[ตีพิมพ์แล้ว] THE MOON TO MY NIGHT [Austin X Esme]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,324 Views

  • 609 Comments

  • 315 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    49

    Overall
    18,324

ตอนที่ 2 : CH.1 - We all start as strangers

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    18 พ.ย. 61




PRE-ORDER 

Secret Little Love Birds

เปิดจองลีออน & สเตลลา


Image may contain: text

 

มาแล้วจ้าาา ลีออนที่เป็นสุดยอดของความบอยเฟรนด์แมททิเรียลของทุกคน หุหุ ที่มีเรื่องนี้ได้เพราะหลายคนรักเขาใน Same Old Love Song เลยนะ! และถ้ารักและคิดถึงเรื่องราวของสเตลลาผู้น่ารักกับลีออนสุดฮอตก็อย่าลืมคว้าเรื่องนี้เอาไว้ในครอบครองนะคะ

 

อ้อ E-Book จะตามมาในเร็วๆ นี้นะคะ!

 

เปิดจอง : วันนี้ - 9 ธ.ค. 2018

ราคา : 370฿

 

พีเอส ; เรื่องอื่นๆ ในเซ็ทที่พร้อมส่งก็ยังมี Same Old Love Song ที่ใกล้หมดมากๆ แล้วกับ Hot Old Love Flame นะจ๊ะ

 

ซื้อนิยาย : https://goo.gl/JyqQoc

ซื้อ E-Book : https://goo.gl/xX79cc

 










1

We all start as strangers

เราต่างก็เริ่มต้นด้วยการเป็นคนแปลกหน้าทั้งนั้น

 

 

“เลดี้เอสเม่ สเปนเซอร์!

 

กรอดดดฉันล่ะโมโหนัก เอากระเป๋าปิดหน้าขนาดนี้ใครมันยังอุตส่าห์จำได้อีกนะ ฉันรีบยกมือขึ้นทำท่าชู่ว! ให้ตายสิ พ่ออุตส่าห์ย้ำแล้วนะว่าให้ปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นนักเรียนคนหนึ่ง แต่แหงล่ะ แค่มียศ เลดี้ เข้ามาเอี่ยวก็มีแต่คนอยากจะมาปรนนิบัติฉันทั้งนั้น พวกเขาน่าจะตระหนักหน่อยนะว่ามันยังเช้าและมีนักเรียนกี่คนหันมาสนใจเพราะชื่อเรียกนั้น

 

“สะสวัสดีค่ะ” ฉันยิ้มแหยๆ เปลี่ยนมาเดินด้วยท่าทีสง่า ถ้าไม่ดูดีหน่อยก็จะเสียถึงวงศ์ตระกูลอีก

 

“สวัสดีครับ ผมคณะบดีภาควิชาประวัติศาสตร์ของคุณ ทางเราเป็นเกียรติมากเลยครับที่คุณเลือกมาเรียนที่มหาวิทยาลัยของเรา ถ้ายังไงเชิญดื่มอะไรก่อนและเดี๋ยวผมจะนำไปทางไปที่ห้องเรียนนะครับ”

 

โอ้โห ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย

 

“ขอบคุณมากค่ะ แต่อันที่จริงฉันจะดีใจมากเลยถ้าพวกคุณแค่บอกทางและให้ฉันเดินไปด้วยตัวเอง คือได้โปรดอย่าทำเหมือนฉันเป็นคนพิเศษเลยค่ะ มันจะไม่แฟร์กับคนอื่นเขา” อีกอย่างมันก็จะทำให้ความตั้งใจของฉันพังครืน ฉันไม่อยากให้ทุกคนที่นี่รู้ว่าฉันเป็นใคร

 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่หาผลประโยชน์จากยศของฉัน ฉันเบื่อกับเรื่องนี้เต็มทนแล้ว

 

แต่แน่ล่ะ ถึงจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจอย่างไรคณะบดีก็ไม่ปล่อยให้ฉันเดินหลงหาทางไปห้องเรียนในคาบแรกแต่เพียงผู้เดียว ยังจะมาพาไปนั่งดื่มกาแฟ เดินตามมาขออธิบายนู่นนี่นั่นที่สรุปความได้ว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกส่วนตัวได้เลย อะไรอย่างนั้นน่ะ มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นเด็กเส้น และเจ้าหน้าที่บางคนยังแอบถ่ายรูปฉันไว้อีก

 

และในที่สุดช่วงเวลาอันแสนน่าอึดอัดก็ผ่านพ้นไปจนได้

 

“นี่คือห้องเรียนของคุณครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำ

 

“เอ่ออย่าดีกว่าค่ะ ขอบคุณมาก แต่ฉันสายแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันรีบชิงตัดบทแล้วเปิดประตูห้องเข้าไป เพราะเห็นได้ชัดว่าคณะบดีตั้งท่าจะพรีเซนต์ฉันกับคลาสเรียนเต็มที่ (พูดจาไม่รู้เรื่องเลย!) ฉันปิดประตูตามหลังแต่ทันใดนั้นคนทั้งชั้นเรียนที่เริ่มต้นไปแล้วก็หันมามองฉันเป็นตาเดียวอยู่ดี

 

เวร

 

ฉันยิ้มแหยๆ ให้อาจารย์ที่อยู่หน้าห้อง กำลังจะเดินอย่างสงบเสงี่ยมที่สุดไปหาที่นั่งในห้องเรียนขนาดร้อยคนอันใหญ่โตนี้

 

ฉันเคยเรียนแต่โรงเรียนเอกชน มาเจออะไรอย่างนี้ไม่ชินเอาซะเลย

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ นักศึกษา” อาจารย์สาวเรียกฉันเอาไว้ เธอมีรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “มาเช็กชื่อตรงนี้ก่อนจ้ะ”

 

ฟู่วนึกว่าจะโดนบ่นอะไรซะอีก ก็ฉันสายไปตั้งสิบกว่านาทีเพราะอีตาคณะบดีนั่นแท้ๆ เลย

 

ฉันเดินกลับไป เธอมีกระดาษแผ่นหนึ่งที่เดาว่ามีรายชื่อของนักศึกษาทั้งเซคในมือ ฉันใจชื้นขึ้นเพราะเธอดูจะเป็นอาจารย์ที่ใจดีไม่น้อย

 

“ชื่ออะไรจ๊ะ สาวน้อย”

 

“เอสเม่ค่ะ” ฉันบอกเบาๆ

 

“เอสเม่?

 

“สเปนเซอร์ค่ะ”

 

ฉันเห็นดวงตาสีเขียวของเธอเบิกกว้างขึ้นจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า สำหรับครูสอนประวัติศาสตร์ นามสกุลของฉันมันคงจะเป็นนามสกุลที่คุ้นหูไม่ใช่น้อย ฉันภาวนาไม่ให้เธอพูดอะไรบ้าๆ ออกมาและเพื่อนที่ฉันหวังจะมีก็จะกลายเป็นกลุ่มคนที่ซุบซิบนินทาและดี๊ด๊าอยากจะมาแฮงค์เอาท์กับฉันทั้งๆ ที่ไลฟ์สไตล์ของเราไม่ตรงกันเลยอะไรแบบนั้น

 

แล้วความตกใจของเธอก็เปลี่ยนเป็นความชื่นชม รอยยิ้มที่กว้างอยู่แล้วของเธอกว้างขึ้นอีก

 

ฉันคิดว่าเธออยากจะกอดฉันเหมือนลีอาห์แล้วแท้ๆ

 

“เธอดูเหมือนเจ้าหญิงไดอาน่าจริงๆ ด้วย” เธอร้องเสียงเบา ซึ่งฉันโคตรขอบคุณ แต่ก็ตอบอะไรกับคอมเมนท์เรื่องไดอาน่าไม่ได้มาก “ยินดีต้อนรับจ้ะเลดี้เอสเม่ สเปนเซอร์ ครูชื่อลูซี่ แชงนะ”

