ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9 คนร่วมชายคา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 157
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    27 ธ.ค. 59

ตอนที่ 9 คนร่วมชายคา

 

“เป็นอะไรของมึงวะโจวโจว หน้างอเป็นจวัก เมื่อวานทะเลาะกับเสี่ยวเม่ยหรือไง” พูดแบบนี้ไม่มีใครหรอกครับ สวยมากแต่ปากหมาประจำกลุ่ม เจอหน้าก็เห่าแช่งกันแต่เช้า ส่วนเสี่ยวเม่ยที่พูดถึงก็แฟนผมเองแหละ ว่าที่ครู

 

“เปล่า” ผมตอบสั้นๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์จะเถียงกับถิงถิงเท่าไหร่

 

“ถ้าอย่างนั้นหลินเพ่ยแน่เลย” อ่า..หลินเพ่ยนี่ก็แฟนผมเหมือนกันอ่ะ แหะๆ ผมไม่ได้เจ้าชู้นะ เพียงแต่ว่าน้องเขาน่ารักเกินห้ามใจ

 

“กูไม่ได้ทะเลาะกับแฟนคนไหนทั้งนั้น” ผมบอกอย่างตัดรำคาญ ไม่อย่างนั้นถิงถิงมันคงยกรายชื่อแฟนผมขึ้นมาถามจนครบครึ่งโหลแน่

 

“เสี่ยวหมิง มึงทำอะไรสุดที่รักของกูแล้วไม่รับผิดชอบเหรอ” เมื่อเห็นว่าไม่ใช่แฟนสาวที่ทำให้ผมนั่งซึมกะทือเก็บปากเก็บคำอยู่แบบนี้ ถิงถิงเลยหันมาเล่นพวกเดียวกันเอง

 

“มึงนี่มั่วตลอดนะถิงถิง รอคู่นั้นมาก่อนเดี๋ยวค่อยเล่าทีเดียว” เพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยมต้นของผมพูดแล้วก็หัวเราะเบาๆ ทำเอาถิงถิงยิ่งสงสัย แต่ก็พอดีกับที่เจียงหลงและซื่ออิงกลับมาสมทบจนครบแก๊ง ไม่อย่างนั้นผมว่าเจิ้งเสี่ยวหมิงคงเหลือทิ้งไว้ในโลกนี้เพียงแค่ชื่อ เพราะมันมีสิทธิ์ตายด้วยฝ่ามืออรหันต์ของถิงถิงศิษย์เส้าหลินได้โดยง่าย เพื่อนสาวผมมือหนักมากขอบอก

 

“อ้าว โจวโจว ทำไมทำหน้าแบบนั้นวะ แสดงว่าเมื่อเช้ามีใครมาดักจีบมึงแหงเลย นี่ขนาดไม่ใช่วันที่ เดือน หรือวันที่ 14 กุมภาพันธ์นะเนี่ย” เจียหลงเปิดปากคำแรกก็วอนหาตีน (หมายเหตุ ชีซี 七夕 หรือวันแห่งความรักจีน ตรงกับวันแรม ค่ำเดือน ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ตามตำนานของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ถือเป็นวันวาเลนไทน์จีน ส่วนวันที่ 14 กุมภาก็ตามที่รู้จักกัน วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักสากล)

 

“ถึงไม่ใช่กูก็ว่าใกล้เคียงที่สุดแล้วว่ะ” เสี่ยวหมิงพูดก่อนจะหัวเราะเมื่อเจอผมค้อนเข้าไป ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มเล่าต่ออย่างออกรส

 

“กางเกงในมันหายอีกแล้วนะสิ” พอพ่อเดือนข้างแรมพูดจบทั้งกลุ่มผมก็พร้อมใจกันปล่อยฮา โดยไม่สนว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะมอง(แล้วคงคิดด้วยว่าพวกมันบ้า)แต่อย่างใด

 

แรกๆ ผมก็อายนะที่พวกเพื่อนรู้ พวกห่านี่แม่งชอบแซว แต่ตอนนี้อายจนด้าน เพราะกางเกงในผมหายโคตรจะบ่อย ไม่รู้ว่าไอ้คนสอยมันจะเอาไปทำบ้าอะไร กางเกงในตัวหนึ่งไม่ใช่หยวนสองหยวน

 

“ย้ายหอเหอะโจวโจว เชื่อกู” เสี่ยวหมิงบอกผมอย่างเป็นห่วง แม้มันจะยังไม่หยุดหัวเราะก็เถอะ

 

“รอบนี้ไม่ใช่กางเกงในหายอย่างเดียว เงินหายด้วยตั้งสามพันหยวน เว่ยหลางเกอเกออุตส่าห์ให้พิเศษมาเพื่อให้กูไปเที่ยวที่ไหหลำกับพวกมึงเสาร์นี้ด้วย เซ็งเลย” ผมบ่นเบาๆ ทำเอาทั้งกลุ่มหันมามองเป็นตาเดียว ซึ่งวันเสาร์ที่จะถึงนี้พวกผมกะจะไปเที่ยวทะเลกัน หลังจากนี้ถ้ามีเวลาว่างพวกผมจะเริ่มติวหนังสือกันอย่างจริงจัง(เห็นไหมครับว่าพวกผมน่ะเด็กดี๊เด็กดี ถึงสมาชิกกลุ่มนี้จะออกแนวขี้เมากันไปหน่อยก็เถอะ)

 

“อะไรนะ!! ปกติมึงแค่โดนสอยกางเกงในอย่างเดียวไม่ใช่เหรอวะ” เจียหลงถาม

 

