ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3 (แค้น)แรกพบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59

“โจวโจว ไปเยี่ยมอาจารย์อี้หลงด้วยกันรึเปล่าวะวันนี้” เสียงถิงถิงถามเมื่อผมเดินถือจานข้าวกลับมานั่งรวมกลุ่มที่โต๊ะหลังจากเลิกเรียนคาบเช้า พอดีว่าอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาอังกฤษสาขาผมเกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

 

“เออ ไปดิ เลิกเรียนตอนบ่ายก็ไปกันเลย พวกมึงสามคนไปเปล่าวะ” ผมเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นไปมองเพื่อนที่นั่งร่วมโต๊ะ ทั้งเจิ้งเสี่ยวหมิง อู๋เจียหลง และหลิวซื่ออิงพยักหน้ารับ

 

“วันนี้เอารถมาว่ะ เดี๋ยวเลิกเรียนไปรถกูทีเดียวเลยแล้วกัน ขากลับใครจะไปทางไหนค่อยว่ากันอีกที” เสี่ยวหมิงพูดจบพวกผมก็เปลี่ยนเรื่องคุย

 

หัวข้อในวงสนทนาของอาหารกลางวันก็ไม่พ้นวิชาที่พึ่งจะเรียนจบไปช่วงเช้า กลุ่มพวกผมถึงจะปากหมาช่างแซวช่างกัดกันไปบ้างแต่ขอบอกว่าเป็นเด็กเรียนกันทุกคน นอกจากคุยเรื่องเรียนก็อาจจะมีนินทาชาวบ้านบ้างพอหอมปากหอมคอ แต่ส่วนมากก็ไม่พ้นนินทากันเองในระยะเผาขนนี่แหละ

 

 

 

 

หลังเลิกเรียนคาบบ่ายแก๊งผมก็ตะลอนทัวร์ด้วยรถเสี่ยวหมิง โดยมีเจียหลงนั่งหน้าคู่กับคนขับเพราะพวกมันตัวสูงใหญ่กันทั้งคู่ ผมก็สูงนะแต่ผอมบางกว่าก็เลยต้องมานั่งเบาะหลังกับสาวๆ เป็นประจำ ระหว่างทางก็แวะซื้อผลไม้ไปเยี่ยมอาจารย์อี้หลง ซึ่งผมค่อนข้างสนิทกับเขาอยู่พอสมควร เพราะเขาเป็นพี่ชายของพี่อี้หลิน แฟนของพี่เว่ยเทียนพี่ชายคนโตของผมที่กำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้

 

“โจวโจว พี่คนขายเขามองมึงใหญ่เลยว่ะ” เสียงถิงถิงกระซิบทำให้ผมหันไปมองตามทิศทางที่เพื่อนสาวมองอยู่ แล้วก็ได้พบกับสายตาของคนขายผลไม้ซึ่งจัดกระเช้าไปก็มองผมไปด้วย ทำเอาพวกผมสองคนเริ่มสงสัยว่ามองทำไม หรือจะมองเพราะความหล่อของผมวะ จะว่าไปพี่เขาก็น่ารักไม่เบา เอ้า..หยอดสักหน่อย

 

“คนน่ารักมองแบบนี้ผมก็เขินแย่สิครับพี่ ถ้าจะให้ดีแถมเบอร์มาปลอบขวัญแก้เขินด้วยนะครับ เผื่อครั้งหน้าผมจะได้โทรมาสั่งผลไม้” ผมก็เริ่มหม้อ เอ๊ย!! ชวนคุยไปตามประสาคนอัธยาศัยดี

 

“อ้าว ผู้ชายหรอกเหรอคะ พี่ก็นึกว่าเป็นผู้หญิง เลยแปลกใจว่าทำไมถึงใส่กางเกงน่ะ” พี่แกพูดยิ้มๆ เล่นเอาเพื่อนผมเห่าหอนรับทั้งฝูง เจอคนสวยทักแบบนี้ แม่ง...โคตรเสียเซลฟ์

 

“พี่คนสวยใจร้ายอ่ะ ผมออกจะหล่อเหลาเร้าใจ ทักซะเจ็บปวดเลย” ผมพูดจบพี่เขาก็ยิ้มๆ และจัดผลไม้ลงกระเช้าต่อ

 

“หล่อเหลาเร้าใจชายนะสิหน้าอย่างมึงน่ะ” เจียหลงที่เดินมาจากร้านกาแฟที่อยู่ถัดไปรีบกัดผมทันทีเมื่อมีโอกาส กลุ่มผมถือคติพลาดแล้วเหยียบซ้ำครับ ใครจะตายจริงๆ ค่อยมาปลอบกันทีหลัง

 