 

“คือ ช่วยเรียกเอสเม่เฉยๆ ได้มั้ยคะ ฉันไม่อยากให้เพื่อนๆ รู้เท่าไหร่ถ้าอาจารย์พอจะเข้าใจ”

 

“โอ้ ได้เลย ไม่มีปัญหาจ้ะ ครูเข้าใจ”

 

“ขอบคุณค่ะ”

 

“แหม ครูล่ะดีใจจริงๆ ยังไงก็ยินดีต้อนรับอีกครั้งนะจ๊ะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาครูได้เลย เอาล่ะ ทีนี้ก็ไปหาที่นั่งซะนะจ๊ะ”

 

ฉันยิ้มรับ ถึงจะไม่ตรงแผนทุกประการแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เริ่มต้นแย่ซะทีเดียวนะเอสเม่ฉันหมุนตัวกลับ กรอกสายตามองหาที่นั่งว่างบนที่นั่งรูปครึ่งวงกลมเป็นชั้นๆ นี้ อืมฉันชอบเป็นเด็กหลังห้องนะ

 

แต่โอ้พ่อหนุ่มสุดหล่อคนนั้นนี่

 

พ่อหนุ่มตาฟ้าที่เกือบจะชนฉันคนนั้นไง!

 

เขานั่งอยู่คนเดียวที่แถวหน้า ไม่เพียงแต่มันจะเป็นแถวที่โคตรไม่น่านั่ง แต่มันยังทำให้เขายิ่งดูเนิร์ดเข้าไปใหญ่ แถมยังดูไม่สนใจผูกมิตรกับใครอีกต่างหาก ไม่มีใครนั่งข้างเขาสักคน แม้ผู้หญิงแถวหลังจะทักทายเขา แต่เขาก็แค่ยิ้มกลับและหันกลับมาเปิดหนังสือ

 

ใช่ เปิด-หนัง-สือ!

 

คนอะไรน่าสนใจชะมัด! เขาซ่อนอะไรไว้หลังแว่นกับหนังสือนั่นกันเนี่ย!

 

ฉันเดินดุ่มๆ ขึ้นไปแล้วเบียดตัวไปนั่งข้างเขาหน้าตาเฉย มันช่วยไม่ได้เลยที่เขาจะต้องเงยหน้ามามองหมายถึง ก่อนจะถอนหายใจอีกระลอกน่ะ

 

“เธอดูไม่น่าเป็นผู้หญิงที่ชอบเรียนประวัติศาสตร์เลยนะ”

 

“หยาบคายจัง นั่นเป็นคำทักทายของนายเหรอ” ฉันเบิกตากว้าง ดูถูกกันชะมัด “อย่ามาตัดสินคนจากภายนอกน่ะ อีกอย่างฉันก็แค่อยากจะขอโทษเรื่องเมื่อกี้อีกรอบก็เท่านั้น”

 

“ฉันได้ยินแล้ว” เขามองเหมือนจะบอกว่า ทีนี้ก็เปลี่ยนที่ซะสิ

 

โหย!

 

“ฉันเอสเม่” ฉันขี้ตื๊อกว่าที่เขาจะเชื่อ ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธฉันมาก่อน เพราะงั้นคอยดูนะ ฉันจะเป็นเพื่อนกับหมอนี่ให้ได้เลย

 

“สวัสดี” เขาตอบแบบขอไปที ดูเซ็งสุดๆ และหันกลับไปหาหนังสือตัวเองเมื่อเขาปลงได้แล้วว่าฉันคงจะไม่ย้ายที่ไปไหน

 

“นายจะไม่บอกชื่อนายหน่อยเหรอ”

 

ร่างสูงหันกลับมาด้วยสีหน้าเนือย เขาคงอยากถามว่า การที่ฉันเบือนหน้าหนีเธอมันไม่บอกเหรอว่าฉันไม่อยากคุย แต่แล้วเขาก็กลายเป็นผู้ชายอ่อนโยนคนนั้นที่ถามว่าฉันเป็นอะไรไหมที่ถนน ริมฝีปากสีธรรมชาติเอ่ย

 

“ออสติน” เขาเว้น “ออสติน โลว์เธอร์”

 

แค่ชื่อยังหล่อเลยอ่ะ

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ฉันยิ้มตาหยีแบบที่คิดว่าน่ารักที่สุด ออสตินมีสายตาเซ็งแต่แล้วเขาก็ยิ้มเล็กๆซึ่งขอบอกว่าโคตรทำให้โลกสดใสขึ้นมาเลย

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก แต่จะยินดีกว่านี้ถ้าคราวหน้าคราวหลังเธอลงจากรถระวังๆ หน่อย”

 

“แหม ก็ขอโทษแล้วไง” ฉันบู้ปาก “ฉันมาจากอังกฤษนะ”

 

Oh, really?” (จริงเหรอ) เขาแกล้งทำเสียงแปลกใจ “ฉันงี้บอกไม่ได้เลยจริงๆ”

 

เออสำเนียงฉันมันชัดไปหน่อย

 

ฉันอยากจะคุยกับออสตินมากกว่านี้ แต่อาจารย์ก็เริ่มสอนต่อไปแล้ว อีกอย่างถ้าทำให้พ่อหนุ่มบ้าเรียนคนนี้เสียสมาธิ เขาอาจจะไม่อยากคุยกับฉันอีกก็ได้ ฉันหยิบแมคบุคออกมาเปิดเพื่อเตรียมตัวเรียน (นักเรียนในห้องส่วนใหญ่มาเรียนพร้อมโน๊ตบุคเครื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้พวกเขาเลิกใช้กระดาษจดเลคเชอร์หรือเขียนงานกันไปแล้ว) ส่วนออสตินก็ยังคงใช้วิธีเบสิกคือการจดใส่สมุด

 

เป็นหนุ่มเนิร์ดที่น่าสนใจจังน้า

 

อ่า ตั้งใจเรียนหน่อยสิเลดี้เอสเม่!

 

“ขอโทษค่ะ!” เสียงหนึ่งโพล่งขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่นาทีพร้อมกับผู้หญิงและผู้ชายคนหนึ่งที่โผล่เข้ามาในห้อง ทุกคนหันไปมองทั้งสองคนเป็นตาเดียวเหมือนตอนที่ฉันเข้ามาอู้ว ฉันไม่ใช่คนเดียวที่สายในวันแรกแฮะ

 

“ครั้งหน้าพวกคุณต้องมาเร็วกว่านี้นะ” อาจารย์ลูซี่มองนาฬิกาก่อนจะกวักมือ “เข้ามาๆ มาเช็กชื่อก่อนจ้ะ”

 

ทั้งสองคนมีสีหน้าขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ฉันนึกสงสัยถ้าพวกเขาจะเป็นแฟนกันและค้างด้วยกันเมื่อคืนแต่เผลอลืมตั้งนาฬิกาปลุกอะไรอย่างนั้น

 

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะใส่ใจอะไรมากหรอก จนกระทั่งทั้งสองคนมานั่งลงถัดจากฉันน่ะ

 

“เฮ้” คนผู้ชายผมสีน้ำตาลทักขณะนั่งลง ฉันยิ้มตอบ

 

“สวัสดีค่ะ”

 

“เธอดูไม่เหมือนคนชอบเรียนประวัติศาสตร์เลย” คอมเมนท์นั้นกับการย่นคิ้วของเขาทำให้ออสตินที่ได้ยินหลุดหัวเราะ ฉันอ้าปากค้าง คนอเมริกันเฟรนลีย์เกินไปหรือไม่มีมารยาทกันนะที่ตัดสินกันแบบนั้น

 

“แล้วคนชอบเรียนประวัติศาสตร์ต้องมีหน้าตาแบบไหนกัน” ฉันโกรธหน่อยๆ

 

“โว้วเธอเป็นคนอังกฤษเหรอเนี่ย เอ้อหมายถึง ใจเย็น ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้โมโหนะ” เขารีบยกสองมือขึ้นยอมแพ้ ผู้หญิงคนที่มาด้วยกันหัวเราะคิกคัก เธอรีบยื่นหน้ามาตอบ

 

“อย่าถือสาเลย หมอนี่ก็เพี้ยนแบบนี้” เธอว่าขำๆ ก่อนยีหัวเขาเหมือนจะทำโทษให้ “ฉันเฟร์ยานะ ส่วนนี่ดีน เขาปากเสียน่ะ สาวสวยอย่างเราก็ชอบเรียนประวัติศาสตร์ได้จริงมั้ย”

 

“นี่แม่คุณ” ดีนร้อง ดูจากท่าทีแล้วฉันเดาว่าสองคนนี้เป็นแค่เพื่อนซี้กัน “แม่สาวอังกฤษน่ะสวย ส่วนเธอน่ะซวย”

 

“ไอ้ดีน!

