ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 7 หมอนข้าง(ตัวควายๆ )…บนเตียง(ของผม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 ธ.ค. 59

“โจวโจว มึงสูบเบาๆ หน่อยได้ไหมวะ เดี๋ยวก็ตายก่อนผมหงอกหรอก” เสียงเจียหลงท้วงขึ้นเมื่อเห็นว่าผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาคีบไว้ในมือ แถมยังเป็นมวนที่ห้าของคืนนี้ทั้งที่พึ่งจะมานั่งได้แค่สองชั่วโมงกว่า

 

“มึงเครียดอะไรป่ะวะ” เสี่ยวหมิงถาม ซึ่งก็จริงตามนั้น ปกติผมไม่สูบบุหรี่นะออกจะไม่ชอบด้วยเพราะมันเหม็น อีกอย่างนอกจากสาวๆ เขาไม่ค่อยจะปลื้มแล้ว หนุ่มๆ สามคนที่บ้านผมก็ไม่ค่อยจะปลื้มด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าวันไหนออกมาดื่มกัน แล้วผมมีอาการเครียดเข้าขั้นเมื่อนั้นผมจะสูบบุหรี่แกล้มเหล้า

 

“ก็ไม่ได้เครียดอะไร วันนี้กูแค่เซ็งๆ ” ผมตอบก่อนจะจุดไฟที่ปลายมวนและหันหน้าพ่นควันออกนอกระเบียงร้าน

 

“ปล่อยมันเหอะอีกหน่อยก็จะมีสามีเป็นตัวเป็นตน มีคนคอยคุมก็ทำไม่ได้และ เนอะซื่ออิงเนอะ” ถิงถิงกับซื่ออิงที่วันนี้นั่งฝั่งตรงข้ามผมหันหน้าไปแท็กมือกัน ผมเลยจับหน้าถิงถิงหันมาแล้วพ่นควันบุหรี่ใส่มันซะเลย (คุณผู้อ่านไม่สมควรเอาอย่างผมนะครับ)

 

“ไอ้โจวโจว ไอ้แมวบ้า เหม็น เดี๋ยวกลิ่นติดผมกู” ถิงถิงโวยวายพลางใช้มือปัดควันออกจากตรงหน้าตัวเอง ก่อนจะผลักหน้าผมจนแทบหงายหลังตกเก้าอี้

 

“มึงจะกลับบ้านไปอ้อนเว่ยหลางเกอเกอของมึงไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็งานเข้าหรอก” เสี่ยวหมิงพูดขึ้นมาอีกรอบ

 

“เออ อันนี้สุดท้ายแล้ว” ผมบอกก่อนจะสูบต่อไปจนหมดมวนสลับกับยกแก้วชนกับเพื่อน ยิ่งดึกร้านยิ่งคึกคัก ตอนนี้พวกเราย้ายจากโซนนอกร้านเข้าไปด้านในซึ่งเป็นผับ ยึดเอาโต๊ะที่อยู่ติดกำแพงจากนั้นก็ปฏิบัติภารกิจกันตามสะดวก คนนั่งก็นั่งดื่ม คนยืนเต้นก็เต้นไป

 

ทีแรกผมก็นั่งหรอกแต่นั่งได้แค่แป๊บเดียวเพราะดันสบตากับสาวสาวที่อยู่โต๊ะถัดไปเสียก่อน ก็เลยลุกขึ้นเต้นกับ  ถิงถิงและซื่ออิง แล้วไหลไปโต๊ะนั้นอย่างแนบเนียนและเนิ่นนานพอสมควร กลับมาที่โต๊ะตัวเองอีกครั้งพร้อมด้วยเบอร์โทรเบอร์ใหม่บันทึกไว้ในชื่อ เหม่ยหลิน

 

“ตลอดนะมึง มีเป็นโหลแล้วยังไม่พออีกเหรอวะ ไอ้ที่มีอยู่ก็สับรางให้ทันก่อนดีกว่าไหม” เสี่ยวหมิงถามพลางส่ายหน้าอย่างระอา

 

“อิจฉาหรือไงครับ พ่อเดือนข้างแรม”

 

“ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วสบายใจก็เอาเลยครับเพื่อน” เจ้าตัวพูดยิ้มๆ ก่อนจะยกแก้วเหล้าส่งให้ผม ก็คงจะจริงของเสี่ยวหมิงมัน เพราะคนที่ต้องอิจฉาควรจะเป็นผมมากกว่า เพื่อนผมหล่อทั้งหน้าตาและนิสัย ตัวก็สูงแถมล่ำสัน ไม่ได้สูงแต่บางเหมือนกับผม แถมเรียนก็ดี กีฬาก็เลิศ แม่งมันจะเพอร์เฟ็กต์ไปไหน

 

ผมหน้าตาดีก็จริง(พูดด้วยความมั่นใจ หรือใครจะเถียงผมล่ะ) แต่ไปทางน่ารักดีมากกว่าหล่อดี ถ้าจะเป็นอย่างนี้ขอผมหน้าตาไม่เอาอ่าวเถอะ ขี้เกียจหนีผู้ชายจะแย่แล้ว

 

 

 

 

“สวัสดีครับ” พูดยังไม่ทันขาดคำผู้ชายตัวสูงหน้าหล่อก็มา ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง แต่ว่ามันใช่แน่ ลงได้เข้ามาชวนคุยทั้งที่สาวๆ ออกไปเต้นหมดแบบนี้ คนซวยคงไม่พ้นเป็นผมอีกตามเคย

 

“เกอเกอเขาทักมึงอ่ะ” เจียหลงยื่นหน้ามาแซวผมยิ้มๆ พร้อมกับขยับตัวให้คนที่พึ่งโผล่มานั่งร่วมโต๊ะด้วย เป็นเพื่อนที่ประเสริฐมากเลยมึงไอ้คุณเจียหลง

 

“พึ่งเคยมาที่นี่หรือเปล่า พี่ไม่เคยเห็นพวกน้องมาก่อนเลย”

 

“ครับ” เสี่ยวหมิงหันไปคุยตอบ เพราะดูแล้วว่าอีกฝ่ายมาดี เพื่อนๆ ผมเลยดีกลับไป

 

“พี่ชื่อจงเหวินนะ”

 

“ผมเจิ้งเสี่ยวหมิงครับ”

 

“ผมอู๋เจียหลงฮะ ส่วนไอ้ใบ้นี่ชื่อสวี่เว่ยโจว” อ้าว..ผมแค่ไม่อยากจะคุย มาว่าผมเป็นใบ้อีก

 

“ใบ้พ่อง” ผมโวยออกไปพอให้ได้ยินทั้งกลุ่ม แต่เพื่อนผมกลับพากันหัวเราะ นี่คือผมด่า..เสือกขำ