“มึงหวั่นไหวกับความหล่อของกูสินะไอ้เจียหลง” เมื่อก่อนผมไม่ค่อยพูดเล่นกับพวกมันนะครับ ถ้ามาแซวผมเรื่องเป็นขวัญใจหนุ่มๆ อะไรเนี่ย แต่ตอนนี้โดนกัด เหน็บ แดกดันเสียจนชิน ขืนมัวเจี๋ยมเจี้ยมทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน พวกมันไม่มีทางหยุดปากหรอก ดังนั้นผมต้องเริ่มก่อน กัดกันพอหอมปากหอมคอผมก็มองนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย จนเมื่อหันไปมองถนนฝั่งตรงข้ามที่มีร้านดอกไม้อยู่เยื้องไปไม่ไกลนักผมก็เลยนึกขึ้นได้ เมื่อตอนกลางวันคุณนายสวี่รู้ว่าพวกผมจะไปเยี่ยมอาจารย์อี้หลงเลยฝากให้ผมซื้อช่อดอกไม้ไปด้วย

 

“เฮ๊ย ถ้าพวกมึงเสร็จแล้วรอกูที่นี่นะเดี๋ยวมา ไปซื้อดอกไม้ก่อน คุณนายแม่กูฝากไปเยี่ยมจารย์อี้หลง เกือบลืมแน่ะ”

 

“เออ ซื้อเสร็จก็รีบกลับมา อย่ามัวไปหม้อคนขายดอกไม้อยู่ล่ะมึง” เจียหลงแซวทำเอาผมหันไปค้อนใส่ และขอโทษเถอะ ไม่มีหรอกที่คนอย่างสวี่เว่ยโจวจะจนแต้มง่ายๆ

 

“มึงไม่คิดว่าโลกนี้จะมีคนขายดอกไม้เป็นผู้ชายบ้างหรือไงวะ” ผมสวนกลับไปทำเอาซื่ออิงยิ้มก่อนจะพูดออกมา

 

“อย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็น ซื้อเสร็จก็รีบกลับมาอย่าปล่อยให้คนขายหม้ออยู่นะโจวโจว” เออ เป็นปี่เป็นขลุ่ยกันเหลือเกินนะไอ้แฟนคู่นี้ แต่ทุกคนนี่ฮากันลั่นร้านไม่เว้นแม้กระทั่งพี่คนสวยที่กำลังจัดกระเช้าผลไม้ ผมละเซ็ง ขนาดว่าผมปากหมาๆ แบบนี้แต่เอาชนะพวกมันไม่เคยได้สักที แม่งสี่รุมหนึ่งตลอด

 

 

 

 

วิ่งข้ามถนนไปเดินไปจนถึงหน้าร้านที่เป็นกระจกใส ด้านหน้ามีดอกไม้สดแช่น้ำวางเรียงรายอยู่ แขนยาวที่มีมือใหญ่เรียวขาวสะอาดเอื้อมมือไปเปิดประตู คือจะบอกว่าเจ้าของมือนั้นน่ะไม่ใช่ผมนะสิ

 

ผมหันไปมองคนเปิดเล็กน้อย พบว่าเจ้าของท่อนแขนยาวขาวเนียนนั้นเป็นผู้ชายตัวสูงกว่าผมน่าจะสักหกหรือเจ็ดเซนติเมตรได้ สูงกว่าเสี่ยวหมิงเพื่อนผมที่สูงที่สุดในกลุ่มอีก ผิวขาวเนียนเกลี้ยงเกลา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบจะดำนั้นเป็นระกายไหวระริกดูมีแววขี้เล่นยามที่ได้สบตากับแวบแรก แม้ว่าต่อมาอีกฝ่ายจะมองมาด้วยความเฉยชาก็ตามที จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูธรรมชาติ สวยกว่าปากผู้หญิงอีกอ่ะ โดยรวมแล้ว..หล่อหญิงหลงมาก เป็นผู้ชายที่มีรูปลักษณ์น่าอิจฉาสุดๆ ไม่สิไม่..ผมหล่อที่สุดในสามโลก เมื่อพิจารณาคนด้านหลังเสร็จผมก็ผงกหัวให้เล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ผมเดินนำเข้าไปก่อน

 

“รับเป็นแบบไหนดีคะ” พี่คนขายดอกไม้เป็นผู้หญิงที่หน้าตาดูใจดีและมีอายุเยอะแล้วถามดังมาจากเคาน์เตอร์ พี่เขามองมาทางพวกผมและส่งรอยยิ้มมาให้ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาแล้ว

 

“ขอดอกไม้สำหรับเยี่ยมคนป่วยครับ” คราวนี้สองเสียงประสานตอบทำเอาทั้งผมและคนที่เดินตามผมเข้ามาหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ก็เล่นพูดคำเดียวกันเป๊ะ แถมเริ่มและจบพร้อมกันอีก พี่คนขายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะออกปากแซว

 

“ต้องเคยมีคนชมบ่อยๆ แน่ว่าคู่คุณสองคนนี่ดูน่ารักสมกันดี ใจตรงกันเสียด้วย พูดยังพูดพร้อมกันเลย”

 

