไม่ได้สนใจหันกลับมามองทางนี้เลยสักนิด ผมก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าตัวของเฮย์โจวมีกลิ่นเหมือนขนมหวานเลย สงสัยเพราะทำต้องขนมหวานอยู่ทุกวันล่ะมั้งกลิ่นมันก็เลยติดมาแบบนี้ กลิ่นน่ากิ…!

แค่กๆๆ!” ผมสำลักอากาศทันทีเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าคิดอะไรไม่เข้าท่าออกไป ว๊ากกก! นี่ผมเป็นคนยังไงวะเนี่ย! เริ่มสับสนในตัวเองแล้วนะ!

เป็นอะไรรีไวล์เฮย์โจวหันหน้ากลับมามองผมพร้อมกับขมวดคิ้วนิดๆ ทำให้ผมต้องส่ายหน้ารัวๆ พร้อมกับก้มหน้าลงมองพื้นเพราะไม่กล้าสบตาด้วย

ปะ..เปล่าครับผมตอบพลางสายตาก็มองมือตัวเองไปด้วยอย่างทำอะไรไม่ถูก ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันน่าอึดอัดมากกว่าตอนโดนถูกจับอีกล่ะ!

เงยหน้าขึ้น

เอ่อคือ…” ไม่กล้าครับ! ไม่กล้าสุดๆ สั่งให้ผมไปซิทอัพร้อยครั้งยังจะดูเป็นเรื่องง่ายกว่าเลย!

เจ้าหนู เงยหน้าขึ้นแล้วหันมาทางนี้” 

“…..” น้ำเสียงของเฮย์โจวกดดันจนทำให้ผมรู้สึกเหงื่อตก แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าอีกคนอยู่ดี คิดสิคิด! ทำยังไงดีเอเลน เยเกอร์ คิดเข้าไป!

หมับ

อะ!” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อรีไวล์เฮย์โจวจับคางของผมให้ต้องเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปสบตากับเขา ผมสตั้นไปทันทีเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสีเทาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนกำลังมีผีเสื้อบินวนอยู่ในท้องจนใบหน้าเห่อร้อนขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ แต่รีไวล์เฮย์โจวก็ไม่ได้พูดอะไรต่อปฏิกิริยาแบบนั้นของผมก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนผมต้องหลับตาลง

อย่าทำหายอีก

เอะ?” ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความมึนงง ก่อนจะก้มหน้าลงมองตามสายตาของเฮย์โจวจนมาหยุดอยู่ที่สร้อยรูปลูกกุญแจที่กลับมาห้อยอยู่บนคอของผมอีกครั้งหลังจากเพิ่งทำตกไปตอนถูกจับตัวมา

ทำไม…” รู้ได้ยังไงว่านี่เป็นของผม แล้วเฮย์โจวไปเจอมันได้ยังไงกัน

สร้อยรูปลูกกุญแจดอกนี้ไม่ใช่ของเก่าจากเมื่อ 2000 ปีก่อน แต่เป็นของใหม่ซึ่งผมสั่งทำขึ้นมาเลียนแบบสร้อยเส้นเดิมซึ่งผุพังไปตามกาลเวลา รูปแบบดีไซน์ถึงจะคล้ายของเดิมแต่ก็มีความทันสมัยอยู่บ้าง ทำให้ถ้าไม่ดูดีๆ ไม่มีทางรู้แน่ว่าเป็นของเลียนแบบสร้อยของเมื่อ 2000 ปีก่อน 

ยัยฮันจิเก็บได้ บอกว่าเป็นของแก” 

ฮันจิซังน่ะเหรอครับ?” ผมไม่เคยเอาสร้อยเส้นนี้ออกมาโชว์ให้ใครเห็นเลยนะตั้งแต่มาถึงที่นี่ แล้วฮันจิซังไปรู้มาได้ยังไงว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของผม?

อืมเฮย์โจวตอบแค่นั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะกลับไปนั่งพิงกำแพงอย่างเดิม

ขอบคุณครับ…” ผมพูดพลางจับจี้รูปลูกกุญแจขึ้นมาดู ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำสร้อยเส้นนี้ขึ้นมาเพื่อระลึกถึงอดีตหรืออะไรหรอก มันก็แค่

เฮ้! เอเลน! เป็นยังไงบ้าง!? นายไม่บาดเจ็บตรงไหนสินะ!”

