ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8 คำขอบคุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 ธ.ค. 59

นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้กวนประสาทใครแล้วรู้สึกสนุกขนาดนี้

 

เมื่อคืนเพราะรู้สึกว่ายังไม่ค่อยง่วงผมเลยลงมานั่งดูทีวีอยู่ด้านล่างนานมากพอสมควร กะว่าจะขึ้นไปนอนพอดีก็ดันมีคนย่องเข้ามาซะก่อน ทีแรกคิดว่าเป็นขโมยเลยรีบปิดไฟเหลือไว้แต่แสงจากทีวี แต่พอมองเห็นว่าคนด้านนอกมีกุญแจไขประตูผมเลยนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเพราะเดาได้ไม่ยาก ตัวบางๆ แบบนี้คงไม่มีใคร

 

ไอ้เด็กแสบเดินเป๋แทบจะเป็นคลานเข้ามาแล้ว แค่เห็นว่าพุ่งตรงเข้ามานึกว่าจะมาหาเรื่อง ที่ไหนล่ะมากระโดดนั่งตักผมเฉยเลย แถมซวนเซจะล้มไม่ล้ม ผมเลยต้องช่วยรั้งเอวไว้ไม่ให้อีกฝ่ายหงายหลังกลิ้งลงไปนอนกับพื้น

 

ตอนที่เว่ยโจวเขาเอาหน้ามาถูไถก็ได้กลิ่นเหล้าแถมกลิ่นบุหรี่จางๆ อีกด้วย เด็กบ้านี่มันชอบทำอะไรไม่เข้ากับหน้าตาเอาเสียเลย ทีแรกก็แปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายทำท่าญาติดีกับผม พอพูดออกมาถึงได้รู้ว่าคงเมามากจนแยกไม่ออกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือผมหรือเว่ยหลาง เพราะถ้ารู้ว่าเป็นผมแทนที่จะเข้ามานั่งตักและออดอ้อนจะกลายเป็นเข้ามาผลักแล้วชวนต่อยตีเสียมากกว่า น่าปล่อยให้กลิ้งตกลงไปนอนเล่นบนพื้นห้องอยู่เหมือนกันนะนี่

 

แต่แล้วพออีกคนทำท่าจะลุกผมเลยกอดไว้เพราะคิดอะไรสนุกๆ ออกขึ้นมาปุบปับ คว้ามือถือตัวเองมาถ่ายรูปคู่ตอนที่เขาออดอ้อนถูไถผมเก็บไว้ แกล้งผมเมื่อไหร่นะจะโดน หึหึ

 

จากนั้นก็ปิดทีวีแล้วอุ้มไอ้เด็กปากเสียนี่ขึ้นห้อง เพราะถ้าปล่อยให้คลานขึ้นไปเองท่าทางจะไม่ถึงห้องหรอกคืนนี้ จากที่เห็นผมว่าเขาตัวบางแล้วนะไม่คิดว่าจะตัวเบาขนาดนี้ด้วย กินนุ่นแทนข้าวหรือยังไงก็ไม่รู้ ดีที่ผมเคยเข้านอกออกในบ่อยจนพอจะรู้ว่าห้องใครอยู่ทางไหน

 

เวลาเมาเจ้าเด็กหน้าแมวนี่ก็ว่าง่ายน่ารักอยู่นะครับ บอกให้ทำอะไรก็ทำ พูดก็เพราะมากด้วย วางเจ้าของเตียงลงได้เจ้าตัวก็คลานไปควานหาอะไรสักอย่างก่อนจะกดจนได้ยินเสียงติ๊ดเบาๆ ผมถึงได้รู้ว่าเป็นรีโมตเครื่องปรับอากาศที่ในหน้าหนาวจะเปลี่ยนเป็นฮีทเตอร์ จากนั้นไอ้ตัวเล็กก็ลากผมไปนอนกอดก่ายเบียดซุกจนแนบชิด

 

ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเขาทำเอาผมอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมพี่ชายบ้านนี้เขาถึงโอ๋น้องเล็ก เอาอกเอาใจรักใคร่กันนัก คงเพราะหมอนี่น่ารักแบบนี้ละมั้ง หลังจากดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเราทั้งสองคนแล้วผมก็หลับตามคนที่นอนกอดตัวเองไป

 

ทีแรกกะว่าส่งน้องชายเพื่อนแล้วจะกลับไปนอนห้องพี่เว่ยเทียน แต่คิดไปคิดมานอนที่นี่ก็ไม่เลว คงได้แกล้งคนบ้างตอนตื่น อยากรู้จริงๆ ว่าหมอนี่จะทำหน้ายังไงตอนที่รู้ว่าคนที่อุ้มตัวเองมาไม่ใช่พี่ชายอย่างที่คิด

 

 

 

 