“เอ่อ..ผมเป็นผู้ชายครับพี่ แมนมากด้วย แล้วผมก็ไม่ได้รู้จักกับเขา” ผมรีบแก้ตัวเมื่อถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคู่สร้างคู่สมกับคนด้านหลัง คนตัวโตไม่ได้แก้ตัวว่าอะไร แต่มันไม่ได้ยืนอยู่ไกลนักจนทำให้ผมได้ยินเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายในลำคอเบาๆ หรือจะเอาวะ ตัวเล็กกว่าแต่กูสู้คนนะโว้ยขอบอก ผมคิดในใจก่อนจะหันไปขึงตาใส่คนที่กัดริมฝีปากยิ้มน้อยๆ จนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปากทั้งสองข้าง

 

“อ้าว..ขอโทษนะคะพี่นึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก เห็นน้องคนหล่อเขาเปิดประตูให้คุณน้องน่ารักเข้ามาก่อน” น้องคนหล่อเปิดประตูนะใช่ แต่น้องน่ารักที่เดินเข้ามาก่อนคนนี้ก็ผู้ชายครับพี่ แถมเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้ที่สุดในชั้นปี ไม่สิ เจ้าชู้ที่สุดในภาควิชาเลยต่างหาก พี่น้องทั้งภาคการท่องเที่ยวการันตีให้ผมมาแล้ว

 

“อีกอย่าง ขอโทษนะคะ พี่คิดว่าน้องเป็นผู้หญิงซะอีก ตัวบางๆ ตาก็โต แถมยังหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มมากเลย” ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้แม้จะเจ็บปวดที่ถูกจี้ปมด้อยแต่โกรธไม่ลง เพราะพี่เค้าไม่ได้มีท่าทีว่าตั้งใจแซวหรืออะไร เพียงแค่พูดออกมาแบบจริงใจใสซื่อจนผม...ไม่โกรธก็ได้

 

แต่ขอแก้ตัวนิดว่าผมไม่ได้ตัวเล็ก ผมสูงร้อยแปดสิบกว่า เพียงแต่ว่าผมยืนใกล้ไอ้บ้านี่ที่ตัวสูงอย่างกับเปรตและตัวหนากว่าผม ผมเลยดูเตี้ยและบาง โอเคนะครับพี่

 

แต่มึง..ไอ้คนอยู่ด้านหลังที่ยังยืนหัวเราะเบาๆ อยู่เนี่ย อย่าคิดนะว่าผมไม่ได้ยิน ว่าแล้วก็หันไปขึงตาใส่อีกรอบ ถ้ามันยังไม่หยุดหัวเราะนี่ มีต่อยแน่ครับ

 

“แล้วสรุปคือ ไม่ได้มาด้วยกัน รับดอกไม้เยี่ยมคนป่วยคนละช่อนะคะ”

 

“ครับ” คราวนี้ทั้งผมและคนที่ดูท่าทางตั้งอกตั้งใจหัวเราะยั่วผมตอบพร้อมกันอีกรอบ

 

“ผมไม่รีบ ยังไงให้น้องน่ารักของพี่ก่อนก็ได้ครับ” เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังดังมาจากด้านหลัง ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะเน้นย้ำคำว่าน่ารักเป็นพิเศษ ถึงจะเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังแต่พูดหมาๆ แบบนี้ เป็นใบ้ไปเลยดีกว่านะผมว่า

 

“ก็ดีครับ เพราะผมรีบ” รีบไปก่อนจะฆ่าเปรตตาย การทำให้สัมภเวสีตายซ้ำซากมันจะเป็นบาปเกินไปสำหรับผู้ชายแมนๆ แสนดีอย่างชายสวี่สุดหล่อ เฮอะ

 

 

 

 

“รับเป็นดอกอะไรดีคะ” เมื่อพี่คนขายถามผมก็รีบเดินตามไปเลือกดอกไม้จากตู้แช่ขนาดใหญ่

 

“เยี่ยมคนป่วยควรจะเป็นดอกไม้อะไรดีครับ ผมไม่ค่อยสันทัดทางนี้ ถนัดแต่ซื้อดอกไม้ให้สาวสวยๆ แบบพี่มากกว่า” ขนาดเขาเกือบจะรุ่นแม่ก็ยังไม่วายปากหวานใส่ ผมนี่มันเจอสาวพูดจาน่ารักใส่ไม่ได้(แม้พี่เขาจะไม่ได้สาวแล้วก็เถอะ)หน้าหม้อไม่เลือกจริงๆ ให้ตาย

 

“นี่เป็นยังไงคะ” พี่เขาชี้ไปที่ดอกกุหลาบสีเหลืองนวลที่มีปลายขอบกลีบเป็นสีชมพูอ่อนดูสวยนุ่มนวล ผมมองตามก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักและหันไปทันเห็นดอกลิลี่สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

 

“พี่ใส่ดอกนี้ด้วยได้ไหม ผมว่ามันสวยดี กลิ่นหอมด้วย คนเจ็บเขาจะได้หายไวๆ ”