 

“ที่นี่ร้านพี่เองนะ ยังไงถ้าจะมาอีกก็โทรมาสิเดี๋ยวจะได้จัดโต๊ะดีๆ ไว้ให้” อีกฝ่ายเสนอไมตรีมาให้ทั้งที่ก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน เพื่อนหนุ่มหล่อทั้งสองคนมองหน้าผมพลางถามด้วยสายตาว่าอนุญาตให้พวกมันสนองไมตรีนั้นไหม

 

“ขอบคุณครับ” ผมตอบเบาๆ เป็นอันเข้าใจ เพราะเจียหลงมันรีบรับนามบัตรพี่เขามาเก็บไว้ ก่อนที่ผมจะลุกไปเข้าห้องน้ำ และเดินออกไปยืนเผาบุหรี่นอกร้านเพื่อฆ่าเวลา รอให้คนมาใหม่จากไปที่ชอบๆ

 

 

 

 

กลับเข้ามาอีกรอบคิดว่าอีกฝ่ายจะไปแล้วแต่กลับยังนั่งอยู่ที่เดิม แถมซื่ออิงกับถิงถิงก็กลับมาสมทบกันจนครบแก๊ง พอเห็นผมเดินมาถิงถิงก็รีบดึงให้นั่งลงข้างกันทันที

 

“จงเหวินเกอเกอรอจีบเพื่อนพวกหนูเหรอคะ”

 

“ถิงถิง!!!” ผมโวยเสียงดัง ดีที่เสียงเพลงมันกลบเสียงเพื่อนผมทำให้ได้ยินกันแค่ภายในกลุ่ม ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีหน้ามาร้านนี้ หรือจะมาทีก็คงต้องใช้ปี๊บคลุมหัว

 

“ก็..แค่อยากทำความรู้จักกันไว้น่ะครับ เห็นว่าพวกน้องๆ น่ารักดี” ไอ้พี่จงเหวินมันตอบ แต่ตามันนี่จ้องผมไม่กระพริบ เพื่อนๆ ผมก็พากันหัวเราะร่วนเลย พวกมันชินกันแล้วที่วันไหนนั่งกินเหล้าแล้วจู่ๆ จะมีผู้ชายเดินเข้ามาชวนคุยและขอเบอร์โทร ขอคิวคิว วีแชท บลาๆ

 

แรกๆ ก็งงกันอยู่ที่เป้าหมายไม่ใช่ถิงถิงหรือซื่ออิงอย่างที่คิด แต่ดันกลายเป็นผมที่ฮอตฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งแซงหน้าสาวๆ พอเจอไปบ่อยๆ เข้า เพื่อนตัวดีทั้งหลายก็แทบจะรวมหัวกันทำนามบัตรของผมมาแจกแลกกับการดื่มเหล้าฟรีอยู่แล้ว

 

“โดยเฉพาะคนนี้ใช่ป่ะคะ” ซื่ออิงที่เริ่มรับแอลกอฮอล์เข้าไปก็แซวออกมาพลางใช้มือมาตบที่ไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะเอนมาซบไหล่ ดีที่เจียหลงมันเข้าใจว่าเวลาดื่มเหล้าแล้วซื่ออิงมันชอบมาซบมากอดอ้อนผม(มันบอกว่าหน้าผมน่ารักเหมือนแมวที่บ้านมัน มันเลยชอบมาคลอเคลียผมประจำ ไม่อย่างนั้นผมคงโดนเบอร์สี่สิบสองเหยียบตายไปนานแล้ว)

 

“ก็..ครับ” ก็ช่างกล้ารับคำแซวเขาไปทั่วนะครับไอ้พี่จงเหวิน

 

“ผมหล่อมากครับพี่ แล้วผมก็ชอบผู้หญิงด้วย” ผมรีบออกตัวกันไว้ก่อน หึหึ เจอเวอร์ชันเก๊กโหดเข้าไป สดมาแค่ไหนก็เหี่ยวและดับได้ครับขอบอก

 

“ของแบบนี้ ไม่ลอง..แล้วจะรู้หรือครับ” อีกฝ่ายพูดโดยสบตาผมและโน้มตัวเข้ามาหาทีละน้อย อย่าขยับเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้นะโว้ย ยื่นหน้าเข้ามาอีกนิดเดียวนี่ผมต่อยแน่

 

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรต่อแค่หยุดทิ้งระยะห่างไว้แค่นั้นแล้วมองผมยิ้มๆ คือยิ้มหวานมาก ก่อนจะลาจากด้วยการหลอกล่อว่าถ้าจะเช็คบิลให้บอกเด็กเก็บเงินไปว่าเป็นเพื่อนพี่จงเหวิน จะคิดราคาพิเศษให้ เพื่อนผมก็พร้อมใจขานรับกันทั้งโต๊ะ ขายผมแลกส่วนลดหรือกินฟรีตลอดๆ งอนเพื่อนว่ะ

 

 

 

 

จากนั้นพวกผมก็นั่งดื่มกินกันต่อแบบจริงจังจนกระทั่งต่างคนต่างเมา ดีที่วันนี้ไม่มีใครเอารถมา ขากลับพวกผมเลยตระเวรไปส่งสาวๆ ก่อน ซื่ออิงกับถิงถิงเช่าห้องอยู่ตึกเดียวกันเลยไม่ต้องเสียเวลาไปหลายที่ เจียหลงนอนกับเสี่ยวหมิงที่คอนโดฯ ฝ่ายหลังอีกตามเคย

 

“มึงจะกลับคนเดียวไหวเหรอวะ นอนกับพวกกูนี่แหละ” เสี่ยวหมิงบอกหลังจากที่ผมลงจากรถขึ้นไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องเพื่อน แต่ก็ยังยืนยันว่าจะกลับบ้านตัวเองที่อยู่ฝั่งผู่ซี ทั้งที่ตอนนี้อากาศหนาวมากจนอยากจะนอนอุ่นอยู่ในผ้าห่มมากกว่า แต่ความกลับบ้านของผมชนะทุกสิ่ง

 

“อือ จะกลับ จะไปอ้อนเว่ยหลางเกอเกอ” เมื่อผมยืนยันตามนั้น เสี่ยวหมิงเลยเดินลงมาฝากลุงยามให้ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ผม

 

 

 

 

นั่งรถนานโคตรกว่าจะถึงบ้านเพราะมันอยู่ไกล ดีที่ดึกแล้วรถมันไม่ติด กว่าจะถึงก็แทบจะหลับคารถ เป็นเวลาเกือบตีสามแล้วที่ผมถึงบ้าน ตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด แสงไฟจากโคมหน้าบ้านส่องให้เห็นทางเข้าเบลอๆ ด้วยเพราะผมรับแอลกอฮอล์เข้าไปแบบเต็มพิกัด ดีที่ยังบอกทางแท็กซี่กลับบ้านถูก

