ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

สีพื้นหลัง

ระยะห่างบรรทัด

คืนค่า

THE LAST WOLF (Draco Malfoy X OC)

ตอนที่ 3 : The Venom of Durmstrang

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 19 ก.ย. 64




The Venom of Durmstrang




เรสโซ่รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง เธอเติบโตมากับความจริง รู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลคลินส์และคำพยากรณ์ของหมาป่าตัวสุดท้าย เจนินไม่เคยโกหกหรือปกปิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฟังดูจะเป็นเรื่องตลกร้ายที่กลับเป็นเรสโซ่เองที่ต้องปิดบังตัวตนของตัวเองกับคนภายนอก


เรสโซ่ จี ทายาทไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ของตระกูลเลือดบริสุทธิ์ เกิดและเติบโตในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่แถบยุโรปทางตอนเหนือ เข้าเรียนที่เดิร์มสแตรงก์เมื่ออายุได้สิบสามปีและกลายเป็นหนึ่งในนักเรียนคนโปรดของอาจารย์ใหญ่ไอกอร์ คาร์คารอฟ ลือกันในหมู่นักเรียนเดิร์มสแตรงก์ว่าคาร์คารอฟรักเธอเป็นพิเศษพอ ๆ กับวิกเตอร์ ครัมเพราะนามสกุลของเธอ


ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นแค่เรื่องไร้สาระ เรสโซ่ก็คิดว่าการเป็นนักเรียนคนโปรดของคาร์คารอฟนั้นค่อนข้างอำนวยความสะดวกให้กับเธอมากโขเลยทีเดียว สิทธิพิเศษต่าง ๆ มักจะตกมาอยู่ที่เธอเสมอ รวมไปถึงการเป็นนักเรียนชั้นปีที่สองเพียงคนเดียวที่ได้เดินทางไปร่วมงานประลองเวทไตรภาคีที่ฮอกวอตส์อีกด้วย


“เรสโซ่ จี” เสียงเรียกแปลกแปร่งจากด้านหลังตรึงเท้าทั้งสองข้างของเรสโซ่ให้หยุดอยู่กับที่แล้วหันกลับไปมองเด็กหนุ่มร่างสูงผอมที่ถูกห่อตัวด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาลขนาดใหญ่ ผิวขาวของอีกฝ่ายทำให้ผมและนัยน์ตาสีดำสนิทนั้นดูโด่ดเด่นเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่โด่ดเด่นเท่ากับจมูกที่ใหญ่และโค้งที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนคนนี้


“วิกเตอร์ ครัม” เรสโซ่เลิกคิ้ว “ได้ยินพวกสาว ๆ พูดกันว่าลูกบลัดเจอร์กระแทกเข้าหน้านายตอนแข่งควิดดิชเวิร์ดคัพนี่”


วิกเตอร์หัวเราะเสียงทุ้มอย่างวางมาดขณะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ


 “ก็แค่จมูกหัก แต่รักษาแล้ว”


“น่าเสียดาย” เรสโซ่พูดติดตลกแล้วส่ายหน้าก่อนจะเริ่มออกตัวเดินไปยังท่าเรือ “แล้วเสียงนายเป็นอะไร ไม่สบายหรือไง”


“เป็นหวัดนิดหน่อย”


“คาร์คารอฟกระวนกระวายแย่”


“ฉันไม่เป็นอะไรไปง่าย ๆ หรอกน่า”


เรสโซ่เบ้ปาก ไหวไหล่ใส่แล้วเดินข้ามแผ่นไม้เก่า ๆ ที่เชื่อมไปยังตัวเรือแกลลีย์ที่ดูเหมือนโครงกระดูก เมื่อลมหนาวพัดเข้าใส่ใบเรือ ตัวเรือก็ส่ายโคลงเคลงเบา ๆ และส่งเสียงคล้ายกับวิญญาณที่กำลังโหยหวน แต่ไม่นานใบเรือก็ถูกเก็บ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามันพร้อมที่จะดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบแล้ว


“ร่าเริงหน่อยสิ ปิดเทอมหน้าร้อนไม่ค่อยสนุกหรือไง” วิกเตอร์ถามระหว่างที่พวกเขากำลังเดินลงบันไดลงไปในท้องเรือพร้อมกับนักเรียนคนอื่น ๆ


การตกแต่งภายในท้องเรือนั้นไม่ต่างจากปราสาทเดิร์มสแตรงก์เลย ทุกอย่างยังคงอึมครึมและมีไฟเพียงไม่กี่ดวงที่ถูกจุด แต่ถึงอย่างนั้นภายใต้ท้องเรือก็ไม่ได้หนาวและคับแคบเหมือนที่มองเห็นจากภายนอก ในนี้นักเรียนแต่ละคนจะมีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเอง ห้องของเรสโซ่นั้นอยู่เกือบท้ายเรือรวมกับนักเรียนหญิงปีห้าที่มีเพียงไม่กี่คน


“ก็ไม่ได้แย่นักหรอก” เรสโซ่บอกเสียงเนือย “แต่ระหว่างที่นายได้ไปแข่งควิดดิชเวิร์ดคัพ ฉันก็วิ่งไล่ปากระเทียมใส่พวกผีดูดเลือดที่โรมาเนีย”


“ควิดดิชเวิร์ดคัพห่วย”


“อ้อ ได้ยินมาว่าพวกผู้เสพความตายบุกไปที่นั่น”


“อืม” วิกเตอร์ตอบรับเสียงต่ำ


“เหนื่อยชะมัด” เรสโซ่ตัดบทพลางปิดปากหาว “ฉันจะงีบสักหน่อย นายเองก็ควรพักผ่อนนะ”


วิกเตอร์พยักหน้ารับรู้เบา ๆ แล้วเรสโซ่ก็หมุนตัวไปทางท้ายเรือเพื่อตรงไปยังห้องของตัวเอง  


การเดินทางไปฮอกวอตส์ใช้เวลาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์เกือบตกดิน เรสโซ่อยู่ภายในห้องของตัวเองโดยไม่ได้ออกไปไหนจนกระทั่งกัปตันประกาศบอกให้พวกเขาเตรียมตัวเพราะใกล้จะถึงที่หมาย แต่พวกเขากลับไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้าในทันทีที่เรือจอดเทียบกับริมฝั่ง ดังนั้นพวกเด็ก ๆ จึงมองออกไปด้านนอกของหน้าต่างท้องเรือเพื่อสังเกตสถานที่แทน


ปราสาทฮอกวอตส์มีลักษณะที่คล้ายกับเดิร์มสแตรงก์อยู่หลายส่วน แต่กลับมีขนาดที่ใหญ่และมีหอคอยมากกว่า หน้าต่างของปราสาทส่องแสงเป็นประกายดูแตกต่างจากเดิร์มสแตรงก์ที่มักจะจุดคบเพลิงเฉพาะบางจุด


“นี่เรากำลังรออะไรกันอยู่” คาร์คารอฟเริ่มหัวเสีย


“ภารโรงของฮอกวอตส์บอกว่าทางฮอกวอตส์กำลังจัดเตรียมพื้นที่อยู่ครับ” กัปตันตอบ


ได้ยินดังนั้นคาร์คารอฟพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วพยักเพยิดให้นักเรียนของเขาเริ่มเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ


ฮอกวอตส์ในเดือนตุลาคมไม่ได้หนาวเย็นเท่ากับเดิมสแตรงก์ ดังนั้นการต้องสวมเสื้อคลุมขนเฟลอร์จึงทำให้เรสโซ่อึดอัดเป็นอย่างมาก รอไม่นานชายชราท่าทางหยองแหย็งคนหนึ่งก็วิ่งตรงมาหาพวกเขาแล้วเดินนำคณะเดิร์มสแตรงก์ไปที่ปราสาทฮอกวอตส์ พวกเขาเดินขึ้นบันไดหินและหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้โอ๊ก


มีเสียงปรบมือและผิวปากดังออกมาจากห้องโถง ส่วนคาร์คารอฟมีสีหน้าที่บูดบึ้งมากขึ้นทุกวินาทีที่ยืนรอ และในที่สุดเสียงปรบมือก็เบาลงตามมาด้วยคำประกาศต้อนรับพร้อมกับประตูไม้โอ๊กที่ถูกเปิดออกอย่างแรง


“และเพื่อนของเราจากทางเหนือ! ร่วมทักทายเดิร์มสแตรงก์ และอาจารย์ใหญ่ไอกอร์ คาร์คารอฟ”


เหล่านักเรียนเดิร์มสแตรงก์เดินเรียงแถวเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ พวกผู้ชายแถวหน้ากระแทกไม้กระบองลงบนพื้นจนเกิดสะเก็ดไฟ มันส่งเสียงลั่นไปทั่วโถงคล้ายกับเป็นการข่มขวัญเจ้าบ้าน


เรสโซ่ก้าวเท้าตามพวกบ้าพลังมาติด ๆ ด้านหลังมีนักเรียนหญิงชั้นปีที่ห้าตามมาด้วย เธอกวาดมองไปรอบตัวและเห็นพวกเด็กผู้ชายฮอกวอตส์หลายคนต่างก็สะกิดเพื่อนให้หันมามองพวกเธอ ส่วนใหญ่ดูสนใจใคร่รู้ และบางส่วนเหมือนกำลังเปรียบเทียบพวกเธอกับเหล่ากุลสตรีจากโบบาตงซ์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของห้องโถง


“อย่างกับผีเสื้อ” พวกเธอคนหนึ่งพูดขึ้น


เรสโซ่หันไปสังเกตบ้าง เสื้อคลุมของพวกโบบาตงซ์เหมือนจะถูกตัดมาจากผ้าไหมสีฟ้าเนื้อบางเบา เมื่อพวกเขาเคลื่อนไหว ตัวผ้าจะขยับราวกับมันมีชีวิต ซึ่งมองดูแล้วก็เหมือนกับผีเสื้อจริง ๆ นั่นแหละ


