ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4 ดวงตา(กลมโต)และรอยยิ้ม(บาดใจ)ของเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59

นั่งทำงานพลางเล่นอินเทอร์เน็ตเช็คเมลเพลินๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในบ่ายของวันจันทร์ทำให้ผมละมือจาก แล็ปท็อปของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เบอร์ที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

 

“ว่าไงวะเว่ยหลาง”

 

“อ้าวเหรอ อยู่ที่โรงพยาบาลไหนล่ะ”

 

“ไม่มีปัญหา ฉันคิดว่าคงหาทางไปไม่ยาก ยังไงไปเจอกันที่โน่นเลยก็แล้วกัน ว่าแต่นายกลับมาจากปักกิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย”

 

“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้วันหลังเดี๋ยวฉันเข้าไปบ้านนายก็แล้วกัน แค่นี้ก่อนนะเดี๋ยวจะได้ออกไปเยี่ยมเกอเกอ” จากนั้นผมก็วางสาย เว่ยหลางโทรมาบอกว่าพี่อี้หลง พี่ชายของอี้หลินเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับผมตอนเรียนมัธยมปลายที่เมืองจีนประสบอุบัติเหตุอาการก็หนักพอสมควร ตอนนี้ออกจากห้องไอซียูมาพักฟื้นที่ตึกผู้ป่วยในแล้ว เว่ยหลางเลยโทรชวนผมไปเยี่ยมคนเจ็บ

 

จะว่าไปก็ดีเหมือนกันเพราะผมเองตั้งแต่กลับมาจากอเมริกาก็ยังไม่ค่อยได้เจอเพื่อนมากนัก เจอแค่ฉู่เซิงแค่คนเดียว เห็นเว่ยหลางบอกว่าพี่อี้หลงมีเรื่องอยากคุยกับผมด้วย ตอนนี้ก็บ่ายมากแล้วผมคงต้องรีบหน่อยเพราะจำที่ทางแถวนี้ไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ไม่ได้อยู่มาตั้งเป็นสิบปี นานๆ กลับมาทีก็มีเวลาแค่ไม่กี่วันเลยไม่ค่อยได้ออกไปไหน อะไรๆ มันเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ

 

เมื่อหยิบของฝากที่ซื้อติดไม้ติดมือมาจากอเมริกาครบทุกคนออกมาแล้วผมก็รีบขับรถออกจากคอนโดฯ ขับไปได้ยังไม่ถึงครึ่งทางก็นึกได้ว่ายังไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปเยี่ยมคนเจ็บเลยสักอย่าง พอดีว่าระหว่างที่รถจอดติดไฟแดงอยู่ผมหันไปเห็นร้านดอกไม้อยู่ฝั่งตรงข้ามเลยตัดสินใจเลี้ยวรถกลับตรงช่องยูเทิร์นที่อยู่ก่อนถึงไฟแดงเล็กน้อยเพื่อกลับมาหาดอกไม้สวยๆ สักช่อไปเยี่ยมคนเจ็บ

 

จอดรถคันโปรด(เฟอร์รารี่สีแดงที่พวกเว่ยหลางกับฉู่เซิงมันชอบบอกว่า รถนายเป็นเป้าสายตาโคตรๆ )ได้ก็รีบเดินไปที่หน้าร้าน ยังไม่ทันจะถึงก็เห็นเด็กคนหนึ่งเดินข้ามถนนมาถึงหน้าร้านพอดี

 

 

 

 

คงเพราะตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก เปลี่ยนไปจนผมแทบจะมองไม่ออกว่ามนุษย์ตัวโปร่งบางที่พึ่งจะเดินผ่านหน้าผมไปนั้นเป็นเด็กผู้หญิง เป็นเด็กผู้ชาย เป็นสาวหล่อ หรือเป็นสาวประเภทสอง ผมถอดแว่นกันแดดออกเพื่อที่จะมองให้ชัดขึ้น

 

คนตัวเล็กกว่าทำท่าจะเอื้อมมือไปเปิดประตูร้านแต่คงไม่ทันผมที่เอื้อมมือออกไปก่อน เจ้าตัวหันกลับมาสบตากับผม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ผมรู้สึกเหมือนกับว่าวินาทีนั้นทุกอย่างมันหยุดนิ่งและเนิ่นนาน จนกระทั่งเด็กตรงหน้าผงกหัวให้เล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผมยืนรอให้เขาเดินนำเข้าไปก่อน

 

หลังจากละสายตาจากอีกฝ่ายได้ผมจึงรู้ว่าช่วงที่สบตากัน และเจ้าของดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นเดินเข้าไปด้านในร้าน ใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่วินาที

 

