ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5 อาจารย์ชั่วคราว(ที่โคตรกวนตีน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 ธ.ค. 59

ตอนที่ 5 อาจารย์ชั่วคราว(ที่โคตรกวนตีน)

 

เช้าวันศุกร์ที่สุดแสนจะวุ่นวายผ่านมาทักทายผมอีกครา คงเพราะเมื่อคืนทำงานส่งอาจารย์ดึกไปหน่อย วันนี้ผมเลยตื่นสายสุดๆ

 

อ่านะ ทำไมต้องจ้องกันขนาดนั้น..

 

โอเคๆ ยอมรับก็ได้ เพราะเมื่อคืนผมอ่านหนังสือ(การ์ตูน)ดึกไปหน่อย..รึเปล่า? ก็แค่ตีสามกว่าเอง แล้วพอได้นอนมันก็เลยเพลินไปนิด ดีนะที่พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์

 

งัดหลังตัวเองขึ้นจากเตียงได้ก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร็วแสง คว้าหนังสือเรียนที่จัดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เพราะรู้ชะตาว่าเช้านี้ผมสายแน่ จากนั้นก็ล็อคห้องเรียบร้อย เดินแกมวิ่งเพียงไม่นานก็ถึงหน้ามหาวิทยาลัย เหนื่อยจะตายชัก คิดแล้วสมน้ำหน้าตัวเองชะมัด

 

 

 

 

ขณะที่กำลังจะข้ามถนนเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ผมหยุดอยู่ริมฟุตบาทเพื่อความปลอดภัย และเมื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยความเร่งรีบยังไม่ทันจะได้กดรับ ไอ้โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันหลุดมือตกลงไปบนถนน ด้วยความตกใจผมจึงรีบตามลงไปเก็บ

 

แต่จะว่าเป็นคราวซวยของผมก็ได้เพราะทันทีที่ผมก้าวเท้าลงไปก็มีรถคันหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะวิ่งมาเร็วสูงพอสมควรเพราะผมได้ยินเสียงเบรกดันสนั่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถนนโคตรจะโล่ง คาดว่าล้อคงสึก ไม่ก็ยางมะตอยคงร่อนติดล้อรถไปบ้างไม่มากก็น้อยอ่ะ

 

วินาทีนั้นในใจผมนึกแต่ภาวนา พ่อครับแม่ครับผมขอโทษที่ไม่ได้อยู่ทดแทนบุญคุณ เกอเกอทั้งสาม เว่ยเทียน เว่ยหลาง เว่ยซื่อ ถึงผมจะชอบคิดบ่อยๆ ว่าอยากฆ่าพวกพี่ทิ้งเพราะแย่งชิงส่วนสูง และกล้ามเนื้อแน่นๆ ไปหมดจนผมตัวบางขนาดนี้ ผมพูดเล่นนะ รักพวกพี่นะครับ บรรดาผู้หญิงที่ผมเคยหักอกและเคยหักอกผมทั้งหลายโปรดอภัยให้ผมเถิดชาตินี้ชาติไหนขออย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเลย

 

แต่เอ๊ะ ทำไมผมไม่เจ็บวะ เมื่อคิดได้อย่างนั้นผมก็ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือโลโก้หรูของรถสีแดงบาดจิต รถนี่มันจะแดงกว่านี้ได้อีกไหม และขณะที่ผมพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงหายไปกับบรรดาผู้หญิงทั้งหลายที่ไปสร้างเวรสร้างกรรมกับเขาก็ได้ยินเสียงเปิดและปิดประตูรถไม่เบานัก ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ ทำให้ผมรีบหันไปมอง กะจะโวยสักหน่อยที่ทำให้ผมเกือบตายแต่ก็ต้องอ้าปากค้าง

 

 

 

 

บังเอิญโคตรๆ โลกแม่งทั้งกลมและแคบจริงอะไรจริง ผมจำได้ติดตาว่าผู้ชายตัวสูงปี๊ดที่ยืนอยู่หน้าผมตอนนี้ คือคนเดียวกับที่กวนประสาทผมในร้านดอกไม้แน่ ต้องใช่ มันต้องใช่

 

เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวสูงยังกับตึกนี่ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีแววกวนประสาท ริมฝีปากรูปกระจับสวยเซ็กซี่ที่เม้มเข้าหากันอย่างโกรธๆ นั่นทำให้ผมจ้องค้างอยู่อย่างนั้นไม่รู้เหมือนกันว่านานเท่าไหร่ จนเสียงดุๆ ดังขึ้นเรียกสติของผมเริ่มกลับมาอีกครั้ง

 

“อยากตายหรือไงครับน้อง!!” พอสิ้นเสียงผมก็ได้สติ รีบเรียกสุนัขน้อยที่ยังหลับอยู่ในปากให้ตื่นขึ้นมาทำงานทันที

 

“คุณนั่นแหละขับรถประสาอะไร จะรีบไปตายเหรอ คนตัวตั้งใหญ่ตั้งโตมองไม่เห็นรึไงห๊ะ ถ้าผมตายไปคุณทำคืนพ่อแม่ผมได้ไหม” ผมรัวใส่เป็นชุดอย่างโมโหปนแค้น

