พรหมลิขิตร้ายกลายรัก

ตอนที่ 109 : ต้องเป็นเธอคนเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,610
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    21 มี.ค. 62

             ตอนที่109 :                    

            ต้องเป็นเธอคนเดียว



             “ปลอดภัย!..นั่งอยู่ในรถโน่น ดูแกจะห่วงเธอเหลือเกินนะ” เสียงเข้มเอ่ยตอบออกไป อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ในขณะที่เดินตามหลังนาวินไปที่รถ



             เมื่อนาวินมาถึงรถก็ยกมือขึ้นเคาะกระจก พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้กับคนในรถอย่างไม่สนใจสายตาคมดุของคนข้างๆที่มองมายังเขา อย่างไม่สบอารมณ์เอาซะเลย..ไอยรดาจึงรีบหันไปกดปุ่มข้างรถ ให้กระจกเลื่อนลงทันที พร้อมด้วยรอยยิ้มหวานส่งคืนกลับไป..



             “คุณอ้าย!..เป็นไงบ้างครับ บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับนี่..”



             “อ้ายไม่เป็นอะไรค่ะ.. ปลอดภัยดีค่ะ..”



             “ดีแล้วครับ..ไปไหนมาไหนกับไอ้วีย์ ต้องระวังตัวด้วยนะครับ ถ้าจะให้ปลอดภัยหายห่วงแล้วล่ะก็ คุณอ้ายโทรหาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างผมจะดีกว่า ผมยินดีบริการด้วยความเต็มใจเลยครับ” นาวินพูดพลางชำเลืองมองคนข้างๆที่กำลังเดินอ้อมไปขึ้นยังอีกฝั่งของรถ อย่างมีความสุข ที่ได้เห็นคนเย็นชาอย่างเพื่อนเขา เริ่มจะหน้าดำหน้าแดงเข้าให้แล้ว..สายตาคมกริบที่ปรายตามายังเขาในเวลานี้นั้นแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยก็ว่าได้...  


                  

             ..ทำเอานาวินแทบจะหลุดขำออกมาไม่ได้ กับอาการของเพื่อนที่แสดงออกมาได้ชัดเจนว่าหวงหญิงสาวตรงหน้าขนาดไหน มันทำให้เขารู้สึกสนุกจริงๆกับการได้เห็นปฏิกิริยาของเพื่อนอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน..จนคิดว่ามันอาจจะตายด้านไปซะแล้วในเรื่องแบบนี้…



             “เลิกพร่ำได้รึยัง!..ฉันจะกลับบ้าน” ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มสั่งลูกน้องที่นั่งเตรียมพร้อมอยู่ แล้วในทันที



             “เบน!..ออกรถ..!”



             ..นาวินหลุดขำออกมาจนได้ กับอารมณ์ที่หงุดหงิดของเพื่อน ก่อนจะยกมือขึ้นโบกลาหญิงสาวตรงหน้า ที่มีสีหน้าเจื่อนๆไป เมื่อเห็นคนข้างๆสั่งให้ลูกน้อง ขับรถออกไปทั้งๆที่ยังคุยกันอยู่เลย



             เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทำเอาหล่อนที่เหม่อมองออกไปนอกรถ และกำลังคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆร้อนๆนี้ อย่างปลงไม่ตกว่าเป็นใครกันแน่ ที่ลอบทำร้ายเขาในวันนี้ แล้วต้องสะดุ้งตกใจขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปมองคนข้างๆอย่างตั้งใจฟัง



             “พรุ่งนี้ 2 โมงเช้าเราจะไปที่สนามบินกัน คุณช่วยเตรียมตัวให้พร้อมไว้ด้วย..”



             “ไปทำไมคะ?..หรือไปดูงานก่อสร้างโรงแรมบนเกาะ” หล่อนเงยหน้าถามด้วยความสงสัย ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที



             “เปล่า!..ผมจะไปรับแขกวีไอพีน่ะ..คุณฟรานซิส เปอร์ตี้ นักธุรกิจส่งออกเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในแถบยุโรป พร้อมกับลูกสาวที่จะมาเข้าร่วมงานประมูลการกุศลของทางบริษัทเรา ซึ่งจะจัดขึ้นในต้นเดือนหน้านี้ ท่านเป็นเพื่อนของพ่อผม..ท่านได้มอบเพชรเพื่อการประมูลให้กับบริษัทของเราในทุกๆปี..และปีนี้ท่านว่างจึงอยากมาร่วมงานด้วย และจะมาพักที่โรงแรมของเรา..พรุ่งนี้เช้าคุณกับผมต้องไปรับท่านที่สนามบินด้วยกัน และต้องดูแลให้ความเรียบร้อยจนกว่างานประมูลจะลุล่วง..ก็ประมาณ 5 วันได้”



             “งานประมูลการกุศลของบริษัทรึคะ ฉันเอ่อ..ต้องไปด้วยเหรอ ก็ฉันหมดหน้าที่ที่จะทำงานแทนพี่อรแล้วนี่คะ..คุณจะให้ฉันไปด้วยทำไมกัน..”



             “ไปในฐานะคู่หมั้นของผมไงล่ะ!..หรือว่าลืมไปอีกแล้ว!.. ส่วนเรื่องที่จะคิดจะกลับไปอยู่บ้านสวนก็เลิกคิดไปได้เลยเพราะผมไม่ยอมให้คุณไปอยู่คนเดียวโดยเด็ดขาด..แล้วอีกเรื่อง! ..เรื่องคุณอร ผมจะให้เขากลับมาทำงานในตำแหน่งเดิม..ส่วนคุณก็ต้องทำในตำแหน่งเลขาส่วนตัวของผมเหมือนเดิมเช่นกัน..”



