ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 22 : เขาเป็นแฟนผมแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    22 ม.ค. 60

ตอนที่ 22 เขาเป็นแฟนผมแล้ว

 

หลังจากอยู่ต่อกันที่รีสอร์ทอีกสองคืนจนน้องหายเป็นไข้ ตอนบ่ายของวันถัดมา ผมก็พาเว่ยโจวลงเรือกลับมาขึ้นฝั่ง เพื่อนั่งรถต่อไปที่สนามบินหาดใหญ่

 

“ทำไมวันนี้นั่งเรือนานจังเลยอ่ะเกอเกอ” คนที่พึ่งจะยอมคุยกับผมดีๆ ถาม ก็สองวันที่อยู่กันตามลำพังก่อนหน้านี้ เขาโกรธ (หรือผมว่าน่าจะงอนมากกว่า) จนแทบจะไม่พูดกับผมเลยนี่ครับ

 

“ก็วันนี้ไม่ได้แวะเที่ยวเหมือนตอนขามานี่ครับ หิวหรือครับ หรือว่าเมาเรือ หรือโจวโจวรู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า”

 

“เปล่า แค่รู้สึกว่ามันนานผิดปกติเฉยๆ เลยเบื่อๆ ถ้าอีกนานผมลงไปนั่งข้างล่างก็แล้วกัน” อีกฝ่ายบอกก่อนจะพยายามลุกขึ้น ผมเลยเข้าไปช่วยประคองเขายืน ก่อนจะอุ้มพาเดินลงจากดาดฟ้าเรือ ลงไปในเคบินด้านล่างด้วยท่าเจ้าหญิงเหมือนเคย ก็เขาตัวเล็กแถมเบาด้วย อุ้มแบบนี้มันง่ายดีนี่ครับ แม้อีกฝ่ายจะค้อนตาแทบหลุดก็เถอะ

 

 

 

 

พวกเราลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 22.10 น. ก็ใกล้เวลาที่จะต้องไปเช็คอิน เพื่อต่อไฟล์ทกลับประเทศจีน ผมรีเควสท์วีลแชร์ไว้ให้คนขาเจ็บ ที่ตอนนี้ยังเดินไม่ค่อยถนัดนัก

 

หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็พาเขาขึ้นไปชั้น แล้วให้เว่ยโจวของผมนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ว่าง ส่วนผมไปเช็คอินและโหลดกระเป๋า โดยที่ไอ้แมวแสบยังไม่รู้ตัวว่า ผมไม่ได้พาเขากลับเซี่ยงไฮ้อย่างที่ควรจะเป็น ซื้อที่นั่งในชั้น Business Class เพื่อให้เขาพักผ่อนได้เต็มที่ เพราะว่าต้องนอนบนเครื่องสี่ชั่วโมงกว่า

 

“เกอเกอจะพาผมไปไหนเนี่ย ทำไมไม่กลับเซี่ยงไฮ้” หลังจากได้ยินประกาศเรียกขึ้นเครื่อง คนที่ไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไรเลยตลอดเวลาที่เรานั่งรอขึ้นเครื่องอยู่ ก็ก้มลงมองดูบัตรโดยสารในมือตัวเอง พอเห็นว่าในนั้นเขียนว่า BKK-PEK / CA980 แทนที่จะเป็น BKK-PVG / MU548 ไอ้แมวแสบก็เงยหน้าขึ้นมาถามผมเสียงเขียว

 

“พี่ต้องแวะไปทำธุระสำคัญที่ปักกิ่งนิดหน่อยน่ะครับ แค่วันสองวันเท่านั้นเอง”

 

“อ้าว มีธุระแล้วทำไมไม่บอก ผมกลับเซี่ยงไฮ้คนเดียวก็ได้มั้ง ผมอายุเกิน 18 แล้วนะเกอเกอ พอจะเดินไหวแล้วด้วย”

 

“ได้ไงกันครับ โจวโจวได้พี่แล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วยสิ เรื่องอะไรจะมาทิ้งให้พี่ไปคนเดียว” ผมพูดแซวจบ คนนั่งข้างๆ ก็อ้าปากค้าง ผิวขาวๆ ขึ้นสีเลือดตั้งแต่หน้าไปจนถึงใบหู ลามไปถึงคอเนียนๆ ที่น่าจูบน่าฟัดนั่น

 

“ใครได้ใครพูดให้มันดีๆ นะโว้ย คนเสียหายน่ะมันผม” โวยเสียงดัง ก่อนจะชกมาที่อกและไหล่ของผมสองสามครั้ง (ผมคิดว่าเขาคงชกแก้เขิน แต่มันก็เจ็บเอาการอยู่ครับ)

 

หลังจากขึ้นเครื่องได้เขาก็หลับไปแทบจะทันที ตั้งแต่เครื่องยังไม่เคลื่อนออกไปยังแท็กซี่เวย์ด้วยซ้ำ

 

ตอนเช้ามืดผมตื่นขึ้นหลังจากที่ได้ยินประกาศว่า เครื่องกำลังลดระดับเพดานบิน ส่วนคนที่นอนหลับข้างผมยังคงนิ่งสนิท ผมปรับเก้าอี้ให้เขา และเรียกให้เจ้าแมวน้อยขี้เซาตื่น หลังจากที่เครื่องจอดสนิทเรียบร้อยแล้ว

 

ทีแรกเว่ยโจวปฏิเสธเสียงแข็ง เมื่อผมบอกให้เรารอลงจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย เพราะขอวีลแชร์ให้มารับเขา แต่พอเจอผมขู่ว่า ถ้าจะไม่รอก็ไม่เป็นไร แต่ผมจะอุ้มเขาเดินออกไปเอง เจ้าตัวเลยรอเงียบๆ แต่โดยดี แต่ไม่วายมีการส่งสายตาขุ่นขวางมาให้ผมเหมือนอย่างที่คิด

 

ผมคงเข้าข่ายโรคจิต หรือไม่ก็ตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้น เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไร ผมก็เห็นว่ามันน่ารักไปเสียแทบจะทุกอย่าง ยกเว้นก็ตอนเขาด่าผมนี่แหละ เวลาเขาปากร้ายน่ะ ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่...น่าจูบให้เข็ดเสียมากกว่า

 

หลังจากรับกระเป๋าแล้ว เจ้าหน้าที่สนามบินก็เข็นรถพาคุณชายสวี่ไปที่ช่องทางออก มีคนขับรถของบริษัทจิ่งเถียนมารอรับพวกผม และช่วยลากกระเป๋าเดินทางไปให้

 

พอถึงรถผมก็ช่วยพยุงคนเจ็บขาขึ้นไปนั่ง โดยไม่ยอมให้คนเข็นวีลแชร์แตะเนื้อต้องตัวแมวน้อยของผมแต่อย่างใด แม้เว่ยโจวจะปัดมือผมออก ผมก็ไม่สน

 

 

 

 

รถที่พวกผมนั่นแล่นห่างออกไปจากสนามบินมากขึ้นเรื่อยๆ ราวสี่สิบกว่านาทีรถก็มาจอดสนิทที่หน้าบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในเมืองปักกิ่ง ผมจ่ายทิปคนขับรถและบอกให้พี่เขาช่วยยกกระเป๋าลงไปไว้หน้าบ้านให้

 

ก่อนจะประคองคนข้างๆ ลง แต่เขาผลักมือผมออก แล้วก็ลงมายืนด้วยขาข้างเดียว ผมทำท่าจะอุ้ม ไอ้แมวแสบเลยโวย แล้วรีบกระโดดหนีด้วยขาข้างเดียวของเขานั่นแหละ

 

“จะทำอะไรกลัวผมอายคนอื่นบ้าง ไม่ได้หน้าด้านอย่างเกอเกอนะ” จบคำพูดประชดนั้นผมก็หัวเราะ

