[ตีพิมพ์แล้ว] THE MOON TO MY NIGHT [Austin X Esme]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,347 Views

  • 609 Comments

  • 312 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    72

    Overall
    18,347

ตอนที่ 5 : CH.4 - I think about you more and more everyday

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    7 ธ.ค. 61





4

I think about you more and more everyday

ฉันคิดถึงคุณมากขึ้นทุกวัน

 

 

“ฉันว่าฉันเป็นบ้าไปแล้วล่ะ จริงๆ นะแอลลี่” ฉันบอกกับเพื่อนสนิทที่ปลายสาย แอล เชอร์วู้ดคือนางแบบสาวชาวอังกฤษผู้ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตในวงการ แต่สำหรับฉัน เธอคือแอล หรือแอลลี่ เพื่อนรักที่รู้จักกันตั้งแต่มัธยมต้น แอลรู้แทบจะทุกความเป็นไปของฉัน ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของโลก เราก็ต้องแชทหรือโทรคุยกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เธอเป็นเหมือนพี่สาวที่รู้จักฉันดีที่สุด ระยะทางก็มาแยกเราออกจากกันไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาด

 

และแน่นอน ฉันกำลังอัพเดตให้เธอรู้เรื่องออสติน

 

[Yeah, เธอก็ฟังดูเป็นเอามากจริงๆ นะ] เธอมีน้ำเสียงเอ็นดู แอลเป็นเพื่อนประเภทที่ตื่นเต้นและภูมิใจกับทุกอย่างในชีวิตของฉันเหมือนมันเป็นชีวิตของเธอด้วยเหมือนกัน อันที่จริง ฉันเองก็เป็นแบบเดียวกันกับเธอ [แต่ฟังจากที่เธอเล่า ออสตินเขาก็ดูเป็นคนน่ารักไม่ใช่ย่อยเลยนะ]

 

“เสียอย่างเดียว เขาบ้าเรียนและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร หมายถึงฉันไม่มีปัญหากับที่เขาบ้าเรียนหรอกนะ แต่ครั้งที่แล้วเพื่อนสนิทก็ต้องลากเขามาปาร์ตี้ แล้วเขาก็ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่พอพูดทีเขาก็ขี้แกล้งอย่างไม่น่าเชื่อเลย มันเหมือนออสตินน่ะรู้ว่าฉันสนใจ แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้อย่างนั้น”

 

[หืมฟังดูเดาใจยากจังนะ บางทีเขาอาจจะแค่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงและยังไม่อยากมีแฟนหรือเปล่า]

 

“เอลเลียต เพื่อนสนิทเขาเคยเล่าว่าออสตินบอกว่าถ้าจะมีแฟนเมื่อไหร่เดี๋ยวก็มีเอง แต่ก็ไม่ได้คิดจะหาน่ะ”

 

[เขาคงไม่ใช่เกย์หรอกนะ!]

 

“ไม่นะ” ฉันร้อง “ไม่มีทางหรอก ทีแรกฉันก็แอบคิดแบบนั้น แต่เกย์คงไม่จูบตอบผู้หญิงที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้าไปจูบเขาหรอกมั้ง”

 

[อ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเอาจจะเป็นไบ…]

 

“พระเจ้า เธอนี่ให้กำลังใจกันจัง”

 

แอลลีหัวเราะคิดคัก [แหม อย่าเครียดไปเลยจ้ะที่รัก พวกเธอเพิ่งจะรู้จักกัน ออสตินไม่ใช่ผู้ชายที่สนิทกับใครไปทั่วอย่างคนชื่อดีนกับเฟร์ยาที่เธอเล่านี่นา ถ้าอยากได้ความสัมพันธ์จริงจังกับเขาเธอควรค่อยเป็นค่อยไปนะจ๊ะ เท่าที่ฟังดูตอนนี้มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรระหว่างเธอเลยนี่นา]

 

“ฉันก็หวังว่ามันจะจริงอย่างนั้นนะ” หวังว่าการที่ออสตินแกล้งทำเป็นไม่รู้มันจะไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธฉันอยู่เป็นนัยๆ น่ะ

 

[ไม่มีผู้ชายที่ไหนอดใจไม่หวั่นไหวกับเลดี้เอสเม่ของฉันได้ลงคอหรอก เชื่อสิ]

 

“เธอก็พูดไปนั่น” ฉันส่ายหัวอยู่กับตัวเอง แต่ที่แอลพูดก็ถูกของเธอ คนอเมริกันอาจใจเร็วขอเดตเป็นว่าเล่น แต่ดูยังไงออสตินก็ไม่ใช่ผู้ชายประเภทนั้น (ฉันจินตนาการภาพเขาไปขอผู้หญิงที่ไหนเดตไม่ออกด้วยซ้ำ)

 

ก็ถ้าฉันจะห้ามใจตัวเองให้เย็นลงได้กับเรื่องออสตินน่ะน้า

 

แต่เพราะอย่างนี้แหละ มันก็เลยต้องพยายามกันหน่อย บ่ายวันศุกร์หลังเลิกเรียนฉันจึงให้ชาร์ลส์ไปส่งที่ Botanic café ร้านหนังสือและคาเฟ่สไตล์รักษ์โลก ไม่ใช่เพราะฉันอยากได้หนังสือหรือชาสักแก้ว

 

แต่เพราะออสตินทำงานอยู่ที่นี่

 

แฮ่ๆ ใช่แล้ว ไอ้ที่ฉันสั่งให้ลีอาห์หาประวัติเขาไง จำได้ไหม

 

ออสติน โลว์เธอร์ เกิดวันที่เจ็ดสิงหาคม โตในนิวยอร์ก จบจากบรูคลินไฮสคูล เคยได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นและปัจจุบันได้ทุนเรียนเอกประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โอ้ว้าว…’ ขนาดลีอาห์ยังต้องหยุดพูดเพื่อชื่นชมออสตินเลยทีเดียว ฉันไม่แปลกใจสักนิด ‘…เขายังเคยชนะการประกวดบทความต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และเคยฝึกงานกับพิพิธภัณฑ์ Natural History Museum New York โอ้โห! ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ฉันไฟเขียวให้เลยถ้าเอสเม่จะเดตกับเขา

 

ง่ายขนาดนั้นเลย!’ ฉันมีน้ำเสียงไม่เชื่อ ลีอาห์ไม่เคยไฟเขียวให้ใครที่เข้าหาฉันง่ายขนาดนี้มาก่อน

 

แต่เอ้อออสตินไม่ได้เข้าหาฉันนี่นะ

 

ก็ประวัติเขาดูดีมากกกก!’ ลีอาห์ชี้หน้ากระดาษที่เธอถืออยู่ (อย่าถามฉันว่าเธอไปได้มาได้ยังไง) เนี่ย นอกจากตอนนี้จะเป็นนักเรียนทุนแล้วเขายังทำงานพิเศษที่ร้านหนังสือและคาเฟ่ที่ชื่อ Botanic Cafe ด้วยนะ ดูยังไงก็มีอนาคตสุดๆ เลย

 

ฉันว่าแล้วว่าพี่ต้องชอบเขา ฉันยิ้มร่า ดีใจจัง

 

แต่ไม่ยักรู้นะว่าสเปคของเอสเม่จะเนิร์ดอย่างนี้

 

ทำไมทุกคนต้องพูดเรื่องนั้นด้วยเนี่ย ฉันร้อง ออสตินน่ารักออกจะตายไป เขาพายายไปหาหมอในคาบว่างด้วยนะ จะเนิร์ดหรือใส่แว่นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย สิ่งสำคัญคือเขาใจดีต่างหาก

 

ลีอาห์ได้ยินอย่างนั้นก็อมยิ้มไม่หยุด ดีแล้วจ้ะที่คิดอย่างนั้น ฉันเชื่อว่าออสตินเป็นคนดี

 

แต่ปัญหาก็คือฉันต้องจีบเขาให้ติดก่อน และนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉันกอดอกแน่น

 

ก็นี่ไงล่ะคะ พี่สาวของฉันชี้ เอสเม่ก็ไปที่คาเฟ่วันที่เขาทำงานสิ ทำทีว่าไปหาหนังสืออ่าน เขาจะได้เห็นว่าเอสเม่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ที่สำคัญยังได้โอกาสคุยกันนอกชั้นเรียนด้วยนะ

 

ฉันอ้าปากค้าง ลีอาห์ พี่โสดอยู่ได้ยังไงเนี่ย

 

เดี๋ยวเถอะ เสียมารยาทจัง

 

ฮิๆ ขอโทษค่ะ แล้วก็ขอบคุณนะ ช่วยได้เยอะเลยล่ะ!’ ฉันจูบแก้มลีอาห์แทนการให้รางวัล ไว้ฉันช่วยหาแฟนให้พี่บ้างดีกว่า เฟร์ยาต้องช่วยเรื่องนี้ได้แหง

 

เอ่อ ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก…’

 

ไม่ได้ พี่ไม่ควรเป็นโสดตอนอายุยี่สิบหก ฉันยืนกราน อีกอย่างนะ ถ้าพี่มีแฟนบ้างจะได้ไม่ต้องคอยมาเป็นห่วงเอสเม่อยู่ตลอดเวลา

 

แค่หาทางกำจัดกันงั้นสิลีอาห์ร้อง ฉันหัวเราะคิกคัก

 

เปล่านะ อยากให้ลีอาห์มีความสุขต่างหาก!’

