(END)[Fic Attack on Titan] Dessert Menu คาเฟ่ขนส่งรัก (Levi x Eren)

ตอนที่ 14 : Recipe 13 : Halloween Pumpkin Pie (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    3 พ.ย. 61



Like a reflection on the mirror, it was me and it’s not me.


เช้าวันถัดมาผมมาถึงโรงพยาบาลในตอนเช้า แต่พอเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยผมก็กลับพบว่าอาร์มินได้มาเยี่ยมแจนก่อนผมได้สักพักแล้ว นี่อาร์มินตื่นกี่โมงกัน? ผมวางกล่องพายฟักทองเอาไว้ในห้องครัวเล็กที่อยู่ภายในห้องพักก่อนจะเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาของทั้งสองที่ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกว่าเมื่อวันก่อนมาก คุยกันได้ปกติแบบนี้แสดงว่ากลับมาคบกันแล้วใช่ไหมหรือยังไง?

พวกนายดูสนิทกันเร็วดีนะผมพูดขึ้นเมื่อเห็นแจนและอาร์มินคุยกันได้อย่างออกรสแถมแจนยังดูอารมณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อนเยอะเลยด้วย

โอโห ไม่คิดเลยว่าเจ้าลูกหมาจะขี้อิจฉาขนาดนี้~” แจนตอบกลับมาอย่างกวนประสาททำเอาผมที่อยากจะเริ่มคุยด้วยดีๆ เกิดมีอารมณ์อยากจะตั๊นหน้าคนป่วยขึ้นมาตะหงิดๆ

ไม่ใช่เว้ย! แล้วนายเรียกใครลูกหมาห๋า!” 

แกไง

ไอ้…!”

เอาล่ะครับ! ทั้งสองคน ที่นี่โรงพยาบาลนะครับ กรุณาอย่าส่งเสียงดังอาร์มินยกมือขึ้นแทรกห้ามระหว่างผมกับแจนที่กำลังจะฉะกันอีกรอบ ก็ใครใช้ให้เจ้าแจนมันกวนประสาทผมก่อนล่ะ ฮึ่ม!

ฮึ่ม!” ผมกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก แต่แจนกลับยกยิ้มแถมยังยักคิ้วอย่างกวนประสาทส่งมาให้ผมอีก เดี๋ยวก็ตั๊นหน้าจริงๆ ซะหรอก!

ว่าแต่เอเลน หัวหน้าไม่มาด้วยเหรอครับอาร์มินหันมาถามผมเมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นรีไวล์เฮย์โจว ผมจึงปรับอารมณ์ตัวเองให้เย็นลงก่อนจะตอบ

เฮย์โจวบอกมีธุระฉันเลยมาก่อนน่ะ

อ๋อแล้วเรื่องที่ผมขอให้ช่วยเมื่อวาน?” อาร์มินขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ ผมจึงชี้มือไปยังห้องเล็กข้างๆ เพื่อบอกว่าผมเอาไปเก็บไว้ให้แล้ว อาร์มินจึงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วกลับไปคุยกับแจนต่อ

แจนกินเค้กวันเกิดที่ผมเอามาให้รึยังครับ” 

ฉันลืมไปเลย!” แจนทำท่าตกใจอย่างคนเพิ่งนึกขึ้นได้ นี่อย่าบอกนะว่าตั้งแต่วันเกิดยังไม่ได้กินเลยนะ? นี่มันผ่านมาจะสามวันแล้วนะ ไม่ใช่เสียไปแล้วเหรอนั่น

ผมว่าแล้วเชียว ผมเก็บเอาไว้ให้ในตู้เย็นแล้วล่ะครับ แจนจะกินเลยไหมครับ เดี๋ยวผมจะเอาออกมาให้

กินๆ ขอโทษทีอาร์มิน ฉันก็ว่าจะกินแหละแต่ดันลืมซะก่อน

ไม่เป็นไรครับ ^^” อาร์มินส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินเข้าไปในห้องครัวเล็กด้านข้างเพื่อเอาเค้กออกมาให้แจน และพออาร์มินหายลับไปจากสายตาผมก็รีบถามคำถามที่ค้างคาใจอยู่กับแจนทันที

เฮ้แจน นี่นายคบกับอาร์มินแล้วเหรอดูจากความสนิทสนมของอาร์มินกับแจนในตอนนี้ผมคิดว่าทั้งสองคนคงตกลงคบกันแล้ว แต่ผมก็ยังต้องการคำยืนยันจากเจ้าตัวอยู่เพื่อความแน่ใจ แจนหันมามองหน้าผมและเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะส่ายหน้า

เปล่า พวกเราตกลงเป็นแค่เพื่อนกัน

หา!? แต่ว่าอาร์มินคิดกับนาย…!”

ครืดดดดด

เฮลโหลดาร์ลิ้ง~ ที่รักมาหาแล้วค่า~” ก่อนที่ผมจะทันได้พูดจบประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกเปิดออกโดยฝีมือของเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เสียงใสดังมาก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้ามาในห้อง เส้นผมสีบลอนทองพริ้วไหวไปถึงกลางหลัง ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตทอประกายสดใสอย่างหยอกล้อขณะริมฝีปากก็วาดรอยยิ้มกว้างยามที่แจนส่งยิ้มต้อนรับไปให้

บอกว่าให้มาเช้า แต่ดูนาฬิกาสินี่กี่โมงกี่ยามแล้วแจนบ่นแต่ริมฝีปากก็ยังยกยิ้มไม่เลิก เด็กสาวที่เข้ามาใหม่จึงเบะปากอย่างงอนๆ 

นี่เช้าของฉันแล้วค่ะ! ก็รู้อยู่ว่าฉันตื่นเช้าไม่ค่อยไหวยังจะบอกให้มาตอนเช้าอีก ชิ!” เด็กสาวสะบัดหน้าอย่างงอนๆ แต่พอเห็นว่ามีผมนั่งอยู่ด้วยในห้องเธอก็ทำท่าทางตกใจก่อนจะพงกหัวทักทายผมอย่างมึนงง

เอ่อสวัสดีค่ะ เพื่อนของแจนเหรอคะ?”

อ่า ใช่ครับ ผมเอเลน เยเกอร์เป็นสะ..เพื่อนกับแจนครับ ^^;” เกือบพูดคำว่าศัตรูไปแล้วไหมล่ะ

ไมลี่ ซัมเมอสันค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณเอเลน

เช่นกันครับ แล้วก็เรียกผมว่าเอเลนก็พอครับ

ได้ค่ะ เอเลน งั้นช่วยเรียกฉันว่าไมลี่ก็พอนะคะเด็กสาวที่เพิ่งรู้จักว่าชื่อไมลี่ส่งยิ้มหวานอย่างเป็นมิตรมาให้ผมจึงส่งยิ้มตอบกลับไปแล้วยื่นมือไปเช็คแฮนด์ทักทายด้วย

ครับ ไมลี่ว้าว! รอยยิ้มน่ารักชะมัด ผมคงต้องขอยอมรับเลยว่าเวลาไมลี่ยิ้มแล้วดูน่ารักจนทำเอาผมเกือบใจเต้นเลย ถ้ามันไม่ติดว่าผมใจเต้นกับใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากรีไวล์เฮย์โจวคนเดียว

มายล์ เรายังเคลียกันเรื่องเวลากันไม่จบเลยนะแจนส่งเสียงแทรกขึ้นทำให้ไมลี่หันขวับไปมองแจนอย่างค้อนๆ ที่ยังไม่ยอมจบเรื่องนั้น แต่พอเห็นรอยยิ้มขำๆ ของแจนเธอก็ยิ่งหน้าบูดบึ้งเข้าไปใหญ่

แจนอ่ะชอบแกล้ง! ทีหลังฉันจะไม่มาเยี่ยมอีกแล้ว! ชิ!” 

ฮ่าๆๆ ก็เธอชอบทำท่าทางให้น่าแกล้งเองทำไมล่ะ

ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยเถอะ! แจนน่ะโรคจิตชอบแกล้งคนอื่นเอง!”

ฮ่าๆๆๆ โอ๊ย! ตลก! จะหายใจไม่ทันอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆๆ

เออๆๆ! หัวเราะให้ตายไปเลยนะ!” แล้วไมลี่ก็ตีแจนเข้าให้ป้าปใหญ่จนคนขี้แกล้งต้องพยายามกลั้นขำสุดชีวิต

“…..” ผมมองภาพของทั้งสองคนที่หยอกล้อกันไปมาแล้วก็ได้แต่อับจนด้วยคำพูด เพราะแค่มองดูเฉยๆ ผมก็เริ่มเดาสถานะของทั้งสองคนออกแล้วโดยไม่ต้องรอให้เจ้าตัวคอนเฟิร์ม แต่ถึงผมจะพอเดาได้ผมก็ไม่กล้าพูดหรือถามมันออกไปอยู่ดีเพราะกลัวคำตอบที่ได้รับจะตรงกับที่ตัวเองคิดน่ะสิ!