 

“ไม่เห็นต้องอายใครเลย ตอนนี้แปดโมงกว่าแล้ว ไม่น่าจะมีคนอยู่บ้านหรอกครับ เขากลับกันเย็นๆ โน่นแหละ” ผมบอกความจริง เพราะปกติไม่ค่อยมีใครอยู่บ้านหรอกครับตอนกลางวันน่ะ มีแต่คนดูแลบ้าน ส่วนพี่สาวผมก็คงออกทำงานแล้ว หรือไม่ก็พาพ่อกับแม่ที่มาจากตานตงออกไปเที่ยว

 

นี่คือเหตุผลที่ผมพาสวี่เว่ยโจวมาที่ปักกิ่ง เพราะลงได้จิ่งเถียนเขาบอกเพื่อนว่า น้องชายจะพาแฟนหนุ่มไปพรีฮันนีมูน คิดว่าพ่อกับแม่ของผมคงจะรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ถ้าคิดว่าจิ่งเถียนเขาจะปกปิดความลับให้ผมละก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะครับ

 

“ไม่มีทาง ผมเดินไหวแล้ว เดี๋ยวเดินเข้าไปเอง” คุณชายสวี่เขาก็ยังโชว์แมนเหมือนเดิม

 

“ดื้อจริงๆ ” ผมบอกก่อนจะดึงแขนของอีกฝ่ายไว้ แล้วก็รั้งตัวเขาขึ้นมาอุ้มจนได้นั่นแหละ เดินเข้าไปยังไม่ทันถึงห้องรับแขกก็ต้องเหวอนิดหน่อย เพราะว่าพี่สาวฝาแฝดเดินสวนออกมาพอดี

 

“ได้ยินเสียงรถ นึกแล้วเชียวว่าต้องมาถึงแล้ว เดี๋ยวไปยกกระเป๋าให้นะ อยู่ข้างนอกใช่ไหม” จิ่งเถียนพูดจบก็มองพวกเราสองคนยิ้มๆ แล้วก็เดินออกไป คนที่ถูกผมอุ้มดิ้นรนที่จะลง แต่ผมไม่ปล่อย กลับรีบเดินเข้าไปในห้องรับแขก

 

 

 

 

จากที่คิดว่าพี่สาวน่าจะรออยู่ที่บ้านคนเดียว กลายเป็นว่าผมคิดผิด เมื่อเห็นว่าในห้องรับแขกมีทั้งแม่และพ่อนั่งดูทีวีอยู่

 

พอเห็นผมเดินเข้าไปทั้งสองคนก็หันมามองเป็นตาเดียว แม้จะไม่ได้ออกปากแซว แต่ก็เห็นว่าพ่อยิ้มล้อเลียน นี่คงรู้เรื่องกันจริงๆ แล้วสินะ อาการอย่างนี้แสดงว่าคงไม่โกรธผม ที่จะมีหลานให้อุ้มไม่ได้แล้ว รอหลานจากจิ่งเถียนเขาไปก็แล้วกันนะครับ

 

ผมรีบวางน้องชายเพื่อนลงบนโซฟา ก่อนจะแนะนำให้รู้จักกัน

 

“พ่อกับแม่พี่เอง” พูดยังไม่ทันจบ น้องชายเพื่อนก็รีบทำความเคารพอย่างรู้มารยาท ผิดกับตอนเจอผมครั้งแรกลิบลับ ชนิดหน้ามือกับหลังมือ

 

“พ่อครับ แม่ครับ นี่สวี่เว่ยโจว น้องชายคนเล็กของเว่ยหลางครับ” ผมแนะนำคนที่อุ้มเข้ามาให้พ่อกับแม่ได้รู้จัก ไม่ต้องบอกต่อหรอกว่าเว่ยหลางคือใคร เพราะพวกท่านรู้จักสนิทสนมกับเพื่อนผมดีอยู่แล้ว

 

“อะไร นึกว่าจะแนะนำว่า นี่สวี่เว่ยโจว..แฟนผมครับ เสียอีก” คนที่ยกกระเป๋าเดินตามเข้ามาทีหลังออกปากแซวจนคนอื่นๆ พากันหัวเราะ แต่คนที่นั่งข้างผม...เขินจนหน้าแดง

 

“เขาเป็นแฟนผมแล้ว แต่ผมน่าจะยังไม่ใช่แฟนเขาน่ะครับ” ผมบอกออกไปตามตรง คนที่ปกติจะเถียงผมไม่หยุดแต่วันนี้กลับพูดไม่ออก แค่ใช้ข้อศอกถองผมพอให้ได้เจ็บ

 

“จะแซวกันให้น้องเขินทำไมล่ะลูก ไหนขอแม่ดูหน้าชัดๆ หน่อยสิ หืม...น่ารักมากเลยนะเนี่ยคุณ ลูกชายเรานี่ก็ตาแหลมใช้ได้นะ หาแฟนได้น่ารักขนาดนี้” แม่ผมปราม ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อ หลังจากที่เห็นหน้า แฟน’ ของผมชัดๆ

 

“ผมไม่ใช่แฟนจิ่งอวี๋เกอเกอสักหน่อยครับ” คราวนี้คนถูกแซวรีบแก้ตัวอย่างรวดเร็ว

 

“อ้าว..จิ่งอวี๋ยังไม่ใช่แฟนน้องจริงๆ เสียด้วยสิ ถ้าอย่างนั้นก็พยายามจีบต่อไปนะเจ้าหนุ่ม” พอพ่อพูดกับผมจบ ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ (ยกเว้นคนที่ผมต้องพยายามจีบต่อไป ที่นั่งส่งสายตาค้อนขวางมาให้ผม)

 

“ว่าแต่เป็นน้องชายเว่ยหลางจริงๆ เหรอ ไม่เห็นเหมือนกันเลย” พ่อยังถามต่อ

 

“เป็นน้องชายเว่ยหลางจริงๆ ค่ะพ่อ แต่เป็นน้องชายที่น่ารักมาก ตอนหนูไปเห็นทีแรกยังนึกว่าน้องสาวของบ้านตระกูลสวี่เลย น่ารักกว่าหนูอีก” จิ่งเถียนช่วยยืนยัน

 

จากนั้นเราก็นั่งคุยกันต่อ แต่ไม่มีใครมาแซวอะไรให้ ‘คนน่ารัก’ ของผมเขินอีกแล้ว เพียงแค่ถามเรื่องไปเที่ยวครั้งนี้ แล้วก็เรื่องทั่วๆ ไป

 

 

 

 

ตอนค่ำพวกเราพากันออกไปทานข้าวเย็นนอกบ้านด้วยกันทั้งห้าคน ผมก็ประคองน้องชายเพื่อนเดิน เพราะเขายังเดินไม่ถนัด (แม้เขาจะพยายามเดินหนี ก็หนีผมไม่พ้น) มีตักนั่นนี่ให้เขาบ้าง (แม้จะถูกขึงตาใส่ผมก็ไม่สน) ทำเอาคนที่บ้านผมมองเราสองคนอย่างกับว่า ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างไรอย่างนั้นแหละ

 

“พึ่งรู้ว่าเวลาอยู่กับแฟน ลูกชายเราเป็นคนช่างเอาอกเอาใจแบบนี้นี่เอง ปกติแม่ไม่เคยเห็นนะเนี่ย” นี่ถ้าแม่ผมได้เห็นตอนที่ผมอยู่กับเขาตามลำพังสองต่อสอง ต้องคิดว่าผมเป็นลูกชายตัวปลอมแน่ๆ เพราะมันยิ่งกว่านี้อีก

 

นี่ถือว่าผมไม่ทำอะไรออกนอกหน้าแล้วนะ กลัวคนข้างๆ เขินน่ะครับ (แค่ตักกับข้าวให้ เขาก็แทบจะโดดขย้ำคอผมอยู่แล้ว ดุจริงๆ เลยไอ้ลูกแมวตัวนี้)

