ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 23 : แหวนแทนใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    23 ม.ค. 60

ตอนที่ 23 แหวนแทนใจ

 

 [โจวโจว..อยู่โต๊ะไหนครับ] เสียงทุ้มถามขึ้นหลังจากที่ผมรับสาย พอดีวันนี้เอกผมจัดงานเลี้ยงเฟรชชี่ไนท์รับน้องใหม่กัน แล้วแก๊งพวกผมกับบรรดาสายรหัสของแต่ละคนก็รวมตัวกันมาสังสรรค์กันต่อที่ร้านพี่จงเหวิน (รายได้หลักของร้านนี้มาจากพวกผมนี่แหละ)

 

และวันนี้แฟนหนุ่มของผม (ในที่สุดผมก็หนีไม่พ้นมือมันจนได้) บอกว่าจะตามมา ซึ่งผมไม่ได้กีดกันหรอก เพราะตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติแล้วที่เห็นผมที่ไหน จะเห็นคนหน้าหล่อตัวควายๆ ที่นั่น

 

จนไอ้พวกในกลุ่มมันแซวว่า พวกผมสองคนตัวติดกันเป็นปลาท่องโก๋ (คนในบ้านผมก็แซวด้วย โดยเฉพาะแม่ผมกับพี่เว่ยซื่อ เหมือนกับทุกคนรู้ความลับของผมกับพี่จิ่งอวี๋อะไรยังไงยังงั้นแหละ)

 

“อยู่ข้างในเกอเกอ อยู่มุมๆ ขวาด้านหลังอ่ะ” ผมตอบกลับไป แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินชัดไหม เพราะว่าเสียงเพลงค่อนข้างดัง

 

“สามีมาตามเหรอมึง” เจียหลงยื่นหน้ามาถามยิ้มๆ หลังจากเห็นว่าผมวางสายจากใครบางคน

 

“ไม่เสือกนะครับ” ผมตอบเพื่อนด้วยถ้อยคำแสนสุภาพ แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ

 

เพียงไม่นานนักคนที่พึ่งจะวางสายไปก็เดินมาถึงโต๊ะ ถ้ามองไม่ผิดผมเห็นว่าพี่จิ่งอวี๋มันดูหงุดหงิดเบาๆ เมื่อมองมาที่ผม คงเพราะเห็นว่ามีคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในแก๊งปากหมาของเรานั่งเบียดชิดกับผมอยู่

 

ผมเห็นมันหันไปมองหน้าถิงถิงกับซื่ออิง ไอ้สองสาวก็พยักหน้าให้อย่างเป็นอันรู้กัน ไอ้สองคนนี้ต้องไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลานรหัสผมให้ฟังแล้วแน่ๆ คุณแฟนสุดหล่อมันถึงมองคนที่นั่งติดผมด้วยสายตาเหมือนจะฆาตกรรมใครแบบนั้น

 

พอคนตัวสูงปรี๊ดเดินมาถึงวง เพื่อนๆ ผมก็ก้มหัวเล็กน้อยทำความเคารพคนมาให้ ส่วนน้องคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รู้จักมัน พอเห็นว่าพวกเพื่อนผมทำความเคารพอีกฝ่าย คนอื่นๆ ที่เหลือเลยพลอยทำความเคารพตามไปด้วย

 

ยกเว้นผมที่ไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งเงียบๆ แต่มองกวนตีนส่งไปทักทาย (ถึงเป็นแฟนกันแล้วก็ยังไม่เลิก ก็ผมตกลงเป็นแฟนมัน แต่ไม่ได้ตกลงว่าจะเลิกกวนตีนมันนี่ครับ)

 

“นี่จิ่งอวี๋เกอเกอ เคยสอนที่เอกเราแทนจารย์อี้หลงเมื่อเทอมที่แล้ว ตอนนี้เป็นเพื่อนพวกพี่” เสี่ยวหมิงแนะนำคนมาใหม่ให้พวกรุ่นน้องปีหนึ่งได้รู้จัก ส่วนน้องปีอื่นรู้จักมันหมดทุกคนแล้ว มาสอนแค่เดือนสองเดือน สมญานาม(เรื่องความดูดีของมัน) เลื่องลืออย่างกับอยู่มานานสักปีสองปี

 

“ยินดีที่ได้รู้จักน้องๆ ทุกคน ตามสบายนะครับ” พี่จิ่งอวี๋มันทักทายพลางยิ้ม ขณะตอบกลับด้วยเสียงนุ่มทุ้ม ทำเอาสาวๆ รุ่นน้องผมแทบจะเคลิ้มตาย ชิ..หมั่นไส้มัน

 

ก่อนที่เจ้าตัวจะลงข้างอาเหวิ่น ซึ่งเป็นหลานรหัสของซื่ออิง แต่มันก็ยังไม่ละสายตาไปจากผม

 

“มองหน้าทำไมเกอเกอ จะเลี้ยงเหล้าหรือไง” ถามแซวพลางยักคิ้วกวนตีนส่งไปให้

 

“ครับ คืนนี้พี่เลี้ยงเอง” อีกฝ่ายกลับตอบมาง่ายๆ ผมเลยอ้าปากค้างนิดหน่อย คือผมแค่แซวเล่นกวนตีนเฉยๆ ไง ไม่ได้คิดจะให้มันเลี้ยงจริงๆ สักหน่อย

 

“ผมพูดเล่นโว้ย” ผมตอบไปเสียงดัง ไม่น่าไปท้ามันเลย  

 

“พี่พูดจริงทำจริงครับ รักใครก็รักจริง” พูดแบบไม่กลัวใครจับผิด ไม่กลัวใครสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น แถมทั้งส่งยิ้มและมองผมจนตาหวานเชื่อมอีก กลัวผมเขินมั่งก็ได้

 

“เอ้าน้องๆ ใครจะเอาอะไรสั่งเลยนะ เจ้ามือใหญ่มาแล้ว” ถิงถิงที่ได้ยินบทสนทนาของเราสองคน หันไปบอกพี่น้องร่วมเอก พลางหัวเราะคิกคักกับหน้าตาท่าทางของผม ที่ตอนนี้หน้าคงจะแดงไปจนถึงหู สลับกับมองเพื่อนเขยของมันที่แสดงความเจ้าชู้ทางสายตาใส่ผมแบบเปิดเผย

 

“อาหยาง..ขอพี่ไปห้องน้ำหน่อยว่ะ” ผมเอ่ยปากขอทางคนที่นั่งติดกัน เพราะรู้สึกว่าคงต้องไปทำให้ตัวเองหน้าเย็นลงสักหน่อย รู้สึกร้อนจนจะไหม้อยู่แล้ว

 

 

 

 

เมื่อออกมาจากห้องน้ำอีกครั้งก็พบว่า ตอนนี้เจียหลงขยับไปนั่งติดอาหยาง ซึ่งเป็นหลานรหัสของผม และซื่ออิงย้ายมานั่งติดกับเจียหลง ผมเลยต้องนั่งลงข้างพี่จิ่งอวี๋ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา

 

เมื่อก่อนตอนยังไม่ได้เป็นแฟนกัน ผมไม่อยากจะให้ความหวังอีกฝ่าย เพราะตัวเองก็มีแฟนสาวอยู่แล้ว แล้วก็ไม่เคยพิศวาสผู้ชายด้วยกันมาก่อนด้วย เลยพยายามไม่อยู่ใกล้มันมากเกินความจำเป็น

 

แต่ตอนนี้มันเป็นแฟนผมแล้ว แถมยังชอบแสดงความเป็นเจ้าของมาก ถึงผมจะพยายามหนี ไอ้พวกเพื่อนตัวดีก็ต้องสมรู้ร่วมคิดกัน ให้พวกเราได้นั่งด้วยกันอยู่ดี รู้ๆ กันอยู่ว่าไอ้พวกนี้มันยกหางวาฬหมอนี่จะตายไป

 

“จะถล่มพี่ไม่ใช่หรือครับ จะกินอะไรสั่งมาอีกสิ” แฟนหนุ่มของผมหยิบเมนูมากางส่งให้ แถมยังใจดีเปิดไฟฉายจากมือถือส่องให้อ่านอีกต่างหาก มืออีกข้างที่ว่างก็กวักเรียกพนักงานในร้านมารับออเดอร์

 

ซึ่งผมก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สั่งกับแกล้มรัวๆ อย่างละสองสามชุดจนบิลยาวเป็นหางว่าว แต่ก็ไม่ลืมสั่งข้าวมาให้เจ้ามือด้วย เพราะท่าทางจะตรงมาจากออฟฟิศเลย มันคงยังไม่ได้กินข้าวเย็นมาแน่ๆ แค่นี้ขนหน้าแข้งพี่จิ๋งอวี๋มันคงไม่ร่วงหรอก เฮอะ

 

พวกเรานั่งดื่มและคุยกันเรื่อยเปื่อย คนที่จะลุกไปเต้นก็ชวนกันออกไป ยกเว้นก๊วนของผมที่นั่งเกาะสถานการณ์แจอยู่ครบทั้งห้าคน แถมอาหยางก็ไม่ได้ลุกออกไปด้วย หลานรหัสผมยังขยันส่งสายตา และส่งแก้วมาชนด้วยบ่อยๆ ทำเอาคนที่นั่งข้างผมเริ่มอารมณ์เสียขึ้นทีละนิดโดยที่คนอื่นคงจะไม่รู้ แต่ผมสัมผัสออร่อความโกรธของพี่จิ่งอวี๋ได้ชัดเจนเลย ที่มันเคยบอกว่าขี้หึงสงสัยจะจริงแฮะ

 

ความจริงผมก็พอจะรู้แหละว่าอาหยางคิดยังไงกับผม ผมสังเกตผู้ชายทุกคนที่มาทำท่าทางแปลกๆ ใส่ผมหมดนั่นแหละ

 

ทีแรกก็ไม่แน่ใจเพราะน้องมันไม่ได้ออกอาการสนใจผมมากขนาดนี้ แต่ผมโดนซื่ออิงกับถิงถิงไซโคทุกวัน ว่าน้องมันจะจีบผมแน่ๆ และพวกมันสองคนยังบอกอีกว่า ถึงน้องมันจะหล่อน่ากินยังไง ผมก็ห้ามนอกใจจิ่งอวี๋เกอเกอของพวกมันเด็ดขาด แหม..พวกมันคงคิดว่าผมสนใจผู้ชายมากกกกกกกกก(ประชด)

 