 

“ได้สิคะ เอาไปเยี่ยมสาวที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย เลือกดอกไม้ซะหวานเลย” พี่คนขายพูดก่อนจะหยิบดอกไม้ตามความต้องการของผมและดอกไม้อื่นๆ อีกสี่ห้าอย่างออกมาเตรียมจัดช่อ

 

“ผมเอาไปเยี่ยมผู้ชายครับ” เมื่อพูดจบทั้งคนขายและคนตัวโตที่นั่งรอคิวอยู่ก็หันมามองผมเป็นตาเดียว ผมพูดอะไรผิดวะ อ่า..แต่อาจจะพูดไม่คิดไปหน่อย

 

“ผู้ชายที่เป็นญาติกับผมน่ะครับ” ผมรีบแก้ใหม่ให้ถูกต้อง คราวนี้พี่คนขายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ให้ และถ้าผมมองไม่ผิดไอ้คนที่นั่งรออยู่มันแอบยิ้มผมด้วย แม้ว่าจะทำเป็นหันหน้าไปเลือกดูดอกไม้ก็เถอะ หึ..อย่าให้เจอข้างนอกนะครับมึง ผมสัญญาว่าเจอกันงานหน้ามีมวยคู่เอกแน่

 

 

 

 

นั่งรอดอกไม้ไม่นานก็เรียบร้อย ผมรับช่อดอกไม้มาดูอย่างพึงพอใจก่อนจะจ่ายเงินแล้วรีบเดินออกจากร้าน ทำเป็นไม่สนใจสายตาของมนุษย์ตัวควายๆ ที่นั่งรอคิวอยู่ โดยไม่ลืมหันกลับไปยิ้มหวานให้พี่เจ้าของร้านที่กล่าวขอบคุณอีกครั้งเมื่อผมเดินถึงประตู

 

“ไปซะนาน สรุปว่ามึงไปหม้อคนขายหรือคนขายหม้อมึงวะ” ขึ้นรถได้เจียหลงก็ออกปากแซวทันที

 

“หม้อห่าอะไรล่ะ พี่เขาอายุจะเท่าแม่กูอยู่แล้วมั้ง เกือบจะมีมวยละสิไม่ว่าเจอผู้ชายกวนตีน” ผมพูดอย่างหงุดหงิดเล็กๆ เมื่อนึกไปถึงผู้ชายหน้าตาเกือบดูดี เออ..หล่อโคตรก็ได้ ที่มันแอบหัวเราะผมตอนที่อยู่ด้วยกันในร้านดอกไม้

 

“เขากวนตีน หรือเขาจีบมึงออกนอกหน้าจนมึงโมโหแล้วจะไปมีเรื่องกับเขาวะโจวโจว เอาให้ถูกประเด็น”

 

“มะเหงกแน่ะถิงถิง หมอนั่นมันไม่ได้จีบกูโว้ย มันก็แค่หัวเราะที่พี่คนขายเขาทักว่ากูน่ารักเหมือนผู้หญิงเฉยๆ ”

 

“แค่นี้อ่ะนะ แล้วโกรธซะ มึงน่าจะชินได้แล้วนะเรื่องนี้”

 

“แค่นี้ที่ไหน พี่เขาหาว่ากูเป็นแฟนไอ้บ้านั่นนะสิ นี่ขั้นเลวร้ายเลยนะโว้ย” ผมพูดจบเสียงหัวเราะแบบสะใจก็ประสานเสียงดังขึ้นลั่นรถ เออ...เพื่อนผมแต่ละคนนี่รักกันมาก

 

“ถ้าหล่อมึงก็รับสมอ้างไปเถอะ แหม ทำเป็นเล่นตัว” ถิงถิงยังคงแซวต่อเนื่องอย่างมันปาก

 

“หน้าตาก็งั้นๆ บ้านๆ หล่อสู้กูไม่ได้หรอก เฮอะ” ผมพูดก่อนจะสะบัดเสียงตอนท้ายให้รู้ว่าไม่พอใจและชักจะงอน

 

“เออ มึงหล่อมากหล่อเหลือเกิน” คนที่นั่งขับรถมาเงียบๆ (แต่ร่วมหัวเราะด้วยทุกชอต)พูดขึ้นมาบ้าง ทำเอาคนอื่นๆ ในรถพากันยิ้มในคำประชดประชันของเสี่ยวหมิง

 

“พูดมากนะมึง ขับรถไปดีๆ เดี๋ยวดอกไม้อาจารย์อี้หลงยับ กูจะฟ้องแม่”

 

“ไอ้ลูกแหง่เอ๊ย”

 

 

 

 

ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงโรงพยาบาล เมื่อจอดรถเรียบร้อยพวกผมก็ไปยังชั้นแปดที่อาจารย์อี้หลงรักษาตัวอยู่ เคาะประตูเบาๆ แล้วก็เปิดเข้าไปอย่างพยายามเบามือที่สุดเผื่อว่าคนเจ็บจะนอนหลับอยู่ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเพราะอาจารย์ของพวกผมกำลังนั่งคุยกับพี่อี้หลินอยู่