“คราวนี้แม่งมีคนแอบเข้าห้องกู สงสัยประตูบานเลื่อนข้างหลังมันไม่ค่อยดีอ่ะ แล้วก็อยู่ชั้นสองฝั่งด้านหลังที่คนไม่ค่อยจะเดินผ่านอีก”

 

“แล้วโจวโจวแจ้งความหรือยัง” ซื่ออิงถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตอนแรกมันจะหัวเราะเสียงดังไม่รักษาภาพกุลสตรีตามคนอื่นไปด้วยก็เถอะ

 

“เรียบร้อยแล้ว เมื่อวานเลิกเรียนกลับไปเจอก็จัดการเลย”

 

“ถ้าเป็นแบบนี้นะมึงย้ายเลย กูเห็นด้วยกับเสี่ยงหมิง ย้ายให้ไวด้วยเดี๋ยวช่วยดูห้อง หรือจะย้ายไปอยู่กับกู”

 

“มาชวนโจวโจวมันต่อหน้าต่อตาซื่ออิงแบบนี้ เดี๋ยวแฟนมึงก็คิดมากหรอกเจียหลง ทำอะไรก็เกรงใจซื่ออิงมันบ้าง” ถิงถิงแซวยิ้มๆ แต่มึงดูเวลาบ้างไอ้ถิงถิง กูกำลังเครียดนะเนี่ย

 

“ไปอยู่คอนโดฯ กับกูก็ได้นะ แค่ให้มึงย้ายเหอะ ถ้าไม่ย้ายนะกูจะบอกเว่ยเทียนเกอเกอ ไม่เอาๆ บอกเว่ยหลางหรือเว่ยซื่อเกอเกอดีกว่า เห็นผลทันตาแน่” เสี่ยวหมิงยกบรรดาพี่ชายผมมาอ้าง เพราะมันก็รู้จักพี่ๆ ผม แถมค่อนข้างสนิทกับพี่ๆ ผมมากพอสมควร เพราะตอนขึ้นมัธยมปลายมันแทบจะกินนอนอยู่บ้านผมอยู่แล้ว

 

“ให้ด่วนด้วย ถ้าไม่เห็นแก่ที่พวกกูเป็นห่วงมึง ก็เห็นแก่เงินค่ากางเกงในที่มึงซื้อมาบ้าง ตัวหนึ่งไม่ใช่หยวนสองหยวน หายแทบทุกอาทิตย์อย่างนี้ก็ไม่ไหวนะกูว่า คิดดูสิว่ารวมกันแล้วเป็นเงินกี่หยวน” เจียหลงเอาเรื่องเซนซิทีฟของผมขึ้นมาอ้างอิง

 

ซึ่งก็เรื่องจริงเพราะว่าผมยังหาเงินเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ แม้ว่าทางบ้านจัดว่าฐานะทางการเงินไม่ได้เดือดร้อนแต่ก็ไม่อยากให้มันสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

 

ทุกวันนี้พนักงานที่ร้านขายชุดชั้นในชายเจ้าประจำเขาจำหน้าผมได้กันทั้งร้านแล้ว ก็เล่นไปซื้อบ่อยซะขนาดนั้น บางทีเดินเข้าไปไม่ต้องอ้าปากบอกสีบอกไซส์พนักงานก็ถามว่า รับกี่ตัวดีคะ’ อายเขาไหมล่ะ

 

“เออ ย้ายอยู่แล้ว ไม่ต้องเสือกไปฟ้องพี่กูเลยเดี๋ยวก็วุ่นวายอีก ยิ่งตอนนี้เว่ยหลางเกอเกอมาเซี่ยงไฮ้บ่อยอยู่ด้วยนะยิ่งไปใหญ่ ตั้งแต่อยู่หอนี้มาซื้อกางเกงในจะครบสิบโหลแล้วมั้ง หายแทบทุกอาทิตย์ ตากไว้เป็นไม่ได้ไอ้ห่านี่แม่งสอยของกูตลอด จะเอาตากในห้องก็กลัวเชื้อราจะถามหาคันตายห่าอีก” ผมพูดจบเพื่อนๆ ก็พากันหัวเราะอีกครั้ง

 

 

 

 

เราเข้าห้องเรียนกันตามปกติ แต่วันพุธและวันศุกร์ก็ยังคงเป็นการเรียนวิชาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่ไม่น่าประทับใจอย่างรุนแรงของผมอยู่เหมือนเดิม ถึงคนสอนจะขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของพี่เว่ยหลางและเข้ากับทุกคนในชั้นเรียนและคนที่บ้านผมได้ดีเว่อร์

 

แม้จะสอนได้เข้าใจดีแต่อาจารย์จำเป็นคนนี้ดูจะไปด้วยกันกับผมไม่ได้เอาเสียเลย เวลาสอนก็จะต้องมีสายตากวนประสาทส่งมาให้อยู่บ่อยๆ อยากให้พี่เว่ยหลางเลิกคบกับหมอนี่ชะมัด ผู้ชายอะไรกวนตีนเป็นบ้า น่าเหยียบให้ตายจริงๆ

 

 

 

 

เพราะคิดว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ก็จะปิดเทอมแล้วผมเลยยังไม่ได้บอกพี่ๆ เรื่องจะย้ายหอ รอให้ปิดเทอมค่อยหาห้องใหม่ทีเดียวไปเลยน่าจะดีกว่า ตอนนี้ต้องเริ่มอ่านหนังสือกันแล้วด้วย(ผมถือคติเริ่มก่อนได้เปรียบอีกเช่นกัน ไปอ่านใกล้ๆ ใครจะไปอ่านทันครับตั้งหลายวิชา) เหนื่อยๆ กลับห้องใครจะมีอารมณ์มาขนของอีก

 