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันว่า ยังไงผมก็ไม่ได้ชอบผู้ชายนะ แต่กับเพื่อนพี่เว่ยหลาง...คงต้องเว้นเอาไว้สักคน ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ถ้าจะให้พูดความจริง (ซึ่งอย่าหวังเลยว่าผมจะพูดซ้ำ) ผมมีความรู้สึกดีๆ กับอีกฝ่ายมากเกินกว่าที่เคยรู้สึกกับใคร ผมไม่รู้ว่านี่คือความรักหรือเปล่า รู้แค่ว่ามันคือความรู้สึกพิเศษ ที่มีให้พี่จิ่งอวี๋แค่คนเดียว (ห้ามไปบอกมันเด็ดขาดนะครับ)

 

 

 

 

ขณะที่คนที่ผมรู้สึกดีด้วยกำลังนั่งหน้าหงิกอยู่นั้น ก็มีสาวสวยสองคนเดินมาที่กลุ่มของพวกเรา

 

“รบกวนสักครู่ได้ไหมคะ พอดีมีคนอยากรู้จักพวกพี่น่ะค่ะ” คนที่เอ่ยปากทักเป็นสาวสวยหน้าหมวย ส่วนคนที่ยืนอายม้วนข้างหลังเธอเป็นสาวสวยในลุคเปรี้ยวจี๊ด สวมชุดสายเดี่ยวสั้นเสมอหู ที่ดูไม่ออกว่าน่าจะเป็นคนขี้อายเลยสักนิด พอเห็นว่าเป็นสาวสวยผมก็เสนอหน้าขายหม้อตามความเคยชิน จนคนหน้าหงิกหันขวับมามองหน้าผมด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

 

“อยากรู้จักใครครับ แล้วคนไหนที่อยากรู้จัก”

 

“อาเจียวเขาอยากคุยด้วยน่ะค่ะ กับเกอเกอคนนี้” สาวหมวยคนเดิมตอบ และมองมาที่คนหน้าหล่อที่นั่งติดกับผม  ทำเอาผมถอนหายใจเซ็งๆ และหันไปสนใจแก้วเหล้าทันที

 

ส่วนพี่จิ่งอวี๋ดูกระดี๊กระด๊าเป็นปลาวาฬได้น้ำขึ้นมาทันตาเห็น เฮอะ..หมั่นไส้

 

“คุยได้ครับ”

 

“ขอวีแชท หรือคิวคิวได้ไหมคะ” สาวหมวยหน้าสวยคนเดิมยังคงพูดต่อ ตอนนี้สองสาวซื่ออิงกับถิงถิงพากันจ้องหน้าผม เป็นเชิงบอกว่าให้ทำอะไรสักอย่าง ซึ่งผมไม่ทำแน่ๆ ถ้ามันให้ไอดีอะไรสักอย่างกับเขา ผมจะเลิกกับมัน ชายสวี่จะมีโอกาสกลับไปจีบสาวแล้ว ฮิ้วววววว

 

“ต้องถามแฟนก่อนน่ะครับว่าอนุญาตหรือเปล่า ว่าไงครับ..ที่รัก” คนข้างผมพูดเสียงดังฟังชัด ขณะหันกลับมาถามผมจนหน้าแทบจะชนกัน โอ๊ย!! มันจะทำให้ผมตกเป็นเป้าสายตาทำไมเนี่ย

 

“โตเป็นหมีควายแล้วก็คิดเอาเองสิ ไม่ต้องมาถาม” ผมตอบกวนๆ (แต่แอบยิ้มในใจ...แค่นิดเดียวครับ) แม้จะเขินกับสายตาคนรอบโต๊ะ แต่ก็พยายามทำหน้านิ่งสุดฤทธิ์

 

“ถ้าอย่างนั้นขอเสียมารยาทนะครับ ผมกลัวแฟนโกรธ” พี่จิ่งอวี๋หันกลับไปขอโทษสองสาวอย่างสุภาพ และเธอทั้งสองก็ยืนนิ่งอ้าปากค้าง ก่อนจะล่าถอยไปแต่โดยดี

 

ไอ้พี่จิ่งวาฬนี่ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งรังจริงๆ นอกจากกันสาวมาจีบมัน กันผมไปหลีสาว คงจะกันผู้ชายที่จะมาตีท้ายครัวได้ด้วย เพราะดูเหมือนอาหยางมันก็จะรู้แล้วว่าคนมาใหม่นี่คือแฟนผม ท่าทางพี่จิ่งอวี๋มันหาโอกาสเปิดตัวอยู่ด้วย เหตุการณ์เมื่อครู่คงจะเข้าทางน่าดู

 

“ฮอตเหลือเกิน อย่างนี้แหละนะ หน้าตาดี บ้านมีอันจะกิน”

 

“มีแฟนแล้วด้วยครับ น่ารักอีกต่างหาก” อีกฝ่ายตอบรับประโยคประชดยาวๆ ของผมด้วยรอยยิ้มหวานจนเห็นเขี้ยว

 

“งั้นทีหลังจะไปไหนก็เอาป้ายแขวนคอไว้ด้วยว่าไม่โสด สาวๆ เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาจีบ” ผมเลยพูดประชดยาวๆ กลับอีกรอบ ปกติผมปากหมาเฉยๆ นะ แต่ตั้งแต่เป็นแฟนกับหมอนี่ ประชดเหน็บแนมเก่งขึ้นเป็นกอง ผมต้องติดมาจากมันแน่ๆ

 

“โจวโจวขี้หึงด้วยเว้ยเฮ้ย” เจียหลงแทรกเวลาโรแมนติกของเราสองคน ผมเลยหันไปค้อนให้เพื่อน

 

“ฮิ้วววววว” พอเห็นอย่างนั้น สมาชิกในแก๊งเลยเฮกันขึ้นมาทั้งกลุ่ม จนโต๊ะคนที่นั่งข้างๆ หันมามอง

 

 

 

 

“เจียหลงเกอเกอ จิ่วอวี๋เกอเกอเขาเป็นแฟนเว่ยโจวเกอเกอจริงๆ หรือครับ” คราวนี้อาหยางหันไปถามเจียหลงที่นั่งอยู่ติดกัน แม้จะมีเสียงดนตรีดังแต่ผมกลับได้ยิน เพราะก็สังเกตน้องมันอยู่ว่าจะเลิกจีบผมไหม ถ้ามันยังไม่เลิก ผมจะจูบไอ้พี่จิ่งวาฬโชว์มันซะเลย หนีชายเจอชายนี่ก็ไม่ไหวอ่ะครับ ถ้าหลุดจากไอ้พี่จิ่งแล้วไปเจอสาว ค่อนน่าดิ้นรนให้หลุดพ้นหน่อย

 

“อื้อ แฟนโจวโจวมัน” เจียหลงหันไปตอบหลานรหัสผม ก่อนจะลุกตามซื่ออิงที่ชวนอีกฝ่ายออกไปเต้นเป็นเพื่อน

 

ส่วนผมไม่ได้แก้ตัวอะไรหรอก ไม่อยากพูดอะไรให้คนข้างๆ รู้สึกไม่ดี เอาจริงๆ ผมก็กลัวใจตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย ที่ผมแคร์เพื่อนพี่เว่ยหลางมากขนาดนี้

 

หลายครั้งที่ผมทำหรือพูดอะไรไปโดยไม่ทันคิด หลายครั้งทำให้พี่จิ่งอวี๋เสียใจ และผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก เพราะผมรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายใส่ใจความรู้สึกของผมมากแค่ไหน

 

 

 

 

หลังจากเช็คบิลเตรียมแยกย้าย พวกผมก็พากันออกมาที่หน้าร้าน คนที่ไม่เมามากก็ประคองคนเมา ส่วนผมไม่มีใครกล้ายุ่งหรอกครับ เพราะท่าทางแฟนผมแสดงออกอย่างชัดเจนว่า หวงก้าง’ โดยการโอบแขนเข้ามาสอดโอบรอบเอวไว้และรั้งให้เอนไปพิงตัวเองระหว่างที่เดินออกมาด้วยกัน ซึ่งผมก็เดินซบอิงอีกฝ่ายมาตลอดทาง

 

ทำให้อดนึกถึงเมื่อก่อน ตอนที่ถูกพี่จิ่งอวี๋จีบใหม่ๆ ไม่ได้ แค่มันแตะตัวนิดหน่อยก็โดนผมด่า ทั้งด้วยสายตาและวาจา ถ้าเตะมันไหวผมคงทำไปแล้วด้วยซ้ำ (แต่ผมสู้แรงมันไม่ได้ เลยไม่เคยได้เตะมันสักที)

 

 คงต้องบอกว่าตอนนี้ผมใจง่ายกับมันอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ ที่ยอมปล่อยตัวขนาดนี้ และยอมให้มันจูบบ้างพอไม่ให้แฟนผมเฉาตาย (ไม่รวมมอร์นิ่งคิสนะครับ อันนั้นมันทำทุกวันจนผมชินแล้ว)

 

หลังจากทยอยเรียกแท็กซี่ส่งน้องๆ เกือบหมดแล้วก็เหลือยืนอยู่ตรงนั้นกันอีกแปดคน คือพี่จิ่งอวี๋ ผมกับเพื่อนๆ ในแก๊ง แล้วก็อาเหวิ่นกับอาหยาง เมื่อมีแท็กซี่ว่างผ่านมา เสี่ยวหมิงก็โบกทันที

 

“อาหยางกับอาเหวิ่นอยู่ใกล้กัน ไปด้วยกันเลยนะ ถึงห้องแล้ววีแชทมาบอกพี่ด้วย” เสี่ยวหมิงทำตัวได้สมฉายา สุภาพบุรุษสุดโลกหล้า กำชับกับน้องทั้งสองคน

 

“แล้วโจวโจวเกอเกอเขาจะกลับยังไงครับ ให้ผมไปส่งไหม พวกผมไปกันแค่สองคนเอง” อาหยางนี่มันยังไม่วายนะ จะต้องให้ผมจูบแฟนโชว์จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

 

“ไม่เป็นไรครับ โจวโจวเขาอยู่กับพี่เอง นี่เขาก็เมาไม่หนักเท่าไหร่ด้วย ปกติน่ะเมาจนพี่ต้องอุ้มไปถึงเตียงประจำ” เสียงทุ้มของคนหวงก้างตอบกลับไป ทำเอาซื่ออิงกับถิงถิงหันไปมองหน้ากันแล้วแอบอมยิ้ม

 

