Stay Away From Me อย่าอยู่ใกล้พี่ ถ้าไม่อยากมีรัก

ตอนที่ 15 : 014 | ตึกสี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

014

ตึกสี่

 

            วันศุกร์คาบชมรม วง Little Pigs มีซ้อมกันครั้งแรก วันประกวดจริงคือวันอาทิตย์ วันแสดงคือวันอังคาร ไฟไหม้แบบไม่ไหวจริง แต่ตอนซ้อมค่อนข้างเซอร์ไพรส์เพราะฝีมือพล เจแปน เล้งคือดี สมแล้วที่เคยไปประกวดศิลปะหัตถกรรมฯ แถมพี่ตะวันที่ถึงแม้จะพูดติดอ่างและกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ช่วยแนะนำและคอมเมนต์ให้แต่ละคนปรับปรุงการเล่นได้ 

              ตัวปัญหาเพียงคนเดียวคือผม

              “พักตร์ ตอนร้องมึงอ้าปากกว้าง ๆ หน่อยมั้ยวะ ฟังม่ายโร้วเรื่องเลยเห-ดแหม่ม” เจแปนแหลงอย่างหัวเสีย 

              “เออ แล้วก็มึงร้องผิดเพียบเลยนะ ไม่อ่านเนื้อมาก่อนวะ” เล้งเสริม “บางเพลงมึงดื้อจะร้องเองด้วยนะ ร้องผิดบ้าง ขึ้นไม่ตรงจังหวะบ้าง หูมึงเป็นเหี้ยไรวะ”

              ผมไม่ตอบ ได้แต่พ่นลมหายใจออกมายาว ๆ “พักแปบนึงได้ปะวะ กูขอตั้งสติหน่อย”

              “ไอ้เหี้ย อีกไม่ถึงสองวันแข่งจริงละ นักร้องยังไม่พร้อมเลย” เจแปนว่า แล้วเขวี้ยงไม้กลองลงพื้นเสียงดังสนั่น

              “พวกมึงใจเย็นดิวะ ยิ่งกดดันไอ้พักตร์ยิ่งเครียดนะเว้ย อย่าซีเรียส ๆ” พลปราม เขาดูเครียดเช่นกัน แต่ก็ยังมีความเป็นผู้นำอยู่ 

              เมื่อวันก่อนที่พี่ชาร์ลีทำท่าจะบอกอะไรผมสักอย่างแล้วไม่ได้บอก พอตกกลางคืนผมโทรไปหาเขา ชวนคุยกันเรื่อยเปื่อยเล็กน้อยผมก็วกเข้าเรื่องนั้น ปรากฏว่าพี่ชาร์ลีบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ ผมเผลอขึ้นเสียงไปนิดหน่อยว่า ‘เอ๊า ! ไหนว่าไว้ใจกันไง โกหกเหรอ ทำไมทำงี้’ จบประโยคเขาก็วางสาย ผมพยายามคอลไลน์ไปอีกก็ไม่รับ ข้อความไปขอโทษก็ไม่อ่านไม่ตอบ เมื่อวานวันไหว้ครูผมเห็นจากไกล ๆ ว่าเขากลับไปทำหน้าไม่รับแขกเหมือนเดิม แต่เราไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย ผมพยายามส่งข้อความไปหาทุกชั่วโมง แต่ก็นั่นล่ะ เขางอนผม 300% ความเสือกเป็นเหตุ โทษใครไม่ได้

              “ไหว ม มั้ย” พี่ตะวันเข้ามาคุยด้วย 

              ผมหันไปฝืนยิ้มให้ “ครับ ขอพักทำสมาธิสักแปบก็คงดีขึ้น”ผมตอบ ก่อนจะกระดกน้ำจากขวดเข้าปาก

              “ต แต่นี่ ส สี่โมง ยี่สิบ แล้วนะ” พี่ตะวันเปิดมือถือให้ดูเวลา “ซ้อม ด ได้อีกแค่แปบเดียว” 

