ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6 ลูกชายคนเล็กบ้านตระกูลสวี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 ธ.ค. 59

ตอนที่ 6 ลูกชายคนเล็กบ้านตระกูลสวี่

 

“นั่งยิ้มอะไรอยู่คนเดียวของนายวะจิ่งอวี๋ ไปเจอเรื่องอะไรดีๆ มาหรือไง” เสียงทักของเพื่อนสนิทดังขึ้นหลังจากที่เว่ยหลางเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นว่าผมนั่งกระดิกเท้ายิ้มไปฮัมเพลงไปเบาๆ อย่างมีความสุขหน้าทีวี

 

พอดีวันนี้ผมมีสอนวันแรกและก็สอนแค่ช่วงเช้าเลยนัดเพื่อนมาหาผมที่ห้องพักว่าจะออกไปทานข้าวด้วยกัน จากนั้นจะไปเยี่ยมพี่อี้หลง แล้วผมก็จะเลยไปนอนบ้านเว่ยหลางด้วย เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไม่มีสอน มีอีกทีก็วันพุธ บริษัทผมก็ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ ไปนอนกลิ้งนอนเกลือกให้แม่ของเว่ยหลางทำกับข้าวอร่อยๆ ให้กินดีกว่าอยู่คนเดียวเป็นไหนๆ

 

“ก็เจออะไรสนุกๆ มานิดหน่อยน่ะ ถึงตอนแรกจะรู้สึกว่าคิดผิดที่ตกปากรับคำพี่อี้หลง แต่วันนี้ฉันคิดว่าไปสอนชั่วคราวที่นั่นก็น่าจะมีเรื่องสนุกให้ทำดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ ละนะ”

 

“หือ..อะไรของนาย ทีตอนชวนทีแรกคิดนานสองนาน แถมทำท่าจะปฏิเสธหัวชนฝาขนาดนั้น” เว่ยหลางถามงงๆ เมื่อเห็นลุคใหม่ของผมในตอนนี้ ซึ่งต่างจากตอนแรกที่ได้รู้ว่าถูกทาบทามให้มาสอนแทนพี่อี้หลงชั่วคราวอย่างชนิดหน้ามือกับหลังเท้า

 

“ก็พึ่งจะมาสนุกก็ตอนเช้านี่แหละ” ผมบอกพลางควงกุญแจห้องในมือเล่นไปมา ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางใบย่อม ซึ่งข้างในก็มีทั้งเสื้อผ้านิดหน่อยและของใช้ที่จะขนไปนอนบ้านตระกูลสวี่ ส่วนพื้นที่อีกกว่าครึ่งเป็นของฝากของพ่อกับแม่เพื่อนผมซึ่งตอนนี้เหมือนเป็นพ่อแม่ผมไปด้วย ก่อนจะเดินนำทิ้งให้คนตามหลังล็อคประตูห้องให้อย่างเรียบร้อย

 

 

 

 

“เล่ามา” คุณเพื่อนยังไม่เลิกถาม เมื่อถึงรถของอีกฝ่ายผมก็เปิดประตูยัดกระเป๋าตัวเองไปไว้ที่เบาหลัง ก่อนจะเปิดเข้าไปนั่งคู่คนขับที่ด้านหน้า พอดีวันนี้เว่ยหลางบอกว่าไม่มีที่จะจอดรถเพราะว่าเว่ยซื่อพึ่งจะถอยรถมาใหม่ เพื่อนก็เลยมารับผมแทนที่จะให้ผมขับรถไป อีกอย่างผมไม่ได้ขับรถไปเองมาหลายปีจำทางไม่ค่อยจะได้ด้วย ประเทศจีนก็แบบนี้แหละครับ แค่ไม่กี่เดือนที่คุณไม่ได้กลับไปเยือนที่เก่า สถานที่แห่งนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

“เมื่อเช้าตอนขับรถเข้ามหาวิทยาลัยฉันเจอเด็กคนหนึ่ง แต่ไปๆ มาๆ ตอนเข้าสอนดันกลายเป็นนักศึกษาในคลาสเข้าพอดีนะสิ ยั่วขึ้นสุดๆ น่าแกล้งเป็นบ้า” ผมพูดจบก็หัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงสีหน้าโกรธจัดของไอ้เด็กหน้าแมวที่หน้ามหาวิทยาลัยเมื่อตอนเช้า แถมดวงตากลมโตที่มองมาอย่างไม่เป็นมิตรตลอดเวลาที่สอนอยู่มันชวนให้ละสายตาไม่ได้ โคตรจะน่าแกล้งน่ารังแกสิ้นดี

 

“ผู้หญิง?” เว่ยหลางถามอย่างสงสัยเมื่อดูผมให้ความสนใจคนที่พูดถึงเป็นพิเศษ

 

“โน..ทีแรกฉันก็คิดว่าเป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกัน หน้าตาน่ารักโคตร แต่..ผู้ชายว่ะ” ผมบอกเพื่อนและส่ายหน้าไปมาน้อยๆ ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะดี เสียดายความน่ารักขาวเนียนนั่นเป็นบ้าเลย

 

“มีด้วยเหรอวะผู้ชายที่น่ารักขนาดนั้น อืม..ปีสามเอกการท่องเที่ยวใช่ป่ะ อาจจะมีจริงๆ ก็ได้” เพื่อนผมพูดขณะทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหัวเราะออกมาพลางออกรถ อะไรของมันวะ

 

 

 

 

เมื่อเพื่อนเอื้อมมือไปเปิดเพลงผมก็นั่งฟังเพลงพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินเพลงที่แสนจะเก่าแต่ก็ยังคงความไพเราะได้แบบฟังเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อ และไม่รู้ว่าเพราะอะไรพอเพลงนี้ขึ้นมา ใบหน้าของไอ้แมวแสบที่พึ่งจะได้เจอกันอีกรอบเมื่อเช้า ภาพการพบกันครั้งแรกที่ร้านดอกไม้ และปฏิกิริยาต่างๆ ของอีกฝ่ายที่ได้พบเจอมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ลอยเข้ามาในหัวผมราวกับว่ามันเป็นฟิล์มที่หมุนวนภาพความทรงจำเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

Maybe it's intuition 
But some things you just don't question
Like in your eyes
I see my future in an instant
and there it goes
I think I've found my best friend
I know that it might sound more than
a little crazy but I believe 

I knew I loved you before I met you
I think I dreamed you into life
I knew I loved you before I met you
I have been waiting all my life 

There's just no rhyme or reason
only this sense of completion
and in your eyes
I see the missing pieces
I'm searching for
I think I found my way home
I know that it might sound more than
a little crazy but I believe