 

ถอดรองเท้าผ้าใบคู่เก่งเสร็จก็รีบไขประตูเข้าไปทันที เพราะยืนอยู่นอกบ้านนานๆ จะแข็งเอาได้ อากาศกลางดึกกลางเดือนพฤศจิกายนแบบนี้อุณหภูมิอยู่ที่เลขตัวเดียวแล้ว

 

ทีวีที่ห้องนั่งเล่นเปิดอยู่เห็นเงาของคนตัวสูงๆ นั่งอยู่หน้าทีวี นอนดึกแบบนี้ไม่มีใครหรอกนอกจากเป้าหมาย เสร็จโจวโจวละเกอเกอ ผมคิดในใจอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องและเดิน..เอ่อ เรียกว่าพยายามลากสังขารกึ่งเดินกึ่งคลานจะถูกกว่า

 

เดินไปจนถึงคนที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ถลาเข้าไปทิ้งตัวลงบนตักและกอดพี่ชายคนรองเอาไว้ เอาหัวถูไถที่ไหล่ของอีกฝ่ายเพื่อออดอ้อนแบบไม่มีรักษาฟอร์ม

 

“เว่ยหลางเกอเกอ คิดถึงจังเลย เอาของฝากจากปักกิ่งมาให้โจวโจวหรือเปล่าครับ” ผมถามขณะพยายามโงหัวขึ้นปรือตามองหน้าพี่ชายเพื่อเอาคำตอบ ท่ามกลางความมืดนั้นมีแสงสว่างเล็กน้อยที่เล็ดลอดเข้ามาจากโคมไฟหน้าบ้าน รวมกับแสงจากจอทีวีทำให้ผมมองเห็นหน้าพี่ชายคนรองไม่ถนัดนัก สายตาก็ไม่ค่อยจะดียิ่งเมาแบบนี้เลิกคุยไปได้เลย อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็โอบแขนมากอดรัดตัวผมไว้ไม่ให้ตกลงไปบนพื้น

 

วันนี้เว่ยหลางเกอเกอน่ารักจัง ผมคิดในใจ เพราะเมื่อก่อนเวลาเล่นกระโดดกอดใส่แบบนี้ทีไรผมโดนดุทุกที เพราะเขากลัวว่าผมจะตกลงไปแม้อีกฝ่ายจะกอดตอบก็เถอะ แต่รอบนี้ไม่ยักกะดุแฮะ และเมื่ออีกฝ่ายไม่ว่าอะไรผมก็ยิ่งกอดแน่นเข้าไปอีกก่อนจะร้องบอกเบาๆ

 

“คืนนี้โทษฐานทำตัวน่ารักโคตรและไม่กลับมาให้เจอหน้าหล่อๆ ตั้งนาน ต้องไถ่โทษด้วยการไปนอนเป็นหมอนข้างให้โจวโจวเสียดีๆ ” ผมบอกก่อนจะปล่อยแขนจากคอคนตรงหน้าและขยับขาเตรียมจะลงจากตักอีกฝ่าย

 

แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจเมื่อถูกดึงเข้าไปกอดไว้อย่างเดิม เหมือนมีแสงจ้าสาดเข้าใบหน้าจนผมต้องรีบหลับตามุดหน้ากับซอกคอพี่ชายเพื่อหนีแสงนั้น ได้ยินเสียงคล้ายเสียงชัตเตอร์สองสามครั้ง แต่เมามากเลยไม่ได้สนใจ เพราะแค่พยุงตัวให้ตั้งตรงอยู่ได้นี่ก็โคตรจะปาฏิหาริย์

 

จากนั้นทีวีก็ถูกปิด ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความมืด รู้สึกว่าโลกโคลงเคลงเมื่อผมถูกอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิง พี่เว่ยหลางมาแปลก แต่เรียกว่าแปลกแบบน่ารักได้ไหมอ่ะครับ ปกติเวลาผมเมาเขาจะชอบให้ขี่หลังนี่หว่า

 

“โจวโจวเดินเองก็ได้ครับ เดี๋ยวเกอเกอหนักนะ” เวลาเมามากๆ ผมจะแทนตัวเองว่าโจวโจวแบบไม่ค่อยรู้ตัว ซึ่งก็แน่นอนว่าพอตื่นขึ้นมาอย่าหวังเลยว่าผมจะจำอะไรได้ ถึงจำได้ก็ไม่ทั้งหมด

 

“ไม่หนักครับ เกาะพี่ด้วยเดี๋ยวตก” สงสัยพี่ชายผมจะเป็นหวัด วันนี้เสียงแปลกๆ ไม่ก็ผมเมาจนหูเพี้ยน แต่ก็ดีครับ นานๆ เจอพี่เว่ยหลางโหมดโคตรน่ารักแบบนี้ อยากจะอ้อนให้ตายไปเลยครับ

 

“เปิดประตูหน่อยครับ” เสียงร้องบอกที่ดังอยู่เหนือหัวทำให้ผมปล่อยมือที่เกาะคอพี่ชายไว้ข้างหนึ่งเอื้อมไปเปิดประตู เมื่อถูกวางลงบนเตียงผมก็ขยับตัวควานหารีโมตเครื่องปรับอากาศ คลำเจอปุ่มเปิดก็รีบกดเปิดฮีทเตอร์เพราะในห้องเย็นมาก แล้วลากคนตัวโตที่นั่งอยู่ริมเตียงเข้ามานอนกอดและเบียดตัวเข้าซุกหาไออุ่น โดยที่อีกฝ่ายก็ยินยอมพร้อมใจนอนให้ผมก่ายแต่โดยดี แต่ยังไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ข้างหู ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาคลุมให้โดยที่ผมแค่นอนเฉยๆ อืม...พี่เว่ยหลางนี่เสียงหัวเราะเซ็กซี่เป็นบ้าเลย

 

 

 

 

คงเพราะกลับบ้านด้วยสภาพเหมือนแมวเมามาทาทาบิ (หมายเหตุ..matatabi หรือ Silvervine เป็นพืชที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นและจีน มีสรรพคุณทำให้แมวเคลิบเคลิ้ม คึกคักสนุกสนานเมื่อได้ดมกลิ่นหรือกัดเคี้ยว ซึ่งพืชชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อแมว) น้ำท่าไม่ได้อาบทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนักแม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่หน้าหนาวแล้วก็เถอะ

 