              “วันนี้คงไม่ทันว่ะ แม่งเอ๊ย ! คงต้องขออนุญาตซ้อมพรุ่งนี้หลังเรียนภาคค่ำว่ะ วันนี้ขอไม่ทันแล้วล่ะ” เล้งพูดเสียงดัง ผมไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้พวกเขาเลย เหมือนตัวเองสามารถโดนกระชากคอเสื้อได้ตลอดเวลา 

              ก๊อก ๆ 

              มีเสียงเคาะประตูห้องซ้อม และทีชเชอร์ฟิลลิปส์ก็เปิดประตูโผล่หน้าเข้ามา

              “What’s happening?” เขาถาม ขณะไล่มองพวกเราเรียงคน “ทีชเชอร์ได้ยินเสียงดังเลยขึ้นมาดู มีใครล้มกระแทก...” เขาหยุดพูด เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นไม้กลองที่นอนสงบนิ่งบนพื้นห่างจากมือเจ้าของหลายฟุต 

              “Nothing, Teacher” ผมตอบ พยายามคุมความกังวลในน้ำเสียง “ทีชเชอร์ฟิลลิปส์ครับ เราจะขอซ้อมกันหลังเรียนภาคค่ำคืนนี้ได้มั้ยครับ”

              “I afraid that cannot be possible” เขาส่ายหน้า “ถ้าจะให้นักเรียนอยู่นอกหอพักหลังเวลาสามทุ่ม ทีชเชอร์จะต้องส่งชื่อให้ฝายปกครองก่อน 1 วัน”

              ผมขมวดคิ้ว “ไม่ได้เลยเหรอครับ” เรายังคืบหน้าไปไม่ถึงครึ่ง ซ้อมพรุ่งนี้ชั่วโมงเดียวก่อนวันจริงไม่ทันแน่ เปิดมาผมก็เป็นตัวถ่วงทีมเลย อย่างนี้ผมคงไม่หน้าด้านพอจะไปขอให้ฮาร์เล่ย์ช่วยอะไรหรอกนะ

              “มีปัญหาอะไรกันเหรอ” ทีชเชอร์ฟิลลิปส์ถาม ซึ่งผมก็ตอบไปตามจริงว่าการซ้อมของวงเรายังไม่ค่อยคืบหน้า โดยยอมรับตามตรงว่าผมมีปัญหาเอง เขาตั้งใจฟัง ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก

              “ศุกร์หน้ามีงานประกวดร้องเพลงพระราชนิพนธ์ แต่พี่ชุนนักร้องที่จะส่งไปเกิดเจ็บคอ ทีชเชอร์จะให้พักตร์ไปแข่งแทน และจะขอให้ได้มาซ้อมเร่งด่วนคืนนี้ for special case เอามั้ย” เขาเสนอพร้อมรอยยิ้ม

              “ฮะ ? แล้วคนในสายโวคอลคนอื่น ๆ ล่ะครับ ทำไมทีชเชอร์เลือกผมล่ะ” ผมตาโต

              “ตอนนี้สายโวคอลที่เหลือยังเป็น Beginner อยู่ พักตร์เหมาะที่สุดแล้วล่ะ อีกอย่างคือทีชเชอร์ไม่ได้จะช่วยเฉย ๆ นะ พักตร์ต้องไปแข่งงานใหญ่ประจำจังหวัดที่ทีชเชอร์เคยขอไว้ด้วยเป็นการแลกเปลี่ยน ตกลงมั้ย” 

              “ทีชเชอร์ครับ แล้วคืนนี้พักตร์ซ้อมได้คนเดียวเหรอครับ พวกผมล่ะ” เจแปนยกมือถาม

              “ก็...ทีชเชอร์จะช่วยคุยให้ว่าเครื่องเสียงมีปัญหา ต้องการนักดนตรีแล้วกันนะ คืนนี้ก็ซ้อมกันไป แต่ช่วยแบบนี้ไม่ได้บ่อย ๆ นะ” เขาพูดพลางยกนิ้วขี้กับนิ้วกลางขึ้นมาไขว้กัน “ตกลงว่าไงพักตร์ จะไปแข่งให้ทีชเชอร์ได้มั้ย”