ส่วนผมแอบหยิกเอวคนพูดไม่เบานัก คือมันก็พูดตรงเกินไปป่ะ พอแท็กซี่จอดสนิท อาเหวิ่นก็ดึงอาหยางให้ขึ้นรถไปด้วยกัน

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอออกตัวแรงตลอดเลยนะคะ” ถิงถิงหันมาแซว หลังจากรถของน้องทั้งสองคนเคลื่อนออกไปแล้ว

 

“เออ ผมบอกอาหยางมันแล้วนะ ว่าเกอเกอเป็นแฟนโจวโจว แต่น้องมันหาเรื่องตายเองช่วยไม่ได้” เจียหลงพูดกับพี่จิ่งอวี๋พลางยักไหล่

 

“เกอเกอพามันกลับเถอะครับ แท็กซี่มาโน่นแล้ว ไม่ต้องห่วงพวกผมหรอก” เสี่ยวหมิงหันมาบอกแฟนหนุ่มของผมพร้อมกลับโบกแท็กซี่ และทั้งสี่คนก็นั่งไปด้วยกันเหมือนเดิม พวกเราสองคนรอจนเพื่อนๆ ขึ้นแท็กซี่เรียบร้อยแล้ว ถึงพากันเดินกลับไปที่รถ

 

 

 

 

 “เดินไหวไหมครับ” หลังจากที่รถมาจอดที่คอนโดฯ เรียบร้อยแล้ว คนที่มาเปิดประตูรถให้ผมก็ก้มลงมาถาม ผมเงยหน้าขึ้นมองแฟนหนุ่มของตัวเอง ก่อนจะบอกเบาๆ

 

“ก็พอไหวอ่ะนะ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่อยากเดินเท่าไหร่” ผมตอบไปตามจริง เมาครับแต่ยังพอมีสติ เลยได้เห็นความขี้หึงของแฟนสุดหล่อเข้าเต็มตา ตั้งแต่ตอนยังไม่เมาจนถึงตอนเมาแล้ว

 

อยากจะโกรธอยู่หรอกที่ชอบพูดอะไรให้ผมได้อายเพื่อนๆ แต่นึกถึงตอนที่มีสาวมาจีบพี่จิ่งอวี๋แล้วมันปฏิเสธไป งานนี้ยกผลประโยชน์ให้จำเลยก็แล้วกัน ก็เพราะแฟนหนุ่มของผมน่ารักอย่างนี้สิเล่า ผมถึงหนีมันไปไหนไม่รอด

 

หึ..แล้วตอนนี้ผมก็เอาจริงกับมันแล้วด้วย อย่าคิดว่ามันเองจะหนีผมไปไหนรอดเลย เพื่อนพี่เว่ยหลางนี่พลาดอย่างแรงที่มาชอบผมเข้า แล้วก็ฝาก #ทีมจิ่งวาฬ ทั้งหลายไปบอกมันด้วยนะครับว่า...ถอนตัวจากผมตอนนี้ไม่ทันแล้วโว้ย!!!

 

คนไม่เมาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยุงผมออกนอกรถและก็อุ้มผมไปขึ้นลิฟต์ ซึ่งตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยได้บ่นอะไรหรอกที่อีกฝ่ายชอบอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิงเนี่ย ก็ผมไม่ใช่คนแบกน้ำหนักนี่ ดังนั้นจะท่าไหนก็เอาที่คนอุ้มมันสบายใจจะหนักก็แล้วกัน

 

 

 

 

“หยุดเลยเกอเกอ ห้องผมฝั่งนู้น” ร้องบอกคนที่พาผมเดินตรงไปทางห้องตัวเอง แต่คนอุ้มกลับหัวเราะเบาๆ และยังไม่ยอมเปลี่ยนทิศทาง

 

“ไม่มีทางเสียหรอก เปิดประตูให้พี่หน่อยนะครับคนดี” เสียงทุ้มนุ่มออดอ้อนที่ดังข้างหู ทำเอาผมหันกลับไปค้อน และแก้มผมก็ชนเข้ากับริมฝีปากคนตัวโตที่ก้มลงมาหาพอดี

 

“นิสัยอ่ะ ไม่เอา ผมจะไปอาบน้ำ”

 

“ก็ได้ แต่คืนนี้มานอนกับพี่นะครับ”

 

“อือ” พอได้รับคำตอบที่พอใจ คนอุ้มก็พาผมไปส่งที่ห้องตัวเอง ผมก็ออกไปอาบน้ำแปรงฟันตามปกติ แล้วก็เดินกลับเข้าห้อง แค่สวมกางเกงขาสั้นเสร็จ ยังไม่ทันได้จะสวมเสื้อ ประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ และเปิดเข้ามาโดยไม่รอให้ผมเอ่ยปากอนุญาต

 

“กลัวโจวโจวหลับหนีพี่ไปก่อนน่ะ เลยมารับ” บอกยิ้มๆ ไม่มีท่าทางรู้สึกผิดเลยสักนิด ที่เปิดมาเจอผมเปลือย(ท่อนบน) ผมค้อนให้เล็กน้อยก่อนจะหยิบเสื้อมาสวม แล้วก็เดินนำออกไป ปล่อยให้คนด้านหลังปิดประตูห้องให้

 

โดดขึ้นเตียงได้แทนที่จะนอนแต่ผมกลับหยิบรีโมตมากดเปิดทีวีดู ก็วันนี้มันไม่ได้เมามากอ่ะครับ พออาบน้ำเข้าไป ผมก็เลยตาสว่างขึ้นมาเสียอย่างนั้น กำลังย้ายช่องอยู่ก็ถูกมือดีมาแย่งรีโมตในมือไปปิดทีวีเฉย

 

“อะไรเกอเกอ ผมจะดูทีวี เกอเกอง่วงก็นอนไปก่อนสิ”

 

“วันนี้แกล้งพี่เหรอ”

 

“ผมไปแกล้งอะไรเกอเกอตอนไหน”

 

“ไอ้เด็กอาหยางอะไรนั่น” เสียงโหดมาก แต่ชายสวี่คนแมนมีหรือจะกลัว

 

“อ๋อ..ฮ่าๆ ผมก็พึ่งแน่ใจเมื่อไม่นานนี้เหมือนกัน สังเกตน้องมันมานานแล้วแต่ไม่ชัวร์เท่าไหร่ ถิงถิงกับซื่ออิงมันก็วี้ดว้ายกันน่าดู เพราะน้องมันดันหน้าตาดีเข้าทางไอ้พวกนี้ แต่พวกมันก็พูดกรอกหูผมทุกวันสามเวลาหลังอาหารว่า อย่านอกใจจิ่งอวี๋เกอเกอ”

 

“รู้แล้วทำไมยังนั่งใกล้มันอีก แถมขยันชนแก้วกันบ่อยเหลือเกิน”

 

“เกอเกอจะให้ผมโวยวายอะไรล่ะ แค่นั่งติดกัน มันไม่ได้ลากผมไปปล้ำสักหน่อย อีกอย่างพอดีแฟนผมเคยบอกว่าขี้หึง ก็เลยอยากเห็นน่ะ” ผมพูดจบคนขี้หึงก็เลยยิ้มออกมาได้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงน่าขนลุก ขัดกับยิ้มหวานนั่นอย่างแรง

 

“หึหึ..บอกไว้ก่อนเลย ถ้าน้องมันยังไม่เลิกตื้อ พี่จะแปลงร่างเป็นซาตานให้ดู”

 

“อยากเห็นจังเลยแฮะ”

 

“โจวโจวนั่นแหละจะโดนก่อนใครเลย เสน่ห์แรงนักนะ พอไม่มีผู้หญิงมาวอแว ก็มีผู้ชายเข้ามาวุ่นวาย พี่ปวดหัวจะแย่อยู่แล้วเนี่ย”

 

“เกอเกอจะเลิกไหมล่ะ” ผมแกล้งแหย่เล่น แต่มันดันคิดเป็นจริงเป็นจัง ตอบกลับมาเสียงขรึม

 

“ถามแบบนี้พี่เสียใจนะ”

 

“อ้าว ก็เห็นบ่นปวดหัว นี่ผมสงสารเกอเกอหรอกนะ”

 

“...”

 

“เอ้า..เกอเกออย่างอนดิ ถึงเกอเกอจะเลิก ผมก็ไม่ให้เลิกหรอก ได้ผมแล้วต้องรับผิดชอบตลอดชีวิต” ผมเลยย้อนอีกฝ่ายด้วยคำพูดที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ตอนที่พาผมกลับบ้านมันที่ปักกิ่ง

 

“พี่ไม่ได้งอน แต่พี่เสียใจที่โจวโจวพูดว่าจะเลิกกับพี่ง่ายๆ แบบนี้”

 

“ผมก็บอกว่าไม่เลิกไงเล่า” เวร..เสือกโกรธขึ้นมาจริงๆ อีก ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ปกติมันไม่ค่อยโกรธไม่ค่อยงอนผมอ่ะครับ แต่พอเป็นแฟนกันนี่เริ่มอารมณ์สาวน้อยขึ้นทุกวันเชียวนะมึง อีพี่จิ่ง

 

“ผมไม่เลิกหรอก ไม่พูดอีกแล้วด้วย เกอเกอหายโกรธนะ”

 

“ให้จูบดีๆ แล้วจะหายโกรธ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์มาก หน้าตาก็หื่นขึ้นมาทันที

 

“ที่แท้ก็แอบหื่นนะคนเรา” ผมบ่นเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ดิ้นหนีเมื่อถูกรั้งตัวให้ขึ้นไปเกยด้านบน และถูกกดท้ายทอยเบาๆ ให้ก้มลงไปหาคนที่นอนอยู่ด้านล่าง

 

และก็เหมือนว่าแฟนผมจะไม่พอแค่จูบ เพราะหลังจากที่จูบกันไปได้สักพัก อีกฝ่ายพลิกตัวขึ้นไปอยู่ด้านบนแทน มือใหญ่ยังซุกซนสอดเข้ามาใต้เสื้อยืดตัวนิ่มของผม

 

“ไหนเกอเกอว่าแค่จูบไง” ผมถามหลังจากที่ริมฝีปากเป็นอิสระ และรีบตะครุบมือของอีกฝ่ายไว้ เพราะพี่จิ่งอวี๋มันกำลังเลื้อยไปที่แผ่นหลัง คือบอกตรงๆ เลยนะว่าผมกลัว

 