สารภาพว่าจนถึงตอนนี้ผมก็ยังตัดสินไม่ได้ว่าคนตัวบางที่พึ่งจะเดินเข้าไปนั้น ตกลงว่าเป็นทอมบอยหรือสาวประเภทสองกันแน่ แต่ผู้หญิงคิดว่าคงไม่ใช่เพราะไม่มีหน้าอก ผมไม่ได้ลามกนะครับแค่บังเอิญมองลงไปเห็นพอดีว่ามันแบนราบเรียบเพราะน้องเขาตัวเตี้ยกว่าผมนิดหน่อย จะว่าชายแท้ก็ไม่น่าจะใช่เพราะน้องเขาหน้าตาแบบว่าน่ารักโคตร ที่เด่นที่สุดเมื่อแรกมองคงจะเป็นดวงตากลมโตราวลูกแมวแสนซน คิ้วเข้มแต่เรียวได้รูป จมูกโด่งสวยรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงธรรมชาติ ผิวก็ขาวเนียนเชียว อย่างกับไอดอลสาวๆ สมัยนี้ไม่ผิดเพี้ยน

 

 

 

 

“รับเป็นแบบไหนดีคะ” เสียงถามดังมาจากคนที่นั่งอยู่ในร้านเป็นผู้หญิงมีอายุท่าทางใจดี คงจะเป็นเจ้าของร้าน

 

“ขอดอกไม้สำหรับเยี่ยมคนป่วยครับ” ผมตอบพร้อมกับคนตัวบางด้านหน้า ด้วยคำพูดเดียวกันเป๊ะตั้งแต่ต้นจนจบทำเอาเราสองคนหันมาสบตากันอีกครั้ง ตอนที่เขากระพริบตามันน่ารักมาก

 

“ต้องเคยมีคนชมบ่อยๆ แน่ว่าคู่คุณสองคนนี่ดูน่ารักเหมาะสมกันดี ใจตรงกันเสียด้วย พูดยังพูดพร้อมกันเลย”

 

“เอ่อ..ผมเป็นผู้ชายครับพี่ แมนมากด้วย แล้วผมก็ไม่ได้รู้จักกับเขา” คนที่ผมพึ่งรู้ว่าเป็นหนุ่มน้อย(ที่หน้าโคตรหวาน)รีบแก้ตัว สีหน้าท่าทางตอนที่อีกฝ่ายพูดนั้นทำให้ผมอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ แต่ผมอาจจะแอบหัวเราะดังไปหน่อยจนเจ้าตัวได้ยิน เพราะน้องเขาหันมาขึงตาใส่ผมเล็กน้อย ผมว่าเขาคงจะไม่รู้ตัวว่าท่าทางแบบนั้นของตัวเองมันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แถมยังดูน่าแกล้งน่ารังแกชะมัด

 

“อ้าว..ขอโทษนะคะ พี่นึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก เห็นน้องผู้ชายเขาเปิดประตูให้คุณน้องน่ารักเข้ามาก่อน” คราวนี้ผมยืนอมยิ้ม จะว่าไปไอ้ท่าทางที่ผมเปิดประตูให้น้องน่ารักเข้ามาก่อนแบบนี้ ใครจะเข้าใจว่าเด็กนี่เป็นแฟนสาว(หรือแฟนหนุ่ม)ของผมก็ไม่น่าแปลกใจหรอก

 

“อีกอย่าง ขอโทษนะคะ พี่คิดว่าน้องเป็นผู้หญิงซะอีก ตัวบางๆ แถมหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มมากเลย” จบประโยคที่ชมแบบจริงใจตรงไปตรงมานั่นทำเอาผมหลุดหัวเราะเบาๆ ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะก่อนจะรู้ความจริงผมก็แอบคิดเหมือนพี่เขานั่นแหละ

 

คราวนี้มั่นใจว่าน้องน่ารักเขาคงได้ยินแน่เพราะเจ้าตัวหันมาขึงตาใส่ผมอีกรอบแบบจงใจชวนหาเรื่อง คิดว่าถ้าผมไม่หยุดหัวเราะคงจะโดนเขากัดเอาก็ได้ ตัวเท่าลูกแมวแต่ดุเสียจริง สงสัยจะคิดว่าตัวเองเป็นแม่เสือ

 

“แล้วสรุปคือ ไม่ได้มาด้วยกัน รับดอกไม้เยี่ยมคนป่วยคนละช่อนะคะ”

 

“ครับ” คราวนี้ทั้งผมและน้องตัวเล็กรับคำพร้อมกัน แต่ดูท่าทางเจ้าตัวคงจะอยากไปให้ไกลๆ จากผมอยู่ไม่น้อย หรือผมควรจะหลีกทางให้น้องเขาไปก่อน เพราะท่าทางเจ้าตัวอยากจะวางมวยข้ามรุ่นจะแย่

 

“ผมไม่รีบ ยังไงให้น้องน่ารักของพี่ก่อนก็ได้ครับ” ผมบอกเจ้าของร้าน โดยจงใจเน้นคำว่า น่ารัก เป็นพิเศษ อยากให้รู้ว่า ผมไม่ได้กลัวนะ แต่แค่ไม่อยากรังแกเด็ก