              ผมยังงง ๆ อยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำไม่ทำให้เพื่อน ๆ ผิดหวัง และได้ไปแข่งข้างนอกก็เป็นโอกาสดี ๆ ที่ผมชอบด้วยสิ “ครับผม ตกลง”

 

              “โชคยังดี” ฮาร์เล่ย์พูด ตอนนี้เราอยู่ในห้องเรียน กำลังรอเรียนภาคค่ำวิชาสังคม มันขอสลับที่นั่งกับวิงส์เพื่อจะคุยเรื่องซ้อมดนตรี “มึงเหยียบให้มิดเลยนะเรื่องนี้ กูเพิ่งมีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นไป เขารู้ทั้งโรงเรียน ถ้าอยู่ดี ๆ มีคนรู้ว่าครูช่วยขนาดนี้วงเราโดนเขม่นหนักแน่”

              “อืม” ผมพยักหน้า “กูขอโทษไว้ก่อนนะ ถ้าสุดท้ายแล้วตอนประกวดออกมาไม่ดี กูผิดเอง”

              ฮาร์เล่ย์จับไหล่ผม “อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะไม่ดีดิวะ ถ้ากูไม่เชื่อใจมึงจริงคงไม่ขอให้มาเป็นนักร้องให้หรอก”

              “มึงก็คาดหวังจังเลย กูกดดันนะเนี่ย” ผมพูดเสียงแผ่ว “ได้ฟังกูร้องเพลงครั้งเดียวมันติดใจอะไรขนาดนั้น”

              ฮาร์เล่ย์เหมือนเครื่องสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ว่าที่โปรดิวเซอร์อันดับหนึ่งของไทยอย่างกูมีตาวิเศษเห็นได้ว่าใครมีของ แล้วกูก็เห็นของในตัวมึงไง เลยอยากให้มาอยู่ด้วยกัน เข้าใจยัง” 

              ผมพยักหน้าส่ง ๆ “เดี๋ยวเรียนนี่เสร็จกูไปซ้อมละนะ ขอกำลังใจหน่อยดิ”

              “โชคดี ผีลุงเงินหลอก” 

              “ฮึ ลุงไรนะ” ผมเลิกคิ้ว

              “ผีลุงเงินตึกสี่ ยังไม่เคยมีใครเล่าให้มึงฟังเหรอ” ฮาร์เล่ยถาม “แกเคยเป็นคนงานดูแลตึกสี่เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่เกิดลื่นล้มหัวฟาดบันไดตรงระหว่างชั้นสี่กับห้า สมองไหลตายคาที่ ตอนกลางคืนไม่ค่อยมีใครชอบไปตึกสี่หรอกนะ ถ้าจะไปเขาไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ”

              “อืม นี่ก็ไปกันทั้งวง แล้วก็มีทีชเชอร์ฟิลลิปส์ด้วย ไม่เป็นไรหรอก” ผมเฉย ๆ กับเรื่องผี แต่ฮาร์เล่ย์ก็ยังทำหน้าทำตาเหมือนจะให้ผมกลัวให้ได้อยู่

              “รู้ปะ ถ้ามึงชะเง้อคอมองจากบันไดชั้นสี่ขึ้นไปชั้นห้า ถ้าโชคดีจะเห็นลุงเงินส่งยิ้มมาให้แบบนี้” มันแสะยิ้มกว้างจนหน้าย่น ผมตีแก้มมันไปหนึ่งทีดังเพียะ

              “ไร้สาระนะมึงอะ ตั้งใจเรียนได้ละ” ผมว่า ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจดงานต่อ ในหัวมีแต่ทำนองดนตรีกับเนื้อที่ตัวเองชอบจำผิดวนไปวนมา

 

              จบคาบติวภาคค่ำ ผมกับเพื่อน ๆ ในวงนัดรวมตัวกันใต้ตึกเพื่อจะไปตึกซ้อมดนตรี ทุกคนมาตรงเวลานัดเป๊ะ

              “กูบอกทีชเชอร์ฟิลลิปส์เรื่องขอพรุ่งนี้อีกวันละนะ” พลโชว์แชทให้ดู “เราจะซ้อมกันได้คืนนี้กับคืนพรุ่งนี้”