โอะ! มีคนมาเพิ่มเหรอครับเสียงของอาร์มินที่ดังขึ้นทำให้ผมรีบหันขวับไปมองด้านหลังทันที แล้วก็เห็นอาร์มินเดินออกมาพร้อมกับนำเค้กและจานเล็กๆ ใส่ถาดเดินออกมาด้วย อาร์มินเอียงคอมองคนมาใหม่อย่างสงสัยทำให้ไมลี่เตรียมจะแนะนำตัวอีกรอบ แต่ก็โดนแจนชิงแนะนำเธอให้ตัดหน้าซะก่อน

นี่ไมลี่แฟนฉัน” 

“….!” ผมตกใจเมื่อได้ยินแจนประกาศสถานะของตัวเองกับไมลี่ออกมาอย่างชัดเจน และก็เริ่มกังวลแล้วด้วยว่าอาร์มินจะเป็นอะไรรึเปล่า แต่เมื่อผมหันกลับไปมองทางอาร์มินก็กลับพบว่าอาร์มินยังคงดูปกติดีแถมยังส่งยิ้มทักทายแฟนของแจนได้อย่างไม่มีสะดุดเลยด้วย

สวัสดีครับคุณไมลี่ ผมอาร์มินเป็นเพื่อนกับแจน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

ทางนี้ก็ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ ไม่เห็นแจนเคยบอกฉันเลยว่ามีเพื่อนน่ารักขนาดนี้อยู่ถึงสองคนเดี๋ยวๆๆ นะครับน่ารัก? ผม!? อย่างผมน่ะเขาเรียกว่าหล่อครับไม่ใช่น่ารัก ส่วนคำว่าน่ารักเขาเอาไว้ใช้สำหรับผู้หญิงอย่างไมลี่เท่านั้นแหละ

คุณไมลี่ก็น่ารักนะครับมากด้วย ^^” เอะ?

โห พูดซะฉันเขินเลยค่ะ~” เอะ? เอะ??

ตอนเขินก็ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่ จนทำเอาผมเกือบใจเต้นเลยล่ะครับ ^^” เอะๆๆ!?

อาร์มินเป็นพวกปากหวานสินะคะเอะ?…หะ…??

ผมจะปากหวานเฉพาะกับคนที่ถูกใจเท่านั้นแหละครับ ^^” …หือ?

.

.

.

ห๋าาาาาาาาาาาาาาาา!?!?!?!?!?!?!?

ทำไมจู่ๆ มันถึงกลายเป็นรายการอาร์มินกำลังจีบไมลี่ไปได้ล่ะ!? เอะ! นี่ผมพลาดอะไรไปรึเปล่า อาร์มินชอบแจนไม่ใช่เหรอ หรือว่าที่ผ่านมาผมจะเข้าใจผิดไปเอง? แต่ไม่ๆๆ! ไม่สิ อาร์มินเป็นคนบอกกับผมเองนี่นาว่ารักแจนเพราะฉะนั้นไม่มีทางที่ผมจะเข้าใจผิดไปเองอย่างแน่นอน แล้วทำไม…?

ผมมองทั้งสามคนในห้องสลับไปมาอย่างสับสนและเริ่มกังวล ว่าไอ้ความรักรูปสามเหลี่ยมของหนึ่งหญิงกับสองชายนี้มันจะจบลงอย่างไรกันแน่



———————————————20%


ภายในห้องมีบรรยากาศแปลกๆ จนผมอยากจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้แต่ก็กังวลกับท่าทีของอาร์มินจนไม่อาจทำอย่างที่ใจคิดได้ ตั้งแต่รู้จักกันมาผมเคยเห็นอาร์มินออกเดทอยู่สองสามครั้ง แต่ทั้งหมดนั้นฝ่ายหญิงเป็นคนเรียกร้องเองและอาร์มินก็แค่ทำหน้าที่สุภาพบุรุษที่ดีโดยออกไปตามคำชวนของหญิงสาวเหล่านั้นเท่านั้น แต่พอฝ่ายหญิงสารภาพรักทีไรอาร์มินก็จะปฏิเสธไปทุกครั้ง จนถึงปัจจุบันผมจึงยังไม่เคยเห็นอาร์มินมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักทีรวมถึงไม่เคยเห็นจีบใครก่อนเลยด้วย แต่ดูจากท่าทีของอาร์มินตอนนี้แล้ว นี่มันอาร์มินเวอร์ชั่นอัพเกรดแบบที่ผมไม่เคยเห็นชัดๆ!

ทำไมจู่ๆ อาร์มินต้องพูดเหมือนกำลังจีบไมลี่ด้วย? ปกติอาร์มินไม่เคยพูดคุยในลักษณะนี้กับผู้หญิงคนไหนนิ อ่าผมรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ยังไงก็ไม่รู้

เค้ก? คัพเค้ก? น่ากินจังเลยค่ะ! ของอาร์มินเหรอคะไมลี่ถามอาร์มินพลางมองเจ้าเค้กวันเกิดของแจนตาเป็นประกาย ผู้หญิงกับขนมหวานเป็นของคู่กันสินะ

เค้กวันเกิดแจนน่ะครับ คุณไมลี่ก็มาทานด้วยกันสิครับอาร์มินพูดเชิญชวนพลางยิ้ม

ด้วยความยินดีเลยค่ะ!” 

เฮ้! นั่นเค้กวันเกิดฉันนะ อย่าแบ่งกินกันเองเซ่!” แจนโวยวายขึ้นมาเมื่ออาร์มินกับไมลี่ดูจะตัดแบ่งกินเค้กกันอยู่สองคนโดยไม่สนใจเจ้าของเค้ก อาร์มินจึงต้องตัดเค้กแบ่งเจ้าของด้วย แต่แบ่งไปให้นิดเดียวโดยให้เหตุผลว่ากินเยอะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

บรรยากาศภายในห้องเหมือนจะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่าแต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความอึดอัดในชั้นบรรยากาศยังไงไม่รู้ อาร์มินก็ดูจะใส่ใจไมลี่เป็นพิเศษส่วนแจนก็คอยขัดอยู่เรื่อยไม่รู้เพราะหึงไมลี่ที่คุยสนุกอยู่กับอาร์มินหรือว่าตรงกันข้ามกันแน่

เอ่อเดี๋ยวฉันขอออกไปโทรหาเฮย์โจวก่อนนะ เพราะน่าจะเสร็จธุระแล้วผมอ้างเหตุผลเพื่อออกมาจากห้องซึ่งอาร์มินก็ไม่ได้สงสัยอะไรและเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น ผมจึงถือออกจากเดินออกมาจากห้องอันน่าอึดอัดนั้นได้สำเร็จ

เฮ้ออออออผมถอนหายใจออกมาระหว่างทางเดินของโรงพยาบาลเพื่อหามุมสงบๆ นั่งพักสักหน่อย แต่ก่อนที่ผมจะได้เจอมุมสงบผมก็พบกับบุคคลที่บอกว่ามีธุระเมื่อเข้านี้ซะก่อน

เฮย์โจว!” ผมร้องเรียกเมื่อรีไวล์เฮย์โจวกำลังจะเดินผ่านหัวมุมทางเดินตรงหน้าไป เฮย์โจวจึงหันกลับมามองผมพลางยืนนิ่งรอให้ผมเดินไปหา

ทำไมแกมาอยู่ตรงนี้?”

ผมออกมาเดินเล่นนิดหน่อยน่ะครับ

เดินเล่น?”

ไม่มีอะไรหรอกครับ ว่าแต่เฮย์โจวทำธุระที่ว่าเสร็จแล้วเหรอครับผมบอกปัดไปเพราะไม่อยากต้องเล่าถึงบรรยากาศอันน่าอึดอัดภายในห้องที่เพิ่งพบเจอมา

อืม

แล้วเมื่อกี้เฮย์โจวกำลังจะไปไหนครับ?” ผมถามเพราะทางที่รีไวล์เฮย์โจวจะเดินไปเมื่อกี้ไม่ใช่ทางเดินไปยังห้องของแจนอย่างแน่นอน

ตามมารีไวล์เฮย์โจวมองหน้าผมนิดๆ ก่อนจะบอกให้ผมตามไป

เอะ? ผมไปด้วยได้เหรอครับ จะไม่เป็นการรบกวนเฮย์โจวใช่ไหมครับผมถามเพื่อความแน่ใจ เพราะดูท่าแล้วเฮย์โจวน่าจะไปทำธุระอะไรบางอย่างต่อ และการพาผมไปด้วยอาจไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่รีไวล์เฮย์โจวก็ทำเพียงแค่หันมามองผมนิ่งๆ โดยไม่ตอบคำถามใดๆ เท่านั้น อืมเงียบแบบนี้แสดงว่าไม่เป็นไรสินะ

ผมสรุปกับตัวเองในใจแล้วก็เดินเคียงข้างกับรีไวล์เฮย์โจวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเรามาหยุดอยู่หน้าห้องๆ หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้องทำงานรีไวล์เฮย์โจวก็ผลักประตูเปิดออกเลยโดยไม่มีการเคาะขออนุญาตเจ้าของห้องก่อน เข้าไปตามอำเภอใจแบบนี้มันจะดีเหรอครับ!?