 

“เอ่อฉันเอสเม่นะ” ฉันบอกกลั้วเสียงหัวเราะ จากที่โกรธก็กลายเป็นตลกไปแล้วล่ะ

 

อีกอย่างพวกเขาก็ดูน่าคบหาดี ฉันมาที่นี่เพื่อหาเพื่อนนี่นา

 

“ฮะฮ่า สวัสดีเอสเม่ เมื่อกี้ไม่ได้ตั้งใจนะ แค่สงสัยน่ะ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลฉีกยิ้ม เขาคงขี้เล่นน่าดู ฉันส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนที่ดีนจะชะโงกหน้ามาทักทายออสตินบ้าง “เฮ้ ดีนนะ”

 

โอเค เดาว่าดีนกับเฟร์ย่าเป็นพวกตัวจี๊ดที่ทักผู้คนไปเรื่อยและเฮฮาปาร์ตี้สุดๆ แหง

 

อ๊ะ หรือคนอเมริกันเป็นอย่างนี้กันนะ เราคนอังกฤษไม่มีทางทักใครมั่วซั่วแน่

 

“เฮ้ ฉันออสติน”

 

“อ้าว นายเป็นคนอเมริกันนี่”

 

“เออสิ”

 

“ไรวะ นึกว่าจะได้เพื่อนเป็นเมืองผู้ดีอีกคนแล้วอ่ะ” ดีนร้องอย่างแสนเสียดาย ฉันหลุดขำ คนพวกนี้นี่อะไรกันนะ แล้วดูหน้าออสตินที่มองหน้าดีนเหมือนเห็นคนเพี้ยนหันไปทักเฟร์ยาแทนเหมือนว่าดีนไม่มีตัวตนอีกต่อไปสิ

 

“ไง เพื่อนเธอดูไม่ค่อยเต็มนะ”

 

“เฮ้ย!

 

“ฮ่าๆ ดีจ้ะออสติน เฟร์ยานะ”

 

โอเค โกลาหลดีนะ ดีนขู่ฟ่อแต่ออสตินก็แค่ยิ้มแล้วหันกลับไปตั้งใจเรียนต่อ พวกเขาตลกเป็นบ้า ฉันกับเฟร์ยาลอบหัวเราะคิกคักใส่กัน

 

หมายถึง จนถึงแค่ตอนที่อาจารย์ลูซี่ส่งสายตาพิฆาตมาเตือนให้เราเบาเสียงลงน่ะ

 

บอกตามตรงว่าก่อนมาที่นี่ฉันกังวลนิดหน่อยว่าอาจจะหาเพื่อนยาก เพราะการเรียนมหาวิทยาลัยไม่เหมือนมัธยมนี่นา ใครก็บอกว่ามันเป็นการเรียนแบบตัวใครตัวมันทั้งนั้น เพื่อนทุกคนไม่ได้มีเวลาเรียนเหมือนเราทั้งวัน บางคลาสเราอาจต้องเรียนโดยที่ไม่รู้จักใครเลย แต่เฟร์ยากับดีนช่างพูดช่างคุย (และตบมุก) ตลอดเวลา พวกเขาส่งโน๊ตลับให้กันแม้จะนั่งข้างกัน แล้วก็แอบขำเรื่องนู้นเรื่องนี้และยังมาพาฉันขำไปด้วย ออสตินที่พยายามจะตั้งใจเรียนสุดๆ ยังหันมามองอย่างสนใจอยู่บ้าง

 

ให้ตาย กว่าจะจบคาบเรียนสามชั่วโมงนี้พวกเขาก็ทำเอาเราเกือบจะเจอปัญหายกใหญ่ อาจารย์งี้ส่ายหัวให้เลย

 

“หิวชะมัด กินอะไรกันดี” เฟร์ยาชูสองมือขึ้นเพื่อยืดเส้นยืดสาย ฉันเก็บแมคบุคลงกระเป๋า นึกว่าเธอถามแค่ดีนเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก “ให้สาวอังกฤษเลือกดีกว่า เธอบอกว่าเพิ่งมาอเมริกาได้ไม่กี่อาทิตย์นี่ มื้อแรกนี้เธอเลือกเลยว่าอยากกินอะไร”

 

“ฉันเหรอ” ฉันทำหน้าเหลอหลา โอ้พวกเขาชวนฉันไปกินมื้อกลางวันด้วยแฮะ “เอ่อไม่รู้สิ ค่อยไปเลือกที่โรงอาหารดีมั้ย”

 

“อ๊ะ แล้วนั่นออสตินจะไม่ไปด้วยกันเหรอ”

 

ร่างสูงชะงัก ฉันก็เพิ่งเห็นว่าเขาลุกขึ้นยืนและทำท่าเหมือนกำลังหาโอกาสดีๆ เพื่อลาเราอยู่

 

“ฉันต้องแวะไปห้องสมุดหน่อยน่ะ จะเอานี่ไปคืน” ว่าพลางเคาะหนังสือสองเล่มในมือด้วยกำปั้น เดี๋ยวก่อนสิ

 

“เพิ่งเปิดเทอมวันแรกแต่นายยืมหนังสือมาสองเล่มและยังอ่านจบแล้วเนี่ยนะ”

 

“ฉันทำงานที่นี่ตอนช่วงฤดูร้อน” พ่อหนุ่มเนิร์ดยักไหล่เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดามาก เฟร์ยากับดีนหรี่ตาลงมองเหมือนกันเป๊ะๆ “พวกเธอไปกินกันเลย ฉันคงต้องใช้เวลาสักพัก ไว้เจอกันนะ”

 

เอาจริงดิ! ออสตินทำท่าจะโบกมือลา ทันใดนั้นฉันก็รู้แน่ชัดว่าฉันต้องไม่เจอเขาอีกทั้งสัปดาห์แน่ถ้าไม่บังเอิญลงเรียนวิชาไหนด้วยกันอีก ไม่นะฉันยังไม่ทันได้คุยกันเท่าไหร่เลย

 

“ออสติน เดี๋ยว

 

ฉันรีบเดินตามไป พอเขาหันมาฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าฉันตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ ร่างสูงยกมือขึ้นเสียเรือนผมสีช็อกโกแลตพลางเลิกคิ้วขึ้นงงๆ

 

“ว่าไง?

 

“คือ” ยังไงดีล่ะเอสเม่ จะพูดอะไรดีที่จะทำให้เขารู้ว่าฉันอยากเจอเขาอีก แต่ไม่ดูโจ่งแจ้งเกินไปน่ะ “นายน่าจะมากินมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนนะ ฉันเองก็อยากไปห้องสมุดเหมือนกัน เราค่อยไปพร้อมกันทีหลังก็ได้” ฉันอ้างไปมั่วๆ

 

“มันหนักน่ะ” เขาบอกพลางชูหนังสือเล่มหนาขึ้น “ขี้เกียจแบกไปนู่นมานี่ด้วย อีกอย่างฉันว่าจะแวบกลับบ้านสักชั่วโมง-สองชั่วโมง กว่าจะมีเรียนอีกทีตั้งบ่ายสาม”

 

“งั้นเหรอ” ฉันคิ้วตก ก็เข้าใจได้น่ะนะ

 

“อย่าห่วงเลย”

 

?