เรสโซ่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องโถงของฮอกวอตส์สว่างไสวจากเทียนนับพันเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศเหนือโต๊ะยาวสี่ตัวที่มีนักเรียนของฮอกวอตส์นั่งประจำกันอยู่ และมีโต๊ะตัวยาวอีกตัวหนึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของห้องซึ่งเป็นโต๊ะของบรรดาอาจารย์


วิกเตอร์เดินรั้งท้ายอยู่กับคาร์คารอฟ ทันทีที่เขาเดินเข้ามาก็มีเสียงฮือฮาเกิดขึ้น ใครคนหนึ่งเสกไฟออกมาจากไม้กายสิทธิ์จนก่อตัวเป็นเป็นรูปงูและนกเพื่อเปิดตัวให้วิกเตอร์อย่างยิ่งใหญ่


คาร์คารอฟเดินเข้าไปกอดทักทายกับชายชราคนหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่าน่าจะเป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ อัลบัส ดัมเบิลดอร์


“เพื่อนเก่าของฉัน ขอบใจที่มา คุณคงจะไม่ว่าอะไรถ้าจะให้นักเรียนของคุณนั่งร่วมโต๊ะกับบ้านสลิธีริน” อัลบัสว่าพลางผายมือไปทางโต๊ะตัวยาวที่อยู่ขวามือสุด จะเห็นได้ว่ามีโต๊ะถูกต่อออกมาอีกตัวหนึ่งเพื่อรองรับจำนวนของนักเรียนเดิร์มแสตรงก์


“ยินดี” คาร์คารอฟบอกอย่างเอาใจแล้วพยักหน้าเป็นคำสั่งให้นักเรียนของเขาตรงไปนั่ง


เรสโซ่เดินไปพร้อมกับนักเรียนคนอื่น ๆ วิกเตอร์นั่งลงตรงกันข้ามกับเธอ เขาหยิบจานกับถ้วยทองขึ้นมาสำรวจด้วยสีหน้าที่แสดงความทึ่ง


“ว้าว เดิร์มสแตรงก์ไม่เคยได้ใช้ของแบบนี้เลยนะ”


“ไม่มีเพดานแบบนี้ด้วย” เรสโซ่ว่าพลางเงยหน้ามองเพดานสีดำที่เกลื่อนไปด้วยหมู่ดาวขณะถอดเสื้อขนเฟลอร์ออกเผยให้เห็นเสื้อคลุมสีแดงเลือดนกด้านใน “แต่ที่นี่ร้อนเกินไป”


“เธอคงจะชินกับความเย็นมากกว่า”


ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกัน จู่ ๆ เด็กหนุ่มฮอกวอตส์ที่นั่งข้างวิกเตอร์ก็เสนอตัวเข้ามาภายในบนสนทนาพร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าคล้ายกับต้องการจะทำความรู้จัก


“สวัสดี” สำเนียงอังกฤษแท้ฟังดูรื่นหูแต่ก็ยากที่จะเข้าใจ “ฉันเดรโก มัลฟอย


วิกเตอร์นิ่งคิดไปอยู่พักใหญ่ ดูเหมือนกำลังแปลคำพูดในหัวให้กลายเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะยื่นมือไปจับกับมัลฟอยแล้วทักทายกลับด้วยสำเนียงบัลแกเรีย


“สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จัก”


“ฉันแพนซี่ พาร์กินสันนะ” เด็กสาวผมสีดำขลับแนะนำตัวอย่างออกนอกหน้า ก่อนจะเริ่มแนะนำเพื่อนของเธออีกสองคนด้วย “ส่วนนั่นเบลส ซาบินี่แล้วก็ธีโอดอร์ น็อต


“เรสโซ่ จี เพื่อนของฉัน” วิกเตอร์แนะนำเรสโซ่ให้กับเด็กบ้านสลิธีริน เธอจึงทักทายพวกเขาด้วยการพยักหน้าให้เพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปถลึงตาใส่วิกเตอร์อย่างตำหนิเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจที่จะลากเธอเข้ามาในบทสนทนาเพื่อใช้เธอเป็นไม้กันบุคคลน่ารำคาญออกไป


“เธอดูเด็กจัง” พาร์กินสันบอก


“เพิ่งสิบสี่” เรสโซ่ตอบสั้น ๆ


“เท่ากันเลยน่ะสิ” พาร์กินสันดูกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อรู้ว่าพวกเธออายุเท่ากัน “แต่จะว่าไปเธอมีสำเนียงเมกันนี่นา”


“ติดมาจากแม่น่ะ”


เรสโซ่รับรู้ได้ว่าเธอถูกจ้องมองอยู่ เมื่อตวัดสายตาไปหามัลฟอยก็สบเข้าอย่างจังกับนัยน์ตาสีเทาเย็นเยียบซีดเซียวของอีกฝ่าย คิ้วของเธอกระตุกขึ้นสูงอย่างนึกสงสัย ไม่ยอมแม้แต่จะกระพริบตา เธอใช้เวลานั้นในการสำรวจอีกฝ่าย มัลฟอยมีผมสีบลอนด์ขาวที่ถูกจัดทรงอย่างลวก ๆ แต่ก็เข้ากับใบหน้าแหลมเสี้ยมที่ค่อนข้างดูดี ท่าทางของเขาค่อนข้างดูถือตัวในแบบฉบับของพวกลูกผู้ดีที่ถูกตามใจจนเสียนิสัย


เกมแข่งจ้องตายังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งดัมเบิลดอร์ประกาศบางอย่างขึ้นมา ในตอนนั้นเองที่มัลฟอยเป็นฝ่ายยอมละสายตาจากไปก่อน


“สวัสดี สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี บรรดาผีและที่สำคัญที่สุด แขกของเรา” ดัมเบิลดอร์กล่าวพลางส่งยิ้มไปให้นักเรียนทุกคน “ฉันมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับทุกท่านสู่ฮอกวอตส์ การประลองเวทจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยง บัดนี้ฉันขอเชิญทุกท่านรับประทานอาหาร ดื่มและทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านของท่านเอง”


แล้วจู่ ๆ จานอาหารตรงหน้าของพวกเขาก็มีอาหารปรากฎขึ้น มีอาหารนานาชาติต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญคือของหวานกองพะเนินขนาดใหญ่


“ต้องยอมรับว่าอาหารของฮอกวอตส์น่ากินกว่าเดิร์มสแตรงก์เยอะ”


วิกเตอร์พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย


“นี่ พวกเธอจะได้นอนพักในปราสาทหรือเปล่า” พาร์กินสันถามขึ้น สายตาเหลือบไปทางวิกเตอร์อยู่บ่อยครั้ง “พวกเราคงจะยินดีมากเลยนะถ้าพวกนายได้มานอนที่หอนอนของสลิธีรินน่ะ”


“คงไม่ พวกเรามีห้องส่วนตัวบนเรือ” เรสโซ่ปฏิเสธทันควันแล้วหันไปมองวิกเตอร์ด้วยสายตาล้อเลียน “หรือนายอยากจะขอคาร์คารอฟนอนกับพวกเขาล่ะ ดูเหมือนจะมีแฟนคลับอยากทำความรู้จักกับนายเยอะเลยนะ”


“ไม่รบกวนจะดีกว่า”


“งั้นเหรอ” สีหน้าของพาร์กินสันหมองลงเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสดใสได้ในวินาทีถัดมา “แล้วเธอจะได้เรียนรวมกับพวกเราหรือเปล่า พวกเราอายุเท่ากันเลยนี่นะ”


“ก็อาจจะต้องเป็นอย่างนั้น”


“จริงรึเปล่าที่เดิร์มสแตรงก์เน้นสอนด้านศาสตร์มืด” เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิงคนหนึ่งถามขึ้น ถ้าเรสโซ่จำไม่ผิดหมอนี่น่าจะชื่อน็อตหรืออะไรสักอย่าง


“ก็ไม่เชิง ฉันได้เรียนทั้งศาสตร์มืด ยาพิษ พินิจใจ อะไรทำนองนั้น”


“นั่นฟังดูเจ๋งกว่าฮอกวอตส์เยอะเลยนะ”


“พวกนายไม่ได้เรียนอะไรพวกนี้งั้นเหรอ”


พวกเด็กสลิธีรินเล่าถึงวิธีการสอนที่ค่อนข้างน่าเบื่อของฮอกวอตส์ จนกระทั่งอาหารมื้อนั้นหมดลง เมื่อดัมเบิลดอร์ยืนขึ้นอีกครั้ง คลื่นความสนใจก็แผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง


“บัดนี้ถึงเวลาแล้ว การประลองเวทกำลังจะเริ่มขึ้น ฉันอยากจะขออธิบายเล็กน้อยก่อนที่จะนำหีบเข้ามา แต่ก่อนอื่นสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จัก—”


เรสโซ่ดึงความสนใจกลับมาอยู่ที่มัลฟอยอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเธออยู่ คราวนี้เธอกลับขมวดคิ้วใส่เขาคล้ายจะถามว่าทำไมถึงได้ชอบจ้องหน้าเธอเหมือนกับต้องการจะมีปัญหาด้วยขนาดนี้ เสียงปรบมือต้อนรับลูโด แบกแมนและบาร์ทีเมียส เคร้าช์ดังกึกก้องขึ้นแต่พวกเขาก็ยังจดจ้องกันอย่างไม่วางตา ต่างฝ่ายต่างดูเหมือนต้องการจะหยั่งเชิงกันและกันขณะที่ดัมเบิลดอร์ยังคงอธิบายเกี่ยวกับงานประลองเวทต่อไป


กระทั่งดัมเบิลดอร์หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาแล้วเคาะไปที่ด้านบนของหีบปริศนาที่วางเด่นหราอยู่เบื้องหน้าของโต๊ะทั้งสี่ คราวนี้เป็นเรสโซ่ที่ละสายตาจากไปก่อนหลังถูกพาร์กินสันที่ตื่นเต้นจนเกินเหตุสะกิดให้หันไปสนใจถ้วนไม้ใบใหญ่สลักหยาบ ๆ ที่มีเปลวไฟสีขาวอมฟ้าพวยพุ่งออกมา