A thousand angels dance around you
I am complete now that I found you

**I Knew I loved you – SAVAGE GARDEN**

 

เมื่อเพลงจบลงผมก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าโดยไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม

 

ระหว่างที่เร่งรีบเพื่อจะมาให้ทันเก้าโมงผมก็ต้องพบกับเรื่องสุดซวย นอกจากจะขับหลงทางจนเกือบสายแล้ว เมื่อขับรถมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็เจอเข้ากับคนที่วิ่งตัดหน้ารถลงมาเกือบกลางถนน ดีที่ผมเบรกทันไม่อย่างนั้นร่างโปร่งบางของอีกฝ่ายคงกลายเป็นศพแบนติดถนนไปแล้ว

 

ขอบอกว่าตอนเปิดประตูลงไปผมโคตรจะโมโห แต่พอเห็นหน้าเด็กคนนั้นความโมโหเลยคลายลงเหลือแค่หงุดหงิดเล็กๆ ก็คนตัวเล็กที่เห็นตรงหน้านั้นถ้าผมจำไม่ผิด ซึ่งก็ไม่น่าจะผิด เพราะผู้ชายตาโต หน้าหวาน โคตรจะน่ารักขนาดนี้คงไม่ได้หน้าโหลหาได้ง่ายๆ นักหรอก

 

“อยากตายหรือไงครับน้อง!!” พอผมพูดจบคนที่พึ่งจะหายตกใจก็เปลี่ยนจากลูกแมวน้อยกลายเป็นแม่เสือทันที

 

“คุณนั่นแหละขับรถประสาอะไรจะรีบไปตายเหรอ คนตัวตั้งใหญ่ตั้งโตมองไม่เห็นรึไงห๊ะ ถ้าผมตายไปคุณทำคืนพ่อแม่ผมได้ไหม” เด็กตรงหน้าใส่ผมเป็นชุด แต่พูดอะไรไม่ดูตัวเองเลย

 

“ตัวแค่นี้อ่ะนะใหญ่โต สูงกว่าลาบราดอร์ที่ผมเคยเลี้ยงนิดเดียว ไม่เหยียบคุณตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ผมเคยเลี้ยงจริงๆ นะตัวใหญ่มาก ถ้าเอาน้ำหนักมาเทียบกัน ดูจากรูปร่างของเด็กคนนี้ สุนัขของผมต้องชนะแน่ๆ

 

พอสิ้นเสียงผมอีกฝ่ายก็ท่าทางของขึ้น

 

“แล้วนายตัวใหญ่นักรึไง” เสียงใสที่พยายามเก๊กห้าวนั้นเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเด็กนี่สูงเฉียดปลายจมูกผมขึ้นมาแค่นิดหน่อย น่าจะสักร้อยแปดสิบหรืออาจจะไม่ถึง

 

ผมขี้เกียจจะเถียงเพียงแค่ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเพื่อให้คนตรงหน้าเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผมกับเจ้าตัว

 

“ถอยไป” แต่ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กเตี้ยนี่จะแพ้แล้วพาล มือเล็กๆ สองข้างผลักผมเต็มแรง แต่แรงแค่นี้ทำให้ผมเซแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ทันที่ผมหรือเด็กแสบจะว่าอะไรเสียงโทรศัพท์ของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น คู่กรณีตัวแสบจ้องวัตถุในมือชิ้นนั้นอย่างโกรธๆ ก่อนจะกดรับสาย

 

“มีอะไร” ถามอย่างกับจะกัดเขา ไม่รู้ว่าคนที่โทรมามีอะไรแต่เด็กผู้ชายน่ารักตรงหน้าผมยกข้อมือของตัวเองขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง

 

“เฮ๊ย!! เออ เดี๋ยวจะขึ้นไป อยู่หน้ามหาลัยแล้ว” เจ้าตัวบอกก่อนจะวางสาย และหันกลับมาจ้องตาผมอย่างอาฆาต

 

“เพราะนายทำให้ฉันสาย ครั้งนี้ฉันจะคิดซะว่าดวงตัวเองโคตรซวย จะรีบไปตายที่ไหนก็ไปซะ” แถมโยนความผิดมาให้ผมรับเต็มๆ เรื่องอะไรจะยอม ทีตัวเองวิ่งลงมาตัดหน้ารถผมล่ะ

 

“เพราะคุณต่างหากทำให้ผมสาย หน้าตาออกจะน่ารัก แต่ปากเนี่ยไม่ได้น่ารักอย่างหน้าตาเลย” ผมบอกทำเอาอีกฝ่ายมองหน้าผมแบบตะลึงเล็กน้อย

 

“มึงว่าใครน่ารักห๊ะ!!” เจ้าตัวยิ่งโวยวายเสียงดังใส่ทำท่าจะดึงผมไปฟัดอยู่รอมร่อ แต่ผมคงสละเวลาให้ไม่ได้เพราะตัวเองก็จะสายเหมือนกัน หันหลังเดินกลับไปขึ้นรถขับผ่านไปก็เห็นอีกฝ่ายตะโกนด่าตามมาผ่านกระจกมองหลัง โชคดีที่ผมไม่ได้ยิน แต่ไอ้ท่าชูนิ้วกลางให้นี่มันน่าจับหักนิ้วทิ้งเสียจริง อย่าให้เจออีกนะ

 

 

 

 

เมื่อมาถึงห้องภาควิชาการท่องเที่ยวก็เจออาจารย์หยางซึ่งเป็นหัวหน้าภาคที่จะพาผมไปแนะนำตัวเข้า ผมขอโทษที่มาช้าแต่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร มาวันแรกก็เกือบสายเลยผม แย่จริงๆ

 

“เดี๋ยวผมจะพาไปที่ห้องบรรยายนะครับ จะแนะนำให้เด็กๆ รู้จักอย่างเป็นทางการ” เรื่องวิชาที่ต้องสอนนั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าเรื่องภาษาอังกฤษมันงานถนัดของผมอยู่แล้ว เดินตามเข้าไปในห้องบรรยายที่มีนักศึกษาอยู่เยอะพอสมควร ได้ยินเสียงซุบซิบพูดคุยตั้งแต่ผมเดินเข้าไป

 

เมื่อมองไปยังโซนขวามือแถวๆ กลางผมก็พบกับคู่กรณีที่ทำให้ผมต้องวิ่งตับแลบหลังจากเสียเวลาหาที่จอดรถ ไอ้เด็กนิสัยสุดแสบไม่เข้ากับหน้าตากำลังนั่งคุยกับเพื่อน ก่อนที่เพื่อนหน้าหล่อที่นั่งติดเจ้าตัวจะชี้มาทางผม พออีกฝ่ายหันกลับมาก็สบตากับผมเข้าพอดี หึหึ..อย่างนี้ก็สนุกละสิ อยากปากร้ายกับผมดีนัก