โคนี่!!” ผมรีบพุ่งตัวไปกอดเจ้าเพื่อนวัยเจ็ดขวบของผมเอาไว้แน่นทันทีเมื่อโคนี่ปรากฏตัวเข้ามาในห้อง ความโล่งใจที่โคนี่ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรแทบทำให้น้ำตาผมไหลลงมาอีกรอบแต่ผมก็ฝืนห้ามมันเอาไว้

แอ่ก! หะ..หายใจไม่ออก ปะ..ปล่อยๆ!”

อะ! โทษทีๆผมรีบปล่อยโคนี่ออกทันทีเมื่อได้สติ เกือบฆาตกรรมเพื่อนตัวเองแล้วไหมล่ะ

ตาแดงๆ นะ ร้องไห้เหรอนาย?”

มะ..ไม่ได้ร้องสักหน่อย!”

โอ๋ๆ ขวัญเอ๋ยขวัญมา

เงียบไปเลยโคนี่!!!”

ฮ่าๆๆๆๆๆๆโคนี่หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร ผมจึงได้แต่เบะปากอย่างไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกมาเฟียนิเว้ยจะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไรขนาดโดนลักพาตัวมา! เด็กเจ็ดขวบบ้าอะไรจะชิวเว่อในถิ่นศัตรูขนาดนี้!


การเจรจาระหว่างสองแฟมิลี่มาเฟียรู้สึกจะจบลงได้ด้วยดี? คือจะพูดว่าดีมันก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะดูเหมือนต่างคนจะกลับไปดูแลแฟมิลี่ของตัวเองโดยไม่ได้เอาเรื่องกันแค่นั้น แต่ความเป็นศัตรูก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม แต่โคนี่บอกว่าในวงการนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะฉะนั้นการจบเรื่องในคราวนี้ได้แบบนี้ก็ถือว่าดีแล้ว

แต่ว่าหลังจากนั้นเจ้าผู้ชายร่างสูงที่ดูเหมือนจะเป็นบอสของมาเฟียเหมือนกับพ่อของโคนี่จะมาคอยป้วนเปี้ยนทาบทามรีไวล์เฮย์โจวเข้าแฟมิลี่อยู่บ่อยๆ เพราะได้เห็นฝีไม้ลายมือตอนไปถล่มฐานของตัวเองเมื่อคราวก่อนของเฮย์โจวเข้าและเกิดถูกใจขึ้นมา แต่เฮย์โจวก็ปฏิเสธกลับไปแบบเดิมทุกครั้งโดยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบได้ฆ่าบอสมาเฟียตายคามือเพราะความกวนประสาทของหมอนั่น แต่หมอนั่นก็ไม่เข็ดนะ ยังจะมีความพยายามเข้าไปวัดฝีเท้าของเฮย์โจวอยู่ได้ทุกวัน

โครมม!

อู้ยย เท้าหนักชะมัด

ผมก็บอกแล้วไงครับว่าตื้อยังไงเฮย์โจวก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก แล้วก็อย่าเดินเข้าไปในครัวตอนเฮย์โจวกำลังทำสูตรขนมใหม่สิครับ เดี๋ยวก็ได้ตายจริงๆ หรอกผมพูดกับคนที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นโดยลูบสีข้างตัวเองไปด้วยอย่างหน่ายๆ นี่ก็ไม่เคยจำมาให้เขาถีบอยู่ได้ทุกวัน จะมีบอสมาเฟียที่ไหนหน้าทนแถมยังกวนประสาทได้เท่าหมอนี่อีกไหมเนี่ย! คิดแล้วเพลียแทนคนที่เป็นลูกน้องจริงๆ

โอ้ เอเลน อรุณสวัสดิ์

นี่มันเที่ยงแล้วครับ แล้วผมก็บอกแล้วไงครับว่าห้ามเรียกชื่อผมเราไม่ได้สนิทกัน แค่เยเกอร์ก็พอครับ

นี่เอเลน เจ้านี่มันอะไรน่ะ

นี่คือก็บอกว่าห้ามเรียกชื่อไงครับ!”