 

“ก็ดีครับ เพราะผมรีบ” เจ้าตัวบอกก่อนจะเมินสายตาจากผมรีบเดินหน้าเชิดไปที่เคาน์เตอร์

 

 

 

 

“รับเป็นดอกอะไรดีคะ” เมื่อถูกถามหนุ่มน้อยร่างบางก็รีบเดินตามไปเลือกดอกไม้ที่ตู้แช่ดอกไม้ขนาดใหญ่

 

“เยี่ยมคนป่วยควรจะเป็นดอกไม้อะไรดีครับ ผมไม่ค่อยสันทัดทางนี้ ถนัดแต่ซื้อดอกไม้ให้สาวสวยๆ แบบพี่มากกว่า” ปากหวานใส่แบบนี้ทั้งที่พี่เขาก็น่าจะรุ่นน้ารุ่นแม่แล้ว ท่าทางจะสาวเยอะไม่เบา เอ..แต่หน้าตาน่ารักขนาดนี้ หรือจะหนุ่มเยอะไม่เบามากกว่ากันผมก็ไม่แน่ใจนะ

 

“นี่เป็นยังไงคะ” พี่เขาชี้ไปที่ดอกกุหลาบสีเหลืองนวลที่มีปลายขอบกลีบเป็นสีชมพูอ่อนดูสวยนุ่มนวล ผมเห็นเจ้าตัวมองตามก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่มือเรียวสวยนั่นจะชี้ไปที่ดอกลิลี่สีขาว

 

“พี่ใส่ดอกนี้ด้วยได้ไหม ผมว่ามันสวยดี กลิ่นหอมด้วย คนเจ็บเขาจะได้หายไวๆ ”

 

“ได้สิคะ เอาไปเยี่ยมสาวที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย เลือกดอกไม้ซะหวานเลย” พี่คนขายพูดก่อนจะหยิบดอกไม้ที่ถูกเลือกออกมาเตรียมจัดช่อ

 

“ผมเอาไปเยี่ยมผู้ชายครับ” เมื่อเจ้าตัวพูดจบทั้งผมและพี่คนขายก็มองคนพูดเป็นตาเดียว ว่าแล้วไหมล่ะ หน้าหวานขนาดนี้ต้องหนุ่มเยอะไม่เบา

 

“ผู้ชายที่เป็นญาติกับผมน่ะครับ” พอเห็นว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาเจ้าตัวก็รีบพูดออกมาอีกรอบ พี่คนขายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ต่อไป

 

ส่วนผมได้แต่แอบยิ้มน้อยๆ แต่ก็พยายามหันหน้าไปทางอื่นทำเป็นดูดอกไม้อะไรไปเรื่อย ก็ดูเอาเถอะท่าทางเด็กนี่อยากจะกระโดดขย้ำผมจะแย่อยู่แล้วนะสิครับ

 

 

 

 

หลังจากได้รับดอกไม้เจ้าตัวก็มองพลางยิ้มอย่างมีความสุขจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปากด้านซ้าย และลักยิ้มบางๆ ที่แก้มขวา รอยยิ้มนั่นไม่ว่าใครเห็นก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันชวนหลงใหลให้เผลอมองตามโดยไม่รู้ตัว และชวนให้ยิ้มตามได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เมื่อจ่ายเงินค่าดอกไม้แล้วคู่กรณีของผมก็รีบเดินออกจากร้านโดยตั้งใจทำเมินใส่ผม แต่ก็ยังหันกลับมาส่งยิ้มให้พี่เจ้าของร้านอีกครั้ง รอยยิ้มที่น่าประทับใจนั่นทำเอาผมเผลอตัวมองตามอีกฝ่ายไปจนเกือบลับสายตา

 

“แล้วคุณน้องจะรับเป็นดอกอะไรดีคะ” เสียงที่ดังขึ้นทำเอาผมเกือบสะดุ้งเพราะมัวแต่มองตามคนตัวบางที่เดินออกจากร้านไป

 

“เอาแบบน้องคนเมื่อกี้ก็แล้วกันครับ สวยดี” ผมบอกออกไป ไม่ใช่บอกง่ายๆ ส่งๆ นะครับ แต่ผมเห็นแล้วว่าดอกไม้ที่เด็กคนนั้นเลือกพอมาจัดรวมเป็นช่อแล้วสวยงามไม่เบาเชียวละ ถ้าได้แบบนั้นไปเยี่ยมพี่อี้หลงก็คงจะดี

 

 

 

 

หลังจากที่จ่ายเงินผมก็ถือช่อดอกไม้ออกไปขึ้นรถ วางดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นลงที่เบาะด้านข้างก่อนจะขับรถออกไปที่โรงพยาบาลตามที่เพื่อนบอกมา ยังไม่ทันจะถึงไหนเสียงมือถือก็ดังขึ้นอีกรอบ เบอร์ที่โทรมาก็คือน้องสาวของคนเจ็บที่ผมกำลังจะไปเยี่ยมนี่แหละ