 


 

และเพราะอย่างนี้ วันนี้ฉันถึงได้มาที่นี่

 

Botanic Café เป็นร้านหนังสือที่มีคาเฟ่อยู่ในตัว ฉันเห็นออสตินตั้งแต่ตอนที่มองผ่านกระจกใสหน้าร้านเข้าไป เขายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังทำหน้าที่บาร์ริสต้าอย่างขยันขันแข็งทั้งตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงานอะไรอย่างนี้นะ

 

อืม ปล่อยให้เขาทำงานไปก่อนดีกว่า

 

ฉันเข้าไปตรงส่วนที่เป็นร้านหนังสือก่อน พวกเขาตกแต่งร้านด้วยสไตล์โมเดิร์นและแขวนไม้ประดับตามมุมต่างๆ ฉันคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีที่เดียวที่เปิดคาเฟ่ให้คนที่มาซื้อหนังสือได้นั่งจิบชากาแฟอ่านไปด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้คนพากันเข้าร้านหนาแน่นขนาดนี้

 

นี่ไม่เกี่ยวกับออสตินเลยนะ แต่ฉันว่าที่นี่น่าจะกลายมาเป็นร้านโปรดของฉันเหมือนกันแล้วล่ะ

 

ฉันเดินดูหนังสืออย่างไม่รีบร้อนก่อนจะตัดสินใจซื้อนิยายรักเล่มหนึ่ง ทีนี้ก็เป็นพาร์ทที่ฉันต้องทำเหมือนว่าบังเอิญมาที่นี่สินะหัวใจฉันเต้นระส่ำขณะเดินไปยังส่วนที่เป็นคาเฟ่

 

ฮู่ว ออสตินยังอยู่แฮะ

 

He’s-so-frigging-handsome!” (เขาหล่อเป็นบ้าเลย!) ฉันเห็นผู้หญิงที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าสุดหันมากระซิบแบบช้าๆ ชัดๆ ให้เพื่อนเธอที่อยู่ข้างหลังฟัง

 

อื้มชักสงสัยแล้วสิว่าออสตินเป็นตัวเรียกลูกค้าด้วยหรือเปล่านะ

 

สองสาวต่างก็แข่งกันส่งรอยยิ้มหวานให้ออสติน และเอาจริงๆ นะ ฉันไม่รู้สึกหมั่นไส้หรืออะไรพวกเธอเลยสักนิด โคตรเข้าใจเลยล่ะอันที่จริง

 

“เอสเม่?” เป็นเสียงของออสตินที่ปลุกฉันจากภวังค์ ฉันเอาแต่เคลิ้มฝันจนไม่ได้สังเกตเลยว่ามันถึงคิวของฉันแล้ว ร่างสูงมีสีหน้าแปลกใจ ทันใดนั้นฉันก็นึกขึ้นได้ว่าฉันก็ต้องแกล้งทำเป็นตกใจเช่นกัน

 

“ออสติน!” ฉันร้อง เบิกตากว้างเหมือนเซอร์ไพรส์สุดๆ “บังเอิญจัง ทำงานอยู่ที่นี่เหรอ”

 

“อื้มใช่ ทำทุกเย็นหลังเลิกเรียนน่ะ” เขาว่า “มาซื้อหนังสือเหรอ”

 

“อ๊ะ ใช่แล้ว” ได้ทีก็เลยโชว์หนังสือที่ซื้อมาสักหน่อย แต่ฉันก็มีข้ออ้างมาอยู่นานๆ เหมือนกันนะ “ว่าจะมาทำการบ้านด้วยน่ะ”

 

“จะดื่มอะไรล่ะถ้างั้น” ร่างสูงถามด้วยรอยยิ้ม และฉันก็ลืมไปหมดว่าเมื่อกี้ตัวเองเล็งเมนูอะไรไว้ อืม

 

“ทำไมนายไม่เลือกเมนูที่นายคิดว่าอร่อยที่สุดให้ฉันล่ะ”

 

เขาอมยิ้ม ดวงตาฉันพร่ามัวไปหมด “สัญญานะว่าจะไม่บ่นถ้าเกิดไม่ชอบขึ้นมา”

 

พ่อคุณจ๊ะมันไม่มีอะไรที่นายทำแล้วฉันจะไม่ชอบได้หรอก จุดนี้

 

“ฉันสัญญา”

 

ออสตินพยักหน้ารับ เขาบอกราคาและฉันก็จ่ายเงิน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ออสตินดูมีรอยยิ้มนึกสนุกนิดหน่อย เขาจะแกล้งอะไรฉันอีกหรือเปล่านะ

 

ฉันถอยออกมายืนรอ พยายามจะเดาว่าออสตินสั่งอะไรให้ตอนที่เขาทำเครื่องดื่ม แต่แค่ดูอย่างเดียวมันรู้ซะที่ไหนไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็วางแก้วเซรามิคสีน้ำตาลแดงใบหนึ่งให้ฉัน

 

“นี่อะไรเหรอ” กลิ่นมันเหมือนกาแฟนะ แต่ก็มีกลิ่นคล้ายๆ กับผลไม้หรืออะไรสักอย่างอยู่ด้วย ที่แน่ๆ มันมาพร้อมกับบิสกิตชิ้นเล็กๆ สามชิ้นและไม่มีวิปครีม

 

Pumpkin spiced latte.” เขาเฉลย ฉันถึงกับทำตาโต “เมนูใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของเรา ลองดูสิ”

 

“ลาเต้รสฟักทองเหรอ!” เป็นเมนูที่ครีเอทมากเลย ฉันชอบฤดูใบไม้ร่วงอยู่แล้วแต่ไม่เคยดื่มอะไรอย่างนี้มาก่อน ฉันค่อยๆ จิบมันอย่างระวัง และรสชาติของกาแฟผสมกลิ่นฟักทองอ่อนๆ ก็ทำให้นึกถึงฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ภาพของฮาโลวีนกับการแกะสลักฟักทองผุดขึ้นในหัวฉัน “ว้าวเหมาะกับฤดูใบไม้ร่วงจริงๆ ด้วยสิ”

 

ออสตินหลุดหัวเราะเบาๆ ฉันก็เลยเอียงคอ

 

“อะไรเหรอ”

 

“เปล่าๆ แค่มันน่ารักดีเวลาที่เธอพูดศัพท์บางคำไม่เหมือนเราอย่างนั้น”

 

อ๋อเพราะเขาเรียกฤดูใบไม้ร่วงว่า Fall แต่คนอังกฤษเรียก Autumn สินะ

 

แต่อ๊ะ ออสตินเพิ่งจะบอกว่าฉันน่ารักหรือเปล่านะ

 

“ดื่มให้อร่อยแล้วกัน ฉันขอตัวไปทำงานก่อน”

 

แหมมาพูดจาให้เขินแล้วก็หนีอีกแล้วนะ ออสตินไม่ตระหนักเลยจริงๆ ว่าคำพูดของเขาส่งผลยังไงกับคนฟังบ้างฉันบังคับตัวเองให้ละสายตาจากร่างสูงแล้วถือแก้วกาแฟไปหาที่นั่ง แน่นอนว่าฉันตั้งใจเลือกจุดที่หันหน้าไปทางออสตินโดยเฉพาะ

 

เปิดแมคบุคหน่อยแล้วกัน อุตส่าห์อ้างว่ามาทำงานนี่นา

 

เอ่ออันที่จริงฉันก็มีงานจริงๆ

 

ฉันลอบมองออสตินจากด้านหลังแมคบุค ผู้หญิงคนเดิมที่บอกว่าเขาหล่อเดินเข้าไปหาเขาอีกแล้วฉันเห็นเธอยื่นกระดาษให้เขาด้วย เสร็จแล้วก็เดินทำหน้าเหมือนอยากกรี๊ดกลับมาหาเพื่อนอีกคนที่รออยู่ที่โต๊ะ จากนั้นพวกเขาก็หวีดเสียงร้องแบบเงียบๆ กันอีก

 

โอเค นี่เธอคงไม่ได้เพิ่งให้เบอร์ออสตินหรอกนะ

 

โอ๊ย เปลี่ยนใจแล้ว ฉันเริ่มจะหน้าตึงแล้วล่ะ

 

ฉันหยิบกาแฟมาดื่มแก้เซ็ง แต่ก็ฉุนจนลืมไปว่ามันร้อนและทำให้กาแฟลวกปาก โอ๊ย บ้าชะมัด! พอคิดๆ ดูแล้วออสตินคงเจอลูกค้าแบบนี้ไม่น้อยแหงๆ เพราะเพื่อนร่วมงานเขาที่เห็นเหตุการณ์ก็แอบแซวอยู่เหมือนกัน

 

เออดีอุตส่าห์คิดว่าชอบหนุ่มเนิร์ดแล้วจะคู่แข่งน้อยแล้วนะ

 

แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ฉันทำได้มากอยู่ดี โดยเฉพาะตอนนี้ที่ดูจะทำอะไรไม่ได้เลยเพราะออสตินไม่มีเวลามาคุยกับฉันด้วยซ้ำ การเริ่มต้นทำงานจึงเป็นไอเดียที่ดีที่สุด

 

แต่โอเคฉันจะเริ่มเขียนรายงานของอาจารย์ลูซี่ยังไงดีนะ

 

ฉันคิดไม่ตกอยู่นานมาก แล้วทันใดนั้นมือถือก็สั่น

 

เวร เจฟฟรีย์

 

“เฮ้ ว่าไง” ฉันรับสายและพยายามคิดข้ออ้างดีๆ ที่จะปฏิเสธไม่ไปเดตกับเขา ความจริงก็คือเขาเริ่มส่งข้อความมาคุยด้วยตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่เอาเบอร์ฉันไป ฉันตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง และบอกปัดว่า ขอดูก่อนว่าว่างไหม เสมอเมื่อเขาถามว่าอยากไปเดตกันเมื่อไหร่

 

[ไงเอสเม่ ทำอะไรอยู่เหรอ]

 

พยายามจะเขียนรายงานที่ฉันเริ่มต้นได้แค่หัวข้อมาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วน่ะสิ “เขียนรายงานอยู่น่ะ”

 

[โอ้ ถ้างั้นฉันไม่กวนเวลาเธอมากแล้วกัน] เขารีบพูดเหมือนเกรงใจ มันพอเหมาะเลยที่ออสตินก็เดินมาเก็บภาชนะที่โต๊ะข้างหลังฉัน เราสบตากันในช่วงสั้นๆ […แค่อยากจะถามว่าพรุ่งนี้ว่างมั้ยน่ะ อยากออกมาเจอกันหรือเปล่า]

 

ฉันคำรามอยู่ในใจ โธ่เอ๊ยเอสเม่ ตอบรับเดตไปแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แล้วตอนนี้ก็ยังไม่กล้าปฏิเสธอีกทำไงดี เหมือนให้ความหวังโดยไม่ได้ตั้งใจเลย

 