เพราะว่าครั้งแรกที่เรามีอะไรกันมันเจ็บมาก ถึงตอนหลังมันจะรู้สึกดีก็เถอะ แต่กว่าจะถึงช่วงรู้สึกดีเนี่ยคือมันแย่อ่ะ แล้วพี่จิ่งวาฬมันตัวใหญ่ อะไรๆ ของมันก็เลยใหญ่ตามตัวไปด้วย ครั้งแรก(กับผู้ชาย)ของผมนี่เจ็บไปหลายวันเลยนะ

 

“....” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร แค่มองผมด้วยสายตาที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องใจอ่อน แต่ผมยังจับมืออีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อย ซึ่งมันก็ไม่ได้ดึงดันอะไร เอาแต่มองตาผมนิ่งอยู่แบบนั้น และนั่นแย่ยิ่งกว่าให้มันพูดออกมาเสียอีก เพราะสายตาที่เปิดเผยแบบนั้น บอกผมให้รู้ทุกอย่างว่าคนมองรู้สึกยังไง ต้องการอะไร

 

คือผมไม่ได้เล่นตัวนะ ก็อยากยอมอยู่หรอก แต่มันเข็ดอ่ะครับ ขณะที่ผมกำลังสับสนตบตีกับตัวเองว่าจะยอมหรือไม่ยอมดี คนรอก็เปลี่ยนจากถูกผมจับมือไว้ เป็นฝ่ายมาจับมือผมไปจูบ และขบกัดเล่นเบาๆ ทำเอาขนลุกไปทั้งตัว และตอนนี้ไม่ใช่แค่มันหรอกที่รู้สึก ผมก็รู้สึกเหมือนกัน

 

“ถ้าผมเจ็บต้องหยุดนะ ครั้งที่แล้วเจ็บไปหลายวันเลย” ผมอ้อมแอ้มบอกไม่เต็มเสียง ทำเอาคนด้านบนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะครับคำเสียงนุ่ม

 

“ครับ ครั้งนี้ไม่เจ็บแน่ๆ พี่สัญญา” แล้วผมก็ใจง่าย ปล่อยตัวเองให้ถูกพี่จิ่งอวี๋มันหลอกล่ออีกตามเคย

 

 

 

 

ตอนสายผมตื่นขึ้นมาพร้อมความปวดเมื่อยเนื้อตัว และแน่นอนว่ามันต้องเจ็บแหงอยู่แล้ว คือคุณชายหวงมันรักษาคำพูดนะ เพราะว่าตอนที่มันทำน่ะ ผมไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ มีเจ็บแค่ตอนแรกนิดหน่อย (ถ้าคุณได้เห็นน้องชายมันแล้วก็คงจะไม่มีใครกล้าพูดหรอกว่าโดนเข้าไปแล้วจะไม่เจ็บ แม่ง...ใหญ่เกินความจำเป็น)

 

แต่หลังๆ น่ะรู้สึกดีล้วนๆ พี่จิ่งอวี๋นี่มันทำการบ้านมาดีจริงๆ ผมรู้สึกดีมากจนถึงขนาดที่ว่า ถูกรบเร้าขอรอบที่สองก็ไม่ได้ปฏิเสธ จนมาเข้ารอบที่สามที่ผมบอกว่าไม่ไหวแล้ว แล้วคุณคิดว่าใครสนใจครับ แน่นอนว่าไม่มี!!!

 

จนมาสาหัสก็ตอนเข้ารอบที่สี่ตอนที่รู้สึกระบมไปทั้งตัว แถมตัวเองหมดแรงแล้วนั่นแหละ แต่อย่าถามเลยว่าไอ้พี่จิ่งวาฬมันสนไหม

 

ไม่เป็นไรครับ รอบนี้พี่ยอมให้โจวโจวนอนเฉยๆ ได้’ คือคำตอบที่ผมได้รับ ตอนที่ผมบอกให้มันหยุด ถ้าตอนนั้นผมยังมีแรงเหลือ คงได้วางมวยกันบ้างละ

 

และตอนนี้นี่แหละเป็นช่วงที่ผมต้องรับผลของการกระทำ เพราะมันปวดระบมมากอ่ะ ขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บแล้ว หันไปมองที่ว่างข้างๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ทำให้ผมต้องนอนง่อยเดี้ยงอยู่แบบนี้

 

คิดแค้นได้ไม่นาน ประตูห้องนอนก็เปิดออกเบาๆ พอเห็นว่าผมตื่นแล้วอีกฝ่ายก็เดินส่งยิ้มหวานหยดเข้ามา ดูท่าทางสดชื่นดี และมีพลังงานเหลือเฟือจนน่าหมั่นไส้มาก

 

ทั้งที่เมื่อคืนนี้คนออกแรงคือมัน แล้วไหงวันนี้คนที่นอนหมดแรงจะตายมิตายแหล่กลับเป็นผมไปได้วะ โกรธมันว่ะ

 

“หน้างอเชียว เจ็บหรือครับ เมื่อคืนพี่รุนแรงไปเหรอ”

 

“ยังจะมีหน้ามาถามอีก”

 

“อะไรกัน!! พี่อุตส่าห์ทำสุดฝีมือเลยนะ ตอนพี่ถามว่ารู้สึกดีหรือเปล่า โจวโจวยังบอกว่าดีเลยนี่ครับ” แกล้งทำเสียงสูงตกอกตกใจจนโอเว่อร์ แถมยกหางตัวเองได้น่าหมั่นไส้มาก

 

“ตอนนั้นไม่ แต่ตอนนี้มันเจ็บโว้ย เกอเกอสัญญาแล้วนี่ว่า ถ้าผมบอกให้หยุดเกอเกอจะหยุดอ่ะ” ผมโวยใส่และหยิบหมอนมาฟาดคนที่พึ่งนั่งลงบนเตียงเสียหลายที อีกฝ่ายยอมให้ผมตีจนพอใจ จากนั้นมันก็ดึงหมอนออก แล้วจับมือผมไว้แทน

 

“ก็พยายามจะหยุดแล้ว แต่ตอนนั้นมันหยุดไม่ได้จริงๆ โทษพี่คนเดียวไม่ได้นะ ปกติโจวโจวไม่เคยยอมใจอ่อนกับพี่เลยนี่ เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองทีไร พี่ต้องใช้ความอดทนมากที่สุดในสามโลกเลยรู้ไหม พอมีโอกาสมันเลยห้ามใจไม่ไหว” จากที่จะหายโกรธ ผมว่าตอนนี้ผมโกรธมันมากขึ้นกว่าเดิมสักสิบเท่าเห็นจะได้

 

“ผมไม่ผิด!!! ครั้งแรกเกอเกออยากทำให้ผมเจ็บเองทำไมล่ะ ปล่อย!!

 

“โอเคๆ ความผิดของพี่ทุกอย่างเลย หายโกรธนะครับคนดี” ง้อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะแบบนี้ ผมควรจะหายโกรธมันไหมครับ..แม่ง

 

“...”

 

“เจ็บมากเลยหรือครับ” คราวนี้ถามด้วยเสียงห่วงใยจริงๆ ผมเลยเย็นลงมาอีกหน่อย

 

“อือ”

 

“พี่ขอโทษนะครับ” พูดเสียงเบาแล้วก้มลงมาจูบหน้าผาก ก่อนจะดึงผมเข้าไปกอดไว้หลวมๆ

 

ไม่รู้ว่าเพราะการกระทำที่ความอ่อนโยนนี้หรือเปล่า ถึงทำให้ผมไม่เคยโกรธอะไรมันได้นานเลย

 

“เดี๋ยวพี่ยกข้าวเช้ามาให้กินในห้องแล้วกัน”

 

“ไม่เป็นไร ผมลุกไหว” ผมบอกก่อนจะขยับตัวออก

 

“จะอาบน้ำหรือเปล่าครับ พี่จะได้เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน หรือจะล้างหน้าอย่างเดียว”

 

“อาบน้ำด้วยก็ดี” ผมบอกก่อนจะค่อยๆ เดินไปที่ห้องน้ำในห้องพี่จิ่งอวี๋ ส่วนเจ้าของห้องเดินหายออกไปจากประตู ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมแปรงสีฟันและเสื้อผ้าของผม

 

“แล้วเกอเกอไม่ไปทำงานเหรอ สายแล้วนะ” ผมถามคนที่เอาผ้าขนหนูมาแขวนไว้ให้ในห้องน้ำ แล้วยังเดินไปเปิดน้ำใส่อ่างให้ คือห้องนี้มาอ่างอาบน้ำครับ จากุซซี่อย่างหรู ดูคุณชายมากอ่ะชีวิตคุณหวงจิ่งอวี๋

 

แต่จากที่ผมเห็นบ้านมันที่ปักกิ่งก็ไม่ค่อยแปลกใจอ่ะครับ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่เว่อร์วังขนาดนั้น ไม่เรียกมันว่าคุณชายสิแปลก

 

“วันนี้พี่โดดงานครับ” ตอบยิ้มๆ แล้ววันนี้ที่ว่าของมันคือวันเสาร์ครับ

 

“ห้ามโดด ถึงทำแค่ครึ่งวันก็ต้องไป เกอเกออย่ามาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี มีเจ้าของแบบนี้เดี๋ยวบริษัทก็เจ๊งหรอก”

 

“เข้มเชียวนะ ถ้าโจวโจวจะนอนแช่น้ำ อย่างนี้พี่ไม่ต้องกินข้าวเช้าคนเดียวเหรอ ไม่เอาอ่ะ”

 

“งั้นผมจะล้างหน้าออกไปกินข้าวด้วย แต่เกอเกอต้องไปทำงาน”

 

“ครับที่รัก” ตอบรับยิ้มๆ จบแล้วก็เดินออกจากห้องน้ำไป ผมเลยปิดน้ำที่เปิดใส่อ่างไว้ ก่อนจะล้างหน้าแปรงฟัน รอเจ้าของบ้านมันออกไปทำงานแล้ว ผมค่อยกลับมานอนแช่แล้วกัน

 

 

 

 

เดินออกจากห้องน้ำก็เห็นว่าแฟนหนุ่มอยู่ในชุดหล่อพร้อมออกไปทำงาน พอเห็นผมออกมา คนตัวโตก็เดินเข้ามาจูงมือเดินออกไปที่ครัวทันที

 

“ว่าจะกลับบ้านสักหน่อยเหอะ อดเลย” ผมบ่นเบาๆ ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันสองคน

 

“ก็กลับสิครับ เดี๋ยวเลิกงานแล้วพี่พากลับ”

