แอนเธีย เลนาดัส

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    15

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ (ก่อนหนีออกจากบ้าน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.ค. 61


-  ๑  -


หลังงานเลี้ยงเปิดตัวของแอนโธเซ่ในวัย ๑๐ ปีเสร็จสิ้นได้สามวัน พวกเราสามคนพี่น้องก็เดินทางไปที่บ้านพักในเขตทางใต้สุดของเมือง ความจริงผมแค่กลับไปนอนที่นั่นเหมือนทุกทีแต่ครั้งนี้มีสองคนนี้ตามมาด้วย แอนโธเซ่เป็นคนฉลาดและตามความคิดผมทันในทุกๆเรื่อง แต่ก็มักจะแพ้ธีน่าที่ไวต่อความรู้สึกของผม ดังนั้นทุกการกระทำของผมมักจะถูกค้านและห้ามปรามโดยแอนเสมอๆ

ผมใฝ่ฝันว่าจะได้ออกเดินทางในโลกภายนอก ใฝ่ฝันที่จะเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนที่แบกรับหน้าตาตระกูลอย่างแอนหรือธีน่า พวกเขามีสิ่งที่ผมไม่มีซึ่งนั่นเป็นข้อได้เปรียบเดียวของผมที่ผมมีทางเลือกหลายทางอย่างที่พวกเขาไม่มี

ดวงตาสีม่วงเข้มอเมทิตส์และเส้นผมสีเงินบริสุทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งคมดาบโอเลทอส อัศวินประจำราชวงศ์อัลวาเนียร์

สิ่งที่ผมไม่มีนั่นแหล่ะจะทำให้ผมสามารถกลืนไปกับคนทั่วไป

“เธียๆ ธีน่าได้ยินมาว่าเธียสร้างผู้รับใช้ขึ้นมาใหม่เหรอ” น้องสาวตัวน้อยที่ละความสนใจจากทิวทัศน์รอบนอกหันมาหาเมื่อนึกถึงหัวข้อที่น่าสนใจขึ้นได้

“เอาไว้ถึงตัวคฤหาสน์พี่จะเอาให้ดู” ผมลูบหัวธีน่าเบาๆ แม้ผมจะไม่ชำนาญดาบเท่าทั้งคู่แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ดีคือ เวทย์มนต์

อาณาจักรเอลโลเกียของเราคืออาณาจักรที่ได้รับพรสองข้อคือพรในรูปแบบของเวทมนต์และพรแห่งการเกิดใหม่ ใครก็ตามที่สืบสายเลือดแห่งเอลโลกียจะได้รับพรคุ้มครอง ในตัวของพวกเขาไม่เพียงจะมีเวทย์มนต์แต่จะมีผู้พิทักษ์ที่สามารถมีตัวตนได้ในรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ สัตว์ หรือแม้กระทั่งพลัง ความหลากหลายที่เกิดขึ้นทำให้คนรุ่นเก่าๆต้องสร้างระบบเพื่อรับรู้และแยกแยะ รวมไปถึงสร้างความสงบภายในสังคม เมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับการศึกษาขึ้นพื้นฐาน หากมีแววพอหรือสนใจที่จะต่อยอดก็จะได้รับการสนับสนุนในระดับที่สูงขึ้นต่อๆไป

ก็อายุถึงเกณฑ์ที่ว่าคือ ๗ ปีก็จริง แต่สำหรับตระกูลใหญ่ๆจะได้รับการฝึกฝนเร็วกว่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างผมที่เริ่มเรียนรู้การใช้พลังตั้งแต่อายุ ๔ ปีย่างเข้าปีที่ ๕ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นความแตกต่างระหว่างตัวเองและครอบครัวอย่างชัดเจน

“ไม่ใช่แค่ของธีน่า แต่มีของแอนด้วยนะ” ผมบอกพี่ชายคนโตที่ทำหน้าเหมือนไม่พอใจอะไรมาตลอดทาง แต่ก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยเมื่อผมเปิดปากพูดกับเขา

ทันทีที่ถึงตัวคฤหาสน์ คนรับใช้ก็พากันมายกกระเป๋าของแอนและธีน่าไปด้านใน กล่าวคือหลักๆแล้วผมอาศัยอยู่ที่นี่มากกว่าคฤหาสน์ในตระกูลใหญ่ เหตุผลที่ใช้อ้างคือเพื่อศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างดีกับท่านแม่ที่ส่งเสริมให้ผมมีงานอดิเรกเฉพาะตัวนะ