 

“ว่ายังไงอี้หลิน”

 

“ใช่แล้ว กำลังจะไปเยี่ยมเกอเกอนั่นแหละ”

 

“ซุปเปอร์ฯ เหรอ ใกล้ๆ แถวนี้น่าจะมีนะ อยากได้อะไรล่ะ เดี๋ยวซื้อเข้าไปให้”

 

“ได้ๆ ไม่รบกวน ถ้าอย่างนั้นฉันไปถึงเย็นๆ หน่อยนะ เธออยากกินอะไรไหม เดี๋ยวซื้อไปฝาก”

 

“โอเค ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจอกันนะ” ผมวางสาย ก่อนจะมองหาซุเปอร์มาร์เก็ตหรือมินิมาร์ทที่พอจะซื้อของที่เพื่อนต้องการได้

 

หลังจากจอดรถเรียบร้อยผมก็รีบเดินไปหาซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่เพื่อนฝากซื้อ และเดินหาซื้อของกินไปฝากคนเฝ้าไข้ด้วย เพราะเจ้าตัวต้องเฝ้าพี่อี้หลงที่ตอนนี้ได้ข่าวว่านอนเข้าเฝือกอยู่ คงไม่สะดวกหากจะออกไปหาอะไรกินด้านนอกนานๆ พอจะจำได้บ้างว่าเพื่อนผมชอบกินอะไร ผมก็ซื้อมันทุกอย่างที่เจอนั่นแหละครับ

 

 

 

 

“อ้าว มาเร็วกว่าที่คิดนะเนี่ย” เสียงอี้หลินทักทายเมื่อผมเปิดประตูห้องเข้าไป เพื่อนผมรีบวิ่งมาช่วยรับของไปถือไว้ ซึ่งผมหิ้วมาเต็มมือข้างขวา ทั้งของกินของใช้ส่วนมือข้างซ้ายถือช่อดอกไม้สำหรับคนป่วย

 

“พี่อี้หลง สวัสดีครับ” คนบนเตียงส่งยิ้มมาให้ ผมยิ้มตอบก่อนจะมองเลยไปที่โต๊ะด้านหลังและแทบจะยิ้มค้างอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นช่อดอกไม้ที่วางอยู่ก่อนแล้ว ผมเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นและเอาช่อดอกไม้ของผมวางคู่กัน นี่มันดอกไม้ฝาแฝด เพราะดอกไม้ทุกชนิดเหมือนกันเป๊ะราวกับมาจากร้านเดียวกันเลยครับ กระดาษห่อยังเป็นลายเดียวกันด้วยซ้ำ จะแตกต่างกันนิดหน่อยก็ตรงรูปทรงการจัดวาง

 

“เหมือนกันเลยอ่ะ เขาเอามาขายส่งหน้าโรงพยาบาลเหรอจิ่งอวี๋” อี้หลินแซวเบาๆ เมื่อมองเห็นช่อดอกไม้ที่ผมพึ่งวางลงไปกับช่อที่วางอยู่ก่อนหน้านี้

 

“นั่นสิ สวยเหมือนกันเลย ขอบใจมากนะ หอมดี” พี่อี้หลงหันมามองพลางเอ่ยปากชม แต่ผมกำลังยืมมองช่อดอกไม้ปริศนานั้นด้วยความสงสัย อยากรู้เหลือเกินว่าใครเป็นคนเอามาเยี่ยม

 

“อันนี้ของใครเหรอครับ”

 

“อ๋อ แม่ของเว่ยเทียนเขาฝากให้เด็กๆ เอามาเยี่ยมน่ะ” พี่อี้หลงตอบ เว่ยเทียนคือพี่ชายของเว่ยหลางเพื่อนสนิทผมนี่แหละ เขาเป็นเพื่อนของพี่อี้หลง และเป็นแฟนของอี้หลินที่กำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ครับ ว่าแต่เด็กๆ นี่...เด็กที่ไหน

 

“แน่ะ...มีเด็กมาเยี่ยมด้วยหรือครับเกอเกอ” ผมแซวน้อยๆ แต่ก็แอบหลอกถามไปด้วย

 

“เด็กๆ ลูกศิษย์ฉันที่มหาวิทยาลัยโว้ย นายนี่” คราวนี้คนเจ็บโวยยิ้มๆ แต่ผมได้คำตอบว่าต้องใช่แน่ เพราะว่าเด็กที่ผมเจอทีร้านดอกไม้ก็พอจะดูออกว่าเป็นนักศึกษา หรือไม่แน่อาจจะเป็นแค่เด็กมัธยมปลาย เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบผมเลยไม่รู้อายุแน่ชัด รู้แต่ว่าเด็กกว่าผมเยอะแน่นอน