 

“ไม่เอา!! ขืนไปเดินย่องแย่งแบบนี้นะ พี่เว่ยซื่อซักตายว่าไปโดนอะไรมา ครั้งที่แล้วยังแก้ตัวได้ว่าขาพลิก แต่ตอนนี้อ่ะ เพราะเกอเกอล้วนๆ ผมไม่อยากโกหกใครโว้ย” ผมพูดจบคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็หัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี มันจะมีความสุขเกินไปละผมว่า

 

“ก็ตอบไปว่าพี่ทำ ไม่เห็นจะยากเลย”

 

“เกอเกอไม่กลัวตายหรือไง”

 

“ไม่เห็นจะกลัวเลย เว่ยซื่อมันจะทำอะไรพี่ได้”

 

“เหอะ ถ้าผมฟ้องบรรดาเกอเกอทั้งสาม ว่าจิ่งอวี๋เกอเกอทำอะไรผมนะ รับรอง..ศพไม่สวยแน่” เท่านั้นแหละคนที่ไม่กลัวตายก็ยิ้มเจ้าเล่ห์

 

“มีแต่คนเขาลุ้นให้พี่ทำกันนะสิไม่ว่า”

 

“อะไร อย่าบอกนะว่าเกอเกอบอกเรื่องของเรากับคนอื่นน่ะ ผมไม่ตลกด้วยนะ”

 

“ครับ ไม่ตลก พี่บอกทุกคนอย่างจริงจังเลยว่าพี่รักโจวโจว และตอนนี้เราสองคนก็เป็นแฟนกัน”

 

“...” ผมพูดไม่ออก คือไม่รู้ว่าพี่จิ่งอวี๋มันพูดจริงหรือล้อเล่น แต่พอได้มองสบตาคนตรงหน้าก็พบว่า มันไม่มีวี่แววล้อเล่นเลยสักนิด

 

“จริงป่ะเนี่ยเกอเกอ”

 

“ครับ” พยักหน้าและจ้องหน้าผมอย่างจริงจังเลยทีนี้

 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“หลังกลับมาจากหลีเป๊ะ วันที่พี่กลับบ้านพร้อมเว่ยหลางนั่นแหละ”

 

“แล้ว...บอกใครบ้าง”

 

“บอกทุกคนเลยครับ”

 

“...”

 

“โกรธพี่หรือเปล่า”

 

“ก็...เปล่า แค่สงสัยว่าเกอเกอรอดตายมาได้ยังไงเฉยๆ ” จะให้ผมไปโกรธอะไรมันล่ะ

 

ความจริงก็แอบโล่งใจอยู่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่รู้ตัวว่ารู้สึกดีๆ กับเพื่อนพี่เว่ยหลาง ผมก็ยิ่งกังวลเรื่องคนที่บ้าน เพราะผมไม่เดินเข้าไปบอกพ่อแม่แน่ๆ ว่าผมกำลังคบหาเป็นแฟนกับลูกชายคนที่ห้าของเขาน่ะ

 

“แต่ถึงพี่ไม่บอกเขาก็คงรู้กันอยู่แล้วล่ะมั้ง ไม่รู้สิ ตอนที่พี่พูดออกไป แล้วเว่ยซื่อมันตอบมาว่า เขารู้กันตั้งนานแล้ว พี่ยังอึ้งเลย”

 

“แล้วไม่มีใครว่าอะไรเหรอ” ผมถาม ตัวเองก็อึ้งเหมือนกันแหละ

 

“พ่อแม่ก็มีห้ามบ้าง เพราะกลัวว่าลูกชายคนเล็กเขาจะหักอกพี่น่ะ” บอกพลางหัวเราะเบาๆ

 

“สรุปพวกเขาห้ามเพราะห่วงเกอเกอ ไม่ได้ห้ามเพราะห่วงผมว่างั้นเถอะ”

 

“ครับ”

 

“โห...ถ้าบอกว่าเกอเกอเป็นลูกชายบ้านผม แล้วผมเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงนี่ ผมเชื่ออ่ะ” ผมประชดชีวิตเบาๆ ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มกว้าง

 

จากนั้นเราสองคนก็กินข้าวจนอิ่ม แล้วพี่จิ่งอวี๋มันก็ออกไปทำงาน ส่วนผมกลับมานอนแช่น้ำตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

 

นั่งไปก็นึกไปด้วย ไอ้พี่จิ่งวาฬคงจะบอกทุกคนแล้วจริงๆ นั่นแหละมั้ง เช้าวันนั้นที่มันจูบผมแล้วพี่เว่ยหลางเข้ามาเห็น พี่ชายผมถึงไม่โวยวายอะไรเลย ทั้งที่เห็นพวกเราจูบกันคาตาขนาดนั้น

 

แถมช่วงนี้คนที่บ้านผมก็ชอบแซวผมเกี่ยวกับเรื่องพี่จิ่งอวี๋บ่อยๆ จนรู้สึกตงิดๆ อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าพวกเขารู้ความจริง เลยไม่ได้สนใจคำแซวพวกนั้นน่ะครับ

 

แล้วต่อไปนี้ถ้าถูกแซวผมจะเก็บอาการไหวไหมเนี่ย คงได้เขินตาย ผมว่าอาทิตย์นี้ผมไม่กลับบ้านน่าจะดีกว่าแฮะ

 

 

 

 

นอนดูเปิดดีวีดีดูในห้องพี่จิ่งอวี๋จนสิบเอ็ดโมงกว่า เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครหรอกครับ คนที่บอกว่าจะอู้งานเมื่อเช้านั่นแหละ

 

“ครับ”

 

[วันนี้พี่อาจจะกลับสักบ่ายโมง ถ้าโจวโจวไม่หิวมาก รอกินข้าวกลางวันกับพี่ไหวไหมครับ]

 

“อื้อ รอได้ ยังไม่หิวหรอก กินข้าวเช้าไปตั้งเยอะ” ผมตอบกลับไป

 

[ถ้าอย่างนั้นอีกสองชั่วโมงเดี๋ยวเจอกันครับ]

 

ตอนบ่ายโมงกว่าพี่จิ่งอวี๋ก็กลับมาถึงคอนโดฯ ขณะที่ผมกำลังจะลุกไปปิดทีวี มันก็เป็นฝ่ายชิงปิดให้เสียก่อน

 

ผมนั่งห้อยเท้าอยู่ปลายเตียงยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้น อีกฝ่ายก็เดินมาถึงตัวพอดี คนตรงหน้ายิ้มหวานให้จนผมเคลิ้ม (ผมแพ้รอยยิ้มมันจริงจังเลยนะเนี่ย ให้ตายสิ) ก่อนจะนั่งลงคุกเข่าบนพื้นตรงหน้าผม

 

“เฮ๊ย..เกอเกอนั่งทำไม เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามเพราะตกใจกับท่าทางแปลกๆ ของอีกฝ่าย

 

“เป็นครับ” ตอบพลางกุมที่หน้าอกตัวเองเบาๆ แล้วก้มหน้าเอนตัวเข้ามาซบอกผม จนผมตกใจหนักไปกว่าเดิม

 

“เป็นอะไร เจ็บหน้าอกเหรอ” ถามและกำลังจะขยับตัวเข้าไปพยุงคนด้านหน้า แต่พี่จิ่งอวี๋มันเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เสียก่อน แถมจ้องผมตาพราวเชียว

 

“เป็นแฟนโจวโจวไง” คำตอบที่ได้รับทำเอาผมฟาดไหล่ แฟนผม’ ไปเสียหนึ่งที ยังไม่ทันได้จัดดอกที่สอง ไอ้คุณชายหวงมันก็คว้ามือทั้งสองข้างของผมไปเสียก่อน

 

“พี่มีของที่อยากจะให้ และพี่ขอร้องให้โจวโวรับมันไว้ได้หรือเปล่าครับ”

 

“ถ้ามามุกให้ ตัวและหัวใจ’ นี่ไม่เอานะเกอเกอ มันเลี่ยน” ผมตอบดักคอไว้ แต่อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยกมือผมขึ้นไปจูบ

 

“อันนั้นให้ไปตั้งนานแล้ว วันนี้พี่จะให้นี่ต่างหาก” แล้วมันก็แบมือออกให้ดู ในมือเรียวสวยของคนตรงหน้ามีแหวนทองคำขาวอยู่สองวงสองขนาด มันเป็นแหวนทองคำขาวแบบเรียบๆ ธรรมดาไม่มีลวดลายอะไร แต่มันสวยมากครับ

 

ด้านในสลักรูปหัวใจคล้องกันสองดวง มีตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านข้างของหัวใจทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นตัว X ส่วนอีกฝั่งเป็นตัว H แบบเหมือนกันเป๊ะทั้งสองวง

 

“ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้เรื่องของเราแล้ว และพี่ก็อยากทำให้มันถูกต้อง ถึงตอนนี้จะยังแต่งงานกันไม่ได้ เพราะเว่ยหลางมันกีดกันพี่สุดฤทธิ์ว่า ต้องรอให้โจวโจวเรียนจบก่อนก็เถอะ” จบคำผมก็หัวเราะเบาๆ อย่างน้อยพี่เว่ยหลางก็ยังเป็นห่วงและหวงผมแหละนะ

 

“แต่ถ้าพี่จะขอหมั้นไว้ก่อนคงไม่ผิด พี่คิดมานานแล้วว่าจะซื้อมาให้แต่ไม่กล้า กลัวว่าโจวโจวจะโกรธพี่ ที่บอกคนในบ้านโดยที่ไม่ได้บอกเราก่อน พี่ไม่อยากทำให้โจวโจวเสียใจนะ รู้ใช่ไหม” จบน้ำเสียงนุ่มละมุนของอีกฝ่าย ผมก็พยักหน้าเบาๆ

 

“และตอนนี้พี่หวังว่าคนน่ารักจะไม่ทำให้พี่เสียใจ ช่วยรับแหวนวงนี้ไว้ด้วยนะครับ” พูดจบก็หยิบแหวนวงเล็กกว่านิดหน่อยมาถือไว้ ส่วนอีกวงยังกำไว้ในอุ้งมือ มืออีกข้างที่ว่างก็จับมือขวาของผมไว้เตรียมสวมแหวน

 

