มาร(รัก)ร้าย [YUZHOU]

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    2 ก.พ. 60

มาร(รัก)ร้าย

FAN-FICTION : HUANG JINGYU + XU WEIZHOU
แรม 11 ค่ำ


ตอนที่ 1

ภาพตึกสูงระฟ้า การจราจรที่ค่อนข้างแออัด และผู้คนที่เดินขวักไขว่จนไหล่ชนกัน ล้วนเป็นภาพที่ชินตาของผู้คนในเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้

 

ชายหนุ่มหน้าสวยนั่งหันหน้าออกมองด้านนอกจากชั้นยี่สิบหกของหนึ่งในตึกสูงใจกลางเมืองที่ทั้งเจริญรุ่งเรืองแต่ก็สับสนวุ่นวาย มองเลยออกไปไม่ไกลเท่าไหร่ก็จะมองเห็นหอไข่มุกอันเลื่องชื่อ และตึกเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า

 

มือเรียวถือดินสอเคาะไปมาเบาๆ กับโต๊ะทำงานที่ค่อนข้างกว้างขวางอย่างกำลังใช้ความคิดแม้จะถึงเวลาเลิกงานแล้วก็ตาม เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาใช้ห้องทำงานในวันนี้ต่างทยอยกลับจนกระทั่งเหลือเพียงเจ้าตัวคนเดียวที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เพียงลำพัง

 

นั่งจมอยู่ในความคิดของตัวเองได้เพียงไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกเปิดเข้ามาโดยถือวิสาสะ

 

"เสี่ยวโจวยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ" ผู้ที่เปิดเข้ามาคือ หวงเจียเล่อ ประธานบริษัทโมเดลลิ่งชื่อดังของเซี่ยงไฮ้และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นชั้นนำของจีน หนุ่มสาววัยรุ่นและวัยทำงานใครที่ไม่รู้จักเสื้อผ้าของแบรนด์นี้ถือว่าเชยแหลก

 

"ก็ว่าเดี๋ยวจะกลับแล้วแหละครับ"

 

"พี่ก็บอกแล้วว่าทำที่บ้านก็ได้ ไม่รู้จะหอบมาทำไมให้มันเหนื่อย"

 

"นานๆ ทีเลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานบ้างน่ะครับ" สวี่เว่ยโจวตอบเจ้านายหนุ่มหล่อด้วยรอยยิ้มจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปากข้างซ้าย

 

ผู้มาเยือนส่งยิ้มตอบให้หนุ่มร่างโปร่งบาง หนุ่มหน้าหวานคนนี้เป็นดีไซเนอร์ให้กับบริษัท ทุกชุดที่เว่ยโจวออกแบบมามักจะได้รับความนิยมติดหนึ่งในห้าอันดับสูงสุดอยู่เสมอ

 

นอกจากมีความสามารถทางด้านการออกแบบแล้ว เว่ยโจวยังมีความสามารถทางด้านการถ่ายรูปชนิดหาตัวจับได้ยากทีเดียว เสียแต่ว่าเจ้าตัวไม่ค่อยนิยมถ่ายรูปคนสักเท่าไหร่ เพราะเบื่อกับความวุ่นวายของมนุษย์ ก็เลยเมินสรีระสวยๆ ของนางแบบไปหมกมุ่นกับทะเล แม่น้ำ ทุ่งหญ้า และป่าไม้แทน

 

เจียเล่อมักจะบ่นเสมอว่าเสียดายฝีมือของอีกฝ่าย จึงพยายามชวนหนุ่มน่ารักคนนี้มาถ่ายรูปให้ที่สตูดิโออยู่บ่อยๆ แต่นานครั้งคนถูกชวนถึงจะตอบตกลง

 

"จะอยู่ต่อก็อย่าให้ดึกมากนักล่ะ แค่จะเข้ามาบอกว่า วันนี้พี่จะขอยืมตัวเสี่ยวเฉิงไปดินเนอร์เป็นเพื่อนหน่อย"

 

"ตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมก็จะกลับแล้วเหมือนกัน"

 

"ถ้าอย่างนั้นไปพร้อมกันเลยสิ ไปกินข้าวด้วยกันก่อน"

 

"ไม่เป็นก้างดีกว่าครับ วันนี้ผมนัดเพื่อนไว้ตอนค่ำพอดี" เว่ยโจวแซวบอสหนุ่มเบาๆ อย่างอารมณ์ดี

 

"เพื่อนจริงหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ ถ้าพรุ่งนี้เข้าบริษัทก็เจอกัน"

 

"ครับ" ลูกน้องหนุ่มหน้าหวานผู้ควบควบตำแหน่ง น้องแฟน ตอบรับและยิ้มน่ารักส่งให้ เจียเล่อวางมือลงไปบ่าของอีกฝ่ายและตบเบาๆ สองครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