 

“เออ มีเรื่องจะถามนายหน่อยว่ะ ช่วงนี้ฉันไปสอนไม่ได้เพราะอะไรนายก็น่าจะเห็น แล้วตอนนี้ที่ภาควิชาที่ฉันสอนน่ะมีอาจารย์ไม่พอ นายจะมาช่วยสอนแทนชั่วคราวได้ไหม”

 

“ผมเนี่ยนะไปสอนหนังสือเด็กมหาวิทยาลัย จะไหวหรือครับเกอเกอ”

 

“วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจไม่น่าจะยากสำหรับนายนะ อีกอย่างนายก็จบมาจากต่างประเทศพอดี ฉันคุยกับอาจารย์หัวหน้าภาคเขาก็สนใจนายอยู่ ส่วนหัวข้อที่จะสอนก็เอาไว้มาคุยกับฉันอีกทีว่าช่วงไหนจะสอนอะไรเน้นตรงไหน ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว แต่มาผิดแผนก็เพราะต้องมานอนเล่นอยู่นี่แหละ นอนยาวเลยด้วยทีนี้” เจ้าตัวยังคงพูดแซวเรื่องอุบัติเหตุของตัวเองยิ้มๆ

 

“จิ่งอวี๋นายก็ช่วยหน่อยเหอะนะ ไม่รู้จะไปหาใครมาช่วยแล้วอ่ะ เว่ยหลางมันก็ไม่เอา หมอนั่นว่าภาษาอังกฤษได้แต่ถ้าให้มาสอนเด็กไม่ใช่ทางมัน นั่นก็พึ่งจะลงมาเมื่อคืนนี้เองเห็นว่าเดี๋ยวจะตามมา” ลงมาที่ว่านี่คือมาจากปักกิ่งครับ ไม่ใช่ที่ไหนหรอก

 

“หรือว่าออฟฟิศใกล้จะเปิดแล้ว” พี่อี้หลงถามถึงบริษัทของผมที่ทำเกี่ยวกับรับออกแบบสิ่งก่อสร้างและตกแต่งภายใน เรียกง่ายๆ ก็พวกสถาปนิกนั่นแหละครับ พอดีผมได้เว่ยหลางช่วยดูเรื่องออฟฟิศให้ระหว่างที่ตัวเองกำลังจะย้ายกลับมาอยู่เมืองจีนแบบถาวร ให้หมอนั่นมาร่วมหุ้นก็ไม่ยอมดันบอกว่าจะเป็นแค่ผู้ช่วยและรับเงินเดือน(แต่ขอเงินเดือนเยอะๆ) และรอรับเงินโบนัสหลังจบงาน น่าเตะดีไหมล่ะครับเพื่อนผม

 

“ก็ยังหรอกครับเกอเกอ ช่วงนี้ผมก็ว่างๆ อยู่นั่นแหละ เรื่องออฟฟิศเว่ยหลางเขาดูๆ อยู่เห็นบอกว่าคงอีกสักเดือนกว่าหรือสองถึงจะเปิดได้ ตอนนี้ให้ผมทำตัวว่างหายใจทิ้งไปพลางๆ ก่อน” ผมบอกทำเอาทั้งเพื่อนสาวและคนเจ็บหัวเราะ เว่ยหลางมันไม่ค่อยพูดมากหรอก แต่ถ้าพูดขึ้นมาก็กัดเหน็บเจ็บเอาการอยู่เหมือนกัน

 

“เออ ถ้าอย่างนั้นนายก็ช่วยทำให้ออกซิเจนที่สูดเข้าไปไม่สูญเปล่าซะ ไปสอนแทนเกอเกอเขาหน่อย” คนที่ผมพึ่งจะนึกนินทาเปิดประตูห้องเข้ามาได้ยินพอดี เจ้าตัวเลยพูดสวนกลับมา ทำเอาพวกผมหัวเราะกันอีกรอบ

 

“พวกนายจะมาทำให้ฉันหัวเราะทำไมวะ เจ็บแผล” คนที่นอนอยู่บนเตียงพูดเบาๆ พลางนิ่วหน้า ก็สมควรหรอกครับ หัวเราะเสียเต็มที่คงลืมไปว่าตัวเองเจ็บอยู่

 

“สอนปีไหนบ้างครับเกอเกอ” ผมถามเพื่อศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

 

“แค่ปีสามน่ะ ส่วนวิชาอื่นๆ ที่ฉันสอน อาจารย์ท่านอื่นเขาช่วยแบ่งไปหมดจนเหลือแค่วิชานี้ แต่ทุกคนคิวเต็มหมดแล้ว เลยต้องมารบกวนนายนี่แหละ”

 

“ไม่ได้รบกวนอะไรหรอกครับ ก็คงดีกว่านอนพ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกร้อนเฉยๆ จริงไหมวะเว่ยหลาง” ผมหันไปถามคนที่พึ่งเข้ามานั่งลงข้างเตียง