“ธีน่าอยากเห็นผู้รับใช้แล้ว!” ธีน่ากระตุกมือผมด้วยรอยยิ้ม ผมพยักหน้ารับและยื่นมือไปหาแอนและเรียกเขา ครู่หนึ่งเขาก็จับมือผมไว้แล้วเดินไปที่สวนด้วยกัน

ผมร่ายเวทย์ในใจและมองการบิดเบี้ยวของภาพตรงหน้าอย่างเคยชิน มือที่ยื่นเข้าไปในความบิดเบี้ยวความหาบางสิ่งเมื่อดึงแขนออกมาก็มีเหรียญทองสองเหรียญติดออกมา

“ไม่รู้หรอกนะว่าชอบไหม แต่ลองใส่พลังเข้าไปในนี้ดูสิ” ว่าแล้วก็แจกให้ทั้งคู่คนละเหรียญโดยไม่ลืมพูดต่อไปว่า “ถ้าชอบจะทำพันธะสัญญาเลยก็ไม่มีปัญหา”

ผมมองท่าทีของแอนและธีน่าขำๆ การแสดงออกของพวกเขาต่างกันสิ้นเชิง ธีน่าชูมือที่ถือเหรียญทองนั่นด้วยความตื่นเต้นและเรียกผมอยู่ตลอดเวลา ส่วนแอนเอาแต่จ้องเหรียญทองไม่วางตา แม้จะไม่แสดงท่าทีอะไรแต่ประกายจากดวงตาก็สื่อความรู้สึกมาได้มากเกินพอ

แปะ ผมตบมือเรียกสติพวกเขาและให้สัญญาณการเริ่มใส่เวทย์ลงไปในเหรียญ

“แอนเพิ่มปริมาณเวทย์อีก ธีน่าใส่เยอะไปแล้วควบคุมความเสถียรหน่อย”

แอนทำได้ดีเลยทีเดียว แค่ใส่พลังได้ไม่นานก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เหรียญสีทองที่ถูกกระตุ้นโดยพลังเรืองแสงขึ้นน้อยๆก่อนจะปรากฏลวดลายของตราเวทย์และสลายไปทั้งเหรียญและตรา

“เธีย?” แอนโธเซ่เงยหน้ามองอย่างตกใจ แต่สิ้นคำเรียกไม่นานประกายสีทองไร้ซึ่งที่มาก็รวมตัวกันกลายเป็นรูปร่างของลูกสุนัขป่าลอยอยู่เบื้องหน้าของพี่ชายคนโต

แอนโธเซ่ที่ถูกดึงความสนใจค่อยๆยืนมือออกไปรองรับไว้ ทันทีที่ได้สัมผัสตัวของผู้รับใช้เขาก็เบิกตากว้างและมองน้องชายตัวเองอีกครั้งอย่างแปลกใจ ผู้รับใช้นี่อุ่น ขนสีเงินแซมขาวก็นุ่มนิ่มซ้ำยัง

หงิง

ราวกับมีชีวิตจริงๆเลยไม่ใช่หรือไง

“แอนสุดยอดเลย!” ธีน่าชมเปาะ ใบหน้านวลแดงเรื่ออย่างตื่นเต้นเกินจริงจนผมอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “น้องก็ทำแบบนั้นได้นะ ตั้งสมาธิเข้าสิ”

ครั้งนี้ดวงตาของพี่ชายทั้งสองจึงหันมาหาน้องสาวที่ตั้งมั่นจนน่าเอ็นดู แอนเธียเข้าไปให้คำแนะนำสองสามคำและถอยออกมารอดูผล แม้จะใช้เวลานานกว่าแอนโธเซ่แต่สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง สองมือเล็กๆของแอนธีน่าโอบอุ้มเจ้านกตัวโตไว้เต็มอ้อมกอดและอุทานออกมาเสียงดัง “เธียสุดยอดเลย!