เมื่อเจ้านายหนุ่มเดินพ้นจากประตู หนุ่มหน้าสวยก็หันสายตาไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนัง พบว่าใกล้ถึงเวลานัดของตัวเองแล้วเหมือนกัน พอเห็นอย่างนั้นมือเรียวก็เก็บของเข้ากระเป๋าสะพายใบใหญ่ก่อนจะออกจากห้องทำงานบ้าง

 

 

 

สวี่เว่ยโจวรู้ดีเรื่องที่หวงเจียเล่อและพี่ชายของตัวเองเป็นมากกว่าเจ้านายกับเลขาฯ ที่รู้ใจกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นทั้งสองคนจะวางตัวนิ่งๆ ไม่ได้แสดงออกมากมายนัก มีแค่ไม่กี่คนที่รับรู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่บอสหนุ่มหล่อคนนี้ให้ความสนิทสนมกับเขามากเป็นพิเศษ

 

แม้อีกฝ่ายจะแทนตัวเองว่าพี่ และแสดงออกถึงความสนิทสนมอย่างไม่แคร์ใคร แต่เว่ยโจวก็ไม่ได้ใช้ความสนิทสนมนั้นมาเกี่ยวข้องกับเรื่องงานแต่อย่างใด ยังคงให้ความเคารพอีกฝ่ายในฐานะเจ้านายอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

 

ตั้งแต่เริ่มคบกับหลิวเจี้ยนเฉิงลูกพี่ลูกน้องของเขาใหม่ๆ เจียเล่อเคยเล่าให้ฟังว่าครอบครัวของอีกฝ่ายมีด้วยกันสี่คนคือ เจียเล่อ แม่ น้องสาวคนกลาง แล้วก็น้องชายคนเล็กอีกคน แต่เว่ยโจวไม่เคยเห็นทุกคนมาก่อน เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานที่บริษัทนี้

 

แม่ของเจียเล่อตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว ส่วนน้องสาวของอีกฝ่ายนั้นได้ข่าวว่าทำธุรกิจร้านดอกไม้ของตัวเอง ส่วนน้องชายคนเล็กตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่ปักกิ่ง

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าคนที่บ้านตระกูลหวงรู้เรื่องคนรักของเจียเล่อเข้าจะมีปัญหาอะไรตามมารึเปล่า ก็ลูกชายที่ทั้งหน้าตาดีและรวยมากของตัวเอง ดันมาเป็นแฟนกับพี่ของเขาซึ่งเป็นผู้ชาย ฐานะก็จัดอยู่ในส่วนของชนชั้นธรรมดาสามัญไป ไม่ใช่พวกตระกูลไฮโซเหมือนกันกับอีกฝ่าย

 

 

 

 

"ไง...โจวโจว มาเย็นเชียวนะ" เสียงหลินซานทักดังมาจากด้านหลังบาร์ ก่อนจะเดินยิ้มร่าออกมาหาเพื่อนหนุ่มหล่อพร้อมด้วยน้ำอะไรสักอย่างสีชมพูออกส้มสองแก้วในมือ

 

เมื่อมาถึงโต๊ะที่สวี่เว่ยโจวนั่ง เจ้าของร้านซึ่งเป็นสาวสวยอารมณ์ดีก็วางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าเพื่อนของตัวเอง

 

"อะไรเนี่ยหลินซาน มีแอลกอฮอล์รึเปล่า" เว่ยโจวก้มลงมองดูใกล้ๆ ก่อนจะดมกลิ่น และก็พบว่าไอ้น้ำสีแปลกๆ ของเพื่อนสาวคนสนิทนั้นมีกลิ่นหอมน่ากินชะมัด แต่ก็ยังไม่วายถามเพื่อความแน่ใจ เพราะตัวเองไม่ค่อยจะถูกกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สักเท่าไหร่ เหตุผลง่ายๆ ก็คือเขาคออ่อนมากนั่นแหละ

 

"เป็นค็อกเทลสูตรใหม่ของฉันเอง ปกติต้องมีวิสกี้นิดหน่อย แต่เพื่อนายเลยโนแอลกอฮอล์" หลินซานบอกอย่างรู้ทัน หนุ่มหน้าหวานจึงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหยิบขึ้นมาจิบ

 

"เป็นไง" เพื่อนสาวสวยถามอย่างลุ้นสุดตัว

 

"อร่อยดี หอมและก็ออกหวานอมเปรี้ยว กำลังดีเลยละ"

 

"คิดแล้วว่านายต้องชอบ อย่างนี้ก็ผ่าน พรุ่งนี้ฉันจะใส่เป็นเมนูแนะนำของร้าน ว่าแต่วันนี้จะกินอะไรดี"

 

"อะไรก็ได้ที่ทำง่ายและไว โคตรหิวเลย วันนี้ใช้พลังงานทางความคิดเยอะจนสมองฉันจะออกมาบินข้างนอกอยู่แล้ว"