 

“เออ ... ดอกไม้สวยดี สาวที่ไหนเอามาเยี่ยมเกอเกออ่ะอี้หลิน” เพื่อนผมตอบก่อนจะถามขึ้นมาเมื่อมองเห็นช่อดอกไม้บนโต๊ะด้านหลัง

 

“โจวโจวบอกว่าแม่ฝากซื้อมาเยี่ยมพี่อี้หลงช่อนึง กับของจิ่งอวี๋ถือมาเมื่อกี้อีกช่อนึง เหมือนกันเลยเนอะ”

 

“ใช่ เหมือนกันมาก ไปซื้อมาด้วยกันเหรอ”

 

“เปล่าว่ะ โจวโจวคือใคร ฉันยังไม่รู้จักเลย จะไปซื้อพร้อมกับเขาได้ยังไง”

 

“อ้าว โจวโจวก็น้องคนเล็กของฉันไง แต่นายคงจำหมอนั่นไม่ได้หรอก เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งแถมนั่นก็เป็นสิบกว่าปีมาแล้วด้วย ตอนนี้โตแล้วหล่อเหลาสมใจแม่ฉันทีเดียวละ แถมเข้าทางอี้หลินมันด้วย” เจ้าตัวพูดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าผู้หญิงหนึ่งเดียวในห้อง

 

“เข้าทางมาก ว่าแต่บังเอิญเหมือนกันซะขนาดนี้ เคยได้ยินหรือเปล่าจิ่งอวี๋ บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิตน่ะ” เพื่อนคนสวยของผมพูดพลางยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ยังไงบอกไม่ถูก

 

“เธอยังไม่เลิกเพี้ยนอีกเหรอ จะแต่งงานอยู่แล้ว” ผมบ่นเพื่อนนิดๆ ก็แม่นางอี้หลินนี่เป็นตัวจับคู่ผู้ชายเลย สงสัยจะเห็นว่าตัวเองปลอดภัยมีผู้ชายในครอบครองแล้วนะสิ เลยจับคู่คนอื่นด้วยความหื่นแบบไม่แคร์สายตาชาวบ้าน จากกันไปตั้งนานผมนึกว่าเพื่อนผมจะเลิกนิสัยแบบนี้แล้วเสียอีกนะนี่

 

“ตราบใดที่ผู้ชายน่ารักยังไม่หมดไปจากโลก ต่อให้ฉันแก่ ก็จะจิ้นแบบไม่แคร์สื่อย่ะ” อี้หลินพูดก่อนจะลงมือรื้อข้าวของที่ผมหิ้วมาฝาก ปล่อยให้พวกผมคุยกันเรื่อยเปื่อยตามประสาผู้ชาย

 

 

 

 

ถ้าบังเอิญว่าดอกไม้ที่ผมซื้อมานั้นเป็นร้านเดียวกับที่น้องชายของเว่ยหลางซื้อมาจริง ซึ่งก็คงจะใช่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครซื้อดอกไม้จากคนละร้านแต่ถอดแบบกันมาทุกอย่างขนาดนี้หรอก แต่คำว่าโตขึ้นมาหล่อเหลาสมใจแม่ทำให้ผมนึกถึงใบหน้าหวานๆ ของคนที่ผมเจอที่ร้านดอกไม้ รายนั้นเข้าข่ายสวยใสสมใจแม่มากกว่า เด็กคนนั้นคงไม่ใช่น้องของเพื่อนผมแต่อาจจะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็ได้ และเมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเจ้าเด็กน่ารักนั่นทำเอาผมอดยิ้มตามไม่ได้

 

“เป็นอะไรของนาย อยู่ๆ ก็ยิ้มคนเดียว พวกฉันกลัวนะโว้ย หรือจะแอดมิดนอนเป็นเพื่อนอี้หลงเกอเกอ ฉันจะได้ไปบอกจิตแพทย์ให้มาเอานายไปตรวจ” เห็นไหมล่ะครับ ผมบอกแล้วว่าเว่ยหลางน่ะมันกัดได้เจ็บจริง

 

“ฉันก็คิดอะไรของฉันเพลินๆ ”

 

“คิดถึงสาวที่อเมริกาหรือไง นายยิ้มได้หวานจนน้ำตาลหล่นท่วมมดตายหมดทั้งรังแล้ว”

 

“ไม่ใช่โว้ย” รีบปฏิเสธ ผมยิ้มเพ้อไปขนาดนั้นเลยเหรอ ให้พวกนี้รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าคนที่ผมนึกถึงน่ะเป็นเด็กผู้ชาย ไม่อย่างนั้นอี้หลินคงแซวผมไม่จบแน่ ก็เข้าทางสายสีม่วงของมันนี่ครับ

 