 

“.....” ไอ้แมวแสบทำท่าจะโวยวายก็ถูกเพื่อนผู้ชายที่นั่งข้างๆ คนเดิมยกมือขึ้นปิดปากเสียก่อน และเด็กผู้หญิงหน้าตาสวยน่ารักไม่เบาก็พูดอะไรยิ้มๆ ซึ่งผมอยู่ไกลฟังไม่ได้ยิน แต่คู่กรณีของผมนี่นะหน้าหงิกมาเชียว ก็..น่ารักครับ น่ารักเกินไปด้วย

 

“วันนี้ผมพาอาจารย์ชั่วคราวมาแนะนำตัวนะ นี่คุณหวงจิ่งอวี๋จะมาสอนแทนอาจารย์อี้หลงจนกว่าจะหายเจ็บ หรืออาจจะตลอดทั้งเทอม ไม่ต้องห่วงว่าจะเรียนไม่รู้เรื่องเพราะเขาจบมาจากเมืองนอก พวกคุณก็ตั้งอกตั้งใจเรียนกันมากๆ ล่ะ” อาจารย์หยางพูดจบ ผมก็พูดจาฝากตัวกับนักศึกษาพอเป็นพิธี เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ใช่คนคุยเก่งอะไรมากมายอยู่แล้ว (ยกเว้นเวลาอยู่กับเพื่อนสนิทหรืออยากแกล้งคนอื่น) จากนั้นอาจารย์หยางก็ออกไป ปล่อยให้ผมเริ่มทำความรู้จักกับนักศึกษาที่ผมจะต้องสอนแทนพี่อี้หลง

 

แต่ไอ้เด็กน่ารักนั่นไม่ได้สนใจใยดีนักเพราะเจ้าตัวเอาแต่หันไปทางอื่น จนเมื่อจะเริ่มเรียนนั่นแหละอีกฝ่ายถึงหันกลับมาหาผมได้ นึกว่ากลัวจนไม่กล้าหันกลับมามอง ว่าแล้วผมก็ยกยิ้มน้อยๆ ส่งไปให้ตั้งใจกวนอารมณ์อีกฝ่าย ซึ่งก็คิดว่ามันคงจะได้ผลเพราะเด็กแสบนั่นจ้องผมเขม็งจนถูกคนสวยข้างๆ สะกิด ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันแต่ได้ยินเสียงโวยวายของไอ้เด็กหน้าแมวที่ดังขึ้นมากว่าปกติ บังเอิญว่าผมมันหูดีก็เลยได้ยินเข้า

 

“จะบ้าเรอะ” ก่อนที่เจ้าตัวจะสะบัดหน้าหันกลับมาขึงตาใส่ผมจนน่าเป็นห่วงว่าคอเล็กๆ นั่นจะเคล็ดเสียเหลือเกิน ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยั่วขึ้นผมก็เลยส่งยิ้มกวนๆ แถมยักคิ้วส่งไปให้อีก คิ้วที่เรียงตัวพาดสวยรับกับใบหน้าขมวดมุ่นเข้าหากันก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่เด็กหน้าหนุ่มหน้าตาดีคนเดิมจับข้อมือเล็กนั่นไว้

 

ไม่รู้ว่าสองคนเถียงอะไรกันสักพักเพราะผมอยู่ไกลได้ยินไม่ค่อยถนัด จับประโยคได้ว่ากลัวไม่กลัวอะไรสักอย่างก่อนที่เด็กนั่นจะนั่งลงไม่วายมองผมตาขวาง(แต่ก็ยังน่ารักอยู่นะผมว่า)

 

 

 

 

แม้จะมีทีท่าไม่อยากจะมองหน้าผมนัก แต่พอผมเริ่มสอนไอ้น้องน่ารักมันก็ตั้งใจเรียนดีนะครับ แม้ว่าผมถามอะไรเจ้าตัวจะไม่เคยตอบมีแต่เพื่อนๆ ตอบ แต่ก็ยังฟังและจดอย่างขะมักเขม้น อืม..น่ารักเกินไปแล้ว ทำให้ผมเผลอตัวไปหยุดสายตาที่หน้าตาน่ารักแบบผิดมาตรฐานชาย(แต่ดันเกินมาตรฐานหญิงของหมอนั่นเข้าบ่อยๆ )

 

เมื่อใกล้เลิกเรียนผมก็ให้อิสระนักศึกษาในห้องได้สอบถามได้ตามอัธยาศัยเผื่อมีใครไม่เข้าใจ แล้วผมก็ได้พบกับคำถามไม่คาดคิดมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

 

“อาจารย์ชื่อเต็มๆ ว่าอะไรเหรอคะ เมื่อกี้ได้ยินไม่ถนัดเลยค่ะ” อันนี้เสียงจากนักศึกษาสาวๆ

 

“หวงจิ่งอวี๋ครับ” คนที่นั่งตีหน้าเซ็งอยู่คงไม่คิดเหมือนผม เพราะเจ้าตัวทำหน้าแปลกๆ พลางจ้องหน้าผม เมื่อเห็นว่าผมมองอยู่ ใบหน้าสวยน่ารักนั่นเลยหันไปทางอื่น

 

“อาจารย์มีแฟนรึยังครับ” เสียงนักศึกษาชายที่ดูจากท่าทางภายนอกก็พอจะมองออกว่าเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง ถามขึ้นแบบตั้งใจแซวอย่างเปิดเผยนั่นดูเหมือนจะเอาสนุกมากกว่า แต่ว่าแววตาดูอยากรู้อยากเห็นกันแปลกๆ นะ

 

“ยังโสดครับ” เมื่อสิ้นเสียงผมคนที่หันหน้าหนีไปเมื่อสักครู่ก็ทำท่าเบะปากเหมือนจะล้อเลียน แน่จริงก็หันมามองผมสิ

 

“ขอเบอร์โทรไว้ติดต่อเวลาไม่เข้าใจที่สอนได้ไหมคะ” อันนี้เสียงสาวๆ อีกแล้ว ยังไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรเสียงใสๆ ห้าวๆ ก็ดังขึ้นมา

 

“ขอโทษนะครับ ถ้าจะถามเรื่องส่วนตัวไว้ถามกันทีหลังได้ไหม หิวข้าว” คราวนี้นักศึกษาปีสามทั้งชั้นเงียบกริบ ก่อนที่จะพากันเก็บอุปกรณ์การเรียนของตัวเอง

 