 

"ถ้าอย่างนั้นเป็นสปาเกตตีครีมซอสก็แล้วกัน ไวด้วย” จบคำของเพื่อนสนิท เว่ยโจวก็พยักหน้าทันที ส่วนเจ้าของร้านก็เดินหายเข้าไปหลังร้าน แต่เพียงครู่เดียวก็กลับออกมา เมื่อถึงโต๊ะก็พบว่าเพื่อนหนุ่มของตัวเองกำลังนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางทำหน้าครุ่นคิด

 

 

 

"เป็นอะไรรึเปล่าพ่อหนุ่มน้อยหน้าหวาน" สิ้นคำถามนั่นทำให้ พ่อหนุ่มน้อยหน้าหวานหันไปค้อนใส่คนถามเล็กน้อย ก็เขาไม่ชอบให้ใครมาย้ำปมด้อย แม้คนอื่นจะเห็นว่าการที่ผู้ชายที่ชื่อสวี่เว่ยโจวมีหน้าตาบ้องแบ๊วแบบนี้มันน่ารักน่าเอ็นดูก็ตาม

 

"แค่กังวลเรื่องพี่เจี้ยนเฉิงนิดหน่อยน่ะ"

 

"เรื่องที่เขาจะเปิดตัวกับครอบครัวเพื่อเตรียมจะแต่งงานน่ะหรือ ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง เขาคบกันมานานแล้วเหมือนกันนี่"

 

"แค่เกือบสองปีเอง แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงที่ว่านานหรือไม่นาน"

 

“อ้าว แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ เขาก็รักกันดีไม่ใช่เรอะ”

 

“ก็รักกันดี แต่ฉันกังวลเรื่องอายุ และสถานภาพของพวกเขาน่ะ อีกอย่างเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่เลยนะ เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ประเทศนี้”

 

“ทำไมอ่ะ พี่ชายนายเด็กกว่าแล้วไง ส่วนเรื่องฐานะพี่เจี้ยนเฉิงสุดหล่อของฉันก็ไม่ใช่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินสักหน่อย คนสมัยนี้เขาไม่คิดมากกันแล้วย่ะ”

 

“แต่ฉันคิดโว้ย เธอลองคิดดูสิ การเปิดตัวคู่รักชายกับชายนี่มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนนะ มันมีคนในครอบครัวด้วย นี่ขนาดวางแผนจะแต่งงานกัน ถ้าฝั่งนั้นเขารับพี่ชายฉันไม่ได้ก็จบกันพอดี”

 

“โอ๊ย โจวโจว นายจะคิดมากเกินไปแล้ว พี่เจี้ยนเฉิงเขาจะไปพบญาติแฟน ไม่ใช่นายนะยะ”

 

“ฉันแอบได้ยินคนในบริษัทพูดกันว่า คนบ้านตระกูลหวงโคตรหวงลูกชายเลยนะสิ สงสัยเพราะแบบนี้มั้งตั้งแต่คบกันมาบอสถึงไม่เคยพาพี่ชายฉันไปบ้านเลย แล้วนี่อยู่ดีๆ ก็จะมาเปิดตัวว่าคบกันเป็นแฟน แถมมีแพลนจะแต่งงานกันด้วย อีกฝ่ายจะคิดยังไง ถ้าเขาหวงลูกชายกันอย่างที่เล่าลือ นอกจากงานแต่งมันจะล่มแล้ว เขาจะไม่กีดกันแถมเอาด้วยหรือไง”

 

“แหม จะอะไรกันนักหนา ก็คนเขารักกันไปแล้วนี่ ถ้าคนบ้านนั้นเขาเห็นว่ารักกันจริงคงไม่ว่าอะไรหรอก”

 

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ แล้วร้านเธออ่ะ ช่วงนี้ไปได้สวยเลยสิ ลูกค้าเยอะทุกวัน”  เว่ยโจวไม่ลืมถามถึงธุรกิจร้านอาหารกึ่งบาร์ของเพื่อนสนิทด้วย

 

“ก็ดีทีเดียว แต่รู้สึกเมนูยอดนิยมจะเป็นอาหารที่นายชอบทั้งนั้นเลยโจวโจว”

 

“ฮ่าๆ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เธอคิดว่าฉันเป็นใครกันล่ะ” จากนั้นทั้งสองคนก็นั่งทานมื้อค่ำและคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกมากแล้ว คนเข้าร้านค่อนข้างเยอะ เพื่อนเขาต้องช่วยลูกน้องทำงาน เว่ยโจวจึงได้ขอตัวกลับบ้าน

 

 

 

