tori ni naritakunai! เกิดใหม่ทั้งที ไม่ต้องพกความนกมาด้วยได้ไหมคะ!

ตอนที่ 8 : ตอนพิเศษ June Bride ในปีนี้ของเธอกับเขา 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    28 มิ.ย. 61


ตอนพิเศษ June Bride ในปีนี้ของเธอกับเขา 3
*แก้จากงานแต่งงานเป็นงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานแทนนะคะ













"ออกค้นให้ทั่ว เร่งมือเข้า เวลามีไม่มากแล้ว!"




"ฮึ่ย ตาเฒ่านั่น เรื่องหนีล่ะไวนักนะ!"



น้ำเสียงแฝงแววอาฆาตแค้นอย่างลึกซึ้งของชายที่อยู่ไม่ไกลนัก ทำให้เธอสัมผัสถึงอาการสั่นเทิ้มจากชายชราที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น


เรกัดปากอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยคำสัญญากับคุณตาที่กำลัง'หวาดกลัว'อยู่




"ไม่เป็นไรนะคะ หนูจะปกป้องคุณตาให้ได้!"






-สิบห้านาทีก่อนหน้านั้น-



เช้าวันใหม่มาพร้อมกับท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส เรริเนะสูดลมหายใจลึกๆอย่างช้าๆซ้ำหลายครั้ง นำเอาความสดชื่นเข้าปอดจนเต็มอิ่ม



หลังจากที่เมื่อคืน'ฉลอง'ครึกครื้นมากจนสัมผัสได้ถึงความแน่นหนาของชั้นโมเลกุลในตัวพอควร ในเช้าวันนี้เธอเลยตัดสินใจออกมาเดินวิ่งย่อยที่สวนสาณารณะใกล้ๆที่พัก



เป็นการไถ่โทษที่อาจจะทำชุดที่นิกิโอะซังอุตส่าห์ออกแบบจัดการให้อย่างดีมากๆผิดรูปผิดร่างไปบ้าง....


หรือเธอควรฝากคำขอโทษให้คุณดีไซเนอร์นิกิโอะผ่านเซกิซังไว้ก่อนเลยดี?


มันก็ดีอยู่หรอก แต่จะให้เธอบอกเหตุผลกับเซกิซังว่า 'ฮ่าๆๆ ฝากบอกนิกิโอะซังหน่อยนะคะ พอดีฉันดันยัดขนมในส่วนของหลายสิบคนเข้าไป ตื่นมาพุงมันเลยเผละแปลกๆน่ะค่ะ เพราะงั้นถ้าทำให้ชุดสวยๆนี้ตะเขบแตกเข้าต้องขอโทษด้วยนะคะ ฮะๆ"



ฮ่า....



"...."




....ไม่พูดออกไปเด็ดขาด



ชุดที่ใส่ไปงานในครั้งนี้ของเธอกับเซกิซังถูกออกแบบในโทนสีครีมอ่อนตามคอนเซปต์ของผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานครั้งนี้


ได้ยินจากเซกิซัง เธอก็รู้สึกติดใจนิดหน่อย


ปกติแล้วหากไม่กำหนดธีมงานตายตัว แขกเหรื่อที่ไปมักจะไม่นิยมใส่ชุดสีอ่อนๆที่คล้ายคลึงกับสีชุดของบ่าวสาวที่โดดเด่นที่สุดในงานพิธีแบบนี้นัก



เธอเชื่อว่าต้องมีความหมายพิเศษอยู่แน่ๆ แล้วก็เป็นสีที่'สวย'จริงๆนั่นล่ะ



พอคิดว่าอีกเดี๋ยวจะได้เจอชายหนุ่มที่หมายปองในชุดสูทออกงานที่เข้าคู่กับชุดของเธอแล้ว หัวใจสาวน้อยก็เต้นพั่บๆตีปีกเริงร่าไม่หยุด



'ไปยังไปด้วยกัน ชุดยังคู่กันอีก ไหนๆแล้ว ช่วยมาเป็นคู่ใจตามชุดด้วยเลยดีไหมคะ~ ฮิ้ว!'





ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ทั้งที แต่ไม่รู้ทำไมบริเวณโดยรอบสวนสาธารณะแห่งนี้ถึงเงียบสงบไร้ผู้คนมาแต่งแต้มสีสันในเช้าวันใหม่ขนาดนี้



ปล่อยให้เธอลั้ลลาปาจิงโกะในสวนกว้างใหญ่เพียงลำพัง....



'.....วังเวงแปลกๆแฮะ' เหมือนมี'สาเหตุบางอย่าง'ที่ทำให้ไม่มีใครมาพักผ่อนหย่อนใจอย่างที่ควรเป็น แต่เธอกลับไม่รู้อยู่คนเดียวยังไงชอบกล



อืม บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณบอกเหตุบางอย่าง...



เป็นต้นว่า ความรักของเธอกับเซกิซังในวันนี้จะปลอดโปร่งโล่งสบาย ขนาดที่ทุกคนต้องช่วยเปิดทางสะดวกพลางโปรยกลีบกุหลาบให้อย่างพร้อมเพรียงยินดีอะไรแบบนี้แน่ๆ!



ปฐมบทแห่งรักไร้ผู้ใดต้านกำลังจะเริ่มต้นขึ้น!




'อื้ม ใช่ แบบนั้นแน่! ฮ่าๆๆๆ' แหงนหน้าหัวเราะร่าในใจหนึ่งที ขณะจะออกวิ่งต่อด้วยท่าทีสุขขีในสวนสาธารณะอันเงียบสงบนั้นเอง



เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กระทบลงพื้นดังแว่วมาจากที่ไกล



'โอ๊ะ มีคนมาวิ่งจ๊อกกิ้งกันแล้ว'


นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่นี่ สงสัยเธอคงมาเช้าไป พอได้เวลาแล้ว ทุกคนถึงเริ่มทยอยมาออกกำลังกายยามเช้าตามปกติอย่างกลุ่มคนตรงนู้นสินะ



ความคึกคักตรงนั้นส่งมาถึงคนตรงนี้


เห็นแบบนี้ก็เถอะ แต่เธอเป็นคู่ซ้อมให้'แชมป์นักกรีฑา'สมัยเรียนอยู่บ่อยครั้ง ทักษะการวิ่งของเธอก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จากที่วิ่งๆเดินๆ ตอนนี้หญิงสาวผู้มีใจนักสู้ออกวิ่งเหยาะๆไม่ช้าไม่เร็วเต็มตัว



'ฉันเองก็ไม่ยอมแพ้ทุกคนหรอกนะคะ โอ้!'



.


..



....



วิ่งไปได้ซักพัก



"...."




จริงๆด้วย



เหมือนเธอพลาดอะไรไปจริงๆ....



ความเงียบสงบที่สามารถเงี่ยหูฟังเสียงนกน้อยร้องเจื้อยแจ้วอย่างน่ารักก่อนหน้านี้ราวกับมายาในภาพฝันของเธอ



ตั้งแต่ที่เสียงกลุ่ม'คุณคนรักในการวิ่งจ๊อกกิ้ง'เข้ามาในระยะการได้ยินแทนนกน้อยที่แตกฮือบินหนีไปด้วยความแตกตื่นตกใจกลัว


กลัวอะไรน่ะเหรอ?




เรื่องที่เธอ'พลาดไป'นั่นไง!





"....เข้า! ....ไป...แล้ว...เหรอ!"



"โถ่เว้ย! มัว....อืด.... พวกแก...เร็ว...วะ!"




....เอ๊ะ?