“โจวโจว ทำไมมึงไม่ย้ายหอสักทีวะ ถ้าไม่ย้ายหอย้ายห้องก็ยังดี เอาที่มันปลอดภัยกว่านี้อ่ะ” เมื่อผมกลับจากไปหาว่านถิง(แฟนสาวของผมอีกคน)ที่ตึกคณะอักษรศาสตร์ก็ถูกเสี่ยวหมิงซักไซ้ทันที

 

“เออ กูเห็นด้วยกับเสี่ยวหมิง กลัวว่าวันหนึ่งนอนหลับอยู่ดีๆ จะมีคนย่องมาปล้ำมึง เสียทั้งตัวทั้งกางเกงในเลยนะโว้ย” เจียหลงรีบสนับสนุน ดีที่แฟนมันกับถิงถิงไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นคงมีตามมาอีกหลายเสียง

 

“ก็ว่าจะรอให้ปิดเทอมค่อยย้ายทีเดียว เออน่า ไม่เป็นไรหรอก กูเป็นผู้ชายนะโว้ย” ผมบอกเมื่อเห็นว่าเพื่อนๆ ของผมทำท่าคิดมากกันไปเอง

 

“เออ มึงไม่เห็นเหรอผู้ชายที่เขาตัวใหญ่กว่ามึง แล้วเขายังมีผัวได้อ่ะ” เสี่ยวหมิงยังไม่ยอมแพ้

 

“รู้แล้ว พวกมึงคิดว่าจะมีใครอยากมาปล้ำกูนักหรือไง ห่าพวกนี้”

 

“เอออออออออ” คราวนี้สองหนุ่มหล่อประสานเสียงลากยาวอย่างน่าเตะ

 

“กวนตีน” ด่าตัดบทสั้นๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋ามาสะพายเมื่อเห็นว่าซื่ออิงและถิงถิงเดินมาที่โต๊ะของเรา วันนี้วันศุกร์พวกผมตกลงกันว่าจะไปติวที่คอนโดฯ เสี่ยวหมิง เพราะว่าห้องมันกว้างสุดแล้วก็ทำเลดี ใกล้ร้านสะดวกซื้อ แถมมีร้านอาหารขายจนดึกอยู่ไม่ไกลด้วย

 

เมื่อครบแก๊งก็อาศัยรถยนต์ฟรีคนขับดีกรีเดือนคณะ ติวเสร็จเที่ยงคืนก็แยกย้ายโดยมีราชรถคันเดิมไปส่งสาวๆ และผมตามลำดับ คือความจริงผมก็นอนห้องมันได้แหละแต่ว่าไม่ค่อยชอบนอนแปลกที่เท่าไหร่ นอนห้องตัวเองมันหลับสบายกว่า จะกรนจะดิ้นสามร้อยหกสิบองศาขาพาดหัวเตียงยังไงก็ได้

 

 

 

 

วันเสาร์ตอนสายจัดผมจำใจตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ อันนี้หงุดหงิดแต่โทษใครไม่ได้เสือกลืมปิดเสียงเอง เอื้อมมือไปควานหาหยิบเบอร์ขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นเบอร์พี่เว่ยหลางก็เลยยอมกดรับสายแบบงัวเงีย คือปกติถ้าไม่ใช่คนที่บ้านผมไม่รับอ่ะครับ

 

[ถ้าตื่นแล้วก็อาบน้ำรอพี่ อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงพี่จะไปถึงหอ แค่นี้ครับ] อูย เสียงโหดมาเชียวพี่ชายผม จะมาทำอะไรจะพาไปไหนไม่มีบอกกล่าว แต่ถ้ามาสั้นๆ นิ่งๆ แบบนี้ ขอบอกเลยครับว่าอย่าหือ...แต่ขออีกสิบนาทีเหอะ ง่วงโคตรๆ ว่าแต่พี่เว่ยหลางกลับมาจากปักกิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่นี่

 

ไม่เกินชั่วโมงจริงๆ ที่ประตูห้องผมถูกเคาะสองสามครั้งแต่ดังหนักแน่นดีเหลือเกิน รีบเดินมาเปิดประตูทั้งที่ยังอยู่ในชุดผ้าขนหนูพันเอวแค่ผืนเดียวเพราะพึ่งจะอาบน้ำเสร็จ ส่วนพี่ชายสุดหล่อของผมมาถึงก็ไม่พูดไม่จาเดินไปเปิดประตูหลังห้อง เปิดปิดอยู่สองสามครั้งแล้วก็ก้มๆ เงยๆ เหมือนจะมองหาอะไรสักอย่าง

 

“เกอเกอหาอะไร” ผมถามอย่างสงสัย มือก็ถือผ้าขนหนูเช็ดผมเปียกของตัวเองไปด้วย

 

“มีอะไรจะบอกพี่ไหม” อีกฝ่ายหันมาสบตาถามเสียงเรียบ เข้มเกิ๊น!!!!!

 

“อะไรอ่ะ” ผมถามกลับอย่างงงๆ ช่วงนี้เป็นเด็กดีตลอด ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ

 

“เมื่อเช้าเสี่ยวหมิงโทรไปหาพี่” โอเค..ผมรู้แล้วว่าพี่เว่ยหลางโกรธอะไร ไอ้เสี่ยวหมิงนี่มันปากไม่มีหูรูดจริงๆ

 

“รีบแต่งตัวเดี๋ยวไปกินข้าวกัน แล้วจะพาไปดูห้องใหม่ พี่จะไปแจ้งย้ายออกรอข้างล่าง” พูดจบพี่ชายผมก็พาตัวสูงๆ เดินปลิวหายไปอย่างว่องไว ใครไม่เคยเห็นฮิตเลอร์เวอร์ชันจีนมาดูได้ครับ เห็นหน้าตาหล่อๆ แบบนี้แต่ดุโคตร แถมเผด็จการสุดๆ ฮือ ผมขี้เกียจย้ายอ่ะ อีกอย่างแถวนี้มันก็ใกล้มหาวิทยาลัยดีด้วย