“ถ้าอย่างนั้นเช็คชื่อครับ เริ่มจากคุณ..ชื่ออะไร” ผมถามคุณที่พูดขึ้นแต่เจ้าตัวทำท่าไม่รู้ไม่ชี้หันซ้ายแลขวา

 

“มึงนั่นแหละ” สาวสาวที่นั่งข้าง คุณ’ ของผมร้องบอกเพื่อน จากที่มองดูทั้งห้องมาแล้วร่วมสองชั่วโมงกว่า ผมว่าเธอสวยที่สุดในห้องแล้วนะถ้าไม่นับ..เด็กผู้ชาย..ที่นั่งข้างๆ เธอ เพราะไอ้เด็กแสบนี่ออร่าความน่ารักมันกระจายมากอ่ะ ไม่รู้ว่าพ่อแม่ทำลูกชายออกมาน่ารักขนาดนี้ได้ยังไง เป๊ะมากทั้งสีผิว รูปร่าง คิ้ว คาง จมูก ดวงตา ริมฝีปาก รวมแล้วให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอมมาก ถ้าไม่นับคำพูดที่โคตรจะไม่น่ารักนั่นอ่ะนะ เด็กอะไรไม่รู้ปากร้ายเป็นบ้า เป็นน้องเป็นนุ่งผมนะ ได้ยินพูดไม่เพราะจะจับตีปากเสียให้เข็ด

 

“ชื่ออะไรมันก็เรื่อง..” คู่กรณีผมพูดไม่ทันจบก็ถูกเพื่อนหนุ่มหล่อที่นั่งข้างๆ เอามือมาปิดปากอีกครั้งก่อนจะตอบออกมาแทน ซึ่งก็ดีแล้วนะผมว่าเพราะท่าทางคงไม่มีคำพูดดีๆ ออกมาต่อจากนั้นแน่

 

“สวี่เว่ยโจวครับ” เจ้าของชื่อหันไปค้อนเพื่อนขวับ ผมบันทึกชื่อนั้นลงเมโมรีในสมองเรียบร้อยก่อนจะไล่ขานชื่อคนที่มาจนครบ จากนั้นก็ได้เวลาสนุก

 

“ก่อนจากกันวันนี้ ใครอยากได้เบอร์โทรผม ลองถามจากคุณสวี่เว่ยโจวก็แล้วกัน พอดีเจอกันอย่างหวานชื่นเมื่อเช้านี้ เพราะผมมัวแต่ตกใจเลยลืมถามชื่อไว้ ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะครับเว่ยโจว วันนี้เลิกแค่นี้ครับ” พูดจบผมก็หอบสื่อการสอนชิ่งออกจากห้องอย่างว่องไว ทิ้งให้หมอนั่นนั่งอ้าปากค้างและรอตอบคำถามเพื่อนในคลาสเอาตัวรอดเองแล้วกัน

 

 

 

 

“ฉันว่า..นายคงต้องให้หมอโรคประสาทเช็คอาการเข้าแล้วจริงๆ ว่ะ นั่งยิ้มคนเดียวอย่างกับคนบ้า ฉันกลัวจริงๆ นะโว้ยจิ่งอวี๋” เพื่อนผมที่ขับรถและนั่งฟังเพลงเงียบๆ มานานพูดขึ้น ทำเอาผมหลุดออกจากความคิดตัวเอง

 

“ฉันไม่ได้ยิ้มสักหน่อย”

 

“ไม่ได้ยิ้มกับผีนะสิ ฉันถามจริงๆ นะ นายกำลังมีความรักหรือเปล่านี่ ยิ้มเรี่ยราด ยิ้มไม่ประหยัด ยิ้มฟุ่มเฟือยสุดๆ ”

“เฮ๊ย!! ไม่ใช่โว้ย” ผมรีบโวยวายก็เพราะไม่ได้มีความรักจริงๆ นี่นา ยิ่งคนที่ผมนั่งนึกถึงอยู่นั้นเป็นเด็กผู้ชายยิ่งไม่มีทาง มันต้องไม่ใช่ความรักแน่ๆ

 

แม้เพลง I knew I loved you จะเล่นจบไปนานแล้ว แต่ในหัวผมกลับได้ยินเสียงเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนที่นึกถึงหน้าเด็กบ้านั่น โอ๊ย!! นี่ผมเป็นบ้าอะไรนี่ ถึงจะน่ารักมากแค่ไหนแต่หมอนั่นมันผู้ชายนะ!!!

 

 

 

 

หลังจากที่เราทานข้าวกลางวันกันแล้วผมกับเว่ยหลางก็ไปเยี่ยมพี่อี้หลง และพากันนั่งคุยกันเรื่องการสอนวันแรกของผม

 

“เป็นยังไงบ้างล่ะสอนวันแรก” พี่อี้หลงถามผม

 

“ก็ดีครับเกอเกอ เด็กๆ ก็ตั้งใจเรียนกันดี” ผมตอบและก็คุยถึงเรื่องการสอนคาบของสัปดาห์หน้าอีกเล็กน้อย โดยที่เว่ยหลางและอี้หลินไม่ได้เข้ามารบกวนอะไร เอาแต่ไปนั่งเถียงกันเบาๆ อยู่มุมห้องเรื่องอาหารมื้อเย็น ซึ่งพวกผมจะไปซื้อเข้ามาทานด้วยกันที่นี่ เมื่อผมคุยกับพี่อี้หลงเสร็จสองคนนั่นก็เถียงกันจบพอดี พวกเราสี่คนเลยมานั่งคุยกันต่อ

 

“เกอเกอ..อี้หลินว่าหมอเขาให้เกอเกอกินอาหารข้างนอกได้แล้วใช่ไหม” เว่ยหลางถามคนเจ็บ

 

“อือ กินได้ ฉันไม่ได้ป่วยจะตายนะโว้ย แค่อุบัติเหตุ” คนที่นั่งห้อยเฝือกอยู่บนเตียงบอก

 

“แต่ก็สภาพปางตายนะพี่อี้หลง” อี้หลินกัดพี่ชายตัวเองก่อนพวกเราจะพากันหัวเราะ ยังไม่ทันที่ใครจะหายขำเสียงมือถือของเว่ยหลางก็ดังขึ้น

 

“ครับ” เพื่อนผมรับสายเสียงนุ่มมาก

 

“ใช่แล้ว พี่มาเยี่ยมอี้หลงเกอเกอที่โรงพยาบาล”

 

“กลับมาได้สองสามวันแล้ว อย่าบ่นนะ เพราะใครล่ะที่ไม่ค่อยจะกลับบ้านน่ะ หืม” ตอนท้ายทอดเสียงนุ่มนวลหวานมาก

 

“ก็มาสิครับ เดี๋ยวพี่รอที่นี่แหละ”