บทสนทนาที่ดังขึ้นขาดห้วงเป็นช่วงๆ ประกอบกับน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยใกล้เคียงกับ'ท่าทีของคนรักสุขภาพ อยากขยับเท่ากับออกกำลังกายทุกเช้า'อย่างที่ควรจะเป็นตามที่เธอเข้าใจ


อืม


หรือว่า นี่เป็นการนำเอากลยุทธ์สร้างความฮึกเหิมให้ตัวเองกับผู้ร่วมรบด้วยคำพูดที่แข็งกร้าวห้าวหาญมาประยุกษ์ใช้?



พวกเขาอาจกำลังใช้ไม้แข็งเพื่อให้การวิ่งจ๊อกกิ้งที่เขารักสัมฤทธิ์ผลสูงสุดอยู่ก็เป็นไปได้!



ความตั้งใจจริงกับเรื่องที่เรารักเราชอบเป็นเรื่องที่วิเศษมาก



'เพราะงั้นฉันจะช่วยส่งแรงใจให้พวกคุณไปถึงจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งการวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่ตรงนี้เองค่ะ อย่ายอมแพ้ วิ่งต่อไป!'


เรเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี เพราะเธอเองก็กำลังวิ่งไล่ตาม'ความฝัน'อยู่ ถึงจะยากลำบาก ถึงจะต้องเจออุปสรรคอะไร ต่อให้ต้องคิดหาวิธีไปให้ถึงฝันแล้วล้มเหลวอีกสักกี่ครั้ง



เธอก็ตั้งมั่นจะวิ่งต่อไป



ใช่....



'ฉันจะวิ่งตามหนุ่มหล่อในดวงใจอย่างสุดชีวิตต่อไป! จนกว่าเขาจะเผลอตกหลุมพรางของฉันที่วิ่งไปขุดดักเขาไปเข้าสักวันหนึ่ง!'


เรริเนะตั้งปณิธานอย่างมาดมั่นในการไล่ตามผู้ชายที่แอบชอบแอบเพ้อในใจเสร็จสรรพ



ระหว่างนั้น สายตาเธอเหลือบไปเห็นว่า บนเก้าอี้ยาวริมทางเท้าไม่ไกลจากที่เธอยืนอยู่ มีชายเลยวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งก้มหน้าหอบหายใจพลางกุมมือที่หน้าอกไว้แน่น


ท่าทางมีอาการผิดปกติบางอย่างทำให้เรพุ่งไปหาชายวัยปลายเจ็ดสิบย่างแปดสิบอย่างเร่งรีบแตกตื่น



"คุณตาคะ! คุณตาเป็นอะไรรึเปล่า ทำใจดีๆไว้นะคะ!" ชายในวัยเจ็ดสิบแปดเงยหน้ามองมาทางเธออย่างแปลกใจ "โฮ่ มีอะไรกับฉันเรอะคุณหนู?"


เรสอบถามชายแปลกหน้าอย่างเป็นห่วง "คือเห็นคุณดูไม่ค่อยสบายเลยน่ะค่ะ มีอะไรที่ฉันสามารถช่วยคุณได้รึเปล่าคะ?"


ดวงตาของชายชราเบิกกว้างขึ้นกับคำถามที่ได้รับจากหญิงสาวแปลกหน้าอย่างเธอ ท่าทีไม่วางใจทำให้เรนึกเป็นห่วงยิ่งขึ้น


เธอเลยค่อยๆย่อตัวลงบนพื้นตรงหน้าชายชราเพื่อแสดงความเป็นมิตรให้เขาผ่อนคลาย พลางดูอาการเบื้องต้นไปด้วย "อาการเป็นยังไงบ้างคะ?"


มีเหงื่อออกและลมหายใจติดขัดเล็กน้อย สีหน้าท่าทางเหนื่อยอ่อนอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ซีดเซียวหรือแสดงความเจ็บปวดทรมาน



'....ฟู่ว ดีจังที่ไม่เป็นอะไรมาก'



เรเป่าลมที่กลั้นไว้อย่างโล่งอก "นำยาติดตัวมาด้วยรึเปล่าคะ? ให้ฉันพาไปโรงพยาบาลใกล้ๆก่อน หรือว่าให้ฉันติดต่อญาติของคุณให้มารับ--"



"โฮ่ๆๆ"


เสียงหัวเราะแหบพร่าแต่กลับใสกังวานดังขึ้นจากลำคอคนป่วยของเร


ความสับสนงุนงงบนใบหน้าหญิงสาวอ่อนวัยกว่ามากทำให้ชายชราเผยรอยยิ้มบางๆ "แม่หนูดูแลคนเก่งทีเดียว คงมีญาติผู้ใหญ่เยอะสินะ น่ายินดีแทนพวกเขาที่มีหลานสาวที่ดีแบบนี้"


คนได้รับคำชมเบิกตาโตจะปฏิเสธคำชมที่เธอไม่ควรได้รับมากมายแบบนี้ คำกล่าวแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับสายลมได้ลอยเข้ามาในหูพอดี



"...ขนาดอีกฝ่ายเป็นตาแก่ใจจืดใจดำอย่างฉันแท้ๆ..."



รอยยิ้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแห่งกาลเวลาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดี มันเป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันบางอย่างที่น่าดูถูก และสมควรถูกเกลียดชังอย่างยิ่งยวดอย่างที่ควรเป็นไป



และเธอยังสัมผัสได้ น่ากลัวว่า'สิ่งนั้น'คือ....




...'ตัวของเขาเอง'...




คล้ายรับรู้ถึงความคิดคู่สนทนา ชายชราจึงตบลงที่หน้าขาเปลี่ยนบรรยากาศ "...ดันพูดเรื่องไม่น่าฟังเสียได้ แก่ตัวแล้วเลอะเลือนอยู่เรื่อย โฮ่ๆ"


"...ไม่หรอกค่ะ ฉันต่างหากต้องขอโทษที่ทำให้คุณต้องรู้สึกไม่ดี" เพราะเธอเหยียบลงไปบนบาดแผลของคุณตาคนนี้โดยไม่รู้ตัวเข้า....


แววตาของชายชราไหววูบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยในคำพูดที่เรไม่เห็นด้วยมากๆ "...โฮ่ๆ เป็นเด็กดีจริงๆ"


เห็นหญิงสาวรุ่นหลานขมวดคิ้วมุ่นที่ถูกชม ชายชราที่พอเข้าใจที่มาความไม่ชอบใจนั้นรู้สึกถูกชะตากับแม่หนูคนนี้ขึ้นมา



"เอาล่ะ ไหนๆก็ได้พบกันแล้ว แม่หนู---" ไม่ทันจบคำดี ท่าทีผ่อนคลายของชายชรากลับมาแข็งขึงอีกครั้ง




เกิดอะไรขึ้น--




"ไงตาเฒ่า เลิกเล่นบ้าๆแล้วยอมตามกลับไปด้วยกันซะโดยดี!"


ชายผู้มาใหม่ย่างสามขุมเข้าหาชายชราด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร เสียงทุ้มห้าวตะโกนก้องสะเทือนทั้งสวนสาธารณะอันเงียบสงบที่กำลังจะไม่สงบอีกต่อไป


"...!"


เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์นัก แต่ไม่ว่าดูยังไงคุณตาก็ไม่ใช่คนไม่ดี แถมด้วยอายุและท่าทีเหนื่อยอ่อนเมื่อครู่ แถมอาการสั่นเทาเบาๆตั้งแต่ได้เห็นชายชุดสูท ทำให้เธอออกไปยืนขวางหน้าชายชุดสูทสีดำกับคุณตาไว้


'ปล่อยให้คุณตาโดนพาตัวไป ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เธอคงไม่ยกโทษให้ตัวเองแน่'



อืม พาคุณตาไปแล้วขอให้ช่วยอธิบายทีหลังละกัน!