เฮ้อ คิดว่าอย่างน้อยฉันควรไปเจอกับเขาและบอกกับเจฟฟรีย์ด้วยตัวเองนะ

 

“ได้แค่ช่วงเช้านะ ฉันนัดกับเฟร์ยาไว้ตอนบ่ายสองน่ะ”

 

[ได้สิ ไม่มีปัญหาเลย ไปกินมื้อสายกันก็ได้ถ้าอย่างนั้น]

 

“อืม ฟังดูดี” แต่น้ำเสียงฉันช่างไร้ความตื่นเต้นซะจริง ดวงตาก็เอาแต่มองตามออสติน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจฟฟรีย์พูดอะไรบ้างหลังจากนั้น คงประมาณว่าเขาจะมารับอะไรอย่างนั้นฉันไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควรเลย และทั้งหมดก็เพราะออสตินคนเดียว

 

ทำไมกับเขามันไม่ง่ายอย่างนี้บ้างน้า

 

ฉันเท้าคางแอบมองเจ้าของเรือนผมสีช็อกโกแลตอยู่หลังหน้าจอแมคบุค ความรักมันทำให้เราบ้าจริงๆ นะเหมือนอย่างที่ฉันถ่อมาร้านหนังสือ ซื้อหนังสือและทำเนียนว่าบังเอิญมาเจอเขา แถมยังอยู่ต่อเป็นชั่วโมงๆ อย่างไม่มีเบื่อขนาดนี้

 

พักใหญ่หลังจากนั้นออสตินก็เดินมาอีก เขาต้องเช็ดโต๊ะและเก็บแก้วที่โต๊ะใกล้ๆ ฉัน ฉันทำทีเป็นวางมือบนแป้นพิมพ์เหมือนกำลังทำงานอยู่และไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด

 

คิดว่าออสตินจะเดินกลับไปเฉยๆ เหมือนเมื่อครู่นี้ แต่

 

“งานเธอคืบหน้าไปได้ตั้งเยอะเหมือนกันนี่”

 

“ฮะอะไรเหรอ”

 

“นั่นน่ะ” เขาชี้หน้าจอแมคบุค “เธอเขียนไปได้ตั้งสองประโยคตั้งแต่ตอนที่ฉันเดินมาคราวก่อน”

 

ฉันถึงกับต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความอับอาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะส่งสายตาคาดโทษให้ออสตินผู้ที่ดูเหมือนกำลังกลั้นขำตอนที่เดินกลับไปทำงาน

 

ผู้ชายอะไรขี้แกล้งชะมัด

 

แต่อย่างนี้ก็แปลว่าเขาแอบสังเกตฉันอยู่นี่นา

 

แค่ตระหนักเรื่องนั้นได้นิดเดียวฉันก็ยิ้มแก้มแทบแตก ต่อให้ออสตินจะแค่บังเอิญเห็นและไม่ได้ตั้งใจจะใส่ใจก็ตาม อย่างที่บอกว่าความรักมันทำให้คนเป็นบ้า

 

ฉันอารมณ์ดีขึ้นอย่างง่ายดายหลังจากนั้น เริ่มลงมือทำงานจริงๆ จังๆ แล้วก็ลงเอยด้วยการขลุกอยู่ที่นั่นจนเลยเวลา พอเงยหน้ามาอีกทีท้องฟ้าก็มืดสนิทไปซะแล้ว แต่ฉันไม่หิวสักนิดเพราะอิ่มอกอิ่มใจไปหมด

 

“ไง งานไปถึงไหนแล้ว” ฉันยัง (แกล้งทำเป็น) ทำงานอยู่ตอนที่ออสตินเดินมาหา ครั้งนี้ฉันสังเกตว่าเขามีเป้สะพายหลังอย่าบอกนะว่าเขาเลิกงานแล้วน่ะ

 

“เยอะกว่าแค่สองบรรทัดแน่ๆ” ฉันกดเซฟแล้วรีบพับจอแมคบุคลง ออสตินเลิกงานแล้วใช่ไหมนะ ชวนฉันไปกินมื้อเย็นสิชวนเลย สามทุ่มแล้วนะ!

 

“ฮ่าๆ งั้นก็ดี แต่เธอไม่หิวบ้างเหรอ สามทุ่มแล้วนะ”

 

ไม่หิวหรอก อิ่มอกอิ่มใจหมดแล้ว แต่ก็หิวได้ทันทีเลยถ้าเขาชวน!

 

“จริงเหรอ ฉันลืมเวลาไปเลย” ฉันแสร้งทำเป็นตกใจ “มิน่าล่ะหิวจัง”

 

“เธอนี่จริงๆ เลยนะ” ใบหน้าคมคายส่ายหัว ฉันเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าเขาจะเอ่ยชวนไปหาอะไรกิน แต่แล้วออสตินก็แค่บอกว่า “กลับบ้านเถอะ ฉันก็ต้องกลับแล้ว”

 

อ้าวจะไม่ชวนจริงๆ ดิ

 

ให้ตายเถอะ ฉันชวนเองก็ได้!

 

“นายก็น่าจะยังไม่ได้กินอะไรไม่ใช่เหรอ อยากไปหาอะไรกินด้วยกันมั้ย”

 

ออสตินไม่ได้ตอบในทันที เขาหลบสายตาและฉันก็ดูออกทันทีว่าเขากำลังลำบากใจ

 

“โทษที แต่ฉันนัดคนอื่นไว้แล้วน่ะ เธอรอฉันอยู่”

 

เธอ แปลว่าเขามีนัดกับผู้หญิง

 

แหงล่ะ มันก็ยังคงไม่มีหวังสำหรับเอสเม่อยู่ดี

 

“แย่จัง งั้นไว้คราวหน้าก็แล้วกัน” ในบรรดาทุกสิ่งที่ฉันแกล้งทำเพื่อให้ได้มาเจอเขาในวันนี้การแกล้งยิ้มหลังประโยคนี้น่าจะเป็นอะไรที่เจ็บปวดที่สุด บ้าชะมัด

 

“อืม เธอกลับดีๆ นะถ้าอย่างนั้น ฉันต้องไปก่อนล่ะ”

 

“จ้ะ นายก็เหมือนกัน” ฉันโบกมือลาก่อนจะต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อออสตินเดินออกจากร้านไป ฉันนึกอยากจะฟุบหน้าลงบนโต๊ะแล้วนอนโง่ๆ อยู่อย่างนี้ทั้งคืน

 

เธอทำบ้าอะไรของเธอเนี่ยเอสเม่ ลงทุนลงแรงมาหาเขา มานั่งอยู่เป็นชั่วโมงๆ ขอแค่ให้ได้เห็นหน้าและแอบมองนิดหน่อยก็พอแต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันไม่พอ แค่ได้ยินว่าออสตินมีนัดกับผู้หญิงตอนสามทุ่มกว่าฉันก็รู้สึกเฟลจนไม่อยากจะทำอะไรต่อ

 

แค่เอลเลียตบอกว่าออสตินไม่มีแฟน ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีใครเลย เขาปฏิเสธจะไปเดตกับเธอ จำได้ไหมเอสเม่

 

 





IMPORTANT 

สำคัญมากกกก 

****กรุณาอ่าน****


No automatic alt text available.


ขอเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีทำมาหากิน ขายนิยายนั่นเองงง [มีเกี่ยวกับเรื่อง Seasons of Love เล่มพิเศษเซ็ท Seasons ยอดฮิตตลอดกาลด้วยนะจ๊ะ]

 

อีก 4 วันหมดเขตจอง Secret Little Love Birds แล้วแต่ยอดสั่งยังน้อยมากๆ บอกตามตรงเลยว่าแค่สิบกว่าเล่มเล่ม ถ้าเทียบกับอีบุคที่เพิ่งเปิดขายไปไม่กี่วันนี่อีบุคขายดีกว่าแล้วน้า เอาจริงๆ คือถ้าคนอ่านแบบรูปเล่มน้อยต่อไปเฟิร์นคงต้องขายแค่อีบุคจริงๆ เพราะขายแบบเล่มเฟิร์นต้องสั่งหนังสือมาสต็อก (แถมพักหลังขายไม่อออออก!) เข้าเนื้อตัวเองหมดล้าว นานๆ เข้ามันก็ไม่ไหวจริง

 

ดังนั้นต่อจากนี้จะต้องเปลี่ยนวิธีการทำมาหากินบ้าง เฟิร์นเขียนหนังสือเพราะความรักนะ แต่ก็ยังต้องกินต้องใช้อยู่ แฮ่ เพราะงั้นเริ่มตั้งแต่เรื่อง The Moon To My Night เฟิร์นจะทดลอง "เปิดขายนิยายตั้งแต่ยังลงในเว็บไม่จบ"

 

ซึ่งจะเปิดให้จองในวันที่ 12 ธ.ค. - 6 ม.ค. (เยส! พุธหน้านี้แหละ ใครเรียกร้องมาเตรียมตังค์ได้เลยยยย) มีโปร Early Bird รับปีใหม่ด้วย หุหุ  

 

ทำไมถึงเปิดจองเร็วนัก?  ...เพราะไม่งั้นมันจะไปชนกับช่วงเปิดจอง Seasons of Love เล่มพิเศษของเซ็ท Seasons ที่จะออกช่วงวาเลนไทน์ เราจะไม่เลทกันอีกแล้วนะ โนๆ!