ตอนตื่นขึ้นมาก็มีเรื่องโวยวายกันไป อีกฝ่ายดูท่าจะแค้นเคืองผมน่าดู หึหึ นายยังรู้จักฉันน้อยไป แค่แกล้งแหย่นิดหน่อยก็ทำท่าโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง อืม..รูปในมือถือเก็บไว้ใช้ตอนจำเป็นดีกว่า รีบเอาออกมาเดี๋ยวหมดสนุก

 

ผมกลับเข้าห้องพี่เว่ยเทียนไปอาบน้ำแล้วก็ลงไปร่วมโต๊ะมื้อเช้ากับครอบครัวเพื่อนตามปกติเหมือนอย่างเวลามาอยู่บ้านนี้ทุกครั้ง มื้อเช้าผ่านพ้นไปโดยไม่มีเงาเตี้ยๆ ของใครมาสร้างความน่าเตะให้กวนใจเล่นช่างสุขดีแท้ชีวิตผม หลังจากแยกย้ายจากโต๊ะผมก็ไปนั่งรับลมที่ชิงช้าหน้าบ้านพร้อมแล็ปท็อปคู่ใจ ยังไม่ทันได้ทำงานทำการเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

 

“ว่าอย่างไรเกลอ” รับสายแบบด้วยการทักทายแบบไม่เป็นทางการ เมื่อเห็นว่าเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอไม่ใช่ใครอื่น

 

[เออ นายสบายดีสินะอีกฝ่ายถามมา ฟังจากน้ำเสียงแล้วท่าทางเพื่อนผมจะอารมณ์โคตรดี

 

“สบายดี ทำไมวะ มีอะไรหรือเปล่า” ผมรีบถามกลับอย่างกังวลนิดๆ ก็คุณชายฉู่เซิงมันเล่นทักมาแบบนี้

 

[ก็ไม่มี แค่ได้ยินเสียงดนตรีหวานๆ ผ่านมาทางสายก็เท่านั้น เลยคิดว่าเพื่อนน่าจะกำลังเจอเรื่องอะไรดีๆ น่ะ]

 

“แล้วทักมาเสียน่ากลัวเลย พอดีฉันมาพักบ้านเว่ยหลางน่ะ นายก็รู้ว่าบ้านนี้เขาเป็นครอบครัวใหญ่ คนเยอะครึกครื้นดี”

 

[นึกว่าได้เจอคนนั้นของนายแล้วถึงทำให้เพื่อนฉันเริงร่าขนาดนี้เสียอีก]

 

“จะมีเวลาที่ไหนไปหาเจอวะ ตั้งแต่ที่นายกับเว่ยหลางช่วยกันยุยงส่งเสริมให้ฉันมาช่วยสอนแทนพี่อี้หลง ฉันก็ไม่มีเวลาไปตามหาเนื้อคู่ผู้ลึกลับกับไพ่คิงข้าวหลามตัดของนายหรอก อย่างกับหาง่ายนักคนในประเทศจีนตั้งเกือบสองพันล้านคน” ผมประชดเพื่อนกลับไป มีอย่างที่ไหนจะบอกก็ไม่บอก ไม่อยากให้ผมรู้แต่ดันมาดูดวงให้ น่าเตะมันไหมล่ะครับ

 

[แน่ใจเหรอว่ายังไม่เจอจริงๆ น่ะ นายอยู่บ้านตระกูลสวี่ไม่ใช่เหรอ]

 

“หือ? ก็เพราะอยู่บ้านตระกูลสวี่นะสิถึงได้ไม่เจอ หรือว่านายรู้อะไรอีก” ลงได้พูดมาแบบนี้ไอ้คุณฉู่เซิงมันต้องรู้อะไรมากกว่าที่ผมคิดแน่นอน

 

[ฉันต้องไปแล้วว่ะ นัดลูกค้าไว้ แค่นี้นะครับคุณชายหวง อ้อ..บางทีอะไรหรือใคร อาจจะไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่นายคิดก็ได้นะ ลองมองอะไรใกล้ๆ ตัวบ้าง บายเพื่อนคนปลายสายพูดจบก็วางสายโดยไม่ผอมให้ผมได้ล่ำลา พร้อมปล่อยปริศนาให้ค้างคาอยู่ในใจผมตลอดช่วงเช้า

 

 

 

 

หลังอาหารเที่ยงที่บ้านเพื่อนผม ใครๆ ต่างก็มีแผนออกไปข้างนอกกันหมด ผมเลยติดสอยห้อยตามแม่เพื่อนที่บ่นว่าอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกด้วย อะไรก็ไม่สำคัญเท่าได้ออกมาแกล้งคน

 

“อากาศดีจังเลยนะวันนี้” พ่อที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดขึ้นมาผมเลยมองที่กระจกมองหลังเพื่อมองหน้าผู้อาวุโสสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ส่วนคู่กรณีผมถูกบังคับให้นั่งด้านหน้า บอกแล้วว่าถ้าสู้กับไอ้แมวแสบนี่ยังไงผมก็ชนะ