ระหว่างนั้นเอง ชราที่ก้มหน้าอยู่นานได้เงยหน้าพรวดพร้อมโพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่น "ช่วยตาด้วยแม่หนู เจ้าพวกใจร้ายจะบังคับตาให้ไปด้วยให้ได้ พอตาไม่ยอม พวกนั้นเลยจะใช้กำลังกับตา!"



"!!!"


จังหวะที่ทั้งเรและกลุ่มชายชุดดำตกใจกับท่าทีกะทันหันของชายชรา "ตอนนี้ล่ะแม่หนู วิ่ง!!!"


จบคำ 'คุณตาที่ควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง'ของเรได้คว้าแขนเธอไว้ แล้วดึงให้ออกวิ่งฉิวไปด้วยกันด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลกับความเร็วที่น่าตกใจ



'เอ๊ะ...'



หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ ออกวิ่งตามมั้งๆที่สับสนอยู่ ไล่หลังพวกเธอที่วิ่งจ้ำอ้าวไปไกลมีเพียงเสียงสบถยาวเป็นหางว่าวแว่วมาไม่ขาดสายเท่านั้น




"บัดซบ! ตาเฒ่ากลับกลอกจอมสับปลับนี่!! ×%#_¥^#^£@*"





¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥




"....เท่านี้คงยังไม่ตามมาถึงทันทีล่ะนะ"



หลังจากวิ่งไปวนมาหลบหลีกกลุ่ม'ชายฉกรรจ์'อยู่ในสวนสาธารณะสักพัก 'ชายวัยเจ็ดสิบแปดกับหญิงสาวที่น่าจะบอบบาง' ก็ทิ้งห่างอีกฝ่ายจนคลาดสายตาจากกันได้ในที่สุด



ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เธอกับคุณตาวิ่งเร็วกว่าชายหนุ่มอกสามศอกพวกนั้นมาก!


"...."


"มีอะไรเรอะแม่หนู?" ชายชราเห็นเธอนิ่งเงียบไปนานจึงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง



เรริเนะรู้สึกติดขัดในใจเล็กน้อย ทำไมคุณตาที่ขอความช่วยเหลือถึงพาเธอวิ่งนำโด่งแบบนี้กัน!?


"คุณตาไม่เหนื่อยเหรอคะวิ่งมาค่อนข้างไกลเลย..." ที่จริงควรพูดว่าหลายกิโลเมตรในเวลาไม่กี่นาที แถมวิ่งไม่หยุดพักหายใจเลยอีกต่างหาก...


ด้านคุณตาเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ แล้วร้องโอดโอยจับตรงนั้นตรงโน้นที "เอ้อ จริงด้วย เหนื่อยเหลือเกิน โอย"


เมื่อกี้ คุณตาทำหน้านึกขึ้นมาได้รึเปล่า....




เรทำหน้ามึนๆก่อนจะเข้าไปพยุงร่างชายชราไปนั่งพักที่ศาลาริมน้ำใกล้ๆอย่างไร้คำพูด




'อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆแฮะ....'





หลังนั่งพักได้สักพัก คนที่เอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก่อนไม่ใช่เร แต่เป็นชายชรา "ไม่ถามว่าทำไมฉันถึงโดนไล่ตามแบบนั้นเรอะ?"


เรเอ่ยบอกตามความเป็นจริงว่าอยากถาม ชายชราพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะชะงักไปด้วยคำพูดต่อจนจบของเร "แต่นี่คงเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ เพราะงั้นฉันไม่ถามดีกว่าค่ะ"


ต้องมาเล่าเรื่องให้คนแปลกหน้าฟัง คงไม่รู้สึกดีเท่าไหร่จริงๆ



ความอยากรู้ก็มีอยู่ ทั้งเรื่องสาเหตุโดนไล่ตาม ทั้งเรี่ยวแรงเกินคนหนุ่มสาวด้วย แต่ไม่ได้มากมายอะไร หรือต้องรู้ให้ได้แบบนั้น



อีกอย่างเธอไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยเหมือนตอนแรกที่พบกันต้องมาทดแทนใบหน้าแช่มชื่นของคุณตาอีก



อื้ม แข็งแรงสดใสก็ดียิ่งกว่าอะไรล่ะนะ!



"....."


ดวงตาที่ไม่กระจ่างใสเหมือนวันวานจ้องมองใบหน้าคุณหนูที่นอกจากไม่แสดงความรำคาญแล้ว เธอยังยิ้มแย้มให้ตนที่ดึงเข้าหาเรื่องยุ่งยากอย่างจริงใจเสียด้วยซ้ำ "แม่หนู...."



"ช่วยฟังตาแก่คนนี้เล่าอะไรหน่อยได้ไหม?"



"....ขอความกรุณาด้วยค่ะ!"



ลางสังหรณ์บอกว่า บางทีเขาอาจได้คำตอบบางอย่างจากหญิงสาวรุ่นราวคราวหลานคนนี้ก็ได้....




คุณตาเล่าว่า คุณตามีหลานสาวที่เกิดจากลูกสาวคนเล็กอยู่คนหนึ่ง ด้วยอะไรหลายๆอย่างทำให้เขากับหลานเหินห่างกันจนเหมือนคนแปลกหน้า


หลานสาวที่ปีหน้าจะอายุเข้าเลขสี่แล้ว แต่กลับยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝา ทำให้เขาร้อนใจจนต้องจัดการเรื่องการแต่งงานให้เมื่อไม่นานมานี้



นั่นเป็นสาเหตุให้เมื่อคืนทั้งสองผิดใจกันอย่างรุนแรง จนความสัมพันธ์พวกเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด



"ฉันไม่แต่ง! ทำไมฉันต้องแต่งกับไอ้พวกหน้าเงินเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อที่ไหนไม่รู้เพราะพวกคุณคิดเองเออเองด้วย!"


"เลิกดื้อด้านได้แล้ว ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องแต่ง!" ชายชราปรับเสียงให้อ่อนลง แล้วเปลี่ยนเป็นพูดกันด้วยเหตุผลแทน


"คุณชายตระกูลนี้เพรียบพร้อมทุกอย่าง เขาจะต้องดูแลแกอย่างดีได้แน่--"



"คุณกำลังบังคับฉันเหรอ?" น้ำเสียงเจ็บปวดของหลานสาวที่แข็งกร้าวมาตลอดทำให้เขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ "...เหมือนที่คุณทำกับคุณแม่!"


"....!"


"ที่ผ่านมาคุณยังทำร้ายพวกเราไม่พออีกงั้นเหรอ... คุณแม่กับฉันเป็นอะไรสำหรับคุณ? พวกเราเป็นแค่เครื่องมือใช้ประโยชน์เท่านั้นงั้นสินะ!?"



".......ตา--"



"คุณไม่ใช่คุณตาของฉัน ฮึก ไม่ใช่คุณพ่อของคุณแม่ด้วย!!"




"!!!"





"ทำให้ต้องฟังเรื่องน่าอายเข้าซะแล้ว..." ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมรอบบริเวณหลังชายชราเล่าจบ


เรที่รับฟังด้วยความสงบนิ่งตั้งใจครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ "....ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ กับฉันเองก็มีเหมือนกัน"


"?"


"ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ถ้าผิดใจกันล่ะก็มีอยู่หลายครั้งเลยล่ะค่ะฉันกับตาของฉัน"


นึกย้อนไปในอดีตแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ "ทั้งเรื่องถูกดุเพราะไปเล่นซน ทั้งเรื่องที่มีความเห็นเกี่ยวกับรายการในทีวีไม่ตรงกัน ทั้งเรื่องทำกระถางต้นไม้ที่คุณตารักหล่นแตก"


"...แม่หนูนี่ซนพอตัวเลยนะ" ได้ยินคำพูดแล้ว เธอก็หัวเราะคิกคักพลางเห็นด้วย


สมัยเด็กเธอนี่เฮี้ยวพอตัวเลยล่ะ



"ฮะๆ ค่ะ ...บางทีฉันก็เกือบจะเก็บไปน้อยใจอยู่หลายครั้งนะคะ ถ้าฉัน'ไม่รู้'ว่าเหตุผลของสิ่งที่แฝงอยู่ในการกระทำนั้นคืออะไร"



เพราะเป็นห่วง เพราะอยากให้หลานสาวยืนหยัดอยู่ในโลกที่แสนโหดร้ายใบนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิ




เพราะอยากให้หลานสาวที่ตัวเองรักเติบโตอย่างงดงามทั้งกายและใจด้วยวิธีของตัวเอง....





"....." ราวกับพอจะเข้าใจสิ่งที่หญิงสาวอ่อนวัยกว่าจะสื่อ ส่วนลึกของชายชราสั่นไหวแผ่วเบา



"ความไม่เข้าใจน่ะน่ากลัวมากนะคะ มันสามารถกัดกร่อนจิตใจอีกฝ่ายจนไม่เหลือชิ้นดีได้ด้วยเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น...."



ชายชราตรงหน้านิ่งงันอยู่นาน เขาค่อยๆหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อพลางลูบมันอย่างแผ่วเบาทะนุถนอมคล้ายกลัวมันบอบช้ำอยู่อย่างนั้น


มันคือที่คั่นดอกไม้กระดาษที่ถูกใส่กรอบไว้อย่างดี



ในที่สุดเสียงแหบพร่าสั่นเครือได้เอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับหมดกำลัง


"ฉันคิดตลอด อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้หลานสาวทดแทนความผิดในอดีต คิดว่าการจัดการงานแต่งนี้ขึ้นจะเป็นการได้ทำหน้าที่'พ่อ'กับ'ตา'ดีที่สุด ที่ตนอย่างฉันจะทำได้เพียงเท่านี้...."



เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจะยอมเข้าใจการกระทำที่หวังดีของเขา ถึงจะไม่สามารถกลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นได้ เขาก็อยากคอยดูแลอยู่ห่างๆ


อยากให้หลานสาวได้พบกับคนดีๆที่จะฝากชีวิตไว้ได้ อยากแสดงให้ลูกสาวที่ล่วงลับเห็นแล้วหมดห่วง



โดยไม่รู้เลยว่าความคิดนั้นกลับได้รับผลตรงข้าม



การยัดเยียดความคิดของตนโดยไม่พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่หลานสาวต้องการจริงๆ นอกจากไม่ได้มอบสิ่งดีๆให้ เขายังทำร้าย'ไมกะ'ให้มีบาดแผลกดลึกในใจยิ่งขึ้นไปอีก....



ชายตรงหน้าในตอนนี้ไม่เหลือเค้าของชายที่วิ่งรอบสวนสาธารณะก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน


ตอนนี้ชายชรากลับดูถดถอยลงไปอีกเป็นสิบๆปี ท่าทางง่อนแง่นโอนเอียงคล้ายจะถูกลมพัดปลิวไปได้ทุกเวลาทำให้คนมองเม้มปากแน่น



"...."


เพราะรู้ว่าไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเลยอยากหาใครสักคนมาดูแลดวงใจของตัวเองได้ดีพอที่จะสามารถวางใจได้



ไม่ใช่ความคิดที่ผิด....




แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกทั้งหมดด้วยเช่นกัน




การไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทำให้เธอไม่อาจตัดสินใจว่ามันถูกรึผิดได้


แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดในตอนนี้ การทำให้ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันนี้ให้กลายเป็นตรงกันคือ เรื่องถูกต้องที่สุด!



"คุณตาคะ!"



ในตอนนี้ สิ่งที่เธอพอจะช่วยคุณตาคนนี้กับหลานสาวของคุณตาได้ก็คงมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น....



"ลองกลับไปคุยเปิดใจให้หมดหน้าตักกันสักครั้งดีไหมคะ กับคุณหลานสาว!" เรลุกขึ้นพลางตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น "ตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย นะคะ!"



อย่างน้อยที่สุด ขอแค่คุณตาได้ลองบอกความรู้สึกในใจให้คุณหลานสาวฟัง เธอเชื่อว่าปมที่ขมวดแน่นนี้ต้องค่อยๆหลวมทีละเล็กทีละน้อย....




แล้วในอนาคตต้องคลายออกได้ในที่สุดแน่!




".....โฮ่ๆๆ นั่นสินะ!"



เห็นการหยิบยกมือถือมาโทรเป็นคุณตาผู้ฮึกเหิมคนเดียวกับก่อนหน้านี้แล้ว เรก็ลูบอกโล่งอกดีใจ


"...ฉันเอง...มา....ใช่....อืม" ชายชราวางโทรศัพท์แล้วเห็นท่าทางนั้นก็ยกยิ้มเอ็นดูไม่ได้



"...ขอบคุณแม่หนูมากที่ทำให้ตาคิดได้ก่อนจะทุกอย่างจะสายเกินไป"



เรส่ายหัวแรงๆพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักไปในที เรียกเสียงหัวเราะร่วนจากชายชราได้ยกใหญ่ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น



"หนอย ตาเฒ่านี่ คิดว่ามันสนุกมากนักรึไง!?"



"....!"



'เป็นชายชุดสูทคนนั้น...!?' พอหันไปตามเสียงแล้ว เรก็ผวาเข้าไปยืนขวางหน้าคุณตาไว้ ก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อ



"โฮ่ๆ ไม่เป็นไรหรอกแม่หนู เจ้าหน้าดุนี่ไม่ทำอะไรพวกเราหรอก"


เอ๊ะ?


หันมายิ้มให้เธอแล้ว ชายชราก็หันไป'ออกคำสั่ง'กับชายชุดสูท "แกเองก็เลิกทำหน้าจะกระโจนเข้าฟัดใครได้แล้ว เลิกทำให้แม่หนูกลัวซะ"


ออกคำสั่ง?


ใบหน้าของคนได้รับคำสั่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเข้าไปอีก "หนวกหู! คิดจะไม่ไปก็หนี คิดจะไปก็บอกให้มารับ คิดว่าขายของเด็กเล่นอยู่รึไงเจ้าเฒ่าโลเลนี่!?"


บอกให้มารับ?


เครื่องหมายคำถามแปะอยู่บนหน้าหญิงสาวชัดเจน ชายชราหัวเราะเบาๆไม่ตอบคำถามเธอ แต่เป็นหนึ่งในสองของคนที่เป็นผู้นำแก๊งคนรักในการวิ่งจ๊อกกิ้งของเธอใจดีช่วยตอบให้


"ขอโทษแทนท่านมาบิชิกับเจ้าพวกนี้ที่ทำให้คุณหนูตกใจกลัว พวกเราเป็นคนสนิทของท่านผู้นำตระกูล และมาตามท่านที่หนีมาที่นี่ให้กลับไปร่วมงานพิธีตามกำหนดการครับ"


"....."