ฮ่าๆๆ งอนได้น่ารักจริงๆ นะเราน่ะ

ผมไม่ได้…! ฮึ่ม! จะทำอะไรก็เชิญเถอะครับ แต่อย่ามาชวนผมคุยอีก เพราะผมจะทำงาน!”

ปัง!

คนกวนประสาท!” ผมปิดประตูห้องชั้นสองด้านหน้าของรถคาเฟ่ที่เป็นห้องของฮันจิซังซึ่งผมมาใช้เป็นห้องทำงานเสียงดังอย่างโมโห คนบ้าอะไรชอบพูดกวนประสาทให้คนอื่นเขาโมโห!

เสียงหัวเราะของบอสมาเฟียจอมกวนประสาทยังดังขึ้นมาให้ได้ยิน แต่ผมก็เลือกที่จะไม่สนใจแล้วลงมือพิมพ์งานต่อให้เสร็จ ใกล้จะเสร็จแล้วก็ไม่เสร็จสักทีเพราะมีไอ้บอสบ้านั่นมาคอยป้วนเปี้ยนไม่เลิกนั่นแหละ! หนังสือเล่มสุดท้ายที่มีกำลังเดดไลน์ในเย็นวันนี้ทำให้ผมต้องรีบปั่นมือระวิง โชคดีที่พล็อตเข้าหัวของผมเป็นฉากๆ ทำให้ผมสามารถเขียนงานได้อย่างลื่นไหลและส่งเสร็จทันเวลาอย่างฉิวเฉียด

(โอเค ฉันได้รับเรียบร้อยแล้วนะเอเลน)

เฮ้ออ ในที่สุดก็เสร็จทันผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อมิคาสะส่งยิ้มผ่านหน้าจอมาให้ ถึงจะเขียนเองแต่ผมก็ทนรอให้เล่มสุดท้ายออกมาไม่ไหวแล้วสิ~

(นี่เอเลน เรื่องนั้น…) มิคาสะทำสายตากังวลเมื่อพูดถึงเรื่องนั้นทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร

มิคาสะ ผมว่าเราคุยกันแล้วนะ

(ฉันรู้ แต่เฮ้อออ นายตัดสินใจแล้วสินะ)

อืม! ผมตัดสินใจแล้ว

(…..)

มิคาสะ…” ความเงียบของมิคาสะทำให้ผมเริ่มกังวล หรือว่าผมจะเห็นแก่ตัวเกินไปรึเปล่านะ? แต่ก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เสียงอันฮึกเหิมของมิคาสะก็ดังขึ้นมาก่อน

(งั้นก็ลุยมันไปเลยเอเลน! ไม่ต้องห่วงทางนี้นะ เพราะฉันจะคอยสนับสนุนนายให้เอง!) ดวงตาของมิคาสะจับจ้องตรงมายังดวงตาของผมผ่านหน้าจอ แล้วในอกข้างซ้ายก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาด้วยความรู้สึกอบอุ่น

ขอบคุณครับ ผมรักมิคาสะนะ แล้วเจอกัน

(รักเอเลนเหมือนกัน แล้วเจอกันนะ

ติ๊ด

หน้าจอวีดีโอคอลถูกปิดไปแล้ว แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่ได้รับแรงสนับสนุนจากคนที่รักผมก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่จนผมต้องนั่งยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียว 

ก่อนหน้านี้ตอนผมถูกจับตัวไปอาร์มินโทรมาหาผมแต่ติดต่อไม่ได้ทำให้ที่โน่นเป็นกังวลกันมาก แต่พอหลังจากเรื่องคลี่คลายผมก็รีบติดต่อหาอาร์มินทันทีรวมทั้งได้เล่าทุกอย่างให้ฟังด้วย ตอนที่ฟังจบมิคาสะแทบจะบินมารับผมที่นี่เดี๋ยวนั้นแต่ยังดีที่ผมกับอาร์มินช่วยพูดให้เธอใจเย็นลงได้ก่อน อาร์มินก็ดูจะกังวลเรื่องของผมเหมือนกันแต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรเพราะเคารพการตัดสินใจของผม ส่วนที่มิคาสะพูดถึงเรื่องนั้น’…หึๆๆ 