 

“นั่นสิคะคุณ อากาศแบบนี้น่าเดินเที่ยวเล่นกันนะ ดิสนีย์แลนด์เปิดมาตั้งนานแล้ว น้องโจวเคยไปเที่ยวมาหรือยังลูก” แม่พูดขึ้นมาบ้างทำให้ผมหันไปมองคนที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างและเสนอไอเดีย

 

“ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนแผนจากดูหนังเดินเล่นห้าง ไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ดิสนีแลนด์กันดีไหมครับ เย็นๆ ก็หาอะไรทานนอกบ้านกันก่อนค่อยกลับ เพราะวันนี้ไม่มีใครกลับมาทานมื้อเย็นอยู่แล้ว เราก็ทานข้างนอกกันบ้างดีกว่า” พอผมพูดจบคนตัวเล็กด้านหน้าก็หันกลับไปมองที่เบาะหลัง ก่อนจะหันกลับมามองถนนด้านหน้าตามเดิม แต่ไม่วายแอบส่งสายตามาดร้ายให้ผมอีก อย่าคิดว่าไม่เห็นนะ

 

“น้องโจวอยากไปไหมลูก” แม่คนสวยของเพื่อนผมยื่นหน้าเข้ามาถามลูกชายคนเล็ก

 

“ก็..ไปสิครับ” คำตอบที่ออกมาแบบแทบจะกัดลิ้นตอบทำเอาผมแอบอมยิ้ม ทำเป็นฟอร์มจัดแต่ดูแล้วท่าทางเจ้าตัวก็คงอยากไปเหมือนกันอยู่หรรอก พอพูดถึงดิสนีย์แลนด์ตานี่พราวเชียว

 

“งั้นสรุปเราไปดิสนีย์แลนด์กับนะครับเว่ยโจว” ผมหันไปถามแบบตั้งใจกวนประสาทนิดๆ เพราะปกติเราสองคนไม่เคยจะพูดจาดีๆ กันเลยสักครั้ง ยกเว้นเวลาอยู่ต่อหน้าพ่อแม่หรือคนในบ้านเท่านั้นที่หมอนี่จะพูดดีกับผม(แบบที่ดูก็รู้ว่าไม่เต็มใจ)

 

“อยากไปไหนก็ไป” เจ้าตัวตอบส่งๆ แบบประหยัดถ้อยคำ แหม..ทีด่าผมวันนั้นที่มหาวิทยาลัยไม่เห็นจะเก็บปากเก็บคำแบบนี้เลย ใส่เอาๆ เป็นชุดแทบจะไม่หยุดหายใจด้วยซ้ำ

 

“แม่ครับ โจวง่วงอ่ะอยากนอน เมื่อคืนนอนไปนิดเดียวเอง ขอโจวไปนอนตักแม่ได้ไหม” เสียงออดอ้อนดังขึ้น

 

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นตรงไหนสะดวกเดี๋ยวจิ่งอวี๋จอดรถให้แม่หน่อยนะลูก คุณไปนั่งคุยเป็นเพื่อนจิ่งอวี๋นะคะ” สงสัยผมจะไม่วินยกนี้อย่างที่คิดเสียแล้ว เพราะเมื่อก่อนออกจากบ้านบังคับทางอ้อมให้น้องคนเล็กมานั่งหน้ากับผมได้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับหาทางดิ้นหนีไปจนได้

 

หลังจากผมหยุดรถให้ผู้โดยสารโยกย้ายที่นั่งกันตามต้องการ คนที่บ่นว่าง่วงได้จรลีไปนั่งด้านหลังสมใจ ก่อนเจ้าตัวจะล้มตัวลงนอนก็สบตาเข้ากับผมที่กระจกมองหลังพอดี ผมเลยจัดชุดเล็กยั่วประสาทด้วยยิ้มกวนๆ แต่อีกคนใช้ดวงตาคู่โตจิกกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ แบบนี้จะไม่ให้สนุกได้อย่างไรจริงไหมครับ

 

“เราน่ะชอบแย่งแฟนพ่อไปจู๋จี๋ตลอดเลยนะเจ้าตัวแสบ” พ่อบ่นยิ้มๆ ก่อนจะหันมาชวนผมคุยเรื่องนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่รถแล่นออกไปไกลเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน

 

 

 

 

เกือบบ่ายสองโมงก็ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะว่าเป็นวันหยุดจึงทำให้วันนี้ดิสนีย์แลนด์มีคนไม่น้อยเลยทีเดียว จากการที่เห็นแถวเครื่องเล่นแต่ละที่ยาวเหยียด เว่ยโจวเขาเลยไปต่อคิวเครื่องเล่นที่ต้องการทิ้งไว้ ก่อนที่เราจะเดินเล่นถ่ายรูปกัน

 