 

“ฉันไม่ขี่จักรยานไปชนผู้หญิงเซ่อๆ ที่เปิดประตูลงจากรถแบบไม่ดูตามาตาเรือแน่ๆ”

 

“ออสติน” ฉันกัดริมฝีปาก เดี๋ยวเหอะ

 

แต่ดูเขายิ้มเข้าสิผู้ชายคนนี้หล่อชะมัด ผู้หญิงต้องรุมเขาแน่ถ้าออสตินเปลี่ยนจากสวมแว่นมาใส่คอนแทคและเข้าสังคมมากกว่านี้สักหน่อย

 

“กลับบ้านดีๆ ล่ะ เอสเม่” ออสตินบอกแบบนั้นแล้วก็เดินจากไป รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันต้องกัดริมฝีปากแรงขึ้นอีกเพื่อกลั้นยิ้ม

 

คนอะไร

 

“คนอะไรเนิร์ดเป็นบ้า”

 

อ้าวดีน! ฉันกำลังฟินอยู่ดีๆ

 

What?” ดีนทำหน้าเซ็งเมื่อฉันกับเฟร์ยาถลึงตาใส่ “He’s fucking nerd!

 

“ก็ถูก แต่ฉันคิดว่าเขาหล่อมากเลยนะ”

 

“ไอ้แว่นนั่นอ่ะนะ”

 

“ผู้ชายสวมแว่นก็หล่อได้ย่ะ อีกอย่างความหล่อของออสตินก็ออกจะทะลุแว่นซะขนาดนั้น นายไม่เห็นผู้หญิงมองตามเขาเหรอ”

 

“ฉันหล่อกว่าตั้งเยอะ ใช่มะเอสเม่”

 

ฉันมองตามแผ่นหลังของออสติน ส่ายหัวพลางอมยิ้ม “ฉันคิดว่าเขาน่ารักมากเลย”

 

What the!?” ดีนโวยวายอะไรอยู่พักหนึ่งหลังจากนั้น แต่ฉันไม่ได้สนใจหรอก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอะไรกับผู้ชายที่เกือบจะชนฉันเมื่อเช้า แต่ฉันคิดว่ามันมีบางอย่างที่มากกว่าการบ้าเรียนกับชอบอ่านหนังสือออสตินน่าสนใจกว่าผู้ชายทั่วไปตั้งเยอะ ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

 

 

 






“ปาร์ตี้? ฉันทวนคำพูดของเฟร์ยากับดีน เสียงสูงๆ ของฉันทำให้พวกเขาต้องมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ฉันขมวดคิ้วแน่น มีอะไรตลกกัน

 

“เวลาที่เธอพูดด้วยสำเนียงอังกฤษอย่างนั้นมันทำให้ทุกอย่างน่ารักและน่าฟังขึ้นเป็นเท่าตัวเลยรู้ตัวมั้ย”

 

“โอ้” ฉันย่นจมูก มาอเมริกากี่รอบก็ยังคงได้ยินคอมเมนท์แบบนั้นอยู่นะ

 

Aw, you’re so cute!” เฟร์ยาครางพลางยื่นมือมาลูบแก้มฉันราวกับเพิ่งเห็นตุ๊กตาหมีที่แสนน่ารักและเธออดใจไม่ไหวที่จะสัมผัสอย่างนั้น จากที่นั่งคุยกับพวกเขาตลอดเวลาที่กินมื้อกลางวัน ฉันเริ่มเรียนรู้แล้วล่ะว่าเฟร์ยากับดีนเป็นสายชอบสังสรรค์และผูกมิตรไปทั่วแค่ไหน

 

พวกเขาเป็นเด็กปีหนึ่ง แต่ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนทัก

 

แล้วนี่ทั้งสองคนก็เพิ่งจะชวนฉันไปปาร์ตี้แบบ Rooftop ที่จะจัดบนดาดฟ้าของหอพักที่เฟร์ยาอยู่

 

“แต่เราจะปาร์ตี้กับใคร และเนื่องในโอกาสอะไรล่ะ” ฉันเอียงคองงๆ เฟร์ยาก็ยังไม่เลิกเกาะแกะฉันเหมือนว่าเธออยากจะพกฉันกลับบ้านด้วย

 

“เนื่องในโอกาสที่เปิดเทอมวันแรกไง!” ดีนบอกอย่างภาคภูมิใจ “เมื่อคืนเราก็ฉลองการเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัย”

 

“ซึ่งเป็นเหตุผลให้วันนี้เรามาเรียนสาย” เฟร์ยาเสริม

 

“อะไรนะ?

 

ดีนหัวเราะลั่น “ที่เราจะบอกก็คือ มันไม่ต้องมีเหตุผลให้จัดปาร์ตี้หรอก ฉันกับเฟร์ยาแค่ชอบน่ะฮ่าๆ อีกอย่างเราก็เพิ่งเปิดเทอม ยังหาข้ออ้างมาทำอะไรอย่างนี้ได้อยู่ ถ้าอีกสักอาทิตย์คงวุ่นจนไม่มีเวลาแน่”

 

“ซึ่งก็ไม่จริง เดี๋ยวพอถึงเวลาเราก็หาข้ออ้างมาจัดได้อยู่ดี” เฟร์ยาตอบทราวกับพวกเขาซ้อมกันมาแล้วแบบนั้น ทั้งสองคนหัวเราะในขณะที่ฉันนั่งเอ๋อ

 

“คืองี้” ดีนเริ่มอธิบาย “เราสองคนเกิดและโตที่นี่ก็เลยรู้จักพวกรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันที่เข้าเรียนที่นี่เยอะน่ะ ปาร์ตี้นี่เป็นไอเดียของพวกเขาด้วย เธอน่าจะมานะถ้าเพิ่งมานิวยอร์ก รับรองว่าจะได้เพื่อนเพียบเลยล่ะ”

 

คือฉันก็ไม่มีปัญหานะกับการที่เฟร์ยากับดีนชอบปาร์ตี้ ตอนอยู่อังกฤษฉันก็มีเพื่อนที่หาเรื่องจัดปาร์ตี้ทุกสุดสัปดาห์เช่นกัน ฉันชอบทั้งสองคน แล้วอีกอย่างไปหาเพื่อนใหม่ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเลย

 

“อืมฉันไม่แน่ใจนะว่าวัฒนธรรมการดื่มของพวกเธอจะมาเทียบกับของเราได้” ฉันกอดอก แกล้งอวดหน่อยๆ เฟร์ยากับดีนร้องโหขึ้นมาเลย “เคยได้ยินมั้ยว่าวัฒนธรรมการดื่มของอเมริกันเทียบกับที่ยุโรปไม่ได้เลย เพราะพวกเราดื่มกันหนักมากที่ยุโรป อีกอย่างพวกเธอก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่นี่ ซื้อเหล้าก็คงจะยังไม่ได้ ส่วนเราน่ะบรรลุนิติภาวะกันตั้งแต่สิบแปด

 

“โห พูดงี้ก็สวยสิแม่สาวเมืองผู้ดี” ดีนแกล้งทำเหมือนยอมไม่ได้ที่โดนดูถูก “มาดูกันว่าใครจะเมาก่อนใครคืนนี้”

 

เฟร์ยาหัวเราะชอบใจใหญ่ “แล้วก็นะเราก็แค่ซื้อเหล้าไม่ได้ แต่ใช่ว่าจะใช้วิธีอื่นไม่ได้นี่”

 

 

 

 

 

 

 

“คืนนี้ฉันจะไปปาร์ตี้นะ” ฉันบอกลีอาห์แบบนั้นเมื่อกลับมาบ้าน ฮัมเพลงไปด้วยตอนที่เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวแบบวอล์กอิน ลีอาห์วางมือจากทุกอย่างที่เธอทำแล้วแจ้นมาหาฉันในวินาทีถัดมา