“ขอบใจ แต่ถ้าน้องกอดแน่นไปจะทำให้เขาอึดอัดและไม่ชอบใจได้นะ” ผมเอ่ยเตือน ก่อนจะแนะนำให้ทั้งคู่วางผู้รับใช้ลงบนพื้นหญ้า

“ผู้รับใช้ก็มีความรู้สึกด้วยเหรอ” คำถามใสซื่อจากธีน่าทำให้ผมยิ้มบาง ไม่ได้แปลกใจอะไรที่ถูกถามแบบนั้นเพราะรูปแบบปกติของผู้รับใช้คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังเวทย์ที่สามารถคงรูปร่างไว้และจะตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ที่ทำสัญญาเพียงเท่านั้น

“น้องคิดว่าไงล่ะ” ผมถามกลับ และมองธีน่าที่จ้องผู้รับใช้ในรูปร่างของนกไม่วางตาแต่เมื่อได้ยื่นมือไปลูบ ผู้รับใช้ตัวนั้นก็ส่งเสียงพอใจและไถหัวกับมือเล็กอย่างคุ้นชิน

“มีค่ะ” ธีน่าตอบกลับเสียงสั่นๆก่อนจะรวบร่างที่ใหญ่เกือบเท่าเธอเข้ามากอดอย่างยินดี

“อืม ผมเป็นคนสร้างก็จริงแต่คนที่ปลุกพวกเขาขึ้นมาก็คือแอนกับธีน่าเพราะอย่างนั้นจึงอยากจะให้ตัดสินใจว่าจะเลี้ยงดูพวกเขาไหม”

“เลี้ยง?” แอนโธเซ่ทวนคำ ก่อนจะมองเจ้าลูกสุนัขป่าที่เข้ามานอนซบอยู่แทบเท้าและหันไปมองคนพูดอีกครั้ง

“ใช่ เลี้ยงด้วยพลังเวทย์สองมื้อต่อวัน ปริมาณที่ให้ขึ้นอยู่กับตัวผู้รับใช้ที่เขาต้องการ อดได้ไม่เกินสามวัน เหมือนเลี้ยงสัตว์ทั่วๆไป แรกๆอาจจะลำบากหน่อยแต่ผมเขียนวิธีการดูแลเสริมไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าดูแลดีๆก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นานกว่าผู้รับใช้ทั่วไปนะ สนใจไหม”

“สน! ธีน่าสนใจ! ธีน่าจะเลี้ยงเอง!

“เธียมานี่เดี๋ยวสิ” แอนโธเซ่ขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล เขารู้ว่าเธียมีความสามารถด้านนี้มากแต่ไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้ ไม่มีผู้สร้างคนไหนที่สามารถทำให้ผู้รับใช้มีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ จะเรียกว่ามีชีวิตจริงไหมจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาปักใจเชื่อไปแล้วเต็มร้อย การแสดงออก แววตา ปฏิกิริยาตอบรับดูยังไงก็ไม่เหมือนสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเลยสักนิด ถ้าคนภายนอกรู้เข้ามันจะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่เหรอ

“ผู้รับใช้พวกนี้คืออะไร”

“เวทย์ที่ผมสร้างขึ้นไง แอนไม่ชอบเหรอ” เธียถาม ปมคิ้วขมวดเล็กๆจนเขาต้องรีบแก้ “ไม่ใช่แบบนั้น พี่หมายถึงสิ่งที่เธียสร้างมันแตกต่างจากผู้รับใช้ทั่วไปไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น”

“ก็ผมเหงา ตอนที่สร้างก็เลยคิดว่าถ้าพูดคุยกันรู้เรื่องก็คงดี เลยใส่ความรู้สึกไปด้วยนิดหน่อย แล้วก็ได้อย่างที่เห็นไง” เธียตอบเสียงเบา “ผมบอกเรื่องนี้กับท่านแม่แล้วนะ ได้รับอนุญาตแล้วด้วย”

แอนโธเซ่หลับตาลงกับคำโต้เถียงของน้องชาย แม้ใจจริงจะยอมแพ้ให้เธียทำอะไรตามใจตั้งแต่คำว่า เหงาที่หลุดออกมา แต่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไรก็อันตรายเกินไป การที่ทำให้สิ่งไม่มีชีวิตมามีชีวิตหรือเหมือนมีชีวิตมันเป็นข้อห้าม อีกนิดหัวก็หลุดออกจากบ่าได้เลยไม่ใช่หรืออย่างไร  “แล้วทางสมาคมผู้สร้างล่ะ พูดว่าอย่างไรบ้าง”

“ไม่ได้ว่าอะไรเป็นพิเศษนะ แค่ถูกกำชับว่าอย่าทำบ่อยเกินไป แล้วคนที่รู้เรื่องในสมาคมก็มีแค่หัวหน้าสมาคมกับเลขา เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยทำแล้วนะ ถ้าไม่มีคำสั่งลงมาจากเบื้องบน ทำไมเหรอ”