มาแล้วเหรอรีโอ้ว! เอเลนก็มาด้วยเหรอฮันจิซังที่นั่งอยู่ภายในห้องหันมาเจอหน้าผมก็ส่งยิ้มมาให้อย่างตอนรับ ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดนึงที่ไม่ได้มาเป็นตัวเกะกะอย่างที่คิด 

ครับ พอดีผมบังเอิญเจอกะแม่!?!?!?” ผมที่กำลังตอบกลับฮันจิซังตะโกนเสียงดังขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนคุ้นเคยนั่งรวมอยู่ภายในห้องด้วย

เอเลน ไม่เจอกันแป๊ปเดียวลูกดูโตขึ้นนะจ๊ะแม่ส่งยิ้มมาให้ผมที่กำลังตกใจจนอ้าปากค้าง ผมจึงรีบเดินไปหาแม่ด้วยความสับสนที่ยังไม่ได้รับการแถลงไข

แม่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันครับ แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่โทรบอกผมก่อนล่ะครับผมจะได้ไปรับ แล้วนี่แม่มาจากสนามบินยังไงครับ นั่งแท็กซี่มาหรือว่า…”

เดี๋ยวๆ ก่อนลูก! เอเลน เราใจเย็นๆ ก่อนนะ ถามมารัวขนาดนี้จะให้แม่ตอบคำถามไหนของเราก่อนดีล่ะแม่ส่งยิ้มมาให้ผมอย่างใจเย็น ผมจึงหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อสงบจิตสงบใจของตนเอง

ขอโทษครับ ผมตื่นเต้นมากไปหน่อย

ตื่นเต้นที่ได้เจอแม่เหรอ

ใช่สิครับ จู่ๆ แม่ก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าผมแบบนี้จะไม่ให้ผมตื่นเต้นได้ยังไงผมพูดแล้วโอบมือกอดแม่ด้วยความคิดถึง ผมไม่ได้เจอแม่มากี่เดือนแล้วนะ ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นผมก็เริ่มออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ช่วงขึ้นมหาวิทยาลัยทำให้เวลาที่ได้เจอกับแม่ลดน้อยลงมากจากที่ปกติก็น้อยอยู่แล้วเพราะงานของแม่ที่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่ผมก็ไม่เคยบ่นเกี่ยวกับงานที่ขโมยเวลาของแม่ไปจากผมหรอกนะ เพราะผมรู้ดีว่าแม่รักงานนี้ แล้วผมก็รู้ดีว่าแม่จะพยายามหาเวลามาเจอผมเสมอเมื่อว่าง และเราก็ติดต่อกันตลอดแม้เวลาที่ไม่ได้เจอกัน

ผมกับแม่เราสนิทกันมาก เหมือนเพื่อนสนิทมากกว่าจะเป็นแม่ลูกกัน ผมคุยกับแม่ได้ทุกเรื่องแม้จะเป็นเรื่องที่ปกติคนอื่นเขาจะไม่เอาไปปรึกษาพ่อแม่กัน แต่ผมไม่เคยคิดจะปิดบังเรื่องไหนกับแม่เพราะฉะนั้นผมจึงเล่าทุกเรื่องให้แม่ฟังตลอดอย่างไม่มีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ เลย

แล้วตกลงแม่มาสวิสเซอร์แลนด์ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงผมถามหลังจากเราผละออกจากอ้อมกอดแล้วนั่งลงคุยกันดีๆ แล้ว

แม่เพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เองจ๊ะ แล้วรีไวล์ซังเขาก็ไปรับแม่มาที่นี่น่ะ

งั้นธุระที่ว่า…?” ผมหันขวับไปมองรีไวล์เฮย์โจวซึ่งเฮย์โจวก็พยักหน้าให้เป็นการยืนยัน

อืม

แล้วทำไมเฮย์โจวไม่บอกผมล่ะครับ ผมจะได้ไปรับแม่ด้วยผมพูดพลางเบะปากนิดๆ เพราะรู้สึกน้อยใจที่เฮย์โจวไม่ยอมบอกผมก่อน ผมจึงอดไปรับแม่ที่สนามบินเมื่อเช้านี้

“…..” รีไวล์เฮย์โจวไม่ได้พูดแก้ตัวใดๆ กลับมาทำเอาอารมณ์น้อยใจของผมยิ่งมีเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ผมก็ถูกเสียงหัวเราะคิกคักของคนข้างๆ ดึงความสนใจออกไปจากความรู้สึกนั้น

คิกๆ ขี้น้อยใจจริงๆ นะเราน่ะ รีไวล์ซังเขาก็แค่อยากจะเซอร์ไพร้เราเท่านั้นเอง แล้วอีกอย่างแม่ก็มีเรื่องต้องปรึกษากับคุณหมอและฮันจิซังก่อนด้วย

จริงเหรอครับ…” ผมหันหน้ากลับไปถามรีไวล์เฮย์โจวอีกครั้งแต่เฮย์โจวก็ยังคงเงียบแล้วละสายตาหันหน้าหนีผมไปทางอื่น ทำไมเวลาแบบนี้เฮย์โจวต้องชอบเงียบตลอดเลยนะ แต่เห็นแก่ใบหูแดงๆ นั่นครั้งนี้ผมจะยอมยกโทษให้ก็ได้ (*'ω'*)

แปะ!

เอาล่ะ! พวกข้าวใหม่ปลามันตรงนั้นหยุดปล่อยรังสีเลิฟๆ กันได้แล้ว! เราจะได้มาเข้าเรื่องที่เราต้องมาปรึกษาหารือกันจริงๆ สักทีฮันจิซังตบมือเสียงดังเรียกความสนใจของทุกคนไปหยุดอยู่ที่เธอ ผมซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยว่านี่มันคือการปรึกษาหารือเรื่องอะไรกันจึงได้แต่นั่งเก็บความสงสัยเอาไว้กับตัวเงียบๆ เมื่อคนอื่นเริ่มทำใบหน้าจริงจังกัน ขอถามอีกครั้งที่ผมมาอยู่ที่นี่ดีแล้วใช่ไหม?

หลังจากฮันจิซังพูดจบการหารือเกี่ยวกับเรื่องอาการป่วยของแจนก็เริ่มต้นขึ้น ผมนั่งฟังอย่างรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดแทรกหรือถามอะไรออกไป เพราะทุกคนคุยกันด้วยภาษาทางการแพทย์ที่ผมไม่เข้าใจแถมบรรยากาศภายในห้องยังดูจริงจังมากจนผมไม่กล้าออกความเห็นใดๆ อีก แต่แล้วเมื่อคุณหมอเจ้าของไข้แจนอธิบายอาการทั้งหมดจบ ผมก็ต้องตกใจจนเผลอส่งเสียงร้องออกมากับคำพูดต่อมาของคุณหมอ

แต่ผมยังยืนยันคำเดิมว่าผมไม่แนะนำให้แจนเข้ารับการผ่าตัดครับ

เอะ!?” ทุกคนดูไม่ตกใจกันเลยหลังจากได้ยินคุณหมอพูดแบบนั้นเหมือนรับรู้กันอยู่แล้ว มีเพียงผมคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยและตกใจกับคำพูดนั้นของคุณหมอ ทำไมล่ะ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณหมอต้องคัดค้านเรื่องการผ่าตัดของแจนด้วย

ฉันเข้าใจเรื่องที่คุณหมอกังวลนะ แต่เพราะแบบนั้นดอกเตอร์เยเกอร์ถึงได้มาอยู่ที่นี่ไงล่ะฮันจิซังพยายามพูดเกลี่ยกล่อมแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผล

การผ่าตัดแบบไม่ใช้ยาสลบมันก็มีขีดจำกัดครับ ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจดอกเตอร์เยเกอร์นะครับ แต่ไม่ว่าวิสัญญีแพทย์จะมีฝีมือเก่งกาจแค่ไหน การผ่าตัดของแจนในครั้งนี้มันก็มีความเสี่ยงเกินไปหากไม่ใช้ยาสลบครับคุณหมอพูดอย่างมีเหตุมีผล ทำเอาผมที่อยากจะแย้งพูดอะไรไม่ออก ผมไม่รู้ว่าขอบเขตของการใช้ยาสลบในการผ่าตัดกับไม่ใช้มันมีมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมคงไม่สามารถโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แต่ว่าถึงผมจะไม่รู้ผมก็สามารถเข้าใจได้ว่าการจะรักษาแจนการเข้ารับการผ่าตัดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ใช้ยาสลบนิคะ ^^” แม่ของผมพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม แต่ทำเอาคุณหมอเจ้าของไข้หันขวับไปมองด้วยความตกใจรวมถึงผมด้วย แต่แจนแพ้ยาสลบนะ! แล้วแม่ผมจะให้ยาสลบกับแจนระหว่างการผ่าตัดได้ยังไงเนี่ย!?

หมายความว่ายังไงครับดอกเตอร์เยเกอร์คุณหมอถามแม่ผมด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังกว่าเดิมทำเอาผมลอบกลืนน้ำลายดังอึ๊ก แต่แม่ผมกลับไม่สะทกสะท้านใดๆ แล้วอธิบายสูตรทางเคมีอะไรก็ไม่รู้ให้กับคุณหมอฟังอย่างละเอียด แล้วก็ดูเหมือนคุณหมอจะเข้าใจด้วยนะ แต่ผมงงอ่ะ!