 

“ก็ดีแล้วนี่คุณ น้องจะได้ใจอ่อน รับรักลูกชายเราสักที” พ่อสนับสนุนให้ผมทำแบบนี้ต่อไป

 

“แล้วนี่เว่ยหลางเขารู้หรือเปล่า ว่าเราคิดไม่ซื่อกับน้องชายของเขาน่ะจิ่งอวี๋” แม่หันมาถามผม

 

“เอ...ไม่รู้สิครับ” ผมไม่ได้พูดออกไปว่า เพื่อนสนิทรู้ดีทีเดียวละ เพราะกลัวว่าจะทำให้เว่ยโจวเขาโกรธพี่ชายตัวเอง ที่รู้ว่าผมคิดยังไง แต่ยังยอมให้อยู่ด้วยกันที่คอนโดฯ ของผมตามลำพัง

 

เพราะถ้าน้องชายคนเล็กเขาโกรธละก็ เว่ยหลางมันต้องหาทางง้อน้องมัน ด้วยการกีดกันผมแน่ๆ

 

“จะรักกันพ่อกับแม่น่ะไม่มีปัญหาหรอก เพราะเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ต้องให้เกียรติน้อง และพ่อแม่บ้านสวี่เขาด้วยนะรู้ไหม อีกอย่างน้องก็ยังเด็กอยู่ ถึงจะยังไม่แต่งกันตอนนี้ แต่บอกพ่อกับแม่บ้านสวี่เขาไว้ก่อนก็ดีนะจิ่งอวี๋”

 

“ครับพ่อ” นี่แหละเรื่องที่ผมกังวลจนถึงตอนนี้ มันคงจะถึงเวลาที่ผมต้องบอกพ่อกับแม่บ้านตระกูลสวี่เสียที

 

 

 

 

“พ่อกับแม่เกอเกอน่ารักจัง แถมพี่สาวก็สวย” หลังจากที่ผมประคองคนตัวเล็กเข้ามาในห้อง อีกฝ่ายก็ชวนคุย ตอนท้ายพูดถึงพี่สาวฝาแฝดของผม ด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้มที่น่าหมั่นไส้มาก

 

“แฟนก็ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน ยังตั้งท่าจะนอกใจ” เท่านั้นแหละ คนที่ตั้งท่าจะนอกใจก็หันมาขึงตาใส่ผม น่ากลัวตายล่ะ

 

“อ้าว...ทำไมเกอเกอถึงนอนห้องนี้ล่ะ ไหนว่ามีห้องนอนว่างอีกห้องนึงไม่ใช่หรือไง” เว่ยโจวถาม หลังจากที่ผมส่งเขาขึ้นเตียงแล้ว ผมก็ขยับขึ้นไปนั่งบนเตียงอีกฝั่ง

 

“ก็นี่ห้องนอนพี่”

 

“งั้นผมไปนอนห้องอื่นก็ได้”

 

“เรื่องอะไรล่ะ พี่จะนอนด้วย”

 

“เกอเกอไม่ได้ยินเหรอ ที่พ่อเกอเกอบอกว่าต้องให้เกียรติผมน่ะ ผมจะนอนคนเดียว”

 

“พี่นอนที่พื้นก็ได้”

 

“โห...ประชด อ่ะ งั้นก็เอาไป แล้วลงไปนอนที่พื้นซะ” เจ้าตัวพูดพลางหยิบหมอนบนเตียงส่งให้ผมใบหนึ่ง ผมไม่ได้รับหมอน แต่กลับดึงแขนไอ้แมวแสบลากคนตัวบางเข้ามากอด

 

“เกอเกอทะลึ่งและ ปล่อยโว้ย”

 

“อากาศมันเย็นนี่ครับ พี่หนาว”

 

“หนาวก็ห่มผ้าไป ไม่ต้องมากอดผม มันหนักโว้ย” โวยเสียงดังและดันผมออก ก่อนจะล้มตัวลงนอน ไม่ได้ไล่ให้ผมลงไปนอนพื้นจริงๆ เหมือนอย่างที่ปากว่า

 

“มีแฟนน่ารักใครก็อยากกอด ไม่เห็นผิดตรงไหน”

 

“ผิดตรงที่ ผมยังไม่ได้ยอมรับเกอเกอเป็นแฟนโว้ย แล้วแฟนสาวผมก็ยังเหลือว่านถิงอยู่อีกหนึ่งคน รู้ไว้เสียด้วย”

 

“โห..เจ็บปวดอ่ะ” อันนี้ไม่ได้พูดเล่นครับ ผมเจ็บจริงๆ นะ

 

“เกอเกอเจ็บแค่นี้ ยังไม่เท่าที่ตัวเองทำผมเจ็บหรอก เฮอะ”

 

“ครับๆ พี่ขอโทษ พี่ผิดเองที่ทำให้โจวโจวเจ็บ แต่นั่นพยายามทำเบาที่สุดแล้วนะ ต่อไปพี่จะทำบ่อยๆ ก็แล้วกัน โจวโจวจะได้ชิน”

 

“ไอ้พี่จิ่งอวี๋!!!” ดุผมเสียงดัง แต่หน้าแดงไปจนถึงใบหู

 

ดีจังที่เราสองคนเข้าใจความเจ็บของเขาในเรื่องเดียวกัน พอเว่ยโจวหันมาเห็นว่าผมยิ้มอยู่ อีกฝ่ายก็หยิบหมอนที่เจ้าตัวใช้หนุนขึ้นมาฟาดผมเสียหลายที        

        

“เลิกยิ้มหื่นๆ หุบปากแล้วนอนไปเลย ถ้าเกอเกอพูดอะไรขึ้นมาอีกคำเดียว ผมจะลงไปนอนที่พื้นเอง” ผมจะทำอะไรได้ นอกจากยอม

 

 

 

 

กลับมาจากปักกิ่งได้ ผมก็ขับรถไปส่งเขาที่บ้านตระกูลสวี่ เพราะว่าคงดีกว่าให้เขาอยู่คนเดียวเวลาผมไปทำงาน อีกอย่างขายังเจ็บอยู่แบบนี้ ถ้าอยู่บ้านก็มีคนคอยดูแลเขา ถ้าผมคิดถึงจนทนไม่ไหว ค่อยตามไปหาตอนเลิกงานเอาก็ได้

 

ตั้งแต่ผ่านการไปเที่ยว(พรีฮันนีมูน)ที่หลีเป๊ะมานี่ ผมอาการหนักขึ้นอีกโข ก็รู้ตัวอยู่หรอกครับ และคงจะไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้ตัว คนอื่นในออฟฟิศก็คงจะรู้เหมือนกัน เพราะมีแต่เสียงแซวว่าผมดูอารมณ์ดีผิดปกติ (แต่เวลาปกติผมก็ไม่ใช่เจ้านายใจร้ายอะไรนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด) และก็แน่นอนว่า มันต้องมีคนเขม่นบ้างเป็นธรรมดา คงจะเพราะอิจฉาตามเคย

 

“หุบยิ้มบ้างเถอะว่ะ รู้ตัวไหมว่านายนั่งยิ้มทั้งวัน จนเริ่มจะเหมือนคนบ้ามากขึ้นทุกที ประสาท” คนที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ กันพูดแขวะ จะเป็นใครไปไม่ได้ที่กล้าด่าผม มีพี่เขยขี้อิจฉา แถมโคตรหวงน้องนี่ ชีวิตลำบากจังเลยแฮะ

 

พอดีวันนี้เว่ยหลางมันลงมาคุยสรุปงานกับผมที่เซี่ยงไฮ้ และก็มาเอารถตัวเองด้วย เพราะผมเอารถเพื่อนมาจากปักกิ่งรอบที่แล้ว และก็ไปจอดทิ้งไว้ให้ที่บ้านอีกฝ่าย