 

 

 

 

สารถีสุดหล่อพร้อมด้วยราชรถสีขาวพาผมออกจากหอตอนเกือบเที่ยง ดูท่าทางเจ้าตัวจะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อเห็นว่าผมไม่ขัดใจ จากนั้นก็เข้าสู่โหมดตบจูบแล้วลูบหลังเหมือนเดิม

 

“หิวหรือยัง กินข้าวก่อนหรือว่าจะไปดูห้องก่อนดีครับ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่หรอก”

 

“โจวยังไม่ค่อยหิว ไปดูห้องก่อนก็ได้ครับ” ผมตอบพลางกดไล่หาเพลงฟังไปเรื่อยเปื่อย เจอพี่เว่ยหลางพูดเอาใจผมก็หือไม่ขึ้นหรอก ยอมตลอด

 

ตึกที่พี่ชายคนรองพามาเป็นคอนโดมิเนียมพึ่งสร้างเสร็จเปิดใหม่ไม่นาน ใหญ่โตแถมหรูหราไม่เบา ส่วนราคาก็แค่แปดหลักเท่านั้นเอง จิ๊บๆ (ประชดครับ) จะให้ผมเช่าอยู่ที่นี่จริงๆ ดิ พี่ชายผมใจป้ำเกินไปแล้ว

 

จอดรถเรียบร้อยก็พาผมขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นสิบเอ็ด ออกจากลิฟต์ก็เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่งก่อนที่พี่เว่ยหลางจะกดกริ่ง แบบนี้สงสัยจะไม่ได้พาผมมาเช่าอยู่ ท่าทางคงจะแวะมาหาใครมากกว่า

 

อย่าบอกนะว่าคุณสวี่เว่ยหลางแอบมีแฟนทิ้งไว้ที่นี่ เมื่อประตูเปิดออกจนเห็นหน้าคนด้านในผมก็ยืนเอ๋อไปนิดหน่อย ชักรู้สึกถึงลางสังหรณ์อันน่ากลัวอย่างไรก็ไม่รู้สิครับ

 

 

 

 

“แล้วจะขนของมาวันนี้เลยหรือเปล่า” คนที่เปิดประตูให้ผมกับพี่ชายถามทำเอาผมหันไปมองหน้าพี่เว่ยหลาง ของ’ ที่ว่าจะขนนี่ หวังว่าคงจะไม่ใช่ของผมหรอกนะ

 

“ก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ อาจจะเย็นๆ ถ้าไม่ทันก็พรุ่งนี้ โจวโจวอยู่ห้องโน้นนะ ห้องนั้นของจิ่งอวี๋เกอเกอเขา” พี่เว่ยหลางบอกผม ก่อนจะชี้มือไปยังห้องฝั่งขวาและที่อยู่ทางซ้ายตามลำดับ

 

“ห๊ะ!! อย่าบอกนะว่าเกอเกอจะให้โจวอยู่ที่นี่”

 

“อยากให้บอกว่าไม่ใช่เหรอ” เสียงเข้มมาอีกแล้ว แต่สวี่เว่ยโจวคนนี้จะสู้ตาย เพราะเรื่องนี้ยังไงก็ยอมไม่ได้

 

“โจวไม่อยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอ อยู่หอเดิมมันใกล้ดีอยู่แล้วที่นี่มันไกลอ่ะ เดี๋ยวขอเขาย้ายห้องเอาก็ได้...นะครับ” ผมเริ่มใช้มารยาเพราะว่าใช้ไม้นี้กับพี่ๆ ทีไร ทุกคนใจอ่อนกับผมหมดแหละครับ หุหุ

 

“ไม่ได้ครับ พี่บอกพ่อกับแม่แล้วว่าจะให้โจวโจวมาอยู่ที่นี่กับจิ่งอวี๋ และแม่เห็นด้วยกับพี่มาก ส่วนเว่ยซื่อเห็นด้วยสุดๆ ” โห..มัดมือชกกันแบบไม่ทันตั้งตัว ฟ้องพ่อกับแม่เรียบร้อย

 

ผมเลยหันไปสบตากับคนที่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะญาติดีกัน ขอให้หมอนี่ช่วยปฏิเสธแบบชัดๆ เน้นๆ เพราะเราสองคนก็ไม่ค่อยจะกินเส้นกันสักเท่าไรนัก หุๆ บอกสิว่าไม่ได้ ไม่ให้อยู่ บอกเลย พูดมา

 

“นี่ครับกุญแจ” คนตัวสูงกว่าพี่เว่ยหลางนิดหน่อยพูดจบก็ส่งยิ้ม(แอบกวนตีน)มาให้ พลางยื่นกุญแจบ้านให้ผมชุดหนึ่ง หนอย..ไอ้พี่จิ่งอวี๋ ไอ้ใจร้าย ผมเกลียดหมอนี่เป็นบ้าเลยว่ะ ไอ้ปลาวาฬเกยตื้น

 

“นายกินข้าวหรือยัง” พี่เว่ยหลางเลิกสนใจผมหันไปถามเพื่อนตัวเอง

 

“ยังเลย ตอนพึ่งอาบน้ำเสร็จนายก็โทรมาพอดี เลยนั่งรอก่อนน่ะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวออกไปกินพร้อมกันเลย ไปครับโจวโจว” พี่เว่ยหลางชวนเพื่อน ก่อนจะหันมาบอกผมให้ออกเดิน เจ้าของห้องส่งสายตาน่าล็อคคอโน้มลงเตะมาให้ผมก่อนจะก้าวตามมาเป็นคนสุดท้าย และผมได้ยินเสียงหัวเราะในคอเบาๆ ของมันจนผมต้องหันไปขึงตาใส่ ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้คุณวาฬ