หืม~ เอเลนก็ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ได้เหมือนกันแฮะ” 

เฮ้ย!! นี่คุณ! ขึ้นมาได้ยังไง! แล้วเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่!?” ผมแทบจะหงายหลังเมื่อหันไปมองด้านข้างแล้วเจอเจ้าบอสมาเฟียจอมกวนประสาทกำลังนั่งเท้าคางมองหน้าผมอยู่

เดินขึ้นมาสักพักแล้วไม่ได้ต้องการคำตอบแบบนั้นเฟ้ย! นี่ตั้งใจตอบกวนกันใช่ไหมเนี่ย?

ผมหมายถึงคุณขึ้นมาทำไมผมคำถามเปลี่ยนไปถามแบบตรงๆ แทน เพราะขืนถามอ้อมๆ ชาตินี้ก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง

เดินเล่นนี่คำตอบจริงจังไหม!?

โอเค ผมเข้าใจแล้ว เชิญคุณออกไปได้ผมไม่อยากสาวความยาวหาความยืดอีกจึงผายมือออกไปยังหน้าประตูให้อีกคนเดินออกไป แต่เขาก็ยังคงนั่งเฉยแล้วส่งยิ้มกวนๆ มาให้ผมโดยไม่สนใจสักนิดว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

ฉันได้ยินมาว่าร้านคาเฟ่นี่กำลังจะเดินทางไปประเทศต่อไปในวันพรุ่งนี้

ใช่ แล้วยังไงครับ คุณจะตามเฮย์โจวไปถึงต่างประเทศเลยรึเปล่าล่ะ?” 

ก็อยากอยู่หรอกนะ แต่มันเป็นการลงทุนที่ไม่ได้กำไร ฉันก็คงต้องขอผ่าน

งั้นเหรอครับผมแอบโล่งอกเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น แม้ความจริงแล้วเขาจะแค่อยากได้เฮย์โจวไปเป็นลูกน้อง แต่ผมก็ไม่ชอบที่เขาชอบแย่งเวลาที่ผมควรได้อยู่กับเฮย์โจวออกไปอยู่ดี

ว่าไงล่ะ

ครับ?” ผมทำหน้างงหันไปมองคนข้างๆ อย่างไม่เข้าใจ ว่าไงอะไรล่ะ งงนะเนี่ย

มีแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ แผนว่ายังไงบ้าง

“…..!!!” ห๊ะ!? อะไร! ยังไง! ทำไมคนๆ นี้ถึง…! ผมสะดุ้งอย่างมีพิรุธจนน่าตลก และเจ้าบอสบ้านั่นก็ขำออกมาอย่างไม่มีเกรงใจกันเลยด้วย!

ดูออกง่ายไปแล้วนะเราน่ะ แบบนี้แผนจะสำเร็จเหรอ

มะ..มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณนี่ครับ!”

ว้าา งั้นก็น่าเสียดาย ว่าจะช่วยเพื่อไถ่โทษที่เคยจับตัวไปสักหน่อย ก็ถ้าเอเลนว่ายังงั้น…”

หมับ!

ผะ..ผมจะรับคำขอโทษนั่นก็แล้วกันครับ…” ผมจับแขนอีกคนเอาไว้ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงเบาหวิวจนอีกคนยกยิ้มกริ่มอย่างกวนประสาท อ๊ากกก! ไม่ไหว! ถ้าต้องอยู่กับหมอนี่นานกว่านี้ผมต้องประสาทกินตายแน่ๆ! แต่ว่ายังไงเรื่องแผนการของวันพรุ่งนี้ก็สำคัญกว่า

ก็ถ้าเราว่าแบบนั้น~” กวนประสาทไม่เลิก!