 

ชี้แจงก่อน ในเว็บจะยังลงอยู่จนจบ (และสักพักจะลบออกอย่างเคย) เฟิร์น **ไม่บังคับ** ให้ทุกคนซื้อ เข้าใจว่าบางคนก็มีกำลังน้อย ดังนั้นอย่ากังวลไป แต่! คนที่ซื้อจะได้รับรูปเล่มก่อนนิยายในเว็บจะลงจบ คิดว่าในเว็บน่าจะอัพไปได้ครึ่งเรื่องพอดี และสำหรับอีบุคก็จะลงในช่วงเวลาเดียวกับที่รูปเล่มจะถึงมือคนที่สั่งซื้อ

 

เฟิร์นยังรักที่จะลงทีละตอนและตามอ่านคอมเมนท์อยู่ และหลังจากวางขายทุกคนก็คงจะไม่มาในเว็บต่ออีก ส่งผลให้ยอดเมนท์ลดฮวบบบ...ซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่เฟิร์นต้องแลก ดังนั้นเฟิร์นจะลองดูค่ะ อันนี้หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจกันเนอะ นักเขียนสมัยนี้ไส้แห้งมาก ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย นี่คือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ความจริงแล้วทุกคนก็ไม่ได้มีส่วนเสียอะไร (อาจจะต้องหลบสปอยล์เล็กน้อยถ้าหากว่าจะรออ่านในเว็บจนจบ)

 

ขอบคุณนะคะถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คิดยังไงกับรูปแบบใหม่นี้ หรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็เมนท์บอกมาได้เลย เฟิร์นยินดีรับฟังค่า 

 

ปล. ทีนี้ก็อย่าลืมไปจองลีออนกันล่ะ แฮ่


ปลล. และตอนนี้เพจ FernniZ ในเฟสบุคก็เปิดโพลให้ลงชื่อคร่าวๆ สำหรับคนที่ต้องการซื้อเรื่องนี้นะคะ เพื่อที่เฟิร์นจะได้ประเมินราคาที่จะขายได้ (ไม่อยากขายแพง แต่หนังสือหนามากกก 558,000 กว่าตัวอักษรเลยทีเดียว ยิ่งพิมพ์เยอะยิ่งถูก เฟิร์นจะได้ทราบกันไว้ก่อน) ถ้ายังไงอย่าลืมไปโหวตกันนะคะ! ตอนนี้ยอดโหวตในหนึ่งชั่วโมงมีสามสิบกว่าเล่มแล้ว ถ้าหากมีครบ 100 เล่มจะรีบมาแชร์ภาพหน้าปกเลย

 

เยสเฟิร์นทำปกเสร็จแล้ว หุหุ คนที่อยู่ในกรุ๊ปไลน์ FernniZ’s Subscribers เห็นกันไปหมดแล้วและยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยมาก! ถ้าอยากมีสิทธิพิเศษอย่างนี้มาเข้ากรุ๊ปไลน์กันนะคะ

 

เข้ากรุ๊ป Line : http://line.me/ti/g/KJeRsBNlhh 

ซื้อนิยาย : https://goo.gl/JyqQoc  

ซื้อ E-Book : https://goo.gl/xX79cc

 

 

 




มันดูไม่น่าเชื่อ แต่ฉันก็ยังเศร้าอยู่ในเช้าวันถัดมาฉันเอาแต่คิดว่าออสตินไปเจอใคร แค่เพื่อนหรือมากกว่านั้น ทำไมต้องนัดกันตอนสามทุ่ม แล้วพวกเขาทำอะไรด้วยกันบ้าง

 

ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่อาทิตย์จะมีผลกับฉันขนาดนี้

 

“ไม่สนุกเหรอ

 

เจฟฟรีย์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามขึ้นเบาๆ เขามีรอยยิ้มแต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ดูผิดหวังนิดหน่อย ทันใดนั้นฉันก็ตระหนักว่าตัวเองเหม่อลอยคิดถึงผู้ชายอีกคนมาสักพักแล้วทั้งๆ ที่ออกมากับเขา

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ฉันพยายามจะอธิบาย เจฟฟรีย์ไม่ใช่คนน่าเบื่ออะไรเลย แล้วเขาก็คุยสนุก แต่ “ขอโทษที ฉันไม่น่าทำอย่างนี้เลย แต่อันที่จริงวันนี้ฉันตั้งใจมาบอกนายว่าทีแรกที่นายชวนไปหาอะไรดื่ม ฉันไม่รู้ว่านายขอเดต” ฉันบอกเสียงอ้อมแอ้มเพราะกลัวจะโดนโกรธ

 

“โอ้” เจฟฟรีย์อุทาน เขาก็ดูตั้งรับไม่ทันนัก ฮือไม่นะ อย่าเสียใจนะ

 

“คือมันไม่ใช่ว่านายไม่น่าสนใจหรืออะไรนะ แค่ฉันไม่รู้น่ะว่าคนอเมริกันเขาขอเดตกันแบบนี้” ฉันยิ้มแหยๆ “ก็เลยคิดว่ามาบอกนายตรงๆ วันนี้น่าจะดีกว่าปฏิเสธทางข้อความหรือโทรศัพท์”

 

เจฟฟรีย์สบตาฉันราวกับเขาไม่รู้จะตอบรับอย่างไรอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วเขาก็ระบายรอยยิ้ม

 

“อย่างนี้นี่เองฉันก็ลืมไปว่าเธอเป็นคนอังกฤษ” ว่าแล้วเขาก็หัวเราะ มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ “แต่ถ้าอย่างนั้นมันหมายความว่าเธอไม่ได้อยากมาเดตงั้นสิ”

 

“คือยังไงล่ะฉันไม่รู้สิ ปกติถ้าจะเดตกับใครฉันมักจะรู้จักเขามาก่อนแล้วสักพักน่ะ แต่เราสองคนไม่ได้รู้จักกันเลย ฉันก็เลยคิดว่ามันแปลกนิดหน่อย” ฉันอธิบายแบบต้องการจะเสียมารยาทน้อยที่สุด ฉันจับแก้มตัวเองด้วยสองมือ “แต่บางทีฉันอาจจะแปลกเองก็ได้”

 

“ฮ่าๆ ไม่เห็นมีปัญหานี่เอสเม่ จุดประสงค์ของการเดตก็คือการทำความรู้จักกันไม่ใช่หรือไง”

 

“ก็ใช่

 

“นี่เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่เธอลำบากใจนะ ฉันแค่อยากรู้จักเธอเท่านั้นเอง”

 

ฉันทำแก้มป่องเมื่อเจฟฟรีย์ยื่นมือมากุมมือฉันไว้อย่างจะขอให้เชื่อใจ ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วมันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก นอกจากเรื่องที่ฉันสนใจคนอื่นอยู่

 

แต่ออสตินดูไม่ได้สนใจฉันเท่าไหร่ มันก็ไม่เห็นเป็นไรที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นดูบ้าง

 

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นนายอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

 

“อืมเริ่มจากว่าทำไมเธอถึงเลือกมาเรียนที่อเมริกาดีมั้ยล่ะ” เจฟฟรีย์ฉีกยิ้ม เขาดึงมือกลับไปและฉันก็ชอบที่มันบ่งบอกว่าเขาไม่ได้คิดแค่จะสัมผัสฉัน แต่ดูอยากรู้จักฉันจริงๆ

 

“นิวยอร์กเป็นความฝันฉันตั้งแต่เด็กน่ะ แล้วครอบครัวของฉันที่อังกฤษก็ค่อนข้างเข้มงวด ฉันก็เลยอยากลองมาอยู่ไกลๆ บ้างจะได้เป็นอิสระ”

 

“จริงเหรอ งั้นก็คล้ายๆ กับฉันน่ะสิ ฉันก็เบื่อที่บ้านเลยหนีมาเข้ามหาลัยที่นี่นะ” เขาบอกขำๆ “อันที่จริงแล้วฉันมาจากแคนซัส”

 

“ครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแต่ก็ชอบทำให้ปวดหัวที่สุดเนอะ” พอฉันย่นจมูกบอกแบบนั้นเจฟฟรีย์ก็ชอบใจใหญ่

 

Yeah, ก็คงงั้น ว่าแต่เธอมาจากส่วนไหนของอังกฤษ”

 

“เกิดและโตในลอนดอนจ้ะ”

 

“นั่นมันเจ๋งมากเลย เธอรู้มั้ย ฉันอยากไปยุโรปมาโดยตลอด” ร่างสูงมีน้ำเสียงตื่นเต้น

 

“นายควรจะไปนะ ลอนดอนมีอะไรให้เที่ยวเยอะมาก แล้วฉันก็แนะนำให้ไปยุโรปตะวันออก แถบโครเอเชียน่ะ มันเป็นประเทศที่ผู้คนไม่ค่อยไปเที่ยวแต่จริงๆ แล้วมันสวยมากเลย อีกประเทศที่ฉันแนะนำก็เยอรมนีเลย” ฉันเริ่มต้นเล่าประสบการณ์ของตัวเองอย่างระวังที่จะไม่พูดอะไรที่ออกไปในเชิงอวดรวยหรือชีวิตหรูหรา แล้วเจฟฟรีย์ก็ตั้งใจฟังสุดๆ เขาคอยหัวเราะหรือตกใจตามตลอดเวลาที่ฉันเล่าเรื่องตลกหรือเรื่องตื่นเต้น

 

พอบรรยากาศมันผ่อนคลายลงฉันก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นเดตที่ไม่ได้แย่เลยสักนิด

 

You’re super interesting, you know that?” (เธอเป็นผู้หญิงที่โคตรน่าสนใจเลย รู้ตัวมั้ย)

 

ฉันทัดเรือนผมกับหูแก้เขินเมื่อเจฟฟรีย์ออกปากชมโต้งๆ อย่างนั้น สายตาของเขาไม่ได้ซ่อนความรู้สึกของเขาเอาไว้เลย เจฟฟรีย์ชอบเดตนี้จริงๆ

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ หัวฉันมันยังคอยนึกถึงคนอื่นอยู่เรื่อย

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก อีกอย่างฉันก็พูดมากไปแล้ว นายน่าจะเล่าเรื่องของนายบ้างนะ”

 

“เรื่องของฉันมันไม่มีอะไรมากหรอก อีกอย่างฉันก็ชอบเวลาที่เธอเล่าเรื่องแบบเมื่อกี้”

 

ฉันชะงัก อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเจฟฟรีย์เฟลิร์ตอีกแล้ว เขาเฟลิร์ตแบบตั้งใจเลยล่ะเพราะนอกจากเขาจะโน้มตัวมาใกล้แล้ว เจฟฟรีย์ยังจ้องฉันไม่วางตาอีกต่างหาก

 

“หยุดพูดแบบนั้นน่า

 

“ทำไมล่ะ มันทำให้เธอเขินเหรอ” ว่าแล้วยังมาหัวเราะแกล้งกันอีก ฉันจิ้มจมูกเขาเบาๆ เมื่อร่างสูงโน้มตัวมาใกล้อีก

 