 

“ตัวแค่นี้อ่ะนะใหญ่โต สูงกว่าลาบราดอร์ที่ผมเคยเลี้ยงนิดเดียว ไม่เหยียบคุณตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว” เดี๋ยวนะ มันว่าผมเป็นหมาใช่ไหมเนี่ย ถึงจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ผมไม่ได้โง่นะโว้ย

 

“แล้วนายตัวใหญ่นักรึไง” จากคุณ...เป็น..นาย ผมหาเรื่องเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ตอนพูดนั้นคิดไม่ทันว่าประโยคนี้จะใช้กับไอ้คนตัวควายๆ ตรงหน้าไม่ได้ ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ผมตัวสูงเลยปลายจมูกหมอนี่มาก็ดีเท่าไหร่แล้ว

 

แต่อีกคนไม่ตอบอะไรเพียงแค่ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเพื่อให้ผมเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผมกับมัน เออ..มันตัวสูงกว่าแถมยังหนากว่าผมเยอะเลยแหละ ก็แล้วยังไงวะ

 

“ถอยไป” ผมใช้สองมือผลักคนตรงหน้าออกอย่างแรง แต่คนถูกผลักเพียงแค่เซเล็กน้อยเท่านั้น และยังไม่ทันที่เราสองคนจะได้เถียงอะไรกันต่อเสียงไอ้เจ้าโทรศัพท์ตัวปัญหาก็ดังขึ้นอีกรอบ หึ..ผมคิดว่ามันพังไปแล้วซะอีกนะเนี่ย หาเรื่องซวยให้ผมจริงๆ เอาเรื่องคนอื่นไม่ได้ก็พาลกับมือถือนี่แหละครับ

 

“มีอะไร” ผมรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นไอ้เพื่อนสาวตัวดีที่โทรมา

 

[ยังจะมาถามว่ามีอะไร มึงถึงรึยังเนี่ยอีกฝ่ายถามกลับมาคงจะเห็นว่านี่ใกล้จะเก้าโมงแล้ว และเพื่อไม่ให้ความสงสัยค้างคาในใจผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ปรากฏว่าอีกสิบกว่านาทีจะเก้าโมง

 

“เฮ๊ย!!” ผมโวยวายใส่โทรศัพท์อีกครั้ง

 

“เออ เดี๋ยวกูขึ้นไป อยู่หน้ามหาลัยแล้ว” ผมบอกถิงถิงก่อนจะวางสาย และหันไปมองไอ้คนพาซวยอย่างอาฆาต

 

“เพราะนายทำให้ฉันสาย ครั้งนี้ฉันจะคิดซะว่าดวงตัวเองโคตรซวย จะรีบไปตายที่ไหนก็ไปซะ” ผมโยนความผิดให้อีกฝ่ายรับไปเต็มๆ

 

“เพราะคุณต่างหากทำให้ผมสาย หน้าตาออกจะน่ารักแท้ๆ แต่ปากเนี่ยไม่ได้น่ารักอย่างหน้าตาเลย” แสดงว่ามันจำผมได้

 

“มึงบอกว่าใครน่ารักห๊ะ!!” จากนาย..เป็น..มึง เพราะแทนที่จะให้ผมไปอย่างสงบ แต่ไอ้มนุษย์เปรตพูดจบแล้วก็หันหลังเชิดๆ เดินไปขึ้นรถอย่างชิวสุดขีด ทิ้งให้ผมสติแตกอยากจะกรี๊ดอยู่รอมร่อ ผมเกลียดมัน!!!

 

รถเฟอร์รารี่สีแดงสะท้านทรวงขับผ่านเข้าไปในมหาวิทยาลัยอย่างเร็ว จนเส้นผมของผมปลิวพัดไปตามแรงลม หมอนั่นมันจะรีบไปตายจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย ไอ้รถเวรสีแดงแป๊ดคันนี้อย่าให้เห็นนะว่าจอดตรงไหน พ่อจะกรีดให้เละ จะปล่อยลมยาง จะวางตะปูเรือใบ จะ..โอ๊ย เท่าไหร่ก็ไม่สาสมหรอก

 

“ไอ้บ้า” ผมตะโกนด่าตามหลังชูนิ้วกลางส่งท้ายทั้งที่รู้ว่าคนถูกด่าคงจะไม่ได้ยินแต่ขอด่าหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ผมต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่นอน เครียดครับเครียด และเมื่อยกข้อมือขึ้นมาอีกที แม่เจ้าอีกเก้านาที ซวยแล้ว

 

 

 

 

“แฮ่กๆ ๆ ” ผมวิ่งสุดชีวิตเพื่อมาถึงห้องให้ทันเก้าโมงซึ่งก็ทันครับใช้เวลาไปเพียงห้านาที ก็บอกแล้วว่าผมวิ่งเร็ว เดินไปนั่งหอบลิ้นห้อยตรงเก้าอี้ว่างระหว่างเสี่ยวหมิงกับถิงถิง เพื่อนผู้หญิงที่นั่งอยู่ถัดไปจากถิงถิงส่งยาดมให้ผมอย่างเป็นห่วง คนมันหน้าตาดีก็อย่างนี้แหละครับ