 

 

 

 

ถึงรถได้ก็ย้ายตัวเองไปนั่งที่เบาะด้านหลังปล่อยให้เพื่อนพี่ชายนั่งด้านหน้าแทน สองคนก็คุยกันไปตั้งแต่ออกรถ ก็ไม่พ้นเรื่องการงานของพวกเขานั่นแหละ และพี่เว่ยหลางก็ลืมผมไปเลย จะงอนแล้วนะโว้ย

 

“โจวโจวอยากกินอะไรดีครับ” แค่คิดในใจเสียงเพราะๆ ของพี่ชายก็ถามมาทันที รู้ใจผมจริงๆ

 

“สเต็ก” ผมตอบแบบประหยัดถ้อยคำ ก่อนจะก้มลงคว้ามือถือของตัวเองออกมากดส่งข้อความผ่านโปรแกรมวีแชทสุดฮิต ผู้รับก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เจิ้งเสี่ยวหมิงเพื่อนสุดที่รักของผมนั่นเอง เพราะมัน..ผมเลยดวงตกต้องย้ายมาอยู่กับคู่แค้นอย่างไอ้พี่จิ่งอวี๋เลย ซวยจริงๆ

 

มึงนะ ทำกับกูได้ พี่เว่ยหลางมาแจ้งย้ายออกที่หอกูเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้

 

เพียงไม่นานวีแชทก็เด้งเตือน ผมรีบกดเข้าไปอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว

 

[ฮ่าๆ ก็ดีแล้ว ให้ย้ายตั้งนานไม่ย้ายเอง ช่วยไม่ได้ว่ะ แล้วย้ายไปอยู่ที่ไหน]

 

ไกลกว่าเดิมว่ะ ขี้เกียจตื่นเช้าเหี้ยๆ ’ จะไปบอกมันทำไมล่ะครับว่าผมถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่ที่ไหนกับใคร ถ้าเพื่อนๆ ผมรู้เข้าละก็ถูกแซวสามวันไม่จบแน่ โดยเฉพาะซื่ออิงกับถิงถิงสุดยอดสาววายแห่งปี

 

 

 

 

“เกอเกอ เดี๋ยวโจวกลับเลยนะ จะได้ไปเก็บของเตรียมย้ายตามคำสั่ง” ผมบอกประชดน้อยๆ หลังจากที่เรากินข้าวเสร็จ ยังไม่ทันได้เดินออกจากร้านอาหาร

 

“แล้วโจวโจวรู้ไหมครับว่าที่พี่สั่งก็เพราะเป็นห่วง” พอถูกพูดใส่แบบนี้ผมจะไปเถียงอะไรได้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเถียงชนะพี่เว่ยหลางอยู่แล้ว

 

“ไม่ต้องรีบกลับหรอก ของโจวไม่เยอะเท่าไหร่เก็บคืนนี้ก็ทัน พี่บอกจ้างคนและรถขนของไว้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะเข้าไปขนตอนสายๆ เดี๋ยวไปดูหนังกันนะครับ พี่จองตั๋วหนังไว้แล้วตอนที่เรากินข้าวกัน คิดว่าโจวโจวคงอยากดูหนังเรื่อง.....” แล้วผมก็ถูกพี่ชายหลอกล่อได้สำเร็จอีกตามเคย

 

แต่จะดีมากถ้าเป็นการดูหนังกันแค่สองคนพี่น้อง ไอ้พี่จิ่งอวี๋ทำไมมันไม่กลับๆ ไปซะ อยู่ให้รกหูรกตาผมจริงๆ

 

ระหว่างที่พี่ชายผมไปต่อแถวรับตั๋วหนัง ผมก็ไปซื้อเครื่องดื่มและป๊อปคอร์นรอ แต่ก็ไม่ได้จ่ายเงินหรอกครับเพราะเพื่อนพี่ชายผมเขาโชว์ป๋าจ่ายให้ ผมเลยแกล้งสั่งนั่น นี่ นู่น เยอะแยะไปหมด อยากจ่ายนักใช่ไหม จ่ายเสียให้สะใจนะพ่อคนมีอันจะกิน

 

“ถ้ากินหมดก็ไม่ว่าอะไรหรอก” เจ้ามือก้มลงมากระซิบข้างหูผมทั้งที่เราสองคนยังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ท่ามกลางสายตาของพนักงานบริการและลูกค้าตาดำๆ ที่ต่อแถวอยู่ด้านหลัง ตกเป็นเป้าสายตาโคตรๆ

 

แถมพนักงานสาวที่กำลังตัก ป๊อปคอร์นให้ก็มองผมกับเพื่อนพี่ชายแล้วก็อมยิ้ม ไม่รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าคิดเรื่องวายๆ เกย์ๆ ละก็ ผมบอกเลยว่าพี่เขาเข้าใจผิดไปไกลมาก

 

เมื่อของที่สั่งได้ครบผมก็หอบหิ้วออกมาจากหน้าเคาน์เตอร์เท่าที่ถือไหว ส่วนที่ล้นมือก็ปล่อยทิ้งไว้ให้คนข้างหลังจ่ายเงินแล้วถือตามมาทีหลัง จากนั้นก็ไปหาที่นั่งรอพี่เว่ยหลางมาสมทบ

 

 

 

 

 