“ร้อนจัง โจวอยากได้หมวกอ่ะ ไปหาซื้อก่อนนะ มีใครเอาไหม” เจ้าตัวถามหลังจากที่เราเดินเล่นกันมาได้สักเกือบสองชั่วโมง แล้วกำลังพากันเข้ามาสั่งเครื่องดื่มนั่งพักขากันในร้านกาแฟ ทุกคนพากันเงียบแล้วส่ายหน้ารวมถึงผมด้วย(แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้อยากจะถามผมสักเท่าไรก็เถอะ)

 

ผมว่าอากาศมันก็ร้อนอยู่หรอก แต่คงไม่ต้องใช้หมวกเพราะว่าเราเดินลัดเลาะในร่มกันอยู่แล้ว ท่าทางเขาจะติดใจหมวกการ์ตูนน่ารักๆ เสียมากกว่า เห็นมองมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวโจวมานะ พ่อแม่นั่งรอที่นี่ก่อนนะ” ร่างโปร่งบางพูดจากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้และออกเดินทันที

 

“น้องโจวอย่าไปนานนะลูก”

 

“ไม่นานครับ โจวจะไปแค่ตรงนั้นเอง แป๊บเดียวฮะ” มือเรียวชี้ไปทางร้านขายเสื้อผ้าและของที่ระลึกสีสันสดใสที่อยู่ไกลออกไปไม่มากนัก ก่อนจะรีบเดินไปไม่รอให้ใครได้คัดค้าน

 

 

 

 

พวกเราที่เหลืออีกสามคนนั่งคุยกันอยู่สักพัก แต่ไม่มีทีท่าว่าคนที่บอกว่าจะไปแป๊บเดียวจะกลับมาเสียที

 

“แม่ครับ เว่ยโจวเขาไปนานจัง ผมตามไปดูน้องนะครับ” ผมบอกเมื่อเห็นว่าน้องชายของเพื่อนไปนานมากผิดปกติ

 

“แม่ก็ว่าจะไปตามอยู่ หายไปนานสองนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นแม่ฝากด้วยนะลูก” เมื่อคุณแม่ยังสวยพูดจบผมก็ลุกขึ้นเดินกลับไปทางที่อีกฝ่ายเดินไปก่อนหน้านี้ มองหาไอ้แมวแสบก็ไม่เจอ เลยต้องเดินเข้าๆ ออกๆ ร้านของที่ระลึกอยู่หลายร้านก็ยังไม่เจอ กำลังจะเข้าร้านถัดไปก็บังเอิญหันไปเห็นอีกฝ่ายเข้าซะก่อน

 

 

 

 

ภาพหนุ่มหน้าหวานที่เดินท่ามกลางผู้คนนับร้อยโดยมีเด็กผู้หญิงน่าจะสักสี่หรือห้าขวบได้ขี่หลังอยู่ แขนทั้งสองข้างจับไพล่หลังซ้อนรับก้นของคนบนหลังไม่ให้เด็กน้อยตกลงมา คงเป็นภาพที่น่ารักน่าประทับใจกว่านี้ถ้าผมไม่ได้กำลังหงุดหงิดอยู่

 

“มัวทำอะไรอยู่ รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็นห่วง” ผมดุเสียงเข้มออกไปเบาๆ อย่างลืมตัวหลังเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่ ทำเอาคนที่เกาะหลังเจ้าตัวแสบเบะปากทำท่าจะร้องไห้

 

“นายจะเสียงดังทำไม!!! โอ๋ๆ เด็กน้อยไม่ร้องนะคะ เดี๋ยวพี่โจวพาไปหาแม่นะครับคนเก่ง” เว่ยโจวหันมาดุผมกลับ ก่อนจะปรับเสียงให้อ่อนลงเมื่อเบี่ยงหน้าหันไปพูดกับเด็กน้อยด้านหลังเหมือนแม่ปลอบลูกไม่มีผิด

 

การแสดงออกของอีกฝ่ายที่ได้เห็นตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะมีมุมอ่อนโยนกับเขาเป็นเหมือนกัน ก็ปกติจ้องจะกัดผมตลอดเวลา แถมพูดจาก็ไม่เคยจะน่ารักน่าฟังแบบนี้ด้วย เขาคงจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเวลาเขาพูดคะขากับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้มัน...น่ารักมาก

 

“เกิดอะไรขึ้น” คราวนี้ผมถามด้วยน้ำเสียงปกติ โล่งใจเมื่อเห็นว่าน้องชายของเพื่อนไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่กังวล พอเห็นว่าผมอ่อนลง คนถูกถามเลยตอบอย่างเต็มใจเล่าขึ้นมานิดหน่อย

 

“น้องเขาน่าจะพลัดหลงกับแม่ เมื่อกี้เห็นมีผู้ชายท่าทางแปลกๆ เข้ามาคุยกับเด็กแล้วท่าทางน้องเขากลัว ดูแล้วไม่น่าวางใจก็เลยไปพาน้องออกมา เดี๋ยวจะพาเดินดูแถวๆ นี้ ถ้าไม่เจอผู้ปกครองก็ว่าจะพาไปหาตำรวจแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่น้องจะเป็นห่วง”