 

“ที่ไหน กับใคร เอสเม่เพิ่งจะไปเรียนได้แค่วันเดียวเองจะปาร์ตี้แล้วเหรอ”

 

“ไม่ได้ผิดกฎหมายสักหน่อยนี่คะ” ฉันหัวเราะให้ใบหน้าเครียดของลีอาห์ “เพื่อนที่เรียนด้วยกันชวนไปน่ะ ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ก็เลยตอบตกลง”

 

“แต่พรุ่งนี้เอสเม่มีเรียนนะ”

 

ฉันรู้อยู่แล้วว่าลีอาห์อาจจะไม่เห็นด้วย ฉันฉีกยิ้ม “ก็ไม่ได้จะโดดสักหน่อย ฉันมีความรับผิดชอบหรอกน่า”

 

 

“เถอะน่าลีอาห์ ฉันอายุแค่สิบเก้า ให้ฉันได้ใช้ชีวิตหน่อยเถอะ” พอฉันบอกอย่างนั้นลีอาห์ก็พยักหน้าอย่างจำยอม ฉันหมุนตัวไปรอบๆ อย่างอารมณ์ดีขณะเลือกชุดไปด้วย

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะช่วยเลือกชุดก็แล้วกัน อืมเดรสวาเลนติโนเป็นไง”

 

“คุณพระช่วยลีอาห์” ฉันร้อง ก่อนจะหลุดหัวเราะ “ปาร์ตี้มหาวิทยาลัยไม่ใช่งานกาล่านะคะ ฉันแค่อยากได้เดรสน่ารักๆ สักตัว ไม่ใช่ชุดราตรียาวลากพื้น”

 

“ก็แหม

 

“ฉันเป็นแค่เอสเม่ สเปนเซอร์ ไม่ใช่เลดี้เอสเม่ที่นี่ ตกลงนะ” ฉันย้ำ ลีอาห์พยักหน้าหงึกหงักพลางเริ่มพลิกดูเสื้อผ้าที่สบายๆ กว่าชุดราตรีวาเลนติโน ฉันยอมรับว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับกับรองเท้ากระเป๋าที่ฉันมีมันไม่มีอะไรที่ราคาถูกเลย แต่ฉันไม่อยากใส่อะไรที่ทำให้ตัวเองดูโอ้อวดจึงหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีโลโก้แบรนด์ชัดๆ สุดท้ายก็เลยมาจบลงที่เดรสสีขาวลายจุดสีแดงแบบผูกเอว

 

ใส่นี่กับผ้าใบก็ดูจะไม่เลวเลยนะ

 

“เอาตัวนี้แล้วกัน” ฉันว่าก่อนมองนาฬิกา “อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา ฉันไปแช่น้ำอุ่นสักหน่อยดีกว่า”

 

“แล้วนี่จะกลับกี่โมงคะ”

 

“ยังไม่รู้ค่ะแม่” ฉันแกล้งประชดแล้วเดินหนี

 

“ถ้าอย่างนั้นก่อนกลับก็โทรมาบอกนะ ฉันจะได้ให้ชาร์ลส์ไปรับ”

 

“ไม่เอาน่า ถ้าชาร์ลส์ต้องทนนอนดึกเพราะฉันอยากออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนแล้วตอนเช้ายังต้องไปส่งฉันไปเรียนทุกวันเขาก็ตายกันพอดี อย่าไปรบกวนเขาเลย” ฉันโบกมือไปมา “ฉันกลับแท็กซี่ได้สบายมาก”

 

“ไม่ได้ค่ะ” คุณแม่คนที่สองของฉันยืนยัน ฉันทำหน้าเซ็ง “ฉันไม่ได้ห้ามเอสเม่ปาร์ตี้นะ แต่แค่ปาร์ตี้ในวันธรรมดาก็ไม่ควรทำอยู่แล้ว อีกอย่างเอสเม่ก็ยังไม่รู้จักเพื่อนที่ว่าดี อย่างน้อยให้ชาร์ลส์ไปรับฉันจะได้อุ่นใจ”

 

แหงล่ะ

 

เฮ้อ ฉันกลอกตาไปมา “ก็ได้ๆให้ตายสิ สัญญานะว่าต่อไปถ้าชินกับชีวิตที่นี่แล้วจะยอมให้ฉันไปไหนมาไหนเองบ้าง”

 

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เอสเม่คบและผลการเรียนค่ะ”

 

“เอาจริงเหรอเนี่ย” ฉันร้อง “ไม่แฟร์เลย!

 

“คำสั่งคุณย่าค่ะ”

 

Bloody hell.” ฉันสบถ น่าเบื่อชะมัด ย่ามีหลานตั้งห้าคนทำไมถึงยังไม่เบื่อเรื่องพวกนี้อีกนะ “ลีอาห์ก็รู้นะว่าฉันไม่ชอบถูกบังคับ ฉันมาที่นี่เพื่อที่จะหนีกฎระเบียบบ้าบอคอแตกที่บ้าน และพี่ก็ควรจะไว้ใจฉันบ้าง มีสักครั้งที่ฉันมีผลการเรียนแย่เหรอ”

 

“ฉันก็แค่ทำตามคำสั่ง ได้โปรดอย่าทำให้ฉันมีปัญหาสิคะ” ลีอาห์มีน้ำเสียงขอร้อง

 

“ไม่มีปัญหาหรอก ถ้าผลการเรียนฉันไม่แย่ ฉันจะไปไหน จะทำอะไรกับใครก็ได้ทั้งนั้น” ฉันยิ้มแป้น แต่พี่สาวตรงหน้าเหงื่อตก “อีกอย่างถ้าพี่ไม่พูด คนอื่นๆ ไม่พูด ย่าจะรู้ได้ยังไงว่าฉันทำอะไรบ้าง”

 

“เลดี้เอสเม่

 

“บาย!

 

ฉันรู้ว่าตัวเองทำให้ลีอาห์ลำบากใจ แต่ก็ยังตั้งใจโบกมือลาเธอแล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำ เราทุกคนรู้ดีว่าคุณย่าของฉันเข้มงวดมากแค่ไหน และฉันก็รู้ว่าตัวเองมีภาระหน้าที่เมื่อเกิดมาในครอบครัวชั้นสูงที่สืบเชื้อสายมาหลายร้อยปีและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ หมายถึงไม่ใช่หน้าที่ใหญ่หลวงอะไรเหมือนที่เจ้าชายหรือเจ้าหญิงเขาทำกัน หลักๆ ก็คือฉันควรจะเรียนให้จบ รักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูล ช่วยพี่ชายดูแลธุรกิจครอบครัวเท่าที่ทำได้ (ไม่ใช่บริหาร แต่ก็ต้องช่วยดูแลบ้าง) อะไรประมาณนั้น

 

แต่อย่างน้อยก็ขอให้ฉันได้ใช้ชีวิตนอกกรอบสักสี่ปีก็ยังดี

 

 

 

 

 

 

 

 

เฟร์ยาเล่าให้ฉันฟังตอนที่มาถึงว่าครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของตึกที่เธออาศัยอยู่ ดังนั้นห้องชั้นบนสุดซึ่งใหญ่ที่สุดและมีประตูที่เปิดออกไปสู่ดาดฟ้าซึ่งเห็นวิวของมหานครนิวยอร์กจึงตกเป็นของเธอในตอนนี้บอกตามตรงว่าฉันไม่ได้เดาเอาไว้เลยในทีแรก

 

เฟร์ยาดูชิลและเธอก็แต่งตัวธรรมดามาก แต่อันที่จริงเธอไม่ธรรมดาสักนิด!