“แหงล่ะพ่อนักรักผู้หญิงที่ไหนจะไม่เขินบ้าง”

 

“ฮ่าๆ ก็ดีสิอย่างนี้”

 

ฉันส่ายหัว แต่เจฟฟรีย์ก็ไม่ได้เฟลิร์ตน้อยลงสักเท่าไหร่ในเช้าวันนั้น เขาแค่เฟลิร์ตสลับกับชวนฉันคุยไปด้วยเท่านั้น เจฟฟรีย์เล่าเรื่องของเขา เรื่องเมืองแคนซัสและเรื่องน่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับอเมริกา เขาเป็นผู้ชายที่ไม่เลวเลยและฉันก็สนุกจริงๆ ที่ได้อยู่กับเขา

 

และฉันก็คงจะตกหลุมพรางของเจฟฟรีย์จริงๆ นะ ถ้าไม่ได้มีใจให้คนอื่นอยู่

 

“เราน่าจะทำแบบนี้อีกนะ” เขาบอกตอนที่ขับรถมาส่งฉันตอนเกือบบ่ายสอง เจฟฟรีย์รู้ดีว่าฉันมีนัดกับเฟร์ยาแต่ก็ใช้เวลากับฉันทั้งเช้าจนคุ้ม

 

บางทีถ้ากับออสตินมันไม่เวิร์ค ฉันควรจะไปเดตกับเขาอีกนะ

 

“อืมฉันสนุกมากเลย” ฉันกำลังคิดคำพูดดีๆ ที่จะอธิบายไม่ให้เขาหวังมากเกินไป เพราะยังไงซะมันก็ไม่แฟร์กับเขาเลย แต่เจฟฟรีย์ทำแบบนั้นอีกแล้วเขาจ้องมองราวกับละสายตาจากฉันไม่ได้ ฉันรู้ว่านี่เป็นเดตที่เกินไปสำหรับเขา ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่เจฟฟรีย์โน้มใบหน้ามาใกล้ฉันก็พูดอะไรไม่ออก

 

ฉันยอมให้ริมฝีปากคู่นั้นประทับลงมาลองเพื่อที่จะดูว่ามันมีความเป็นไปได้มากแค่ไหนที่ฉันจะเริ่มต้นบางอย่างกับผู้ชายคนนี้ เจฟฟรีย์มอบจูบอ่อนโยนและฉันก็เต็มใจตอบรับ

 

เพียงแต่มันไม่สร้างความประหลาดให้ฉันเท่าไหร่นัก

 

หมายถึง มันไม่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันต้องการมากกว่านี้ เหมือนที่ฉันรู้สึกตอนที่จูบกับออสติน

 

“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเธอยังพูดประโยคเมื่อกี้ไม่จบนะ” เจฟฟรีย์เองก็ยังสัมผัสได้ แล้วเขาก็ผิดหวังจริงๆ แล้วล่ะ

 

“เพราะนายขโมยจูบฉันก่อนน่ะสิ” ฉันบอกด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่เจฟฟรีย์ก็ยังขำ “และเพราะฉันยังพูดไม่จบจริงๆ”

 

 

“ฉันชอบวันนี้นะ อย่าเข้าใจผิด แต่ฉันมีคนอื่นอยู่ในใจ หมายถึง เขาก็ไม่ได้รู้หรอก แต่มันไม่แฟร์กับนายถ้าฉันไม่พูดอะไรสักอย่าง” ว่าฉันแอบชอบคนอื่น

 

เจฟฟรีย์ถอนหายใจ เขาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถ “อย่างนี้นี่เอง”

 

 

“เอาเถอะ เธอบอกเองว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะมาเดตแต่แรกนี่นา มันไม่ผิดหรอก อีกอย่างถ้าเขาไม่รู้แปลว่าเธออาจจะไม่สมหวังก็ได้น่ะสิ” คนข้างกายบอกด้วยท่าทีสบายๆ เขายังมีรอยยิ้มด้วยซ้ำ ฉันย่นคิ้วจะโกรธดีไหมล่ะเนี่ย “ฉันจะแช่งให้เธอไม่สมหวังแล้วกลับมาหาฉันก็แล้วกัน”

 

“นายนี่” ฉันอ้าปากค้าง แต่เจฟฟรีย์กลับยื่นหน้ามาจุ๊บริมฝีปากฉันเบาๆ อีกทีราวกับจะบอกว่าเขาไม่แคร์ว่าฉันจะมีใครอยู่ในใจอย่างนั้น ฉันเบิกตากว้าง

 

“ห้ามหลบหน้าฉันหรือไม่ตอบข้อความล่ะ โทรมาถ้าเธอเปลี่ยนใจ” เขาบอกหน้าตาเฉยเลย รอยยิ้มนั้นมันน่ารักแต่ก็เอาแต่ใจชอบกลเหมือนกันแฮะ “ฉันจะรอ”

 

ให้มันได้อย่างนี้สิ

 

ฉันเดินเข้าไปในตึกด้วยความรู้สึกที่แยกไม่ออกว่าจะถูกใจที่เจฟฟรีย์ไม่ยอมแพ้ หรือจะต้องกังวลดี พวกคนอเมริกันเป็นแบบนี้หมดเลยหรือเปล่านะ แต่ไม่มีทางหรอก คิดแล้วก็มึนชะมัด เอาเป็นว่าตราบใดที่เจฟฟรีย์ดีกับฉันมันก็คงจะไม่เป็นไร

 

พอตอนที่ขึ้นมาถึงข้างบน ฉันก็พบว่าเฟร์ยามาถึงก่อนแล้ว และเธอก็กำลังถ่ายรูปวิวจากกระจกของเพนต์เฮาส์ที่มองลงไปเห็นเซ็นทรัลปาร์คกับมหานครนิวยอร์กอันน่าตื่นตาตื่นใจอยู่

 

“เอสเม่! ทำไมถึงไม่เคยบอกฉันเลยว่าเธออยู่เพนต์เฮาส์หรูแถมมีวิวสุดยอดอย่างนี้อีก! นี่มันเจ๋งกว่าอพาร์ตเมนต์ฉันเป็นสิบเท่าเลยนะ!!

 

อ้าเธอตื่นเต้นกับทุกอย่างจริงๆ ด้วย แต่มันก็คงจะน่าตื่นเต้นอยู่หรอก

 

“จะให้อยู่ดีๆ ฉันไปบอกเธอว่า เฮ้เฟร์ยา ฉันอยู่เพนต์เฮาส์ที่มองลงไปเห็นเซ็นทรัลปาร์คนะ เหรอ? ไม่เอาน่า มันฟังดูขี้อวดไปหน่อยนะ” ฉันส่ายหัวให้เพื่อนสนิท กล่าวขอบคุณแอนน์ สาวใช้ที่มารับกระเป๋ากับโค้ทของฉันไป เฟร์ยาอ้าปากค้างอีก “อีกอย่างมันก็ไม่ได้เลิศหรูขนาดนั้น”

 

“ไม่เหรอ!?” เพื่อนสาวแทบจะแหกปากใส่ฉัน “เธอย้ายมาอยู่นิวยอร์กคนเดียวแต่มีเพนต์เฮาส์หรูขนาดนี้แถมยังพกทีมคนรับใช้มาจากอังกฤษด้วยเนี่ยนะ พวกเขาทุกคนเป็นคนอังกฤษหมดเลย เพราะงั้นมันไม่ธรรมดาเลยนะที่จะมาเรียนต่างประเทศและมีชีวิตอย่างนี้”

 

“เฟร์ยา” ฉันยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้าม รู้ว่านี่มันฟังดูน่าตกใจและอาจจะโอเว่อร์แค่ไหน เฟร์ยาคงอกแตกตายจริงๆ ถ้ารู้ว่าฉันโตมาในปราสาท “มันก็แค่ครอบครัวของฉันนะ ได้โปรดอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย”

 

เฟร์ยาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอดูจะตั้งสติได้นิดหน่อย

 

“จะยังไงก็ตาม ฉันอยากจะย้ายเข้ามาอยู่กับเธอและไม่ย้ายออกไปอีกเลย” เธอว่า ฉันระเบิดหัวเราะเพราะสีหน้าเธอยังดูเหมือนตั้งตัวไม่ทันอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็จริงจังมากๆ “ดูสิ คนรับใช้ของเธอต้อนรับฉันดียิ่งกว่าเวลาฉันไปสปาหรืออะไรอย่างนั้นอีกนะ สาบานว่านี่แค่ชากับของว่าง”

 

อ่าฮะมันมาในถ้วยชาและกาที่มีสีขาวทองซึ่งค่อนข้างเก่าแก่ ของว่างก็เสิร์ฟบนชั้นวางขนมที่มีหลายชั้น

 

แม่ครัวฉันไม่ค่อยเข้าใจคำว่าธรรมดา เท่าไหร่ และเธอก็แค่อยากต้อนรับแขกของฉันให้ดีที่สุด

 

“ได้โปรด พอเถอะน่า

 

เฟร์ยาเลยทิ้งตัวลงนั่งหลังตรงตัวตรง ยกแก้วชาขึ้นมาด้วยท่าทีสง่าเลียนแบบชนชั้นสูง (พูดอย่างนี้แล้วแปลกๆ แฮะ เพราะเหมือนฉันพูดว่าเธอเลียนแบบฉันยังไงชอบกล) ก่อนจะจิบเล็กน้อย ฉันส่ายหัว

 

“รู้มั้ยบ้านเธอเหมาะกับอะไร”

 

“อะไรล่ะ”

 

“การจัดปาร์ตี้ฮาโลวีน” เธอเฉลยพลางยักคิ้ว โอ้ฉันไม่ได้คิดเรื่องนั้นมาก่อนนะ “ลองคิดดูสิ! จัดปาร์ตี้วันปล่อยผี ให้ผู้คนแต่งตัวแฟนซีสุดๆ มาปาร์ตี้ในห้องนั่งเล่นที่ใหญ่โตแถมวิวดีขนาดนี้ ต้องสนุกมากแหง”

 

“แต่ฉันไม่ได้รู้จักคนเยอะขนาดนั้นสักหน่อย

 

เพื่อนสาวดีดนิ้ว เธอสะบัดเรือนผมสีแดงด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ “เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง รับรองได้เลยว่าต้องสนุกเหมือนคราวที่แล้วแน่ ไม่สิ ต้องสนุกกว่า!