หลังจากหลับไปได้ไม่นานก็ต้องตื่นขึ้นมารูดม่านให้ปิดสนิทเพราะแสงอาทิตย์ส่องตา ผมกลับมาถึงก็ตีสามได้นอนไม่กี่ชั่วโมงก็สว่างแล้ว แถมห้องนอนยังอยู่ทางทิศตะวันออกอีก หันไปมองพี่ชายเห็นว่าอีกฝ่ายคุมโปงหันหลังให้ผมภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน คงจะหนีแสงเหมือนกันละสิท่า

 

ล้มตัวลงนอนใหม่ก็นอนไม่หลับ แม้ฮีทเตอร์จะอุ่นสบายแต่ผมดันรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว เพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้ถอดเสื้อแขนยาวที่สวมทับเสื้อคอเต่าแขนยาวอีกชั้น ตอนนี้จึงรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายมันจะสูงเกินความหนาวไปนิด ผมจึงฝืนสังขารไปอาบน้ำแปรงฟันในห้องนอนเก่าของพี่เว่ยเทียนที่ตอนนี้ไม่มีคนนอนอย่างจำใจสุดๆ กลับมาอีกครั้งด้วยชุดนอนขายาว คลานขึ้นเตียงได้ก็มุดเข้าผ้าห่มไปกอดพี่ชายคนรองหาไออุ่น

 

“ทีนี้เข้าใจน้องหรือยังล่ะว่านอนฝั่งนี้มันทรมานแค่ไหน” ผมบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะยกขาตัวเองพาดไปบนขายาวๆ ของพี่เว่ยหลางอีกที จนอีกฝ่ายขยับตัวขยุกขยิกเหมือนจะตื่นและก็พลิกตัวหันกลับมากอดผม

 

“หนีห่า...เฮ๊ย!!” ผมบอกพลางลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้า ยังทักทายไม่ทันจบก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อผ้าห่มเปิดขึ้นให้เห็นหน้าคนที่กอดตัวเองชัดๆ เต็มสองตา

 

 

 

 

ผมสีดำสนิทที่ตัดเข้ารูปดูยุ่งๆ คงเพราะพึ่งตื่นนอน คิ้วหนาเข้มแต่เรียวสวยสีเดียวกันพาดเด่นบนใบหน้าคม คนตัวโต(กว่าผมเยอะ)ตรงหน้ามีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำภายใต้กรอบตายาวรี จมูกโด่งสวยจนน่าอิจฉา(และน่าต่อยให้ยุบ หมั่นไส้มัน) ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูออกแดงนิดๆ คงเพราะว่าผิวขาว หล่อโคตร….แต่มันคือคู่กรณีไม่ใช่พี่ชายผม!!!  

 

หลังจากที่แหกปากเสียงดังคนตรงหน้าก็เอามือข้างหนึ่งมาปิดปากผมไว้ มันจะทำอะไรผม!!..ทีนี้ผมเลยดิ้นสุดชีวิตจนขาหลุดออกจากการเกี่ยวพัน และเมื่อดึงมือขาวใหญ่ของอีกฝ่ายออกได้ผมก็แหกปากทันที

 

“เว่ยหลางเกอเกอ เว่ย..อื้อ...” ยังไม่ทันได้เรียกพี่เว่ยซื่ออีกคนก็ถูกปิดปากอีกรอบ ตามด้วยเสียงกระซิบที่ฟังดูหนักแน่นจนน่ากลัว

 

“ถ้าไม่ยอมเงียบจะปิดด้วยปากแทนมือจริงๆ ด้วย”

 

“อ๊ากกกกกกก” คราวนี้ผมร้องเสียงหลงแล้วหลับหูหลับตากำหมัดชกเปรี้ยงออกไป ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอย่างที่ขู่ (ผมถือคติ..เริ่มก่อนได้เปรียบ) ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกหนีทั้งที่ยังแฮ้งค์อยู่

 

แต่ไม่ทันได้ก้าวลงจากเตียงก็ถูกกระชากแขนให้เซหันกลับไปตามเดิม พอผลักผมให้นอนหงายได้อีกฝ่ายก็ขึ้นคร่อมทับและก้มลงมา ตายห่าแน่สวี่เว่ยโจว

 

แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทำอะไรต่อประตูห้องนอนผมก็เปิดผางพร้อมกับร่างของพี่ชายคนรองที่ยืนมองผมกับเพื่อนตัวเองตาค้าง

 

“จิ่งอวี๋!!! นายจะทำอะไรน้องฉัน” กรี๊ดดดดดดดดดดด..ดีใจจัง โจวโจวรอดแล้ว

 

“ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย น้องนายนั่นแหละต่อยฉัน”

 

“โจวโจวครับ ต่อยเพื่อนพี่ทำไม” อ้าว...ทำไมตอนนี้คนผิดกลายเป็นผมไปได้วะครับ งงแป๊บ

 

“แล้วมาอยู่ห้องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันก็นึกว่านายไปนอนกับเว่ยซื่อหรือห้องเว่ยเทียนเกอเกอเสียอีก” พี่เว่ยหลางถามเพื่อน สงสัยจะลืมไปหมดแล้วว่าตัวเองวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในนี้ทำไม

 

“ก็น้องของนายนั่นแหละลากฉันขึ้นมานอนกอดทั้งคืน” อ้าว..ปากเหรอ ได้ข่าวว่าเมื่อคืนพี่เว่ยหลางอุ้มผมขึ้นมาเถอะ

 

เอ..พี่เว่ยหลางจริงหรือเปล่าวะ

 

“หือ? หึหึ...โจวโจว ทำไมไม่รักนวลสงวนตัว พาผู้ชายเข้าห้องก่อนแต่งแบบนี้เดี๋ยวแม่ก็ว่าเอาหรอก” พี่ชายผมพูดพลางหัวเราะเบาๆ อย่างพยายามกลั้นไว้สุดขีด โว้ย..มันใช่เรื่องสมควรจะล้อเล่นไหมนี่ตอนนี้

 

“เกอเกออ่ะ โจวเป็นผู้ชายนะโว้ย” ผมโวยวายพลางแกะข้อมือตัวเองออกจากมือใหญ่ของคนที่ยังไม่ยอมลุกออกไปจากตัวผม แม้มันจะทำได้ยากเพราะความรุ่มร่ามของเสื้อชุดนอนแขนยาวก็เถอะ

 

ส่วนพี่ชายสุดสวาทคนรองของผมกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ก่อนที่เจ้าตัวจะทนไม่ไหวปล่อยก๊ากออกมาลั่นบ้าน ทำเอาพี่เว่ยซื่อที่ห้องอยู่ติดกับผมเดินตามเข้ามาดูอีกคน

 

“เกิดอะไรขึ้นเสียงดังกันแต่เช้า อ้าว..จิ่งอวี๋เกอเกอกับเจ้าโจว ทำไมไวไฟกันขนาดนี้ สองคนเข้าบ้านปุ๊บก็พากันเข้าหอปั๊บเลยนะ อายุไม่ถึง 22 ยังแต่งไม่ได้นะโจวโจว เกอเกอก็อดใจรอกันสักหน่อยไม่ได้หรือไงครับพี่ อีกแค่ปีเดียวเอง” นี่ก็อีกคน