              “โล่งอก ขอให้ไม่มีอะไรผิดพลาดละกัน” เจแปนพูดเบา ๆ ซึ่งผมก็แอบสะอึกเพราะรู้ตัวว่าคำนั้นหมายถึงตัวเอง

              เราออกเดิน ผมชอบบรรยากาศตอนกลางคืนแบบนี้มาก มันสงบเงียบไม่มีคนพูดแข่งกันจอแจ อากาศก็เย็นสบายกำลังดี เสียอย่างเดียวยุงเยอะไปหน่อย

              “มึงพาพระมาปะ” เจแปนคุยกับเล้ง “กูทิ้งไว้ห้อง”

              “ไอ้เหี้ย กูจะไปนิมนต์พระมาจากไหน แค่สร้อยพระก็พอ” เล้งหัวเราะ

              “เออ นั่นล่ะ กูกะหมายถึงสร้อยพระ มึงพามา...เอ้ย เอาใส่มาม้าย” แจแปนรู้ตัวว่าหลุดแหลงใต้ “เหยดแหมม มึงเป็นเพื่อนกูมาสองปี แค่นี้ฟังไม่ออกที”

              “กูล้อเล่นนะพรี้บ้าว” เล้งตบไหล่หนุ่มปักษ์ใต้ “ไอ้พักตร์มึงคนภาคไหน” เขาหันมาหาผม

              “ภาคกลางนี่ล่ะ เกิดกรุงเทพ” ผมตอบ “แต่กูมีเชื้อเชียงราย ยายกูเป็นคนเหนือ แต่ตอนสาว ๆ แกลงมาทำงานที่กรุงเทพแล้วก็แต่งงานอยู่นี่ กูเลยอู้คำเมืองไม่ได้”

              “เหยดเข้ กูมีเพื่อนสี่ภาคเลยว่ะ ไอ้ฮาร์เล่ย์ก็เด็กอีสานรู้ปะ เป็นคนอุบล ตอนแรกกูก็ไม่รู้ แต่มีครั้งหนึ่งเล่นต้นไม้กินคนกับมัน มันลุกมาไล่เตะกูแล้วด่า ‘โคตรพ่อโคตรแม่มึงเฮอะบักปอบ’ โคตรฮา”

              ผมนึกภาพตามแล้วก็ขำ ว่าง ๆ จะแกล้งให้ฮาร์เล่ย์หลุดเว้าอีสานดู 

              เดินมาเรื่อย ๆ ก็ถึงตึกสี่ ทุกคนชะงักกึกแล้วมองหน้ากันไปมา

              “ไอ้พล มึงเดินนำขึ้นไปก่อน” เล้งสะกิดพล ซึ่งก็ดูกล้า ๆ กลัว ๆ

              “กูไม่เหมาะสมกับหน้าที่นี้หรอก” พลพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปหาพี่ตะวัน “ในฐานะรุ่นพี่ เชิญครับ”

              พี่ตะวันสะดุ้งโหยง เขาหน้าซีดกว่าใครเพื่อน “อ...เอ่อ พ พี่ ว่า”

              ผมแอบรำคาญนิดหน่อย “กูเอง ๆ ใครเดินหลังสุดเป็นหมา” ผมว่า ก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ เดินนำขึ้นบันไดไป ไม่มีความน่ากลัวสักนิด ทุกชั้นเปิดไฟสว่างโร่ ห้องนาฏศิลป์ก็ยังมีคนซ้อมรำอยู่ พวกมันกลัวไรกัน งง

              แปบ ๆ ก็มาถึงชั้นสี่ ทุกห้องซ้อมว่างให้เราเลือกได้ตามสบาย ผมเดินนำเข้าไปเลือกห้องเบอร์หนึ่งที่ว่ากันว่าอุปกรณ์คุณภาพดีสุด เปิดไฟเปิดแอร์แล้วทิ้งตัวนั่งแหมะบนพื้น แล้วก็รู้สึกตัวว่าไม่มีใครเดินตามเข้ามา

              ผมเดินออกจากห้อง คนอื่นยืนอยู่ตรงบันไดระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้า เหมือนกำลังพิสูจน์ผีกัน