 

“ถึงบ้า ก็บ้าเพราะสวี่เว่ยโจว”

 

“...” จบครับ เพื่อนผมใบ้กินไปแล้วเรียบร้อย นี่ถ้าผมเหตุผลบอกไปว่า เพราะอะไรทำให้อารมณ์ดีถึงขนาดนั่งยิ้มเป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้ หมอนี่จะปรี๊ดแตกไหมเนี่ย

 

 

 

 

วันเสาร์หลังจากเลิกประชุมตอนบ่าย เราสองคนก็นั่งรถผมกลับบ้านตระกูลสวี่ ฝั่งผู่ซี วันนี้ผมเตรียมตัวมาพร้อม

 

พร้อมที่จะบอกครอบครัวของเพื่อน ว่าผมกำลังคิดอะไรเกินเลยกับน้องคนเล็กของบ้านนี้ (แต่เรื่องคืนนั้นที่หลีเป๊ะยังไม่บอกน่าจะดีกว่า ไม่ใช่ไม่กล้าบอกนะครับ แต่ผมกลัวว่าเว่ยโจวเขาจะโกรธ รอให้เขารับรักผมอย่างเป็นทางการเสียก่อน ตอนนี้เขายังปากแข็งอยู่ แถมผมก็ยังไม่หมดศัตรูหัวใจ แฟนสาวของเขานั่นแหละครับ จะมีใครเสียอีก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ ว่านถิง)

 

เข้าบ้านได้ก็มองหาคนที่คิดถึงและไม่ได้เจอหน้าเสียหลายวัน แต่ก็ไม่เจอเขาหรอกครับ ทั้งบ้านมีแต่แม่กับป้าหยง

 

“แม่ พ่อไปไหนล่ะครับ” เว่ยหลางถาม

 

“ไปตีกอล์ฟกับก๊วนเขานั่นแหละ”

 

“แล้วโจวโจวล่ะครับ” คงเห็นว่าผมชะเง้อหาจนคอแทบจะยาวเป็นยีราฟ เพื่อนเลยสงเคราะห์ถามหาอีกคนให้

 

“ออกไปหาพวกเสี่ยวหมิงน่ะ วันนี้น่าจะกลับกันดึกมั้ง มีอะไรกับน้องหรือเปล่าล่ะลูก”

 

“ผมน่ะไม่มีหรอกครับ แค่ถามเฉยๆ เพราะปกติเจ้าโจวต้องวิ่งหน้าตั้งมาถามหาของฝากแล้ว....แต่คนอื่นอาจจะมี” พูดจบก็หันมามองหน้าผม แล้วเดินหนีเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บเฉยเลย

 

“อ้าว จิ่งอวี๋มีอะไรกับน้องหรือลูก”

 

“เอ่อ...เปล่าครับ คือ...ขาเขาหายแล้วหรือครับ” ตอบแบบอ้ำอึ้งผิดปกติ เพราะไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมาหักเหลี่ยมโหดกันดื้อๆ แบบนี้น่ะครับ

 

“หายแล้วจ้ะ ขับรถมาเหนื่อยๆ ไปพักเถอะลูก เดี๋ยวเย็นมากินข้าวพร้อมกัน วันนี้เดี๋ยวแม่ทำมะเขือเทศผัดไข่ของโปรดให้กิน” รู้ใจสุดๆ ทำเอาผมยิ่งรู้สึกผิดกับเรื่องที่คิดจะสารภาพเย็นนี้เลย

 

“ขอบคุณครับ” ผมบอกก่อนจะแบกเป้ตัวเองเดินขึ้นไปชั้นบน และแยกตัวเข้าห้องพี่เว่ยเทียนที่ว่างอยู่ เจอเข้ากับเพื่อนสนิทที่เปิดประตูห้องตัวเองออกมาพอดี

 

“อ้าว คืนนี้นายจะนอนห้องเว่ยเทียนเกอเกอเหรอ นึกว่าจะไปนอนห้องนู้นเสียอีก” เว่ยหลางบุ้ยปากไปทางห้องน้องชายสุดสวาทคนเล็กของตัวเอง...เพื่อกวนตีนผม

 

“ก็ไม่แน่หรอก” ผมกวนตีนกลับ ก่อนจะเดินเข้าห้องพี่เว่ยเทียน แล้วปิดประตูทันที

 

 

 

 

ตอนนี้ทั้งวิตกกังวล ทั้งเครียดจนประสาทจะกินตายอยู่แล้ว เกิดมาไม่เคยเครียดอะไรขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต เวลาแบบนี้ผมต้องการคนช่วยคิดสักหน่อย ว่าแล้วก็เพราะฉู่เซิงที่ดันจุดชนวนเรื่องเนื้อคู่ในชีวิตผม โทรหาหมอนั่นแหละดีที่สุด

 

[เออ...ว่าไงวะโทรศัพท์ดังไม่นาน อีกฝ่ายก็รับสาย

 

“ฉันอยากถามอะไรนายหน่อย และครั้งนี้บอกเลยว่า นายห้ามปฏิเสธในการตอบคำถามฉันเด็ดขาด เครียดจริงๆ ว่ะ”

 

[ฟังเสียงก็รู้แล้ว จะเปิดตัว แต่กลัวผิดใจกันว่างั้นเถอะนี่ขนาดผมยังไม่ได้ถามมันเลยสักคำ

 

“เออ...ฉันจะเริ่มยังไงดีวะ”

 

[ใบบรรดาคนในบ้านตระกูลสวี่ นายคิดว่า คนที่มีโอกาสกีดกันนายสูงที่สุดคือใคร]

 

“เว่ยหลางนะสิ” ผมตอบไปตามที่คิดกังวล ตั้งแต่ในตอนแรกที่เริ่มคิดไม่ซื่อกับไอ้แมวแสบ

 

[ตอนนี้ก็หมายความว่าด่านหินของนายผ่านพ้นไปแล้วไง ที่เหลือก็อยู่ที่นายล้วนๆ ว่ากล้าพอจะพูดหรือเปล่า]

 

“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะฉู่เซิง”

 

[มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ถ้าฉันไม่ช่วยนาย คิดว่าเว่ยหลางมันรู้ได้ไงล่ะ ว่านายคิดไม่ซื่อกับน้องคนเล็กมันน่ะ]

 

“นี่นายบอกเหรอ”

 

[ไม่ได้บอกตรงๆ หรอก แต่เว่ยหลางมันเด็กเกียรตินิยมนะโว้ย แถมจับผิดเก่งเสียด้วย หึหึ]

 

“ทุกอย่างจะเหมือนเดิมไหมวะ”

 

[บ้าหรือเปล่าวะ ถ้านายบอกครอบครัวเขาว่าไปรักลูกชายเขาเข้า ทุกอย่างมันจะเหมือนเดิมได้ยังไง]

 

“...”