 

“จารย์อี้หลง พี่อี้หลิน สวัสดีครับ/ค่ะ” พวกเราห้าคนกล่าวทักทายพร้อมเพรียงกัน เพื่อนผมทุกคนรู้จักพี่สะใภ้ผมดีอยู่พอสมควร รู้จักดีตั้งแต่หน้าตาไปยันรสมือ จะไม่รู้จักดีได้ไง วันไหนพวกมันยกโขยงไปบ้านผมก็จะต้องเจอพี่อี้หลินกับคุณนายสวี่ช่วยทำกับข้าวเลี้ยงดูปูเสื่ออยู่เป็นประจำนะสิ

 

แล้วพวกมันก็ติดใจจนอยากจะยกขบวนขนกันไปบ้านผมบ่อยๆ แต่ติดตรงที่ว่ามันไกลนี่แหละ ไม่อย่างนั้นแม่ผมคงเหนื่อยหาอะไรให้พวกมันประทังชีวิตกันทุกอาทิตย์แน่ ขนาดพวกมันไม่ไปแม่ผมยังขยันฝากนั่น นี่ นู่น มาให้ คนแบกมาก็ไม่ใช่ใคร สุดหล่อเว่ยโจวคนนี้แหละ อีกหน่อยผมตั้งใจว่าจะคิดว่าขนส่งกับพวกมันแล้วเนี่ย

 

“อ้าว เด็กๆ เลิกเรียนแล้วเหรอ” พี่อี้หลินถามก่อนจะช่วยรับกระเช้าผลไม้แทนคนเจ็บที่เอาแต่นอนยิ้มอยู่บนเตียง ขาข้างซ้ายมีเฝือกพันอยู่ตั้งแต่เท้าจนถึงหัวเข่า มือซ้ายก็เข้าเฝือกอยู่ด้วยเหมือนกัน และที่แขนขวามีสายน้ำเกลือเสียบอยู่

 

“เลิกแล้วค่ะ จารย์เป็นยังไงบ้างคะ” ซื่ออิงตอบก่อนที่พวกเพื่อนผมจะเดินเข้าไปมุงล้อมเตียงคนป่วย ส่วนผมเดินอ้อมเอาดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย

 

“ก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว แต่คงไปสอนไม่ได้สักพักใหญ่ๆ เลยละ ขอบใจนะอุตส่าห์มาเยี่ยม ความจริงไม่ต้องซื้ออะไรมาเยี่ยมก็ได้นะ”

 

“ผลไม้น่ะของพวกผม แต่ดอกไม้คุณนายสวี่เขาฝากซื้อมาเยี่ยมครับจารย์” ผมรีบบอกเมื่อเห็นแววเกรงใจในสายตาของอาจารย์ยังหนุ่มคนนี้

 

“ยังไงฝากขอบคุณแม่ด้วยนะ” ผมพยักหน้ารับก่อนที่พวกเราจะพากันนั่งลงคุยดีๆ เพื่อให้อาจารย์แกมีพื้นที่หายใจบ้าง

 

“แล้วอย่างนี้ใครจะสอนวิชาอังกฤษสื่อสารฯ แทนจารย์อ่ะครับ นี่พึ่งเปิดเทอมไม่เท่าไหร่เองด้วย” เสี่ยวหมิงถามอย่างค่อนข้างเป็นการเป็นงาน

 

“ก็เดี๋ยวคุยกับทางภาคก่อน ดูแล้วทุกท่านมีชั่วโมงสอนแน่นๆ กันหมดเลย อาจจะวานให้คนนอกเข้าไปช่วยสอนชั่วคราว เขาพึ่งกลับมาจากเมืองนอกพอดี ตอนนี้ว่างอยู่ ถ้าเป็นไปได้น่ะนะ”

 

“อิมพอร์ตเชียวนะคะงานนี้” ซื่ออิงพูดยิ้มๆ ก่อนที่พวกเราจะชวนกันคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ระหว่างนั้นพี่อี้หลินก็เอาผลไม้ที่พวกผมพึ่งหิ้วเข้ามาไปจัดการล้างและปอกเปลือกจัดใส่จานมาให้อาจารย์และพวกผมกินด้วยกัน คุยกันแค่ราวชั่วโมงเดียวพวกเราก็ขอตัวกลับ อยากให้อาจารย์พักผ่อนเยอะๆ จะได้หายไวๆ ด้วย

 

 

 

 

“เออ นึกขึ้นมาได้ วันก่อนมึงบอกจะเล่าให้ฟังอ่ะโจวโจว ที่พวกเราไปกินเหล้ากันแล้วมึงถึงห้องช้าเกิดอะไรขึ้นวะ” เสี่ยวหมิงถามเมื่อนึกขึ้นมาได้ระหว่างที่พวกผมกำลังนั่งรถไปห้างใกล้ๆ เพื่อรวมหัวกันกินข้าวเย็นก่อนแยกย้ายกลับหอใครหอมัน