“อยู่ที่นี่ห้ามเปิดทีวีเสียงดังรบกวนพี่จิ่งอวี๋ และที่ห้ามเด็ดขาดคือห้ามพาผู้หญิงมา เข้าใจนะครับ” สายๆ ของวันอาทิตย์หลังจากที่พนักงานรับจ้างขนของเข้ามาส่งที่คอนโดมิเนียมสุดหรูของไอ้พี่วาฬเรียบร้อยแล้ว พี่เว่ยหลางก็มาคุยกับผมถึงข้อห้ามเด็ดขาด โดยที่เจ้าของคอนโดฯ ที่ผมจำใจมาอาศัยอยู่ก็นั่งร่วมวง(และมองผม)อยู่ด้วยแต่ก็สงบปากสงบคำดี ขอให้เป็นอย่างนี้ไปตลอดเถอะ

 

“โจวก็ไม่เคยพาผู้หญิงเข้าห้องสักหน่อย”

 

“รู้ครับ แค่บอกไว้ก่อนเฉยๆ เดี๋ยวถ้าออฟฟิศพี่จิ่งอวี๋เปิดแล้ว วันไหนที่ลงมาทำงานที่เซี่ยงไฮ้ บางวันพี่อาจจะมานอนด้วย อยู่กับพี่จิ่งอวี๋เป็นเด็กดีนะครับ อย่าดื้อมากนักนะเรา”

 

“โจวไม่ดื้อเหอะ”

 

“แน่ใจนะครับว่าไม่ดื้อ” พี่เว่ยหลางถาม สายตาที่มองมาจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม กวนก็ไม่กวนเสียทีเดียว แบบ..ไม่รู้บอกไม่ถูก รู้แต่พี่ผมหล่อ ผมไม่ตอบอะไรได้แต่เงียบ แต่แอบขึงตาใส่คนที่นั่งกัดริมฝีปากแอบยิ้มอยู่ไม่ห่าง จะขยันยิ้มทำไมนัก ขัดตาโว้ย

 

“หิวหรือเปล่าครับ” พี่เว่ยหลางถามต่อเมื่อเห็นว่าผมเริ่ม(ดื้อ)เงียบ

 

“ยังไม่หิว โจวไปจัดของก่อนนะ” ผมไม่ได้ล่ำลาอะไรเพราะรู้ว่าพี่ชายยังคงต้องคุยกับคนที่แบ่งห้องกับผมต่ออีกแน่นอน เลยเลี่ยงเข้าไปจัดข้าวของของตัวเองที่ถูกแพ็คมาในกล่องเรียบร้อย

 

 

 

 

ทีแรกขัดใจมากที่รู้ว่าคนที่บ้านบังคับให้ผมย้ายมาอยู่กับใคร แต่พอได้เห็นห้องนอนของผมในวันนี้ รู้สึกดีขึ้นมาจิ๊ดหนึ่งก็ได้

 

ห้องสวยมากครับ เตียงหกฟุตแบบเมากลับมาก็ไม่ต้องกลัวกลิ้งตก แถมพี่ชายยังสมนาคุณด้วยเครื่องนอนชุดใหม่พร้อมหมอนนุ่มใบใหญ่และหมอนข้างอีกอย่างละสองใบ โอเคหายงอนพี่เว่ยหลางอีกหน่อยนึงก็แล้วกัน

 

เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินทำให้ห้องดูโล่งมีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ มีโต๊ะให้ผมทำการบ้านด้วย เสียอยู่อย่างเดียวคือห้องน้ำมันอยู่ด้านนอกอ่ะ ห้องเจ้าของบ้านถึงจะมีห้องน้ำในตัว แต่ก็เอาเถอะอยู่ฟรี อ่า..ถ้าเอาการเก็บของไว้ทีหลังแล้วทดลองใช้เตียงใหม่ก่อนจะเป็นอะไรไหมอ่าครับ เห็นแล้วง่วงขึ้นมาตงิดๆ แฮะ

 

“โจวโจวครับ กลางวันอยากกินอะไร” พี่เว่ยหลางชะโงกหน้าเข้ามาถามเมื่อเห็นว่าผมเปิดประตูค้างไว้

 

“วันนี้โจวกินอะไรก็ได้” ผมบอกอย่างอารมณ์ดี รู้สึกเกลียดตัวเองนิดๆ ที่พอเขาเอาใจก็ถูกหลอกล่อได้ง่ายเหมือนเด็กๆ เลย

 

“อย่างนั้นถ้าทำเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่เรียกนะครับ จัดของไปก่อนแล้วกัน” พี่ชายผมบอกก่อนจะถอยออกไป ผมก็นั่งรื้อหนังสือออกมาเรียงใส่ชั้นหนังสืออย่างเรียบร้อย(หนังสือเรียนก็เยอะ หนังสืออ่านเล่นกับการ์ตูนก็แยะ)เสื้อผ้าเอาแขวนเข้าตู้ รองเท้าเดี๋ยวเอาไปใส่ชั้นหน้าบ้าน ดีที่ผมมีของไม่มากนัก ส่วนทีวีเครื่องเก่าก็ให้พี่เว่ยหลางเอากลับบ้าน เพราะที่นี่มีทีวีจอแบนติดผนังขนาดสี่สิบนิ้วให้ผมเพลิดเพลินบันเทิงใจแล้ว

 