“เอ่อ...เกอเกอไม่คิดว่ามันจะเร็วไปหน่อยเหรอ เรายังรู้จักกันไม่ถึงปีเลยนะ มั่นใจแล้วใช่ไหมเนี่ยที่เลือกผม” จริงครับ ตอนเด็กนี่ไม่นับ เพราะผมเจอเพื่อนพี่เว่ยหลางแค่สองสามครั้งตั้งแต่ยังตัวกะเปี๊ยก

 

แถมเจอแค่แบบเห็นหน้าตอนเดินสวนกัน ไม่ได้พูดจาทักทายอีกต่างหาก และผมก็ไม่มีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ของพี่ชายให้จดจำในหัวสมองสักนิด

 

สรุป..ตอนเด็กผมกับมันไม่ได้มีตัวตนในสายตาของกันและกัน แบบนี้ถูกต้องที่สุดละ

 

“ใช่ครับที่เรารู้จักกันยังไม่นาน แต่พี่รู้ว่าโจวโจวคือคนที่พี่รอมาตลอด และเป็นคนที่พี่คิดจะใช้เวลาทั้งหมดที่เหลือ อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต” ดวงตาที่แสบอบอุ่นและสื่อความหมายได้ดีของคนตรงหน้า จ้องตาผมในแบบที่ว่า ถ้าละลายได้ ผมคงละลายลงไปกองตรงหน้ามันอ่ะ

 

บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมเขินจนพูดอะไรไม่ออก เลยได้แต่พยักหน้าส่งให้อีกฝ่ายเบาๆ มือใหญ่สวยบรรจงสวมแหวนให้ผมที่นิ้วนางอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยกไปจูบอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ผมคงหน้าแดงไปหมดแล้วแน่ๆ

 

“สวมให้พี่หน่อยนะครับ” แล้วมันก็ยื่นแหวนอีกวงในมือมาให้ผม พร้อมกับมือขวาของตัวเอง

 

ผมหยิบแหวนสวมไปที่นิ้วนางของพี่จิ่งอวี๋ แต่ไม่ได้จูบมือมันหรอกนะ เพราะผมก้มลงไปจูบที่ริมฝีปากอีกฝ่ายแทน คงไม่ต้องบอกหรอกมั้งครับว่าคุณชายหวงจอมหื่นมันยินยอมพร้อมใจกับจูบของผมแค่ไหน ผมแทบจะหมดอากาศหายใจตายอยู่แล้วเนี่ย

 

“เกอเกอเก่งจัง พอดีเป๊ะเลย ทำได้ไงอ่ะ” ถามอย่างทึ่งนิดหน่อย ขณะยกมือขึ้นมาพิจารณาแหวนที่นิ้วนางข้างขวาของตัวเอง ขนาดผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองสวมแหวนไซส์อะไร

 

“ก็พี่จับของพี่อยู่ทุกวัน ไม่รู้ก็เป็นแฟนที่แย่นะสิครับ” ตอบยิ้มๆ

 

“ไอ้ที่เกอเกอทำกับผมทุกวันน่ะ เขาเรียกลวนลามเหอะ” ผมบอกและค้อนให้ แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะร่าอย่างไร้ทีท่าว่าจะรู้สึกผิด

 

“ไปกินข้าวกันเถอะครับ พี่ซื้อเข้ามาแล้ว เดี๋ยวจะเย็นหมดเสียก่อน อีกอย่างถ้าไม่รีบออกไปตอนนี้ พี่กลัวว่าโจวโจวจะไม่ได้ออกไปอีกนานแน่ๆ เพราะตอนนี้พี่ไม่ค่อยอยากกินอาหารเท่าไหร่ อยากกินอย่างอื่นมากกว่า” พูดพร้อมกับส่งสายตาที่แสดงความต้องการออกมาอย่างเปิดเผย ทำเอาผมหน้าร้อนขึ้นมาอีกรอบ ไอ้พี่จิ่งวาฬนี่มันโคตรหื่นเลยให้ตายเหอะ

 

 

 

 

และวันนั้นผมก็ไม่ได้กลับบ้านจริงๆ นั่นแหละ ยิ่งรู้ว่าทุกคนที่บ้านรู้ความจริงกันแล้ว และผมยังเดินด้วยท่าทางแปลกๆ แบบนี้ ต้องมีคนสงสัยกันบ้างล่ะ โดยเฉพาะพี่เว่ยซื่อและพี่อี้หลิน

 

เอาจริงๆ คือคนที่บ้านผมน่ากลัวทุกคน เพราะว่าจับผิดเก่งกันทั้งบ้าน เพราะอย่างนี้แหละผมถึงเป็นคนไม่(ค่อย)พูดโกหก เพราะรู้ว่าโกหกไปก็ถูกจับได้อยู่ดี

 

 “ถ้าผมไม่สวมไว้ตลอดเวลาเกอเกอจะโกรธหรือเปล่า อย่าโกหกนะ เอาความจริง”

 

“คงไม่โกรธหรอกครับ เพราะพี่คิดว่าโจวโจวคงมีเหตุผลที่จะไม่สวมมันไว้ แต่เรื่องเสียใจกับน้อยใจ...คงห้ามไม่ได้” อืม..ตอบตรง

 

“ก็เพราะมีเหตุผลที่จะไม่สวมมันไว้นะสิ ผมถึงได้ถามไว้ก่อน”

 

“กลัวคนอื่นรู้ว่าไม่โสดเหรอ” ฟังก็รู้ว่าประชด แม้น้ำเสียงจะนิ่งมากก็เถอะ

 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ อีกอย่างเขาก็รู้กันทั้งมหาลัยแล้วมั้งว่าผมไม่โสดน่ะ เฟอร์รารี่สีแดงเตะตาแถมคนขับยังหล่อลาก มาคอยรับส่งเช้าเย็นเสียขนาดนั้น ทั้งสาวแท้ สาวไม่แท้ และผู้ชายบางคนเขาอิจฉาผมกันทั้งคณะแล้ว จิ่งอวี๋เกอเกอนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าออกจากคอนโดฯ แล้วถอดเก็บล่ะ” ผมสวนกลับไป เพราะพี่จิ่งอวี๋มันไม่ใช่คนที่ใครได้ไปเป็นแฟน แล้วจะไม่กลัวถูกคนอื่นมาแย่งไปอ่ะครับ

 

ขนาดผมผู้ชายด้วยกันยังอิจฉามันเลย แม่งไม่รู้ชาติก่อนทำบุญมาด้วยอะไร เกิดมาชาตินี้ถึงได้เฟอร์เฟ็กต์เว่อร์ขนาดนี้ รูปร่างหน้าตาดี ฐานะก็ดี เรื่องบนเตียงก็เก่ง  (อันหลังสุดนี่ไม่เต็มใจชมเท่าไหร่) แล้วดีหรือไม่ดีวะเนี่ย ที่ได้คนที่ตัวเองอิจฉามาเป็นแฟน

 

“ดีใจนะที่หวงพี่ด้วย” พูดพลางส่งยิ้มมาให้

 

“....” นี่ผมหลุดอะไรออกไปให้ไอ้พี่จิ่งวาฬมันตีหางได้ใจสินะ

 

“กลัวเพื่อนแซวหรือครับ”

 

“โอ๊ย!!! อย่างกับว่าไม่มีแหวนแล้วมันไม่แซว แค่เห็นแหวนแล้วมันจะแซวหนักมากกว่าเดิมสักสิบเท่าก็เท่านั้น แต่ผมชินกับปากหมาๆ ของพวกมันแล้วแหละ อยู่ด้วยกันมาจะสี่ปีอยู่แล้ว”

 

“ถ้าอย่างนั้นบอกได้ไหมครับว่าทำไม พี่อยากรู้ เผื่อจะเสียใจน้อยลง”

 

“อย่าดราม่าได้ไหม บางทีผมต้องจดเลกเชอร์นานๆ กลัวจับดินสอไม่ถนัดน่ะ แล้วเกอเกอก็รู้ใช่ไหมว่าผม...ซุ่มซ่าม”

 

“หึหึ”

 

“เหอะ..ขำ ถ้าผมทำแหวนตกส้วม เกอเกอจะขำไม่ออก”

 

“พี่ซื้อให้ใหม่ได้ครับ”

 

“รู้ว่ารวย แต่มันสิ้นเปลืองป่ะ”

 

“พี่อยากเห็นโจวโจวสวมมันไว้นี่ครับ แต่..เอาที่โจวโจวสบายใจดีกว่า”

 

“เอาที่ผมสบายใจ แต่เกอเกอจะไม่ค่อยสบายใจใช่ป่ะ ก็ไม่แปลกใจอ่ะ ผมก็รู้สันดานตัวเองอยู่แหละว่าเจ้าชู้ เกอเกอถึงไม่เชื่อใจ”

 

“พี่ไม่ได้ไม่เชื่อใจโจวโจวนะ พี่ไม่เชื่อใจคนอื่นต่างหาก”

 

“ถามจริง!! เกอเกอเชื่อใจผมด้วยเหรอ เห็นวันนั้นแค่ผมหลีสาวนิดเดียว แทบจะขย้ำคอผมอยู่แล้ว”

 

“ก็เล่นทำต่อหน้าต่อตาพี่เลยนี่ อีกอย่างวันนั้นพี่โมโหที่เราดันไปนั่งติดกับไอ้เด็กอาหยางนั่น พี่ไม่ผิดครับ” ตอบเสียงดังฟังชัด

 

“นี่คือเชื่อใจแล้วใช่ป่ะเนี่ย” ผมถามพลางขมวดคิ้ว ทำเอาคนถูกถามหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ

 

“เชื่อจริงๆ ครับ ตั้งแต่ที่เรารู้จักกันแรกๆ จนถึงวันนี้ อะไรหลายๆ อย่างที่โจวโจวปฏิบัติกับพี่ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเยอะมาก โจวแคร์ความรู้สึกพี่..ถึงเราจะปากแข็งก็เถอะ และโจวก็ไม่เคยโกหกพี่ เอ๊ะ..หรือเคยโกหกแล้วพี่จับไม่ได้”

 

“ไม่เคยโว้ย อย่ามาหาเรื่องนะ เดี๋ยวต่อยเลย”  คราวนี้คนชอบหาเรื่องหัวเราะเสียงดังเชียว

 

“เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจของเกอเกอ และความสะดวกของผม เวลาต้องจดเลกเชอร์นานๆ ผมอาจจะถอดบ้าง หรือเวลาทำอะไรที่มันเสี่ยงต่อการสูญหายผมจะถอดเก็บไว้กับตัว โอเคนะ”

 