 

“ขอบใจนะ” ไม่ใช่ผมหรอกครับที่พูด เสี่ยวหมิงต่างหาก เพราะตอนนี้ผมรับยาดมมาสูดเข้าปอดอย่างหนัก ถ้าตอนนี้ไม่มีอะไรมากระตุ้นผมต้องขาดใจตายแน่ๆ เหนื่อยจริงๆ สงสัยเพราะช่วงนี้ดื่มหนักไปหน่อยทำให้รู้สึกว่าร่างกายชักไม่ค่อยจะแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน วิ่งนิดหน่อยก็เหนื่อยจะตายชักทั้งที่อายุก็พึ่งจะขึ้นเลขสองแค่ไม่เท่าไหร่แท้ๆ พอเริ่มดีขึ้นผมก็ส่งยาดมคืนเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อว่า เสี่ยวหยวน’ พร้อมยิ้มหวานจนเธอเขิน

 

“ขอบใจนะ ถ้าไม่ได้เสี่ยวหยวนเราคงแย่” ผมก็หม้อไปเรื่อยตามสันดาน เอ๊ย!! ชวนคุยตามประสาคนอัธยาศัยดี

 

“เลิกหม้อเพื่อนแล้วบอกมาซิว่าทำไมช้านัก” เพื่อนผมช่างขัดจังหวะได้ทุกที ไม่น่ามานั่งข้างมันเลยให้ตาย คนหล่อละเซ็ง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องต้องเหลา แต่ก่อนเหลาขอชำระคดีจำเลยที่หนึ่งก่อนเลยครับ

 

“เพราะมึงเลยถิงถิง”

 

“อ้าว เกี่ยวอะไรกับกู” ถิงถิงถามผมกลับงงๆ

 

“ก็มึงโทรมาตอนกูจะข้ามถนน กูหยุดรับโทรศัพท์มึงแต่มันดันตกไปบนถนนนะสิ” ผมเล่าก่อนจะหยุดหายใจเล็กน้อย ยังเหนื่อยอยู่ครับ

 

“นั่นมันเพราะความซุ่มซ่ามของมึงหรอกครับ” เจียหลงที่นั่งอยู่ถัดไปจากเสี่ยวหมิงขัดขึ้นมาทันที โห...ใครซุ่มซ่าม ใครวะ

 

“กูไม่ได้ซุ่มซ่ามนะ อย่าพึ่งมาเถียงกัน แล้วพวกมึงรู้ไหมหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น”

 

“อ้าว นึกว่าจบแล้วนะเนี่ย” เสี่ยวหมิงแซวผมขำๆ เมื่อเห็นว่าผมยังนั่งหอบเป็นหมาเหนื่อย

 

“นี่น่ะยังไม่เข้าไฮไลท์เด็ดของวันนี้เลยโว้ย” ผมบอกพลางขมวดคิ้วและเล่าต่อ

 

“มีรถเฟอร์รารี่สีแดงแป๊ดวิ่งมาพอดี ทีแรกกูก็กะว่าตายแน่แล้ว ดีที่คนขับรถยังเบรกทัน แล้วแทนที่จะลงมาขอโทษกลับลงมากวนตีนกูอีก”

 

“โจวโจวก็เลยจัดการเจ้าของรถซะอยู่หมัด?” ซื่ออิงที่นั่งถัดไปจากแฟนมันอีกทีชะโงกหน้ามาถามผมพลางทำหน้าสงสัย

 

“จัดการอะไรล่ะ พวกมึงรู้ไหมว่าเจ้าของรถคือไอ้ผู้ชายตัวควายๆ ที่เคยกวนตีนกูที่ร้านดอกไม้เมื่อวันจันทร์นะสิ” ผมบอกเพื่อน คราวนี้ถิงถิงกับซื่ออิงยื่นมือผ่านหน้าพวกผมสามคนไปจับมือกันเขย่า อะไรของพวกมันวะ ผู้หญิงนี่แม่งเข้าใจโคตรยาก

 

“คิดแล้วโคตรแค้น อย่าให้เจอที่ไหนเชียวนะไอ้รถคันนั้น พ่อจะเล่นให้จำสภาพเดิมไม่ได้เลย โมโหว่ะ” ผมพูดและใช้กำปั่นทุบลงบนฝ่ามือตัวเองอย่างหมายมั่น

 

“ทำไมถึงจำได้วะ พึ่งเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวไม่ใช่เหรอ” เจียหลงถามอีก

 