“ใครก็ตามที่ปรารถนาจะเสนอเป็นตัวแทนจะต้องเขียนชื่อตัวเองและโรงเรียนให้ชัดเจนลงบนกระดานและหย่อนลงในถ้วยนี้” ดัมเบิลดอร์พูด “ผู้สนใจเป็นตัวแทนมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงในการที่จะใส่ชื่อลงไป คืนวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันฮัลโลวีน ถ้วยจะส่งมอบชื่อของบุคคลทั้งสามที่เห็นว่าสมควรจะเป็นตัวแทนโรงเรียน ถ้วยจะตั้งไว้ในโถงทางเข้าคืนนี้ ซึ่งทุกคนที่สนใจการแข่งขันสามารถเข้าถึงได้ และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีนักเรียนที่อายุต่ำกว่ากติกาอดใจไม่ไหวขึ้นมา ฉันจะขีดเส้นอายุไว้รอบถ้วยอัคนีทันทีที่จัดวางไว้ในห้องโถงทางเข้า ไม่มีใครที่อายุต่ำกว่าสิบเจ็ดปีจะสามารถข้ามเส้นนี้ได้”


“ท้าทายดี” เรสโซ่หันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่วิกเตอร์


“อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ” อีกฝ่ายเตือน


“คิดอะไร”


“ความคิดพิเรนท์ในหัวของเธอ”


“เห็นฉันเป็นคนยังไงกัน”


“พวกชอบแหกกฎ”


“นั่นแหละฉันเลย” เรสโซ่ขยิบตาให้วิกเตอร์ไปหนึ่งทีแล้วหันกลับไปสนใจดัมเบิลดอร์ต่อ


“สุดท้าย ฉันขอย้ำกับทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าแข่งขันว่าขอให้คิดให้ดี ทันทีที่ตัวแทนได้รับเลือกจากถ้วยอัคนี เขาหรือเธอต้องเข้าร่วมการประลองเวทจนจบ การใส่ชื่อลงไปในถ้วยถือเป็นข้อผูกมัดตามสัญญาวิเศษ จะไม่มีการเปลี่ยนใจเมื่อได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนแล้ว โปรดมั่นใจจริง ๆ ว่าพร้อมเต็มที่ที่จะทำตามกติกาก่อนที่จะหย่อนชื่อลงในถ้วย บัดนี้ ฉันคิดว่าได้เวลาเข้านอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ทุกคน”


ระหว่างที่ทุกคนกำลังลุกจากโต๊ะอาหาร เรสโซ่ก็ได้ยินนักเรียนบางกลุ่มซุบซิบอย่างนึกสงสัยว่าวิกเตอร์จะได้นอนที่ไหนในคืนนี้ แต่คำถามนั้นก็ได้รับคำตอบแทบจะทันทีเมื่อคาร์คารอฟมาตามนักเรียนของเขาที่โต๊ะสลิธีริน


“กลับไปที่เรือได้แล้ว” คาร์คารอฟบอก “วิกเตอร์ เป็นยังไงบ้าง กินอิ่มหรือเปล่า จะให้ไปขอไวน์อุ่น ๆ ผสมน้ำตาลจากในครัวไหม”


วิกเตอร์ส่ายหน้าขณะสวมเสื้อคลุมเฟลอร์


“อาจารย์ครับ ผมอยากได้ไวน์สักหน่อย” นักเรียนชายคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างมีความหวัง


“ฉันไม่ได้เสนอไวน์ให้เธอสักหน่อย โพลิอาคอฟ” คาร์คารอฟโต้กลับ อาการใส่ใจหายวับไปแทบจะทันที “ฉันเห็นนะว่าเธอทำอาหารหยดใส่ด้านหน้าเสื้อคลุมอีกแล้ว น่าเกลียดจริง”


“ศาสตราจารย์คะ” เรสโซ่ดึงชายแขนเสื้อของคาร์คารอฟ น้ำเสียงที่แข็งกระด้างของเธอถูกปรับให้นุ่มลงไปหลายส่วน “วิกเตอร์เขาเปลี่ยนใจ บอกว่าอยากได้ไวน์อุ่น ๆ สักแก้วน่ะค่ะ”


วิกเตอร์ขมวดคิ้ว ตั้งท่าจะขัดแต่เรสโซ่ก็ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเงียบปากลง


“งั้นหรือ” คาร์คารอฟว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้โพลิอาคอฟไปขอไวน์กับนมสดอุ่น ๆ มาให้พวกเธอสองคนก็แล้วกันนะ”


เรสโซ่ยิ้มกว้าง ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้ว่านั่นไม่ใช่รอยยิ้มที่จริงใจเอาซะเลยก็คงจะเป็นวิกเตอร์ที่กำลังกลอกตาอยู่


คาร์คารอฟพานักเรียนของเขากลับมาที่เรือ เรสโซ่ตรงไปที่ห้องเพื่ออาบน้ำ จากนั้นก็แวะไปที่ห้องของวิกเตอร์เพื่อจิบไวน์อุ่น ๆ โดยที่หยิบแก้วนมสดของตัวเองติดมือไปด้วย


“ทำไมต้องใช้ชื่อของฉันอ้างด้วย” วิกเตอร์ประท้วงเสียงต่ำดูไม่พอใจ “แค่เธอบอกว่าอยากดื่มไวน์อุ่น คาร์คารอฟก็ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว”


“แต่เขาคงจะบ่นก่อนไปหามาให้น่ะสิ” เรสโซ่เบ้หน้า “เขาไม่ได้ตามใจฉันเหมือนอย่างที่ตามใจนายสักหน่อย”


“แต่ก็มีแค่เธอคนเดียวล่ะมั้งที่กล้าจับเสื้อของเขาน่ะ”


“นายไม่รู้อะไรวิกเตอร์” เรสโซ่ว่าพลางยกไวน์ขึ้นจิบด้วยท่าทางกวนประสาท “หนุ่มโสดอย่างคาร์คารอฟน่ะชอบเด็กจะตาย และฉันหมายถึงเด็กน่ารักที่รู้จักประจบประแจงแบบฉัน”


วิกเตอร์ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย


“ทุกคนมองข้ามความป่าเถื่อนในตัวของเธอไปได้ยังไงกัน”


“เสียมารยาทนะ”


“เธอถูกใจเขาเหรอ” จู่ ๆ วิกเตอร์ก็เปลี่ยนหัวข้อของบทสนทนากระทันหัน


“ใคร” เรสโซ่กระดกไวน์จนหมดแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะกลมตรงหน้า


“มัลฟอยคนนั้นไง”


“หมอนั่นหลงสเน่ห์ของฉันเข้าอย่างจังต่างหากล่ะ สงสัยจะใส่น้ำยาสเน่ห์ลงไปในน้ำฟักทองของมัลฟอยเยอะเกินไปหน่อย อันที่จริงฉันใส่ลงในแก้วนมสดนั่นด้วยนะ” เรสโซ่พูดขึ้นเมื่อเห็นวิกเตอร์ยกแก้วนมสดขึ้นกระดก ก่อนจะควักขวดน้ำยาขนาดเล็กที่ห้อยติดกับส้อยคอออกมาแล้วชูขึ้นมอง “อ้าว เวรล่ะ นี่มันขวดพิษนี่นา”


วิกเตอร์พ่นนมสดออกมาจนเลอะไปทั่วกำแพงห้อง แล้วเรสโซ่ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ


“ล้อเล่นน่า นายกลัวจะโดนพิษขนาดนั้นเลยรึไง นายก็รู้นี่ว่าฉันแก้พิษเก่งจะตายไป”


“จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอทดลองพิษตัวใหม่ กริกอร์เดินไม่ได้ไปสองวันเต็มหลังจากที่เธอแก้พิษให้”


“หมอนั่นน่ะอ่อนแอ” เรสโซ่ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนบิดกายไปมา “ฉันไปนอนดีกว่า นายเองก็พักผ่อนเยอะ ๆ ด้วยล่ะ ถ้าตื่นมาแล้วหน้าซีด เดี๋ยวคาร์คารอฟคงได้หัวใจวายก่อนพอดี”


“อย่างเดียวที่จะทำให้คาร์คารอฟหัวใจวายได้ในตอนนี้ก็คงจะมีแต่ความคิดพิเรนท์ของเธอเท่านั้นแหละ”








เรสโซ่ไม่ใช่คนชอบตื่นเช้า แต่เธอก็ไม่เคยตื่นสาย เหตุผลหลัก ๆ นั้นมีอยู่สองข้อคือ คาร์คารอฟเกลียดคนที่นอนตื่นสาย และวิกเตอร์เป็นพวกประสาทที่รู้ว่าเรสโซ่เกลียดตอนเช้าแต่ก็ยังจะพยายามปลุกเธอให้ตื่นมารับแสงแดดอุ่น ๆ กับเขา ใครบ้างที่จะมองไม่ออกว่าหมอนี่สนุกกับการกลั่นแกล้งเธอในช่วงเช้ามากแค่ไหน


พวกเขากินอาหารกันบนดาดฟ้าเรือ จากนั้นพวกผู้ชายก็เริ่มฝึกร่างกาย เริ่มด้วยจากการถอดเสื้อตัวบนออกเพื่ออวดกล้ามเนื้อกับสาว ๆ (ซึ่งสาว ๆ ที่หมายถึงคือพวกนักเรียนจากฮอกวอตส์ที่ตามมาส่องดูชีวิตประจำวันของวิกเตอร์ตั้งแต่เช้าตรู่)


พอเข้าช่วงบ่าย เรสโซ่ก็ต้องเข้าไปในปราสาทฮอกวอตส์พร้อมกับวิกเตอร์ พวกเขาเดินเข้าไปในห้องโถงในช่วงเวลาที่มีนักเรียนบางคนกำลังต่อยกันโดยมีฝูงชนคอยส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน แต่เมื่อวิกเตอร์เดินเข้าไป ทั้งห้องโถงก็เงียบลงภายในพริบตาเดียว ทุกคนต่างจดจ้องความสนใจอยู่ที่เด็กหนุ่มเดิร์มสแตรงก์คนดัง