 

“เข้าหออะไรล่ะ เพื่อนเว่ยหลางเกอเกอนั่นแหละ” ..เสือกพูดว่าจะปิดปากผมด้วยปากมันเอง อันนี้แค่คิดครับไม่กล้าพูด กระดากปากยังไงก็ไม่รู้ ถ้าถูกผู้ชายจูบ... อึ๋ย...หล่อแมนแฟนเยอะอย่างชายสวี่รับไม่ได้

 

“อ้าว ได้ข่าวว่าเราเป็นคนลากเพื่อนพี่มานอนกอดเองไม่ใช่เหรอ” พี่คนรองพูดหลังจากที่หยุดหัวเราะได้ในที่สุด

 

“ก็โจวเมานี่ แล้วก็คิดว่าเขาเป็นเกอเกอด้วย เห็นตัวสูงๆ เหมือนกัน ใครจะไปรู้ล่ะว่าเว่ยหลางเกอเกอจะพาเพื่อนกลับมาด้วย” ผมตอบพี่เว่ยหลางเสียงอ่อยลงนิดหน่อย

 

“แล้วจิ่วอวี๋เกอเกอหน้าไปโดนอะไรมาล่ะนั่น แดงเชียว” พี่เว่ยซื่อถามหลังจากที่เห็นรอยแดงที่ปลายคางข้างซ้ายของอีกฝ่าย ที่เจอหมัดขวาตรงของผมเข้าไป

 

“ก็เจ้าตัวแสบของพวกเราไปสอยเข้านะสิจะอะไรซะอีก” พี่ชายคนรองพูดพลางหัวเราะขึ้นมาอีกรอบ ผมก็รีบลุกขึ้นนั่งเมื่อคนที่ทับผมอยู่ลุกขึ้นก่อนแล้ว

 

“แล้วโจวโจวไปต่อยพี่เขาทำไม” พี่เว่ยซื่อสวมวิญญาณทนายฝีปากกล้าช่วยคาดคั้นผมอีกคน นี่ดีนะที่พี่เว่ยเทียนไม่อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงถูกซักจนขาวสะอาด ผงซักฟอกยี่ห้อไหนที่ว่าแน่เจอสามพี่ชายตระกูลสวี่ของผมเข้าไปมีอายครับขอบอก

 

“ก็เพื่อนพี่เว่ยหลางบอกว่าจะ..จะ”

 

“ก็แค่บอกว่าถ้าไม่เงียบจะจูบปิดปาก” ผมยังพูดไม่ทันจบตัวต้นเหตุก็แทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย คราวนี้พี่ชายผมทั้งสองคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่พี่ชายคนรองจะหันกลับมาถามเพื่อน

 

“แล้วนายปิดปากน้องฉันไปหรือยัง”

 

“ยังโว้ย ก็โดนต่อยมาก่อนนี่ไง แค่ขู่เฉยๆ ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ สักหน่อย” คราวนี้คนที่นั่งข้างผมพูดไปมือก็ลูบคลำตรงที่โดนต่อยไปด้วย

 

“โหย..แล้วน้องเราก็ร้องซะอย่างกับโดนเกอเกอเขาปล้ำไปแล้วอย่างนั้นแหละ” พี่เว่ยซื่อมองหน้าผมก่อนจะพูดพลางส่ายหน้าและเดินออกจากห้องผมไป พี่เว่ยหลางก็หัวเราะและเดินหนีไปอีกคน

 

ส่วนคนที่ผมลากมานอนกอดก่ายบนเตียงทั้งคืน หลังจากเจอสายตาขวางๆ แบบชวนหาเรื่องเข้าไปเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินตามบรรดาพี่ชายออกไปจากห้อง แต่ไม่วายหันกลับมาพูดด้วยประโยคที่ผมรับรองเลยว่า ถ้ามีมีดหรืออะไรอยู่ในมือละก็ ผมจะขว้างใส่หน้าหมอนี่แบบไม่ลังเลเลย

 

“เป็นผู้ชายใครใช้ให้เกิดมาหน้าตาน่ารักแบบนี้ล่ะ จะโดนผู้ชายปล้ำจริงๆ มันก็ไม่แปลกหรอก” เจ้าตัวพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตาแบบกวนส้นตีนสุดๆ ใส่ตาผม ก่อนจะรีบออกจากห้องแล้วปิดประตูลง ไอ้คนนิสัยเสีย!!! ฮึดฮัดด้วยความหงุดหงิดอยู่เพียงไม่ถึงนาทีผมก็แพ้ภัยความง่วงและอาการเมาค้างของตัวเอง เรื่องไอ้สัมภเวสีโรคจิตนั่นเอาไว้ตื่นมาค่อยสะสางชำระแค้นก็ยังไม่สาย ภาวนาให้หมอนั่นอย่าพึ่งรีบกลับก่อนที่ผมจะตื่นก็แล้วกัน

 

 

 

 

สมหวัง..โจวโจวสุดหล่อสมหวังโคตรๆ

 

เพราะก่อนนอนก็เอาแต่กังวลว่าเพื่อนของพี่ชายจะกลับไปก่อนที่ผมจะตื่น แต่แล้วหมอนั่นก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง...เกินไปแล้วเว้ย

 

หลังจากที่พลาดอาหารเช้าไปแล้วก็ไม่มีทางที่ผมจะพลาดอาหารกลางวันอีกเด็ดขาด ตอนเที่ยงผมจึงรีบอาบน้ำอีกรอบ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆ กางเกงขาสามส่วนสีดำกับเสื้อยืดสีขาวไม่มีลวดลายอะไร แต่ก็นะ...คนมันหล่อ จะใส่อะไรก็ดูดี

 

ลงมาถึงห้องอาหารก็พบว่าครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าจะเป็นพ่อกับแม่คู่รักหวานไม่จางของผม พี่เว่นเทียนกับพี่อี้หลินที่แยกไปอยู่บ้านหลังติดกัน แต่ทุกวันหยุดต้องมารวมตัว อ้อ..ลืมบอกไปว่าสองคนนี้เขาจดทะเบียนสมรสแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ แค่รอฤกษ์แต่งงานอย่างเป็นทางการอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ พี่เว่ยหลาง พี่เว่ยซื่อ อยู่ครบไปจนถึงเพื่อนพี่ชายคนรองที่ผมรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตานัก..ไอ้คุณหวงจิ่งอวี๋

 