หลังจากเปิดประตูเดินเข้าไปในบ้านก็พบว่านอกจากรองเท้าของพี่ชายแล้ว ยังมีรองเท้าผู้ชายอีกคู่ถอดวางอยู่คู่กัน นั่นทำให้รู้ว่าทั้งสองคนมาถึงบ้านก่อนแล้ว ความคิดที่จะเข้าไปคุยกับพี่ชายเรื่องนายแบบของคอลเลกชั่นใหม่จึงเปลี่ยนไป ร่างโปร่งบางเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องของตนเองที่ตรงข้ามกับห้องของพี่ชาย

 

เพียงแค่หยุดนิ่งก็ต้องหน้าแดงและรีบไขกุญแจมือไม้สั่น ก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าห้องและพยายามปิดประตูอย่างเบามือที่สุด

 

ที่หน้าแดงก็เพราะเสียงครางเบาๆ ของทั้งสองคนที่ดังเล็ดลอดออกมาจากช่องประตูด้านล่างที่ประตูไม่ได้สนิทแนบกับพื้นนัก คงเพราะไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเร็วขนาดนี้สองคนนั้นก็เลย ....

 

'บ้า' คนที่พึ่งจะสงบจิตใจได้ด่าตัวเองออกมาเบาๆ ก่อนที่จะรีบเปิดคอมพิวเตอร์และเปิดเพลงโดยเลือกที่จะเล่นเพลงเหล่านั้นผ่านชุดหูฟัง เพื่อจะได้ไม่รบกวนห้องตรงข้าม และเปิดรูปที่ไปถ่ายภาพวิวคราวที่แล้วออกมานั่งเลือกดูทีละภาพอย่างใจเย็น

 

 

 

"อาทิตย์หน้าทำตัวให้ว่างนะเสี่ยวเฉิง" เจียเล่อบอกอย่างอารมณ์ดีขณะที่ยังกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขน

 

"มีงานอะไรด่วนรึเปล่าครับ หรือว่าจะไปไหน"

 

"ก็จิ่งอวี๋เรียนจบแล้วจะกลับมาอยู่เซี่ยงไฮ้แล้วนะสิ เลยว่าจะชวนไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านสักหน่อย ที่ผ่านมาเวลาคุยกันเรื่องนี้กันทีไร เธอบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปพบครอบครัวฉันทุกครั้ง ซึ่งฉันไม่เคยขัดใจเธอเลยสักครั้ง คราวนี้อย่าปฏิเสธเลยนะ"

 

"แต่ว่า...นั่นคุณควรจะอยู่กับน้องชายและครอบครัวมากกว่านะครับ อย่าชวนคนนอกไปเลย อีกอย่างผมก็เป็นผู้ชาย ไม่คิดว่าพวกเขาจะยอมรับเรื่องของเราได้หรอก" คนที่ได้ฟังอย่างนั้นได้แต่ถอนหายใจเบาๆ

 

"เธอไม่ใช่คนนอกสักหน่อย ฉันบอกคนที่บ้านแล้วว่ามีคนรัก และก็บอกแล้วว่าเป็นผู้ชายด้วย แม้ว่าแม่จะดูตกใจไปบ้างแต่ก็ไม่เห็นเขาว่าอะไร เธอเป็นคนดีนะ คนอื่นๆ ที่บ้านฉันก็ไม่ใช่พวกหัวเก่าและยึดติดอะไรมากนัก พวกเขาคงยอมรับเธอและเรื่องของเราสองคนได้ไม่ยากหรอก" เมื่อจบประโยคคราวนี้กลับเป็นเจี้ยนเฉิงซะเองที่ถอนหายใจ

 

"ก็หวังให้เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าถ้าจะให้ไปปุบปับนี่มันกะทันหันไปนะครับ ผมขอเวลาอีกสักหน่อยได้ไหมครับ เอาไว้เดือนหน้าค่อยไปพบพวกเขา บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมกลัว”

 

“ก็ได้ครับ แต่ต้องเดือนหน้าจริงๆ นะ ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับเรา ฉันจะแยกออกมาอยู่กับเธอ เพราะฉันไม่ยอมให้เธอทิ้งฉันไปแน่ๆ ”

 

“ผมไม่ได้จะทิ้งคุณสักหน่อย ว่าแต่นี่ก็ดึกแล้ว คุณทำไมยังไม่กลับบ้านตัวเองสักทีล่ะครับเนี่ย"

 

"ไม่กลับ วันนี้หนาวจะตาย ฉันกลับออกไปไม่ไหวหรอก นอนกอดเธอแบบนี้ดีกว่า" คนตัวโตกว่าบ่นหนาวทั้งที่ในห้องนั้นเปิดฮีทเตอร์อุ่นจนเกือบจะร้อนด้วยซ้ำ

 

"แต่เดี๋ยวโจวโจวจะกลับมาแล้วนะครับ" เจี้ยนเฉิงดุเบาๆ เมื่อเห็นว่ามือไม้ของอีกฝ่ายเริ่มซุกซนอีกแล้ว