เบื้องบนเหรอ ที่สูงกว่าตระกูลเราก็มีแค่ราชวงศ์เองนะ ถ้าได้รับการยืนยันมาก็คงไม่เป็นอะไรหรอกใช่ไหม

“ไม่มีอะไร พี่แค่เป็นห่วง ถ้าไม่ฝืนตัวเองก็ไม่เป็นไร” แอนโธ่เซ่บอกแล้วลูบหัวเธียเบาๆ

“อืม” ผมขยับยิ้ม

“เธียเหงาเหรอ” ธีน่าโพล่งขึ้นก่อนจะโผกอดพี่ชายฝาแฝดแน่น “ธีน่าก็เหงาเหมือนกัน แต่ถ้ามีแอนกับเธียก็ไม่เหงาแล้ว”

“นั่นสินะ” พี่ชายคนรองรับคำแล้วกอดน้องสาวตัวเองกลับอย่างหมั่นเขี้ยว

ช่วงบ่ายวันนั้นผมก็ได้ร่างพันธะสัญญาให้ทั้งคู่ เสร็จแล้วก็สอนวิธีการเรียกใช้กับเรื่องพื้นฐานในการดูแล ทว่าก็มีเรื่องที่ไม่ได้บอกออกไปเหมือนกัน ถ้าพวกเขาดูแลกันดีมากพอก็คงจะรู้เรื่องที่ผมไม่ได้บอกเองล่ะมั้ง

ตกเย็นพวกเราก็นอนรวมกันอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน และก็ยังแปลกใจเช่นเคยกับตำแหน่งการนอนที่ผมอยู่ตรงกลางระหว่างแอนกับธีน่า มันเป็นแบบนี้มานานจนเคยชินและลืมที่จะถามออกไปว่าทำไม การซุกไซ้จากคนสองคนทำให้ผมหัวเราะเบาๆ ผมรักพวกเขาทั้งคู่นะ แต่ผมก็รักในอิสระที่โหยหามาตลอดเหมือนกัน

ความคิดเล็กๆที่ผุดขึ้นมาและเติบโตขึ้นเรื่อยๆทำให้ผมวางแผนที่จะทำให้ตัวเองเดินออกจากจุดที่ยืนอยู่ เหลือแค่ทำตามข้อตกลงอีกข้อแล้วหลังจากนั้นผมก็จะกลายเป็นคนที่มีอิสระอย่างแท้จริงเสียที

 

เหลือแค่บอกแอนกับธีน่าและหนีจากทั้งคู่ให้ได้ก็พอ




ในคฤหาสน์ประจำตระกูลโอเลทอส

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลโอเลทอสปัจจุบันที่กำลังมองดวงจันทร์เอ่ยคำอนุญาตโดยไม่ละสายตาจากบนฟ้าสักนิด

“ท่านพี่ดูไม่กังวลเลยนะครับ” หากแต่คำทักนั่นกลับทำให้หญิงสาวผ่อนลมหายใจและหันมาหาต้นเสียงอันคุ้นเคย

“เพราะเป็นเธียไงล่ะ” เอนิซซ่า โอเลทอส ตอบกลับอย่างว่างเปล่าแล้วชูแก้วที่บรรจุของเหลวสีแดงให้ดู

กังวลเหรอ ทำไมต้องกังวลด้วยล่ะ บุตรชายของเธอ แอนเธีย โอเลทอส เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในทุกด้านโดยเฉพาะเวทย์มนต์ มีพรสวรรค์มากเสียจนซ่อนจากสายตาพวกตาแก่คร่ำครึในราชสำนักแทบไม่ทัน แอนเธียเองก็คงพอจะรู้ถึงยอมทำตามโดยไม่ปริปากบ่น ติดตรงที่ความสามารถที่เธียมีนั้นเกินขอบเขตที่เธอจะตัดสินใจได้ จึงจำเป็นต้องทูลสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องพระพักตร์ ไม่นึกว่าถัดจากนั้นไม่เกินครึ่งปีจะมีรับสั่งจากฝ่าบาทให้บุตรชายของเธอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์

พระองค์อยากจะให้ผมสร้างผู้รับใช้สำหรับการทหารครับ ทั้งที่เธอไม่ได้ถามแต่แอนเธียก็เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่คิดปิด

แล้วลูกจะสร้าง?