ทั้งหมดกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานและสนิทสนม(อย่างน่ารังเกียจ) หมอนั่นดูจะเข้ากับทุกคนในบ้านผมได้เป็นอย่างดี(จนน่าหมั่นไส้)

 

“น้องโจวตื่นแล้วเหรอ มาๆ ลูก จำพี่จิ่งอวี๋ได้ไหม” คุณนายสวี่เปิดฉากเมื่อหันมาเห็นผมที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่ประตูห้อง เพราะลังเลว่าจะเข้าไปร่วมวงดีหรือไม่ แต่เมื่อถูกเรียกผมก็เดินเข้าไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท(เพราะหิว)

 

“ไม่ได้”...และไม่อยากจะจำมันด้วย ผมตอบก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างพี่อี้หลินที่วันนี้ไม่ได้ไปเฝ้าอาจารย์อี้หลง เพราะเมื่อคืนเปลี่ยนกับแม่ของอาจารย์เฝ้าแทน พี่สะใภ้รีบตักข้าวใส่ถ้วยให้ผมอย่างเอาใจ น่ารักที่สุดอ่ะ

 

“เมื่อก่อนพี่จิ่งอวี๋เขามาบ้านเราบ่อยมาก แต่น้องโจวก็ไม่ค่อยอยู่บ้านเลยไม่ค่อยได้เจอพี่เขานะสิ แถมเขายังไปเรียนต่อที่อเมริกาตั้งเกือบสิบปี กลับมาแต่ละทีหล่อขึ้นจนแทบจำไม่ได้” จบคำของคุณนายสวี่ ผมก็แอบหันไปเบ้ปากแหวะเบาๆ โดยตั้งใจให้คนหล่อของแม่ผมเห็น ชิ..หล่อตาย

 

“นี่ก็กำลังนินทาเรื่องเมื่อเช้ากันอยู่พอดี คุยกันถึงตรงไหนแล้วนะ”

 

“ถึงตอนที่ได้ยินเสียงร้องครับ ผมก็รีบวิ่งเข้าไปดูน้อง นึกว่าน้องเป็นอะไร ที่ไหนล่ะเจอสองคนนี้นอนกอดกันอยู่บนเตียงโน่น” พี่เว่ยหลางเล่าเรื่องอย่างตื่นเต้น เล่าไปก็ขำไปจนคนอื่นๆ พลอยลุ้นตาม โดยเฉพาะพี่อี้หลิน

 

แต่ผมขอแก้ความเข้าใจผิดกับคุณผู้อ่าน ผมไม่ได้กอดมัน!! ผมแค่ถูกมันกดอยู่เลยลุกหนีไม่ได้เฉยๆ ถามว่าอยากอธิบายความจริงให้คนในบ้านฟังไหม ตอบเลยว่าอยาก แต่ดูท่าทางยิ้มแก้มปริของคุณนายสวี่กับพี่สะใภ้ผมพูดไปก็เท่านั้น เพราะคงไม่เข้าหูใครหรอก ท่าทางจะฝันกันอยู่

 

“แล้ว..” พี่สะใภ้ผมถามอย่างสงสัย พลางมองหน้าผมกับเพื่อนตัวเองสลับกันไปมา แถมยังยิ้มหวานทำหน้าเคลิ้มฝัน กำลังจิ้นอยู่ละสิท่า

 

“แล้วอะไรล่ะ เพื่อนฉันก็โดยเจ้าโจวเสยปลายคางเอานะสิ ตัวเองเป็นคนพาเขาไปนอนด้วยเองแท้ๆ แถมยังเป็นคนต่อยเขาอีกต่างหาก แล้วก็ร้องโวยวายอย่างกับถูกปล้ำจนเสียตัวไปแล้วอย่างนั้นแหละ” พี่เว่ยหลางหันไปตอบพี่อี้หลินซึ่งเคยเป็นเพื่อนสนิท ก่อนจะเปลี่ยนมายึดตำแหน่งพี่สะใภ้

 

พอพี่คนรองพูดจบคนอื่นที่ร่วมโต๊ะก็พากันฮาทั้งบ้าน ยกเว้นพี่เว่ยเทียนที่เพียงแค่ยิ้มๆ ส่วนผมและคู่กรณีไม่ได้อ้าปากหัวเราะแต่อย่างใด ผมเอาแต่นั่งเงียบจ้องหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามและรีบยัดข้าวเข้าปากแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้รีบอิ่มแล้วลุกออกไปจากโต๊ะซะ อยู่แล้วรู้สึกขัดหูขัดตา ไอ้คนที่นั่งหล่ออยู่อีกฝั่งยกยิ้มจนเห็นเขี้ยวที่น่าหักทิ้งทั้งสองข้างแถมด้วยยักคิ้วกวนตีนส่งมาให้ผม ถ้าอยู่กันแค่สองคนผมจะทำต่อจากเมื่อเช้านี้แน่(หมายถึงต่อยกันต่อนะครับ)

 

“จะว่าไปเว่ยหลางกับจิ่งอวี๋ก็ตัวโตเหมือนกันจริงๆ นั่นแหละนะ เห็นในที่มืดๆ แถมเมากลับมาอีกก็คงจะมองไม่ค่อยออกละมั้งว่าใครเป็นใคร” พ่อผมพูดยิ้มๆ รายนี้ก็ไม่มีที่จะหือกับแม่ผม ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ ผมถูกผู้ชายปล้ำขึ้นมาจริงๆ พ่อจะเสียใจ!!!

 

จากนั้นพวกเราก็กินข้าวต่อ ทุกคนกินไปคุยไปด้วยท่าทางไม่เร่งรีบ ส่วนผมตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียวไม่สนใจจะคุยกับใคร และพยายามไม่ใส่ใจสายตาของคนที่นั่งทำหน้าหล่อวอนหาอวัยวะเบื้องต่ำอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย ไม่ต้องมามองโว้ย

 

 

 

 

“แล้วหลังมื้อเที่ยงนี่จะเอายังไงกันล่ะ ใครจะไปทางไหนบ้าง” พ่อผมถามขึ้นขณะที่พวกเรากำลังจัดการของหวาน

 

“ผมมีเข้าเวรคืนนี้ครับ เดี๋ยวว่าทานเสร็จก็จะออกไปเลย จะแวะไปเยี่ยมอี้หลงแล้วก็ไปส่งอี้หลินให้เปลี่ยนเฝ้ากับแม่ด้วย” พี่เว่ยเทียนตอบเป็นคนแรก

 

“ผมนัดรับเอกสารและคุยเพิ่มเติมกับลูกค้าอาจจะกลับค่ำๆ เลย จะทานข้าวข้างนอกครับ” พี่เว่ยซื่อบอก

 

“ผมจะออกไปดูเขาตกแต่งออฟฟิศหน่อย แล้วก็แวะไปหาเพื่อน ทานข้าวข้างนอกเหมือนกัน” พี่เว่ยหลางบอก