 

เอ้อสรุปว่าเราจะจัดปาร์ตี้กันจริงๆ เหรอ

 

“เอางั้นเลยเหรอ”

 

“แหงสิ! หมายถึง ถ้าเธออนุญาตนะ เพราะฉันก็ว่าจะจัดปาร์ตี้ฮาโลวีน แต่อากาศมันเริ่มจะหนาวเกินกว่าจะจัดบนดาดฟ้าได้แล้วล่ะ”

 

อืม มันก็จริงฉันลองใช้ความคิดดู ที่จริงแล้วมันก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายนะ ฉันอาศัยอยู่ที่นี่คนเดียวถ้าไม่นับพวกคนที่ทำงานให้ ไม่มีใครห้ามฉันได้ถ้าฉันจะทำอะไร แล้วห้องนี่มันก็เก็บเสียง ยังไงซะเราก็คงไม่รบกวนลีอาห์หรือใครก็ตามที่อยากจะนอนหัวค่ำหรอก

 

“ก็ได้นะ”

 

“เยส! ถ้าอย่างนั้นฉันจะจัดการเรื่องบัตรเชิญเอง กรี๊ด ต้องสนุกมากแหง”

 

ฉันส่ายหัวยิ้มๆ มองเฟร์ยาที่ดีใจเหมือนเด็กๆ เธอนี่ชอบปาร์ตี้เป็นชีวิตจิตใจเลยนะ

 

“อ๊ะ ส่วนเธอก็อย่าลืมชวนออสตินด้วยล่ะ”

 

“ไหนเธอบอกว่าจะจัดการเรื่องบัตรเชิญไงล่ะ” แต่ฉันต้องเชิญออสตินด้วยตัวเองงั้นเหรอ

 

“แหม นี่ฉันอุตส่าห์หาข้ออ้างให้ไปคุยกับเขานะ เธอนั่นแหละที่ต้องชวน” เฟร์ยาผลักไหล่ฉันเบาๆ แล้วหยิบขนมเข้าปาก “อ๊ะ ว่าแต่เดตกับเจฟฟรีย์เมื่อกี้เป็นไงบ้างอ่ะ”

 

“เธอจะไม่เชื่อเลยล่ะ” ฉันคราง ทั้งเหนื่อยใจและก็ประทับใจไปพร้อมๆ กัน ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เฟร์ยาฟัง แล้วเธอกรี๊ดกร๊าดตลอดเวลาตามประสาเธอ

 

God! เจฟฟรีย์นี่ไม่ใช่ย่อยเหมือนกันนะเนี่ย ฉันเริ่มลังเลแล้วสิว่าจะเชียร์เขาหรือออสตินดี”

 

“พูดถึงเรื่องออสตินนะ” ฉันถอนหายใจ มีน้ำเสียงเศร้าขณะเล่าให้เพื่อนฟัง “เมื่อวานฉันไป Botanic Café ที่เขาทำงานอยู่ ไปนั่งที่นั่นยันสามทุ่มเลยล่ะ แล้วพอออสตินเลิกงานฉันก็ชวนเขาไปหาอะไรกิน หมายถึง ออสตินไม่ยอมออกปากชวนฉันก่อนอ่ะ แล้วรู้มั้ยเขาบอกว่าอะไร”

 

“ว่าอะไรล่ะ”

 

“เขาไม่ว่าง มีนัดกับคนอื่นแล้ว ฉันรู้ว่าเขานัดกับผู้หญิงเพราะเขาพูดว่า เธอ คงจะรออยู่” ฉันเบะปากเหมือนอยากจะร้องไห้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเฟล

 

“อู้วแต่เอลเลียตก็บอกว่าเขาไม่มีแฟนนี่ บางทีเขาอาจจะแค่นัดเจอเพื่อนก็ได้นะ อย่างเวลาดีนกับฉันนัดเจอกันไง”

 

“ซึ่งพวกเธอก็ไม่ใช่เพื่อนกันจริงๆ” ฉันหรี่ตามอง เฟร์ยาแทบจะสะดุ้ง

 

ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันได้ก็จริง แต่มันก็บ่อยครั้งไม่ใช่หรือไงที่จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดมากกว่า

 

“ก็แค่ฉันนั่นแหละที่คิดกับเขาเกินเพื่อน” ยอมรับเสร็จเฟร์ยาก็ถอนหายใจ ท่าทีร่าเริงของเธอหายไปในทันที่เมื่อพูดถึงดีน “ฉันรู้ก็เพราะดีนน่ะสนใจผู้หญิงคนอื่นอยู่เสมอ ถึงเขาจะชอบมานอนค้างห้องฉันเป็นว่าเล่น แต่เขาก็ไม่เคยทำอะไรที่จะสื่อว่าเขาคิดมากกว่านี้เลย”

 

“บางทีเขาอาจจะไม่กล้าก็ได้ เธอพูดเองนี่ว่าเริ่มชอบเขาตอนที่เลิกกับแฟน แปลว่าดีนอาจจะคิดว่าเธอเองก็ไม่มีทางคิดกับเขาเกินเพื่อนน่ะ”

 

“ก็จริง” เฟร์ยาม้วนปลายผมสีแดงของเธอเล่น “ถึงฉันจะขอให้เธอช่วยก็เถอะนะ เอสเม่ แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ฉันควรจะทำคือการยอมแพ้ เพราะมันไม่คุ้มกันเลยถ้าเกิดต้องเสียดีนไปเพราะเรื่องนี้”

 

“โธ่เฟร์ยา” ฉันจะพูดยังไงเพื่อปลอบใจเธอล่ะอย่างนี้

 

“ในทางตรงกันข้ามนะ ฉันว่าเธอควรจะรีบเดินหน้าเรื่องออสติน ก่อนที่จะมีใครมางาบไปจริงๆ” เธอเปลี่ยนเรื่องปุบปับ จู่ๆ ก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมาอีก

 

“ยังไงล่ะเขาไม่ใช่คนโง่หรอกนะ เชื่อสิว่าออสตินรู้ว่าฉันคิดยังไง” ฉันรู้ว่าเขาต้องรู้ “ส่วนฉันน่ะไม่รู้เลย การที่เขาเอาแต่ปฏิเสธอาจจะบอกได้ว่าเขาไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉันก็ได้”

 

“อย่ามาคิดไปเองจนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนน่า เธอยังมีโอกาสมากกว่าฉันอีกนะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล!

 

ฉันหัวเราะแห้งๆ มองหน้าเพื่อน เข้าใจนะว่าเธออยากช่วยเท่าที่ทำได้ อาจจะเพราะเรื่องของเธอมันช่วยอะไรได้ไม่เท่าไหร่ล่ะมั้ง แต่ก็นั่นแหละ คำถามข้อที่ใหญ่ที่สุดก็คือ จะทำยังไง อยู่ดี

 

บ่ายวันนั้นทั้งวันฉันกับเฟร์ยาเลยลงเอยด้วยการทำสปาเล็บมือเล็บเท้าและเมาท์แทบจะทุกเรื่องที่มีบนโลกใบนี้ เฟร์ยาคงได้นอนค้างไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าเธอนัดกินมื้อเย็นกับที่บ้านไว้ แล้วพอเธอกลับไปฉันก็อดคิดถึงเรื่องออสตินซ้ำไปซ้ำมาไม่ได้

 

เอาวะ ฉันไม่มีอะไรจะเสียนี่นา

 

ฉันหยิบมือถือมา สไลด์หาเบอร์ออสตินที่เอลเลียตเคยให้ไว้ ก่อนจะกดโทรออกและเฝ้ารอด้วยหัวใจที่เต้นแทบจะไม่เป็นจังหวะ

 

[ออสติน โลว์เธอร์ครับ]

 

พอได้ยินเสียงของเขาจริงๆ หัวใจฉันก็แทบหยุดเต้น ฉันเป็นใบ้ไปสามวินาทีกว่าจะตระหนักได้ว่าตั้งใจจะพูดอะไรกับเขา โอ๊ยตายแล้ว ฉันเพิ่งจะโทรหาออสตินจริงๆ!

 

“อะออสติน นี่เอสเม่นะ”

 

[เอสเม่ สเปนเซอร์น่ะเหรอ?]

 

อ่าฮะ ฉันว่ามันก็ไม่น่าจะมีคนอื่นนะ มือไม้ฉันสั่นไปหมด ฉันพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น “อื้ม โทษที พอดีฉันขอเบอร์นายมาจากเพื่อนของเพื่อนน่ะ แค่อยากจะถามว่านายพอจะเห็นสมุดของฉันบ้างมั้ย ฉันเอาไปที่คาเฟ่เมื่อวานด้วยแล้วตอนนี้ก็หาไม่เจอเลย”

 

มั่วมากเลยเอสเม่ สมงสมุดบ้าบอคอแตกอะไรกัน

 

[หืมไม่รู้สิ เสาร์อาทิตย์ฉันไม่ได้ทำงานน่ะ แต่เดี๋ยววันจันทร์จะถามเพื่อนให้นะ]

 

ฉันรู้อยู่แล้วแหละว่าเขาทำงานที่นั่นแค่จันทร์ถึงศุกร์เย็น แฮ่ “งั้นเหรอ ขอบคุณมากนะ”

 

[ไม่เป็นครับ]

 

แล้วทันใดนั้นมันก็มาถึงโมเมนท์ที่เราไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ไม่นะเพิ่งจะได้คุยกันไม่กี่วินาทีเอง ฉันยังไม่อยากวางสายเลย จะชวนคุยยังไงดี “แล้ววันนี้นายทำอะไรไปบ้างเหรอ”

 

คือนี่ถ้ามันไม่ชัดว่าสมุดที่ว่านั่นเป็นข้ออ้าง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรชัดกว่านี้อีกแล้ว

 

[ก็ไม่มากหรอก แค่ซักผ้า ทำความสะอาดห้องและออกไปซื้อของกินสำหรับอาทิตย์หน้านิดหน่อยน่ะ ชีวิตน่าเบื่อของนักศึกษาที่ใช้ชีวิตคนเดียวไง] เขาว่าขำๆ