             “แต่เรา..เอ่อ..คุณกับฉัน ตกลงกันแล้วนี่คะ!..ว่าตำแหน่งเลขาและคู่หมั้นกำมะลอนั้น จะจบลงทันทีเมื่อพี่อรกลับมาทำงานตามเดิมแล้ว..อีกอย่าง..งานในตำแหน่งนี้ทำคนเดียวก็ได้นี่คะ คุณจะให้ฉันมาทำด้วยอีกคนทำไมกัน ฉันว่า..ฉัน..”



             “ทำคนเดียวไม่ได้!.. งานในส่วนของคุณอร..ผมจะให้ทำเฉพาะเอกสารในออฟฟิศเท่านั้น เธอไม่เคยต้องออกไปพบลูกค้าข้างนอกกับผม ส่วนคุณที่ทำตำแหน่งเลขาส่วนตัวของผมอย่างแท้จริง ต้องออกพบลูก ค้ากับผมคอยจดบันทึกรายละเอียด ทุกอย่างที่ลูกค้าเสนอมา เพราะข้อมูลที่ได้จากลูกค้า มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจ คุณคงเข้าใจนะว่าทำไมผมต้องให้คุณมาทำงานในตำแหน่งนี้..แล้วไอ้เรื่องที่จะยกเลิกการเป็นคู่หมั้นนั่น..เอาไว้ก่อนแล้วกัน เพราะเราเพิ่งเปิดตัวออกสื่อได้ไม่นานนี้เอง เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าเราเป็นคู่หมั้นกำมะลออย่างที่คุณย้ำนักย้ำหนาอยู่นี่ขึ้นมาจริงๆ..แล้วมันก็จะทำให้คุณพลอยเสียหายไปด้วย ผมว่าอยู่อย่างนี้ไปอีกสักพักก็แล้วกัน..คุณมีอะไรข้องใจอีกมั้ย”    


                                       

             เสียงทุ้มที่เอ่ยถามเรียกสติหล่อนให้กลับคืนมา หลังจากได้ฟังและคิดตามในคำพูดของเขา จึงได้เข้าใจแล้วสรุปออกมาได้ว่า หล่อนคง ต้องอยู่ช่วยเขาไปก่อน เพราะพี่อรคงยังไม่พร้อมสำหรับการออกพบลูกค้ากับเขาในช่วงนี้แน่ ‘เอ!..แต่เขาบอกเองนี่ว่าพี่อรไม่เคยออกไปพบลูกค้าด้วยเลย..แล้วทำไม..' ยังไม่ทันที่หล่อนจะคิดอะไรต่อเสียงทุ้มก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้หล่อนต้องรีบตอบออกไปอย่างรวดเร็ว



             “ว่าไง?..ทำไมเงียบไป”

                     

             “คะ?..เอ่อ..ไม่มีค่ะ..ฉันเข้าใจค่ะ ว่าพี่อรมีครอบครัวแล้ว และที่สำคัญเพิ่งจะมีสมาชิกน้อยๆ เพิ่มขึ้นมาอีกคน คุณก็เลยต้องให้เธอทำงานเป็นเวลา..ซึ่งต่างจากหน้าที่ของฉันที่ต้องออกพบลูกค้า..ที่บางครั้งก็อาจจะเป็นเวลาค่ำหรือว่าอาจจะดึกไป..อย่างนั้นใช่มั้ยคะ ฉันก็เลยต้องทำหน้าที่นี้ชั่วคราวไปก่อน”ดวงตากลมโตสบเข้ากับสายตาคมกริบ ในขณะที่ริมฝีปากบาง ก็ยังคงเจื้อยแจ้วให้กับเขาได้ฟัง โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เหมือนกับว่าตั้งใจฟังอยู่นั้น กลับไม่ได้สนใจฟังสักเท่าไหร่ เพราะมัวแต่มองใบหน้าหวานๆ กับริมฝีปากอวบอิ่มที่ขยับขึ้นลงไปมาตรงหน้า ด้วยความรู้สึกอยากสัมผัส มากกว่ามองอยู่อย่างนี้เข้าซะแล้วสิ



             “คะ?..คุณติณวีย์ คุณฟังที่ฉันพูดอยู่รึเปล่าคะ” คิ้วเรียวเล็กขมวดเข้าหากัน ในขณะที่ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังใบหน้าคม ที่มองมายังหล่อนนิ่งเฉย เหมือนไม่ได้ยินที่หล่อนถามออกไปเลย



             “อืม!..ฟังอยู่ ที่คุณพูดมาน่ะถูกต้องทุกอย่าง..ยกเว้นเรื่องเดียว.. คุณไม่ใช่เลขาชั่วคราวนะ..แต่หน้าที่นี้ต้องเป็นคุณคนเดียวเท่านั้นที่ผมให้ทำต่างหากล่ะ..เข้าใจซะใหม่ด้วย!..ทีนี้ก็เลิกคิดกลับไปอยู่บ้านสวนสักทีนะ..” ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิด ก่อนจะตอบคำถามของหล่อนออกไป ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอก ที่หล่อนยอมทำงานด้วยเหมือนเดิม อย่างที่เข้าใจกันไปคนละแบบ ซึ่งต่างจากความคิดเขา ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้หล่อนไปไหน และอยู่ด้วยกันกับเขาแบบนี้ตลอดไป...


     

              ******************

      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

227 ความคิดเห็น