“โอเคครับ...ทีนี้รู้ตัวหรือยังครับว่าโจวโจวแคร์ความรู้สึกของพี่” แหมะ..ได้ทีแล้วเอาใหญ่เลยนะมึง ผมจะทำได้อะไรได้นอกจากขึงตาใส่มันและปิดปากเงียบ เถียงมันไปก็เข้าตัวเปล่าๆ

 

 

 

 

แล้ววันจันทร์มันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ ทันทีที่เข้าห้องเรียนผมก็ถูกเพื่อนมองด้วยสายตาจับผิด แต่เป็นเพราะอาจารย์ตามเข้ามาสอนในทันที เลยไม่มีใครอ้าปากแซว แต่ทุกคนก็เอาแต่จับจ้องที่แหวน แล้วส่งสายตาล้อเลียนมาให้ผม

 

“นี่สรุปหมั้นเป็นทางการใช่ไหมวะ” เจียหลงถามทันทีที่อาจารย์หลี่เดินออกจากห้อง ยังไม่ทันที่ผมจะได้สวน ถิงถิงก็จัดมาอีกดอก

 

“กูว่าสมควรจะหมั้นตั้งนานแล้วนะ เสียเมืองตั้งแต่ที่หลีเป๊ะแล้วนี่ เอ๊ะ...หรือเสียไปก่อนหน้านั้นแล้วกูจับผิดไม่ได้วะ”

 

“พ่องสิไอ้ถิงถิง” ผมโวยเพื่อนแล้วรีบเดินนำออกจากห้อง แสดงว่าที่หลีเป๊ะไอ้พวกสองสาวมันรู้กันจริงๆ สินะ

 

แต่คนถูกด่าไม่มีสลด กลับเดินมาขนาบข้างขวาของผม แล้วยกมือผมไปดู

 

“สวยอ่ะ เหมาะกับมึงดี แหวนคู่ใช่ป่ะวะ กูว่าจิ่งอวี๋เกอเกอต้องมีเหมือนกันแหงเลย” เพื่อนสาวคนสวยยังซักไซ้ต่อ

 

“ไม่เสือกจะตายใช่มะ”

 

“เออ ถ้าไม่ได้เสือกเรื่องนี้กูตายแน่ กูกับซื่ออิงอุตส่าห์เป็นแม่ยก แถมเป็นแม่สื่อแม่ชัก มึงถึงได้ลงเอยกับจิ่งอวี๋เกอเกอในที่สุด ถือว่าพวกกูประสบความสำเร็จในการหาผัวให้มึง ดังนั้นพวกกูต้องมีส่วนรู้เห็นโว้ย”

 

“แม่สื่อแม่ชักกูไปในทางที่ไม่ดีนะสิพวกมึงน่ะ” ผมบอกแล้วยกมือข้างขวาที่มันจับอยู่ไปดันหน้าผากเพื่อนจนหน้าหงาย แต่มันกลับหัวเราะชอบใจ คนอื่นๆ ในกลุ่มก็เลยพากันหัวเราะไปด้วย

 

“แต่กูว่า...เกอเกอเขาต้องขี้หึงมากแน่ๆ ” เสี่ยวหมิงที่ปกติจะอยู่ในกลุ่มสนับสนุน พูดขึ้นมาจากฝั่งซ้ายของผม ผมเลยหันกลับไปมองหน้าเพื่อน จะว่าไปเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนผม พี่จิ่งอวี๋มันก็แสดงอาการว่าหวงให้เห็นอยู่นิดหน่อยหรอกนะ แต่เพื่อนผมดันพูดว่ามันขี้หึงมาก เสี่ยวหมิงมันรู้ได้ไง

 

“ทำไมคิดอย่างนั้นวะ” ผมถามเพื่อน

 

“แหม..ก็แสดงความเป็นเจ้าของเสียขนาดนี้”

 

“แค่แหวนวงเดียวเนี่ยนะ มึงเว่อร์ไปและเสี่ยวหมิง”

 

“ถ้าแค่แหวนกูคงไม่พูดหรอก แต่เขาก็เลือกที่ได้เหมาะดี”

 

“ที่อะไรของมึงเนี่ย” ผมหันไปโวยเพื่อนที่พูดอะไรแบบไม่เข้าใจ แค่เจอวิชาของอาจารย์หลี่เข้าไปผมก็มึนจะแย่อยู่แล้ว มาเจอเพื่อนพูดจากำกวมใส่อีก

 

“เออว่ะ จริงด้วย” เจียหลงเดินเข้ามาหาและก้มลงมองผมใกล้ๆ ก่อนจะเออออพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อนหนุ่มสุดซี้ของตัวเอง

 

“อะไรเหรอ” ซื่ออิงที่เอาแต่ยิ้มเพ้อมานานถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าแฟนตัวเองชะโงกหน้าเข้ามาก้มมองผม

 

“นี่ไง” เจียหลงตอบพลางเอานิ้วมาจิ้มที่ต้นคอผมด้านหลัง แต่ซื่ออิงมันเตี้ยกว่าผมเลยมองไม่เห็น ไอ้ถิงถิงมันเลยดึงปกคอเสื้อของผมลง แล้วพวกมันก็ร้อง กรี๊ดดดดด!!!’ กันทั้งสองสาว ก่อนจะยกมือไปตีกันรัวๆ

 

“อะไรวะ” เอาเข้าจริงๆ ผมก็งงกับไอ้สาววายสองคนนี้นะ มันคงอาการหนักกันมากจนแทบจะกู่ไม่กลับแล้วแน่ๆ อ่ะ

 

“คิสมาร์ค” ซื่ออิงยิ้มแก้มปริขณะหันมาตอบผม

 

“ห๊ะ!!!!

 

“คิสมาร์ค รอยจูบ คงไม่ต้องบอกนะว่าใครเป็นคนทำ หรือถ้ามึงไม่รู้ว่าใครทำก็ลองไปถามสามีมึงดู” ถิงถิงเสริมคำตอบ พร้อมระบุถึงต้นตอที่มาของร่องรอยบนตัวผม

 

“จริงป่ะเนี่ย” ผมถามอย่างระแวง เพราะพวกมันอาจจะล้อผมเล่นก็ได้ ไอ้พวกนี้ยิ่งชอบอำอยู่ แต่...คนเห็นคนแรกคือเสี่ยวหมิง ปกติหมอนี่มันจริงจังเสียด้วยสิ

 

“ซื่ออิง...เอากระจกมายืมหน่อย” ผมหันไปร้องบอกเพื่อนสาว ซึ่งอีกฝ่ายก็กุลีกุจอเปิดกระเป๋าสะพายของตัวเองหยิบกระจกพับอันเล็กมาส่งให้ แต่ผมลองส่องดูแล้วมองไม่เห็นอะไรเลยอ่ะ

 

“พวกมึงอำกูใช่ไหมเนี่ย” โวยเพื่อนตามประสาคนร้อนตัว ก็เพราะพึ่งจะมีอะไรกับพี่จิ่งอวี๋มันมาจริงๆ นี่นะ

 

“มึงมานี่” ถิงถิงอดไม่ไหว เลยลากผมไปเข้าห้องน้ำชายใต้ตึกคณะ ย้ำว่าห้องน้ำชาย!!! โชคดีที่ไม่มีใครเข้าห้องน้ำอยู่ ไม่งั้นผมว่าคงได้ยินเสียงผู้ชายกรี๊ดกันบ้างแหละ

 

พอเดินไปถึงอ่างล้างมือ มันก็จับผมหันหลังให้กระจกหน้าอ่างล้างหน้า ก่อนจะเปิดคอเสื้อผมลง และให้ผมถือกระจกบานเล็กในมือส่องไปเห็นเงาสะท้อนของกระจกบานใหญ่ด้านหลัง และก็เห็นเข้าเต็มตา รอยจูบ!!! ไอ้พี่จิ่งอวี๋ ไอ้โรคจิต!!!!

 

“ยังไงก็อย่าให้ท้องก่อนเรียนจบล่ะมึง” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังอย่างไม่สำรวมกิริยาหญิง

 

“มึงหุบปากไปเลยถิงถิง” ผมโวยเพื่อนหน้าหงิก คอยดูเถอะกลับคอนโดฯ ผมต้องคิดบัญชีไอ้พี่จิ่งวาฬแน่ๆ

 

 

 

 

จากนั้นพวกเราก็กินข้าวกลางวันที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย และนั่งวางแผนถึงเรื่องที่จะไปฝึกงาน คือเทอมสุดท้ายของปีสี่พวกผมต้องฝึกงานแล้วใช่ไหมครับ ทีนี้ก็ต้องหาข้อมูลกันว่าจะไปฝึกที่ไหนดี 

“เอาแถวใกล้ๆ กันหน่อยนะโว้ย จะได้มีเวลาไปดริ๊งก์กันบ้าง” เจียหลงบอก เพราะว่าคงจะไม่ได้ไปที่เดียวกันหมดทั้งห้าคนแน่ๆ

 

“ไม่มีปัญหา แต่โจวโจว..มึงต้องไปกับกู” ถิงถิงบอกก่อนจะหันมาจองตัวผม ทำเอาคนอื่นๆ หัวเราะ

 

ผมไม่มีปัญหาหรอกจะไปกับใครก็ได้ ฝึกที่ไหนก็ได้ และถิงถิงมันก็เป็นคนอาสาจะทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องหาสถานที่เอง ผมก็เลยวางใจได้สบายหายห่วง คิดว่าผม เสี่ยวหมิง กับถิงถิงคงไปด้วยกันสามคน ส่วนเจียหลงกับซื่ออิงก็ให้มันไปด้วยกันสองคน

 

ตอนบ่ายเลิกเรียนพวกผมก็ไปนั่งหาข้อมูลทำรายงานกลุ่มกันต่อที่ห้องสมุด บางอย่างมันใช้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตได้ แต่บางอย่างก็ยังต้องหาจากในหนังสือ พอรวบรวมหนังสือที่ต้องการกันครบแล้วก็เลยไปยืมดีวีดีหนังมาดูกันต่อ (ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมีห้องเล็กๆ ให้ดูหนังได้ครับ)

 

กว่าหนังจะจบก็เย็นมากแล้ว พวกเราเลยตกลงกันว่าจะไปหาอะไรกินด้วยกันก่อนแยกย้าย วันนี้ผมต้องกลับเองเพราะว่าราชรถโทรมาบอกว่ามีนัดคุยงานกับลูกค้าอาจจะกลับค่ำ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ

 

 

 

 