 

“ให้ช่วยอุ้มไหม” ผมถามเพราะดูท่าเด็กคงตัวไม่เบานัก ก็ดูเอาเถอะครับคนอุ้มกับคนถูกอุ้มตัวเกือบจะเท่ากันอยู่แล้ว ความจริงเด็กเขาคงโตตามมาตรฐานแต่อาจจะเป็นเพราะค่อนข้างอวบจ้ำม่ำ ดูแล้วคงจะหนักไม่น้อย(สำหรับไอ้เด็กหน้าแมว) และคงจะเป็นคนอุ้มเด็กนะครับที่ตัวบางผิดมาตรฐานเอง เมื่อสิ้นเสียงผมเด็กน้อยที่เกาะเป็นลูกลิงกลับกอดเว่ยโจวแน่นขึ้น

 

“ไม่ต้อง น้องเขากลัวเห็นไหม เดี๋ยวฉันอุ้มเอง” เจ้าตัวบอกก่อนจะออกเดินนำไปตามทางเรื่อยๆ ผมก็เลยได้แต่เดินตามต้อยๆ

 

“เสี่ยวเจี๋ย!!” เสียงที่ดังขึ้นจากคนที่อยู่ไกลออกไปด้านหน้าทำเอาเด็กที่เกาะหลังไอ้ตัวแสบอยู่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ

 

“แม่คะ” เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเด็ก เว่ยโจวเลยปล่อยน้องลงจากหลังตัวเอง และเดินตามไปเมื่อเสี่ยวเจี๋ยรีบวิ่งเข้าไปหาแม่

 

“ขอบคุณมากนะคะ พอดีฉันไปซื้อน้ำกับขนมให้น้อง ออกมาจากร้านหาเสี่ยวเจี๋ยไม่เจอ ตามหาจนทั่วฉันกลัวมากว่าใครจะมาพาน้องไปไหน ขอบคุณจริงๆ ค่ะ” คนเป็นแม่บอกพวกผมก่อนจะก้มลงกอดและหอมเด็กน้อยที่พึ่งถูกส่งตัวคืน ท่าทางยินดีและน้ำตาที่ปริ่มแทบจะล้นออกมานั้นดูก็รู้ว่าคนเป็นแม่รักลูกมากแค่ไหน

 

“ไม่เป็นไรครับ แต่ต่อไปถ้าจะไปไหนดูแลน้องดีๆ นะครับ เมื่อกี้เห็นมีคนแปลกหน้าเข้ามาคุยกับน้อง ดีที่เว่ยโจวเขาสงสัยก่อนว่าน่าจะไม่ใช่ผู้ปกครองของเด็กเลยรีบไปพาตัวน้องออกมา” ผมพูดอธิบาย ก็ไม่ได้อยากจะว่าอะไรแค่เตือนไว้เพราะสังคมนอกบ้านสมัยนี้มันอันตราย

 

“ขอบคุณมากๆ อีกครั้งนะคะ เสี่ยวเจี๋ยขอบคุณพี่คนสวยหรือยังคะลูก” คุณแม่ยังสาวพูดจบผมก็หันไปมอง พี่คนสวย’ ที่ยืนอ้าปากค้าง

 

“ขอบคุณค่ะพี่สาวคนสวย” เด็กน้อยรีบทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่ พี่สาวคนสวย’ จะรีบแก้ไขความเข้าใจผิด

 

“ผมเป็นผู้ชายครับพี่” คนที่ยืนข้างผมรีบตอบรัวเร็วทำเอาผมแอบอมยิ้ม

 

“อ้าว...พี่แอบนึกว่าน้องเป็นผู้หญิงเสียอีก หน้าตาน่าเอ็นดูเชียว อีกอย่างเสี่ยวเจี๋ยเขาไม่ค่อยติดเด็กผู้ชายสักเท่าไรด้วย เพราะว่าที่บ้านจะมีกันแต่ป้าๆ น้าๆ ผู้หญิง” จบคำผมเลยหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่เพราะสายตาขวางๆ จากคนที่ยืนเคียงข้างทำเอาผมต้องแอบหันไปยิ้มทางอื่นแทน เดี๋ยวจะโดนแมวดุข่วนเอาน่ะครับ กลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้วเนี่ย

 

“ถ้าเจอแม่แล้วพี่ไปก่อนนะครับเสี่ยวเจี๋ย” คนตัวบางก้มลงไปคุยกับเด็กน้อย

 

“ค่ะพี่สาว บ๊ายบายค่ะ” นั่นทำให้ พี่สาว ขมวดคิ้วนิ่วหน้า เพราะบอกไปแล้วว่าเป็นผู้ชาย แต่ดูเหมือนว่าสาวน้อยตรงหน้าจะเชื่อสายตาตัวเองมากกว่า เอาแต่เรียกคนที่ยืนข้างผมว่าพี่สาวอยู่เหมือนเดิม ผมเลยได้แต่แอบหัวเราะคิกอยู่คนเดียว