เห็นชายชราที่เป็น'นายท่าน'พยักหน้ายิ้มๆยืนยัน เธอทำได้แต่มองสลับไปมาระหว่างคนทั้งหมด '...เอาเถอะ ไม่ได้ตามล่าจับตัวคุณตาก็ดีแล้ว'



แต่ไม่ใช่ว่า.... "ไม่ได้มาวิ่งจ๊อกกิ้งหรอกเหรอคะ?"



"?" เห็นสีหน้าฉงนสงสัยแล้วเรรีบปัดป่าย "เอ่อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร! ฮะๆๆ...."



ทำไมถึงคิดว่าชายฉกรรจ์สวมสูทดำผูกไทสวมแว่นตาดำมาวิ่งจ๊อกกิ้งได้กัน เฮ้อ....




เมื่อเรื่องของคุณตาได้ไขกระจ่างแจ้งแล้ว เธอเองก็ดีใจ อีกอย่างคงได้เวลาที่เธอต้องรีบไปไขปัญหาตัวเองบ้างแล้ว



ผู้ติดตามของเซกิซังอย่างเธอ ถ้าไม่รีบไปติดตามเซกิซังที่งานล่ะก็ ก็ไม่ใช่ผู้ติดตามกันพอดี!


ช่วงเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด ด้วยความที่เป็นห่วงคุณตาที่กำลังเจอ'ปัญหา'หนัก เธอเลยโทรไปบอกให้เซกิซังล่วงหน้าไปก่อน แล้วเมื่อจัดการตรงนี้เสร็จเมื่อไหร่ เธอจะรีบตามไปทันที


ถึงไม่ได้บอกเหตุผลอย่าง'การช่วยคุณตาท่านนึงที่ถูกตามล่าอยู่'กับเขาไป ด้วยกลัวเขาจะเป็นห่วง แต่การโทรไปบอกกะทันหันแบบนี้ก็คงทำให้เขาเป็นห่วงอยู่ดี



ไม่ได้ ต้องรีบไปให้ที่รักเห็นหน้าแล้ว เขาจะได้หายห่วง คนหล่อไม่เหมาะกับสีหน้ากังวลแบบนั้น!



"จริงสิแม่หนู เพื่อเป็นการตอบแทนให้ตาพาหนูไปส่งดีไหม?"


ราวกับนั่งอยู่กลางใจ เห็นท่าทีเร่งรีบจะจากไปของหญิงสาว ชายชราเลยเอ่ยอย่างใจดี "อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูต้องไปงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานต่อ..."


เหล่าผู้นำลูกน้องมองหน้ากันทันทีที่ได้ยินคีย์เวิร์ดบางอย่าง "แม่หนูจะไปงานแต่งที่ไหนเรอะ?"


เธอแปลกใจกับท่าทีตื่นเต้นแปลกๆของทุกคน แต่ก็บอกสถานที่จัดงานคร่าวๆไป ยิ่งบอก แววตาของชายชรายิ่งเปร่งประกายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ


"โอ้ บังเอิญอะไรอย่างนี้! พวกตาเองก็ต้องไปที่นั่นเหมือนกัน แม่หนูเองก็ไปพร้อมตาเลยละกัน! เรื่องเตรียมตัวเดี๋ยวตาจัดการให้เอง"


เรแปลกใจกับความบังเอิญนี้มาก แต่ก็ดีใจมากเช่นกัน "คุณตาเองก็ได้รับเชิญไปด้วยเหรอคะ!"


มีคนรู้จักคนอื่นนอกจากเซกิซังแล้ว การไปงานก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย!



เมื่อได้รับคำถาม ดวงตาสดใสไม่สมวัยฉายแววมีเลศนัย "โฮ่ๆๆ ไม่ใช่แค่ได้รับเชิญเท่านั้นหรอก..."




"แต่ไปในฐานะเจ้าภาพของงานเลยต่างหาก!"





เจ้าภาพงานแต่งงานนี่มัน....



...เอ๊ะ




เอ๋!!!!






"....."



ความบังเอิญนี่มันบังเอิญจริงๆ



เพียงแค่เช้าวันใหม่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นความบังเอิญก็เกิดกับเธอนับนิ้วได้ข้างหนึ่งแล้ว!



บังเอิญได้ไปวิ่งที่สวนสาธารณะที่ถูกปิดล้อมจากเหตุการณ์บางอย่างที่เธอไม่รู้คนเดียว บังเอิญเจอคุณตาท่านนึงที่ถูกตามตัวอยู่ บังเอิญว่าคุณตาที่ได้พบกันมีหลานสาวคนหนึ่งที่กำลังจะแต่งงาน บังเอิญอีกว่าหลานสาวคนนั้นเป็นเจ้าสาวของงานแต่งที่เธอกับเซกิซังจะไป


และบังเอิญที่คุณตาของเจ้าสาวคนนั้นหรือก็คือ คุณตาที่เธอเจอ....



เป็นคนเดียวกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือของเซกิซัง ที่รักของเธอ!



เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ทำเอาเธอรำพึงรำพันถึงความอนิจจาของโลกใบนี้ไม่หยุด 'ความบังเอิญนี่มันบังเอิญเกินไปแล้ว.....'




"เป็นอะไรไปเหรอครับคุณหนูโซริอานะ?"


"แค่กำลังคิดว่าความบังเอิญนี่มันบัง--" โอย ในหัวเธอมันมีแต่คำนี้เต็มไปหมดแล้ว ถ้ายังจะพูดออกมาอีกล่ะก็... "อา เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"


"?"



"พึลึก!"


เสียงทุ้มแค่นจมูกเอ่ยคำปรามาสออกมาสั้นๆให้หญิงสาวที่นั่งเหม่อลอยมาจนถึงตอนนี้ ทำให้ชายที่อายุมากกว่าปรายตามองอย่างไม่ใคร่พอใจนัก "ให้เกียรติแขกด้วยครับ"


ชายอ่อนวัยกว่าได้รับคำสั่งสอนส่งเสียงร้องเฮอะออกมาทีหนึ่งก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างรถไม่รู้ไม่ชี้


"....."


เรที่นั่งตรงข้ามชายทั้งสองสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากชายที่เอ่ยทักเธอตอนแรก เลยตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม "คือว่า"


สายตาเข้มงวดเมื่อครู่เสมามองเธอด้วยสายตาปกติดังเดิมเชิงถามไถ่ เธอเลยบอกสิ่งที่อยากบอกก่อนหน้านี้


"ขอโทษเรื่องเมื่อกี้ด้วยนะคะ ที่เข้าใจผิดคิดว่าพวกคุณเป็นคนไม่ดี แล้วยัง..."



ช่วยคุณตาที่หนีงานมาให้หนีสะดวกยิ่งขึ้น จนพวกเขาต้อง'ตึงมือ'เพิ่มกว่าเดิมอีกแบบนี้....



ถึงไม่ได้เอ่ยจนจบ แต่คู่สนทนารับรู้ได้อย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เขานิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนจะส่งสายตาแฝงแววเห็นใจให้เธอกลับ


"....ลำบากคุณไม่น้อยเลยสินะครับ"



"....ทางนี้น่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณต่างหาก...."



การแลกสายตาเข้าใจกันและกันของหนึ่งชายหนึ่งหญิง ทำให้ชายอีกคนอดท้วงติงขึ้นมาไม่ได้ "อะไรของพวกนาย น่าขนลุกชะมัด!"