กระดาษในมือของวิกเตอร์ถูกหย่อนลงในถ้วยด้วยท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เมื่อชื่อของเขาสัมผัสกับเปลวไฟสีขาวอมฟ้า มันก็กลายเป็นสีแดงวาบขึ้นและพ่นลูกไฟออกมา เรสโซ่สังเกตเห็นว่าก่อนที่หมอนั่นจะเดินกลับมาหาเธอ เขาแอบเหลือบสายตาไปหาเด็กสาวฮอกวอตส์คนหนึ่งที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ตัวยาว


“รักแรกพบ” เรสโซ่แซวทันทีที่พวกเขาเดินออกจากห้องโถงใหญ่


“อะไร”


“ป่าวนี่” เธอไหวไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้


พวกเขากลับไปที่ทะเลสาบ รอจนกระทั่งถึงเวลาของงานเลี้ยงช่วงเย็นจึงเดินออกจากเรือไปยังปราสาทฮอกวอตส์ วิกเตอร์และคาร์คารอฟเดินนำอยู่ด้านหน้า ตามหลังด้วยเรสโซ่และนักเรียนเดิร์มสแตรงก์คนอื่น ๆ


ห้องโถงใหญ่ถูกตกแต่งด้วยค้างคาวและฟักทองเพื่อต้อนรับวันฮัลโลวีน ซึ่งงานเลี้ยงก็ดูเหมือนจะยาวนานเกินไปสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ หลายคนดูไม่ตื่นเต้นกับอาหารตรงหน้า เอาแต่ยืดคอบ่อยครั้ง มีสีหน้ากระวนกระวายและทำท่าทียุกยิกผุดลุกผุดนั่งเพื่อดูว่าดัมเบิลดอร์กินอาหารเสร็จหรือยัง


เมื่ออาหารทั้งหมดถูกจัดการจนเกลี้ยงก็เกิดเสียงกึกก้องดังคึกคักขึ้นในห้องโถง เสียงนั้นจางหายไปแทบจะทันทีที่ดัมเบิลดอร์ลุกขึ้นยืน อาจารย์ใหญ่โบบาตงซ์มาดามมักซีมและคาร์คารอฟก็ดูเครียดและจดจ่อรอคอยเหมือนกับคนอื่น ๆ


“เอาล่ะ บัดนี้ถ้วยก็พร้อมที่จะตัดสินแล้ว” ดัมเบิลดอร์กล่าว “เมื่อประกาศชื่อตัวแทนออกมา ขอให้มาที่ด้านหน้าห้องโถงและเดินตามแนวโต๊ะอาจารย์ผ่านเข้าไปในห้อติดกับ—” เขาชี้ไปที่ประตูด้านหลังโต๊ะเจ้าหน้าที่ “—เพื่อรับคำสั่งแรก”


ดัมเบิลดอร์หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาแล้วโบกเป็นวงใหญ่ เทียนทุกเล่มนอกจากที่อยู่ในฟักทองดับวูบลง ทำให้ทุกคนตกอยู่ในแสงสลัว ถ้วยอัคนีโชยแสงโชติช่วงกว่าทุกสิ่งในห้อง เปลวไฟสีขาวอมฟ้าเป็นประกายเจิดจ้า ฉับพลับทันที เปลวไฟในถ้วยกลายเป็นสีแดง ลูกไฟปะทุออกมา เปลวไฟลามเลียขึ้นสูงกลางอากาศ จากนั้นกระดาษชิ้นนึ่งที่มีรอยฉีกขาดก็พุ่งออกมาจากถ้วย


ดัมเบิลดอร์คว้ากระดาษไว้แล้วชูขึ้นจนสุดแขนเพื่ออ่านจากแสดงสว่างของเปลวไฟที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวอมฟ้าดังเดิมแล้ว


“ตัวแทนจากเดิร์มสแตรงก์” เขาอ่านด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “วิกเตอร์ ครัม”


เสียงร้องเชียร์ดังขึ้นทั่วห้อง วิกเตอร์มีสีหน้าเหมือนกับได้รับชัยชนะ เรสโซ่ไม่แปลกใจแต่เธอก็ยังร่วมปรบมือให้ระหว่างที่เขากำลังเดินไปตามแนวโต๊ะอาจารย์และผ่านประตูเข้าไปในห้องที่ติดกัน


“ยอดมาก วิกเตอร์!” คาร์คารอฟร้องเสียงดังจนทุกคนได้ยิน เสียงของเขาดังเหนือเสียงปรบมือ “รู้อยู่แล้วว่าต้องทำได้!”


เสียงปรบมือและเสียงพูดคุยจางลง ตอนนี้ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ถ้วยอีกครั้ง ซึ่งในวินาทีต่อมามันก็กลายเป็นสีแดงอีกครา กระดาษชิ้นที่สองพุ่งออกมาตามแรงขับของเปลวไฟ


“ตัวแทนของโบบาตงซ์” ดัมเบิลดอร์ประกาศ “เฟลอ เดอลากูร์!”


เรสโซ่ไล่สายตาไปทางโรงเรียนโบบาตงซ์ ยูนิฟอร์มของพวกเธอแตกต่างจากเดิร์มสแตรงก์เป็นอย่างมาก ในขณะที่เดิร์มสแตรงก์เน้นสีอึมครึมและดุดันอย่างสีน้ำตาลเข้มและสีแดงเลือดนก โบบาตงซ์ก็เน้นไปที่สีสบายตาอย่างสีฟ้าอ่อน มันทำให้พวกเธอดูโดดเด่นขึ้นท่ามกลางเหล่านักเรียนฮอกวอตส์


หญิงสาวใบหน้าสะสวยลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่า เธอสะบัดเรือนผมยาวสีเงินยวงแล้วเดินตรงไปทางโต๊ะอาจารย์ เมื่อตัวแทนของโบบาตงซ์หายไปยังห้องข้าง ๆ แล้วก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง


ถ้วยอัคนีเปลี่ยนเป็นสีแดง ลูกไฟพรั่งพรูออกมา เปลวไฟลามเลียสูงขึ้นกลางอากาศและที่สุดปลายเปลวไฟนั้นเองดัมเบิลดอร์ก็ดึงกระดาษชิ้นที่สามออกมา


“ตัวแทนจากฮอกวอตส์” เขาประกาศ “เซดริก ดิกกอรี่!”


ดูเหมือนจะมีนักเรียนจากโต๊ะอีกฟากของห้องดีใจเป็นพิเศษ พวกเขากระโดดลุกขึ้นยืน โห่ร้องและกระทืบเท้าขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินผ่านพวกเขาละตรงไปยังห้องด้านหลังโต๊ะอาจารย์


“เยี่ยมยอด!” ดัมเบิลดอร์กล่าวอย่างสุขใจเมื่อในที่สุดเสียงเชียร์อันคึกคักแผ่วลง “เอาล่ะ บัดนี้เราได้ตัวแทนทั้งสามคนแล้ว ฉันแน่ใจว่าฉันจะได้รับแรงสนับสนุนเต็มที่จากพวกเธอทุกคน รวมทั้งนักเรียนจากโบบาตงซ์และเดิร์มสแตรงก์ที่ยังเหลืออยุ่ การเชียร์ตัวแทนของเธอเท่ากับเป็นการส่งเสริมอย่างแท้จริง”


แต่จู่ ๆ ดัมเบิลดอร์ก็หยุดพูดและเป็นที่ประจักษ์แก่ชัดแก่ทุกคนว่าอะไรดึงความสนใจของเขาไป


ไฟในถ้วยกลายเป็นสีแดงอีกครั้ง ลูกไฟปะทุออกมา เปลวไฟยาวพุ่งขึ้นกลางอากาศในทันทีและนำกระดาษอีกชิ้นติดออกมาด้วย


ดัมเบิลดอร์ยื่นมือเรียวยาวออกไปตามสัณชาตญาณและคว้ากระดาษเอาไว้ได้ เขาชูมันไว้และจ้องมองดูชื่อที่ปรากฎอยู่ เกิดความเงียบขึ้นยาวนานระหว่างที่เขากำลังจ้องมองกระดาษในมือ เรสโซ่รับรู้ได้ถึงความกังวลใจของอีกฝ่ายที่เจืออยู่ในอากาศ และแล้วดัมเบิลดอร์ก็กระแอมก่อนจะอ่านออกเสียงว่า


“แฮร์รี่ พอตเตอร์”


แฮร์รี่ พอตเตอร์?


เรสโซ่ขมวดคิ้ว


ไม่มีเสียงปรบมือ มีเพียงแต่เสียงหึ่ง ๆ ราวกับผึ้งยามโกรธดังไปทั่วห้อง นักเรียนบางคนลุกขึ้นยืนเพื่อดูตัวแทนคนที่สี่ให้ชัด


“แฮร์รี่ พอตเตอร์!” ดัมเบิลดอร์เรียกซ้ำอีกครั้ง “แฮร์รี่! โปรดออกมาทางนี้ด้วย”


ในตอนนั้นเองที่จู่ ๆ เด็กชายคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เรสโซ่รู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังตัวสั่น ทุกสายตาจดจ้องอยู่ที่เขา บางคนสบถด่าอย่างไม่พอใจ


“ขี้โกง!”


“อายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดด้วยซ้ำ!”


“แฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายผู้รอดชีวิตน่ะเหรอ” เรสโซ่เอนตัวไปถามเด็กสลิธีรินคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ


“ใช่” เด็กคนนั้นย่นจมูก ดูท่าจะไม่ชอบใจพอตเตอร์คนนั้นสักเท่าไหร่ “ไอ้หมอนั่นแหละ”


เรสโซ่หรี่ตาลงแล้วหันไปมองประตูด้านหลังโต๊ะอาจารย์ “ฮอกวอตส์นี่โชคดีจังนะ มีตัวแทนตั้งสองคนแหน่ะ”








เช้าวันจันทร์ เรสโซ่จะได้เริ่มการเรียนร่วมกับเด็กฮอกวอตส์เป็นครั้งแรก คาร์คารอฟต้องการจะให้เธอเรียนกับพวกชั้นปีที่เจ็ดกับเดิร์มสแตรงก์คนอื่น ๆ แต่ดัมเบิลดอร์เสนอให้เธอเรียนกับนักเรียนรุ่นเดียวกันน่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด แต่เธอก็ยังสามารถเลือกเข้าเรียนกับชั้นปีที่สูงได้ในบางวิชา นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงได้เข้าเรียนชั้นเรียนปรุงยาซึ่งเป็นวิชาเลือกในช่วงเช้ากับเด็กชั้นปีที่หกได้ (แม้ว่าเธอจะยังไม่มีผลสอบจาก ว.พ.ร.ส ก็ตาม)


ห้องเรียนวิชาปรุงยาอยู่ชั้นใต้ดินที่ชื้นและชั้นกำแพงเต็มไปด้วยวัตถุดิบต่าง ๆ ที่บางตัวส่ิงกลิ่นเหม็นออกมาจากโหล ในห้องจะมีโต๊ะสำหรับปรุงยาอยู่เพียงไม่กี่ตัว ดังนั้นนักเรียนจึงต้องแบ่งพื้นที่กันใช้โต๊ะโดยแบ่งเป็นตัวละสามคน เรสโซ่เลือกโต๊ะด้านหลังห้องที่มีฝาแฝดประจำอยู่แล้ว พวกเขาดูคล้ายกันไปหมดทุกส่วน ทั้งรูปร่างที่ผอมสูง ผมสีแดงเพลิง และดวงตาสีน้ำตาล


แล้วจู่ ๆ ประตูก็ถูกเปิดกระแทกออกจากแรงพร้อมกับร่างในชุดผ้าคลุมสีดำตัวยาวที่ก้าวฉับ ๆ เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบแทบจะทันที ชายคนนั้นมีผิวสีซีดตัดกับผมสีดำที่เป็นมันเยิ้มยาวปรกหน้า จมูกของเขาจมูกงองุ้มเป็นรูปตะขอดูแปลกตา


“อย่างที่พวกเธอเห็น วันนี้จะมีนักเรียนจากเดิร์มสแตรงก์มาเรียนรวมกับพวกเธอด้วย” เขาบอกและใช้ดวงตาสีดำขลับที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจกวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง “หวังว่าพวกเธอทุกคนจะตั้งใจและไม่ทำเรื่องขายหน้าต่อแขกของเราในวันนี้”


ดูเหมือนว่าประโยคนั้นจะตั้งใจพูดกับแฝดทั้งสองของบ้านกริฟฟินดอร์เป็นพิเศษ ทั้งสองยิ้มกว้างและทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนแม้ว่าจะถูกสายตาคมดุของศาสตราจารย์วิชาปรุงยาจดจ้องอยู่ก็ตามที


“วันนี้เราจะมาทำน้ำยาคืนชีพกัน พวกเธอบางคนอาจจะไม่รู้ว่าน้ำยาคืนชีพนั้นคืออะไร คุณจีอยากจะลองอธายให้พวกเขาฟังดูไหม” ศาสตราจารย์วิชาปรุงยาเหลือบสายตามองเธออย่างพินิจพิจารณา “คาร์คารอฟบอกว่าเธอค่อนข้างเชี่ยวชาญด้านการปรุงยาเป็นพิเศษ”


เรสโซ่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังถูกทดสอบและดูถูกไปในเวลาเดียวกัน เธอกระแอมไอแล้วจึงเริ่มพูดอธิบาย


“น้ำยาคืนชีพเป็นน้ำยาที่สามารถแก้พิษที่มีผลถึงชีวิตได้ทุกชนิด แม้ว่าผู้ที่ได้รับพิษจะเสียชีวิตไปแล้วแต่หากได้รับน้ำยาคืนชีพภาพในเวลาสามชั่วโมงก็จะสามารถทำให้ผู้ที่ได้รับพิษกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เลยกลายเป็นที่มาของชื่อยาคืนชีพค่ะ”


คิ้วของศาสตราจารย์วิชาปรุงยาเลิกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับกำลังพึงพอใจกับคำตอบอยู่ไม่น้อย


“เธอเคยปรุงยาคืนชีพหรือยัง”


“ยังค่ะศาสตราจารย์”


“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะได้เห็นว่าเธอเป็นอัจฉริยะอย่างที่คาร์คารอฟบอกหรือเปล่า”


“ศาสตราจารย์สเนปคะ” เด็กสาวจากบ้านเรเวนคลอคนหนึ่งชูมือขึ้นกลางอากาศพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม “แล้วเราจะทดสอบผลของมันยังไงคะ”


“พวกเราก็แค่ดื่มพิษถึงตายเพื่อทดสอบน้ำยาคืนชีพของตัวเองไง” เรสโซ่พูดลอย ๆ และนั่นก็ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความสับสน หลายคนหันมองเธอด้วยสายตาที่สื่อความหมายได้ว่า ‘เด็กเดิร์มสแตรงก์นั่นบ้าไปแล้ว’


“ฉันสามารถปรุงพิษที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้นะ หัวใจของพวกนายจะหยุดเต้นไปประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง แต่หลังจากนั้นหัวใจก็จะกลับมาเต้นใหม่ ในทางเทคนิคก็คือพวกนายจะเสียชีวิตไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นก็สามารถใช้น้ำยาคืนชีพทดสอบดูว่าได้ผลไหม ถ้าได้ผลพวกนายก็จะฟื้นขึ้นในทันที แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องกังวลเพราะอีกหนึ่งชั่วโมงหัวใจพวกนายก็กลับมาเต้นเหมือนเดิม เป็นไง น่าสนใจไหม?”


เรสโซ่น่ะบ้า เดิร์มสแตรงก์ทุกคนต่างรู้ดี แต่ดูเหมือนว่าเด็กฮอกวอตส์อาจจะต้องใช้เวลาในการทำใจให้ชินไปอีกพักใหญ่ ส่วนแฝดสองคนที่ร่วมโต๊ะกับเธอก็ทำท่าราวกับว่าจะถูกใจความคิดบ้า ๆ ของเธอเข้าให้แล้ว


“น้ำยาคืนชีพที่สมบูรณ์แบบจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนน้ำผึ้งป่า” สเนปสรุป


เรสโซ่เบ้ปากเล็กน้อย “ถ้าไม่ได้ลองกับพิษจริง ๆ ก็หมดสนุกไปครึ่งนึงเลยนะ”


“ฉันชอบความบ้าบิ่นของเธอนะ” แฝดคนหนึ่งพูดขึ้น


“และความฉลาดของเธอด้วย” แฝดอีกคนบอกแล้วยื่นมือมาตรงหน้าของเรสโซ่ “สวัสดีฉัน จอร์จ วีสลีย์”


เรสโซ่ยื่นมือไปจับตามมารยาท แล้วมือของแฝดอีกคนก็ยื่นมาเพื่อจับกับมืออีกข้างของเธอ


“ฉันเฟร็ด วีสลีย์”


“เรสโซ่ จี”


“พวกเราต้องเข้ากันได้ดีแน่ ๆ” แฝดทั้งสองคนพูดพร้อมกัน


น่าเสียดายที่ชั้นเรียนปรุงยาในครั้งนั้นไม่มีใครได้ทดลองพิษถึงตาย ส่วนน้ำยาคืนชีพที่ใช้ได้ผมมีเพียงแค่ของเรสโซ่ และเด็กหนุ่มอีกคนจากบ้านเนคไทสีน้ำเงินเข้ม


ฝาแฝดวีสลีย์ชวนให้เรสโซ่ไปนั่นกินอาหารเที่ยงกับพวกเขาที่โต๊ะบ้านกริฟฟินดอร์ แต่ไม่ทันที่จะได้ปฏิเสธหรือตอบตกลงพวกเขาก็หิ้วเธอไปที่ห้องโถงแล้ว ที่โต๊ะตัวยาวพวกเขาเล่าถึงวีรกรรมเล็ก ๆ ของเธอที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนปรุงยาให้คนอื่นได้ฟัง และเรื่องราวของเธอก็เริ่มลุกลามไปเหมือนกับไฟท่วมทุ่ง ไม่ทันได้หมดเวลาพักเที่ยง เด็กบ้านกริฟฟินดอร์เกือบทุกคนก็รู้จักเธอในชื่อ ‘นักคืนชีพชั้นเรียนปรุงยา’


เรสโซ่เริ่มทำความเข้าใจกับระบบการแบ่งบ้านของฮอกวอตส์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ที่นี่จะมีทั้งหมดสี่บ้าน กริฟฟินดอร์สีแดง ฮัฟเฟิลพัฟสีเหลือง เรเวนคลอสีน้ำเงิน และสลิธีรินสีเขียว แต่ละบ้านจะมีการชิงถ้วยรางวัลดีเด่นกันทุกปีแตกต่างจากเดิร์มสแตรงก์ที่ไม่มีการแบ่งบ้านแต่นักเรียนทุกคนและทุกชั้นปีจะแข่งกันเพื่อเป็นที่หนึ่งของปี 


“เธอมีเรียนวิชาอะไรต่อในช่วงบ่ายงั้นเหรอ” เฟร็ดถามขึ้น


เรสโซ่หยิบกระดาษที่เขียนตารางเรียนเอาไว้ออกมาแล้วกางดู


“เหมือนช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเลือกนะ เขาให้ฉันเลือกระหว่างสัตว์วิเศษกับมักเกิ้ลน่ะ นายคิดว่าไง”


“มักเกิ้ลก็ไม่ได้แย่ ถ้าเธอสนใจเกี่ยวกับพวกมักเกิ้ลล่ะนะ” เฟร็ดบอก “ส่วนสัตว์วิเศษ เธออาจจะต้องเข้าเรียนเองถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไงน่ะ”


“แต่สัตว์วิเศษก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน หมายถึงอาจเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บบางครั้งล่ะนะ” จอร์จเสริม