 

"รายนั้นเขากลับมาตั้งนานแล้ว"

 

"อะไรนะครับ!! แล้วทำไมไม่บอกกันบ้าง" เพียงเท่านั้น เจ้าของบ้านคนพี่ก็ต่อว่าอีกฝ่ายอย่างตกใจ

 

"ถ้าบอก...เธอก็ให้หยุดนะสิ ใครจะยอมกันเล่า" ร่างสูงบอกอย่างเจ้าเล่ห์และก็เริ่มจู่โจมคนรักของตัวเองอีกครั้ง โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของคนตัวเล็กกว่าแต่อย่างใด

 

 

 

เช้าวันต่อมาสวี่เว่ยโจวตื่นตอนเช้าตามความเคยชิน แต่เจ้าตัวคงตื่นสายไปกว่าอีกสองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้วแน่นอน

 

"อรุณสวัสดิ์ครับทั้งสองคน"

 

"ตื่นแล้วเหรอ วันนี้เข้าบริษัทไหมเว่ยโจว พี่จะได้รอไปพร้อมกัน" เจียเล่อถามเมื่อเห็นหนุ่มหน้าหวานเดินเข้ามาในครัว แม้ว่าจะดูออกว่าอาบน้ำแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังอยู่ในชุดกางเกงขาสั้น

 

"วันนี้ไม่ไปหรอกฮะ ว่าจะไปเดินเล่นหาไอเดียดีๆ สักหน่อย เดี๋ยวก็ต้องโปรโมทคอลเลกชั่นใหม่แล้ว"

 

"ขยันอีกตามเคยนะ แต่เดือนหน้าต้องสละเวลาให้พี่หน่อยละกัน มีเรื่องสำคัญมากกว่างานรออยู่"

 

"เรื่องอะไรหรือครับ" เว่ยโจวทำหน้างงเล็กน้อย เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เป็นปริศนาของอีกฝ่าย ขณะที่เจี้ยนเฉิงลุกจากที่นั่งไปทำอะไรสักอย่างที่โต๊ะด้านหลัง

 

"จิ่งอวี๋จะกลับมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้แล้วน่ะ เลยว่าจะชวนไปกินข้าวด้วยกันสักหน่อย อ๋อ..หวงจิ่งอวี๋น่ะเป็นน้องชายของพี่เอง ลูกหลงน่ะก็เลยอายุห่างกันจนแทบจะเป็นลูกชายพี่ได้อยู่แล้ว ที่เคยเล่าให้ฟังว่าเรียนอยู่ที่ปักกิ่งไง ตอนนี้เขาเรียนจบแล้ว" เจียเล่อคลายความสงสัยให้ เมื่อเห็นว่ายิ่งพูดไปคิ้วเข้มของคนฟังก็ยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้น

 

"น้องชายจะกลับมาหรือครับ" เจ้าของบ้านคนน้องทวนคำเบาๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าพี่ชายเล็กน้อย และก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที

 

"พี่เจี้ยนเฉิงมีอะไรกินบ้าง โจวหิวแล้ว" เป็นจังหวะเดียวกับที่คนถูกถามเดินถือจานใหญ่ใบหนึ่งมาวางตรงหน้าของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง

 

"วันนี้มีของโปรดนายทั้งนั้นแหละ ขนมปัง แฮม ไข่ดาว โจวโจวเอาโกโก้ไหม"

 

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง พวกพี่ไปทำงานกันเถอะครับ เจ้านายเข้าสายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ" คนอายุน้อยที่สุดในบ้านไล่ยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าทั้งเจ้านายและพี่ชายจัดการมื้อเช้าของตัวเองกันเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

หลังจากที่ทั้งสองคนออกไป เว่ยโจวก็นั่งคิดไปด้วยเกี่ยวกับครอบครัวของเจียเล่อ เขาเองก็ไม่เคยเจอซะด้วย ท่าทางน้องเล็กของอีกฝ่ายคงอายุน้อยกว่าเขาสักสองสามปี เพราะพึ่งจะจบมหาวิทยาลัย ส่วนน้องสาวของบ้านตระกูลหวงนั้นเขาไม่กล้าเดาอายุ เพราะเอาเข้าจริงๆ เขาก็ไม่รู้อายุที่แท้จริงของเจ้านายตัวเองด้วยซ้ำ ก็มันเรื่องส่วนตัวนี่ แค่รู้วันเกิดก็พอแล้ว อายุจริงนี่คงไม่กล้าไปถามหรอก แต่โดยรวมแล้วคงอายุไม่น่าจะเกินสามสิบห้าหรอกมั้ง หรือเกินไปก็ไม่น่าจะกี่ปี เพราะหน้ายังเด็กอยู่เลย แต่ที่เขาเดาว่าอายุสามสิบปลายๆ ก็เพราะเจียเล่อบอกว่าอายุมากกว่าน้องชายคนเล็กหลายปีนั่นแหละ