หนึ่งในคนทำน่าขนลุกเลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบที่ไม่ทำให้อารมณ์อีกคนเรียบตาม "อยากให้เธอคนนี้ขอโทษด้วยก็พูดตรงๆสิครับ"


"....! คะ ใครอยากให้มาขอโทษกัน ไร้สาระ!"



สนิทกันดีแฮะ


สงสัยว่าการมองภาพการโต้เถียงตรงหน้าของเธอจะโจ่งแจ้งเกินไปจนชายวัยสามสิบต้นๆที่กอดอกอยู่ถลึงตาใส่ "มองอะไร อยากมีเรื่องรึไง!"


แฮ่ม


"....ขอโทษคุณด้วยนะคะที่ทำให้ทำงานลำบากมากขึ้นแบบนี้"


พอได้รับคำขอโทษตรงๆ ชายชุดสูทดำเจ้าของเสียงทุ้มห้าวก็กระแอมไอเล็กน้อย "....ก็ถือว่ายังรู้กาลเทศะอยู่บ้าง จะรับคำขอโทษไว้ละกัน"


ชายหนุ่มที่ได้ช่วยอธิบายสถานการณ์กับเธอที่สวนสาธาราณะพยักหน้ายิ้มๆให้ชายชุดดำที่นั่งข้างกัน


"ดีจังเลยนะครับ"



"หนวกหู!!"



อืม สนิทกันดีจริงๆนั่นแหละ มิตรภาพลูกผู้ชายนี่งดงามเสียนี่กระไร ฮ่า~





ตอนนี้เรริเนะกำลังอยู่ในรถหรูหราสมฐานะคันหนึ่งในขบวนรถประจำตระกูล'มาบิชิ' ที่มีผู้นำตระกูลอย่าง 'มาบิชิ มิกาตะ' นำขบวนที่ยิ่งใหญ่อลังการนี้ โดยมีเธอติดสอยห้อยในคันที่สองกับคนสนิทของมาบิชิ มิกาตะทั้งสองตามมา...



ด้วยชุดเสื้อยืดเน่าๆกับกางเกงวอร์มขายาวย้วยๆ



'....'


ทำไงได้ เธอไม่อยากให้คุณตากับเหล่าอดีตผู้ร่วมวิ่งจ๊อกกิ้งในชุดสูทต้องรอนานนี่นา!


คุณตายืนยันจะชดเชยเรื่องที่ทำให้ต้องเจอเรื่องวุ่นวายด้วยการให้เธอไปด้วย และต้องไปเตรียมตัวที่ที่จัดงานเท่านั้น ไม่ว่าปฏิเสธอย่างไรก็ไม่เป็นผลสำเร็จ


เพราะงั้นเรที่ขอให้แวะที่พักก่อน เมื่อไปถึงห้องพักก็รีบอาบน้ำอาบท่า วิ่งหยิบของจำเป็นแข่งกับเวลาเสร็จก็แล่นปรู้ดลงมาสมทบกับพวกคุณตาเลยด้วยเวลาที่เป็นยิ่งกว่าสถิติ


ในเวลาห้าหกนาทีนั้น เสื้อผ้าที่เธอหยิบมาสวมลวกๆเลยกลายเป็นชุดนอนแบบมิกซ์แอนด์แมตซ์สุดล้ำสมัยจนเธอเองยังตกใจ



'ทำเบาะรถประจำตระกูลคุณตาแปดเปื้อนซะแล้ว..'



ตอนแรก'คุณตามิกาตะ'จะให้เธอนั่งรถคันเดียวกับเขา แน่นอนว่าเธอยืนยันนอนยันว่าจะนั่งรถคันอื่นไป คุณตาเลยใจอ่อนยอมให้เธอนั่งรถของชายหนุ่มทั้งสองคนนี้แทน


'คิตางาวะซัง' ที่นั่งด้านขวาอายุราวสามสิบหกปี ภายนอกดูเป็นคนเจ้าระเบียบจริงจัง แต่หลังจากที่เรได้พูดคุยแล้ว ปรากฏว่าเขาเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงอย่างสุขุมนุ่มนวล แถมยังมีอารมณ์ขันอย่างไม่น่าเชื่อด้วย


'ซาโบริซัง' ที่นั่งด้านซ้ายมือมีอายุน้อยกว่าชายคนแรกประมาณสี่ถึงห้าปี รูปร่างสูงใหญ่อย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ค่อนข้างดูอารมณ์ร้อนมุทะลุ แต่มันตรงไปตรงมาและจริงใจดีสำหรับเธอ



อืม คนรู้จักของคุณตาแต่ละคนไม่ธรรมดาทั้งนั้น ทั้งสองคนตรงหน้าเธอ ทั้งเซกิซังกับวาตาเบะซังก็รู้จักกับคุณตาเป็นการส่วนตัวอีก



เพราะงั้นการที่จะได้พบหลานสาวของคุณตาภายในงานด้วยยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตั้งตารอมากๆ


จะเป็นคนแบบไหนกันนะ? ไม่สิ ต่อให้เป็นคุณพี่สาวแบบไหน ก็ได้แต่หวังว่าจะปรับความเข้าใจ แล้วคืนดีกับคุณตาได้ด้วยดีเร็วๆด้วยเถอะ




เพี้ยงๆ!





-สถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงาน-



งานพิธีสมรสของสองตระกูลใหญ่อย่างมาบิชิกับริจิคุถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตสมเกียรติ ในรูปแบบการ์เด้นเวดดิ้งที่รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์ริมทะเลสาบขึ้นชื่อ ประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพันธ์หลากหลายชนิดที่มีสีครีม-ขาวบริสุทธิ์เบ่งบานประชันกันอย่างงดงาม


เหล่าแขกเหรื่อต่างเริ่มทยอยมาร่วมแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก



ภายในห้องแต่งตัวของ'เจ้าภาพงานพิธีฝ่ายหญิง'เองก็ครึกครื้นไม่แพ้กันในหลายความหมาย



"หนอย ตาแก่วายป่วง ดีแต่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ทิ้งไว้แต่ปัญหา กรี๊ด!!!"



'อึ๋ย เริ่มอีกแล้ว!?' เหล่าสตาฟฟ์หญิงที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแล'เจ้าสาวของงาน'ต่างพากันถอยกรูดไปกระจุกตัวอยู่ที่มุมห้องทั้งหมดด้วยท่าทีหวาดหวั่น


ในใจพวกเธอได้แต่ภาวนาให้ใครสักคนเข้ามาช่วยออกจากสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุด



ก่อนที่พวกเธอจะเป็นลมล้มพับเพราะตกใจกลัวไปซะก่อน...



เมื่อมีใครสักคนเดินเข้ามาพลางส่งสัญญาณให้ออกไปได้ นั่นทำให้สตาฟฟ์หญิงต่างพากันโค้งคำนับซาบซึ้งใจ ไม่รีรอจะวิ่งออกไปทันที


ผู้มาใหม่เดินเข้าหาหญิงสาวที่ยืนหอบหายใจหนักหน่วง เอ่ยคำทักทายไปด้วยตามประสา'เพื่อนสนิท'


"....จุ๊ๆ ทำหน้าเป็นนางยักษ์แบบนี้ไม่ได้นะจ๊ะ เดี๋ยวเจ้าบ่าวเห็นแล้วตกใจช็อคขึ้นมา จะหาใครมาแทนทันกันล่ะ จริงไหม'คุณเจ้าสาว'?"