สรุปก็คือถ้าเราสามารถหาสาเหตุอาการแพ้ของคนไข้ได้เราก็จะสามารถหลีกเลี่ยงอาการแพ้ยาสลบของคนไข้ระหว่างการผ่าตัดได้อย่างไม่มีปัญหาค่ะแม่ของผมพูดสรุปแบบที่คนอย่างผมยังสามารถเข้าใจได้ ถึงไม่รู้ว่าแม่จะใช้วิธีการแบบไหน แต่ผมก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาแล้ว

อาการแพ้ของแจนเกิดขึ้นอย่างกะทันหันครอบครัวหรือคนใกล้ตัวก็ไม่มีใครมีประวัติการแพ้ยาสลบมาก่อน และตัวแจนเองก็ไม่มีภาวะเสี่ยงในการจะแพ้ยาสลบเลยด้วย เพราะฉะนั้นดอกเตอร์เยเกอร์จึงมีความเห็นว่าเราจะสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้หากเราหาสาเหตุของอาการแพ้พบฮันจิซังช่วยพูดสนับสนุนอีกแรง คุณหมอจึงทำท่าคิดอยู่สักพัก แต่สุดท้ายก็ยังคงส่ายหน้า

ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วยครับ

คุณหมอคะ ตอนนี้แจนอายุยังน้อย ภูมิต้านทานรวมถึงสุขภาพพื้นฐานสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างไม่มีปัญหา แล้วอีกอย่างการผ่าตัดครั้งนี้ไม่ใช่เคสที่ยากอะไร ฉันจึงมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคุณหมอถึงได้คัดค้านขนาดนี้เลยค่ะคำพูดของแม่ทำให้คุณหมอเงียบไปสักพัก คุณหมอจ้องตากับแม่ผมเงียบๆ แต่สุดท้ายเมื่อแม่ผมยังคงมองจ้องตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ คุณหมอจึงถอนหายใจก่อนจะเริ่มพูดขึ้น

เคสผ่าตัดนี้ไม่ใช่เคสที่ยากก็จริง แต่เรื่องหัวใจของคนไข้ก็น่าเป็นห่วง

“…..” แม่ของผมยังคงไม่พูดอะไรและรอให้คุณหมอพูดต่อ 

และที่สำคัญเลยก็คือคนไข้ไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัดครับ และผมที่เป็นหมอคงช่วยอะไรไม่ได้หากคนไข้ไม่ยินยอม

“…..” ผมเข้าใจ เข้าใจดีเลยล่ะ เพราะจนปัจจุบันแจนก็ยังปฏิเสธการรักษาทุกอย่างยกเว้นเพียงแต่กินยาตามหมอสั่งเท่านั้น แต่เพียงแค่นั้นมันไม่เพียงพอรักษาอาการป่วยของแจนในตอนนี้ให้หายได้หรอก ถ้าคนไข้ไม่ยินยอมรับการรักษาคนเป็นหมอก็คงบังคับอะไรไม่ได้สินะ

ขอฉันถามได้ไหมคะว่าทำไมคนไข้ถึงไม่ยินยอมเข้ารับการผ่าตัดแม่ถามอย่างตรงไปตรงมาและมีสายตามุ่งมั่นอย่างต้องการคำตอบ คุณหมอจึงลังเลเล็กน้อยแต่ก่อนที่คุณหมอจะได้ตอบอะไรเสียงประกาศกับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็ขัดจังหวะทุกสิ่งให้หยุดชะงัก

ครับครับ เข้าใจแล้วครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้คุณหมอวางสายจากคนที่โทรมาแล้วรีบมุ่งหน้าออกไปจากห้องด้วยความรวดเร็ว ทำให้พวกผมที่เหลืออยู่ภายในห้องได้แต่มองหน้ากันด้วยความงุนงงแต่ก็รีบตั้งสติแล้ววิ่งตามคุณหมอออกไปในเวลาไม่นาน

ครืดดดด!

อาร์มินๆ! เฮ้! อาร์มิน!!” เสียงตะโกนของแจนดังออกมาถึงหน้าห้อง ผมที่ได้ยินแจนร้องตะโกนเรียกชื่ออาร์มินด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกก็พลอยมีความรู้สึกไม่ดีไปด้วย แล้วยิ่งพอได้เห็นอาร์มินที่นอนหายใจอย่างขาดห้วงอยู่ในอ้อมแขนของแจนบนพื้นความตระหนกก็ทำให้แผ่นหลังจนไปถึงปลายเท้าของผมรู้สึกเย็นเฉียบ

“…!!!” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจและได้แต่ยืนอยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูกระหว่างที่คุณหมอเป็นคนเข้าไปดูอาการของอาร์มินโดยมีคุณพยาบาลคอยช่วยอยู่ข้างๆ

เกิดอะไรขึ้นครับคุณหมอเงยหน้าขึ้นถามแจนระหว่างที่ช่วยให้อาร์มินหายใจได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ฉะ ฉันก็ไม่รู้ จู่ๆ อาร์มินก็เริ่มไอแล้วบอกว่าหายใจไม่ออก แล้ว แล้ว…” แจนดูจะตื่นตระหนกจนพูดออกมาได้ไม่เป็นประโยค แต่จากเท่าที่ได้ยินผมก็มองไปยังสิ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุบนโต๊ะทันที

อาร์มินกินเจ้านี่เข้าไปรึเปล่าผมถามแทรกขึ้นทำให้ทุกคนในห้องหันมามองหน้าผมกันหมด ผมชี้ไปยังสิ่งที่วางเหลืออยู่บนโต๊ะทุกคนจึงหันไปมองตามก่อนแจนจะเป็นคนพยักหน้าตอบ

ชะ ใช่ ทำไม…!”

พรึบ!!

แล้วนายก็ปล่อยให้อาร์มินกินมันงั้นเหรอ!!” ผมดึงคอเสื้อของแจนขึ้นแล้วตะโกนเสียงดังด้วยความโมโห แจนที่ตอนแรกงุนงงกับการกระทำของผมจึงเริ่มโมโหตาม

เออ! มันก็แค่พายฟักทองไม่ใช่ยาพิษแกจะโมโหทำไมวะ!” ผมล่ะอยากจะชกแจนจริงๆ หลังจากได้ยินแจนพูดออกมาแบบนั้น ใครบอกว่าคนไม่รู้ย่อมไม่ผิด? แต่ที่ผมเห็นเนี่ยไอ้หมาโง่ตรงนี้มันผิดเต็มๆ เลยเว้ย!

ก็เพราะอาร์มินแพ้ฟักทองน่ะสิไอ้โง่!!!” ผมผลักแจนออกอย่างแรงทำให้แจนที่มัวแต่ตกตะลึงกับคำตอบของผมอยู่ล้มตัวลงนอนราบอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ผมไม่สนใจแจนอีกไม่ว่าไอ้หมาโง่นั่นจะตกใจหรือรู้สึกผิดมากแค่ไหนแล้วหันกลับไปสนใจอาร์มินที่ถูกใส่เครื่องช่วยหายใจเรียบร้อยแล้ว

ช่วยย้ายคนไข้ไปที่ ICU แล้วก็เตรียม Epinephrine ให้ผมด้วยครับคุณหมอที่ดูจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไรหันไปบอกเหล่าบุรุษพยาบาลที่เข้ามาช่วยเคลื่อนย้ายอาร์มินทันที ผมจึงกำลังจะเดินตามทุกคนออกไปด้วยแต่ก็โดนใครบางคนคว้าแขนเอาไว้ซะก่อน

หมับ!

ฉัน…” แจนบีบแขนหยุดผมเอาไว้แน่นแต่ก็ไม่ยังยอมพูดอะไรออกมาเหมือนกำลังพยายามเรียบเรียงความคิดตัวเองอยู่ แต่อารมณ์ของผมตอนนี้มันไม่ได้เย็นพอจะหยุดนิ่งรอให้อีกคนได้ใช้ความคิดเสร็จเพราะผมอยากรีบตามออกไปดูอาร์มินให้เร็วที่สุด

หมับ!