 

“ที่นี่เจ๋งมากเลยเฟร์ยา!” ฉันร้องขณะมองไปรอบกาย มีผู้คนมากมายบนดาดฟ้านี้ เฟร์ยานำโต๊ะขนาดใหญ่มาตั้งพร้อมประดับประดาไฟหลากสี มีม้านั่งอยู่ตามมุมต่างๆ ที่จัดไว้อย่างดี พวกเขามีสวนบนนี้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญวิวมันยังสุดยอดไปเลยคือ ก็สุดยอดพอๆ กับที่เพนต์เฮาส์ของฉัน แต่ฉันรักที่มันมีสวนและมีพื้นที่ Rooftop อย่างนี้

 

“ฉันรู้ เพราะงั้นมันถึงเป็นสถานที่ที่เพอร์เฟกต์สำหรับปาร์ตี้ยังไงล่ะ” เธอขยิบตาให้

 

“แต่มันไม่เป็นงานหนักเหรอที่ต้องมาเป็นโฮสทุกครั้งน่ะ ตอนเก็บกวาดคงจะเหนื่อยน่าดู”

 

“ใช้ให้ดีนช่วยน่ะ” ว่าแล้วก็หันไปเกี่ยวคอเพื่อนรัก เขาก็เลยทำเบียร์ที่กำลังดื่มอยู่หกนิดหน่อย

 

“ก่อนอื่นช่วยอย่าทำให้เบียร์ฉันหกหน่อยดีมะ”

 

ฮ่ะๆ พวกเขาสนิทกันจริงๆดีชะมัด

 

“อย่างนี้นี่เอง” ฉันยิ้ม

 

“ฉันจะพาเธอไปดูมุมโปรดของฉันนะ” ร่างบางเกี่ยวแขนฉันอย่างสนิทสนมและฉันก็แสนจะยินดีที่เธอใจดีกับฉันขนาดนี้ เฟร์ยาพาฉันไปที่โซฟาใต้ซุ้มไม้เลื้อยตรงมุมของดาดฟ้า “ฉันชอบมานั่งตรงนี้เพราะมันเห็นวิวสวยกว่ามุมอื่น ที่สำคัญมันก็โรแมนติกมากเวลามาจู๋จี๋กับใคร”

 

ฉันหลุดหัวเราะ แกล้งถาม “ใครคนนั้นไม่ใช่ดีนใช่มั้ย”

 

“ไม่ใช่สักหน่อย!” เธอตอบเร็วไปหน่อยนะ เขินหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

แหมฉันก็ไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันด้วยสิ

 

“ฉันชอบอพาร์ตเมนต์เธอมากเลย” ฉันอมยิ้ม

 

“แล้วเธอล่ะ เล่าให้ฟังบ้างสิว่าที่บ้านทำอะไร ฉันมีความรู้สึกว่าเธอก็น่าจะมาจากครอบครัวที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ”

 

“อ้า” ฉันลังเลนิดหน่อย จะบอกเพื่อนยังไงดีว่าครอบครัวของฉันเป็นเจ้าของปราสาท Althorp ในนอร์ธแฮมป์ตันกับพื้นที่อีกกว่าหมื่นสามพันเอเคอร์ในบริเวณนั้น ยังไม่นับอสังหาริมทรัพย์อีกมากมาย Shit…ฟังดูโอเว่อร์ชะมัด ฉันไม่เล่าจะดีกว่า “คือพ่อฉันเป็นนักเขียนน่ะ เขียนนิยาย ข่าวและเมื่อก่อนก็เคยเขียนสารคดี ส่วนแม่เคยเป็นนางแบบ”

 

มันก็เป็นความจริงนะ ส่วนหนึ่งของความจริงน่ะ

 

“จริงเหรอ เจ๋งไปเลย” แค่นั้นเฟร์ยาก็มีดวงตาเป็นประกายแล้ว “พ่อแม่เธอเป็นคนดังงั้นสิ ฉันรู้จักไหม”

 

“ไม่รู้จักหรอก พวกเขาไม่ได้ดังอะไรขนาดนั้น” ฉันหัวเราะฝืดๆ โกหกคำโต มันเป็นปัญหาของฉันเลยเวลาที่เริ่มต้นทำความรู้จักกับใครใหม่ๆฉันไม่กล้าบอกพวกเขาว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหนหรือที่บ้านมีธุรกิจอะไร ส่วนหนึ่งก็เพราะฉันไม่อยากให้ใครคิดว่าฉันขี้อวด หรือวิเศษวิโสมาจากไหน

 

ผู้คนมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติกับฉันพิเศษกว่าคนอื่นเมื่อรู้จักฐานะที่แท้จริงของฉัน ฉันไม่เคยต้องการให้มันเป็นอย่างนี้แต่สิทธิพิเศษนี้มาพร้อมกับนามสกุลที่ฉันมี

 

เมื่อไหร่ที่ฉันสนิทกับเฟร์ยามากกว่านี้ฉันจะบอกเธอเองเธอและทุกคนนั่นแหละ

 

“เหรอ” เฟร์ยามีน้ำเสียงเสียดาย แต่แล้วเธอก็ดูตื่นเต้นขึ้น “แต่รับรองได้ว่าเธอน่ะต้องดังแน่ๆ เพราะมีหนุ่มๆ หลายคนแอบสอดส่องสายตาให้เธออยู่รู้ตัวมั้ย ฮิๆ มาเถอะ ฉันจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนของฉันนะ!

 

“อ๊ะ เดี๋ยวสิ

 

แต่ก็ไม่ทันแล้ว เฟร์ยาลากแขนฉันกลับเข้าไปหาวงเพื่อนของเธอและเริ่มแนะนำทุกคนให้ฉันรู้จัก คือเพื่อนของเธอก็ดูจะมีนิสัยคล้ายๆ เธอนั่นแหละ สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบคือเฟร์ยากับดีนคบเพื่อนที่มีหลากหลายเชื้อชาติ คือมีทั้งอเมริกัน คนผิวสีและคนเอเชีย แล้วทุกคนก็ดูตื่นเต้นมากที่ฉันเป็นคนอังกฤษ

 

Oh, my God! เธอเป็นคนอังกฤษเหรอเนี่ย ฉันชอบสำเนียงของเธอจัง!

 

“ว้าว เธอน่ารักชะมัด ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

 

โอ้ โอเคโอเค ได้โปรดอย่ารุมทึ้งฉันนะ ทำไมทุกคนต้องมีน้ำเสียงเอ็นดูเหมือนเพิ่งได้ลูกหมาตัวใหม่อย่างนั้นนะ พวกเขาแย่งกันชวนฉันคุย แถมฉันยังจำชื่อใครไม่ได้สักคน ตายล่ะ

 

“โอ้โห ดูสิว่าใครมา” ดีนร้องขึ้นหลังจากที่ฉันตอบคำถามเกี่ยวกับสหราชอาณาจักรเหมือนเป็นวิกิพีเดียเคลื่อนที่ไปสักระยะหนึ่ง เขาหันมาโอบฉันให้หันมองตาม “เพื่อนร่วมชาติของเธอกับไอ้หนุ่มเนิร์ดน่ะ”

 

อะไรนะ

 

ฉันไม่แน่ใจนักว่าดีนหมายถึงอะไรในทีแรก ก่อนจะหันขวับไปมองเมื่อได้ยินคำว่า หนุ่มเนิร์ด

 

ออสตินไงล่ะ ออสติน! เขาเพิ่งขึ้นมาพร้อมกับ…Oh, shit หนุ่มผมบลอนด์ที่โคตรหล่ออีกคน การปรากฏกายของทั้งสองคนเล่นเอาคนทั้งดาดฟ้าต้องเหลียวหลังมอง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหนุ่มที่หนีคำชวนกินมื้อกลางวันของเพื่อนไปห้องสมุดจะมาปาร์ตี้ของเฟร์ยา ก็เขาเพิ่งจะรู้จักเธอไม่ใช่เหรอ

 

อ้าต้องเป็นเพราะคนผมบลอนด์แน่ๆ

 

ให้ตาย เขาดูไม่เนิร์ดเหมือนออสตินเลยนะ อันที่จริง เขาดูตรงข้ามสุดๆ ทั้งเรือนผมที่ตั้งใจเซ็ทมาอย่างดีกับการแต่งตัวที่โคตรดูดีนั่นอีก จัมเปอร์ที่สวมทับเสื้อเชิ้ตกับยีนส์นั่นน่ะ ฉันเห็นพวกคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่นี่ค่อนข้างชิลกับการแต่งตัว ไม่ได้ว่าออสตินแต่งตัวไม่ดีนะ ฉันคิดว่าเขาดูเท่มากแค่เพื่อนของเขามีเซนส์ในเรื่องแฟชั่นดีโคตรๆ ไปเลย

 

“เฮ้เอลเลียต! ออสติน!” ดีนเรียก ฉันยืนตัวแข็งทื่อไปเลย อดใจเต้นแรงไม่ได้แต่ไม่แน่ใจแล้วล่ะว่าเพราะใคร บ้าจริง! ทำไมพวกเขาถึงหน้าตาดีกันอย่างนี้!