 

“อ๋อ ก็กูกลับไปเข้าห้องน้ำที่ร้านแล้วออกมาเจอพี่เสื้อขาวสุดหล่อของถิงถิงมันอ่ะดิ”

 

“นั่นไหมล่ะ กูว่าแล้ว” ถิงถิงพูดพลางตบเข่าฉาด ส่วนซื่ออิงนั่งลุ้นหลังตรงขึ้นมาทันที สองคนนี้ก็สายวายน้องๆ พี่อี้หลินเลยละครับขอบอก

 

เอ้า..ผมไม่เคยบอกเหรอว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของผมน่ะสาววายตัวแม่เลย แถมตั้งแต่มาจับคู่กับแม่ผมนะ ชักจะพากันจิ้นเลยเถิด คนซวยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผมนี่แหละ

 

เพราะความฝันของพ่อกับแม่ที่อยากจะได้ลูกสาวน่ารักๆ มาเลี้ยงสักคน เมื่อผมที่ตั้งใจให้เป็นลูกคนสุดท้องเกิดมาเป็นชาย แม้จะไม่สมหวังแต่ก็ยังไม่อับจนหนทางเพราะหลังจากที่ผมเริ่มโตขึ้นเขาบอกกันว่าหน้าอย่างผมคงหาเจ้าบ่าวได้ไม่ยาก และก็พยายามผลักดัน เตะ ถีบผมลงแม่น้ำสายสีม่วงเสียเหลือเกิน จะบ้าตาย

 

เหตุผลของคุณนายสวี่เขาก็ง่ายๆแม่อยากสัมผัสความรู้สึกของพ่อแม่เจ้าสาว ยามที่มีขบวนขันหมากมาสู่ขอลูกสาวที่หน้าบ้าน คงเพราะไม่เดือดร้อนเรื่องผู้สืบสกุลละมั้ง แน่ละสิผมมีพี่ชายหล่อๆ อีกตั้งสามคนนี่นะ ทั้งพี่เว่ยเทียนคุณหมอหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานอีกไม่กี่เดือนนี้ พี่เว่ยหลางพี่ชายคนรองก็ไปๆ มาๆ ระหว่างเซี่ยงไฮ้กับปักกิ่ง ไม่รู้ไปแอบไข่ทิ้งไว้แถวเมืองเหนือบ้างหรือเปล่าเพราะยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา พี่เว่ยซื่อคุณทนายฝีปากกล้าอนาคตไกล(ถ้าไม่ดับอนาถเพราะปากเสียก่อนอ่ะนะ)ที่กำลังคบหาดูใจกับแฟนสาวคนสวยอีกหนึ่งคน ดังนั้นหากผมจะเบี่ยงเบนไปสักคนครอบครัวผมคงไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่ แถมทุกวันนี้ก็มีแต่ผลักไสและสนับสนุนให้ผมเบี่ยงเบนกันดีเสียเหลือเกิน คนหล่อละเพลียใจ

 

“แล้วยังไง เขามาตื๊อขอเบอร์มึงเหรอ” เสี่ยวหมิง

 

“ตื๊อขอเป็นแฟนมึง” เจียหลง

 

“น้ำแตกแยกทาง” คราวนี้ถิงถิง ใครก็ได้บอกผมทีว่ามันเป็นผู้หญิงจริงๆ

 

“รู้อย่างนี้วันนั้นฉันไม่กลับบ้านเสียก็ดีหรอก” ซื่ออิงที่ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์บ่นอย่างเสียดาย

 

“แหม..สนับสนุนให้กูมีผัวเหลือเกินนะพวกมึงเนี่ย” ผมบอกอย่างประชดประชันก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

 

“ไอ้พี่ผิงซูมันมาขอเบอร์ พอกูไม่ให้แม่งก็จะขอไปส่ง บ้ารึเปล่าใครจะให้มันไปส่ง ทำหน้าตาหื่นใส่ซะขนาดนั้น ไปส่งอย่างเดียวนี่กูให้ถีบหน้าเลย พอบอกว่าไม่ต้องแม่งก็ตื้อขอเดินมาส่งขึ้นแท็กซี่ พอเห็นไม่มีคนมันก็วิ่งไปถอยราชรถจะมาเกยให้ได้ กูก็เผ่นสิ”

 

“มึงไม่ใจนี่หว่า” เจียหลงพูดแซวยิ้มๆ

 

“ไม่ใจแน่ละ กูไม่ได้โง่นี่ สายตาพี่แกจ้องจนแทบจะจับกูแก้ผ้าได้อยู่แล้ว ออกมาหาแท็กซี่ก็ไม่มีผ่านมาสักคัน กูก็วิ่งสุดชีวิตเลย เหนื่อยโคตรๆ โชคดีว่าไปเจอร้านหมอดูที่เค้ายังเปิดไฟอยู่เลยเข้าไปหลบแล้วก็เลยช่วยเขาทำมาหากิน”