 

“แล้วบ๊ายบายแฟนพี่เขาหรือยังจ๊ะเสี่ยวเจี๋ย” คุณแม่ยังสาวพูดขณะชี้มาที่ผม ทำเอาคนข้างตัวผมรีบโวยวายเสียงดังขึ้นกว่าเดิม

 

“เฮ๊ย!!!..เขาไม่ใช่แฟนผมครับพี่” ผมก็อึ้งไปนิดหน่อยแต่ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกทักว่าเป็นแฟนกับน้องชายสุดสวาทของเพื่อนซี้ แต่ออกจะแปลกใจมากกว่า ขนาดรู้ว่าเว่ยโจวเป็นผู้ชาย ทำไมพี่เขายังคิดว่าเราสองคนเป็นคู่รักกันไปได้นะ

 

“ไม่ต้องอายหรอกจ้ะ สมัยนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพื่อนพี่เขาก็เป็นแบบพวกคุณนี่แหละ แต่ก็น่ารักนิสัยก็ดีแถมเป็นสุภาพบุรุษกว่าผู้ชายหลายๆ คนเสียอีก” คุณแม่ยังสาวพูดพลางยิ้มและขยิบตาให้เล็กน้อย เหมือนว่ายิ่งแก้ตัวจะยิ่งไปกันใหญ่ยังไงก็ไม่รู้สินะครับ

 

“ไปเถอะเดี๋ยวแม่เป็นห่วง ไปแล้วนะครับพี่ บ๊ายบายครับเสี่ยวเจี๋ย” ผมรีบตัดบทเมื่อเห็นว่าคนข้างตัวยังคงใบ้รับประทาน เพราะตัวผมเองไม่ได้คิดจะแก้ตัวอะไรให้มากความ

 

“พี่ไปนะครับเสี่ยวเจี๋ย” เว่ยโจวพูดจบเด็กหญิงตัวเล็กก็เดินเข้ามาหาคนข้างผม พร้อมที่อีกฝ่ายนั่งย่อลงไปรับกอดจากเด็กน้อย โบกมือลากันแล้วสองแม่ลูกก็เดินจากไป น้องชายเพื่อนหันหลังกลับเดินไปทางที่พวกเรานั่งกันอยู่ ไหนว่าจะมาซื้อหมวกแต่ไม่เห็นมีอะไรติดมือมาสักอย่าง

 

“ไหนบอกว่าจะมาซื้อหมวกไม่ใช่เหรอ”

 

“เออ..แต่ลืมเป๋าตังค์มาไง จะกลับไปเอาที่แม่” เจ้าตัวพูดห้วนๆ มาโกรธอะไรผมอีกเนี่ย ถูกทักว่าเป็นแฟนกันแค่นี้ทำเป็นอารมณ์เสีย

 

“ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา เดี๋ยวซื้อให้” ผมบอกและรั้งแขนของคนที่ก้าวฉับๆ เอาไว้จนเจ้าตัวเซกลับมานิดหน่อย

 

“ไม่ต้อง ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร ชัดป่ะ” ไอ้แมวแสบลอยหน้าลอยตาตอบกวนประสาท แต่ผมไม่สนใจลากให้คนตัวบางๆ เดินตาม

 

“ปล่อยสิวะ”

 

“เอาสิ โวยวายเข้าไปจะได้เด่นๆ ใครมาทักว่าเป็นผัวเมียทะเลาะกันคราวนี้ฉันจะช่วยรับสมอ้างให้” ผมพูดแค่นั้นอีกฝ่ายก็ชะงักและหุบปากเดินตามผมมาแต่โดยดี แต่ยังไม่วายสะบัดข้อมือออก

 

“ปล่อย” เมื่อเห็นว่าคู่กรณีว่าง่ายขึ้นผมก็ปล่อยตามที่อีกฝ่ายร้องขอ เดินไปถึงร้านเป้าหมายก็ให้เจ้าตัวเลือกตามใจชอบ พอเจอที่ถูกใจก็เดินนำไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ก่อนจะยื่นหมวกไปให้คนขายยิงบาร์โค้ด

 

“เก็บเงินที่เขาเลยครับพี่” เจ้าตัวพูดจบก็คว้าหมวกเดินนำออกไปจากร้าน ทิ้งให้ผมเคลียร์ค่าใช้จ่ายตามที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรก

 

“หวงจังเลยนะคะ อย่างว่าแหละนะมีแฟนน่ารัก” คนขายที่ถูกเรียกว่าพี่ชวนผมคุย โดยมีบุคคลที่พึ่งจะเดินออกจากร้านไปเป็นหัวข้อในบทสนทนา และก็ดูเหมือนว่าผมจะถูกเข้าใจผิดเด้งที่สอง เพราะพี่คนขายเห็นอยู่ว่าสวี่เว่ยโจวเป็นผู้ชาย