“ตายห่า..จะไปจ้างรีดผ้าที่ไหนวะ เดี๋ยวต้องถามเกอเกอ” ลืมไปเสียสนิท นี่คือปัญหาระดับชาติเลยนะครับ คือซักผ้าน่ะไม่เท่าไหร่(แอบเห็นมีเครื่องซักผ้าอยู่แล้ว) แต่การรีดผ้านี่สามารถทำให้สวี่เว่ยโจวคนนี้ลงแดงหรือชักกระตุกจนข้อเกร็งตายได้ขอบอก ผมขี้เกียจรีดผ้าสุดๆ อ่ะ แต่เสื้อชุดนักศึกษาถ้าออกมาจากเครื่องซักผ้าแล้วไม่ผ่านการรีด สภาพผู้สวมใส่จะดูหมดหล่อไปเลยซึ่งผมยอมไม่ได้ ยังไม่ทันจะได้เดินออกไปถามพี่ชายเสียงมือถือผมก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ใครผมก็ลืมความตั้งใจเดิมทันที

 

 

 

 

“สวัสดีครับคนสวย”

 

“ไม่ได้ปากหวานนะ โจวพูดจริง นี่ก็กำลังคิดถึงเสี่ยวเม่ยพอดีเลย แสดงว่าเราใจตรงกันนะ” ผมหยอดไปตามสาย แล้วกระโดดขึ้นเตียงทดสอบสปริงว่าใช้งานได้ดีไหม โดยที่นอนหงายหันปลายเท้าทางหัวเตียง และศีรษะไปทางประตูห้อง

 

“ช่วงนี้โจวไม่ค่อยได้ไปหาเพราะว่ายุ่งเรื่องเตรียมสอบครับ คิดถึงเค้าละสิ”

 

“อยากเจอเหมือนกันครับ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ตอนบ่ายๆ เสี่ยวเม่ยว่างไหม ไปกินไอศกรีมกัน” ผมรีบเอาอกเอาใจเมื่อแฟนสาวเริ่มตัดพ้อมาตามสาย เพราะช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาให้ ไหนจะต้องติวเตรียมสอบ ไหนจะต้องคอยสับราง(เอ่อ..อันหลังนี่สาหัสพอดูครับ)

 

“ถ้าอย่างนั้นสักบ่ายสามโมงเย็นดีไหม กินไอศกรีมเสร็จก็ดูหนังกันต่อ แล้วเดี๋ยวโจวไปส่งที่หอ”

 

“วันนี้ไม่ได้ติวครับ มีเวลาให้เสี่ยวเม่ยทั้งคืนเลยถ้าอยากได้”

 

“ถ้าอย่างนั้นบ่ายสามโมงเจอกันนะ แล้วก็ไม่ต้องแต่งตัวสวยมากนะครับ มีแฟนสวยแล้วเดี๋ยวคนอื่นมอง หวง” ผมบอกเรียกเสียงหัวเราะจากปลายสายก่อนจะวางไป

 

“กินข้าว” เสียงทุ้มที่ยังไม่คุ้นหูดีนักดังขึ้นห้วนๆ สั้นๆ ที่หน้าประตูก่อนที่คนพูดจะหมุนตัวเดินออกไป แถมหน้านี่หงิกอย่างกับไปโกรธใครมา คนอะไรวะไม่มีมารยาทไม่รู้ว่ามาแอบฟังผมคุยกับแฟนนานแค่ไหน แต่นะ..เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเพราะผมเริ่มหิว

 

เดินตามออกไปด้านนอกที่โต๊ะกินข้าวมีอาหารที่กำลังร้อนๆ ควันฉุยวางอยู่ อย่าให้ผมร่ายรายการเลยเดี๋ยวคุณผู้อ่านจะหิวกันเสียเปล่าๆ พอนั่งลงครบคนพี่รันก็ตักข้าวให้

 

“เกอเกอ เดี๋ยวโจวทำให้เองดีกว่า” ผมรีบอาสาและทำท่าจะลุกขึ้นยืนตักข้าวให้พี่เว่ยหลาง

 

“รอกินเถอะเราน่ะ พี่กลัวว่าให้นายตักจะไม่ได้กินข้าวนะสิ เข็ดกับร้าน KFC คราวนั้นแล้ว” พี่เว่ยหลางพูดล้อผมยิ้มๆ ก่อนจะลงมือตักข้าวเอง ส่วนคนที่ทำตีขรึมไม่พูดไม่จาก็แอบทำหน้างงนิดหน่อย คงสงสัยสิว่าเกิดอะไรที่ร้าน KFC เชิญสงสัยต่อไปเถอะ ใครจะเล่าให้โง่

 

“นายก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นก็อย่าให้น้องฉันหยิบจับอะไรล่ะ” พี่ชายผมบอกเพื่อนขณะส่งจานข้าวให้อีกฝ่าย

 

“ทำไมวะ”

 

“ซุ่มซ่ามนะสิ คราวนั้นนะอยากกินไก่ฉันก็พาไปแล้วดันปล่อยให้น้องถือ สรุปคือต้องสั่งใหม่อีกรอบเพราะโจวโจว เขาสะดุดเท้าตัวเองเททิ้งเสียหมดหน้าตัก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เคยให้น้องฉันทำอะไรที่ท้าทายแบบนั้นอีกเลย” แล้วพี่เว่ยหลางก็ขายผมเรียบร้อย รักกันเหลือเกินจริงๆ พี่น้องบ้านผมเนี่ย ใครพลาดต้องเหยียบซ้ำ ฃ

 

คนฟังที่นั่งทำหน้าเป็นตูดมาก่อนหน้านี้เริ่มยิ้มออก แต่ไม่ต้องยิ้มมากเห็นแล้วกินข้าวไม่ลง หมั่นไส้มันว่ะ เฮอะ

 

“อันนั้นมันอุบัติเหตุเหอะ โจวไม่ได้ซุ่มซ่ามแบบนั้นสักหน่อยเกอเกออ่ะ” ผมโวยวายนิดๆ ก่อนจะรับจานข้าวจากมือพี่ชายแล้วพวกเราสามคนก็เริ่มลงมือ

 