 

“ไงไอ้ดีน” เอลเลียตทักก่อนจะยิ้มให้ฉัน “Hi!

 

“จะแนะนำนะ นี่เอสเม่ เพื่อนใหม่ของฉันเอง”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ฉันพูดประโยคเดิมกับที่พูดมาเป็นสิบๆ ครั้งของวันได้แล้ว ก่อนจะยิ้มให้ออสตินด้วย “ออสติน”

 

A posh girl?” เมื่อเอลเลียตเอ่ยอะไรที่มากกว่าแค่ สวัสดี และฉันได้ยินสำเนียงของเขาชัดเจน ฉันก็เบิกตากว้างมิน่าล่ะดีนถึงบอกว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ!

 

“โอ้ นายเป็นคนอังกฤษเหรอ” โคตรอธิบายการแต่งตัวของเขาที่โดนใจฉันเลยทีนี้

 

“ก็นึกว่าจะอังกฤษที่สุดเท่าที่หาได้บนดาดฟ้านี้จนได้ยินเธอพูดนั่นแหละ” เขาหัวเราะอย่างยินดี ฉันก็เลยรู้สึกเขินนิดหน่อย “แต่ไม่ค่อยได้ยินคนรุ่นนี้พูดสำเนียง Posh เลยแฮะ เธอเป็นญาติกับควีนหรือเปล่า”

 

กึ๋ย

 

ฉันบอกได้ว่าเอลเลียตล้อเล่น แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะตกใจเล็กๆ “โทษที ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกหรืออะไรใครนะ แค่มันติดน่ะ

 

“เฮ้ ใจเย็น ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น จริงอยู่ว่าบางคนคิดว่าพวกคนที่พูด Posh หัวสูงและอยากแบ่งชนชั้น แต่มันก็แค่สำเนียงน่ะ” เอลเลียตยักไหล่ ฉันยิ้มโง่ๆ แต่เอ่อแล้วเขาก็จ้องหน้าฉันอยู่หลายวินาที “อันที่จริงเธอก็ดูหน้าคุ้นๆ อยู่นะ”

 

Fucking hell, ไม่เอาแล้ว หนีดีกว่า!

 

“เอ่อ นายมั่วแล้วล่ะ” ฉันแสร้งทำเป็นหัวเราะ “ฉันไปเติมเครื่องดื่มดีกว่า ออสตินอยากมาด้วยกันมั้ย”

 

“ฮะ…?

 

ฉันไม่รอให้เขาตั้งตัวหรอก รีบดึงแขนออสตินออกมาก่อนแล้ว ใครจะคิดยังไงก็ช่าง อย่างน้อยก็ดีกว่าการมีคนอังกฤษสักคนจำฉันได้และทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่สำคัญนะฉันออกจะดีใจที่ออสตินมาขนาดนี้

 

“ฉันไม่ได้คิดเลยนะว่าจะเจอนายที่นี่” ฉันเริ่มบทสนทนาก่อน ออสตินทำหน้าเซ็งขึ้นมาเลย

 

โอเคเขาคงไม่ได้ตั้งใจมา

 

“ไอ้เอลเลียตนั่นแหละที่ลากฉันมา”

 

“อ้อ” นั่นไง “เขาเป็นเพื่อนสนิทนายงั้นสิ”

 

“อืม เจอกันตอนฉันไปแบ็คแพ็คที่เอเชียเมื่อปีที่แล้ว”

 

“ว้าว” ฉันร้อง นั่นมันเป็นความฝันของฉันเลยนะ! แล้วออสตินชอบเที่ยวแบบลุยๆ อย่างนั้นด้วยเหรอเนี่ย “นายนี่มีอะไรน่าทึ่งที่ซ่อนไว้หลังแว่นนั่นเหมือนกันนะ”

 

“เอสเม่” ว่าแล้วเขาก็ถอนหายใจเลย ออสตินนี่ดูเซ็งทุกทีที่เจอหน้าฉันเลยนะ เสียใจจัง “แค่ฉันสายตาสั้นเพราะอ่านหนังสือเยอะไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่ปาร์ตี้หรือไปเที่ยวต่างประเทศหรอกนะ”

 

“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย” ฉันทำปากจู๋

 

“แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ”

 

พอเขาถามและสบตาตรงๆ ฉันก็รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ฉันรินเบียร์ใส่แก้วตัวเองและรินเผื่อออสตินแก้วหนึ่ง ยื่นให้เขาก่อนจะตอบเขินๆ

 

“หมายความว่าฉันอยากรู้มากกว่านี้” ฉันว่า

 

 

“อยากรู้จักนายมากกว่านี้น่ะ”

 

ออสตินดูคาดไม่ถึง ฉันก้มหน้าลงมองแก้วเบียร์เพราะอายจนไม่กล้าสบตาเขา ปกติฉันเข้าหาผู้ชายไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่มันช่วยไม่ได้ออสตินดูเป็นผู้ชายประเภทที่จะไม่เข้าหาฉันก่อนนี่นา ฉันเกือบจะคิดว่าเขาจะหาว่าฉันบ้าแล้วล่ะถ้ามือหนาไม่ยื่นมารับแก้วเบียร์ ก่อนจะนำมันมาชนกับแก้วของฉันในวินาทีต่อมา

 

“ไม่สบตากับฉันตอนที่ชนแก้ว” เขาเว้น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันอ้าปากค้าง “เธอจะมีเซ็กซ์ที่โคตรห่วยไปอีกหลายปีนะ”

 

“อะไรนะ…!” ไอ้ความเชื่อแบบนั้นมันมีทุกประเทศจริงๆ เหรอเนี่ย! ฉันโต้กลับไม่ถูกไปวินาทีหนึ่ง แต่ก่อนที่จะรู้ตัว ออสตินก็หัวเราะลั่นและเดินหนีไปก่อนแล้ว “ตาบ้า ก็นายไม่ได้บอกก่อนนี่ว่าจะชนแก้ว!

 

“บ่นอะไรก็ไม่รู้เสียงดังเป็นบ้า ฉันไปหาอะไรกินดีกว่า”

 

“เดี๋ยวสิ ออสติน!

 

“ก็ตามมาเร็วๆ สิ” เขาหันมาเลิกคิ้วใส่ ฉันชะงัก เมื่อเจ้าของดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลยิ้มให้ ฉันก็รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าร้อนผ่าว “เอสเม่”

 

ให้ตาย

 

ไหนว่าเนิร์ด!

 

ใครว่าไงเนิร์ดไง!

 

ปัดโธ่!!