 

[นายก็ต้องเปลี่ยนสถานะ จากเพื่อนของลูกชาย กลายไปเป็นลูกเขยเขานะสิ]

 

“ไอ้ฉู่เซิง!!! กวนตีน” จากนั้นผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะวางสาย และลงไปนั่งคุยกับทุกคนข้างล่าง

 

 

 

 

บนโต๊ะอาหารค่ำนี้ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าทั้งพ่อกับแม่ พี่เว่ยเทียนกับอี้หลิน เว่ยหลาง เว่ยซื่อ ขาดคนเดียวที่ผมคิดว่า คืนนี้ไม่เมาคงไม่กลับ

 

ระหว่างที่กำลังทานอาหารกันนั้น ปกติคนบ้านนี้จะมีเรื่องมาคุยกันเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ผมไม่รู้ว่าเรื่องที่ผมกำลังจะพูดนั้น จะทำให้ทุกคนหมดอร่อยหรือเปล่า แต่ผมตัดสินใจแล้ว

 

“พ่อกับแม่ครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก” พอผมพูดจบ ทุกสายตาของคนที่นั่งบนโต๊ะนั้นก็หันมามองผมโดยพร้อมเพรียงกัน ทำเอาชักจะอึดอัด และหายใจติดขัดขึ้นมานิดๆ

 

“ว่าไงลูก” แม่ของเพื่อนถามอย่างใจดีเหมือนเคย

 

“ทุกคนจะโกรธไหมครับ ถ้าผมจะบอกว่า..ผมรักโจวโจว มันไม่ใช่ความรักแบบพี่น้อง ผมรักเขาแบบ..คนรัก”

 

“โอ๊ย!!! เรื่องเก่าแล้วป่ะเกอเกอ เขารู้กันตั้งนานแล้วไหม” เว่ยซื่อที่นั่งข้างผมพูดขึ้น ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก ส่วนผู้อาวุโสทั้งสองคนก็ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากยิ้มๆ พี่เว่ยเทียนที่เคยถามว่า ผมกับเว่ยโจวจีบกันอยู่หรือเปล่า ก็ทานข้าวตามปกติ ไม่มีท่าทีตกใจอะไรกับเรื่องที่ผมพึ่งพูดออกไปเลยสักนิด ส่วนอี้หลิน...ยิ้มแก้มแทบฉีก ก่อนจะออกปากแซวจนผมทำหน้าไม่ถูก

 

“นึกว่านายจะมาสารภาพว่า ทำน้องท้องแล้วเสียอีก” พอยัยสาววายตัวแม่พูดจบ ทุกคนบนโต๊ะก็พากันหัวเราะ

 

“จะมาสู่ขอกันเมื่อไหร่ล่ะ” พ่อ(เว่ยหลางน่ะครับ)ของเว่ยโจวถามผม พลางส่งยิ้มกวนๆ มาให้ ท่าทางมันก็กวนประสาทตามปกติ

 

“ยังไม่ถึงขั้นนั้นโว้ย” ผมโวยเพื่อนนิดหน่อย ก่อนจะหันไปคุยกับพ่อแม่อีกครั้ง

 

“ผมแค่อยากบอกไว้ก่อน ว่าผมจริงจังกับเขา และผมไม่อยากปิดบัง”

 

“ถ้ารักกันจริงพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก ว่าแต่..จิ่งอวี๋จะไหวหรือลูก” คราวนี้พ่อของเว่ยหลางแซวผมยิ้มๆ เพราะท่านคงรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของลูกชายคนเล็กดีอยู่แล้ว คนเป็นพ่อแม่นี่นา

 

“นายนี่มีกรรมนะจิ่งอวี๋ ที่ไปชอบคนเจ้าชู้อย่างเจ้าโจว พี่เอาใจช่วยแล้วกัน แต่ถ้าถูกน้องชายพี่หักอกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็บอก เดี๋ยวจะหาใบบัวบกมาให้แม่ทำเมนูบัวบกแก้ช้ำใจให้กิน เพราะตอนนี้โรคอกหักยังไม่มียารักษา และพี่ก็ยังไม่สามารถขนาดนั้นว่ะ” คุณพี่หมอเว่ยเทียนแซวยาวๆ

 

“ที่จีนยังไม่มีกฎหมายให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้นะ เกอเกอจะพามันไปแต่งที่อเมริกาหรืออิตาลีผมก็ไม่ขัดหรอก แต่ถ้าพี่เลิกกับเจ้าโจวเมื่อไหร่ ผมฟ้องร้องเอาสมบัติให้น้องผมจนพี่ล้มละลายแน่ๆ ” เว่ยซื่อนี่มันเป็นทนายหน้าเลือดจริงๆ เลย

 

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ก่อนอื่นนายเป็นแฟนโจวโจวมันให้ได้เสียก่อนเถอะ เรื่องแต่งหรือไม่แต่งน่ะ ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอก ถึงฉันจะถามว่าจะมาสู่ขอกันเมื่อไหร่ แต่เรื่องนั้นต้องรอน้องฉันเรียนจบค่อยมาพูดกัน” ไอ้คนหวงน้องที่สุดในบ้านพูด และส่งยักคิ้วกวนตีนมาให้ผมสองครั้ง น่าเตะจริงๆ

 

เหมือนยกทั้งเทือกเขาหิมะลัยออกจากอก ผมรู้สึกโล่งใจ และมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความตึงเครียดและวิตกกังวลที่เป็นมาก่อนหน้านี้หายไปจนหมด

 

พอความเครียดหายไป ก็มีเวลามานั่งคิดอะไรมากขึ้น นี่ผมแสดงความรู้สึกออกมามาก ขนาดที่ทุกคนดูออกชัดขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ไม่ไหวเลยจริงๆ อุตส่าห์คิดว่าตัวเองแอบรักลูกชายเขาแบบแนบเนียนแล้วนะ แต่ดันจับผิดกันได้ทั้งบ้าน แอบรู้สึกเขินนิดๆ อยู่เหมือนกันนะครับ

 

ตอนนี้อุปสรรคทุกอย่างไม่มี มีก็แค่ผมต้องรับมือกับไอ้แมวแสบจอมเจ้าชู้นั่นเท่านั้นแหละ อ้อ..กับแฟนสาวเขาอีกหนึ่งคน และคนนี้แหละจะเป็นคนสุดท้าย ผมไม่ให้ไปมีใหม่แน่ๆ ครับ คอยดูสิ

 

 

 

 

คืนนั้นผมเข้าไปนอนรอเว่ยโจวในห้องนอนของอีกฝ่าย (ก็ทางสะดวกแล้วนี่ครับ) อย่าถามว่าผมเข้าไปได้ยังไง น้องเล็กบ้านนี้เขาไม่เคยล็อคประตูหรอก

 

และเขาก็กลับดึก แถมเมากลับมาเหมือนที่ผมเดาไว้ไม่มีผิด เปิดประตูเข้ามาในห้องได้อีกฝ่ายก็ถอดเสื้อผ้าเหวี่ยงๆ ไปทางมุมห้องที่มีตะกร้าผ้าวางอยู่ ตรงมั่งไม่ตรงมั่งทั้งที่ยังไม่ได้เปิดไฟ จากนั้นก็คว้าผ้าขนหนูมาพันเอว เดินออกจากห้องไป

 

ผมลุกจากเตียงไปเปิดไฟ และเก็บเสื้อผ้าที่เจ้าของห้องพึ่งถอดไว้ ลงตะกร้าให้เรียบร้อย และกลับไปนอนรอบนเตียงอย่างเก่า

 

ไม่นานนักแมวขี้เมาของผมก็เปิดประตูเข้ามาอีกรอบ หลังจากที่เห็นหน้าผมเจ้าตัวก็ตาโต ยกมือขึ้นขยี้ตาและอ้าปากค้าง ก่อนจะถามออกมา

 

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเข้ามาทำอะไรในห้องผม” ดูท่าทางว่าเขายังไม่ได้เมามาก ถึงไม่ได้แทนตัวเองว่า โจวโจว เหมือนกับเวลาที่เขาเมาหนักๆ

 

“ก็มานอนรอนะสิ ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน พี่คิดถึงใจจะขาดอยู่แล้วครับ” ออดอ้อนทำคะแนนสักหน่อย

 

“เว่อร์เกิ๊น ยังไม่ถึงห้าวันเลยมั้ง” พูดประชดเสียงสูงทั้งที่หน้าแดง ก่อนจะหันหน้าเข้าหาตู้เสื้อผ้า หยิบกางเกงขายาวออกมาสวม และดึงผ้าขนหนูออกจากเอว ไปพาดไว้ที่ราวเตี้ยๆ ข้างตู้