 

“อ้าว..โจวอุตส่าห์จะกลับมาอ้อนพี่ๆ สักหน่อย” ผมบ่นเบาๆ อย่างเสียดายที่พี่ชายติดงานกันหมด ผมไม่ค่อยได้อ้อนพี่เว่ยเทียนมากเท่าไหร่เพราะเขาค่อนข้างยุ่ง กับพี่เว่ยซื่อก็ชอบอ้อน แต่พี่เว่ยซื่อชอบบ่น ปากร้ายนำมาก่อนเสมอแม้สุดท้ายจะยอมตามใจผมก็เถอะ ผมเลยชอบอ้อนพี่เว่ยหลางที่สุด พี่ชายคนรองจะพูดเพราะกับผมมาก ขนาดดุผมยังพูดเพราะเลยแค่เน้นเสียงหนักเฉยๆ (แต่ก็น่ากลัวเพราะพี่เว่ยหลางเป็นคนที่ดุที่สุดในบ้านแล้ว เวลาโกรธน่ากลัวมาก ผมไม่ค่อยกล้าหือกับพี่ชายคนนี้หรอก) แถมพี่ชายคนรองยังเป็นคนที่ตามใจผมมากที่สุด

 

“พรุ่งนี้ค่อยมาอ้อน ใครใช้ให้ตื่นสายล่ะครับ” พี่เว่ยหลางบอกยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือมายีหัวผมเบาๆ ดีที่ไม่ได้เซตผมมา ไม่อย่างนั้นหมดหล่อกันพอดี

 

ทุกอย่างเกือบจะเป็นปกติยกเว้นอยู่คนที่ไม่ปกติ ตอนนี้เอาแต่นั่งมองผมกับพี่เว่ยหลางออดอ้อนกันแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คงฝันกลางวันไปไกลมากอีกแล้วสินะพี่สะใภ้ผม

 

“จิ่งอวี๋ล่ะลูก” แม่หันไปถามคู่กรณีของผม

 

“ยังไม่มีแผนครับ ผมตั้งใจมาพักผ่อนและก็มาเยี่ยมพ่อกับแม่เฉยๆ ” อื้อหือ พ่อกับแม่เต็มปากเต็มคำ ถ้าไม่รู้ก็จะบอกให้ บ้านนี้มีลูกชายแค่สี่คนโว้ย

 

“แม่อยากออกไปนั่งรถเล่นบ้าง นานๆ ลูกๆ จะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที ถ้าไม่เหนื่อยก็ออกไปกับแม่นะ”

 

“อ้าว แล้วโจวล่ะ” ผมรีบโวยวายเมื่อเห็นว่าแม่เอาใจลูกนอกไส้จนออกนอกหน้า(มากกกกกกกกกกกกกกกกกก)

 

“น้องโจวก็ต้องไปกับแม่อยู่แล้วสิจ๊ะ” ผมก็อยากไปกับแม่ แต่ผมไม่อยากไปกับมันอ่ะ

 

“เอารถผมไปแล้วกันนะ จิ่งอวี๋เคยขับ คงคุ้นมือมากกว่าคันอื่น” พี่เว่ยหลางเสนอ

 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปหยิบกุญแจรถให้ เกอเกอขับคันเก่าของผมไปก็แล้วกัน” พี่เว่ยซื่อบอกพี่เว่ยหลางก่อนจะขอตัวลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนใครเพื่อน

 

“พ่อกับแม่อยากดูหนังไหม ไม่ได้ไปดูด้วยกันนานแล้ว โจวจะได้จองตั๋วไว้”

 

“พ่อแล้วแต่แม่” พ่อผมรีบโบ้ยทันที

 

“อืม..จิ่งอวี๋อยากดูหนังไหมลูก” แทนที่แม่จะตอบกลับหันไปถามอีกคน ปกติมันต้องเป็นผมไม่ใช่เหรอวะ เหอะ

 

“ผมไม่ทราบว่าตอนนี้มีหนังอะไรบ้าง” ก่อนที่เจ้าตัวจะจรลีขยับมานั่งแทนที่พี่เว่ยซื่อเพื่อดูหน้าจอมือถือของผมว่ามีหนังอะไรน่าสนใจ ขยับมานะไม่ว่า แต่หน้ามึงนี่ไม่ต้องยื่นเข้ามาใกล้มากได้ป่ะ รัศมีความหล่อไอ้พี่จิ่งอวี๋จะทิ่มตาผมบอดเอาได้(อิจฉามัน)

 

“เว่ยโจวอยากดูเรื่องอะไรครับ” เสียงทุ้มนุ่มนวลถามข้างหู จะพูดก็พูดให้มันดังๆ ไม่ต้องกระซิบกระซาบแบบนี้ ผมไม่เคยมีความลับกับพ่อแม่ แต่ไหนๆ เขาก็ให้เลือก ผมเลยเลือกเรื่องที่ตัวเองสนใจก่อนจะจิ้มเข้าไปดูรอบหนัง

 

“โห..มีตอนเย็นเลยอ่ะ” ผมบ่นเบาๆ อย่างเสียดาย

 

“ถ้าอย่างนั้นโจวจองไว้ก่อนแล้วกัน ไปถึงแล้วถ้าอยากดูเรื่องอื่นก็ว่ากันอีกที” ผมพูดจบแล้วก็ตกลงกับตัวเองแบบเผด็จการ ไม่รอฟังความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น

 

 

 

รถทยอยออกจากบ้านผมและบ้านพี่เว่ยเทียนที่อยู่ติดกันไปทีละคัน จนกระทั่งถึงรถบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวของพี่เว่ยหลางเป็นคันสุดท้าย

 

เมื่อเดินออกมาหน้าบ้าน ลูกชายคนที่ห้าของบ้านผมก็เปิดประตูรถให้พ่อกับแม่เข้าไปนั่งทางด้านหลัง อ้าว!! อย่างนี้ผมก็ต้องนั่งหน้าคู่กับมันสิ ซวยสุดๆ

 

ผมไม่อยากจะขึ้นรถแต่ก็จำใจเพราะจะไม่ยอมให้คนที่กำลังเดินไปฝั่งคนขับมันเอาอกเอาใจพ่อแม่ผมอยู่คนเดียวหรอก ยังไม่ทันที่จะเปิดประตูรถ คนขับที่เดินไปถึงฝั่งตัวเองแล้วก็หันมาส่งยิ้มให้ผม จะไม่อะไรเลยถ้ามันไม่ได้เป็นรอยยิ้มที่ไม่ว่ายังไงก็ดูกวนตีนมากขนาดนี้ แถมไอ้การยักคิ้วสองทีนี่คืออะไรวะ พ่อง...