 


 

Next :

เอลเลียตกัดริมฝีปาก ไม่ว่าจะเพราะอะไรฉันก็บอกได้ว่าเขาพึงพอใจไม่น้อย ร่างสูงยื่นหน้ามากระซิบ

“ไปจูบมันสิ”

“เดินเข้าไปจูบออสตินและไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

 

 

 



FernniZ’s 2nd Talk : 18.11.18

          โอ๊ยยยย รีดเดอร์ปลื้มออสตินกันเป็นแถบๆ เลยแฮะ! ฮ่าๆ เริ่มสังเกตมาสักพักแล้วว่าถ้าเรื่องไหนมีนางเอกใสๆ (อย่าง Like Primrose In The Wind ของสเปนเซอร์กับพริมโรส) หรือพระเอกเนิร์ดๆ ละก็ทุกคนจะกรี๊ดเป็นพิเศษ ฮ่าๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าทำไม อาจเพราะมันเดายากและน่ารักดี มีคนบอกว่าอยากเห็นออสตินมุมร้อนแรงด้วย หุหุ เดี๋ยวได้เห็นกันแน่นอน เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย (เตรียมกระดาษทิชชู่มาซับเลือดกำเดากันด้วยล่ะ) อ้อ! และสังเกต “เอลเลียต” คนนี้ไว้ให้ดี เพราะเขาจะมีบทบาทไม่น้อยในเซ็ทนี้เลยล่ะ

          …กระซิบให้ฟังด้วยแล้วกันว่าเขาจะเป็นหนึ่งในพระเอกของเซ็ทนี้ โฮ่ๆ

            ทีแรกไม่ได้ตั้งใจมาอัพวันนี้นะเนี่ย แต่เพราะรีดเดอร์เมนท์ฟินกันไว้เยอะก็เลยมาต่อให้เลย ดังนั้นถ้าอยากฟินต่อก็อย่าลืมมมมระดมเมนท์กันเข้าไป! ดูจาก Next แล้วอยากอ่านต่อกันรึยังล่ะ!



FernniZ’s 1st Talk : 16.11.18

          พระเอกน่ารักน่าหยิกเนอะ ฮ่าๆ ไม่เคยแต่งให้พระเอกเนิร์ดเลย หวังว่ารีดเดอร์จะชอบ :) ตอนนี้แต่งใกล้จบแล้วค่า ไม่เกินอาทิตย์นึงน่าจะแต่งจบแน่ๆ จะทยอยอัพเรื่อยๆ เนอะ ไม่มีเว้นนานแน่นอนเพราะมีตุนให้อัพแล้ว นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีโปรเจ็กต์เรื่องอื่นอีก ไอเดียพลุ่งพล่านมากๆ และชอบไม่ชอบยังไงก็บอกกันนะคะ ขอบคุณความเห็นในตอนที่แล้วด้วย แล้วเจอกันตอนหน้า :)

 

 

The1975 – What makes you beautiful (One Direction Cover)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

44 ความคิดเห็น

  1. #597 วนัน (@konwan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 14:25

    เทัมากๆเลย

    #597
    0
  2. #562 BAMBAM (@bamnatchaya) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 02:36
    ออสตินนนนนนนนนน ฮืออออออ งานดี
    #562
    0
  3. #543 Kpris (@janfan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 02:12
    อมกๆๆๆๆ ออสติน นายไม่ธรรมดา!! มาแค่นี้ก็ทำให้เขินได้ฮืออ่หเหรหืหนหหววห
    #543
    0
  4. #432 -JHKH- (@fierceoam) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:40
    ออสตินแอบร้ายยย
    #432
    0
  5. #216 ` Memories ★ (@eayaomam) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 00:22

    รุกเขาก่อน พอเขาแอบรุกกลับมีเขินเลยนะเลดี้5555555555555

    #216
    0
  6. #140 Fring Supravee (@frungfring) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 18:09
    ออสตินนนน อมกไม่ไหววว ดีมากก
    #140
    0
  7. #123 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 10:25
    เขินมากกกกก
    #123
    0
  8. #101 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 02:16
    สปอยย์ความฮ็อตของออสตินแบบนี้ จินตนาการเรายิ่งบรรเจิดอยู่ด้วยนะคะ55555 เพื่อนร่วมชาติของเอสเม่นี่ชวนหวาดเสียวอยู่นะคะเนี่ยย
    #101
    0
  9. #81 nichaaaaaaaaaaaaa (@Luk_Luk) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 09:34
    โอยยยยยนย อยากได้แบบนี้บ้าง ฮืออออออ
    #81
    0
  10. #78 namfonnnz (@namfonnnz) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 12:35
    เขินอ่ะะะ ฮือออ เขินออสติน นี้ว่าออสตินไม่ได้เป็นคนเนิร์ดอะไรขนาดนั้นแน่ๆ!!!!
    #78
    0
  11. #60 plengggYumemi (@plengggYumemi) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 / 14:38
    โอ๊ยยเขินความนิ่งแต่โคตรหล่อของพระเอกก
    #60
    0
  12. #59 Mhmhmh (@pkypai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 13:56
    คือน่ารักกกกมากกกกกกกกกก เขินนนนนนนนดีดดิ้นนนสุด55555555 จะรออนะคะ
    #59
    0
  13. วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 07:55
    โอ้น่ารักอะไรแบบนี้ หลงออสติน
    #58
    0
  14. #57 ppwch_ (@ppwch_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 02:17
    ฟินนน (-.,-)
    #57
    0
  15. #56 Nknpp_Sky (@smilenook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 02:15
    กรี๊ดดดดดดดด อ่านจบละอยากกรี๊ดดังๆเลย ไหนว่าเนิร์ดไม่เลยยยยจริงๆ คือแบบเขินดีดดิ้นมาก อดใจรอไม่ไหวแล้วค่าาาาาา
    #56
    0
  16. #55 Bouquet Pemika (@ubotque) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 01:17
    ตัวละครน่ารักมากกกกกกก
    #55
    0
  17. #54 Ggaaiill (@kranravee_gail) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 01:03
    ออสตินน่ารักกก อยากอ่านต่อแล้วว
    #54
    0
  18. #53 pyperaqua (@nptwater) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 00:35
    ก็คือน่ารักมากก อยากอ่านต่อมากๆๆแพ้ทางงบุคลิกนิ่งๆแบบเน้
    #53
    0
  19. #52 hh_990925 (@huda-pinkgirls) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 23:41
    อ๋อยยน น่ารักไปหมดดด
    #52
    0
  20. #51 Iwluvhb (@aiwpwms) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 23:05
    โอ๊ยยยยย สปอยตอนหน้านี่มันอะไรกันนน เค้าจะคิสกันแล้วเหรอคะ อร้ายยยยย อดใจรอไม่ไหวแล้วมาต่อเร็วๆนะคะ
    #51
    0
  21. #50 Ppppppppp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 22:52

    ออสตินน่าร้ากกก??’•

    #50
    0
  22. #49 K_Darin (@K_Darin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 22:42
    โดนออสตินตกเต็มๆเลยค่า แพ้ทางหนุ่มเนิร์ดอะแงงงงงงง
    #49
    0
  23. #48 GTuiar (@maybe-shop) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 22:36
    เห้ยยนยยย หนุ่มเนิร์ดของเค้าาาาา เขิล>/////<55555555
    #48
    0
  24. #47 JenT A (@jennyyy_jap) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 22:29
    เขินจัง ^^ พี่เฟิร์นสปอยล์ตอนหน้าแบบ...งื้ออออ รีบมาต่อเลยนะ 55555 ดีนจะตกอันดับแล้วนะคะ ตอนนี้คือ 1.ออสติน 2.ดีน

    3.เอลเลียต(มาแบบม้ามืด) ทำไมรู้สึกว่าเอลเลียตจะรู้ความจริงก่อนคนอื่นว่าเอสเม่เป็นเลดี้ :P
    #47
    0
  25. #46 sweetamnesia (@paniiit) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 21:52
    เค้าว่าเค้าเจอเอลเลียตตกแล้วค่ะ แงงงง ติดแน่นอนนนนน แพ้ทางคนแบบนี้
    #46
    0