              “ไอ้แปนมึงมองขึ้นไปดิวะ” เล้งพยายามเชิดคอเจแปนที่หลับตาปี๋อยู่ให้มองขึ้นไป

              “กูหรี่ตามองอยู่ ไม่เห็นไรเลย ตามึงละมามองเอง” เจแปนบอกแล้วพยายามดันเล้งมาดูบ้าง 

              “ทุกคน !” ผมตะโกนเรียก “มาซ้อมกันเร็ว เครื่องกูติดแล้ว เรามีเวลาชั่วโมงครึ่งเองนะ”

              “คร้าบ” เพื่อน ๆ ตอบรับโดยพร้อมเพรียงและเดินเข้าห้องซ้อม โดยมีผมอยู่รั้งท้ายเพื่อจะคุยกับพี่ตะวันก่อน

              “พี่ตะวันไม่ต้องเกรงใจนะครับ ดุผมกับเพื่อน ๆ ได้เลยถ้าไม่ตั้งใจ พี่เต็งเล่าว่าพี่ได้แชมป์กีต้าร์แอคูสติกระดับประเทศตอนมอต้นใช่ป่าว” 

              พี่ตะวันหน้าแดง เอามือลูบหัวแบบเขิน ๆ “ช ใช่ นานแล้ว ต ตั้งแต่มอหนึ่ง” 

              “เก่งจัง” ผมชม พี่เต็งบอกว่าอยากให้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้พี่ตะวันหน่อย เพราะเขาเป็นคนที่ไปไหนก็ชอบให้คนอื่นข่มโดยไม่ตั้งใจได้ตลอด มาอยู่กับวงดนตรีที่มีแต่รุ่นน้องแบบนี้ถ้าทำตัวปวกเปียกจะยิ่งแย่ไปใหญ่ “ปะ ไปซ้อมกันครับ”

              ผมดันหลังพี่ตะวันเดินเข้าไปในโซนห้องซ้อม แต่ตอนนั้นเองที่หางตาเหลือบเห็นเงาใครบางคนอยู่ตรงบันไดระหว่างทางขึ้นจากชั้นสาม

              ผมหยุดมอง เป็นเงาคนจริง ๆ รูปร่างคุ้นตาแต่นึกไม่ออกแฮะ “ทีชเชอร์ฟิลลิปส์” ผมเรียก เผื่อว่าจะใช่ เขาบอกว่าจะมาดูพวกเราซ้อมในฐานะครูผู้ดูแล แต่จะมาช้าหน่อยเพราะติดธุระ “Is that you?”

              เงานั้นเคลื่อนที่หายไปทำผมงง อ้อ อาจจะเป็นเด็กนาฏศิลป์ที่มาซ้อมรำก็ได้ เมื่อตะกี้พวกผมคุยกันเสียงดังไปหน่อย คงสงสัยเลยขึ้นมาดูมั้ง

              ผมเข้ามาในห้อง ทุกคนกำลังเซ็ตอัปเครื่องดนตรี “พล ทีชเชอร์เขาไลน์มาหาปะว่าจะเข้ามาตอนไหน”

              พลหยิบมือถือขึ้นมาดู “ล่าสุดเมื่อสิบนาทีก่อนบอกว่าใกล้ถึงตึกละนะ แต่จะนั่งทำงานอยู่ชั้นสามก่อนแล้วขึ้นมาดูพวกเราทีหลัง ทำไมวะ”

              อ้อ คงเป็นเขานั่นล่ะ “ไม่มีไร ๆ เดี๋ยวกูเช็กไมค์ก่อน”

              หลังเตรียมความพร้อมเรียบร้อยเราก็เริ่มซ้อมกัน การประกวดให้เล่นกี่เพลงก็ได้ แต่ต้องบริหารเวลาให้อยู่ภายใน 15 นาที และมีถาม – ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศอีกนิดหน่อย เราเลือกเป็นเมดเล่ย์เพลงเร็วสี่เพลง และเพลงแยกอีกสามเพลง ซึ่งผมแอบผสมพวกเพลงฟีลกะเทยอย่าง ‘รอแล้วได้อะไร’ ‘ว่างแล้วช่วยโทรกลับ’ แล้วก็ ‘Into The Unknown’ เป็นเพลงปิดท้ายเพื่อพิชิตใจรุ่นพี่