 

“ครับ” จากนั้นเพื่อนผมก็วางสาย ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของพวกผมอีกสามคนที่เหลือ ก็เว่ยหลางมันพูดเพราะอ่ะ ไม่รู้ว่าคุยกับสาวที่ไหนหรือเปล่า

 

“โจวโจวเหรอ” อี้หลินถามเหมือนจะรู้ๆ กันอยู่

 

“อือ บ่นเสียหูชาว่าฉันไม่ค่อยจะกลับบ้าน ตัวเองก็ไม่ค่อยจะกลับเหมือนกัน”

 

“นายพูดกับน้องชายนายอย่างกับจีบสาวแน่ะ มีคงมีครับ” ผมแซวเพื่อน ปกติกับเพื่อนฝูงเว่ยหลางมันไม่ค่อยมีครับอะไรเท่าไหร่ แต่พอคุยกับคนที่บ้านนะ สุภาพนุ่มนวลน่ารักมาก

 

“แน่ละ นายอยู่ไกลเลยไม่รู้สินะจิ่งอวี๋ว่าพี่ชายบ้านนี้เขาโอ๋น้องสุดท้องกันจะตาย ว่าแต่โจวโจวของนายจะเข้ามาใช่ไหม” อี้หลินบอกผมก่อนจะหันไปถามเว่ยหลางพลางทำท่าตื่นเต้น เป็นอะไรของมัน เพื่อนสนิทผมพยักหน้ารับนิดหน่อย เพียงเท่านั้นเพื่อนสาวผมก็หน้าบาน

 

“จิ่งอวี๋ นายต้องจำน้องชายคนเล็กของบ้านตระกูลสวี่ไม่ได้แหงๆ เดี๋ยวนี้โตมาหน้าตาดีเว่อร์อ่ะ”

 

“ถ้าคนไหนเข้าทางสเป็ควายของเธอ เธอก็ว่าหน้าตาดีหมดแหละอี้หลิน ฉันรู้นะว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่” เว่ยหลางกัดเพื่อนและมองด้วยสายตาแฝงแววรู้ทัน แต่คนถูกกัดกลับหัวเราะชอบใจ ส่วนผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร และพวกเราก็พากันคิดเมนูอาหารและเถียงกันต่อ จากนั้นไม่นานก็มีแขกชุดใหม่มาเยี่ยมพี่อี้หลง

 

 

 

 

คนที่เปิดประตูเข้ามาหน้าคุ้นมากไม่ว่าจะเป็นหนุ่มหล่อตัวสูงสุดในกลุ่มคนบุรุษที่หนึ่ง หนุ่มหล่อขาวตี๋เกาหลีอินเทรนด์บุรุษที่สอง สาวน่ารักที่ดูเรียบร้อยสตรีที่หนึ่ง สาวสวยแต่ท่าทางร้ายนิดๆ สตรีที่สอง และคนที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายก็ตามที่ผมเดาไว้ไม่ผิด บุรุษที่สาม..คุณเว่ยโจว คู่กรณีของผมนั่นเอง

 

ทั้งห้าคนก้มคำนับอย่างสุภาพและกล่าวทักทาย คนที่เข้ามาท้ายสุดชะงักค้างเมื่อเห็นหน้าผม พอๆ กับผมที่อึ้งนิดๆ เมื่อเห็นหน้าของอีกฝ่าย รอยยิ้มของเจ้าตัวหุบฉับเมื่อเราสองคนสบตากันเข้า ดูแล้วก็ตลกดี

 

“อ้าว..จารย์จิ่งอวี๋ บังเอิญจังเลยค่ะ” สตรีที่สองซึ่งเป็นสาวสวยท่าทางแสบซ่าทักทาย วันนี้พึ่งสอนวันแรกผมเลยยังจำชื่อใครไม่ได้สักคน นอกจาก... เลยได้แต่ส่งยิ้มให้น้อยๆ แต่ยังไม่ละสายตาไปจากดวงตาคู่โตของไอ้แมวแสบ

 

“แหม..น่ารักจนตะลึงเลยเหรอคะคุณเพื่อน” อี้หลินสะกิดไหล่ผมพลางออกปากแซวเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน นั่นทำให้ผมถอนสายตาออกจากร่างโปร่งบางของผู้มาเยือนคนสุดท้าย

 

“รู้จักกันด้วยเหรอ” เว่ยหลางถามพวกเด็กๆ ที่เข้ามาใหม่

 

“รู้จักค่ะเว่ยหลางเกอเกอ จารย์จิ่งอวี๋เขามาสอนแทนจารย์อี้หลงค่ะ” เด็กสาวคนเดิมตอบ

 

“ที่แท้นายสอนน้องชายฉันจริงๆ ด้วยสินะ” เพื่อนสนิทพูดจบทำเอาผมหันกลับไปมองกลุ่มผู้มาใหม่อีกรอบ

 

เคยได้ยินว่าน้องชายคนสุดท้องของเพื่อนผมโตขึ้นมาแล้วหล่อเหลาสมใจแม่ ผมเลยมองไปที่บุรุษที่หนึ่งที่เปิดประตูเข้ามาคนแรก เพราะดูจากกลุ่มชายสามคนที่มาใหม่ เด็กคนนี้หล่อเหลาเอาการและดูคมเข้มที่สุดแถมตัวก็สูงด้วย ก็บ้านเพื่อนผมมีแต่ลูกชายตัวสูงๆ ทั้งนั้นอ่ะครับ เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ

 

แต่ว่าบุรุษที่สองก็ไม่ได้หน้าตาแย่นะครับ เขาก็หล่อเหมือนกัน แต่หน้าตาไม่ค่อยคล้ายพวกพี่น้องสามเว่ยเท่าไหร่ คนนี้ออกไปทางหล่อใสตี๋ๆ มากกว่า

 

ยิ่งบุรุษที่สามนะลืมคำว่าหล่อไปได้เลย เพราะหมอนี่หน้าตาจัดว่าน่ารักเกินหน้าเกินตาผู้หญิงจนออกไปทางสวยเสียด้วยซ้ำ รูปรางโดยรวมบอกลักษณะยีนส์ตรงข้ามกับบรรดาลูกชายบ้านตระกูลสวี่ซึ่งมีแต่ลูกชายหล่อๆ อย่างแรง

 

“หมอนี่เป็นเพื่อนสนิทพี่ด้วยนะ รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว แต่โจวโจวคงจำไม่ได้หรอกมั้ง เพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก แถมไปมาก็คลาดกันตลอด” เว่ยหลางพูดจบพวกเด็กๆ ก็ยิ้มให้ผม

 

อ้อ..ยกเว้นไว้คนหนึ่ง ไม่ยิ้มไม่ว่าอย่าข่วนอย่ากัดผมก็พอ ไอ้ลูกแมวเอ๊ยทำเป็นดุ

 

“เออ น้องนายโตขึ้นมาก็หล่อสมราคาคุยอี้หลินมันอยู่นะ” ผมพูดยิ้มๆ พลางมองหน้าบุรุษที่หนึ่งที่คิดว่าเป็นน้องชายของเพื่อน แต่อี้หลินกับเด็กสาวอีกสองคนที่มาใหม่หันไปสบตากันพลางพากันหัวเราะคิกคักชอบใจ ผมพูดอะไรผิด?