เด็กชายส่ายหน้า ผู้รับใช้ที่ผมสร้างเหมือนกันทุกตน เพียงแต่จะใช้งานในรูปแบบไหนขึ้นกับผู้ทำสัญญาและความชอบส่วนตัวของผู้รับใช้ครับ ผมต้องถามพวกเขาก่อน

นั่นหมายความว่าสร้างไปแล้วไม่ใช่หรือไง!

ภายหลังการส่งมอบผู้รับใช้หนึ่งตนให้กับทางทหารที่จะไปร่วมศึกระหว่างอาณาจักรทางตอนเหนือไม่ถึงเดือน ก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับวีรบุรุษและผู้รับใช้ของเขาดังมาไม่ขาดสาย ใช้เพียงผู้รับใช้หนึ่งตนก็สามารถเอาชัยกับการศึกที่ค้างคามานับแรมปีได้สำเร็จ พระเจ้านั่นมันมากเกินไปแล้ว

ผู้รับใช้ที่สร้างจากมือเด็ก ๕ ปีเนี่ยนะ

จากนั้นแอนเธียก็กลายบุคคลสำคัญของอาณาจักร ความสามารถของเขาถูกปกปิดไว้ให้เป็นความลับสูงสุด กระนั้นสิ่งอำนวยความสะดวก ทุกอย่างที่เอื้อต่อพรสวรรค์ของเขาถูกส่งไปยังคฤหาสน์ที่อยู่ทางใต้ของเมืองอย่างลับๆ นับจากนั้นแอนเธียก็เอาแต่หมกตัวเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองสนใจ จนเธอต้องพยายามส่งพี่น้องของเขาไปดึงให้ออกมาใช้ชีวิตภายนอกอยู่เนื่องๆ

และในวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๖ บุตรชายคนนี้ก็บอกความต้องการออกมาเป็นครั้งแรก

ท่านแม่ ผมอยากออกไปผจญภัยครับ

อย่างไรดีเล่า กับเด็กที่มีความสามารถจนกลายเป็นบุคคลสำคัญของอาณาจักรได้ตั้งแต่อายุ ๕ ปี ต่อให้ใช้ความเป็นแม่ เธอก็ห้ามเขาไม่ได้หรอก ดังนั้นจึงตั้งเงื่อนไขที่เธอจะมั่นใจได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้แม้จะไม่ใช้เวทย์มนต์เป็นตัวช่วย แน่นอนว่าการตั้งเงื่อนไขให้เขาเผชิญหน้ากับพี่น้องของตนดูก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน

“งั้นมาลงพนันกันไหมครับ” เอวาล โอเลทอส เสนออย่างนึกสนุก ก่อนจะร้องโวยถึงไวน์แดงในขวดที่ไม่เหลือถึงเขาสักหยด

“พนันอะไรล่ะ” เอนิซซ่ามองไวน์แดงในแก้วอย่างเหม่อลอย

“พนันว่าแอนเธียจะได้ออกไปผจญภัยได้จริงหรือจะถูกหยุดไว้โดยพี่น้องของเขา”

“แล้วถ้าเจ้าจะลงทางไหนล่ะ”

“ผมว่าไม่ได้ไป หนึ่งพันเหรียญทอง”

“หึ เช่นนั้นก็จงเตรียมเงินส่วนนั้นไปชดเชยให้ความเสียหายให้พวกชาวบ้านภายในอาทิตย์นี้ได้เลย เพราะอย่างไรเด็กคนนั้นก็ไม่ถูกหยุดง่ายๆหรอก จำไว้ให้ดีล่ะเอวาล”




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------


มาย้ำอีกทีว่ามันเป็นนิยายที่เกิดจากความเครียดสะสมค่ะ เคยคิดอยากจะหนีออกไปไหนไกลๆ แต่ทำเองไม่ได้ไงคะ (หัวเราะ) ระยะเวลาที่อัพไม่อยากให้คำสัญญาเลยค่ะ แต่จะพยายามได้ไวสุดเดือนละตอนนะคะ คิดว่าช่วงนี้น่าจะเครียดเยอะอยู่ เกรดออก+เรียนเทอมที่ ๓ ด้วย ชิชะ เด็กมหาลัยทุกคนสู้ๆค่ะ


คือแบบปกติจะกำหนดหน้าเอาไว้ว่าหนึ่งบทจะเอากี่หน้า แต่คราวก่อนดันไปนับรวมกับบทนำเนื้อหาเลยขาดไป ถถถถ ติชมได้นะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ


0 ความคิดเห็น