 

ถ้าถามตามจริงแล้วเขาไม่อยากเจอครอบครัวอีกฝ่ายเท่าไหร่ เพราะความจริงเขากับหลิวเจี้ยนเฉิงก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกันเท่านั้น แต่ที่สนิทสนมและอาศัยอยู่ด้วยกันแค่สองคนก็เพราะว่าเหลือกันเพียงแค่นี้ คนอื่นๆ ในครอบครัวของเขาและเจี้ยนเฉิงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุในคราวเดียวกัน พอจะมีญาติอยู่บ้างแต่ก็อยู่ห่างไกลกันมาก พวกเขาเลยอยู่ด้วยกันสองคนมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนเขาเรียนอยู่มัธยมปลายปีสุดท้าย

 

และก็ได้พี่ชายคนนี้ที่ผลักดันและส่งเสียให้เขาเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งที่ใจจริงเว่ยโจวไม่อยากเรียนต่อ แต่อยากหางานทำมากกว่า ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าพวกเขาสองคนสนิทสนม และรักกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆ บางคู่เสียอีก

 

 

 

ส่วนที่ปักกิ่งคนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังอ่านเมล์ที่ได้รับจากผู้เป็นพี่สาวและพี่ชายพลางใช้ความคิด ตั้งแต่ที่พี่ชายคนโตของเขาบอกว่ามีคนรักแล้ว และยังเป็นผู้ชายเหมือนกันด้วย นั่นทำให้จิ่งอวี๋ค่อนข้างช็อกไม่น้อย จะว่ารับได้ก็รับได้ แต่จะว่ารับไม่ได้ก็รับไม่ได้

 

ที่ว่ารับได้ก็เพราะว่าเขาก็มีเพื่อนที่เป็นแบบนี้ และพวกนั้นก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน อีกอย่างสังคมสมัยนี้ถือว่าเปิดกว้างกว่าเมื่อก่อนมากพอสมควร

 

ที่ว่ารับไม่ได้ก็เพราะตกใจมากกว่า แม้ว่าจิ่งอวี๋จะไม่ได้รู้สึกรังเกียจคนที่มีรสนิยมแบบนั้น แต่ไม่คิดว่ามันจะมาเกิดกับพี่ชายเขานะสิ ยิ่งหลังจากที่อีกฝ่ายยอมรับว่าคบผู้ชายก็มักมีเรื่องของคนคนนั้นวนเวียนเข้ามาให้อ่านในเมล์อยู่เสมอ ดูก็รู้ว่าท่าทางพี่ชายของเขาจะหลงรักผู้ชายคนนั้นมากเอาการ

 

ที่เขากังวลก็เพราะว่า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรักพี่ชายของเขาจริงๆ หรือเปล่า เพราะแม่มักจะบ่นให้ฟังเสมอว่าตั้งแต่เจียเล่อบอกว่ามีแฟนมาปีกว่าเกือบจะสองปี จนถึงตอนนี้ทั้งแม่เขาและพี่สาวที่อาศัยอยู่ด้วยกันที่เซี่ยงไฮ้ยังไม่เคยได้เห็นหน้าแฟนหนุ่มของพี่ชายเลย

 

คนเราถ้ารักกันจริง แถมยอมรับว่าเป็นแฟนกันแล้ว ใจคอจะไม่มารู้จักครอบครัวอีกฝ่ายกันบ้างเลยหรือไง ไม่ใช่พี่ชายเขาไปถูกหลอกเข้าหรอกนะ ได้ข่าวว่าอีกฝ่ายเด็กกว่าหลายปีอยู่ด้วย

 

เพราะอยากจะกลับไปเจอหน้าว่าที่พี่สะใภ้เร็วๆ ทำให้จิ่งอวี๋เลื่อนเที่ยวบินกลับมาเซี่ยงไฮ้เร็วกว่าเดิมเป็นอาทิตย์ กะว่าจะแอบตามไปสืบก่อนสักหน่อยว่าแฟนของพี่ชายเขาหน้าตาเป็นยังไง นิสัยเป็นแบบไหน พี่ชายเขาถึงได้รักจริงรักจังถึงขั้นคิดจะแต่งงานกัน แต่เท่าที่ได้ยินมาก็ติดตรงที่ฝ่ายนั้นยังไม่ยอมแต่งด้วยนี่แหละ

 

ซึ่งเรื่องนี้บอกเลยว่า ถ้านิสัยไม่โอเค หรือคิดจะมาหลอกพี่ชายเขาจริงๆ ละก็ ยังไงเขาต้องขัดขวางสุดชีวิตแน่ๆ คอยดูก็แล้วกัน 'เดี๋ยวได้รู้กันแน่ๆ ว่าที่พี่สะใภ้'

 