อะแฮ่ม! คือว่าเรื่องวันพรุ่งนี้……” แล้วผมก็เริ่มเล่าถึงแผนการในวันพรุ่งนี้ให้กับคุณบอสมาเฟียฟัง โดยที่เขาก็ให้คำแนะนำอะไรกลับมาและช่วยปรับเปลี่ยนแผนไปด้วย จนแผนการเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและมีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นอีกด้วย

เอาล่ะ งั้นวันพรุ่งนี้ฉันจะทำตามนี้ โอเคนะ

ครับ!” 





เช้าวันต่อมา รีไวล์ลุกขึ้นมาเตรียมตัวแต่เช้ามืดเพราะวันนี้รถคาเฟ่ต้องออกเดินทางก่อนจะสาย คนขับรถที่ฮันจิจ้างมาจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วจะออกเดินทางกันทันที เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องเตรียมตัวให้เสร็จตั้งแต่ก่อนหน้านั้น แต่ขณะที่รีไวล์กำลังตรวจสอบรายการของในครัวใบหน้าของใครคนหนึ่งที่ชอบเข้ามาหาเขาในครัวอยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ก็กลับฉายชัดเข้ามาในหัวอย่างที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

เคร้ง!

เสียงชามสแตนเลสที่ตกลงจากมือทำให้เจ้าตัวต้องตั้งสติและถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจกับตนเอง รีไวล์พยายามจะไม่คิดอะไรอีกแล้วเตรียมของให้เสร็จ และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยรวมทั้งคนขับรถมาถึงแล้วรถคาเฟ่ก็เริ่มออกเดินทางทันที

เอเลน โคนี่และคนอื่นๆ มาทำปาร์ตี้ส่งลากันตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นเพราะรู้ว่าวันนี้พวกเขาต้องออกไปแต่เช้า เช้าวันนี้จึงเป็นการออกเดินทางที่เงียบสงบดั่งเช่นทุกครั้งที่รถคาเฟ่จะออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ แต่กับครั้งนี้จิตใจของรีไวล์กลับไม่ยอมสงบลงเลย รถคาเฟ่แล่นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายๆ คนมักจะแวะมาถ่ายรูป แล้วภาพของใครบางคนก็ฉายเข้ามาในสมองของเขาอีกอย่างห้ามไม่ได้ รูปถ่ายที่ครั้งหนึ่งรีไวล์เคยวิ่งไล่กวดเพื่อลบออกกลับถูกลืมไปซะสนิท จนกระทั่งถึงตอนนี้รูปนั้นก็ยังคงอยู่ในมือถือของเด็กคนนั้นเหมือนเดิม

รถคาเฟ่วิ่งออกจากเมืองติดทะเลขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านเมืองแล้วเมืองเล่าอย่างไม่มีหยุดพัก จนกระทั่งหลายชั่วโมงต่อมารถก็มาหยุดพักอยู่ที่เมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศนี้

เฮ้ รีไวล์! ฉันว่าจะออกไปช็อปปิ้งหน่อย นายจะไปไหนรึเปล่าเสียงฮันจิดังเข้ามาในห้องก่อนเจ้าตัวจะเปิดประตูเข้ามาเองอย่างถือวิสาสะ

ไม่รีไวล์ตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะเปิดหนังสือหน้าถัดไป

อะไรกัน มาถึงมิลานทั้งทีจะไม่ช็อปปิ้งหน่อยเหรอ?”

ไม่

น่า ออกไปเดินเล่นสักหน่อย เผื่อนายอยากได้อะไรขึ้นมาจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง

ฉันไม่โฮ่ย!!” รีไวล์สบถด่าฮันจิไปหลายคำที่จู่ๆ ก็ลากเขาออกมาแบบนี้ แต่ถึงจะไม่ได้อยากออกมาตอนนี้เขาก็กลับไปไม่ได้ซะแล้ว เพราะรถคาเฟ่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แถมฮันจิยังส่งข้อความมาบอกกับเขาอีกว่าเดี๋ยวจะบอกสถานที่ให้หลังช็อปปิ้งเสร็จ สรุปเขาก็ต้องออกมาเดินเล่นจนได้

เมืองมิลานดูตระการตาจากรูปทรงของสถาปัตยกรรมบนตัวอาคารที่รวมความเป็นอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน รีไวล์เดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายและไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ผิดกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่กำลังจับจ่ายซื้อของแบรด์เนมกันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วท่ามกลางกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินกันขวักไขว่อย่างละลานตา รูปร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีเส้นผมสีน้ำตาลก็ปรากฏเข้ามาในครรลองสายตาของรีไวล์ เด็กหนุ่มคนนั้นดูไม่ได้แตกต่างไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมเด็กคนนั้นถึงได้ดูโดดเด่นในสายตาของเขามากขนาดนี้?