 

ทำท่าจะเดินมาที่เตียง แต่พอเห็นว่าผมไม่ยอมขยับไปทางไหนก็ขึงตาใส่

 

“ก็เจอแล้วนี่เกอเกอ ออกไปได้แล้ว ผมจะนอน เมาโว้ย” นี่แหละ สวี่เว่ยโจวตัวจริง ปากจัดแบบนี้น่ะใช่เลย

 

“เรื่องอะไร มานอนเถอะครับ ง่วงไม่ใช่เหรอ รู้นี่ว่าไล่ยังไง พี่ก็ไม่ยอมไปอยู่แล้ว” ผมบอกพลางส่งยิ้มให้ ทำเอาคนเมาค้อนกลับมาวงโต

 

“ถ้าทำอะไรรุ่มร่าม ผมต่อยแน่” ดักทางไว้ก่อน แต่สงสัยเขาจะรู้ทันผม เพราะเจ้าตัวหันกลับไปทางตู้เสื้อผ้า และเปิดมันออกอีกครั้ง

 

หยิบเสื้อยืดสีขาวขึ้นมาสวม ก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียง ผมลุกไปปิดไฟให้ และก็เดินกลับไปขึ้นเตียง นอนกอดคนตัวหอมฟุ้ง ที่ดิ้นรนขัดขืนในทีแรก แต่สุดท้ายพอหมดแรง เขาก็ยอมให้ผมนอนกอดแต่โดยดี

 

“อึดอัด” โวยอุบอิบเบาๆ ก่อนจะเงียบเสียงลง เมื่อผมยอมขยับออกห่างเล็กน้อย เพียงไม่นานเขาก็หลับ แต่ผมยังนอนยิ้มค้าง มีความสุขจริงๆ เลยให้ตายสิ

 

 

 

 

ตอนเช้าผมตื่นเช้าตามความเคยชิน เพราะปกติต้องตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้เขาทานก่อนไปเรียนอยู่แล้ว เพียงแค่วันนี้ผมไม่ต้องทำหน้าที่นั้น เลยนอนมองหน้าคนที่ยังก่ายผม นอนหลับสนิท น่ารักชะมัด

 

ผมขยับเข้าไปลักหลับจูบแก้มขาวของคนน่ารักเบาๆ และดึงผ้าห่มที่ร่นไปถึงเอว ขึ้นคลุมให้อีกฝ่าย เพราะกลัวว่าเขาจะไม่สบาย

 

เพราะเมื่อคืนนอนรอเขาจนดึก จึงยังรู้สึกง่วงอยู่นิดหน่อย อีกอย่างผมยังเป็นหมอนข้างให้คนน่ารักของผมกอดอยู่ จึงหลับตาลงอีกรอบ

 

รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายโด่ง เพราะถูกปลุกจากคนที่นอนอยู่ด้านล่าง ก่อนหลับน่ะเว่ยโจวก่ายผม แต่ตอนตื่นกลับกลายเป็นว่า ผมนอนตะแคงก่ายทับเขาแทบจะทั้งตัว

 

“ตื่นแล้วก็ขยับด้วยดิวะเกอเกอ มันหนักนะโว้ย ตัวอย่างกับหมีควาย” บ่นพลางดันผมออกเป็นการใหญ่ แต่ปากร้ายแบบนี้ จะปล่อยให้ลุกง่ายๆ ได้ไงจริงไหมครับ แถมผมยังไม่ได้มอร์นิ่งคิสเลยด้วย รวบยอดไปเลยก็แล้ว

 

ก้มลงไปจูบคนที่โวยวายด่าว่าผมตัวโตเหมือนหมีควาย ดูเขาจะระแวงอยู่เหมือนกัน เพราะทันทีที่เห็นสายตาผม เจ้าตัวก็ผลักผมออกอย่างแรง และพยายามจะลุกหนี

 

แต่เมื่อถูกกดไว้ คนลุกไม่ได้ก็ยังหันหน้าหนีสุดชีวิต ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูและน่ารังแกแบบนี้ ทำเอาผมอารมณ์ดีแต่เช้า หัวเราะเบาๆ จนคนที่เอาแต่หันหน้าหนี หันกลับมามอง และกำลังจะอ้าปากแผลงฤทธิ์ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า หลงกลเข้าอย่างจัง พออีกฝ่ายอ้าปาก ก็โดนผมจูบเข้าเต็มๆ

 

ได้แค่ต้นยังไม่ทันจะได้ทบดอก ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ เหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เพียงแต่ว่าคราวนี้คนเปิดประตูเปลี่ยนจากอี้หลินสาววายตัวแม่ กลายมาเป็นสวี่เว่ยหลาง ผู้ชายที่หวงน้องยิ่งกว่าอะไรในโลก

 

 

 

 

คนมาใหม่ยืนอ้าปากค้างอยู่แบบนั้น ส่วนผมน่ะหงุดหงิดเบาๆ ที่ถูกรบกวนตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อยากจะฆ่าเพื่อนให้ตายจริงๆ ก็วันนี้แหละ

 

จำใจต้องปล่อยริมฝีปากของน้องชายเพื่อนเป็นอิสระ ส่วนคนที่กำลังขัดขืน ได้โอกาสผลักผมอย่างแรงจนแทบหงายหลังตกเตียง ก่อนจะรีบหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว อย่าให้กลับไปอยู่ที่คอนโดฯ ด้วยกันตามลำพังเชียวนะ

 

“ไหนนายบอกว่า น้องฉันยังไม่ได้รับรักนายไง” ถามอย่างจับผิด แต่ก็ไม่ได้คิดจะเดินหนีไปแต่อย่างใด ยังคงยืนหัวโด่มองผมอยู่อย่างนั้น

 

“ฉันยังไม่ใช่แฟนน้องนายก็จริง แต่เขาเป็นแฟนฉันแล้วโว้ย ดังนั้นฉันจูบแฟนตัวเอง...ไม่ผิด ออกไปเลย” ไล่เจ้าของบ้านอย่างไม่เกรงใจ

 

 “หึหึ” นอกจากไม่ไปตามที่ถูกไล่ เจ้าตัวยังยืนหัวเราะในลำคอ กวนตีนผมเบาๆ

 

“ถ้าไม่มีเหตุผลดีๆ ในการขัดจังหวะครั้งนี้ ปลายปีฉันจะหักโบนัสนายสามเดือน”

 

“แม่ให้ฉันมาดูน้องโว้ย นายเสือกไม่ล็อคประตูเอง สมน้ำหน้าว่ะ” ตอบพร้อมทำหน้ากวนประสาท ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี แต่ผมนี่สิ ทั้งอารมณ์เสีย และอารมณ์ค้างจริงๆ เลย

 

 

 

 

ขณะนี้เวลา 18.30 น. ผมกำลังนั่งเคาะนิ้วตามจังหวะเพลงที่เปิดในรถของตัวเองฟังระหว่างนั่งรอน้องชายเพื่อน

 

หลังจากที่เขาเปิดเทอม ผมก็ทำตัวเป็นสามีคอยหวงก้าง เอ๊ย!! ทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี มารับส่งเว่ยโจวที่มหาวิทยาลัยทุกวัน

 

แม้ทีแรกผู้โดยสารของผมจะต่อต้านสุดฤทธิ์ แต่พอเจอผมชักแม่น้ำทั้งโลก บวกกับเว่ยหลางช่วยเกลี้ยกล่อม เขาก็เลยยอมให้ผมมารับส่งอย่างว่าง่ายขึ้นมาอีกหน่อย

 