“โจวโจวจำหน้าคนแม่นมาก แต่ชื่ออ่ะถามแล้วถามอีก” เสี่ยวหมิงตอบแทนผม ก็จริงอย่างที่เพื่อนว่าแหละ ผมน่ะจำหน้าคนแม่นมากแม้จะว่าจะกันแค่ครั้งเดียว ขนาดแค่เดินสวนกัน ให้ไปเจออีกทีที่อื่นผมยังจำได้เลย (แต่ต้องภายในวันนั้น หรืออาทิตย์นั้นนะครับ ถ้านานกว่านั้นก็จำไม่ได้เหมือนกัน) แล้วยิ่งเด่นๆ แถมโคตรกวนตีนอย่างไอ้หมอนั่น ใครจะไปลืมได้ลง แต่ถ้าชื่อต้องบอกผมสองครั้ง สามครั้ง ถึงจะจำได้ครับ เสี่ยวหมิงนี่รู้ใจสมแล้วที่เรียนกับมันมาตั้งแต่มัธยมต้น(เจียหลงมารู้จักกันตอนมัธยมปลาย ส่วนถิงถิงกับซื่ออิงรู้จักกันที่นี่ครับ)

 

“แหม..บุพเพสันนิวาสนะมึง ไม่อย่างนั้นทำไมต้องเจอบ่อยๆ เนอะซื่ออิงเนอะ” ถิงถิงพูดจบ มันกับซื่ออิงก็ยกมือมาแท็กกันอีกรอบ

 

“พวกมึงอย่ามั่วนะ กูจำได้เพราะว่าไม่ชอบหน้ามันต่างหาก” ผมโวยวายก่อนจะโบกมือเข้าหาตัวเอง วิ่งมาเหงื่อท่วมโคตรร้อนเลย ซื่ออิงเห็นก็เปิดกระเป๋าสะพายใบใหญ่ของตัวเองหยิบพัดเล็กๆ แบบพับได้ออกมาส่งให้ผม ซึ่งรีบรับเอามากางโบกลมเข้าหาตัวเองแต่โดยดี

 

 

 

 

“ผู้ชายคนที่มึงว่ารูปร่างยังไง หน้าตาแบบไหนวะ” เสี่ยวหมิงถาม

 

“ผิวขาวๆ ตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ริมฝีปากรูปกระจับเวลายิ้มมีเขี้ยวที่มุมปาก ตัวสูงโคตร แถมแม่งหุ่นดีเกิ๊น กูโคตรอิจฉา” ผมเล่ารายละเอียดทั้งที่เจอกันแค่สองครั้งแต่กลับจำได้จนติดตา

 

“แล้ว..ใส่เสื้อผ้าแบบไหนวะ” ถิงถิงถามผมขณะที่เพื่อนผมพากันมองไปที่ประตูห้องเมื่อได้ยินเสียงนักศึกษาฮือฮา และพากันซุบซิบเสียงไม่เบานัก ผมก็เกือบจะหันไปสนใจแต่ว่าตอนนี้เรื่องของผมน่าสนใจกว่า

 

“ใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้า กางเกงขายาวกับรองเท้าผ้าใบสีดำ” ผมบรรยายเท่าที่จำได้ติดตาแบบว่าแม้จะเป็นชุดที่ดูธรรมดาแต่ก็แบรนด์เนมทั้งชุด ทำให้ไม้แขวนเสื้อตัวควายๆ กลายเป็นคุณชายเนี้ยบมากอ่ะ

 

 “คล้ายๆ แบบคนนี้หรือเปล่าวะ” เสี่ยวหมิงที่นั่งติดกับผมถามพลางชี้ไปทางหน้าห้องที่ตอนนี้มีอาจารย์หยางหัวหน้าภาคเอกผมเดินเข้ามาพร้อมกับ...ไอ้บ้านั่น!! มันมาได้ไงเนี่ย

 

“.....” ยังไม่ทันที่ผมจะได้แหกปากร้อง เสี่ยวหมิงก็ยื่นมือมาตะครุบปากผมไว้ซะก่อน

 

“แสดงว่าใช่” ถิงถิงพูดพลางหัวเราะ เมื่อเสี่ยวหมิงเห็นว่าผมสงบแล้วก็ปล่อยมือออกจากปากผม ขณะที่ผมจ้องไปที่คู่กรณีด้วยสายตาอำมหิต ตอนนี้เสียงฮือฮาจากคนในห้องเริ่มเงียบลงเมื่ออาจารย์หยางกระแอมขัดจังหวะการเม้าท์สองสามครั้ง

 

“วันนี้ผมจะพาอาจารย์ชั่วคราวมาแนะนำตัวนะ นี่คุณหวงจิ่งอวี๋จะมาสอนแทนอาจารย์อี้หลงจนกว่าจะหายเจ็บหรืออาจจะตลอดทั้งเทอม ไม่ต้องห่วงว่าจะเรียนไม่รู้เรื่องเพราะเขาจบมาจากเมืองนอก พวกเธอตั้งอกตั้งใจเรียนกันมากๆ ล่ะ” อาจารย์หัวหน้าภาคผมพูดจบหมอนั่นก็ยิ้มนิดหน่อยและพูดจาฝากตัวกับนักศึกษาเป็นพิธี แต่..จะมีใครสนใจไหม เพราะตอนนี้ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายพากันฝันกลางวันหมดแล้ว หึ..ลองมาโดนกวนตีนแบบผมแล้วจะฝันค้าง

 