              “ดีขึ้น ๆ ไอ้พักตร์ ร้องทีเคลิ้มเลย” เล้งชมพร้อมปรบมือดังลั่น “รอบนึงจบไปละ พี่ตะวันว่าไงพี่”

              พี่ตะวันเอ่ออ่าสักพัก “คือ คือ ก็ดีขึ้นนะทุกคน แต่ พ พี่ว่าพักตร์ เอนเตอร์เทนเยอะไป”

              “เออพักตร์ มึงเล่นใหญ่จังวะรอบนี้ ไปโดนตัวไหนมา” เล้งถาม “ไหนบอกไม่เคยเล่นวงดนตรีไง ก็ทำได้นี่หว่า”

              ผมหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “ก็กูไม่อยากเป็นตัวถ่วงพวกมึง นี่เลยตั้งใจไง ไม่ดีอ่อ”

              “ดีแล้ว แบบนี้ไม่ได้ที่หนึ่งก็ที่สอง แต่เอาที่หนึ่งเหอะ หมูน้อยต้องได้แสดงวันจริงเว้ย เฮ้ !” พลร้องตะโกน ซึ่งทุกคนก็ตะโกนตาม พวกเราตกลงกันว่าจะพักเข้าห้องน้ำแล้วกลับขึ้นมาซ้อมใหม่ เพราะทำเวลากันได้ดีมาก อาจจะซ้อมอีกสักรอบหรือสองรอบแล้วกลับหอนอนเอาแรงกัน

              ห้องน้ำตึกสี่ต้องลงไปชั้นหนึ่ง มีแค่ผมกับเจแปนที่ปวดฉี่ ส่วนอีกสามคนนั่งคุยเล่นกันในห้องซ้อม เจแปนก้าวเท้าฉับ ๆ นำหน้าผมไปเพราะไม่อยากอยู่ด้านหลัง ระหว่างทางผมแอบสังเกตที่ชั้นสาม ไม่มีวี่แววทีชเชอร์ฟิลลิปส์อยู่เลย

              “คงอยู่ห้องน้ำล่ะมั้ง” เจแปนออกความเห็น “ลงไปข้างล่างก็เจอ”

              ยังมีเสียงซ้อมรำดังมาจากห้องนาฏศิลป์ ผมแอบแวบมองนิดหน่อยก็เห็นเด็กนักเรียนยืนรำอยู่เต็ม ยังดีที่อย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยว พวกเราเข้าห้องน้ำไปทำธุระ และเจแปนก็ทำผมอึ้ง

              “มึงสูบบุหรี่ด้วยเหรอ” ผมถาม รีบฉี่ให้เสร็จแล้วเดินห่างออกมาเพราะไม่อยากให้มีกลิ่นติดตัว

              เจแปนพ่นควัน “ก็นาน ๆ ทีเวลาอยากผ่อนคลาย มึงอย่าเพิ่งหนีดิวะ กูไม่อยากเดินขึ้นคนเดียว น่ากลัวจะตาย”

              “คนอยู่กันเต็มมึงยังจะกลัว” ผมเดินออกไปยืนหน้าประตูห้องน้ำ “กูอยู่นี่ล่ะ ดูต้นทางให้เผื่อมีครูมาเห็น”

              “คนเต็มอะไรของมึงวะ...เออ ไม่ค่อยมีใครมาตึกสี่ตอนกลางคืนหรอก ตำนานเฮี้ยน ๆ แม่งเยอะ”

              ผมไม่ได้สนใจที่เขาพูด หยิบมือถือมาเปิดไลน์ดู แอบดีใจที่เห็นว่าพี่ชาร์ลีอ่านแล้ว แต่ยังคงไม่ตอบอะไรกลับมา ให้ตายเหอะ คงต้องง้อตอนเจอกัน แต่จะทำยังไงไม่ให้โจ่งแจ้งดีล่ะ เกิดใครเห็นแล้วเรื่องถึงหูพี่เต็งผมได้ตายแน่