ระหว่างฟังเพลงผมก็นั่งยิ้มให้กับเหตุผลในการปฏิเสธของสวี่เว่ยโจว ที่ว่ากลัวผมจะเหนื่อย หากต้องตื่นเช้ามาทำมื้อเช้าให้ มาส่งตอนเช้า แถมตอนเย็นมารับกลับอีก(น่ารักที่สุด) เราจึงตกลงกันว่าวันไหนที่ผมมีธุระหรือมีประชุม แล้วมารับไม่ได้ผมจะโทรบอกเขา

 

หรือวันไหนที่เขาจะไปเที่ยวกับเพื่อน ให้โทรบอกผม ผมจะปล่อยให้เขากลับเองตามโอกาส แม้จะดูเผด็จการไปบ้าง (มากเลยละ ผมรู้ตัว) แต่เขาก็ยอมอ่อนข้อให้ผมมากขึ้น เมื่อเห็นว่าผมยังคงตามใจเขาอยู่ และที่มารับส่งเขาก็ไม่ต้องนั่งรถเมล์มาเอง ซึ่งนอกจากจะเบียดเสียดในชั่วโมงเร่งด่วนแล้ว รถยังติดบรรลัยอีกด้วย

 

ถ้าเขารู้ความจริงเบื้องลึกมากไปกว่าความเป็นห่วง ผมว่าเขาต้องโกรธแน่ ก็เพราะสายของผม (จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสองสาว) รายงานมาว่าตั้งแต่เปิดเทอมมานี่ มีน้องเฟรชชี่สาวๆ น่ารักตรึม

 

ไม่ว่าจะเป็นเด็กเอกเดียวกัน คณะเดียวกัน คณะใกล้เคียง หรือคณะที่อยู่ห่างกันเป็นโยชน์ก็ตามที แล้วคนของผมก็เข้าข่ายโคตรเจ้าชู้ ดังนั้นผมต้องพยายามแสดงตัวหน่อยว่าเว่ยโจวเขามีเจ้าของแล้ว อย่างน้อยคนที่ถูกหมอนี่จีบจะได้มีสำนึกเกรงใจ(และเกรงกลัวสายตาของผม)บ้าง

 

ยิ่งข่าวล่าสุดนี่ทำให้ผมเกือบพ่นไฟกลางห้องประชุมออฟฟิศ ตอนที่ถิงถิงโทรมาบอกเมื่อวานซืนตอนบ่ายที่มีการจับสายรหัสในปีนี้ หลานรหัสของแฟนผมดันเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ที่ทั้งสองสาวฟันธงมาเลยว่า...สายรุก

 

(ถามเพื่อนคนจีนมาว่าที่จีนมีการจับสายรหัสเหมือนที่ไทยไหม ได้ความว่า มหาวิทยาลัยที่เขาเรียนไม่มีจับ มีแต่รับน้อง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นเขาไม่แน่ใจ ดังนั้นผมขอเขียนละกัน เพื่อให้พี่จิ่งวาฬมีเรื่องมารังแกน้องเหมียวโจว หุหุ)

 

แถมอีกฝ่ายยังดูกระดี๊กระด๊าที่ได้ร่วมสายกับคนน่ารักของผมแบบออกนอกหน้ามาก อะไรไม่หนักเท่ามีการมาชวนไอ้แมวแสบไปกินข้าวเย็น ซึ่งทำให้เมื่อสองวันที่ผ่านมาเว่ยโจวไม่ยอมให้ผมมารับ

 

ผมถามว่าจะไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆ แก๊งเขาหรือเปล่า เขาก็ตอบมาตามตรงว่าจะไปกินข้าวกับสายรหัส อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยโกหกผม ซึ่งในการไปกินข้าวครั้งนี้ เป็นไปได้สูงว่าแฟนผมไม่รู้ว่าหลานรหัสสุดหล่อคนนั้นคิดไม่ซื่อกับเจ้าตัวอยู่ ผมปล่อยไปทั้งที่ในใจเดือดอย่างกับลาวา และวางแผนกำจัดศัตรูแบบเชือดนิ่มๆ แต่ตายแน่ๆ แทน

 

 

 

 

ฟังเพลงได้ไม่ทันจบเพลงที่สาม คนที่ผมนั่งรอก็เดินมาที่รถ ผมรีบลุกออกจากรถเดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้อีกฝ่ายเข้ามานั่งอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยชอบหรอกครับ เวลาที่ผมทำอะไรแบบนี้ให้ ออกจะเหวี่ยงๆ ด้วย แต่เดี๋ยวนี้เว่ยโจวเขายิ้มรับ เวลาที่ผมดูแลเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โอ๊ย!!! นายจะมีความสุขมากเกินไปแล้วนะ...หวงจิ่งอวี๋

 

“วันนี้เลิกเย็นเชียว หาอะไรกินข้างนอกกันเลยดีไหมครับ” ผมถามคนนั่งข้างๆ ระหว่างที่เขากำลังคาดเข็มขัดนิรภัย

 

“ก็ดีเหมือนกันนะเกอเกอ หิวแล้วอ่ะ อีกอย่างวันนี้มีหนังเข้าใหม่ด้วย ผมอยากดู” หันมาตอบพลางส่งยิ้มมาให้ โอย...น่ารักขาดใจ

 

ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาจะทำตัวน่ารักกับผมบ่อยขึ้น ไม่พยายามเก๊กดุเก๊กห้าว เหมือนตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ อะไรที่เขาทำไม่ไหว ก็ยอมรับความช่วยเหลือจากผมแบบเต็มอกเต็มใจ เวลามีเรื่องอะไรเขาก็ปรึกษาผม เหมือนกับว่าผมเป็นพี่ชายคนหนึ่ง เวลาเจอภาษาอังกฤษที่ไม่เข้าใจก็มาถาม น่ารักจนอยากจะสอนทั้งคืนเลยครับ

 

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ตั้งแต่กลับจากหลีเป๊ะ ตลอดช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา เขาไม่เคยย่างกรายเฉียดใกล้ผมเกินจำเป็น ยังดีที่ไม่ใจร้ายขนาดปฏิเสธมอร์นิ่งคิสของผม ไม่อย่างนั้นผมคงขาดใจตายจริงๆ แน่

 

ส่วนดีพคิสก็มีบ้างแล้วแต่จะฉวยโอกาส เอ๊ย!! ตามโอกาสและบรรยากาศ แหม..แฟนน่ารักนี่ครับ ใครจะไปอดใจไหว ต้องขอชื่นใจบ้างเป็นธรรมดา

 

ส่วนมากกว่านั้นยังไงเขาก็ไม่ยอม บอกแค่ว่าถ้าผมทำให้ขนาดเล็กลงไม่ได้ (ซึ่งผมทำไม่ได้แน่ๆ อยู่แล้ว) ก็ต้องให้เขาอยู่บน (หมายถึงเขาจะเป็นฝ่ายรุกน่ะครับ ไม่ใช่อยู่บนแบบที่ผมเคยพูดแซว) ผมก็เลยยังไม่เคยหลอกล่อเขาสำเร็จสักที ผมอุตส่าห์ไปศึกษามาอย่างดีแล้วนะ ไม่เคยจะยอมให้โอกาสได้แก้ตัวเลย ใจร้ายจริงๆ

 

 

 

 

“โจว...โจวโจว”

 

ระหว่างที่กำลังรอรับตั๋วหนังกันอยู่นั้น ก็มีเสียงทักดังมาจากด้านข้าง เจ้าของเสียงเป็นสาวสวยร่างเล็ก ผมยาวสีน้ำตาลอมทอง ผิวขาว แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดด้วยเสื้อเอวลอยสีเหลืองเลม่อน และกางเกงยีนส์ขาสั้น สวมรองเท้าสานส้นสูง ซึ่งผมมั่นใจว่าผมไม่เคยเจอเธอมาก่อน

 