“…..!!” ดวงตาสีเทาเบิกกว้างขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองสบเข้ากับดวงตาสีมรกตของเด็กหนุ่มที่หันหน้ากลับมา แต่แล้วเมื่อรีไวล์ลองมองฝ่าฝูงชนไปอีกครั้งเจ้าของดวงตาสีมรกตคนนั้นก็กลับไม่ได้อยู่ตรงนั้นซะแล้ว

ตึก ตึก ตึกๆ ตึกๆๆๆๆ

สองเท้าออกตัววิ่งก่อนที่เจ้าของขาจะทันได้รู้สึกตัว รีไวล์วิ่งไปรอบๆ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีผู้คนหนาแน่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดวงตาคอยสอดส่องมองหาเด็กหนุ่มที่มีเส้นผมสีน้ำตาลซึ่งดูโดดเด่นออกมาจากคนอื่นๆ ในความคิดของเขาไปทั่ว แต่รีไวล์ก็กลับไม่พบเด็กหนุ่มคนนั้นปรากฏตัวอยู่ในสถานที่แห่งใดเลย

ตุบ

รีไวล์นั่งลงที่ม้านั่งข้างทางโดยมีเหงื่อไหลโทรมกายไปหมด แล้วเขาก็เพิ่งคิดได้ว่านี่ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กันแน่? วิ่งตามหาใครก็ไม่รู้ไปทั่วเพราะแค่คนๆ นั้นรูปร่างเหมือนเจ้าเด็กนั่นอีกแล้วเหรอท่าจะบ้า รีไวล์หายใจเข้าออกลึกเพื่อพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองรวมทั้งตั้งสติตัวเองซะใหม่ด้วย แต่ว่าขณะที่รีไวล์กำลังพยายามทำเช่นนั้นสิ่งไม่คาดคิดอีกอย่างก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขา

แซ่กๆพรึบบ!

จับรีไวล์เฮย์โจวได้แล้ว!” พุ่มไม้ด้านข้างสั่นไหวก่อนร่างของใครบางคนจะปรากฏขึ้นตรงหน้าและจับแขนของเขาเอาไว้แน่น

“…..” รีไวล์มองคนตรงหน้าอย่างตกตะลึงแต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปาก จนเจ้าของดวงตาสีมรกตที่กำลังมองเขาอยู่ต้องขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างไม่ค่อยพอใจต่อปฏิกิริยาของเขา

เฮย์โจวจะไม่ตกใจหน่อยเหรอครับคนพูดเริ่มเบะปากออกน้อยๆ อย่างไม่พอใจ แต่รีไวล์ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรแล้วปล่อยให้อีกคนทำหน้างอนไปแบบนั้น

“…..”

โอเค ไม่ตกใจก็ไม่ตกใจครับ ผมอุตส่าห์กะจะทำเซอร์ไพร้สักหน่อย เฮ้ออเมื่อรีไวล์ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้คนกะจะทำเซอร์ไพร้จึงต้องนั่งลงข้างๆ ที่ม้านั่งตัวเดียวกันกับเขาอย่างปลงๆ

ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่รีไวล์ถามคำถามหลังจากนั่งเงียบมาสักพัก ทำให้คนข้างๆ หันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้กับเขาทันที

ทำไมน่ะเหรอครับ? ก็ต้องมาหาเฮย์โจวอยู่แล้วสิครับ

หาฉัน?”