 

“ผมดูเหมือนเป็นแฟนกับเขาหรือครับพี่” ผมถามออกไปอย่างที่นึกสงสัยมานาน ทำไมคนแปลกหน้าเจอผมอยู่กับหมอนั่นทีไรชอบทักว่าเป็นคู่รักกันตลอด

 

“อ้าว..ไม่ใช่หรอกเหรอ ขอโทษนะคะก็นึกว่าเป็นแฟนกัน เห็นเดินจูงมือหวานแหววกันมาตั้งแต่ตรงโน้น” พี่เขาพูดพลางชี้ไปที่จุดเกิดเหตุที่ผมฉุดแขนของเว่ยโจวไว้

 

“ไม่ใช่หรอกครับ เขาเป็นน้องชายของเพื่อนผมน่ะครับ มาเที่ยวด้วยกันเฉยๆ ”

 

“ก็เห็นเธอมองเขาไม่วางตาเลย อีกอย่างทั้งสองคนก็ดูเหมาะสมกันดี” พี่เขาพูดยิ้มๆ ขณะทอนเงินให้ พอได้ยินแบบนั้นทำเอาผมรู้สึกสะดุดใจนิดหน่อย

 

ยิ่งนึกถึงเรื่องบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่คุยกับฉู่เซิงเมื่อเช้านี้ และหันกลับไปมองที่คนเดินไกลออกไปเรื่อยๆ แล้วคิดถึงคำทำนายของเพื่อนสนิท ก่อนที่ผมจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ

 

“นายฟุ้งซ่านไปใหญ่แล้วจิ่งอวี๋” ผมบ่นตัวเองก่อนจะเดินออกจากร้านตามไปบ้าง

 

เมื่อเดินกลับไปถึงร้านกาแฟ เว่ยโจวเขาก็ขอตัวไปเล่นเครื่องเล่นที่ไปต่อคิวไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามา เพราะว่าถึงเวลาพอดี พวกผมเลยตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มเพิ่มและนั่งต่อที่ร้านกาแฟ

 

 

 

 

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงทุกทีแต่คนที่หายไปกว่าชั่วโมงก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาแต่อย่างใด ผู้ใหญ่ทั้งสองคนออกไปเดินเล่นควงแขนกันดูอะไรกันต่อเพราะแดดไม่ค่อยร้อนแล้ว จูงมือกันหวานหยดจนน่าอิจฉา เห็นแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าผมจะมีใครให้รักได้มากเท่านี้และจะมีใครที่รักผมขนาดนี้ไหม จะมีใครสักคนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ไปพร้อมๆ กันแบบนี้หรือเปล่า

 

ส่วนผมบอกว่าจะไปตามน้องเล็กตระกูลสวี่ให้ เพราะเขาหายไปนานมาก จะโทรตามผมก็ดันไม่มีเบอร์หมอนั่นเสียอีก

 

ขณะที่เดินอยู่ก็ได้ยินเสียงที่เริ่มคุ้นเคยถกเถียงกับใครสักคนหรือสองคนดังมาจากห้องน้ำ พอเดินไปตามเสียงก็เห็นว่าน้องชายเพื่อนถูกผู้ชายสองคนล้อมหน้าล้อมหลังไม่ยอมให้ออกมา ผมรีบก้าวเดินเร็วๆ ไปทางต้นเสียงจนเกือบจะเป็นวิ่ง เมื่อเห็นว่าน้องชายสุดสวาทของเว่ยหลางกำลังถูกลากแขนกลับเข้าไปด้านในห้องน้ำเหมือนเดิม

 

“ปล่อยเขา” ผมเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาแล้วดึงแขนของเว่ยโจวไว้ข้างหนึ่ง ตั้งแต่เห็นหน้ากันมานี่คงจะเป็นครั้งแรกที่น้องชายเพื่อนเจอผมแล้วดูมีความสุข ท่าทางเจ้าตัวดีใจสุดชีวิตพลางตั้งหน้าตั้งตาดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของชายแปลกหน้าสองคนนั้น

 

“มายุ่งอะไรด้วย” หนึ่งในสองคนถามพออย่างไม่พอใจ

 

“เขามากับฉัน” ผมบอกออกไปและขยับเข้าไปดึงมือของคนแปลกหน้าออกจากแขนน้องเพื่อน ซึ่งคราวนี้เว่ยโจวเดินตามแรงดึงของผมมาอย่างไม่มีการอิดออด ออกจะเต็มอกเต็มใจเดินตามมาจนแทบไม่ต้องออกแรงดึงด้วยซ้ำ ผู้ชายสองคนนั้นดูหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เดินออกจากห้องน้ำไปด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก ได้ยินเสียงบ่นตามหลัง

 