 

 

"น้องชายของบอสนายจะกลับมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้เหรอ ทีนี้เขาก็เลยจะรวมญาติกัน โดยลากนายไปร่วมวงสินะ" หลินซานถามอย่างนึกสนุก เมื่อได้ยินคำบอกว่าจากปากเพื่อนว่าถูกชวนไปร่วมทานข้าวภายในครอบครัวของว่าที่พี่เขยของอีกฝ่าย

 

"เอาเข้าจริงๆ ฉันไม่อยากไปนะ แต่ถ้าไม่ไปคงสงสารพี่เจี้ยนเฉิงแย่เลยถ้าต้องไปคนเดียว ฉันดูออกว่าเขากังวลเรื่องนี้มาก"

 

"นั่นสิ แต่จะว่าไปพี่เจียเล่อบอกว่าอายุมากกว่าน้องชายจนเกือบจะเป็นพ่อลูกกันได้ เขาก็ยังดูไม่แก่เลยนี่นา พี่เขาอายุเท่าไหร่นะ"

 

"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" คำตอบของเพื่อนหนุ่มหน้าหวานทำเอาเจ้าของร้านสาวสวยขมวดคิ้ว ก่อนจะก้มลงมากระซิบพอได้ยินกันสองคน

 

"ทำไมนายไม่รู้ล่ะโจวโจว นั่นมันแฟนพี่ชายนายนะยะ"

 

"ก็ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของพวกเขาสองคนนี่"

 

"โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันยุ่งเรื่องส่วนตัวของนายแทนก็แล้วกัน เมื่อไหร่นายจะมีแฟนสักทีเนี่ย" อยู่ๆ หลินซานก็เปลี่ยนคำถามมาที่เพื่อนสนิท แถมเป็นคำถามที่สวี่เว่ยโจวไม่อยากได้ยินเป็นที่สุด

 

"พอเลยยัยบ้า ถ้าเธอจะพูดเรื่องนี้ละก็"

 

"แหม..หนุ่มๆ สาวๆ บนโลกนี้ไม่ได้เลวร้ายแบบที่นายเจอมาทุกคนหรอกน่า" หลินซานพูดไปหัวเราะไปอย่าสนุกสนาน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง

 

เว่ยโจวถูกรุ่นพี่ผู้ชายเอกเดียวกันมอมเหล้าระหว่างที่ไปงานเลี้ยงรับน้องใหม่แล้วพาเข้าโรงแรม ดีที่คนคออ่อนยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง ตะเกียกตะกายหนีเอาตัวรอดออกมาได้ซะก่อน แล้วก็โทรให้เธอไปรับออกมาจากที่หลบภัย ซึ่งก็เป็นสวนแถวๆ ข้างโรมแรมนั่นแหละ เกือบโดนผู้ชายลากไปพรากพรหมจรรย์ซะแล้วไหมล่ะเพื่อนเธอ

 

ตั้งแต่นั้นมาเว่ยโจวก็พยายามเอาชีวิตเข้าไปพัวพันกับแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะไปสังสรรค์กับเพื่อนชายหรือหญิง หมอนี่จะไม่ค่อยตกลงไปด้วยบ่อยนัก และส่วนมากจะไปเป็นกลุ่มใหญ่และจะต้องมีเธอไปเป็นไม้กันหมาด้วยเสมอ

 

กับคนที่ไม่สนิทมากจริงๆ เว่ยโจวจะไม่ยอมไปไหนมาไหนเป็นการส่วนตัวด้วยเด็ดขาด ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เพื่อนผู้ชายที่เว่ยโจวยอมไปไหนมาไหนด้วยก็มีนับคนได้ ส่วนผู้หญิงก็เห็นจะมีแค่เธอคนเดียวนี่แหละที่อีกฝ่ายยินยอมสนิทชิดเชื้อ และไปไหนมาไหนกันตามลำพังแบบเต็มอกเต็มใจ

 

ส่วนที่ตอนนี้ยังไม่ยอมคบสาวคนไหนทั้งที่ถูกขายขนมจีบออกจะบ่อยเพราะว่าหน้าตาดี ก็เพราะว่าเว่ยโจวเคยอกหักมาแล้วสองครั้ง เลยค่อนข้างระวังตัวในการที่จะรักใครสักคน ทำให้ตอนนี้เพื่อนหนุ่มสุดหล่อของเธอที่อายุปาเข้าไปตั้งยี่สิบสี่...ยังโสดสนิท

 

"พี่จงเหวินก็น่าสนใจนะ เดี๋ยวนี้เวลาเจอฉันยังถามถึงนายทุกครั้งเลย" เจ้าของร้านสาวสวยยังคงขุดเรื่องสมัยมัธยมปลายที่เพื่อนหนุ่มโดนรุ่นพี่ซึ่งเป็นผู้ชายตามจีบมาแซวอย่างต่อเนื่อง ที่ไม่ธรรมดาก็คือ พี่จงเหวินนี่ทั้งหล่อและรวย