เอ่อ..อยู่ดีๆ ไพ่แจ็คข้าวหลามตัดก็ลอยเข้ามาในสมองของผม นี่ผมคงกังวลเรื่องไพ่ใบนั้นจนเข้าขั้นวิตกจริต หรือจะให้จิตแพทย์มาดูอาการผมอย่างที่เว่ยหลางว่าดีครับ ชักจะเริ่มห่วงตัวเอง

 

 

 

 

“ว่าแต่ตกลงไหมวะ เรื่องที่ว่าจะให้สอนชั่วคราวแทนฉันน่ะ” คราวนี้พี่อี้หลงถาม ท่าทางเขาลุ้นคำตอบของผมน่าดู ถ้าผมตกลงไปสอนแล้วบังเอิญเจอเด็กนั่นอีกผมไม่เก็บเอาไปหลอนกว่านี้เหรอ แต่นะ..หน้าเด็กๆ ตัวเล็กๆ แบบนั้นอาจจะเป็นเด็กปีหนึ่งก็ได้ มากสุดคงไม่เกินปีสอง แถมเรียนเอกไหนก็ไม่รู้ โลกคงไม่ได้กลมถึงขนาดที่จะทำให้ผมเดินเจอกับเด็กนั่นบ่อยๆ หรอก

 

“ถ้าพี่คิดว่าเป็นผมแล้วโอเคก็ตกลงตามนั้นครับ เว่ยหลางมันจะได้เลิกกัดผมสักที แผลเต็มตัวไปหมดแล้ว” ผมพูดจบคนที่นอนบนเตียงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนอี้หลินกับเว่ยหลางก็พากันหัวเราะร่วน

 

เราคุยกันต่ออีกพักใหญ่จนได้เวลาที่นางพยาบาลเอาข้าวเย็นของคนเจ็บมาส่ง อี้หลินต้องเช็ดตัวให้พี่อี้หลงพราะหมอยังไม่ให้อาบน้ำ พวกผมเลยขอตัวกลับ

 

 

 

 

ระหว่างที่เดินกลับมาที่รถเว่ยหลางก็ถามเหมือนพึ่งจะนึกขึ้นได้

 

“ฉันลืมไปว่าจะคุยกับนาย ตกลงว่านายจะไปบ้านฉันหรือเปล่า แม่อยากเจอนายจะแย่แล้ว เห็นเว่ยซื่อเขาก็บ่นถึงนะ ได้ข่าวว่าฝากนายซื้อของอะไรมาจากที่โน่น”

 

“อ๋อ..เออ ไปเอาที่รถดิ ฉันถือมาด้วย เกือบลืมเลย” ผมนึกออกทันทีที่เพื่อนพูด พอดีเว่ยซื่อเขาฝากผมซื้อหนังสือหายากจากอเมริกาน่ะครับ กะว่าจะเอาเข้าไปให้แต่ช่วงนี้ผมตื่นเกือบเที่ยงตลอด อีกอย่างเจ้านั่นก็ทำงานเลยหาเวลาเจอกันได้ยาก

 

“ตอนนี้ยังไม่ไปดีกว่า บอกพ่อกับแม่นายด้วยว่าเดี๋ยวฉันจะเข้าไปหา ซื้อของมาฝากด้วย เดี๋ยวเอาไปด้วยเลยก็แล้วกัน”

 

“ไม่ต้องเลย ใครซื้อมาฝากก็ถือไปเอง แม่ฉันยังงอนอยู่เลยเนี่ย ชวนนายมาพักที่บ้านระหว่างที่รอคอนโดฯ ตกแต่งเสร็จก็ดันไปเช่าห้องอยู่ให้เปลือง”

 

“เกรงใจโว้ย ไม่ได้อยู่วันสองวัน ฉันต้องอยู่เป็นเดือน” ผมบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ปฏิเสธความหวังดีของครอบครัวเพื่อน คือบ้านผมก็มีนะครับที่เมืองจีนไม่ใช่ว่าไร้ญาติขาดมิตร เพียงแต่ว่าอยู่ไกลไปถึงตานตงโน่น ผมเลยซื่อบ้านเป็นคอนโดฯ แบบสองห้องนอนไว้แบบถาวรอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ จะได้ไม่ต้องเช่าบ้านให้เสียเงิน

 

คอนโดฯ ที่ซื้อก็เลือกทำเลไม่ไกลมากนักกับที่ตั้งออฟฟิศจะได้ไปทำงานสะดวก อีกอย่างซื้อไว้แบบสองห้องเผื่อว่าเว่ยหลางมันจะมาอยู่ด้วย แล้วก็อย่าสงสัยครับผมซื้อคอนโดฯ จริง แต่ว่าออกแบบเอง ตอนนี้อยู่ระหว่างการตกแต่ง จึงต้องเช่าห้องอยู่ชั่วคราว

 