หุบปากแล้วตามมาเงียบๆ ซะก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจอัดนายตรงนี้” 

“…..” แจนไม่ตอบและทำเพียงแต่พยักหน้ารับเงียบๆ ผมจึงปล่อยมือที่บีบแขนแจนกลับแล้วเดินเร็วๆ ออกไปจากห้องนั้นทันที


หน้าห้อง ICU ดูจะวุ่นวายกันอยู่สักพักแต่แล้วในที่สุดอาการของอาร์มินก็คงที่พอจะให้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษได้ผมจึงโล่งอกเป็นอย่างมากแม้อาร์มินจะยังไม่ฟื้นเพราะยานอนหลับก็ตาม ดีแล้วที่อาร์มินไม่ได้กินเข้าไปเยอะและถึงมือหมออย่างรวดเร็ว ไม่งั้นอาการคงแย่กว่านี้เพราะโรคภูมิแพ้ฟักทองของอาร์มินน่ะรุนแรงมากจนขนาดเมื่อก่อนแค่ได้กลิ่นบางทียังมีอาการเลย ถึงทุกวันนี้จะดีขึ้นเยอะแล้วก็เถอะ

ผมเดินถือกาแฟร้อนในมือเข้าไปในห้องพิเศษที่อาร์มินโดนย้ายมา แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบเห็นคนที่ไม่คาดคิดยืนอยู่ในห้องด้วยกันกับรีไวล์เฮย์โจว

ไมลี่?” เสียงของผมทำให้หญิงสาวภายในห้องที่กำลังคุยอยู่กับรีไวล์เฮย์โจวหันมามองทางผม ไมลี่ส่งยิ้มน้อยๆ มาให้แต่ก็มีความกังวลอยู่ด้วยทำให้รอยยิ้มนั้นไม่สดใสอย่างเคย ผมจึงเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับยื่นแก้วกาแฟร้อนให้กับรีไวล์เฮย์โจว

ทำไมไมลี่มาอยู่ที่นี่ล่ะครับ ผมคิดว่าไมลี่จะอยู่กับแจนซะอีกจริงอยู่ที่ผมโกรธแจนมากแต่ผมก็รู้ว่าตอนนี้แจนกำลังทั้งกังวลและรู้สึกผิดมากเหมือนกัน แจนตอนนี้ต้องการคนอยู่ข้างๆ และคนๆ นั้นก็ควรจะเป็นไมลี่ที่เป็นแฟนของแจน แต่ทำไมตอนนี้เด็กสาวถึงได้มายืนอยู่ข้างเตียงอาร์มินด้วยสีหน้ากังวลแบบนี้ล่ะ

คุณฮันจิกำลังคุยกับแจนอยู่น่ะคะ ฉันก็เลยมาเยี่ยมอาร์มินไมลี่พูดพลางหันไปมองทางอาร์มินที่หลับอยู่ด้วยสีหน้ากังวล ผมจึงส่งยิ้มไปให้กับเด็กสาวตรงหน้าได้สบายใจ

แจนแค่แพ้ฟักทองเท่านั้นครับ ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว ไมลี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ

ค่ะแต่ไม่คิดเลยนะคะว่าอาร์มินจะยังกินเข้าไปทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ฟักทองคำพูดของไมลี่ทำให้ผมรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่าง ผมจึงถามออกไปในทันที

อาร์มินกินเข้าไปเองเหรอครับ?” ผมรู้สึกติดใจเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เพราะปกติอาร์มินจะระวังตัวมากเพราะรู้ว่าตัวเองแพ้ฟักทองขนาดไหน แต่คราวนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นเป็นพายฟักทองก็ยังกินมันเข้าไปอีก

ค่ะ ตามแผนฉันต้องเป็นคนป้อนอาร์มิน แต่ดูเหมือนว่าแจนจะหึงมากเลยดึงส้อมฉันไปป้อนอาร์มินซะเอง แล้วอาร์มินก็ดูจะดีใจมากจนอาจจะลืมไปว่าตัวเองแพ้…”

เดี๋ยวๆ นะครับ! ตามแผน…? แผนอะไรกันครับ?” ผมยกมือขึ้นขัดตอนไมลี่กำลังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ไมลี่เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมอย่างงงๆ

แผนที่อาร์มินวางเอาไว้จะทำให้แจนตกหลุมรักไงคะ เอะ? นี่เอเลนไม่รู้เรื่องแผนนี้มาก่อนหรอกเหรอคะ?” ไมลี่เอียงคอมองหน้าผมอย่างสับสน แต่ผมสิที่เป็นคนควรที่จะสับสนที่สุด!

ไม่ครับ ผมไม่รู้ แล้วแผนที่จะทำให้แจนตกหลุมรักทำไมไมลี่ที่เป็นแฟนกับแจนถึงได้รู้แผนการนี้แล้วยอมร่วมมือกับอาร์มินด้วยล่ะครับ” 

หา? ฉันไม่ได้เป็นแฟนกับแจนนะคะ” 

เอะ? ไม่ได้เป็น!? แต่แจนบอกเองว่าไมลี่เป็นแฟนนิครับ

ค่ะ ไม่ได้เป็น แต่ที่แจนพูดแบบนั้นเป็นเพราะข้อตกลงที่พวกเราทำเอาไว้เพื่อเป็นกันชนให้กันเองน่ะค่ะ แล้วอีกอย่างแจนชอบผู้ชายส่วนฉันก็ชอบผู้หญิง ไม่มีทางที่พวกเราจะมาเป็นแฟนกันจริงๆ ได้หรอกค่ะ

“…..”

“….?”

หาาาาาาา!!!!” ผมตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจหลังจากอธิบายของไมลี่จบ แต่ชิ้นส่วนเรื่องราวที่ขาดหายก็เริ่มปะติดปะต่อกันในหัว ไอ้การหายตัวไปทั้งวันหลังจากฝากให้ผมทำพายฟักทองให้ก็เพื่อออกไปวางแผนกับไมลี่งั้นเหรอ!? แล้วอาร์มินไปรู้จักกับไมลี่ได้ยังไง ขนาดผมอยู่ที่นี่มานานก่อนอาร์มินผมยังเพิ่งรู้จักกับไมลี่เมื่อเช้านี้เอง อาร์มินจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!

ไมลี่ขอตัวกลับก่อนหลังจากนั้นไม่นานเพราะมีนัดสำคัญที่เลื่อนไม่ได้ ผมจึงบอกกับไมลี่ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอาร์มินและจะส่งข้อความไปหาเมื่ออาร์มินฟื้นแล้ว เด็กสาวเลยยอมกลับไปตามนัดจากที่ตอนแรกจะยอมยกเลิกนัดแล้วมานั่งเฝ้าอาร์มินกับผมด้วย ทั้งห้องตอนนี้จึงเลือกเพียงผมกับรีไวล์เฮย์โจวที่นั่งเฝ้ารอดูอาการอาร์มินอยู่ ผมหันไปมองรีไวล์เฮย์โจวที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งดูไม่ได้ตกใจเลยตอนที่ไมลี่เฉลยแผนการให้ฟัง

เฮย์โจวรู้อยู่แล้วเหรอครับว่าอาร์มินวางแผนอะไรเอาไว้ผมถามรีไวล์เฮย์โจวจึงหันหน้ามามองผมก่อนจะตอบ

เปล่า

แล้วทำไมเฮย์โจวถึงได้ดูไม่ตกใจเลยตอนที่ไมลี่เล่าความจริงให้ฟังล่ะครับผมมองจ้องรีไวล์เฮย์โจวอย่างต้องการคำตอบ เฮย์โจวที่เงียบไปหลังจากผมถามจบจึงได้เปิดปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันไม่รู้ว่าเจ้าเด็กอาร์มินวางแผนอะไรเอาไว้ แต่ฉันรู้ว่าต้องมีแผนบางอย่างแน่

ได้ยังไงครับ?”

ฉันบอกแล้วว่าแกยังไม่รู้จักเพื่อนสนิทของแกดีพอ แล้วแกคิดว่าทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงได้ฝากแกทำพายฟักทองทั้งที่ตัวเองเป็นภูมิแพ้ฟักทอง?” รีไวล์เฮย์โจวตั้งคำถามผมกลับ แต่มันดันเป็นคำถามที่ผมยังคิดไม่ตกจนกระทั่งถึงตอนนี้ นั่นน่ะสิ ถ้าจะทำเอาใจแจนมันก็มีอีกตั้งหลายอย่างและไม่จำเป็นต้องเป็นพายฟักทองก็ได้ แต่ทำไมอาร์มินถึงได้เจาะจงเลือกพายฟักทองกันนะ? จะบอกว่าแจนชอบฟักทองมันก็ไม่ใช่สักหน่อย

ผมครุ่นคิดถึงคำถามของรีไวล์เฮย์โจวอย่างหนัก แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงผมก็หาเหตุผลในตัวเลือกครั้งนี้ของอาร์มินไม่ได้เลย และระหว่างที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นเสียงก๊อกแก๊กที่ดังขึ้นหน้าห้องก็ดึงความสนใจของผมให้ต้องหันไปมองทางประตู

แกอยู่นี่” 

ครับ?” ผมไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน แต่ผมก็ไม่ได้เดินตามรีไวล์เฮย์โจวออกไปจากห้องแม้จะอยากรู้ว่าเฮย์โจวออกไปพบใครกันแน่ แต่คำถามที่ติดอยู่ในหัวเรื่องทำไมอาร์มินต้องเจาะจงเลือกพายฟักทองก็เอาชนะความอยากรู้อยากเห็นของผมไปได้อย่างง่ายๆ เลย อืมทำไมต้องพายฟักทอง?