แน่นอนว่าถ้าพูดถึงความเสี่ยง เรสโซ่ก็ไม่รอช้าที่จะเลือกความตื่นเต้นให้กับชีวิต แต่คำจำกัดความเสี่ยงของเธอกับสองแฝดอาจจะแตกต่างกันเกินไป เธอคาดหวังว่าจะได้รับมือกับแกรปฮอร์นหรือศึกษาเรื่องของเธรสตรอล แต่ความเป็นจริงก็คือเธอต้องมาเจอกับสกรู๊ตปะทุไฟตัวใหญ่ที่ไม่ได้มีอันตรายมากไปกว่าหมูป่าที่พ่นไฟได้ (โอเค สำหรับบางคนอาจจะคิดว่านั่นน่ะฟังดูยังไงก็อันตรายไม่ใช่หรือไง แต่เอาเป็นว่าสำหรับเรสโซ่คือมันไม่ได้มีอันตรายมากขนาดนั้น)


“เอ้า เธอเป็นนักเรียนเดิร์มสแตรงก์นี่ ทำไมถึงได้มาคนเดียวล่ะ” ชายร่างท้วมที่สูงกว่าคนปกติอยู่หลายเท่าทักทายเรสโซ่ด้วยท่าทางเป็นมิตร ผมของเขายุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้หวีและมีหนวดเครารุงรังทั่วใบหน้า ในมือยังถือลังไม้ที่มีสกรู๊ตปะทุไฟตัวหนึ่งอยู่ในนั้น


“ดัมเบิลดอร์อยากให้ฉันได้เรียนร่วมชั้นกับคนที่มีอายุเท่ากันน่ะ” เรสโซ่บอก


“งั้นเธอก็อายุเท่าแฮรี่น่ะซี่” เขาว่าแล้วก็ตะโกนเรียกเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมาหาเขา “แฮร์รี่ มาพอดีเลย ช่วยดูแลเพื่อนใหม่คนนี้ได้ไหม ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ”


“เรสโซ่ จี”


“โอเค พวกเธอรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ” พูดจบเขาก็เดินหายไปหลังกระท่อม


“อ้อ ดูนั่นสิ พวกเรา ตัวแทนนะนี่” น้ำเสียงกวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลังเรียกสายตาของใครหลาย ๆ คนให้หันไปมอง รวมถึงเรสโซ่ด้วย เธอเห็นมัลฟอยกำลังเดินลงเนินมาพร้อมกับเพื่อนร่างใหญ่โตสองคนที่ขนาบข้างเขาคนละข้าง “เอาสมุดสะสมลายเซ็นมาหรือเปล่า น่าจะขอลายเซ็นตอนนี้เลยนะเพราะฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ได้อีกนานหรอก พวกตัวแทนเข้าประลองเวทน่ะตายซะครึ่งหนึ่ง นายคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ พอตเตอร์ ฉันพนันได้ว่าไม่ถึงสิบนาทีหรอก”


เพื่อนกลุ่มสลิธีรินหัวเราะเสียงดัง แต่แล้วมัลฟอยก็ต้องหยุดเมื่อเขาไล่สายตามาเห็นเธอและชายร่างท้วมก็เข้ามาคั่นกลางพร้อมกับลังไม้ที่ซ้อนกันสูงดูง่อนแง่น แต่ละใบมีสกรู๊ทปะทุไฟตัวใหญ่ นักเรียนทั้งชั้นทำท่าสยดสยองเมื่อเขาเริ่มอธิบายว่าเหตุผลที่สกรู๊ตฆ่ากันเองก็เนื่องมาจากพละกำลังที่มันสะสมในตัวมีมากเกินไป ดังนั้น ทางแก้ก็คือให้นักเรียนใส่สายจูงสกรู๊ตและพาไปเดินรอบ ๆ


“พาไปนี่เดินเล่นเรอะ” มัลฟอยทวนคำอย่างนึกรังเกียจพลางจ้องมองลังใบหนึ่ง “แล้วจะให้เราเอาสายจูงคล้องตรงไหนไม่ทราบ ตรงเดือยแหลม ตรงปลายที่ปะทุไฟ หรือตรงปากดูดของมันล่ะ”


“ตรงกลางตัวแหละ” ชายร่างท้วมตอบ “แต่เธอน่าจะใส่ถุงมือหนังมังกรก่อนนะ ป้องกันไว้อีกชั้น ให้พวกเธอจับคู่กันเพื่อช่วยกันจับนะ แฮร์รี่ เรสโซ่ไปจับตัวใหญ่ทางโน้นกับอีกกลุ่มก็แล้วกัน”


เรสโซ่เดินแยกไปยังลังของตัวสกรู๊ตอีกฝั่งที่ห่างจากมัลฟอย ดูก็รู้ว่าชายร่างท้วมคนนั้นต้องการจับพอตเตอร์แยกกับมัลฟอยมากแค่ไหน ระหว่างนั้นเองที่เธอได้สังเกตคู่หูของตัวเอง


แฮร์รี่ พอตเตอร์ดูผอมแห้งมากว่าที่เธอคิดเอาไว้ แว่นตากลมและผมดำดกหน้าชี้ไม่เป็นทรงนั้นทำให้เขาดูค่อนข้างเงอะงะอย่างบอกไม่ถูก


“นายได้ใส่ชื่อตัวเองลงไปในถ้วยอัคนีหรือเปล่า” เรสโซ่ถามขึ้น


อีกฝ่ายดูไม่พอใจเป็นอย่างมากที่จู่ ๆ ก็ถูกถามออกไปอย่างนั้น พอตเตอร์กลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกับว่ากำลังสงบสติก่อนจะตอบเธอเสียงเรียบ


“เปล่า”


เรสโซ่ได้ยินเสียงของหัวใจ มันเต้นในจังหวะปกติ ไม่ร้อนรน ไม่วอกแวก สิ่งเดียวที่เธอสัมผัสได้จากอีกฝ่ายก็คือความไม่พอใจ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแล้วหันไปสนใจตัวสกรู๊ตแทน เธอดันมันออกมาจากลังขนาดใหญ่แล้วออกคำสั่ง


“นิ่ง”


เมื่อสกรู๊ทอยู่นิ่งเรสโซ่ก็เริ่มใส่สายจูงคล้องไปที่กลางลำตัวของมันแล้วเริ่มพามันออกเดิน สกรู๊ตในตอนนี้มีลำตัวยาวกว่าหนึ่งเมตรและมีเรี่ยวแรงมหาศาล มันดูเหมือนสัตว์พันธุ์ทางลูกผสมระหว่างแมงป่องกับปูที่ลำตัวยืดยาวออก ทว่าไม่มีหัวหรือตาให้เห็น อีกทั้งพวกมันก็ยังแข็งแรงและควบคุมได้ยาก ทั้งชั้นตอนนี้จึงกระจัดกระจายไปคนละทางและอยู่ในสภาพทุลักทุเล จะมีก็แต่ตัวสกรู๊ตของเรสโซ่ที่ดูมีท่าทีว่านอนสอนง่ายอย่างแปลกประหลาด


“เธอสั่งให้มันนิ่งได้ยังไงน่ะ” พอตเตอร์ถามอย่างแปลกใจ


ใกล้ ๆ กันนั้นเองมีเสียงปุ้งเพราะสกรู๊ตตัวใดตัวหนึ่งปะทุไฟออกมา จึงทำให้มันพุ่งไปข้างหน้าหลายเมตร มีนักเรียนหลายคนที่ถูกลากจนท้องครูดไปกับพื้นและพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก


“ฉันก็แค่บอกมันว่าถ้าไม่ทำตัวดี ๆ จะจับโยนลงทะเลสาบให้ปลาหมึกกินน่ะ”


พอตเตอร์ดูเหมือนจะเชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่งกับคำพูดทีเล่นทีจริงของเรสโซ่ เธอจึงหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วยกมือขึ้นตบต้นแขนอีกฝ่ายเบา ๆ


“ล้อเล่นน่ะ อย่าเครียดนักสิ”


หลังชั้นเรียนสัตว์วิเศษจบลง สกรู๊ตทุกตัวก็กลับไปอยู่ในลังตามเดิม ส่วนนักเรียนหลายคนต่างก็มีสภาพสะบักสะบอมราวกับเพิ่งผ่านสงครามมา พวกเขาเดินอย่างอ่อนล้ากลับไปที่ปราสาทฮอกวอตส์ แม้แต่กลุ่มสลิธีรินที่ตั้งท่าหาเรื่องพอตเตอร์ในตอนแรกก็ดูเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงไว้หาเรื่องเขาอีกต่อไปแล้ว


“นายดูไม่ค่อยมีเพื่อนเลยนะ” ดวงตาคมของเรสโซ่จ้องมองแผ่นหลังของกลุ่มเด็กสลิธีรินที่เดินนำอยู่ด้านหน้า “นึกว่าคนดังอย่างนายจะมีผู้คนรุมล้อมซะอีก”


พอตเตอร์ดูเหมือนจะไม่พอใจกับคำพูดของเธอนัก เขาตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า


“ฉันไม่ใช่คนดัง”


“ดังสิ” เรสโซ่หันไปสบตากับอีกฝ่าย “แฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายผู้รอดชีวิต นายน่ะดังจะตายไป”


พอตเตอร์หยุดเดิน เขาจ้องตากับเรสโซ่อย่างไม่ยอมแพ้ ท่าทางดูจะไม่ชอบใจเอามาก ๆ กับสิ่งที่ได้ยิน


“ถ้าไม่ระวังตัวดี ๆ นายได้ตายจริง ๆ แน่” เรสโซ่ว่าแล้วก็โน้มตัวเข้าหาอีกฝ่าย พ่นลมร้อนใส่ข้างหูพอตเตอร์แล้วกระซิบต่อว่า “ใครที่อยากให้นายตายมากที่สุด ลองเอากลับไปคิดดูนะ”