“ชิ เกลียดมันจริงๆ เลยว่ะ” ผมพูดเบาๆ กับตัวเอง เสี่ยวหมิงที่ได้ยินถึงกับส่ายหน้าไปมา ตอนนี้ซื่ออิงย้ายจากที่นั่งเดิมที่อยู่ถัดไปจากเจียหลงมานั่งอีกฝั่งข้างถิงถิงและพากันแท็กมืออีกรอบ ไอ้ผู้หญิงสองคนนี้มันยังไงกันวะ

 

จากนั้นอาจารย์หยางก็ออกไปปล่อยให้พวกผมเริ่มทำความรู้จักกับอาจารย์ชั่วคราว ผมไม่สนใจจะรู้จักเลยหันไปทางอื่นไม่ได้สนใจเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมห้องที่ถามไถ่อะไรให้เซ็งแซ่ไปหมด

 

 

 

 

จนเมื่อจะเริ่มเรียนนั่นแหละผมถึงหันกลับมา แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับสายตาชวนสยองจากผู้ชายที่ยืนหล่ออยู่หน้าห้อง และถ้ามองไม่ผิดผมว่าไอ้หมอนั่นมันกัดริมฝีปากเบาๆ ยิ้มเยาะเย้ยผมนิดๆ ด้วย คิดว่ายิ้มสวยนักหรือไงวะ

 

เออ..ก็ได้ หมอนั่นยิ้มสวยน่ะไม่เถียงหรอก แต่ถ้ายิ้มสวยแต่ผสมด้วยสายตากวนตีนแบบนี้อย่ายิ้มมาให้จะดีกว่า ยังไม่อยากฆ่าเปรตหมกรถเฟอร์รารี่ เพราะตัวควายๆ แบบนี้หั่นศพแล้วคงจะยัดเข้าไปในรถไม่หมด

 

“โจวโจว....เว่ยโจว....สวี่เว่ยโจว” เสียงเพื่อนเรียกและสะกิดที่ไหล่ซ้ายทำให้ผมถอนสายตาจากคนตัวสูงๆ ด้านหน้าห้องเรียน หันกลับมากัดเพื่อนแทน

 

“อะไรของมึงถิงถิง เรียกซะตกใจ แล้วก็บอกกี่ทีอย่าเรียกชื่อเต็มกูโว้ย”

 

“หล่อจนตะลึงเลยเหรอ ไปจ้องมากๆ เดี๋ยวก็สปาร์กหรอกมึง เอ๊ะ..หรือสปาร์กไปแล้ววะ” ถิงถิงแซวผมยิ้มๆ คงสังเกตเห็นผมสองคนเล่นจ้องตากันอยู่ละมั้ง

 

“เอ๊ะ หรือที่หมอดูเขาว่าโจวโจวจะเจอเนื้อคู่ แถมไม่ใช่ผู้หญิงซะด้วย เอจะใช่ผู้ชายคนนี้หรือเปล่านะ” ซื่ออิงร่วมด้วยช่วยแซว ก่อนที่มันสองคนจะหันไปกิ๊วก๊าวตีมือกันยกใหญ่

 

“จะบ้าเรอะ” ผมโวยเพื่อนสาวทั้งสองเบาๆ พอได้ยินกันแค่ในกลุ่มแต่สองสาวไม่มีสะทกสะท้าน ส่วนเสี่ยวหมิงกับเพื่อนจียหลงก็เฮตามพวกผู้หญิงไปด้วย เออ...บ้ากันเสียให้หมดเพื่อนผม

 

 

 

 

หันกลับไปขึงตาแค้นเคืองใส่คนที่ยืนอยู่หน้าห้องอีกรอบแต่หมอนั่นยังทำหน้าตากวนตีนแถมเพิ่มเติมคือยักคิ้วส่งกลับมาอีก โหย..จะด่ามันว่าอะไรดีวะไม่อยากเรียนแล้ว ไม่มีอารมณ์กลับห้องนอนต่อดีกว่า

 

“จะไปไหน” เสี่ยวหมิงรั้งแขนผมไว้ก่อนจะถามเมื่อเห็นว่าผมกำลังจะลุกจากเก้าอี้

 

“กลับห้อง ไม่รงไม่เรียนมันแล้ววิชานี้ กูจะลงใหม่พร้อมรุ่นน้องปีหน้า” ผมบอกเพื่อนอย่างใจป้ำ ยอมซื้อเวลาเพื่อความสบายใจ จบช้าไปแค่ครึ่งเทอมคุณนายสวี่คงไม่ว่าอะไรหรอก

 

“ไม่ต้องเลย นั่งลงแล้วเรียนกับพวกกู” แน่นอนครับว่าผมไม่ได้กลับอย่างใจคิดเพราะถูกเสี่ยวหมิงมันรั้งข้อมือไว้จนเจ็บ เพื่อนผมนี่ก็จะแรงควายไปไหน

 

“ไม่เอา กูไม่อยากเรียนกับมัน”

 