อ้อผมกับเพื่อนไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบที่คุณๆ คิดนะครับ แบบว่าพวกผมมันมนุษย์กลางคืนชอบทำงานกันจนสว่างคาตา เช้ามาก็นอนตายอยู่กับที่ เลยเผื่ออีกห้องไว้ให้เพื่อนใช้เผื่อวันไหนทำงานดึกแล้วอีกฝ่ายกลับบ้านไม่ไหวน่ะ

 

“เกรงใจอะไรของนายห้องตั้งเยอะแยะ เว่ยเทียนเกอเกอก็แยกไปอยู่บ้านหลังติดกันห้องก็ว่าง แถมเจ้าโจวก็ไม่ค่อยกลับบ้าน ห้องนั้นก็แทบจะไม่มีคนนอน”

 

“เอาน่า เดี๋ยวเอาไว้ฉันจะไปนอนง้อแม่นายสักอาทิตย์นึงจะได้หายงอน” ผมบอกเพราะจะว่าไปผมก็สนิทและเคารพรักพ่อแม่ของเพื่อนคนนี้อยู่ไม่น้อยหรอก แถมผมยังสนิทกับลูกชายเขาทั้งบ้าน อ้อ..ไม่สิ ต้องบอกว่าแทบทั้งบ้าน เพราะผมสนิทกับพี่เว่ยเทียน เว่ยหลาง และเว่ยซื่อ แต่แทบจะไม่รู้จักลูกชายคนเล็กของเขาเลย ชื่อยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

ตอนผมอยู่มัธยมปลายน้องเล็กของเพื่อนผมยังเป็นเด็กประถมอยู่เลยมั้ง จำได้ว่าเหมือนจะเคยเจอแค่ครั้งสองครั้ง ผมเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปเรียนต่อที่อเมริกาและทำงานลากยาวต่อมาจนเกือบสิบปี นี่ถ้าเว่ยหลางไม่บอกว่ามีน้องชายคนเล็กนอกเหนือจากเว่ยซื่อ ผมก็แทบจะลืมไปแล้วว่าบ้านนี้มีลูกชายสี่คน

 

“เออ ให้มันจริง” เพื่อนผมประชดพอดีกับที่เราเดินกันถึงรถของผม เปิดประตูได้ก็หยิบของฝากของเว่ยซื่อ ของพี่เว่ยเทียนและอี้หลินออกมาส่งให้

 

“นายไม่เอาของพ่อกับแม่ไปด้วยจริงๆ เหรอวะเว่ยหลาง”

 

“ไม่เอา” เจ้าตัวบอก

 

“เออๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันเอาไปเองก็ได้ ไว้เจอกันนะ”

 

“ขับรถดีๆ ไม่ต้องคิดอยากไปนอนเป็นเพื่อนอี้หลงเกอเกอเขาจริงๆ ล่ะ” ดูปากเพื่อนผมสิ แช่งกันจริง

 

ผมขับรถกลับห้องทันที เดี๋ยววันพรุ่งนี้ต้องเข้าไปหาพี่อี้หลงอีกรอบเพื่อนัดแนะกันเข้าไปเจอกับอาจารย์ประจำภาคคุยกันเรื่องสอนแทนชั่วคราว รู้สึกตาข้างซ้ายกระตุกแรงแปลกๆ แฮะ เอาเถอะ..คิดเสียว่าหาอะไรทำแก้เบื่อไปพลางๆ ระหว่างรอออฟฟิศพร้อมทำงานก็แล้วกัน

 

TO  BE  CONTINUE

 

ไม่รู้ว่าคนอ่านเริ่มตากระตุก รู้สึกถึงลางรัก เอ๊ย!!! ลางสังหรณ์บางอย่างบ้างแล้วหรือยังนะครับ

เดี๋ยวตอนหน้าเขาจะเจอกันจังๆ อีกครั้งแบบสุดสวีทหวานแหวว (เชื่อผมไหม) กับตอนที่มีชื่อว่า อาจารย์ชั่วคราว(ที่โคตรกวนตีน)

ถ้ายังไม่เบื่อก็ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะครับ ตอนต่อๆ จะยิ่งสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนครับ

 

*หมายเหตุที่เมืองจีน ปี เขาจะฝึกงานนะครับ แต่ที่เมืองไทยส่วนมากจะฝึกปี ผมเลยยึดเอาตามเมืองไทยเป็นหลักนะ เพราะไม่อยากให้โจวโจวดูเด็กน้อยมากเกินไป อีกอย่างในเรื่องนี้จิ่งอวี๋ก็แก่กว่าน้องตั้ง ปีกว่าแล้ว*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #8 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 17:16
    แก่กว่า 7 ปี เราเชื่อเลยค่ะ 55555 // จิ่งอย่าต่อยเรา
    #8
    0
  2. #2 หยดหมึกสีแห้ง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 11:14
    ติดตามค่ะ
    เจอกันครั้งแรกก็ไม่ปลื้มซะแล้ว
    โจวไม่ชอบอะไรได้อย่างนั้นนะ 
    #2
    0