สองสามวันถัดมาในฮอกวอตส์ของเรสโซ่ค่อนข้างเรียบง่ายถึงขั้นน่าเบื่อ แต่ดูเหมือนตัวแทนคนที่สี่อย่างพอตเตอร์จะเจอกับศึกหนักจากหลาย ๆ ด้าน หมอนั่นมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นทุกวันอย่างเห็นได้ชัด เขาตกอยู่ในสภาวะลำบากถึงขั้นที่ได้รับการบ้านพิเศษเพิ่มจากชั้นเรียนคาถาเพราะเขาใช้คาถาเรียกของได้ห่วยแตกจนศาสตราจารย์ยังดูเป็นกังวล และในส่วนของวิชาปรุงยาก็เหมือนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้พอตเตอร์ทุกข์ทรมานได้อย่างถึงที่สุด จากที่เรสโซ่สังเกตดู นอกจากเขาจะถูกบ้านสลิธีรินหาเรื่องแล้ว ศาสตราจารย์สเนปก็ยังไม่ชอบเขาอย่างออกนอกหน้าอีกด้วย


“ยาแก้พิษ!” สเนปพูดขึ้นและมองไปรอบ ๆ ดวงตาสีดำเย็นชาของเขาวาววับอย่างน่ากลัว “ถึงตรงนี้พวกเธอคงจะเตรียมสูตรเอาไว้แล้ว ฉันต้องการให้พวกเธอต้มยาอย่างระมัดระวัง แล้วเราจะเลือกนักเรียนคนหนึ่งออกมาทดสอบ”


สเนปสบตาพอตเตอร์ และตอนนั้นทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่านักเรียนคนที่จะถูกทดสอบนั้นคือใคร แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ เด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขณะเดินไปที่โต๊ะของสเนป


“มีอะไร” สเนปถามห้วน ๆ


“ผมมารับตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์ขึ้นไปข้างบนฮะ”


“พอตเตอร์ต้องเรียนวิชาปรุงยาอีกหนึ่งชั่วโมงให้จบก่อน” สเนปพูดเสียงเย็น “เขาจะขึ้นไปเมื่อชั้นเรียนเลิกแล้ว”


ใบหน้าของเด็กชายคนนั้นกลายเป็นสีชมพู


“ได้โปรดฮะ อาจารย์ คือคุณแบ็กแมนต้องการตัวเขาฮะ” เด็กชายพูดอย่างตื่น ๆ “ตัวแทนทุกคนต้องไปฮะ ผมคิดว่าคงจะต้องถ่ายรูป...”


“ก็ได้ ก็ได้” สเนปโต้กลับ “พอตเตอร์ทิ้งข้าวของของเธอไว้ที่นี่ ฉันต้องการให้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อตรวจยาแก้พิษของเธอ”


“ได้โปรดฮะ เขาต้องเอาของไปกับเขาด้วยฮะ” เด็กชายพูดเสียงแหลมเล็ก “ตัวแทนทุกคน—”


“ก็ได้!” สเนปพูด “พอตเตอร์ เอากระเป๋าของเธอไป และออกไปให้พ้นจากหน้าฉันซะ!”


ถึงตอนนั้นเรสโซ่ก็หลุดขำออกมา ส่วนแฮร์รี่เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นใหญ่ ลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูพร้อมกับเด็กชายตัวเล็ก


เมื่อพอตเตอร์ออกไป ทั้งชั้นก็มองหน้ากันเหมือนพร้อมกับคำถามว่าใครจะเป็นคนที่รับกรรมแทนพอตเตอร์


“เริ่มปรุงยาได้” สเนปสั่ง


การปรุงยาแก้พิษไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของเรสโซ่ แต่เธอกลับพบว่ามีนักเรียนในชั้นอีกคนที่มีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาที่(เกือบจะ)เหนือชั้นกว่าเธอ


เดรโก มัลฟอย


และเมื่อทั้งชั้นปรุงยาเสร็จ สเนปก็เริ่มกวาดสายตามองนักเรียนทั้งชั้น เขาหรี่ตาคล้ายกับกำลังใช้ความคิด ก่อนจะโบกมือหนึ่งทีแล้วสั่งว่า


“เก็บน้ำยาใส่ขวด อย่าลืมเขียนชื่อติดเอาไว้ตอนที่เอามาส่งด้วย”


“ศาสตราจารย์ไม่ทดสอบน้ำยาแล้วเหรอคะ” เรสโซ่ถามขึ้น “ฉันขออาสาเป็นคนทดสอบน้ำยาเอง”


ถึงตอนนั้นก็เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนในห้องแล้วว่าเรสโซ่เป็นคนบ้าอย่างที่บ้านกริฟฟินดอร์ล่ำลือกันมาจริง ๆ


“ดูเหมือนว่าคุณต้องการจะดื่มยาพิษให้ได้เลยสินะ” สเนปพูดน้ำเสียงติดเหน็บแนม ดวงตาสีดำลุ่มลึกจ้องมองเธออย่างเอาเป็นเอาตาย


เรสโซ่ยักไหล่


“ศาสตราจารย์มีพิษตายทั้งเป็นอยู่พอดีนี่คะ ทำไมไม่ลองทดสอบยาแก้พิษดูสักหน่อยล่ะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบสิบนาทีเลยนะ ถ้าผิดพลาดก็แค่เป็นอัมพาตตลอดชีวิตก็แค่นั้นเอง”


“มั่นใจในน้ำยาแก้พิษของตัวเองงั้นเหรอ”


“แน่นอนสิคะ” เรสโซ่ยิ้มเห็นฟัน “แต่มันคงอดสนุกเพราะรู้ผลอยู่แล้ว เพราะงั้นทำไมศาสตราจารย์ไม่เลือกน้ำยาแก้พิษของนักเรียนในชั้นมาสักคนล่ะคะ”


สเนปเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น


“ลองบัตท่อม”


ทั้งชั้นกลั้นหายใจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หลายคนต่างพึมพำคำว่าตายแน่ ๆ ไม่ต่ำกว่าสิบรอบ


เรสโซ่หันมองเด็กชายคนหนึ่งที่สะดุ้งหลังจากถูกเรียกชื่อ เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าอ้วนกลมท่าทางขี้กลัว ผมและดวงตาสีเข้ม


“ครับ...ศาสตราจารย์สเนป” ลองบัตท่อมตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคนกลับได้ยินอย่างชัดเจนเพราะทั่วทั้งชั้นเรียนปรุงยาตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน


“ไปหยิบน้ำยาตายทั้งเป็นมา”


สิ้นเสียงคำสั่ง ลองบัตท่อมก็รีบเดินดุ่ม ๆ ไปที่ชั้นวางขวดยาพิษ เขาไล่มองขวดยาต่าง ๆ อย่างลังเล จนกระทั่งสเปนตวาดขึ้นอย่างหมดความอดทน เด็กหนุ่มจึงรีบหยิบยาพิษมาหนึ่งขวด


เด็กสาวคนหนึ่งพูดเตือนอย่างตกใจขณะที่เรสโซ่หัวเราะเมื่อเห็นว่ามันคือยาพิษถึงตาย


“ไม่ใช่ขวดนั้น เนวิลล์!”


แต่ไม่ทันแล้ว ตอนนี้ขวดยาพิษวางอยู่ตรงหน้าเรสโซ่แล้ว


“คุณมัลฟอย” สเนปพูดเสียงเรียบ “ใช้ยาแก้พิษของคุณ”


แน่นอนว่าสุดท้ายเรสโซ่ก็กลับออกไปจากห้องเรียนปรุงยาได้ด้วยสภาพที่ยังปกติดีทุกประการท่ามกลางเสียงถอนหายใจโล่งอกของใครหลาย ๆ คน


“สรุปแล้วเธอเป็นคนใจกล้าหรือแค่บ้าบิ่นกันแน่” มัลฟอยพูดขึ้นระหว่างที่เดินเข้ามาขนาบข้างเธอ


“แล้วนายล่ะ สรุปแล้วเป็นพวกเก่งแต่ปากหรือซ่อนพรสวรรค์เอาไว้” เรสโซ่ถามกลับ


“อัจฉริยะ” อีกฝ่ายตอบนิ่ง ๆ


เรสโซ่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เธอเพียงแค่เบ้หน้าแล้วเดินแยกออกไปอีกทางเพื่อกลับไปยังเรือเดิร์มแสตรงก์ ซึ่งระหว่างทางก็ได้เจอกับวิกเตอร์ที่ในอ้อมแขนมีหนังสือเล่มหนาอยู่ด้วย


“คนอย่างนายไม่น่าอ่านหนังสือนะวิกเตอร์” เรสโซ่ทักทายเสียงเรียบ


“ฉันต้องเตรียมตัวสำหรับภารกิจแรก”


เสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง เรสโซ่ยิ้มเมื่อจับโกหกเขาได้


พวกเขานั่งกินอาหารค่ำด้วยกันเมื่อกลับมาถึงเรือ ระหว่างนั้นไม่ได้มีบทสนทนาเกิดขึ้นมากนัก อย่างที่รู้กันดีว่าวิกเตอร์ไม่ใช่พวกชอบคุยและเรสโซ่ก็ไม่ได้ชอบต่อบทสนทนากับอีกฝ่ายมากถึงขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อกินเสร็จจึงแยกย้ายกันทันที


เรสโซ่เพิ่งจะทิ้งตัวลงบนเตียงตอนที่สะเก็ดไฟพุ่งออกมาจากกองไฟ มันกระเด็นมาที่กลางห้องก่อนจะแตกปะทุออกไปคนละทิศคนละทาง สะเก็ดไฟกระจายออกไปทั่วแต่ไม่ได้ทิ้งรอยเผาเอาไว้ กลับกันมันเริ่มแตกตัวออกเหมือนดอกไม้ไฟและประกอบกันเป็นรูปร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยดี


“เจนิน” เรสโซ่ทักพลางเด้งตัวขึ้นนั่งบนเตียง


“ไง ตัวแสบ เป็นยังไงบ้าง”


“สบายดีค่ะ ฮอกวอตส์สนุกกว่าที่คิด”


“คงไม่ได้ก่อเรื่องอะไรใช่ไหม” เจนินหรี่ตาอย่างจับผิด


“ถ้ามีเรื่องร้ายแรงอะไร เดี๋ยวคุณก็ได้รับนกฮูกด่วนจากคาร์คารอฟเองแหละ” เรสโซ่ตอบติดตลก “ว่าแต่คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”


“อาซาเซล” เจนินบอก “ได้ข่าวว่าหมอนั่นกลับไปที่อังกฤษ และอาจจะติดต่อกับพวกผู้เสพความตาย”


เรสโซ่พยักหน้า “ถ้าเป็นแค่ข่าวลือก็ดี”


“ได้แวะไปทักทายพ่อสิงโตกินผึ้งหรือยังล่ะ”


“คุณก็รู้ว่าพวกเราไม่ชอบขี้หน้ากัน”


“เธอก็รู้ว่าเขามีประโยชน์”


“ก็ได้” เรสโซ่กลอกตา “พรุ่งนี้เช้าฉันจะแวะไปทักทายเขา”


เจนินพูดถูก หมอนั่นมีประโยชน์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ชอบอยู่ดีนั่นแหละ


เหตุผลก็เพราะ...