“อะไรวะ มึงกลัวเขาเลยจะยอมแพ้ว่าอย่างนั้น” เจียหลงที่นั่งถัดไปช่วยเสือกอีกคน แต่ถ้ามามุกนี้ผมก็นิ่งเลยครับ ไม่เรียนใช่ว่าผมจะยอมแพ้หมอนั่นสักหน่อย ชิ!! เออ เรียนก็ได้วะ เดี๋ยวจะหาว่ากลัว

 

 

 

 

เมื่ออาจารย์จำเป็นเริ่มสอนผมก็จำใจเรียนต่อไปโดยพยายามไม่มองหน้าคนสอน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่กลัวว่าจะสงบสติอารมณ์ไม่ไหว ชวนกันขึ้นเวทีมวยชั่วคราวขึ้นมาซะก่อน

 

เพราะเวลาผมเงยหน้าขึ้นจากสมุดตัวเองทีไรก็จะได้สบตากับคนหน้าห้องตลอดๆ ก็เข้าใจนะว่าผมหน้าตาดีจนถึงขนาดที่ผู้ชายยังห้ามใจไม่อยู่ แต่ขอโทษเถอะถ้าเป็นผู้ชายตัวควายๆ แถมกวนประสาทคนนี้ ผมขออนุญาตจดลิขสิทธิ์เซ็นเซอร์ ห้ามมองหน้ากูโว้ย

 

แต่..จะว่าไปหมอนี่ก็สอนดีใช้ได้เหมือนกันแฮะ ไม่สิ..ต้องบอกว่าผมนี่ฉลาด เข้าใจที่อาจารย์ชั่วคราวพูดทุกอย่าง หน้าตาดีไม่พอยังฉลาดอีกใครได้ผมไปเป็นแฟนนะโคตรจะคุ้ม ทั้งเรียนเก่ง หน้าตาดี แถมบ้านมีสตางค์ ลูกสาวบ้านไหนแต่งกับผม รับรองครับไม่พาไปกัดก้อนเกลือกินเด็ดขาด

 

 

 

 

จนกระทั่งช่วงท้ายชั่วโมงเปรตหลงวัด เอ๊ย..อาจารย์จำเป็นก็ให้นักศึกษาสอบถามปัญหาหรือส่วนที่ไม่เข้าใจได้ตามอัธยาศัย แต่ฟังมาฟังไปผมว่าคำถามมันทะแม่งๆ อยู่นะ

 

“อาจารย์ชื่อเต็มๆ ว่าอะไรเหรอคะ เมื่อกี้ได้ยินไม่ถนัดเลยค่ะ” อันนี้เสียงจากนักศึกษาสาวๆ

 

“หวงจิ่งอวี๋ครับ” ตอบเสียงทุ้มน่าฟัง แต่เพื่อนๆ ผมนี่ฮือฮากันทั้งห้อง โดยเฉพาะถิงถิงกับซื่ออิง ที่แอบมาแซวผมเบาๆ ว่าชื่อหมอนั่นกับผมช่างเหมาะสมคล้องจอง หวงจิ่งอวี๋กับสวี่เว่ยโจว เหมาะสมตายล่ะ

 

“อาจารย์มีแฟนรึยังครับ” อันนี้เสียงนักศึกษาชายที่ไม่ได้ชอบผู้หญิง ห้องผมมีหลายคนอยู่พอสมควรเพราะพวกเขาไม่ได้ปิดบัง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเปิดเผยอย่างอิสรเสรี เพราะเพศที่สามในประเทศจีนนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับมากนัก พวกมันก็รั่วๆ ฮาๆ แต่จะไม่ฮาตรงที่ชอบมาจีบชวนผมไปร่วมแก๊งแอ๊บแมนพวกมันนี่แหละ

 

“ยังโสดครับ” เสียงคู่กรณีผมตอบ หนวกหูเว้ย แหม..ยังโสด ใช่สิ ปากอย่างนี้หน้าตาดีก็ไม่มีใครเอาหรอก ขึ้นคานไปเถอะ

 

“ขอเบอร์โทรไว้ติดต่อเวลาไม่เข้าใจที่สอนได้ไหมคะ” อันนี้เสียงสาวๆ อีกแล้ว แต่นะ..ไปถามกันนอกรอบได้ไหมวะ ผมหิวโว้ย

 

“ขอโทษนะครับ ถ้าจะถามเรื่องส่วนตัวไว้ถามกันทีหลังได้ไหม หิวข้าว” เหอะๆ อึ้งครับอึ้ง เจอคำถามผมเข้าไป เก้ง กะเทย กะทาชาย ชะนี เงียบกริบ คนถูกถามส่งสายตายียวนกวนตีนมาให้ผมก่อนจะพูดเสียงนุ่ม

 

“ถ้าอย่างนั้นเช็คชื่อครับ เริ่มจากคุณ...ชื่ออะไร” คุณ..คือใคร  แล้วใครคือ..คุณ ผมพยายามหันซ้าย หันขวา มองตามสายตาของคนถามว่าจ้องมาที่คุณคนไหน

 

“มึงนั่นแหละ” ถิงถิงช่วยไขความกระจ่างว่า คุณ..หรือนั้นคือผมนี่เอง

 