 

โห โคตรพ่อบ้านเลยจริงๆ ฉันคิดภาพออสตินออกไปซื้อของและทำความสะอาดห้อง เขาดูเป็นผู้ใหญ่และมีระเบียบดีจังนะ ตรงกันข้ามฉันมองห้องตัวเองที่เริ่มจะรกอีกแล้วทั้งๆ ที่มีคนทำความสะอาดให้แท้ๆ

 

และฉันก็แทบไม่ไปซื้อของกินอะไรเองอีกต่างหาก

 

ตายๆ เอสเม่

 

[เธอล่ะ ทำอะไรไปบ้าง]

 

อุ๊ย เขาชวนคุยแฮะ

 

แต่เอ่อฉันไปเดตกับคนอื่นมา ซึ่งฉันจะขอละไปก็แล้วกัน “เฟร์ยามาหาน่ะ เราทำสปามือเท้าและทำเล็บกัน ชีวิตน่าเบื่อของผู้หญิงน่ะ” ฉันเลียนแบบคำพูดของเขา

 

[ฮ่าๆ พวกเธอนี่ดูสนิทกันดีนะ]

 

“อืม ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันที่เราสนิทกันเร็วขนาดนี้ แต่มันก็ดีแล้วนะ” ฉันทิ้งตัวลงบนเตียง นอนยิ้มอยู่กับตัวเอง “จริงสิ เราว่าจะจัดปาร์ตี้ฮาโลวีนกันที่บ้านฉันล่ะ นายอยากจะมาด้วยมั้ย”

 

[เอ่อแล้วฉันต้องแต่งตัวเป็นผีมั้ย]

 

ฉันหลุดหัวเราะเลยล่ะ จริงสิ มันไม่น่าจะใช่แนวของออสตินเลยนะ “ต้องสิ เพราะเราจะแต่งกันเต็มยศเลยล่ะ ฮ่ะๆ แต่อืมถ้านายไม่อยากแต่งจริงๆ ก็หาหน้ากากอะไรใส่มาสิ เฟร์ยาว่าจะชวนเพื่อนเธอจากปาร์ตี้คราวก่อนด้วยนะ”

 

[แปลว่าผู้ชายที่เธอตกลงไปเดตด้วยแบบไม่รู้เรื่องก็จะมาด้วยน่ะสิ]

 

“นี่หยุดแกล้งเลยนะ” ยังมามีน้ำเสียงขำขันอย่างนั้นอีก

 

แต่เอ้อฉันลืมคิดเรื่องนั้นไปเลย ฉันไม่อยากให้ออสตินมารู้ทีหลังนะว่าฉันออกไปกับเจฟฟรีย์มา ถ้าหากเจฟฟรีย์มาปาร์ตี้แล้วเกิดมาทำอะไรรุ่มร่ามตอนที่เมาล่ะ ต่อให้ออสตินอาจจะไม่ได้สนใจอะไร แต่

 

“อันที่จริง วันนี้ฉันออกไปกับเขามา เจฟฟรีย์น่ะ” ฉันตัดสินใจเล่าออกไป “เขาโทรมา แล้วฉันก็ปฏิเสธไม่ลง ก็เลยคิดว่าไปอธิบายกับเขาแบบส่วนตัวจะดีกว่า”

 

[มันคงจะผิดหวังแย่ล่ะสิ]

 

“ก็นิดหน่อย” ฉันหยั่งเชิงดูว่าออสตินจะพูดอะไรอีกไหม แต่มันยากที่จะบอกว่าใครบางคนรู้สึกอย่างไรเวลาที่เราไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างนี้ อืมฉันเปลี่ยนเรื่องดีกว่า “ช่างเถอะ นายทำอะไรอยู่เหรอ”

 

[คุยกับเธอน่ะสิ ถามแปลกๆ]

 

ฉันกลอกตาไปมา บางทีก็กวนจริงๆ เลยนะออสตินเนี่ย “ฉันหมายถึง ก่อนหน้าฉันจะโทรมาต่างหากเล่า”

 

ไม่ว่าจะเพราะอะไร ฉันก็บอกได้จากน้ำเสียงของเขาว่าออสตินยิ้มอยู่ตอนที่ตอบ [อ่านหนังสือน่ะ]

 

“ทำไมฉันไม่แปลกใจกับคำตอบนั้นเลยนะ” ฉันพลิกตัวนอนคว่ำ แกล้งสักหน่อยดีกว่า “หนังสือโป๊หรือเปล่า”

 

[ยังมีคนซื้อของแบบนั้นเป็นหนังสืออ่านอีกเหรอ เธอรู้จักอินเทอร์เน็ตมั้ย]

 

“โอ้พระเจ้า ออสติน” ฉันแทบจะกรีดร้องออกมา ส่วนออสตินก็ระเบิดหัวเราะที่เขากลายเป็นฝ่ายที่แกล้งฉันได้สำเร็จ ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้เจ้าเล่ห์ขึ้นตอนที่พระอาทิตย์ตกดินหรือไงนะ

 

[เธอถาม ฉันก็ออกความเห็นยังไงล่ะ]

 

“ฉันไม่อยากรู้แล้ว จริงๆ นะ” แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นฉันก็ยังอดจินตนาการไม่ได้ ฉันรู้ว่าผู้ชายกับเรื่องอย่างว่าเป็นของคู่กัน แต่ออสตินออสตินเนี่ยนะ ฉันสงสัยเป็นบ้าว่าเขามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน เพราะมันดูเหมือนมีผู้หญิงเข้าหาเขาไม่น้อย แต่ออสตินไม่สนใจใครเลย (หรือเปล่า)

 

พอๆ เอสเม่

 

[ฮ่ะๆ ฉันอ่าน How to stop time อยู่น่ะ] เขาว่า [เธออาจจะไม่เชื่อนะ แต่ฉันก็อ่านนิยายรักเหมือนกัน]

 

“จริงเหรอ” ฉันอมยิ้ม ฉันไม่แปลกใจที่มีผู้ชายที่อ่านนิยายรักหรอก แต่ผู้ชายที่อ่านนิยายรักแล้วยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำนี่สิ “เรื่องมันเกี่ยวกับอะไรเหรอ”

 

[มันออกแนวแฟนตาซีนิดหน่อยนะ ตัวเอกในเรื่องเป็นผู้ชายที่มีชีวิตอยู่บนโลกมาร้อยกว่าปีแล้ว คือในเรื่องเขาเล่าว่ามีกลุ่มคนที่แก่ช้ากว่ามนุษย์ทั่วไปอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ด้วย คือไม่ใช่เป็นอมตะ แค่สภาพร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า ตอนที่อายุสิบแปดก็อาจจะดูเหมือนเด็กอายุสิบสาม พอตอนที่อายุร้อยกว่าๆ ก็เลยยังดูเหมือนคนอายุสี่สิบอยู่น่ะ และเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้ พวกเขาก็เลยมีกฎว่าห้ามไปโรงพยาบาลไม่ว่าจะป่วยหนักแค่ไหน ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยก็คือการมีความรัก]

 

“ฟังดูน่าเศร้ายังไงไม่รู้แฮะ”

 

[อืม ฉันเห็นมันได้รับคำชมดีก็เลยซื้อมาเมื่อวันก่อนน่ะ]

 

“นายจินตนาการออกมั้ยว่ามันจะเป็นยังไงถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนั้นน่ะ”

 

[ไม่รู้แฮะ มันฟังดูเหมือนเป็นพรจากสวรรค์นะที่ได้มีชีวิตยืนยาวกว่าคนอื่น แต่สักวันเราก็ต้องใช้ชีวิตทำสิ่งที่เราอยากจะทำจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว และถ้าต้องมองคนที่รักตายไปก่อนทีละคน ฉันขอมีอายุเฉลี่ยแบบคนทั่วไปดีกว่า]

 

ฉันอมยิ้ม ชอบคำตอบของออสตินจัง

 

[เธอล่ะ…]

 

อืมฉันใช้ความคิด ก่อนจะบอกว่าฉันเองก็คิดแบบเดียวกับเขา บางทีมีอายุยืนยาวไปก็คงจะน่าเบื่อและเหน็ดเหนื่อย มันไม่น่าเชื่อเลย แต่ฉันกับออสตินดันลงเอยด้วยการคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงหลังจากนั้น มันไม่กระอักกระอ่วนและบทสนทนาออกจะไหลลื่นกว่าที่ฉันคิดไว้มากนัก

 

เราคุยกันเป็นชั่วโมง ใครจะเชื่อล่ะ

 

พอออสตินบอกราตรีสวัสดิ์ ฉันก็เคลิ้มฝันตั้งแต่ก่อนจะหลับตาลงซะอีก

 

 

Next :

“มือเธอเย็นไปหมดเลยแฮะ อย่าบอกนะว่าเพราะกลัวน่ะ”

“เงียบน่า” ฉันเดินหนี ไม่อยากจะยอมรับเพราะไม่อยากให้ออสตินรู้ว่าฉันเป็นบ้าเพราะเขาไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน หากแต่มือหนากลับรั้งมือข้างเดิมของฉันไว้อีก

“เฮ้อย่างอนสิ” น้ำเสียงของออสตินอ่อนโยนและฟังดูเหมือนคำขอร้องหน่อยๆ ฉันทำแก้มป่องเงยหน้ามองคนตัวสูง ทำไมเขายิ้มแบบนั้นล่ะ “ฉันก็แค่แกล้ง ขอโทษที่ทำให้กลัวนะ”

 

 

 

FernniZ’s 2nd Talk : 07.12.18

          ครึ่งหลังนี่ยาวมากกกกและเฟิร์นก็ตั้งใจแต่งแบบให้ทุกคนรีเลทได้สุดๆ เพราะเวลาที่เราชอบใคร เราต่างก็มีโมเมนท์แบบนี้กันทั้งนั้น แอบไปเจอเขา โทรคุยกับเขา โอ๊ย ฟินในฟิน ต่อให้จะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงก็เถอะนะ มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขดีจริงๆ ว่ามั้ยคะ? ว่าแต่ว่าออสตินเนี่ยจะเนิร์ดก็เนิร์ดไม่สุดเนอะ ดูที่เขาตอบคอมเมนท์ของเอสเม่เรื่องหนังโป๊สิ ฮ่าๆๆ พระเอกของเรามีอะไรซ่อนไว้บ้างเนี้ยยยย

            มีหลายคนทักเฟิร์นมา บอกให้เปิดขายเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะทุกวันนี้จะลงแดงตายมากๆ โอ๊ย เป็นปลื้มจริงๆ ค่ะ เพราะนี่เป็นเรื่องแรกเลยที่มีคนเรียกร้องมากขนาดนี้ตั้งแต่อัพไปได้แค่ 2-3 ตอนแรก เพราะงั้นวันพุธหน้านี้จะเปิดให้จองแล้วนะ!