 

“หือ..นายจำน้องฉันได้เหรอวะ รู้เหรอว่าคนไหน” เว่ยหลางถามยิ้มๆ อย่างมีเลศนัยแปลกๆ คราวนี้ทั้งเพื่อนผมและบรรดาคนที่มาใหม่พากันมองที่ผมอย่างคาดหมาย

 

“อ้าว น้องชายนายก็คนนี้ไม่ใช่เหรอ” ผมพูดพลางชี้ไปที่คนที่คิดว่าใช่ด้วยสีหน้างง เพียงเท่านั้นทั้งห้องก็พากันฮาแตก ไม้เว้นแม้แต่คนเจ็บที่นอนเดี้ยงอยู่บนเตียง จะมีก็แต่ผมที่ยืนงง กับคู่กรณีที่ยืนจ้องหน้าผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

 

“บอกแล้วว่าโตขึ้นมานายต้องจำไม่ได้แน่” อี้หลินรีบบอกเหมือนกลัวว่าใครจะแย่งพูด

 

“คนนี้อ่ะหวงเสี่ยวหมิงเพื่อนน้องฉัน ส่วนคนนั้นอู๋เจียหลงเป็นเพื่อนน้องฉันเหมือนกัน” เพื่อนสนิทผมพูดหลังจากที่หยุดหัวเราะได้แล้ว ก่อนจะชี้ไปที่บุรุษที่หนึ่งและบุรุษที่สอง ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าคนที่ถูกเรียกว่าโจวโจว..คนที่เป็นน้องชายคนสุดท้องของบ้านตระกูลสวี่คือ...ไอ้เด็กน่ารักแต่ปากโคตรร้ายเนี่ยนะ!!!

 

ก็ว่าเถอะแซ่สวี่นี่มันคุ้นแปลกๆ แถมชื่อของไอ้ลูกแมวนี่ยังขึ้นต้นด้วยเว่ย ผมรู้จักลูกชายตระกูลสวี่ ทั้งสวี่เว่ยเทียน สวี่เว่ยหลาง สวี่เว่ยซื่อ แต่ผมไม่รู้ว่าคนสุดท้ายชื่อสวี่เว่ยโจวนี่หว่า แถมเวลาที่เช็คชื่อตอนเลิกสอนผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะว่าแซ่สวี่ไม่ได้มีบ้านเดียวในเมืองจีนนี่ครับ เลยไม่รู้ว่าหมอนี่เป็นน้องสุดท้องบ้านเพื่อนสนิทผม

 

“โจวโจวครับ เจอผู้ใหญ่ต้องทำอย่างไรครับ” เสียงเพื่อนผมพูดเตือนทำเอาไอ้ตัวแสบทำหน้าหงิกแต่ก็ยอมก้มคำนับผมนิดๆ แบบที่ดูก็รู้ว่าฝืนโคตรๆ อีกรอบ ยกนี้ผมชนะ หึหึ

 

“เออ แล้วก็สองคนนี้หลี่ถิงถิงกับหลิวซื่ออิง” สองสาวส่งยิ้มให้ผม ก่อนที่พวกเราจะพากันไปนั่งลงรอบเตียงเหมือนเดิม โดยที่ไอ้แมวแสบเดินตามพี่ชายต้อยๆ ตัวแทบจะติดกัน แถมนั่งเบียดซะจนแทบจะเกยตักเพื่อนผมอีก

 

 

 

 

พวกเรานั่งคุยกันอยู่นานพอสมควรจนเมื่อเห็นว่าเย็นมากเด็กๆ ก็ขอตัวกลับก่อน

 

“โจวโจว วันนี้กลับบ้านไหมครับ” เว่ยหลางหันไปพูดจาภาษาดอกไม้กับน้องชาย หวานมากอะไรมาก ผมคิดว่ามันจีบน้องชายตัวเองเสียอีกนะเนี่ย กับสาวๆ คนอื่นที่เข้ามาหาหมอนี่ ไม่เห็นเพื่อนผมจะหวานใส่แบบนี้เลย สงสัยที่อี้หลินบอกว่าบ้านนี้เขาโอ๋น้องเล็กกันท่าจะจริง

 

“กลับสิ วันนี้โจวจองตัวด้วย จะกลับไปนอนกอดเกอเกอ ไม่กลับมาตั้งนานคิดถึงจะแย่ แต่ว่า..โจวต้องไปดริ๊งก์กับเพื่อนก่อนอ่ะ นัดพวกมันไว้แล้ว” ไอ้ตัวน้องชายก็ช่างออดอ้อนพอกัน ผมก็ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมบรรดาพี่ชายหมอนี่ถึงพากันโอ๋น่ะ

 

“ถ้าดึกมากไม่ต้องกลับมานะ นั่งรถไกลๆ คนเดียวมันอันตราย แต่ถ้าจะอยากกลับจริงๆ โทรมา พี่จะออกไปรับเอง เข้าใจนะครับ”

 

“เข้าใจครับ ผมไปนะ” เจ้าตัวพูดจบก็ยิ้มสวยจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปากด้านซ้ายส่งให้พี่ชาย เผื่อแผ่มาถึงพี่อี้หลง อี้หลิน และหยุดลงอัตโนมัติเมื่อถึงผม ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดวิ่งตามเพื่อนๆ ที่เดินนำออกไปก่อนแล้ว

 

 

 

 

“ไหนพวกนายว่าน้องชายเว่ยหลางโตขึ้นมาแล้วหล่อเหลาสมใจแม่ไง” เมื่อเด็กๆ ลับสายตาไปจากห้อง ผมก็หันไปเล่นงานเพื่อนสนิททั้งสองที่หลอกให้ผมปล่อยไก่ยกฟาร์ม

 