              20.47 [ผมคิดถึงคุณนะ]

              ผมส่งข้อความไปแล้วก็ถอนหายใจ ถามว่าเคยง้อแฟนมั้ย เคย แต่ตอนนั้นผมเปิดเผยได้มากกว่านี้ แล้วแฟนเก่าก็เข้าใจง่ายกว่าพี่ชาร์ลีมาก พี่เขาเหมือนทะเลสาบกว้าง ผมเพิ่งได้เอาเท้าแช่ลงไปบนผิวน้ำตื้น ๆ แค่นั้นเอง

              “เสร็จละ” เจแปนเดินออกมา กลิ่นบุหรี่ติดตัวหึ่งทำให้ผมต้องเว้นระยะห่าง “กลับขึ้นไปกัน”

              ขากลับเงียบเชียบกว่าขามา ทำผมประหลาดใจ ไม่มีใครอยู่ในห้องนาฏศิลป์แล้ว ไม่รู้กลับไปกันตอนไหน พอเราขึ้นมาถึงชั้นสี่ก็เห็นสามคนที่เหลือเล่นอูโน่กันอยู่

              “กลับมาแล้วคร้าบไอ้พวกเหี้ย ซ้อมต่อกัน” เจแปนบอกเสียงดัง

              เล้งส่ายหัวรัว ๆ “เดี๋ยวก่อน ๆ ขอจบตานี้อีกแปบนึง เวลามันเหลือ”

              “ไอ้สัส เดี๋ยวกูก็เล่นด้วยเลยนี่” เจแปนว่า ก่อนจะวิ่งเข้าไปร่วมวงด้วย

              ผมที่เล่นไม่เป็นอาศัยจังหวะนั้นเดินห่างออกมาโทรออกหาไอ้ต้าวหน้าหยิ่งอีกครั้ง ครั้งนี้หนักข้อขึ้นเพราะไม่ใช่แค่ไม่รับ แต่กดตัดสายตึ๊ง ! ผมถึงกับเข่าทรุดทิ้งตัวนั่งลงบนขั้นบันได

              20.55 [คุณคร้าบ ขอโอกาสหน่อยได้มั้ย ผมผิดไปแล้ว อย่าทำร้ายกันเลย จะขาดใจ T_T] 

              ไลน์ขึ้นว่าอ่านแล้วทันที นั่นไง เขายังไม่ได้เมินผมซะทีเดียว ว่าแต่จะตอบอะไรกลับมามั้ยนะ ลุ้นแปบ

              “ไอ้พักตร์ พวกกูเล่นจบแล้ว กลับมาซ้อมต่อเร็ว” พลเดินมาบอก 

              “หืม เจแปนเพิ่งเข้าไปไม่ใช่เหรอวะ นึกว่าพวกมึงจะเริ่มตาใหม่กัน”

              “เอางั้นก็ยาวดิวะ มา ๆ เข้าห้องซ้อม นั่งข้างนอกยุงกัด” 

               เธอคงแค่เห็นฉันผ่าน ๆ ตา ให้รู้ว่าชอบ ๆ เธอ

               ให้รู้ว่าทุก ๆ ทีที่เธอเห็นกัน

              เสียงไลน์เมโลดี้ดังขึ้น และคนที่โทรมาก็ทำใจผมเต้นรัวจนแทบคุมอาการไม่อยู่...พี่ชาร์ลี

              “พล เดี๋ยวกูขอคุยโทรศัพท์อีกแปบนึงนะ สายสำคัญอะ” ผมบอกด้วยสีหน้าเกรงใจสุดฤทธิ์

              “ใครอะ พ่อเหรอ”

              “เอ่อ...ใช่” พ่อทูลหัวน่ะเพื่อน “ยังไงเดี๋ยวคุยโทรศัพท์แปบ แล้วตามเข้าไปนะ ไม่เกินห้านาที” ผมบอกทั้งที่ไม่แน่ใจว่าการง้อพี่ชาร์ลีจะใช้เวลาไม่เกินห้านาทีจริงมั้ย