            แต่อย่างที่เคยแจ้งไปแล้ว เฟิร์นยังชอบการอัพไปทีละตอนอยู่ ดังนั้นคนที่สั่งซื้อก็จะได้รับนิยายในช่วงที่อัพไปได้ประมาณครึ่งเรื่องพอดี (ก่อนหน้านั้นต้องมาฟินไปพร้อมกันเท่านั้น หุหุ) แล้วอีบุคก็จะเปิดให้ขายในช่วงเดียวกัน ซึ่งรับรองว่าไม่เกินกลางเดือนหน้าแน่ๆ เพราะงั้นอดใจรอกันก่อนนะคะ :)

          ไหนใครพร้อมพรีแล้วบ้าง? กระซิบว่าปกเสร็จแล้วและสวยมากด้วย! (เดี๋ยวจะเอามาให้ยลโฉมเร็วๆ นี้)




FernniZ’s 1st Talk : 04.12.18

          อยากจะบอกว่าตอนๆ หนึ่งของนิยายเรื่องนี้จะยาวมากกกก เมื่อก่อนครึ่งตอนอยู่ที่ประมาณ 4-5 หน้า A4 แต่เรื่องนี้คือ 5-6 เอาไปเลยแบบจุใจ แถมยังมีจำนวนตอนเยอะกว่าเรื่องอื่นๆ อีก แล้วเรื่องมันก็แค่เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้นนน อดใจเอาไว้ก่อน หุหุและเฟิร์นเชื่อว่าจะต้องมีหลายเสียงที่บอกว่าอิมเมจแอลสวยมาก ถูกแล้วค่ะทุกโคนนน กระซิบด้วยว่าเดี๋ยวอ่านไปอีกสักพักทุกคนจะอยากอ่านเรื่องของเอลเลียตมากๆ (รับประกันเลย!) เดี๋ยวมาดูกันว่าทำไม ตอนนี้เฟิร์นกลับไปแต่ง Dirty Old Love Poem อยู่ และพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่เริ่มแต่งเรื่องของเอลเลียต (แม้จะแต่งบทนำกับตอนแรกไปครึ่งตอนแล้วก็ตาม)

            เอาเป็นว่า อดใจเอาไว้ก่อนนน เมนท์เยอะๆ แล้วจะรีบมาอัพ อิอิ

 

 

Taylor Swift - Treacherous





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #609 วนัน (@konwan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 11:16

    สสนิทสนมนะ

    #609
    0
  2. #220 ` Memories ★ (@eayaomam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 02:21
    ช่วงแรกๆที่ตกหลุมรัก มันทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆแหละ เผลอซักแป้บก็คิดถึงหน้าคนนั้นอีกแล้วแบบเลดี้เอสเม่เลย5555
    #220
    0
  3. #190 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 19:02
    ใจฟูทุกตอนเลยค่ะ เอสเม่น่าเอ็นดูมากๆ
    #190
    0
  4. #186 ปลานึ่งตากแห้ง (@soonmee) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 03:10
    ยอมออสตินอ่ะจริงๆ ผู้ชายคนนี้ขอนะ5555555555
    #186
    0
  5. #171 หวานน้ำตาล (@bestlovefluk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 14:05
    โมเมนต์ตอนแอบชอบนี่ดีสุดๆไปเลย เขินตัวม้วน ยิ้มแก้มแตก น่ารักมากเลยค่ะ
    #171
    0
  6. #170 MaiL-MelodY (@dorathekid) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 15:30
    เข้าใจฟีลนางเอกเลย โทรไปหาคนที่แอบชอบ หาเรื่องคุยไปเรื่อย เอสเม่น่ารักมากจริงๆ
    #170
    0
  7. #168 pyperaqua (@nptwater) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 00:00

    น่ารักอีกแล้วว ชอบทุกคนน จะรอซื้อหนังสือน้า
    #168
    0
  8. #167 Iwluvhb (@aiwpwms) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 23:40
    คนเริ่มก่อนนี่ยากเสมอจริงๆ555 เดินเครื่องเต็มสูบไปเลยเอสเม่
    #167
    0
  9. #166 ppwch_ (@ppwch_) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 23:12
    ชอบความกล้าของนางเอกจัง
    #166
    0
  10. #165 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 21:52
    การอ่านนิยายที่นางเอกแอบชอบนี่เหนื่อยจริงๆค่ะ ลุ้นตัวเกร็งไปหมดประหนึ่งไม่รู้ว่าพระเอกคือใคร5555555 สำหรับเราการแอบชอบเป็นอะไรที่ทรมานนะคะ มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มมาแบบ commensalism ก่อนจะจบลงแบบ neutralism หรือ มีอีกคนต้องเจ็บซะงั้นค่ะ
    #165
    0
  11. #164 plengggYumemi (@plengggYumemi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 20:12
    นับถือความพยายามของนางเอกมาก คนเริ่มจีบก่อนนี่ยากเสมอเลย555 สู้ๆนะเอสเม่
    #164
    0
  12. #163 JenT A (@jennyyy_jap) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 19:39
    น่ารักจังเลย ชอบผู้ชายแบบออสตินจัง จริงๆเรามีกรณีคล้ายๆออสตินกะเอสเม่นะแบบเจอหน้ากันเกือบทุกวัน พอเย็นมาก็แชทคุยกัน โทรคุยกันเป็นชั่วโมง ตอนแรกไม่ชอบเค้าหรอก ไปๆมาๆนานเข้าก็รู้สึกดี สุดท้ายไม่ได้คบ 5555 ตอนนี้ก็คุยกันได้แบบไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ฟีลแอบชอบอ่ะ แอบมองก็มีความสุขแล้ว สุขใจจริงๆ^^
    #163
    0
  13. #162 Aldaren (@sripong_zizz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 19:34
    เป็นการอ่านที่ลุ้นมากกก 55555 เพราะกลัวออสตินจะรีบวางงง แต่ก้อไม่5555
    #162
    0
  14. #161 GTuiar (@maybe-shop) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 19:07
    อ่านแล้วใจเต้นตึกตัก มันคงเป็นฟีลที่มีความสุขยิ้มแก้มแตกอะ น่ารักกกกก>//////////<
    #161
    0
  15. #160 MaiL-MelodY (@dorathekid) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 14:15
    จีบยากเว่ออออ เอาใจช่วยนะเอสเม่

    อยากอ่านทั้งเล่มแล้วค่ะ
    #160
    0
  16. #158 Iwluvhb (@aiwpwms) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 00:11
    ออสตินอย่าทำให้เราผิดหวังน้าา
    #158
    0
  17. #157 you know (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 00:34

    รอให้ถึงวันเปิดขาย e book ไม่ไหวแล้ววววววววว อยากอ่านต่อรวดเดียวจบ ชอบเรื่องนี้มาก ชีวิตจริงมันไม่มีอะไรง่ายเหมือนในนิยายและเรื่องนี้ทำออกมาได้สมจริงๆมากค่ะ

    #157
    0
  18. #155 plengggYumemi (@plengggYumemi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 21:15
    เรื่องนี้พระเอกยากสุดสุ้ดดด เอสเม่สู้ๆๆ
    #155
    0
  19. #152 Nknpp_Sky (@smilenook) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 00:38
    โอ้ยยยยยย เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นจริงๆค่ะพี่เฟิร์นคือปกติแบบพระเอกนางเอกจะออกเฟิร์ตกันแสดงออกกุ๊กกิ๊กว่ามีใจแต่อันนี้คือพระเอกนางเงียบมากกกก แบบถ้าชีวิตจริงคือไม่มีหวังละนะ(อ่านละนึกถึงตัวเองเวลาแอบชอบใคร)คือเขาดูแค่ทักทายตามปกติของคนที่รู้จักกันเลย นี่ว่าออสตินนางต้องมีคนที่เดตอยู่แน่ๆเลย ฮืออออ เมื่อไรสองคนนี้จะได้มีเวลาด้วยกัน แต่เป็นแบบนี้ก็ชอบชอบความพยายามตอนที่กำลังแบบชอบเนี่ยแหละฟินสุดสนุกสุดแล้ว555555
    #152
    0
  20. #151 pyperaqua (@nptwater) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 00:29
    เอสเม่น่ารักมากก เฟลแทนเลยย ออสตินจะไม่รู้จริงๆเหร้อ
    #151
    0
  21. #149 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 21:00
    หมั่นไส้ค่ะ นี่พยายามคิดว่าเป็นยายหรือคนรู้จัก... เฟลแทนเอสเม่ค่ะ แง จะรอตอนนายโดนเมินบ้างนะออสติน เชอะ
    #149
    0
  22. #148 noobowiie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 20:56

    ออสตินนนนนน ทำไมทำงี้

    #148
    0
  23. #147 GTuiar (@maybe-shop) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 20:21
    ชอบบบบ ให้ความรู้สึกช่วงแอบชอบแรกๆงี้5555555
    #147
    0
  24. #146 Pin Rinrada (@ppinn-bfc) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 20:20
    ฮือ ตอนแรกน่ารักอยู่ดีๆแท้ๆ จุกเลย 55555
    #146
    0
  25. #145 nichaaaaaaaaaaaaa (@Luk_Luk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 19:36
    ออสตินนี่เล่นตัวจนน่าหมั่นไส้จริงจริ๊งงงง อยากให้โดนเอสเม่เมินบ้าง สงสารเอสเม่หลายตอนละ แห้วทุกรอบ555555
    #145
    0