“ชื่ออะไรมันก็เรื่อง..” ผมยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสี่ยวหมิงคนเดิมเอามือมาปิดปากอีกรอบก่อนจะตอบออกไปแทน

 

“สวี่เว่ยโจวครับ” หนอย..ไอ้เพื่อนทรยศ ผมไม่ได้อยากให้มันรู้จักชื่อผมโว้ย และผมก็ไม่ได้อยากรู้จักหมอนั่นด้วย อาจารย์ชั่วคราวอมยิ้มโชว์ฟันที่เรียงสวยและเขี้ยวขาวๆ จนทั้งสาวแท้ สาวไม่แท้ และพวกแอ๊บแมน เคลิ้มตายกันเกือบทั้งห้อง(น่าหมั่นไส้มาก) ก่อนจะทยอยขานชื่อจนครบ

 

 

 

 

“ก่อนจากกันวันนี้ ใครอยากได้เบอร์โทรผม ลองถามจากคุณสวี่เว่ยโจวก็แล้วกัน พอดีเจอกันอย่างหวานชื่นเมื่อเช้านี้ เพราะผมมัวแต่ตกใจเลยลืมถามชื่อไว้ ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะครับเว่ยโจว วันนี้เลิกแค่นี้ครับ” อ้าว เฮ๊ย!!! เอาอีกแล้วนะ ทิ้งระเบิดไว้ให้แล้วก็หนีไปเฉย กลับมานะโว้ยไอ้เปรตโรคจิต!!!!!!!

 

“เว่ยโจว มีเบอร์อาจารย์จิ่งอวี๋ด้วยเหรอ” ทีนี้กลายเป็นผมที่โดนเพื่อนสาวแท้และชายเทียมมะรุมมะตุ้ม ผมหิว ปล่อยผมไปเถอะ

 

“ไม่มีสักหน่อย” ผมตอบด้วยน้ำเสียงติดจะเหวี่ยงเล็กๆ เพราะโมโหหิว

 

“หวงก็บอกมาเถอะ” ซื่ออิงแซวผมจนคนอื่นๆ พลอยหันมามอง เป็นเพื่อนที่แสนดีจริงๆ ช่วยเหลือกันนี่มีไหม

 

“จะหวงไว้ทำห่าอะไร น่าหวงมาก กูไม่มี” ผมพูดก่อนจะเก็บหนังสือแล้วเดินออกจากห้อง ไม่วายได้ยินเสียงซุบซิบตามหลังว่าผมกับไอ้อาจารย์บ้านั่นไปหวานชื่นกันแต่เช้าที่ไหนอะไรเทือกนั้นแหละ กวนตีนขนาดนี้แถมเป็นผู้ชายเหมือนกันอีกต่างหาก ต่อให้อีกฝ่ายหน้าตาดีแค่ไหนก็สวีทด้วยไม่ลงหรอกโว้ย ถึงผมหล่อก็เลือกนะไม่ได้ใจง่าย

 

อ่า..ก็ใจง่ายอ่ะแหละแต่เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายกับกะเทยไม่นับ ไม่สน ไม่อยู่ในสายตา เพราะเคยมีประสบการณ์ถูกผู้ชายจีบเล่นเอาผมเก็บไปฝันร้ายเลย น่ากลัวมากที่สุดในโลก พอๆ ...ลืมมันไปซะชายสวี่คนแมน

 

“แหม..มึงนี่นอกจากผู้หญิงจะวิ่งเข้าหา ผู้ชายก็จ้องจะงาบอยู่เงียบๆ สงสัยที่หมอดูเขาทำนายจะเป็นจริงซะแล้ว เพราะเขาก็ไม่ได้บอกว่าเนื้อคู่มึงเป็นผู้หญิงนี่นะ แถมอาจารย์จิ่งอวี๋ยังยอมรับอีกว่าเมื่อเช้าหวานชื่นกันมา เสร็จผู้ชายก็งานนี้แหละเพื่อนกู”

 

“ถิงถิงครับ” ผมเรียกเพื่อนพลางยิ้มหวานใส่

 

“ว่าไงคะโจวโจว” คนถูกเรียกหันมาแอ๊บยิ้มหวาน พูดจาสุภาพเรียบร้อยใส่ผม

 

“กูเตะเพื่อนนี่จะบาปไหมครับ” ผมยิงคำถามประชดเข้าไปอีกดอก

 

“บาปค่ะ ถ้าทำร้ายร่างกายเพื่อนสุดสวยคนนี้ กรรมที่มีจะส่งผลให้ได้ผู้ชายเป็นสามีในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนค่ะ” อ้าว..กวนตีนไม่พอแช่งผมอีกนะมัน ถามหน่อยครับคุณผู้อ่าน จากที่อ่านๆ มาสองสามตอน ใครก็ได้บอกทีว่าไอ้ถิงถิงมันเป็นเพื่อนสนิทผมจริงๆ น่ะ

 

“นั่นสิวะ จารย์เขาบอกว่าเจอกันเมื่อตอนเช้าแบบหวานชื่นด้วย แน่ะ..มึงปิดบังอะไรพวกกูโจวโจว บอกมาเลย อย่าให้พวกกูสืบรู้เอง” เจียหลงรีบสนับสนุนเพื่อน