“ก็สมใจแม่สิ แม่ฉันอยากได้ลูกสาว พอมีเว่ยเทียนเกอเกอแล้วก็หวังว่าคนที่สองจะเป็นลูกสาว พอออกมาเป็นฉันก็เลยหวังต่อกับเว่ยซื่อแล้วดันเกิดมาเป็นผู้ชายอีก พวกท่านเลยตกลงกันว่าจะขออีกคนเป็นคนสุดท้าย มั่นใจว่าคงได้ลูกสาวแน่ แต่ก็ออกมาเป็นเว่ยโจวนี่แหละ แรกๆ ก็ว่าพวกท่านทำใจได้ แต่พอน้องฉันยิ่งโตขึ้นก็อย่างที่นายเห็น คุณนายสวี่นี่ยิ่งรักยิ่งหลงจะตาย สงสัยคิดว่าหมอนั่นเป็นลูกสาวจริงๆ ”

 

“เพราะหน้าตาอย่างนี้ถึงเข้าทางเธอสินะอี้หลิน” ผมหันไปจัดการเพื่อนสาวคนสวยบ้าง เจ้าตัวไม่ว่าอะไรเพียงแต่หัวเราะ

 

“ชอบมากเวลาโจวโจวกลับบ้านเนี่ย อย่างกับฮาเร็ม หนุ่มน้อยน่ารักแวดล้อมด้วยหนุ่มหล่อตั้งสามคน แถมพูดจาเอาอกเอาใจชงชิปเซอร์วิสกันสุดยอด เกอเกออย่างนั้นครับ เว่ยโจวอย่างนี้ครับ โจวโจวอย่างโน้นครับ ฉันอยู่บ้านตระกูลสวี่เลือดกำเดาจะพุ่งตายวันละหลายๆ หน” เพื่อนสาวผมพูดพลางทำหน้าเคลิ้ม

 

“สงสารเว่ยเทียนเกอเกอว่ะ” ผมกับเว่ยหลางมองหน้าและพูดขึ้นพร้อมกัน แถมสงสารในความหมายเดียวกันเสียด้วย

 

“ฉันก็สงสารเพื่อนฉันเหมือนพวกนายนั่นแหละ” คนเจ็บที่นอนอยู่เงียบๆ มานานพูดขึ้นบ้าง ทำเอาสาวหนึ่งเดียวในห้องกวาดค้อนใส่พวกเราทั้งสามคน

 

“ไม่สนย่ะ นี่นะถ้าตัดเรื่องเจ้าชู้ออกไป โจวโจวของฉันจะเป็นอุเคะในอุดมคติมากๆ ทั้งหน้าตาน่ารักเว่อร์ รูปร่างโปร่งบาง นิสัยไม่ค่อยจะยอมคนปนซาดิสต์เล็กๆ แถมยังแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า แล้วยังปากจัดนิดๆ แบบนี้นะ แค่คิดว่าจะมีหนุ่มหล่อมาจูบริมฝีปากอวบอิ่มเย้ายวนโจวโจวน้อยของฉัน....โอ๊ยยย จะตาย” อี้หลินพูดพลางทำหน้าเพ้อชวนสยองหนักกว่าเดิม

 

แต่..ปากจัดไม่นิดแล้วมั้งไอ้ลูกแมวนั่นอ่ะ ผมว่าก่อนผมไปอเมริกาเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วอี้หลินมันยังไม่อาการหนักขนาดนี้นะ

 

“อี้หลินอาการหนักขึ้นหรือเปล่าวะเว่ยหลาง” ผมหันไปถามเพื่อนสนิท

 

“เออ ก็ตั้งแต่แม่นางย้ายมาอยู่กับเกอเกอที่บ้านข้างๆ เจอโจวโจวมันทุกวัน เพื่อนเราก็ยิ่งอาการหนักขึ้นตามลำดับ จับคู่กระทั่งพี่น้องแท้ๆ พวกฉันสี่คนพี่น้องอยู่กับพี่สะใภ้ด้วยความเข้าใจล้วนๆ แถมอี้หลินเป็นคนเดียวไม่พอ ยังชวนแม่ฉันเป็นไปร่วมลัทธิวายกับคุณเธอด้วย ทุกวันนี้ว่างทีไรแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็พากันไปเดินห้างหาส่องว่าที่สามีให้ลูกชายคนเล็ก สงสารโจวโจวเหมือนกันนะ แต่ก็ดีแล้วที่ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนเล็ก” เว่ยหลางพูดยาวก่อนจะหัวเราะเบาๆ

 

“เกอเกอ น้องพี่นี่บาปนะครับ วายคนเดียวไม่พอ ยังพาแม่เขาเข้าลัทธิวายไปด้วยอีก” ผมหันไปบอกพี่ชายเพื่อนที่นั่งยิ้มๆ อยู่บนเตียง

 

“ฉันว่านะ ถ้าเพื่อนฉันไม่ไปจีบอี้หลินมันเข้า น้องสาวฉันคงไม่อาการหนักขนาดนี้หรอก”

 

“เว่ยเทียนเกอเกอเขารับได้ใช่ป่ะนี่” ผมถามอีกที

 

“เออ หมอนั่นมันคงชินแล้วล่ะ แค่เคยบอกฉันว่าอย่าให้น้องสาวฉันหาผัวให้มันก็พอ” พี่อี้หลงพูดจบพวกผมก็พากันฮาครืน

 

 

 

 

“วันก่อนที่เจอช่อดอกไม้เหมือนกันตอนที่มาเยี่ยมเกอเกอครั้งแรก ฉันก็คิดอยู่ว่ามันบังเอิญแปลกๆ รู้นะว่าน้องชายนายเป็นคนเอามา แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนไปซื้อเองด้วย ฉันเจอตั้งแต่ที่ร้านดอกไม้แล้ว แต่ดันได้ยินนายบอกว่าน้องชายหน้าตาหล่อเหลา ก็เลยนึกว่าน้องนายใช้เพื่อนไปซื้อซะอีก เด็กอะไรตาโคตรโต แถมหน้าหวานผิดมาตรฐานผู้ชายบ้านนายไปไกลสุดโลกขนาดนั้น”

 

“ไอ้เรื่องตาโตน่ะหมอนั่นเป็นคนเดียวที่ได้มาจากแม่ฉัน ส่วนอย่างอื่นสงสัยตอนแม่ท้องจะดูรูปดารานางแบบสาวๆ สวยๆ มากไปหน่อยว่ะ มันเลยส่งผลมาถึงลูกในท้อง ยิ่งตอนอัลตร้าซาวด์นะ นายต้องฟังแม่ข้าเล่าแล้วจะอินกว่านี้” เว่ยหลางพูดยิ้มๆ จนผมอดสงสัยไม่ได้

 

“ทำไมวะ”

 