ผมกลับถึงคอนโดฯ ก็เกือบสามทุ่ม แต่พี่จิ่งอวี๋ก็ยังไม่กลับมา ผมเลยส่งข้อความวีแชทไปหา เพราะไม่อยากรบกวนอีกฝ่าย เผื่อว่ามันจะกำลังทำงานหรือขับรถอยู่

 

[ผมกินข้าวกับเพื่อนมาแล้ว เกอเกออย่าลืมกินข้าวด้วยนะสักพักก็มีข้อความตอบกลับมาสั้นๆ

 

[ครับที่รักก็ไม่รู้จะหวานไปไหน น่าแปลกมากที่พอเป็นผู้ชายคนนี้พูด ผมไม่รู้สึกว่าขนลุกอย่างที่ปากเคยว่ามันเลยสักนิด แต่ถ้าผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่บรรดาพี่ชายผมพูด ผมก็ยังขนลุกอยู่ดีอ่ะ แม้จะเป็นเพื่อนสนิทอย่างเสี่ยวหมิงหรือเจียหลงก็เถอะ ปกติเจอแต่พวกมันปากหมาๆ ไงครับ

 

อาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมานั่งดูทีวีด้านนอก เอาจริงๆ ผมก็นั่งรอคนร่วมชายคานั่นแหละ ถึงตอนที่โทรมามันจะบอกว่าวันนี้อาจจะกลับดึกก็เถอะ แต่ถ้าห้าทุ่มมันยังไม่กลับผมก็จะเข้าไปนอน

 

เปิดทีวียังไม่ทันจะย้ายเจอช่องรายการที่ถูกใจ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา พี่จิ่งอวี๋ไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่มีพี่ชายคนรองของผมกลับมาพร้อมกันด้วย

 

“เว่ยหลางเกอเกอจะลงมาเซี่ยงไฮ้ไม่เห็นบอกโจวเลย”

 

“วันนี้พี่นั่งเครื่องมาน่ะครับ เคสฉุกเฉิน” พี่ชายผมพูดจบก็เดินเข้ามาดึงผมเข้าไปกอด แล้วก้มลงมาจูบแก้มเบาๆ เป็นการง้อ

 

“อือ ไม่โกรธก็ได้” ผมตอบ เจอพี่เว่ยหลางอ้อนเข้าแบบนี้ ใครจะโกรธลงล่ะครับ

 

“วันนี้พวกพี่จะทำงานกันดึกหน่อย แบ่งที่บนเตียงไว้ให้พี่ครึ่งนึงนะครับ คืนนี้พี่นอนด้วย” พี่ชายผมบอกก่อนจะเดินเข้าห้องผมเอากระเป๋าใบย่อมเข้าไปเก็บ

 

 

 

 

“เหนื่อยเหรอจิ่งอวี๋เกอเกอ” พอพี่ชายคล้อยหลัง ผมก็หันไปถามคนที่เดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เพราะท่าทางอีกฝ่ายดูอ่อนล้า ไม่ค่อยสดชื่นระรื่นเหมือนปกติ

 

“เหนื่อยครับ แต่พอได้ยินโจวโจวถามแบบนี้ ก็เกือบจะหายเหนื่อยแล้ว”

 

“อ้าว..นึกว่าจะหายเหนื่อยเลยเสียอีก”

 

“ต้องแบบนี้ครับถึงจะหายเหนื่อย” พูดจบก็ดึงผมเข้าไปจูบ มีแฟนปากว่ามือถึงจริงๆ เลยผม

 

“ถ้าได้กำลังใจจนหายเหนื่อยแล้วก็ไปอาบน้ำสิโว้ย จะได้มาทำงานต่อ” พี่เว่ยหลางเดินออกมาจากห้องผมพร้อมด้วยอุปกรณ์อาบน้ำและผ้าขนหนูในมือ พอเห็นฉาก NC ตำตาของพวกผมเข้าพอดี ก็เลยขัดคอเพื่อนตัวเองขึ้นมาไม่เบานัก และยังยิ้มล้อเลียนทำเอาผมเขิน งอนพี่เว่ยหลางว่ะ

 

แต่พี่จิ่งอวี๋ดูจะไม่สะทกสะท้านกับวาจาและสายตาของเพื่อน ยังจูบแก้มผมส่งท้ายก่อนจะลุกเดินเข้าห้องตัวเองไป พอเห็นว่าคนที่รอกลับมาแล้ว ผมเลยปิดทีวีแล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเอง

 

สักพักพี่ชายก็กลับเข้ามาในห้อง ด้วยชุดเสื้อผ้าใส่นอนของเพื่อนเขา ไม่แปลกใจหรอกครับที่เป็นแบบนี้ ปกติพี่จิ่งอวี๋ไปบ้านผม ก็เห็นใส่ของพี่เว่ยหลางประจำอ่ะ

 

“ไม่ต้องรอพี่นะ ปิดไฟนอนไปก่อนเลย โปรเจ็คด่วนนรก พี่คงทำกันจนดึกโน่นแหละ”

 

“ครับ”

 

“ฝันดีนะครับ” พี่ชายพูดจบแล้วก็จูบหน้าผากผมเบาๆ ก่อนจะคว้าแล็ปท็อปของตัวเองเดินออกไปนอกห้อง จากนั้นผมก็ปิดไฟนอน

 

ลืมชำระความพี่จิ่งอวี๋เรื่องรอยจูบที่ต้นคอไปเสียสนิท แต่ถึงไม่ลืมก็โวยมันไม่ได้อยู่ดี มีพี่ชายผมอยู่ด้วยนี่ครับ เดี๋ยวเขาก็รู้หมดพอดี ว่าเพื่อนตัวเองทำอะไรผมบ้าง ไอ้ว่าอะไรน่ะเขาคงไม่ว่าหรอก แต่ถ้าเขารู้ ผม...อายโว้ย

 

 

 

 

ตอนเช้าตื่นมาก็พบว่าคนที่นอนกอดผมอยู่บนเตียงกลับเป็นวาฬชีกอ ที่ชอบแอบมาลักหลับผมประจำเวลาแยกกันนอน แทนที่จะเป็นพี่ชาย

 

พอผมขยับตัว คนที่หลับอยู่ก็เหมือนจะรู้สึกตัว น่าแปลกที่วันนี้มันตื่นสายกว่าผม ก็เพราะว่าปกติผมตื่นมาก็ไม่ค่อยเจออีกฝ่ายบนเตียงไงครับ เจอกันตอนกินข้าวตลอดๆ

 

“เกอเกอง่วงก็นอนต่อสิ” ผมบอกหลังจากที่อีกคนพยายามถ่างตาลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย ซึ่งผมไม่ค่อยได้เห็นภาพนี้บ่อยนักหรอกครับ ตอนหัวฟูหน้ายุ่งแบบนี้น่ะ เจอแต่ตอนผมเซ็ตเนี้ยบ หน้าหล่อใสปิ๊งแทบทุกเช้า พอผมพูดจบคนง่วงก็หันมามองผมแบบเบลอๆ

 

“เมื่อคืนเกอเกอนอนดึกเหรอ”

 

“ครับ พึ่งเข้ามานอนได้สักสองชั่วโมงเอง”

 

“งั้นก็นอนต่ออีกสักหน่อยสิ จะรีบลุกทำไม”

 

“พี่ยังไม่ได้ทำข้าวเช้าให้โจวโจวเลยครับ” ผมคงเป็นผู้ชายที่สาวๆ อิจฉามากคนนึงเลยละครับ ที่ได้ผู้ชายดีๆ แบบนี้มาเป็นแฟนเนี่ย

 

“เดี๋ยวผมให้ซื่ออิงซื้ออะไรไว้ให้รองท้องก่อนเข้าเรียนก็ได้ วันนี้เรียนเช้าเลิกตอนสิบเอ็ดโมง แป๊บเดียวก็ได้กินข้าวกลางวันแล้ว ไม่ต้องไปส่งนะเดี๋ยวผมไปเอง เกอเกอนอนต่อเถอะ” ผมบอกก่อนจะดันคนที่ทำท่าจะลุกให้นอนลงไปเหมือนเดิม แต่ไม่ทันได้ดึงมือกลับก็ถูกมือใหญ่รั้งไว้ แล้วดึงให้ก้มลงไปรับมอร์นิ่งคิสที่แก้มซ้าย

 

“ถึงห้องเรียนแล้วทักวีแชทมาบอกพี่หน่อยนะครับ”

 

“เกอเกอคิดว่าผมเป็นเด็กอนุบาลใช่ไหมเนี่ย”

 

“พี่ไม่เอาเด็กอนุบาลมาเป็นเมียหรอกนะ ก็แค่เป็นห่วง” จบประโยคนี้ผมก็รู้สึกว่าอุณหภูมิของหน้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน จะทุบให้สักทีก็สงสาร

 

“อือ รู้แล้ว เอ้า...นอนได้แล้ว” บอกก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมให้ แล้วรีบลุกไปหยิบผ้าขนหนูออกไปอาบน้ำ ถ้าอยู่ต่อ กลัวว่าพี่จิ่งอวี๋มันจะเห็นว่าผมหน้าแดงนะสิ

 

ตอนพูดออกมานี่สงสัยมันคงเบลอจนไม่มีสติจะคิด แต่ผมที่สติดีๆ นี่โคตรเขินเลย เพื่อนพี่เว่ยหลางนี่พูดอะไรแบบนี้ได้หน้าตาเฉยจริงๆ

 

ออกจากห้องตัวเองก็ลองไปเปิดห้องฝั่งตรงข้ามอย่างเบามือ สรุปว่าห้องพี่จิ่งอวี๋ไม่ได้ล็อค พี่ชายผมนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แลกห้องกันนอนแบบนี้คงเพราะพี่จิ่งมันเอาแต่ใจอีกตามเคยนั่นแหละผมว่า

 

TO  BE  CONTINUE…

 

เขาแลกแหวนแทนใจกันแล้ว ส่วนตอนหน้าก็จบแล้ว ฮิ้ววว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #30 banztzu1b (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 22:29
    จิ่งอวี๋ซื่อได้ที่ โอแอลเอ็กซ์ ป่ะคะพอดีอยากได้มากกก
    อยากมีแบบนี้เป็นของตัวเอง บ้างไรบ้างอะค่ะ
    #30
    0
  2. #28 ROSALENE (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 06:23
    ฮือออออ อิจโจวโจวจริงๆ สามีดีแบบนี้ตามเซเว่นมีขายมั้ยคะ ขอหนึ่งที่555
    #28
    0