 

"ถึงหน้าตาจะเป็นแบบนี้แต่ฉันเป็นผู้ชายนะโว้ย แมนด้วย" สวี่เว่ยโจวเถียงเพื่อน

 

"แต่ก็เกือบถูกผู้ชาย....ละนะ" หลินซานไม่ยอมพูดออกมาว่าเว่ยโจวเกือบถูกผู้ชายทำอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็รู้ดี

 

"ฉันไม่ขำนะหลินซาน" คนโสดเริ่มหน้าบูดเมื่อเพื่อนสาวยังไม่เลิกแซว ก็เพราะตอนมัธยมปลายเขาตัวเล็กกว่านี้ แถมตาโตไม่พอ หน้ายังหวานอีก ก็เลยมักจะเจอเรื่องอะไรที่ผู้ชายปกติเขาไม่ค่อยเจอกันอยู่บ่อยๆ

 

 

 

ที่เจ้าตัวจำได้ไม่ลืมเลยมีสองเรื่องคือ หนึ่งมีคนสองคนต่อยตีกันเพื่อแย่งจีบตัวเอง และเรื่องที่สองน่าสยองมาก เพราะเขาถูกรุ่นพี่เข้าไปลวนลามในห้องพยาบาลขณะที่เขานอนพักอยู่เพราะปวดท้อง ดีที่หลินซานเข้าไปเจอเข้าซะก่อน

 

ไม่อยากคิดเลยถ้าวันนั้นเพื่อนสาวของเขาไม่เอาข้าวกลางวันไปให้ เขาคงได้เสียความบริสุทธิ์ให้ผู้ชายแน่นอน

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของทั้งสองเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก็คือ ทั้งสองคดี จำเลยล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองในอดีตทำให้เว่ยโจวค่อนข้างระวังตัวกับผู้ชายที่มีท่าทางสำอางผิดปกติ หรือมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เสมอ

 

ส่วนกับผู้หญิง เขาเคยอกหักมาสองครั้ง เพราะรักมากมันก็เลยเจ็บมาก ทรมานมากเสียจนเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองทนผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหล่านั้นมันมาได้ยังไง จนถึงวันนี้เขาเข็ดจนแทบจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นกลัวความรักไปเลย

 

แม้ว่าจะมีทั้งสาวสวยหนุ่มหล่อหลายคนวนเวียนมาขายขนมจีบอยู่บ่อยๆ แต่หนุ่มหน้าหวานสุดแมนก็ยังไม่ยอมซื้อขนมจีบใครสักที

 

"ถ้าไปบอกใครว่า เพื่อนของฉันที่น่ารักขนาดนี้ยังเวอร์จิ้นอยู่ ต้องมีคนเชื่อแน่ๆ เลย เพราะลุคนายดูใสซื้อใสซื่อ"

 

"โห...ปาก ฉันเสียไปตั้งแต่แฟนสาวคนแรกแล้วโว้ย" เว่ยโจวดุเพื่อนเบาๆ พลางหันมองโต๊ะรอบข้าง ดีที่ไม่ได้มีใครสนใจพวกเขาสองคน

 

"โอ๋ๆ ไม่ล้อแล้ว เดี๋ยวไปเอาของดีมาง้อ" เจ้าของร้านบอกเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มจะอาละวาด ก่อนที่จะลุกขึ้นไปที่หลังบาร์ และเพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมกับค็อกเทลสองแก้ว หนุ่มหน้าหวานดูก็รู้ว่าเป็นแบบเดียวกับที่อีกฝ่ายเคยให้เขาชิมเมื่อสองวันก่อน เมื่อแก้วถูกวางลงตรงหน้า คนงอนก็ยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวแทบหมดแก้ว

 

"รสชาติมันแปลกๆ ว่ะหลินซาน วันนี้ออกขมๆ ยังไงก็ไม่รู้ เธอทำผิดสูตรหรือเปล่าเนี่ย"

 

"ไม่ผิดหรอก วันนี้ต้นตำรับเป๊ะ ก็เลยมีวิสกี้ด้วย" จบคำของเพื่อนสาว เว่ยโจวก็หันไปทำขึงตาใส่คนพูดทันที

 

"เอาน่า นานๆ ทีจะเป็นไรไป อีกอย่างถึงนายเมา ฉันก็ไม่ลากนายเข้าโรงแรมหรอก ฮ่าๆ "

 

"ฉันเกลียดเธอ" เว่ยโจวดุให้อีกรอบ ก่อนที่ทั้งสองคนจะยิ้มให้กันและพากันหัวเราะออกมาในที่สุด

 

TO  BE  CON….

เดี๋ยวตอนหน้าเขาก็เจอกันแหละ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น