ใช่ครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะมาทำงานเป็นเด็กเสริฟของรีเอลคาเฟ่ครับ ^^” รีเอลคาเฟ่คือชื่อของร้านคาเฟ่ที่รีไวล์กับฮันจิเปิดอยู่ แล้วการที่เจ้าเด็กนี่บอกว่าจะมาเป็นเด็กเสริฟที่ร้านก็หมายความว่า เอเลนจะเดินทางไปฝรั่งเศสพร้อมกับพวกเขางั้นเหรอ!?

แกจะไปฝรั่งเศสกับฉัน?”

ครับ

แล้ววีซ่า?”

ผมเป็นคนอังกฤษครับ

โรงแรม?”

ฮันจิซังจัดการให้แล้วครับ

ที่บ้าน?”

ผมบอกกับทุกคนแล้ว ได้รับอนุญาตมาเรียบร้อยแล้วด้วยครับ

วางแผนไว้แล้วสินะ ( -_- )”

ครับ! ^^” เอเลนส่งยิ้มอย่างสดใสและสนุกสนานมาให้ ทำให้รีไวล์ที่แกล้งทำหน้าดุแต่ไม่ได้ผลต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจแทน สรุปก็คือเขาโดนเจ้าเด็กนี่ต้มซะสุกเลยสินะ

แล้วแกมาที่นี่ยังไง

อ๋อ โคนี่กับเจ้าบอสเอ่อ หมายถึงคุณอัลเฟร็ดเตรียมเฮลิคอปเตอร์เอาไว้ให้น่ะครับอ่อ นี่ร่วมขบวนการกันหมดเลยสินะ รีไวล์หรี่ตาลงมาคนข้างๆ คนให้เอเลนสะดุ้งหน่อยๆ แต่ก็ยังส่งยิ้มหวานมากลบเกลื่อนปกปิดความผิดตัวเองได้อย่างแนบเนียน


เย็นวันนั้นรถคาเฟ่ก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต ฮันจิที่รู้อยู่แล้วว่าเอเลนจะมาก็ต้อนรับพนักงานใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งเตรียมเตียงฝั่งขวาเอาไว้ให้เรียบร้อย รีไวล์อยากจะเตะเพื่อนขึ้นมาตะหงิดๆ หลังจากรับรู้เรื่องทั้งหมด และดูเหมือนร่างกายของเขาจะไปไวกว่าความคิด รู้ตัวอีกทีฮันจิจึงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นแล้ว แต่รีไวล์ก็ไม่ได้สนใจแถมยังลอยหน้าลอยตาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่างหาก

ตกลงที่รถเริ่มข้ามพรหมแดนของอิตาลีเพื่อไปฝรั่งเศสรีไวล์ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง ทำให้เขาต้องปิดหนังสือในมือลงก่อนจะเดินไปเปิดประตู

เอ่อคือ ผมขอคุยด้วยได้ไหมครับเอเลนยืนทำท่าเลิ่กลั่กอยู่ตรงหน้าประตูจนรีไวล์ต้องยกหัวคิ้วขึ้นแต่ก็หลบทางปล่อยให้อีกคนเดินเข้ามาข้างใน

มีอะไรรีไวล์ถามเข้าประเด็นทันทีเมื่อเอเลนนั่งเงียบไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรก็ตามที่เจ้าตัวบอกว่าต้องการคุยกับเขา

ผมอยากจะพูดให้เคลียกันตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยครับว่า เหตุผลหลักที่ผมมาอยู่ที่นี่ก็เพราะเฮย์โจว

ฉัน? ฉันทำไม

เพราะเฮย์โจว เอ่อเพราะเพราะว่า ผมชะ..ชอบ เฮย์โจวครับ…” เสียงของเอเลนเบาลงเรื่อยๆ ตามความยาวของประโยคจนเขาแทบไม่ได้ยิน แต่รีไวล์ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนดีและรับรู้ถึงความรู้สึกของอีกคนได้ทันทีจากริ้วแดงๆ บนใบหน้า

“…..” รีไวล์ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไปทำให้ใบหน้าที่แดงเรื่อเงยขึ้นมองเขาอย่างหวาดๆ ดวงตากลมโตสีมรกตสั่นไหว แต่แล้วสักพักเอเลนก็สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างคนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