 

“ความจริงจีบกันอยู่จริงๆ สินะ แล้วมาทำเป็นไม่ชอบหน้ากันกลบเกลื่อน รักลับๆ อาจารย์กับลูกศิษย์ อุ๊ย..โรแมนติก” ซื่ออิงมันเพ้อฝันไปไกลมากๆ  

 

“โอ๋ๆ ล้อเล่น รู้ไหมว่าเวลามึงงอนทำปากเชิดๆ แบบนี้มึงยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่เลยนะโว้ย หมดแมนมาก ดังนั้นเลิกงอนซะนะสุดหล่อ ป่ะๆ กินข้าวกัน เดี๋ยวให้เสี่ยวหมิงเลี้ยงไม่อั้น” ถิงถิงบอกอย่าใจป้ำสุดๆ คงจะดูดีถ้าเป็นเงินมัน ก่อนแม่นางจะลุกขึ้นลากผมไปกอดคอเมื่อเห็นผมเริ่มจะหน้าหงิก อย่าแปลกใจครับกอดคอจริงๆ ถิงถิงมันสูงกว่าร้อยเจ็ดสิบได้ พอสวมรองเท้าส้นสูงตัวมันก็เลยสูงพอๆ กับผมอ่ะ

 

“กินข้าวฟรีน่ะเอา แต่คำว่าน่ารักนี่ไม่เอาโว้ย” ผมบอกก่อนจะเดินตามแรงรั้งที่ต้นคอ เพื่อนสาวผมนี่แรงเยอะจริงๆ ให้ตายเถอะ

 

“ใช่ มึงพูดอย่างนั้นได้ไงวะถิงถิง เพื่อนกูหล่อที่สุดในสามโลก” เจียหลงพูดประชดสุดฤทธิ์

 

“ค่อยคุยกันได้หน่อย” ผมบอกอย่างมีความสุขหลังจากได้ยินคำว่าหล่อ(แม้ว่ามันจะประชดผมก็ไม่สน) ก่อนจะพากันไปกินข้าว

 

 

 

 

“เย็นนี้กูจะไปดริ๊งก์ แต่ไม่ไปที่เก่าแล้วนะกูกลัวเจอไอ้พี่ผิงซู หาที่ใหม่ๆ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ใครสนใจ” ผมถามเพื่อนหลังจากที่ล้อมโต๊ะข้าวครบองค์ประชุม ทั้งสี่คนพยักหน้ารับ ก่อนที่ซื่ออิงจะออกปาก

 

“คราวนี้ฉันไม่พลาดหรอก ต้องมีผู้ชายมาจีบนายอีกแน่เลยโจวโจว”

 

“ซื่ออิง!!!” ผมโวยใส่เพื่อนแต่ทั้งโต๊ะนี่ฮากันครืน

 

“แต่เลิกเรียนกูไปเยี่ยมจารย์อี้หลงก่อนนะ ได้ข่าวว่าเว่ยหลางเกอเกอกลับบ้านแล้ว วันนี้เขาจะไปเยี่ยมอาจารย์อี้หลง กูจะไปอ้อนพี่กู”

 

“เออ ไอ้เด็กขี้อ้อน ก็ไปกันหมดนี่แหละแล้วค่อยแยกย้าย แต่คืนนี้กูไม่เอารถไปนะจะเมา ขากลับค่อยนั่งแท็กซี่ไปส่งพวกผู้หญิงเอา” เสี่ยวหมิงสรุปปิดท้าย

 

ว่าแต่ไอ้วิชาที่พึ่งเรียนไปเมื่อเช้า เฮ้อ..สงสัยผมต้องกลับไปคิดทบทวนอีกทีซะแล้วว่าจะทนเรียนวิชานี้ต่อไปหรือไม่ เพราะไม่ถูกชะตากับอาจารย์ชั่วคราวอย่างแรง นอกจากเรื่องสอนเก่งแล้วอาจารย์จำเป็นคนนี้ไม่มีอะไรเข้าตาผมสักอย่าง ไม่สิ ต้องเรียกว่าศรศิลป์ไม่กินกันเลยจะดีกว่า เรียนไปอีกสักสี่ห้าคาบผมต้องกลายเป็นฆาตกรแหงๆ

 

TO  BE  CONTINUE…

 

โถ โจวโจวลูกรัก ก็แค่หนูสูงน้อยกว่า ผอมกว่า และแรงน้อยกว่าพี่เขานิดหน่อย จะคิดมากไปทำไม ยังไงคนออกแรงก็ไม่ใช่หนูอยู่แล้วครับลูก อุ๊บส์

 

จิ่งอวี๋ แอบมองน้องบ่อยๆ ระวังจะจืดหมดนะ แน่ะแอบคิดอะไรกับลูกชายเค้าแล้วใช่ไหม ตอบ!!!

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #9 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 17:40
    อาจารย์ชั่วคราวต้องรู้แล้วแน่ๆว่าโจวคือน้องเว่ยหลาง
    #9
    0