“ก็ตอนแม่ข้าตั้งท้องโจวโจว ครอบครัวฉันพาแม่ไปอัลตร้าซาวด์กันทั้งบ้าน เพราะตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ แต่ยังไงก็มองไม่เห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย สงสัยจะอายเลยปิดซะมิดเลย แม่ฉันก็เลยฟันธงว่าเป็นลูกสาวขี้อาย เตรียมซื้อของใช้กันไว้แต่สีชมพู พอคลอดออกมาโจวโจวก็เลยต้องลงเอยกับสีชมพูไปตามระเบียบ ทุกวันนี้อย่าถามเลยว่าน้องเล็กบ้านฉันเกลียดสีอะไรมากที่สุด”

 

“ขี้อายที่ไหน ถ้าขี้อายคงไม่แฟนเยอะขนาดนั้น จะว่าไปถูกสาวจีบก็ไม่น่าจะใช่ ถ้าถูกผู้ชายจีบก็ว่าไปอย่าง แถมถูกจีบอยู่บ่อยๆ ซะด้วยสิ เว่ยหลาง..นายบอกน้องนายเลิกเจ้าชู้ไม่ได้เหรอ” อี้หลินพูดออกมาทำเอาผมยิ้มค้าง เด็กผู้ชายที่สวยน่ารักขนาดนั้นนั่นนี่นะ ดูไม่ออกเลยว่าจะเจ้าชู้เป็นกับเขาด้วย

 

“เว่ยโจวของนายนี่นะเจ้าชู้ ถ้าบอกว่าเว่ยซื่อก็ว่าไปอย่าง” ผมถามอย่างไม่เชื่อหู

 

“ไม่รู้ว่าไปเอานิสัยแบบนั้นมาจากไหน ไม่ไหวจะบ่นแล้ว พ่อกับแม่ฉันยังทำใจแล้วเรื่องความเจ้าชู้ของลูกชายคนเล็ก เว่ยเทียนเกอเกอที่ว่าไม่ค่อยพูดเขายังบ่นจนปากจะฉีกยาวไปถึงกกหู ตอนนี้เขาก็เลยทำแค่ยัดถุงยางใส่กระเป๋าให้เท่านั้น เพราะบ่นไปเจ้าโจวมันก็ไม่เห็นจะเลิกนิสัยแบบนั้นสักที” ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี หน้าตาน่ารักแบบนั้นจีบสาวจะติดหรือครับ คือผมว่าหมอนั่นน่ารักกว่าผู้หญิงอ่ะ ถ้าสาวที่ถูกจีบคนไหนไม่มั่นใจว่าตัวเองสวยจริงเขาคงไม่กล้ามาเดินควงเด็กนั่นกันหรอก

 

“มีสามีเป็นตัวเป็นตนอาจจะเลิกเจ้าชู้ก็ได้” อี้หลินพูดขึ้นมาด้วยหน้าเคลิ้มฝัน ทำเอาพวกผมชักจะฮาไม่ออก ก็จะให้น้องชายเพื่อนเดินทางสายสีม่วงให้ได้สินะ

 

 

 

 

จากนั้นก็เป็นหน้าที่ผมกับเว่ยหลางออกไปซื้ออาหารตามรายการที่อี้หลินมันจดยิกๆ ส่งมาให้

 

หลังจากมื้อเย็นผ่านไปผมกับเว่ยหลางก็กลับบ้านตระกูลสวี่ ผมตั้งใจว่าจะไปนอนบ้านเพื่อนสักสี่ห้าวัน จะไปง้อแม่มันสักหน่อย ได้ข่าวว่างอนน่าดูที่ผมกลับมาหลายวันยังไม่ยอมแวะเข้าไปหา

 

ระหว่างทางก็นึกถึงเรื่องน้องชายคนเล็กของบ้านเพื่อนไปยิ้มไปแทบจะตลอดทาง จนเว่ยหลางมันคิดจะเลี้ยวรถพาผมกลับไปเช็คสมองที่โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง

 

ตั้งแต่เจอกันวันแรกจนวันนี้ทุกอย่างมันบังเอิญจริงๆ โลกนี้ทั้งกลมและแคบอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้นิสัยโคตรจะไม่น่ารัก แถมปากก็ร้ายขัดกับหน้าตาสุดๆ เมื่อเช้าเรียกผมว่า มึง ด้วย

 

คอยดูนะถ้าต่อไปนี้พูดไม่เพราะกับผมอีก พูดตรงไหนก็จะตีปากสั่งสอนมันตรงนั้นแหละคอยดูสิ อย่าคิดว่าบรรดาพี่ชายหมอนั่นจะช่วยอะไรได้ ถ้าผมสอนเรื่องดีๆ พี่เว่ยเทียนเขาไม่ว่าอะไรผมหรอก ส่วนเว่ยหลางกับเว่ยซื่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง หึหึ..สงสัยยกต่อๆ ไปผมก็คงจะชนะอีกตามเคย

 

TO  BE  CONTINUE…

 

ใครวิน ใครไม่วินไม่รู้ รู้แต่คนเขียนฟิน หุหุ (ถ้าคนอ่านได้รับความสนุกแล้วฟินเหมือนกันจะดีใจมากครับ)

ตอนหน้าน้องเมากลับบ้าน ส่วนพี่ไปนอนบ้านเพื่อน(ก็บ้านน้องนั่นแหละ) จะเจอกันไหม จะเป็นยังไงต่อ ฝากติดตามเอาใจช่วย ชายสวี่คนแมน กับพี่หวงคนชัดเจนด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #14 ROSALENE (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 18:57
    ชอบอี้หลินจัง จับมือๆ555
    ก็แอบคิดถ้าน้องมีฮาเร็มคงจะฟินมาก แต่ก็อย่างที่ว่า มีสามีจะได้เลิกเจ้าชู้55
    #14
    0
  2. #10 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 22:54
    คนรอบตัวเป็นสาววายกันหมด รวมทั้งคุณแม่ด้วย ดีเลยค่ะ เป็นกองหนุนช่วยๆให้จิ่งโจวสมหวังกันเร็วๆ ????
    #10
    0
  3. #3 KiizCher (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 21:02
    ฮือออออ ชอบบบบบบบบ รออ่านนนทุกวันเลยยยยย
    #3
    1
    • #3-1 fangyuzhou(จากตอนที่ 6)
      21 ธันวาคม 2559 / 22:17
      จะพยายามมาลงให้ทุกวันนะครับ

      ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ดอง เขียนจบแล้ว

      แต่ช่วงนี้ยุ่งมาก กลับก็ดึก บางวันกลับมาเหนื่อยๆ ก็อาบน้ำนอนเลย ไม่ได้เปิดคอม

      ขอบคุณที่ติดตามฮะ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 ธันวาคม 2559 / 22:31
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 21 ธันวาคม 2559 / 22:55
      #3-1