 

“อากาศดีจังเลยนะวันนี้” พ่อผมเปรยเบาๆ เมื่อได้ออกมานอกบ้าน ปกติพวกท่านไม่ค่อยจะออกไปไหนพร้อมกันน่ะครับ มีเวลาก็อยู่บ้านจู๋จี๋กันสองสามีภรรยา เย็นมาก็รอกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาลูกแค่นั้น นานๆ ทีถึงจะเรียกร้องให้พาออกไปที่นั่นที่นี่บ้าง

 

“นั่นสิคะคุณ อากาศแบบนี้น่าเดินเที่ยวเล่นกันนะ ดิสนีย์แลนด์เปิดมาตั้งนานแล้ว น้องโจวเคยไปเที่ยวมาหรือยังลูก” แม่ผมพูดขึ้นมาบ้าง เออ..จะว่าไปก็ยังไม่เคยไปดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้จริงๆ นั่นแหละ เอาแต่เรียนและก็เมา แหะๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนแผนจากดูหนังเดินเล่นห้าง ไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ดิสนีแลนด์กันดีไหมครับ เย็นๆ ก็หาอะไรทานนอกบ้านกันก่อนค่อยกลับ เพราะวันนี้ไม่มีใครกลับมาทานมื้อเย็นอยู่แล้ว เราก็ทานข้างนอกกันบ้างดีกว่า” คนขับรถเสนอความคิด แม้ผมจะแอบเห็นด้วยเล็กๆ แต่เรื่องอะไรจะยอมรับให้หมอนี่ได้หน้าไปคนเดียว

 

หันไปมองพ่อกับแม่ที่วันนี้แต่งตัวมาแบบสบายๆ พ่อผมใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นแค่เข่าแถมด้วยรองเท้าหนังแบบสวมสบาย ส่วนแม่ผมที่ตอนนี้หุ่นยังเป๊ะแม้อายุกำลังจะเข้าเลขหก ใส่กระโปรงยาวปลายพลิ้วสีฟ้าอ่อนพิมพ์ลายดอกไม้เล็กๆ ส่วนตัวเสื้อเป็นแขนสั้นสีเดียวกัน เขาก็จะต้องใส่อะไรที่สีสันมันเข้ากันตลอดนะสามีภรรยาคู่นี้ อิจฉาพ่อกับแม่ที่รักกันมากแบบนี้จัง หุหุ ผมก็ชุดเดิมแถมลากเตะที่พื้นเป็นลายคีย์บอร์ด ส่วนคนขับก็สไตล์ไม่ต่างจากผมเท่าไรนัก ต่างกันแค่เพียงชุดที่หมอนี่ใส่มันแบรนด์เนมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เป็นอันว่าชุดของพวกเราผ่านการประเมินถ้าคิดจะเปลี่ยนแผนจริงๆ

 

“น้องโจวอยากไปไหมลูก” แม่ยืดตัวขึ้นจากเบาะเล็กน้อยเพื่อเอนตัวเข้ามาถามความคิดเห็นของผม

 

“ก็..ไปสิครับ” ไม่ได้อยากไปโว้ย แค่เห็นว่าพ่อกับแม่ผมอยากไปหรอก ไม่ต้องยิ้มครับไอ้คุณจิ่ง

 

“งั้นสรุปเราไปดิสนีย์แลนด์กับนะครับเว่ยโจว” คนขับหันมาถามเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังยังไงก็จับได้ว่าแฝงไปด้วยความกวนตีนสุดๆ ถึงจะสวมแว่นกันแดดแต่ผมรู้นะว่าดวงตาของอีกฝ่ายยังยิ้มกวนประสาทผมอยู่

 

“อยากไปไหนก็ไป” ผมตอบส่งๆ บอกให้รู้ตัวว่าผมไม่ได้อยากคุยกับมันเลย

 

“แม่ครับ โจวง่วงอ่ะอยากนอน เมื่อคืนนอนไปนิดเดียวเอง ขอโจวไปนอนตักแม่ได้ไหม”

 

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นตรงไหนสะดวกเดี๋ยวจิ่งอวี๋จอดรถให้แม่หน่อยนะลูก คุณไปนั่งคุยเป็นเพื่อนจิ่งอวี๋นะคะ” แม่ผมออกปากซึ่งพ่อก็พยักหน้า ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมก็ได้ย้ายตัวเองหนีหน้าหล่อและใสอย่างน่าหมั่นไส้จนอยากถวายตบด้วยหนามทุเรียน ไปนอนหนุนตักคุณนายสวี่ที่เบาะหลัง

 

ก่อนจะล้มตัวลงนอนดันเผลอไปมองที่กระจกมองหลังที่หน้ารถ และเห็นรอยยิ้มกวนๆ จากคนขับส่งมาให้ ถ้าไม่เกรงใจว่ากำลังสร้างภาพลูกชายที่น่ารักของพ่อกับแม่ ผมจะจิ้มตาคนขับให้บอดจริงๆ มาเรียกผมว่าน้องน่ารักยังแค้นไม่หาย

 

“เราน่ะชอบแย่งแฟนพ่อไปจู๋จี๋ตลอดเลยนะเจ้าตัวแสบ” พ่อบ่นยิ้มๆ เมื่อย้ายตัวเองไปนั่งข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว แต่ผมไม่สน นอนหนุนตักแม่ได้ก็ตามเสียงเรียกของพระอินทร์ไปแทบจะทันที

 

 

TO  BE  CONTINUE…

 

แลดูบ้านสวี่จะไม่ค่อยมีอุปสรรคสำหรับชายหวง เพราะคุณกับคุณนายสวี่ยกหางจิงโจ้สุดๆ (อ้อ...ในที่นี้ต้องยกเว้นพี่ชายคนรองเว่ยหลาง ที่แลดูจะหวงน้องชายสุดๆ )

 

 

ลุ้นให้น้องเสียตัว เอ๊ย!!! เสียจูบ ก็ไม่เสียสักที อิพี่จิ่งนี่มันชักช้าน่าหมั่นไส้จริงโว้ย ตอนหน้าเขาจะไปเดทกัน(ข่าวว่าพ่อกับแม่ไปด้วยไม่ใช่เรอะ) จะน่ารักมุ้งมิ้งสวีวี่วีกันขนาดไหน รอให้ชายหวงเขามาเล่าให้ฟังนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #11 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 10:34
    ตายกับโหมดโจวโจวอ้อนมากค่ะ หวั่นไหวแทนจิ่ง ><
    #11
    0
  2. #5 หยดหมึกสีแห้ง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 11:49
    อยากให้โจวๆเมาทุกตอนเลย กอดจิวหวี๋อุ่นไหม กิกิดิกิ
    #5
    0