“เหม็นสาปกลิ่นหมาป่า”


“เพิ่งรู้ว่าสิงโตมันร้องแง้ว ๆ น่ารำคาญว่ะ”


สิงโตและหมาป่าอยู่ด้วยกันไม่ได้


“หยุดเห่าได้แล้ว ฉันฟังภาษาของหมาไม่รู้เรื่องหรอกนะ”


“แซนเดอร์ นายกับฉันต้องได้แลกเขี้ยวกันสักรอบแล้วแหละวันนี้”


ซาเวียร์ แซนเดอร์ส่งเสียงเหอะในลำคอพลางยกมือแขนขึ้นกอดอกแล้วมองเธออย่างถือดี สีหน้าและท่าทางดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด คิ้วหนาที่ฟาดอยู่เหนือดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มขมวดเข้าหากัน จมูกและริมฝีปากได้รูปเข้ากับใบหน้าคมสันทำให้อีกฝ่ายดูมีสเน่ห์แต่ก็น่าหวั่นเกรง หมอนี่เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเจรอสโลว์ แซนเดอร์ และเป็นทายาทที่สืบสายเลือดอย่างถูกต้องตามกฎหมายของตระกูลแซนเดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับตระกูลคลินส์ของเรสโซ่


สัตว์ประจำตระกูลของแซนเดอร์คือสิงโตขาว แต่ซาเวียร์เป็นที่รู้จักในชื่อของสิงโตกินผึ้งเพราะหมอนี่มักจะหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาราวกับไปกินตัวผึ้งมา


“เข้าเรื่องเถอะ” ซาเวียร์พูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ ราวกับว่าเขาเบื่อที่จะมองหน้าเธอเต็มทน


“พอตเตอร์ไม่ได้เป็นคนใส่ชื่อตัวเองลงไปในถ้วยอัคนี” เรสโซ่เข้าประเด็น


“แล้วไง” ซาเวียร์ตอบกลับทันควัน


“ผู้เสพความตายปรากฎตัวในควิดดิชเวิร์ดคัพ ไหนจะตรามารอีก ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ”


“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ”


“ได้ยินมาว่าอาซาเซลอาจจะติดต่อกับพวกผู้เสพความตาย”


“ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิด”


“งั้นเราก็แค่ต้องหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ”


คราวนี้ซาเวียร์กลอกตาแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


“รู้ไหมว่าพวกเด็กฮอกวอตส์เรียกเธอว่ายังไง”


“นักคืนชีพชั้นเรียนปรุงยา, ลิ่วล้อวิกเตอร์ ครัม, ลูกสาวคาร์คารอฟ” ทุกครั้งที่พูดไปหนึ่งชื่อเรสโซ่ก็จะหักนิ้วลงไปด้วยเพื่อทำการนับจำนวน “อ้อแล้วก็ฉันชอบชื่อนี้ที่สุดล่ะ เวน่อมเดิร์มสแตรงก์ รู้สึกว่าสองแฝดวีสลีย์จะเป็นคนคิดให้นะ”


“การทำตัวเป็นจุดเด่นคืองานอดิเรกของเธอหรือไง”


“จริง ๆ แล้วเป็นงานหลักมากกว่า” เรสโซ่ตอบท่าทางกวนประสาท “เจิดจ้าขนาดนี้ศัตรูคงมองจนแสบตาเลยล่ะ”


ซาเวียร์ยกมือขึ้นลูบใบหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่าเขาเหนื่อยที่จะคุยกับเธอเต็มทนแล้ว


“เอาเถอะ เอาไว้ว่าง ๆ ฉันจะแวะไปหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือสักหน่อย” เรสโซ่ตัดบทก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เปิดปากบ่นเธอเพิ่ม “ถือว่าตกลงกันแล้วนะ ได้เรื่องยังไงจะมาบอกอีกทีก็แล้วกัน”


“หมดธุระก็ไสหัวไปได้แล้ว เรสโซ่”


“ฉันอยากจะอยู่มองหน้านายตายล่ะ ซาเวียร์”


ซาเวียร์กลอกตาอีกหนแล้วคลายคาถาป้องกันการถูกแอบฟังออก ส่วนเรสโซ่โบกมือลาอีกฝ่ายอย่างกวนประสาทก่อนจะเดินออกไปจากห้องเรียนว่างเปล่าแล้วหยิบตารางเรียนออกมาดู


วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด


เรสโซ่ได้ยินเด็กคนอื่น ๆ พูดกันว่าวิชานี้มีมือปราบมารมาสอนด้วยตัวเอง และเขาก็ค่อนข้างบ้าระห่ำอยู่พอตัวจากการที่ใช้คำสาปโทษผิดร้ายแรงในชั้นเรียน ดังนั้นเธอจึงตั้งตารอคอยที่จะเรียนวิชานี้มาก


“เฮ้ เรสโซ่” พาร์กินสันโบกมือทักทายทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาในห้องเรียน “มานั่งด้วยกันสิ”


เรสโซ่เอียงใบหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ กับพาร์กินสัน ในใจได้แต่นึกสงสัยว่าไปสนิทกับหล่อนถึงขั้นสามารถเรียกชื่อกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 


“ไง เวน่อมเดิร์มสแตรงก์” น็อตทักทายเธอจากโต๊ะด้านหลัง


เรสโซ่หันกลับไปมองอีกฝ่าย “ไง น็อต”


“ว้าว เธอจำฉันได้ด้วย” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของน็อตฉายแววตื่นเต้น “แต่เรียกฉันว่าธีโอดอร์ก็ได้ พวกเราอยากสนิทกับเธอนะ ใช่ไหมเดรโก” 


ประโยคหลังอีกฝ่ายเหลือบไปมองมัลฟอยที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้าของเรสโซ่ คนถูกเรียกหลังกลับมามองพวกเขานิ่ง ๆ ด้วยท่าทางถือตัว


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันกัน”


“ก็เรสโซ่ปรุงยาเก่งพอ ๆ กับนายเลยนี่ สนิทกันไว้ดีกว่าน่า” ธีโอดอร์บอก “หรือนายกลัวว่าเธอจะมาแย่งตำแหน่งลูกรักสเนปไปจากนาย”


“ฉันจำเป็นต้องสนใจด้วยหรือไง”


เรสโซ่หันไปสบตากับเดรโก อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าชั้นเรียนตามเดิมเมื่อใครคนหนึ่งเดินกระเผกเข้ามา


อลาสเตอร์ มู้ดดี้


อาจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางถมึงทึง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ปากมีรอยบากพาดขวางและเนื้อส่วนใหญ่ของจมูกก็แหว่งหาย ส่วนดวงตาข้างหนึ่งมีขนาดเล็กและดำมันวาว ขณะที่อีกฝ่ายมีขนาดกลมใหญ่เท่าเหรียญและเป็นสีฟ้าสด ดวงตาสีฟ้านี้กลอกไปกลอกมาตลอดโดยไม่กระพริบต่างจากดวงตาปกติ อีกทั้งยังกลอกหายเข้าไปด้านหลังจนมองเห็นเพียงตาขาวของเขาได้


มองดูรวม ๆ แล้วรู้สึกเหมือนถูกข่มขวัญอยู่ไม่น้อย


“พวกเธอจะรับมือกับคาถาสะกดใจยังไง” จู่ ๆ มู้ดดี้ก็พูดขึ้นระหว่างที่กวาดสายตามองนักเรียนทุกคนภายในห้อง เขาหยุดลงที่เรสโซ่


“คาร์คารอฟมันเคยสอนเธอหรือเปล่า แม่หนูเดิร์มสแตรงก์”


คราวนี้ทุกสายตาหันมาทางเรสโซ่


“จะลองดูมั้ยล่ะคะ”


“อิมเปริโ—”


“เอกซ์เปลลิอามัส”


ท่ามกลางความเงียบงัน ไม้กายสิทธิ์ของมู้ดดี้ลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะตกลงสู่พื้นเหมือนกับภาพสโลว์โมชั่น เรสโซ่ยังคงกำไม้กายสิทธิ์ในมือแน่นขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ ตกอยู่ในสภาวะตกใจและงุนงงกับเหตการณ์ตรงหน้า


“ทำไมอาจารย์ไม่ลองสาธิตวิธีการรับมือกับคาถาสะกดใจด้วยตัวเองดูล่ะ” เรสโซ่ยิ้มกริ่ม “อิมเปริ—”


“เห้ย!”


เป็นอันสรุปกันได้แล้วว่าเรสโซ่ไม่ใช่แค่ใจกล้า แต่เป็นพวกบ้าบิ่นที่สุดโต่งจนน่ากลัวเลยต่างหาก









     พาเรสโซ่ จีตัวจี๊ดจากเดิร์มแตรงก์มารายงานตัวค่ะ!

       เราเขียนให้สถาบันเดิร์มสแตรงก์มีการเรียนการสอนทั้งหมด5ปีโดยนักเรียนปีแรกจะเข้าเรียนเมื่ออายุครบ13ปี ระบบหลาย ๆ อย่างของเดิร์มสแตรงก์ก็คือคิดเอาเองเป็นส่วนใหญ่ (ฮ่าาา) หวังว่าจะชอบกันนะคะ ที่สำคัญก็คือขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจมาก ๆ หวังว่าทุกคนจะสบายดี รักษาเนื้อรักษาตัวกันด้วยนะคะ รักนักอ่านทุกคน <3






            
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

467 ความคิดเห็น

×