ขณะเดียวกันด้านหน้าห้องพักพิเศษได้มีสองบุคคลกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ คนหนึ่งคืออดีตหัวหน้าทหารที่ปัจจุบันทำงานเป็นปาติซิเย่ ส่วนอีกคนเป็นแค่นักเรียนม.ปลายที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ป่วยที่เข้ามาแอดมิทภายในโรงพยาบาล บรรยากาศหน้าห้องดำเนินไปอย่างกระอักกระอ่วนเพราะไม่มีใครพูดอะไรออกมา และก่อนที่บรรยากาศอันบีบคั้นจะทำให้ใครบางคนต้องกระอักตายนักเรียนม.ปลายที่สวมชุดผู้ป่วยก็เป็นคนเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน

เอ่ออาร์มินเป็นยังไงบ้างครับหัวหน้าแจนรวบรวมความกล้าและถามออกไปอย่างตรงประเด็น แต่หัวหน้าที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูกลับไม่ได้ตอบคำถามของเขาแล้วเริ่มออกเดิน

ตามมา

ห๋า? เอ่อครับแจนอยากจะถามกลับไปว่าไปไหนแล้วทำไมเขาต้องตามไปด้วย แต่ว่าพอเห็นสีหน้าและแววตาที่อีกคนส่งมาเขาก็พูดได้เพียงคำว่าครับและเดินตามอีกคนไปเงียบๆ เท่านั้น

รีไวล์พาแจนเดินมานั่งที่ม้านั่งภายในโรงพยาบาลไม่ห่างจากห้องพักพิเศษของอาร์มินมากนัก แต่ก็ยังคงปิดปากเงียบไม่พูดอะไรออกมาจนแจนเริ่มอึดอัดและทำตัวไม่ถูก แต่ไม่นานหลังจากนั้นความอึดอัดก็ได้สลายหายไปกลายเป็นความรู้สึกผิดเข้ามาแทนที่เมื่อเจอกับคำถามของรีไวล์

แกไปยืนทำอะไรหน้าห้องรีไวล์ถามโดยไม่ได้หันไปมองคนนั่งข้างๆ แม้แต่น้อย แต่ถึงเขาไม่หันไปมองเขาก็รับรู้ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังรู้สึกเช่นไร

ผม…” แจนพูดได้แค่นั้นแล้วก็พูดอะไรไม่ออกอีก ทุกอย่างมันจุกอยู่ในลำคอแต่เขาไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ เขาอยากเข้าไปเยี่ยมอาร์มินอยากเห็นกับตาตัวเองว่าอาร์มินเป็นยังไงบ้าง อยากรับรู้ว่าข้อความที่คนอื่นบอกมาว่าอาร์มินไม่เป็นอะไรแล้วมันคือความจริง และอยากจะขอโทษในการกระทำอันไม่รู้อะไรเลยซึ่งเกือบคร่าชีวิตคนสำคัญที่สุดของเขาไปต่อหน้าต่อตา

โฮ่ย แกน่ะ จะไปยืนอยู่หน้าเจ้าเด็กนั่นด้วยความรู้สึกอะไร

ครับ?” แจนหันไปมองคนข้างๆ ด้วยความไม่เข้าใจกับคำถามอันกระทันหัน แต่รีไวล์ก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เขาได้คิดและเริ่มพูดต่อทันที

สงสาร? เห็นใจ? เป็นห่วงในฐานะเพื่อน?…หรืออะไรที่มากกว่านั้น” 

“…..” คำถามของรีไวล์ทำให้แจนต้องหยุดนิ่งและคิดทบทวนอีกครั้ง เขาจะไปยืนอยู่ต่อหน้าอาร์มินด้วยความรู้สึกเช่นไรกัน ไม่ใช่สงสาร ไม่ได้เห็นใจ และไม่เป็นห่วงแค่ในฐานะเพื่อน งั้นอะไรล่ะที่มันมากกว่านั้น

ถ้าแกยังไม่เข้าใจก็อย่าไปยืนอยู่หน้าเจ้าเด็กนั่นอีกดีกว่า เพราะแกก็รู้ใช่ไหมว่าเด็กนั่นจะไม่หยุดอยู่แค่นี้รีไวล์หันกลับไปมองคนข้างๆ ด้วยสายตาที่เหมือนกับมองทุกสิ่งออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จนแจนเผลอกำมือตัวเองเอาไว้แน่น

หัวหน้าหมายความว่ายังไงครับ

แจน กิลชูไตน์ แกไม่ใช่คนโง่ แกรู้ว่าฉันหมายความว่ายังไง ถึงสมองของแกจะปฏิเสธแต่สัญชาตญาณของแกก็รับรู้ได้ใช่ไหมว่าเจ้าเด็กนั่นคิดอะไรอยู่ แกถึงได้นัดแฟนปลอมๆ ออกมาพบกันในเช้าวันนี้

“…!!” แจนตกใจที่ความจริงเรื่องของไมลี่ถูกเฉลยแต่เขาก็ยังคงทำใบหน้านิ่งเฉยแม้มือที่กำเข้าหากันแน่นจะเริ่มสั่นนิดๆ

แกรู้ดีว่าเจ้าเด็กนั่นจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ และแกก็รู้ตัวว่ามีแค่ตัวเองเท่านั้นที่หยุดเจ้าเด็กนั่นได้แต่แกกลับวิ่งหนี…”

“…..”

แจน กิลชูไตน์ แกกลัวอะไรรีไวล์มองแจนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งและไม่ยอมตอบคำถามของเขาต่อไปเงียบๆ และปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะเร่งเร้าอะไรกับคนข้างๆ จนกระทั่งเมื่อแจนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งใบหน้าที่เคยพยายามแสดงออกว่านิ่งเฉยก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจนรีไวล์ไม่สามารถระบุออกมาเป็นคำพูดได้

ผมไม่ทราบครับหัวหน้า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้มันคือความกลัวรึเปล่าแจนยกมือขึ้นปิดใบหน้าอย่างคนหมดแรง เขาไม่รู้อีกแล้วว่าตัวเองรู้สึกเช่นไรกันแน่ ตั้งแต่ที่อาร์มินโผล่มาไม่สิ ตั้งแต่เรื่องเจนี่เมื่อสามเดือนก่อนจนกระทั่งมาถึงวันที่อาร์มินโผล่มายืนอยู่ตรงหน้า แจนก็เหมือนจะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป อาจเป็นเพราะเขารู้สึกมากเกินไปจนจำกัดความไม่ได้ หรือบางทีเขาอาจสูญเสียความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองไปแล้ว

มันคงจะง่ายกว่านี้หากแจนสามารถตอบตัวเองได้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกับอาร์มิน รัก? ชอบ? หรือมันเป็นแค่มิตรภาพที่หลงเหลืออยู่จากอดีต? แจนไม่อาจรู้ได้เลยว่าความรู้สึกที่เขามีต่ออาร์มินตอนนี้มันเรียกว่าอะไร จริงอยู่ที่สำหรับเขาอาร์มินเป็นคนสำคัญ แต่แจนก็ไม่อาจพูดออกไปได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขารู้สึกรักอาร์มินตอนนี้เหมือนกับในอดีต

งั้นสิ่งที่แกต้องทำก็แค่ค้นหามันคำพูดของรีไวล์ทำให้แจนชะงักกึก 

“…..” แจนหยุดนิ่งเหมือนหุ่นกระบอกที่รอจะได้รับการไขลาน และรีไวล์ก็เป็นผู้วิเศษที่ช่วยไขลานให้เจ้าหุ่นกระบอกนั้นขยับได้อีกครั้ง

สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือเวลา ตอนนี้แกอาจจะไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่ถ้าแกค้นหามันไปเรื่อยๆ แกก็จะเข้าใจมันเอง

เวลาผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีมากขนาดนั้นแจนพูดพลางยกยิ้มขืนๆ บางทีในเวลาแบบนี้เขาก็รู้สึกอิจฉาเอเลน เยเกอร์เหลือเกิน เพราะเอเลนคนนั้นสามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองออกไปได้อย่างตรงไปตรงมาแม้โดยตั้งใจหรือว่าไม่ตั้งใจก็ตาม

แกมี แต่แกแค่ทำเป็นไม่รับรู้ว่าตัวเองมีมัน

“…..” ผู้วิเศษได้ชี้บอกเส้นทางให้กับเจ้าหุ่นกระบอกเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหุ่นกระบอกที่กลับมาขยับได้อีกครั้งจะตามหาหัวใจที่หล่นหายของตัวเองกลับคืนมาได้รึเปล่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าหุ่นกระบอกเอง



เช้าวันต่อมาอาร์มินฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหลด้วยร่างกายแข็งแรงจนแทบจะหายเป็นปกติ ต้องยกความดีความชอบให้กับความเยาว์วัยที่ทำให้ร่างกายฟื้นสภาพได้เร็วขนาดนี้ ผมถอนหายใจกับตัวเองด้วยความโล่งอกแต่ขณะเดียวกันก็มีคำถามคาใจที่ผมต้องถามเอาคำตอบกับอาร์มินให้ได้ในวันนี้ ไม่งั้นคืนนี้ผมคงได้นอนไม่หลับอีกคืนแน่ๆ!