“มีแฟนแล้วก็ไม่บอก แล้วปล่อยให้มาเดินเล่นคนเดียวใครจะไปรู้”

 

 

 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” เมื่อสองคนนั้นเดินห่างออกไปจนสบายใจได้ว่าคงไม่หันกลับมา ผมก็ก้มหน้าลงไปถามคนที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง

 

“ไม่เป็น” เสียงตอบสั้นๆ ไม่มีหางเสียงเหมือนเดิมแต่น้ำเสียงอ่อนลง ไม่ตั้งท่าจะกัดเหมือนกับทุกครั้งที่คุยกัน อะไรกัน หมอนี่ก็หงอยเป็นด้วยแฮะ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ จะค่ำแล้ว ไม่ต้องไปเล่นอะไรต่อแล้วนะ” ผมบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ อาจจะเพราะว่าอีกฝ่ายยอมลงให้ก่อน น้องชายของเพื่อนพยักหน้านิดหน่อยผมจึงหมุนตัวออกเดิน

 

“ขอบคุณ” หือ?? .. ผมคงหูฝาด

 

“อะไรนะ” หันกลับไปถามด้วยความไม่แน่ใจ อีกฝ่ายชักสีหน้าหงุดหงิดใส่เล็กน้อย

 

“บอกว่าขอบคุณ!!!” พูดเสียงดังแล้วก็รีบเดินหนีแซงผมไปเลย ผมจะทำอะไรได้นอกจากยืนยิ้มอยู่คนเดียว เด็กบ้านี่มันก็มีมุมน่ารักๆ อะไรแบบนี้เยอะเหมือนกันนะ ไม่คาดหวังว่าจะได้รับคำขอบคุณหรืออะไรหรอกแต่พอได้ยินจากปากหมอนี่เลยรู้สึกเหมือนว่าปาฏิหาริย์มันมีจริงนะครับ อะไรที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้นได้

 

“เอ้า..แล้วจะยืนยิ้มอยู่อีกนานไหม เดินมาเร็วๆ สิ หิวข้าวแล้ว” เสียงห้าวร้องขึ้นมาอย่างขัดใจเมื่อเห็นว่าผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทำตัวน่ารักได้แป๊บเดียวจริงๆ นะเด็กบ้านี่

 

“น้องโจวเล่นอะไรมาลูก สนุกเลยสิหายไปเสียนาน จะไปเล่นอะไรต่ออีกไหม”

 

“ไม่เล่นแล้วครับ เพราะว่า...” ผมกำลังจะบอกว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นแต่ยังพูดไม่ทันจบเสียงใสๆ ห้าวๆ ก็รีบแทรกขึ้นกลางคัน

 

“เพราะว่าโจวหิวแล้ว” เมื่อพูดจบก็หันมาจ้องหน้าผมก่อนจะเดินเข้ามาลากแขนผมออกเดินนำ หมอนี่ต้องไม่ใช่สวี่เว่ยโจวตัวจริงแน่ๆ

 

“ไม่ต้องเล่าเรื่องเมื่อกี้นี้เลยนะ” ระหว่างที่กำลังเดินออกไปที่ลานจอดรถ คนที่เดินเคียงข้างผมก็พูดขึ้น

 

“ทำไม”

 

“นายจะพูดให้เขาไม่สบายใจไปเพื่ออะไร ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

 

“ก็ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” ผมพูดจบอีกฝ่ายก็แทบจะผลักผมกระเด็นแต่ดีที่เจ้าตัวยั้งมือไว้ทัน

 

“อะไร!!” เสียงห้วนนั่นถามขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ

 

“เดี๋ยวจะบอกทีหลัง” ผมบอกก่อนจะหยิบกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงมาเปิดรถให้ทุกคนเข้าประจำที่เพื่อจะไปหาอะไรทานกันก่อนกลับบ้าน คราวนี้น้องชายเพื่อนนั่งหน้ากับผมอย่างว่าง่ายไม่มีการบังคับแต่อย่างใด

 

TO  BE  CONTINUE…

 

เหมือนชายหวงจะเริ่มเอะใจนิดๆ กับพรหมลิขิตของตัวเอง แถมตอนถูกทักว่าเป็นแฟนน้องก็ไม่ค่อยจะปฏิเสธเลยนะ แน่ะแอบชอบเขาแล้วอ่ะดิ

 

ตอนหน้าจะเกิดเหตุที่ทำให้น้องโจวต้องย้ายไปอยู่ร่วมชายคากับพี่ป๋า ขยับเข้าใกล้กันวันละนิด โบราณว่า..น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนอ่ะเนอะ

 

 

แต่เกิดเหตุอะไรน่ะเหรอครับ รอพี่สวี่คนแมนแฟนเยอะเขามาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะฮะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #12 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 01:13
    ใครๆก็เข้าใจผิดว่าเป็นคนรักกัน ก็เนื้อคู่อะเนาะ
    #12
    0