รีไวล์เฮย์โจวผมชอบคุณครับ และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นคนต้นไป ผมจะเริ่มจีบคุณอย่างจริงจังและทำให้คุณต้องมาเป็นของผมให้ได้ โปรดเตรียมใจเอาไว้ได้เลยครับ!” เอเลนพูดพลางแย้มรอยยิ้มสดใสทั้งที่ใบหน้ายังคงแดงเรื่อ ทำให้รีไวล์ต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ แต่แล้วเขาก็กลับพบว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปใกล้อีกคนก่อนจะยกมือขึ้นลูบเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่นนั่นเบาๆ

แล้วฉันจะคอยดู

ครับ คอยดูผมเอาไว้เยอะๆ เลยนะครับ แล้วผมจะทำให้เฮย์โจวหันไปมองทางอื่นไม่ได้เลย!” 

หึๆรีไวล์หัวเราะออกมาน้อยๆ พลางยกยิ้มมุมปากกับคำพูดหมายมั่นของเด็กหนุ่มตรงหน้า 



แต่ตอนนี้เอเลนคงยังไม่รู้ตัวว่าสายตาของรีไวล์ไม่เคยละออกไปจากเด็กหนุ่มที่ชื่อ เอเลน เยเกอร์ เลยสักครั้ง ตั้งแต่เมื่อแสนนานมาแล้ว








——————————————————100%


มีคนเม้นว่าเฮย์โจวเป็นพวกสายซึน? ไรท์ก็เลยลองกลับไปอ่านดูที่ตัวเองแต่งแล้วก็พบว่า…ท่าจะจริงค่ะ! #หัวหน้าสายโหด กับ #เฮย์โจวสายซึน ชอบคนไหนมากกว่าคะ?

ส่วนไรท์ขอทั้งคู่ค่ะ อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนนน~~~ ฮาาาาา


ตอนต่อไปเราจะอยู่ฝรั่งเศสกันแล้ว จะพบจะเจอกับใครและจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ต้องรอติดตามกันต่อไปนะคะ ><~**


ปล. มีใครทายถูกบ้างไหมว่าประเทศแรกคืออิตาลี? ส่วนเมืองที่อยู่กันตอนต้นเรื่องคือ Venice นะคะ เมืองแห่งสายน้ำชัลลั๊ลลา~

ปลล. เผื่อมีใครสงสัยว่าขึ้นเหนือทำไมข้ามไปฝรั่งเศส เหตุผลไม่มีอะไรมากก็แค่เขาอยากไปกันค่ะ ฮาาาา (อย่าไปคิดมากเขาเดินทางตามความอยากกันค่ะ)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

91 ความคิดเห็น

  1. #91 Knn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 15:36

    กรี๊ดดดด

    #91
    0
  2. #89 Vivee1230 (@c4uCFWLwpv6gdwi) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 00:15
    ร้านชื่อรีเอล นี่คิดเลยนะ
    รีไวล์+เอเลน=รีเอล โฮกกกกกก
    #89
    1
    • #89-1 Teddy_BeBear (@fhaanna) (จากตอนที่ 3)
      18 พฤษภาคม 2562 / 01:33
      ฮุฮิ~ //แสยะ &#128527;
      #89-1
  3. #15 หัวห๊อมหอม (@chomcan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 01:19
    นึกว่าจะเป็นเรื่องซะแล้ว ดีแล้วที่คนที่จับตัวมาเป็นคุณบอสแบบนี้ ตอนต่อไปเอเลนจะเริ่มจีบเฮย์โจวแล้วสิ รออ่านเลยค่าา
    #15
    0
  4. #14 canyouhear (@canyouhear) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 13:24
    ซึนค่ะ
    #14
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #14-2 Teddy_BeBear (@fhaanna) (จากตอนที่ 3)
      4 กันยายน 2561 / 14:51

      สายซึนเขาบอกว่าเป็นผู้ชายน่ารัก(??)
      #14-2
  5. #13 canyouhear (@canyouhear) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 13:32
    ใครเอ่ย~~~~อย่าให้รู้นะว่าใครลักพาตัวเอเลนน่ะ
    #13
    0