              พลพยักหน้าเออออ ผมก็เดินขึ้นบันไดไป กะจะคุยโทรศัพท์ให้ห่างจากคนอื่นสักหน่อย

              “เห่นโหลวค้าบคุณ ว่าไงค้าบ” ผมทำเสียงสอง “นึกว่าจะไม่ติดต่อกันซะละ แหงะ”

              [อยู่ไหน] ปลายสายถามสั้น ๆ 

              “ซ้อมดนตรีอยู่ตึกสี่ค้าบ นี่พักอยู่เลยรับสายได้” ผมตอบ พยายามเพิ่มความอ้อนในน้ำเสียงให้มากขึ้น 

              [ใกล้วันแข่งแล้วนี่ วันอาทิตย์ใช่มั้ย] พี่ชาร์ลีพูด [คือ...ขอโทษนะ ที่กูงี่เง่า]

              “ไม่หรอก ๆ ผมผิดเองที่พูดจาไม่ดี” ผมรีบปฏิเสธ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าพูดเสียงดังก็เลยเดินขึ้นบันไดไปขั้นที่สูงขึ้น “คุณหายโกรธยังล่ะ”

              [จะว่าหายมั้ย...ไม่แน่ใจ แค่แบบ มึงเป็นคนไม่กี่คนที่เข้าหากูแบบนี้ กูก็เลยรู้สึกว่า...] เขาเว้นช่วงพูด [ไม่อยากให้มึงห่างไปด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้อะ]

              ใจผมเต้นตุ๊มต่อม จากความอึ้งค่อย ๆ กลายเป็นความเขินอาย อยู่ไม่สุขถึงขั้นเล่นปูไต่กับราวบันได

              “ครับคุณ” ผมตอบรับ รู้สึกได้เลยว่าตัวเองยิ้มจนแก้มจะระเบิด “ผมไม่ไปไหนหรอก ก็อยากอยู่ใกล้ ๆ นั่นล่ะ”

              รู้ตัวอีกทีผมก็มาถึงชั้นห้า ชั้นนี้ไม่ได้เปิดไฟ มีแค่แสงสลัวจากชั้นล่างที่ทำให้พอมองเห็นว่าเป็นชั้นเก็บของรก ๆ ผมไม่อยากเดินเข้าไปลึกมากเพราะกลัวว่าจะเผลอทำอะไรหล่นแตกเข้า เลยยืนอยู่ตรงราวบันได เอาแขนเท้าราวไว้แล้วมองลงไปด้านล่างเพื่อดูต้นทางเผื่อเพื่อนเดินออกมา

              [ไอ้เด็กบ้า] พี่ชาร์ลีด่าแบบเขิน ๆ

              “เด็กบ้าของคุณนั่นล่ะ” ผมหยอดกลับ หัวใจพองโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรื่องคาใจคลี่คลาย ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาสักพักละ ดีเป็นบ้าเลย

              อึก !

              ผมสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ ๆ ก็มีมือเอื้อมมือปิดปากผมจากทางด้านหลัง มือถือผมร่วงลงไปชั้นล่าง และก็ถูกคนปริศนาใช้แขนรัดคอก่อนจะลากลึกเข้าไปในโซนเก็บของ

              ใครกัน !?

 

………………………………………………………………..

 

เนื่องจากปัจจุบันคนเขียนเปิดเทอมแล้ว และมีเรียนสี่วันแน่ะ งือ ขอเว้นวันพุธนี้หน่อยนะครับ อาจารย์สั่งงานรัว ๆ เลย เจอกัน EP. 15 วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #10 อชลินญ์ (@wal_5678) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 18:48

    มีความรู้สึกว่าพักเจอผีหลายรอบแต่เจ้าตัวไม่รู้ตัว


    ....หรือไม่ใช่ผีหว่า ไม่รู้อ่ะ ไม่ใช่ผีก็บุคคลน่าสงสัยนั่นแหล่ะ


    โรงเรียนนี้มีคนตายเยอะจัด หรือว่าจริงๆแล้วนี่มันฆาตกรรมต่อเนื่อง?!

    #10
    0