คุณเจ้าสาวตวัดสายตาฉับมาที่เจ้าของเสียงทุ้มแหลม แล้วตวาดกลับด้วยเสียงแหลมสูงไม่แพ้กัน "เป็นอย่างที่พูดทีเถอะ! งานแต่งบ้าๆนี่จะได้พังไม่เป็นท่า ยิ่งเละเทะเท่าไหร่ยิ่งดี!"


ยิ่งทำให้ตาแก่ที่หนีไปแล้วทิ้งเรื่องไว้ปวดหัวเท่าไหร่ยิ่งดี! จะได้รู้สำนึกถึงสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ซะบ้าง!


ความอาฆาตมาดร้ายเข้มข้นแผ่รอบๆตัวหญิงสาวผู้เป็นเจ้าสาวของงาน ทำให้เพื่อนเจ้าสาวอย่าง'ริทสึโบะ'อดส่ายหัวอ่อนใจไม่ได้



เขากับ'มาบิชิ ไมกะ'เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน เพราะสนิทกันเลยทำให้เมื่อมีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็เล่าให้ฟัง เรื่องกลุ้มใจของเพื่อนสาว ไม่พ้นเรื่อง 'มาบิชิ มิกาตะ' ผู้เป็นตาของเธออย่างไม่ต้องสงสัย


และเรื่องในครั้งนี้รุนแรงมากที่สุดจนทำให้ตาหลานแตกหักกันจนต่อไม่ติด


'การคลุมถุงชน'


เขาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่เพราะรู้ถึงเหตุผลของผู้นำตระกูลมาบิชิ เขาจึงไม่อาจยินดีที่เห็นเพื่อนต้องตัดเป็นตัดตายกับคุณตาของเธอได้


เรื่องที่เกิดขึ้นบานปลายขนาดนี้ เพราะ'เป็นห่วง'คำเดียวเท่านั้น เฮ้อ....


ถึงจะพยายามอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ เพื่อนสาวเขาก็เหลือร้าย คุณตาของเพื่อนรึก็เหลือเกิน ต่างคนยอมหักไม่ยอมงอ ยอมทะเลาะกันเป็นวรรคเป็นเวร แต่ไม่ยอมพูดความในใจออกมาสักครึ่งคำ



'มีอะไรมาดลใจสองตาหลานนี่ให้ลงเอยกันดีๆสักทีก็คงดีสินะ~'



"ฮึ่ม น่าโมโห ตัวไม่อยู่ยังจะเพิ่มปัญหาได้อีก กรี๊ด หงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว!!!"


ท่าทีเข้าใกล้คลุ้มคลั่งเข้าไปทุกทีของเพื่อนสาว ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองที่กำลังคิดเรื่องเพ้อเจ้อที่เป็นไปไม่ได้อยู่ดูบ้าบอมาก



ต้องเลิกหวังซะแล้วสินะ เฮ้อ....



"ก๊อกๆ" ริทสึโบะที่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ส่งเสียงถามออกไป คำตอบที่ได้รับช่างน่ายินดีและน่าหวาดหวั่นไม่แพ้กัน




"ท่านมาบิชิเดินทางมาถึงที่นี่แล้วครับ"






¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥¥




'ไม่น่าเลยฉัน.....'



ตั้งแต่สัมผัสได้ถึงสายตาหลากหลายคู่ผ่านเลนส์แว่นตาดำของเหล่าชายชุดดำที่ตั้งขบวนต้อนรับเป็นแนวยาวตลอดสองข้างทางแล้ว เรริเนะก็เริ่มสาปส่งมือข้างที่หยิบเสื้อผ้ามาใส่ไม่หยุด


ลำพังตัวคนเดียวน่ะไม่เป็นไร แต่การทำให้หนุ่มหล่อโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ เพราะกุเดทามะสุดคาวาอี้บนเสื้อเธอแบบนี้ เธอจะทนแบกรับบาปนี้ได้ยังไงไหว!



ถ้าเรื่องนี้หลุดลอยเข้าหูสาวๆแฟนคลับของทั้งสองคนขึ้นมา อนาคตอันใกล้นี้ เชื่อเลยว่าเธอคงโดนดักรุมยำอยู่ตรงมุมไหนของตึกภายในงานนี้แน่ๆ



ซักซอกหนึ่งใกล้ๆนี่แหละ....



ท่าทีหันซ้ายแลขวาอย่างมีพิรุธของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้ซาโบริเอ่ยกระซิบเสียงดุ "เลิกทำท่าบ้าๆ แล้วรีบเดินตามตาเฒ่า-- ผู้นำตระกูลดีๆซะ!"


"....จะพยายามค่ะ" เรปรับคอให้หันหน้าตรง ไม่ส่ายไปมาแล้ว แต่ตาของเธอกลับไม่วายลอกแลกมองทางนั้นทีโน้นทีไปมาไม่หยุดอยู่ดี


ชายทั้งสองคนที่เดินเยื้องไปด้านหลังเรเล็กน้อยหันมามองหน้ากันเชิงถามไถ่



'ทำไมเธอคนนี้ถึงเอาแต่มองตามมุมตึกกัน...?'




ขณะที่ขบวนผู้นำตระกูลมาบิชิได้เดินเข้าไปในอาคารรับรองเจ้าภาพงานในครั้งนี้ด้วยท่าทีหัวเราะบ้าง ลอกแลกบ้าง สงสัยบ้าง ได้เกิดเสียงตึงตังโครมครามพุ่งตรงมาทางนี้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


จนในที่สุดเจ้าของเสียงนั้นได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...



"มาแล้วเหรอคะผู้นำตระกูลมาบิชิ"



"....ไมกะ..."


นี่คือหลานสาวของคุณตางั้นเหรอ?



ใบหน้าสวยคมที่ส่งยิ้มหวานให้ผู้เป็นตา ทำให้เรริเนะเฝ้ามองอย่างมีความหวัง


นี่อาจเป็นการเปิดฉากปรับความเข้าใจกัน บางทีถ้าทุกอย่างราบรื่น ทั้งสองอาจจะคืนดีกันได้เลยก็ได้!



หญิงสาววัยสามสิบปลายๆเจ้าของรอยยิ้มหวานฉีกยิ้มขึ้นให้ผู้เรียกชื่อตน และยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเอ่ยคำพูดถัดไป


"ท่านไม่น่าลำบากมาเร็วขนาดนี้ รอให้จบงานบ้าๆนี่ก่อนแล้วค่อยมาก็ได้แท้ๆ จะได้มาเห็นกับตาว่างานแต่งงานหนึ่งจะเฮงซวยได้มากขนาดไหน!?



"....." .....ไม่หรอก เรื่องแบบนี้ ต้องใช้เวลาสักหน่อย จะมาเร่งรีบปุบปับคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่



ใช่ ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป



"หายไปทั้งเช้า ได้อะไรกลับมานอกจากปัญหาเหรอคะ?"


อุ


"....อ้อ ดูเหมือนจะได้กลับมาจริงๆ" สายตาโฉบเฉี่ยวตวัดมองไปที่ด้านหลังของผู้ขึ่นชื่อว่าเป็นตา "ช่างมีความสุขดีขนาดที่พาใครมาด้วย"


ไมกะเก็บกักความโกรธไว้ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้นำตระกูลมาบิชิอย่างเชื่องช้า



"....!"


ไม่นะ แบบนี้ไม่ดีแน่


ใครจะไปรู้สึกดีที่มีคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญไม่พอ ยังแต่งตัวกากๆเกลื้อนๆมาในงานเลี้ยงของคนเค้าแบบนี้กัน?



นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้คุณตาเข้าใจกับหลานสาว เธอยังกล้าทำให้ทุกอย่างแย่ลงอีกเหรอเรริเนะ!