อาร์มิน นายไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหม ไม่ได้รู้สึกไม่ดีตรงไหนนะ

โธ่! เอเลน ผมตอบคำถามนี้ไปเป็นสิบๆ รอบแล้วนะครับ ผมไม่เป็นอะไร ไม่ได้รู้สึกไม่ดีตรงไหนเลยครับ สบายดีแถมตอนนี้ก็เริ่มจะหิวแล้วด้วยอาร์มินพูดพลางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องทำท่าหิว ผมจึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วยกถาดอาหารที่รับมาจากคุณพยาบาลเมื่อกี้ไปวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าของอาร์มิน

แล้วอย่าลืมกินยาด้วยล่ะ

อืมๆอาร์มินพยักหน้าให้เพราะยังมีอาหารอยู่เต็มปาก ผมจึงได้แต่นั่งรออาร์มินเงียบๆ จนกว่าอีกคนจะกินเสร็จ แล้วผมจะได้ถามในสิ่งที่คิดทั้งคืนแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบสักที

อาร์มิน ฉันมีเรื่องจะถาม” 

หือ? อะไรเหรอ?” อาร์มินเอียงคอมองหน้าผมและรอฟัง

ทำไมนายถึงเลือกพายฟักทองล่ะหลังผมถามจบอาร์มินก็มองหน้าผมเงียบๆ อยู่สักพักก่อนจะค่อยๆ แย้มรอยยิ้มอย่างปกติออกมา

ผมคิดว่าหัวหน้าจะบอกเรื่องนี้กับเอเลนแล้วซะอีก

หา? บอกอะไร? เฮย์โจวเป็นคนถามคำถามนี้กับฉันเอง แต่ฉันตอบไม่ได้ฉันก็เลยมาถามกับนายเอาโดยตรง ที่นายพูดแบบนี้แสดงว่านายบอกเฮย์โจวไปแล้วใช่ไหมว่าทำไมนายถึงเลือกพายฟักทอง

เปล่าครับ แต่ผมคิดว่าหัวหน้าคงเดาได้

“…??” ผมทำหน้างงกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้ยินว่าตอนสุดท้ายอาร์มินพูดว่าอะไร อะไรเดาๆ นะ?

เหตุผลที่ผมเลือกพายฟักทองมันก็ง่ายๆ ครับ เพราะผมอยากจะเช็คอะไรนิดหน่อยเพื่อความแน่ใจ

อะไรล่ะ?” คำตอบที่ทำเอาผมงงกว่าเดิมทำให้ผมต้องถามอาร์มินอีกครั้ง นี่ผมเป็นคนหัวช้าหรือว่าอาร์มินตั้งใจพูดให้ผมงงกันแน่เนี่ย

ความรู้สึกของแจนครับ

หา…?” ผมยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าไอ้พายฟักทองมันไปเกี่ยวกับการเช็คความรู้สึกของแจนได้ยังไง ผมคิดว่ามันไม่น่าจะไปเกี่ยวกันได้เลยนะ อืมยิ่งฟังคำตอบยิ่งงง ( - -;) 

แล้วแจนเป็นยังไงบ้างตอนผมหมดสติไปล่ะครับ

ก็ดูตกใจมาก ฉันได้ยินเสียงหมอนั่นตะโกนเรียกชื่อนายดังออกมาถึงหน้าประตูเชียวล่ะ แล้วพอรู้ว่านายแพ้ฟักทองหมอนั่นก็…!” ผมที่กำลังหวนนึกถึงเรื่องของเมื่อวานชะงักกึกเมื่อชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ไม่น่าจะเข้ากันได้สามารถต่อกันได้อย่างลงตัว

รู้แล้วสินะครับคำตอบน่ะ ^^”

อาร์มิน นายตั้งใจกินมันลงไปใช่ไหม…?” คำตอบอันไม่คาดคิดทำให้เสียงถามของผมเบาหวิว แต่อาร์มินก็ยังคงยิ้มแย้มและพยักหน้าตอบผมได้โดยไม่แม้แต่จะชะงักเลยสักนิดที่เห็นใบหน้าตกใจของผม

ทำไม…”

เอเลนรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว ผม…”

ฉันไม่ได้ถามนายเรื่องคำตอบ! ฉันถามเพราะอยากรู้ว่าทำไมนายถึงทำมันได้ลงต่างหาก! อาร์มิน เมื่อวานนายเกือบได้ตายจริงๆ แล้วนะ ถ้าคุณหมอช่วยนายไม่ทันล่ะก็…! …อาร์มิน นายเคยคิดบ้างไหมว่าถ้านายไปถึงมือหมอไม่ทันตอนนี้มันจะเป็นยังไง

แต่ตอนนี้ผมก็ไม่เป็นไรนิครับคำตอบอันสิ้นคิดของอาร์มินทำเอาผมสติหลุด ตอนนี้ที่มันไม่เป็นไรก็เพราะโชคดีที่เมื่อวานคุณหมอไปช่วยเอาไว้ได้ทันเวลาต่างหาก! ถ้าคิดว่าแค่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วเรื่องที่ทำไปทั้งหมดจะไม่เป็นไรไปด้วยล่ะก็อาร์มินคิดผิดแล้ว! เพราะมันไม่ใช่ไม่ไปเป็น! ไม่เคยไม่เป็นไร! และไม่มีทางจะไม่เป็นไรไปได้หรอก!!

ไม่เป็นไร? นายคิดว่าการที่นายต้องนอนให้น้ำเกลืออยู่ตอนนี้มันคือการไม่เป็นไรงั้นเหรอ!!!” ผมตะโกนออกไปเสียงดัง แต่อาร์มินก็ยังคงรักษาท่าทีใจเย็นอยู่ได้

ผมรู้ว่าเอเลนจะต้องโกรธแน่หลังจากรู้ความจริง แต่ผมก็อยากจะบอกเอเลนเอาไว้ว่าผมไม่คิดจะเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป และผมก็ไม่เคยมีความคิดที่จะตายเลยด้วย

เออ! นายเข้าใจถูกแล้ว ฉันโกรธ! และไม่ใช่แค่โกรธธรรมดา แต่โกรธมากด้วย! นายเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าอาร์มิน อาร์เลอร์ท แค่นายไม่มีความคิดที่จะตายไม่ได้หมายความว่านายจะทำยังไงกับชีวิตตัวเองก็ได้นะ! เพราะการกระทำของนายมันกำลังพานายมุ่งไปสู่ความตายชัดๆ!” ผมโกรธจนอยากจะชกอาร์มินแรงๆ สักที แต่ด้วยเห็นแก่สายน้ำเกลือที่ยังถูกติดอยู่บนแขนข้างซ้าย ผมจึงต้องกำมือตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เผลอทำอะไรรุนแรงกับคนป่วยลงไป

ผมเชื่อครับ เชื่อว่าแจนจะไม่ปล่อยให้ผมตาย และเชื่อว่ายังไงเอเลนก็ต้องช่วยผมได้

ขอบคุณมาก ฉันคงต้องพูดแบบนี้สินะ? นายคิดว่าฉันจะขอบคุณสำหรับความเชื่อใจแล้วส่งยิ้มให้อภัยกับการกระทำของนายเมื่อวานได้รึไง! ฉันไม่ใช่หมอ และแจนก็เป็นแค่เด็กม.ปลาย นายคิดว่าคนที่ไม่มีความรู้แม้แต่การทำ CPR ให้ถูกต้องจะช่วยนายได้ยังไง! นี่มันยุคสมัยไหนแล้วอาร์มิน ตอนนี้นายไม่ได้กำลังต่อสู้กับไททันนะ แล้วฉันก็ไม่มีพลังจะกลายเป็นไททันไปช่วยเหลือนายยามเดือดร้อนได้ด้วย! เพราะฉะนั้นไอ้ความเชื่อมั่นบ้าๆ เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อใจอะไรนั่นมันไม่มีประโยชน์เลยเพราะพวกฉันรักษานายไม่ได้!” ที่ผมพูดไปทั้งหมดเพราะอยากให้อาร์มินคิดได้และรู้ว่าตัวเองทำผิดไปตรงไปแล้วไม่คิดจะทำแบบนั้นอีก แต่ดูจากสายตาของอาร์มินแล้วผมไม่คิดว่าอาร์มินจะรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเองเลย

เอเลน ผมรักแจนครับ มากกว่าที่ผมรักตัวของผมเอง เพราะฉะนั้นผมจะไม่เสียใจหรอกครับ ไม่ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ความรักของแจนคืนมา

เออ! งั้นก็เชิญเสพสุขไปกับไอ้ความรักอันยิ่งใหญ่ของนายไปคนเดียวเถอะ! เพราะฉันจะไม่ช่วยอะไรนายอีกแล้ว!!”

“…..”

อ่อ! และอีกอย่างนะอาร์มิน ไอ้สิ่งที่นายเรียกว่าความรักน่ะ ถ้าแค่รักตัวเองยังทำไม่ได้ฉันก็ไม่คิดว่าสิ่งที่นายรู้สึกกับแจนอยู่ตอนนี้มันจะเรียกว่ารักได้หรอก!”

ปึง!!!

ผมเลื่อนประตูห้องปิดเสียงดังลั่นด้วยความโมโห คนเดินผ่านไปผ่านมาจึงหันมามองทางผมและเริ่มซุบซิบนินทากันแต่ผมก็ไม่สนใจ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกโมโหมากจนเกินกว่าจะสนใจสิ่งใดได้ แต่แล้วสัมผัสของความอ่อนโยนอันคุ้นเคยบนศีรษะก็ทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ของตนเองกลับเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผมหันไปมองคนที่กำลังช่วยลูบหัวปลอบให้ผมใจเย็นลงแล้วน้ำตาก็ดูเหมือนจะร่วงลงมาจากขอบตาได้อย่างง่ายๆ

เฮย์โจว…”

หือ?”