 

“แค่นี้อ่ะนะ” เสี่ยวหมิงพูดก่อนที่ทุกคนจะพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหมดลุ้น

 

“แค่นี้อะไรของมึง หลังจากนั้นระทึกกว่านี้อีก”  

 

“หมอดูหม้อมึง” ถิงถิง

 

“หมอดูหน้าตาดี โจวโจวเลยจีบเขาต่อสินะ” ซื่ออิง

 

“หรือมึงเมาจนหน้ามืดปล้ำหมอดู” เจียหลง

 

“ไม่ใช่โว้ย หมอดูเขาเป็นผู้ชายพวกมึงนี่ เขาก็ดูดวงให้กู แต่แบบ..เขาพูดเหมือนกับรู้ว่ากูคิดอะไรอยู่อ่ะ รู้ด้วยว่ากำลังหนีใคร ตอนที่ไอ้พี่ผิงซูมันกำลังตามไปที่ร้านเขาก็บอกให้กูออกที่ประตูหลังร้านเพราะคนที่กำลังหนีอยู่กำลังจะมา พอกูเดินออกไปที่ประตูแต่ก็แอบดูอยู่ แค่พ้นหลังเท่านั้นแหละไอ้พี่ผิงซูมันโผล่เข้ามาจริงๆ แม่งกูว่าพี่หมอดูนี่เขาแม่นจนน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้”

 

“ก็ดีแล้วไง แล้วเขาทำนายดวงโจวโจวว่าไงบ้างอ่ะ” ซื่ออิงซักอย่างอยากรู้อยากเห็น ปกติมันเรียบร้อยนะครับซื่ออิง แต่พอเป็นเรื่องที่ผมถูกผู้ชายตามจีบขึ้นมา มันนี่ตัวตั้งตัวตีจะสอดรู้เลย

 

“เขาดูดวงความรักให้ว่ะซื่ออิงแถมทักว่ากูกำลังจะเจอเนื้อคู่”

 

“ว้าว อย่างนี้ก็ดีนะสิ กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนไหนเนื้อคู่มึง แม่งเยอะฉิบ... ทั้งเฉินเสี่ยวเม่ยเด็กครุ หลินเพ่ยเด็กวิทย์ หวังลี่อิงเด็กอิงค์ ว่านถิงเด็กอักษร แย่หน่อยที่มึงพึ่งจะเลิกฉีปิงปิงเด็กบัญชี กับซูหยางเด็กนิเทศไปแล้วสอง หรืองานนี้จะมีรีเทิร์น กูนับครบไหมเนี่ยมีใครขาดไปอีกรึเปล่าวะ อ๋อ...ขาดน้องจ้าวหลิงของมึง คนนี้เสี่ยวหมิงมันว่ามึงรักจริงหวังแต่งซะด้วย” เจียหลงพูดพลางยกนิ้วมือขึ้นมานับไล่ทั้งชื่อและคณะของบรรดาแฟนผม ทำเอาคนอื่นๆ ในรถพากันหัวเราะ

 

“ถ้าใช่สักคนที่มึงพูดมากูจะไม่เครียดเลยว่ะเจียหลง”

 

“อ้าว!!!” คราวนี้ทั้งสี่คนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

 

“มึงยังมีคนอื่นนอกจากนี้อีกเหรอวะ เด็กเอกอะไร ปีไหน ชื่ออะไร บอกมาเลย เดี๋ยวพวกกูไม่รู้ สับรางให้มึงไม่ถูก ซวยอีก” ถิงถิงพูด ซึ่งก็เรื่องจริงของมัน เพราะว่าพวกนี้รู้จักแฟนผมกันทุกคน เวลามีอะไรก็ต้องคอยให้พวกมันช่วยสับราง ดังนั้นเรื่องแฟนของผมไม่ใช่ความลับสำหรับเพื่อนๆ แถมจะจีบใครก็ต้องคอยรายงานพวกมันด้วย

 

“ไม่มีโว้ย แต่กูอ่ะเสือกจับไพ่ได้คิงข้าวหลามตัดมา เลยถามเขาว่าคิงมันแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ” ผมพูดแล้วเว้นช่วง ทำเอาทุกคนหันมามองหน้าผมแม้กระทั่งคนขับ

 

“เชี่ย!!!..เสี่ยวหมิง มึงอ่ะหันกลับไปมองถนนเลย เดี๋ยวก็ได้ไปนอนเป็นเพื่อนจารย์อี้หลงกันหมดหรอก” ผมโวยวายก่อนที่ถิงถิงมันจะผลักหน้าเสี่ยงหมิงให้หันกลับไปมองถนนอย่างเดิม

 