อะ เอาไงดี? หรือเธอควรถอดเสื้อไข่นี่ทิ้งแล้วเขวี้ยงไปให้ไกลๆเลยดี? บางทีชุดวันเกิดอาจจะดีกว่ารึเปล่า ไม่สิ นี่มันคุกคามทางเพศเกินไป


หรือว่าเธอควรเขวี้ยงตัวเองแทนเสื้อ--



"นี่เธอ..."



มะ ไม่ทันแล้วววว!?


เรหลับตาปี๋ รีบอธิบายความจริงให้คุณหลานสาวฟัง "สวัสดีตอนเช้าค่ะ! ฉันบังเอิญเจอกับท่านผู้นำตระกูล--"



"อยู่นิ่งๆเดี๋ยวซิ"


เอ๊ะ?


ได้ฟังดังนั้น เรจึงยืนตัวตรงแน่วไม่ไหวติงตามคำบอก หวังเพียงว่าการไม่เคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าอาจช่วยให้ไฟโทสะของหญิงสาวตรงหน้าสงบลงบ้าง


มาบิชิ ไมกะจ้องมองนิ่งไปที่ใบหน้าของเร ชั่วอึดใจ หญิงสาวได้ยื่นมือออกไปตรงหน้าก่อนที่จะยกสูงขึ้นแล้ว...



"ไมกะ....!!!" สิ้นเสียงคุณตามิกาตะ และร่างหลายร่างที่กำลังจะขยับตัวหมายเข้ามาห้ามปราม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ



เธอคนนี้ได้จับคางเรไว้แล้วเอียงซ้ายขวาอย่างทะนุถนอมเบามือ


เรเอียงคอด้วยความสงสัยงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่จะได้เอ่ยถามอะไร ปากของหญิงสาวที่จับคางเธออยู่ก็เอ่ยออกมาคำหนึ่งสั้นๆ "...กะ"


กะ?



"กรี๊ดดดดด!!!"



"!!!"


เรสะดุ้งโหยง ตกใจเสียงร้องกรี๊ดของหญิงสาวตรงหน้าที่ดังขึ้นกะทันหันที่ดังเต็มหน้าเธอเต็มๆ


"นี่มันอะไรกัน? สิ่งมีชีวิตที่ไม่น่ามีอยู่ในโลกจอมปลอมนี้ได้กำลังอยู่ตรงหน้าฉันคนนี้! ใบหน้าที่แสนวิเศษนี่มันอะไรกัน หัวใจฉันเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!"


คำพูดที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ยินดีไหลพรั่งพรูออกมาจากปากของคนที่ดึงเธอเข้าไปกอดเต็มรักแน่น จนเธออ้าปากค้างจนหุบไม่ลงไปนานแล้ว



'.....กะ เกิดอะไรขึ้น...?'



"....."


บริเวณโดยรอบอาคารรับรองเงียบสงัด มีแต่เสียงวี๊ดว๊ายของว่าที่เจ้าสาวอยู่อย่างนั้นหลายนาที และจะนานกว่านี้หากไม่มีใครคนหนึ่งทักท้วงไว้ก่อน


"....ไมกะ เธอกำลังจะทำให้เด็กคนนี้หายใจไม่ออกแล้ว ปล่อยก่อนเถอะ กลัวแย่แล้ว..." ริทสึโบะสะกิดไหล่เพื่อนสาวให้กลับมาสู่ความเป็นจริง


ไมกะหลุดจากภวังค์ รีบปล่อยเรแล้วถามไถ่อย่างเป็นห่วง "ว๊าย ตายจริง ขอโทษนะจ๊ะ พอดี'พี่สาว'ดีใจไปหน่อย... เจ็บตรงไหนรึเปล่าจ๊ะ บอกพี่สาวซิ"


คนได้รับความห่วงใยจาก'พี่สาว'กระพริบตาปริบๆก่อนจะรีบส่ายหัวแรงๆหลายทีตอบกลับไป"ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นไร โดน เอ่อ พี่สาว? กอดแล้วไม่รู้สึกไม่ดีเลยสักนิด!"



"กรี๊ด! เรียกพี่สาวด้วยล่ะ น่ารักเกินไปแล้ว!!"



แล้วเธอที่เพิ่งโดนปล่อยก็โดนคว้าไปกอดอีกครั้ง



".....ไมกะ" มิกาตะกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่าตามวัยเรียกหลานสาวด้วยท่าทีจริงจัง "ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"



"....รับทราบค่ะท่านผู้นำตระกูล"


ฟังคำตอบรับนั้นเรอดขมวดคิ้วไม่ได้ คำพูดน้ำเสียงของคุณหลานสาวไม่คล้ายกับน้ำเสียงที่ใช้พูดกับตาตัวเอง



แต่มันเหมือนกำลังรับคำสั่งในฐานะลูกน้อง....



หญิงสาวเจ้าของอ้อมกอดเผลอเพิ่มแรงกอดโดยไม่รู้ตัวก่อนจะปล่อยมือ เรที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมจึงทันเห็นความแข็งกร้าวบนใบหน้าสวยชัดเจนจนทำให้รู้ว่า



ความแข็งกร้าวนั้นมีความเจ็บปวดฝังลึกเจืออยู่....




"ริทสึโบะ ฝากจัดการเรื่องเตรียมตัวไปงานให้แม่หนูคนนี้ด้วย"


"....ครับ" เจ้าของชื่อรับคำแล้ว เดินตรงมาหาเธอ "พวกเราเองก็ไปกันเถอะ..."



ไม่



"....." ยังไม่พอ....



ความรู้สึกเธอบอกว่า ปล่อยให้เป็นไปทั้งๆอย่างนี้ไม่ได้



มองตามคนสองคนที่กำลังจะเดินจากไป ในหัวเธอเร่งครุ่นคิดอย่างหนัก 'อะไรกันนะ เหมือนมันมีอะไรสักอย่าง....'



"....!"



ในตอนนั้นเองที่สายตาเธอจรดลงสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนพอดี นั่นทำให้ในหัวเธอสว่างวาบขึ้นมา



'สวยจังเลยนะคะที่คั่นดอกไม้นั่น'


'โฮ่ๆ ใช่แล้วล่ะ เป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของฉัน เป็นดอกไม้ที่'ลูกสาวของฉัน'รักมาก เป็นดอกไม้ที่เหมือนกับเป็นตัวแทนลูกสาวของฉัน....'



ใช่แล้ว นี่แหละ!




เรรีบวิ่งตามหลังพวกเขาไปอย่างสุดชีวิต พลางกระชับกอดสิ่งที่อยู่ในมือแน่นอย่างขอกำลังใจ






"รอเดี๋ยวก่อนค่ะ!!"







•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••


ก่อนอื่นเลย ไรท์ขอโทษ ไม่จบลงในสามตอนจริงๆด้วย โฮว สะเทือนใจ55555555


ตอนนี้เน้นไปที่สายสัมพันธ์ตาหลานเป็นพิเศษเลย เพราะงั้นเลยทำให้เซกิซังไม่มีบทให้ออกล่ะ ไม่ร้องนะเรจัง5555


มาดูกันว่างานเลี้ยงจะยังเป็นยังไงต่อไป เรจังจะทำหน้าที่ผู้ติดตามได้ดีอย่างที่ตั้งใจไว้รึเปล่า แล้วจะหาเวลาได้สวีทวิ้ววิ้วกับเซกิซังบ้างซักฉากรึไม่



ติดตามกันต่อในตอนหน้า ตอนจบของตอนพิเศษจูนไบรด์กันเลย!











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น