ผมโมโห

อืม

ผมโกรธจังเลยครับ

อืม

ผมฮึก เจ็บมากเลยครับ

“…อืมรีไวล์เฮย์โจวดึงใบหน้าของผมไปซบลงบนไหล่กว้างของตนเอง ผมจึงปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บและเสียใจไหลออกมาตามที่มันต้องการ 

ผมเสียใจที่อาร์มินไม่รู้จักรักตัวเองให้มากกว่านี้แต่ผมก็เจ็บใจมากกว่าที่ตัวเองไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ กับอาร์มินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทได้ ผมไม่คิดว่าความรักของอาร์มินเป็นสิ่งที่ผิด เพราะจริงๆ แล้วอะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิดเกี่ยวกับคำว่าความรักผมยังไม่รู้เลย แต่ผมแค่อยากจะเชื่ออยากจะเชื่อว่าคนที่สามารถรักตัวเองได้เท่านั้นจึงจะสามารถพูดคำว่ารักกับคนอื่นได้อย่างหมดหัวใจได้

ผมคิดว่าตัวเองรู้ว่าอาร์มินรู้สึกเช่นไรเมื่อได้เจอกับแจน เพราะผมก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับอาร์มินตอนที่เพิ่งได้พบกับรีไวล์เฮย์โจวครั้งแรก และผมก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความรักของผมที่มีให้กับรีไวล์เฮย์โจวมันไม่ได้ด้อยไปกว่าความรักของอาร์มินที่มีให้กับแจนเลย เพราะฉะนั้นผมจึงพูดออกไปได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำรวมถึงมุมมองในเรื่องความรักของอาร์มิน ผมรู้จักอาร์มินดีและรู้ว่าอาร์มินเป็นคนฉลาดขนาดไหน และอาร์มินคนฉลาดคนนั้นจะต้องหาวิธีอื่นเพื่อร้องขอความรักจากแจนกลับมาโดยที่ไม่ต้องให้ตัวเองเจ็บตัวได้อย่างแน่นอน

ดีขึ้นรึยังรีไวล์เฮย์โจวถามพลางใช้นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของผม ผมจึงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างพยายามสงบสติอารมณ์แล้วพยักหน้าให้

ครับว่าแต่เฮย์โจวมาทำอะไรที่นี่ครับ ไหนวันนี้เฮย์โจวบอกว่ามีธุระเลยมาโรงพยาบาลกับผมไม่ได้ หรือว่าธุระที่ว่าจะเสร็จแล้วครับ?”

อืม เสร็จแล้ว แต่ที่ฉันมาหาแกที่นี่ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น

เอะ? งั้นเรื่องอะไรเหรอครับ?”

แม่ของแกต้องการจะคุยกับพวกเรา’”

“…..”

“…..”

เอ่อ…‘พวกเราที่ว่านี่หมายถึงผมกับรีไวล์เฮย์โจวเหรอครับ?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองก่อนจะชี้ไปยังคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองเข้าใจถูกไหม หรือบางทีผมอาจแค่ไม่อยากแน่ใจก็ได้

แล้วมันจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ฉันกับแก

นั่นสินะครับ ฮ๊า ฮาฮ่าแม่จะคุยกับเราเรื่องอะไรเหรอครับ!” แม้ว่าผมจะเล่าให้แม่ฟังทุกเรื่องไปแล้วไม่เว้นแม้แต่เรื่องของผมกับเฮย์โจว แต่ผมก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดีว่าแม่จะเรียกผมกับรีไวล์เฮย์โจวไปคุยพร้อมกันด้วยเรื่องอะไร

ไม่รู้รีไวล์เฮย์โจวดูจะไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนเกี่ยวกับเรื่องที่แม่ผมจะเรียกไปคุยด้วยครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย ดูออกจะใจเย็นเกินไปซะจนน่าอิจฉาด้วยซ้ำ แต่ผมนี่สิเหงื่อแตกพลั่กๆ และกังวลจะบ้าตายอยู่แล้ว!

หมับ

แกจะคิดมากทำไม ยังไงฉันก็ไม่มีวันทิ้งลูกหมาตัวนี้ไปอยู่แล้วรีไวล์เฮย์โจวจับมือผมแล้วพาออกเดินโดยไม่สนใจว่าจะมีใครมองมาที่พวกเรารึเปล่า แต่ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้สนใจเหมือนกันน่ะนะ~

ให้มันจริงทะเอะ? ลูกหมา? เมื่อกี้เฮย์โจวเรียกผมว่าลูกหมาใช่ไหมครับ!”

ไม่รู้

จะไม่รู้ได้ยังไงกันครับ เมื่อกี้ผมได้ยินเฮย์โจวพูดออกมาอย่างชัดเจนเลยนะครับว่าไม่มีวันทิ้งลูกหมาตัวนี้ไปน่ะ!”

งั้นเหรอ

ก็ใช่น่ะสิครับ! มาเรียกคนอื่นเขาเป็นลูกหมาได้ยังไงกันครับ หน้าตาผมออกจะหล่อเหลาขนาดนี้ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็ต้องเป็นราชสีห์หรือสิงโตเท่านั้นสิครับ!”

“…..”

เฮย์โจว เมื่อกี้เฮย์โจวแอบหัวเราะใช่ไหมครับ (- -^)”

“…..”

ไม่ต้องมาทำเป็นหลบตาเลยนะครับ! ผมเห็นนะ!”

อย่างแกเป็นได้แค่พุดเดิ้ลหรือมอลทีสเท่านั้นแหละ

มะ มะ มอล…! นั่นมันสุนัขตัวเล็กไม่ใช่เหรอครับ!”

ใช่

แต่ผมสูงกว่า…!”

“( -_- )”

อะ เอ่อไม่มีอะไรครับ มอลทีสก็มีมอลทีสครับ (;;' ')” ผมหลบสายตารีไวล์เฮย์โจวที่ส่งมาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวความคมในดวงตานั้นจะฟันคอของผมขาดฉับซะก่อน อู๊ยย เกือบได้ตายไม่รู้ตัวก่อนจะไปพบแม่แล้วไหมล่ะ

ขณะที่สายตาของผมหลบออกไปจากรีไวล์เฮย์โจวหางตาก็เหลือบไปเห็นภาพบานประตูหน้าห้องพักพิเศษของอาร์มินอยู่ไม่ไกลจากที่พวกผมยืนอยู่นัก ผมยังคงไม่ได้ละสายตาไปไหนแม้สองขาจะพาเดินออกห่างจากบานประตูนั้นไปเรื่อยๆ ตามการจับจูงของรีไวล์เฮย์โจว 

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยังไม่รู้จักอาร์มินดีพออย่างที่รีไวล์เฮย์โจวเคยพูดเอาไว้ แต่ว่าคุณเคยได้ยินประโยคนี้รึเปล่า


‘Love can even make a king cast off his crown and abandon his birthright…Who among us is not brought to their knees in face of love?’










——————————————100%


ตอนนี้คิดหนักมากว่าควรอธิบายไอ้เหตุการณ์ในการรักษามากแค่ไหน แต่ฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายหมอๆ อ่ะเนอะไรท์เลยปล่อยดีเทลเยอะๆ มันไปแล้วกันค่ะ เอาไว้แค่เนื้อๆ สรุปก็พอเดี๋ยวเรื่องมันเปลี่ยนแนวแล้วจะยุ่ง

อาร์มินกับแจนนี่ก็แบบ…เหมาะสมกันดีเนอะ (ในหลายๆ ความหมาย) ตอนแรกคิดเอาไว้ว่าเรื่องของอาร์มินกับแจนจะจบลงในตอนนี้ แต่สรุปก็ต้องไปต่อในตอนหน้าอีกจนได้ค่ะ orz

ตอนต่อไปจะเป็นบทสรุปของสองความรัก ระหว่างคู่ทริกออทรีตที่หลอกกันไปก็ดูแลใส่ใจกันมา(?) กับคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่หว๊านหวานไม่สนโลกแต่อาจต้องพบกับอุปสรรค(รึเปล่า?) แล้วมารอติดตามกันในตอนหน้านะคะ ^^


ปล. เรื่องนี้เหลืออีกแค่ 2 3 4 5 ตอนก็จะจบ (แค่???) เอ่อ…มันใกล้จะจบนั่นแหละค่ะ รีดเดอร์โปรดช่วยลุ้นและส่งกำลังใจเพื่อตอนต่อไปกันด้วยนะคะ ><




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

91 ความคิดเห็น

  1. #67 kusumakhieowarn (@kusumakhieowarn) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 16:25
    ไรท์คะ แจนแพ้ฟักทองหรืออาร์มินแพ้ฟักทองคะ?
    #67
    2
    • #67-1 Teddy_BeBear (@fhaanna) (จากตอนที่ 14)
      3 พฤศจิกายน 2561 / 16:31
      แก้เรียบร้อย ขอบคุณที่ช่วยเตือนค่ะ บางทีเขียนไปก็สลับๆ หลงๆ ลืมๆ 55555
      #67-1
  2. #66 SATANGAPA (@SATANGAPA) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 16:04

    นึกว่าหนักคอมเมดี้ จะล้อเรื่องความสูงไม่ได้เลย555+
    #66
    1
  3. #65 รีไวล์ (@pontitanakhup) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 18:07
    รอวนไปปปป
    #65
    0