วันนี้เป็นอาหารไทยครับ พี่ชายคนรองผมมีฝีมือทำอาหารแจ่มเลิศ ผมให้ความสนใจต้มยำกุ้งก่อนอันดับแรก

 

“ไม่ได้กินเสียนานแต่เกอเกอนี่ฝีมือไม่ตกเลยนะ เอ๊ะ..เหมือนจะอร่อยขึ้นด้วยอีกต่างหาก” ผมบอกหลังจากที่ชิมต้มยำกุ้งน้ำใส มีเห็ดและกุ้งตัวโตๆ สีส้มสดนอนแช่น้ำซุปอยู่

 

เมื่อผมพูดจบพี่ชายกับเพื่อนสนิทของเขาก็หันไปมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม แปลกๆ นะคู่นี้ อย่าบอกนะว่ามีอะไรๆ กันน่ะ แบบว่าตัวโตอย่างกับตึกกันทั้งคู่ผมดูไม่ออกว่าใครรุกใครรับอ่ะครับ สงสัยต้องไปถามถิงถิงกับซื่ออิง

 

“ผัดผักก็อร่อย” ผมบอกหลังจากที่ตักเจ้าก้านคะน้าต้นอวบที่นอนทอดกายอยู่ในน้ำมันหอยขึ้นมาชิม พี่เว่ยหลางนี่รู้ใจ เลือกมาแต่ต้นคะน้าและส่วนยอดเพราะว่าผมไม่ชอบกินใบมันน่ะครับ ขมจะตาย

 

“ยำวุ้นเส้นก็สุดยอด” คราวนี้ทั้งพี่ชายแล้วก็ไอ้พี่วาฬพากันหัวเราะ ผมไม่ได้ทำอะไรขายหน้าใช่ป่ะเนี่ย ขำกันอยู่ได้

 

“ไข่เจียวกุ้งสับนี่ก็แจ่มสุดๆ นี่ถ้าเกอเกอมาหาบ่อยๆ โจวต้องอ้วนเป็นหมูแน่เลย” ผมบ่นเบาๆ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดตักอาหารเข้าปาก

 

“คิดถึงไข่ตุ๋นจังเลยน้า” แม้ว่าจะมีอาหารเลิศรสอยู่บนโต๊ะตั้งสี่อย่างแต่ผมก็ยังไม่วายบ่นหาของโปรด (คือชอบกินตอนป่วย กับตอนเมาค้างน่ะครับ ร้อนๆ ลื่นๆ ไม่ต้องเคี้ยวมาก)

 

“ได้ยินไหมจิ่งอวี๋” พี่เว่ยหลางหันไปถามเพื่อนสนิท ทำไมต้องถาม อย่าบอกนะว่าคนทำกับข้าวไม่ใช่สุดยอดเชฟคุณชายสวี่เว่ยหลางน่ะ

 

“วันไหนว่างๆ ก็ตามนั้น” ห๊ะ!!!!!

 

“อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่เว่ยหลางเกอเกอไม่ได้ทำ”

 

“พี่ทำสิครับ” พี่เว่ยหลางตอบทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างโล่งใจที่ไม่ได้ไปเผลอชื่นชมศัตรูตัวฉกาจเข้า

 

“แต่ทำแค่ผัดผัก ส่วนที่เหลือน่ะคนนู้น” คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคนไหน ม่ายยยยย

 

ส่วน คนนู้น’ ของพี่เว่ยหลางก็ได้แต่ส่งยิ้ม(ที่ผมมองออกว่าโคตรกวนตีน)มาให้ คิดอยากรวบช้อนแต่ผมก็จำใจกินต่อเพราะว่ายังไม่อิ่ม ไม่ใช่เพราะอาหารมันอร่อยสักหน่อย ไม่ใช่จริงๆ นะครับ

 

“เกอเกอกลับตอนไหน ตอนบ่ายโจวไม่อยู่นะ จะออกไปข้างนอกกลับค่ำๆ เลย” ผมบอกหลังจากที่ช่วยเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยทำเอาเพื่อนพี่ชายหันมาจ้องหน้าผม อยากมีเรื่องหรือไงวะ รอพี่เว่ยหลางไม่อยู่ก่อนเดี๋ยวชายสวี่จัดให้ เฮอะ..ทำเป็นเข้ม

 

พี่ชายคนรองของผมกับเพื่อนสนิทของเขาคนนี้ ถ้าบอกว่าเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ผมก็จะเชื่อแล้วนะ ทั้งนิสัยและบุคลิกโคตรจะเหมือนกันเลย (แถมตัวสูงและหุ่นดีเหมือนกันอีก เจ็บใจว่ะครับ)

 

“กลับค่ำไม่ว่าแต่อย่ากลับดึกบ่อย แล้วก็อย่าเปิดทีวีเสียงดังกวนจิ่งอวี๋เกอเกอนะครับ”

 

“ครับผม” ผมบอกพลางทำท่าตะเบ๊ะให้แล้วรีบวิ่งกลับห้องตัวเองเพื่อหยิบรองเท้า ส่วนเสื้อผ้าก็ใส่ชุดเดิมได้ บอกแล้วว่าคนมันหล่อจะใส่อะไรก็ดูดี หยิบเสื้อแขนยาวในตู้เพิ่มอีกตัวเพราะในโรงหนังอากาศมันเย็นอ่ะครับ จากนั้นก็พร้อมไปลั้นลากับแฟนสาว วันหยุดนี่มันช่างมีค่าเสียนี่กระไร หุๆ แต่คืนนี้จะกลับดึกหรือเปล่ารับปากไม่ได้ ไปห้องแฟนทั้งที ใครจะอยากรีบกลับล่ะครับ จริงไหม

 

TO  BE  CONTINUE

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น