“กูจัดการมันแล้ว มึงก็อย่าลีลา” สาวสวยโหดพูดก่อนจะจ้องหน้าผม ประมาณว่า ไม่พูดกูตบ

 

“เขาตอบกลับมาว่า ผมก็ไม่ได้บอกว่าเนื้อคู่คุณเป็นผู้หญิงนี่ครับว่ะ” ผมพูดจบเสียงเห่าหอนก็ลั่นรถ ดีว่ารถเข้าซองจอดเรียบร้อยแล้วเพียงแต่ว่ายังไม่ได้ดับเครื่อง ไม่อย่างนั้นดูจากท่าทางหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายของเสี่ยวหมิง ซึ่งเป็นคนขับ ผมว่างานนี้มีเสยเสาแน่

 

“ขำตายห่า กูนี่แม่งโคตรเครียด แถมพอกลับมาถึงบ้านนะไพ่ใบนั้นยังมาอยู่ในกระเป๋ากางเกงเฉยเลย นี่ก็พกใส่กระเป๋าสะพายไว้ เผื่อวันไหนผ่านไปแถวนั้นจะได้แวะเอาไปคืนเขา”

 

“ไม่ธรรมดาว่ะอย่างนี้ไม่ธรรมดา งานนี้มีลุ้นโคตรๆ มีลุ้นมึงได้ผัวโคตรๆ เลยคุณหนูโจวโจว” ถิงถิงล้อเลียนผมกึ่งประชดพลางปรบมืออย่างชอบอกชอบใจ

 

“โจวโจวจะเครียดไปทำไม ก็มีสามีไปนั่นแหละดีแล้ว แม่เขาจะได้ดีใจ ยังมีพี่ชายอีกตั้งสามคน แค่นายไม่มีหลานให้พ่อแม่คนเดียวพวกท่านไม่เดือดร้อนหรอก” ซื่ออิงพูดทำเอาคนอื่นหัวเราะอีกรอบ

 

“เออ สนับสนุนให้กูมีผัวกันเหลือเกินนะ ไม่คิดบ้างหรือว่ากูอาจจะพลาดท่าได้เมียเป็นกะเทยอะไรเทือกนี้ หรือบางทีกูอาจจะเบี่ยงเบนไปเป็นเกย์สายรุกน่ะ” ผมประชดบรรดาเพื่อนสาวอีกรอบก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ แล้วดันซื่ออิงออก เพราะผมนั่งกลางแล้วทั้งสองสาวก็ไม่ยอมลงจากรถเพราะต้องการจะให้ผมเล่าต่อจนจบให้ได้ เมื่อลงจากรถได้ผมก็ก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดเพราะถูกถิงถิงเหยียบ

 

“ไอ้มึงพลาดได้กะเทยเป็นเมียน่ะไม่เท่าไหร่ กูกลัวมึงจะพลาดไปถูกกะเทยจิ้มเข้านะสิวะ ได้กะเทยเป็นผัวนี่เสียหมาเลยนะโว้ย และสุดท้ายเกย์สายรุกนี่ไม่เข้ากับหนังหน้าและรูปร่างมึงอย่างแรงเลยครับคุณน้องโจวโจว ถ้าคิดจะอยู่บนมึงทำได้แค่อย่างเดียวว่ะ” เสี่ยวหมิงมันพูดค้างไว้แค่นั้น ทำให้ผมที่ผูกเชือกรองเท้าเสร็จพอดีลุกมองหน้าคนพูดด้วยความแปลกใจ  และก็เห็นว่าเพื่อนทั้งสี่คนมองหน้าผมเป็นตาเดียว

 

“ออนท็อป” พวกมันสี่ตัวประสานเสียงกันดังลั่นใส่หน้าผมก่อนจะพากันเดินเข้าห้าง ทิ้งให้ผมอ้าปากค้างใบ้กิน สมองฝ่อคิดคำด่าไม่ออก ดีว่าไม่มีใครเดินผ่านมา ไม่อย่างนั้นผมคงอายจนอยากจะมุดพื้นซีเมนต์หนี

 

ผมเนี่ยนะจะได้แฟนเป็นผู้ชาย ใครจะกล้ามากดเว่ยโจวคนนี้ก็ฝันไปเถอะ มาดแมนแฟนเยอะแบบชายสวี่ ถ้าไม่แน่จริงไม่รอดจากมือผู้ชายมาได้จนป่านนี้หรอก หรือใครไม่กลัวตายจะลองมาดวลกันสักตั้งก็ไม่มีปัญหานะครับ

 

TO  BE CONTINUE…

 

เขาเจอกันแล้ว ชายสวี่คนแมนไม่ปลื้มชายหวงสุดหล่อของพวกเราอย่างแรง เอิ๊กๆ

 

เอป๋าจิ่งจะคิดแบบเดียวกันหรือเปล่า รอเขามาเล่าให้ฟังตอนหน้า เร็วๆ นี้ครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #7 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 16:47
    เนื้อคู่เจอกันแล้ววว
    #7
    0