คนที่เดินมาด้วยกันกับอีกฝ่ายเป็นเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ตัดผมรองทรงสั้นแบบผู้ชาย ดูจากการแต่งตัว บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นสาวหล่อ

 

พอรับตั๋วหนังเสร็จพวกเราก็ปลีกตัวกันออกไปคุยตรงมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนเดินผ่านนัก เพราะกลัวว่าจะกีดขวางทางคนอื่น

 

“บังเอิญจังเลย มาดูหนังกับแฟนเหรอคะ”

 

“ห๊ะ!! ว่านถิงว่าไงนะครับ” คนที่ยืนอยู่ข้างผมร้องถามเสียงหลง

 

“ถิงถามว่า โจวโจวมาดูหนังกับแฟนเหรอ ไม่ต้องเขินหรอก ถิงรู้มานานแล้ว ตั้งแต่งานแต่งพี่ชายโจวโจวแล้ว ยัยสามคนนั่นบอกว่าแฟนหนุ่มโจวโจวเปิดตัวอย่างแรงเลยนี่ สมน้ำหน้ายัยพวกนั้นชะมัด” พูดพลางหัวเราะเบาๆ และมีสีหน้าสะใจเล็กๆ เมื่อนึกถึง ยัยสามคนนั่น’ ซึ่งผมเดาออกได้ไม่ยากเลยว่า...สามคนไหน

 

“เดี๋ยวสิ ไม่ได้เปิดตัวสักหน่อย แล้วเขาก็ไม่ใช่แฟนโจวด้วย ว่านถิงต่างหากมากับใคร” บอกเต็มปากเต็มคำเชียวว่าผมไม่ใช่แฟน เจ็บปวดปนแอบน้อยใจนิดๆ เหมือนกันแฮะ

 

“นี่แฟนถิงเอง” สาวน้อย(ที่เคยเป็นคู่แข่งของผม) คล้องแขนเข้ากับสาวหล่อที่ยืนอยู่ด้วยกัน และแนะนำให้พวกเราได้รู้จัก ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งยิ้มมาให้แบบเสนอไมตรี ผมยิ้มตอบ แต่คนที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้...ใบ้รับประทานไปเรียบร้อยแล้วครับ

 

“ถิงขอโทษนะคะที่พึ่งจะมาบอก ก่อนหน้านี้ที่ถิงตัดสินใจคบหากับโจวโจว เพราะคิดว่าเราจะไปด้วยกันได้” เสียงหวานนั้นพูดระหว่างที่ลดมือลงไปกุมกับแฟนสาวสุดเท่ของเธอ ก่อนจะเอ่ยต่อ

 

“ถิงคิดว่า ถ้าเป็นโจวโจว ถิงอาจจะชอบผู้ชายได้ แต่ในที่สุดถิงก็รู้ว่ามันไม่ได้จริงๆ ยังไงถิงก็ไม่ได้ชอบผู้ชายอยู่ดี อ๊ะ..แต่ตอนที่เราคบกันถิงมีความสุขมากเลยนะ โจวโจวดูแลถิงดีมาก แม้จะไม่ค่อยมีเวลาให้ก็เถอะ เอาใจก็เก่ง แต่ถึงจะน่ารัก ยังไงโจวโจวก็เป็นผู้ชายอยู่ดี”

 

“...” คนที่น่ารักแต่ยังไงก็เป็น ผู้ชาย’ อยู่ดี ยังคงยืนฟังเงียบๆ จนผมใจไม่ดี เป็นห่วงกลัวว่าเขาจะเสียใจ กลัวว่าเขาจะร้องไห้

 

“ถิงยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น และตอนนี้ถิงก็มีความสุขมาก โจวโจวก็อย่าไปคิดมากเลย เกอเกอเขาอุตส่าห์จีบมาตั้งนานแล้วนี่ ถิงเห็นนะ ตอนที่เกอเกอสอน ทั้งสองคนก็มาด้วยกันตลอด ตอนนี้ขนาดเลิกสอนแล้ว เขายังมารับส่งที่มหาวิทยาลัยทุกวันอีกต่างหาก”

 

“...” เว่ยโจวยังยืนเงียบ ส่วนผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะไม่ได้รู้จักกับเธอมาก่อน เลยทำเพียงแค่ยิ้มและรับฟังอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว

 

“คนเราน่ะคู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก ต่อให้ทั้งโจวโจวและจิ่งอวี๋เกอเกอจะเป็นผู้ชายก็เถอะ ดูถิงสิ ยังไม่เห็นจะแคร์อะไรเลย เราแคร์คนที่เขารักเรา และใส่ใจคนที่เรารักเขาก็พอแล้ว จริงไหมคะ” พูดพลางปล่อยมือจากแฟนสาวสุดเท่ของตัวเอง เอื้อมมือมาจับมือคนที่ยังยืนเงียบอยู่ข้างผม

 

“ถ้าเรารักแล้ว เราจะไม่สนหรอกว่าเขาเป็นยังไง เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถิงรู้นะว่าโจวโจวก็ชอบเกอเกอ ไม่อย่างนั้นไม่ยอมมาดูหนังด้วยสองต่อสองแน่ๆ เมื่อก่อนเห็นโดนหนุ่มๆ ที่มอจีบทีไร โจวโจวท้าต่อยกับเขาทุกคนเลยนี่” เธอยังพูดแซวยิ้มๆ และแกว่งมือของแฟนผมไปมาเบาๆ

 

“รีบรู้ใจตัวเองเร็วๆ นะ ถิงสงสารจิ่งอวี๋เกอเกอ แล้วก็ขอให้มีความสุขกันมากๆ นะ ขอถิงกอดโจวโจวทีได้ไหม เกอเกออย่าโกรธนะคะ” เธอหันมาขออนุญาตผม ก่อนจะดึง คนน่ารัก’ ของผมเข้าไปกอด

 

ซึ่งเว่ยโจวเขาก็ยอมให้อีกฝ่ายกอดโดยไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด และกอดตอบเธอด้วยเหมือนกัน โดยที่แฟนของว่านถิงก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

“ดูหนังให้สนุกนะคะ ไว้เจอกันค่ะ” พูดจบเธอก็จูงมือสาวเท่หวานใจของเธอ ซึ่งอีกฝ่ายโบกมือเป็นเชิงลาเราสองคนเล็กน้อย ก่อนจะพากันเดินจากไป ทิ้งให้คนที่พึ่งตกเป็น อดีตแฟน’ ยืนค้างอยู่แบบนั้น

 

“เอ่อ...โจวโจวครับ ยังจะดูหนังอยู่ไหมครับ” ผมก้มลงไปถามคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง

 

“ดูสิ เกอเกอไม่อยากดูแล้วเหรอ” เงยหน้าขึ้นมาตอบ แม้จะมีรอยเศร้าในสีหน้าและแววตาอย่างเห็นได้ชัด แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังดูเกือบจะปกติดี ผมเลยเบาใจขึ้นมานิดหน่อย จากนั้นเราก็พากันเดินขึ้นไปยังชั้นโรงหนัง

 

 

 

 

“เกอเกอเห็นเหมือนผมใช่ไหม” ระหว่างนั่งรถกลับจนใกล้จะถึงทางเลี้ยวเข้าคอนโดฯ คนที่นั่งเงียบข้างผมมาตั้งแต่ออกจากโรงหนังก็เอ่ยถามเสียงเรียบ

 

“เห็นอะไรครับ” คือเห็นหลายอย่างจนย่อยข้อมูลแทบไม่ทัน ไม่รู้ว่าเขาจะถามถึงสิ่งที่เห็นในเรื่องเดียวกันไหม

 

“เห็นว่าว่านถิงเขามีความสุข”

 

“ก็..ครับ พี่เห็น” ผมตอบไปตามที่คิด และรู้สึกได้จากท่าทีของอดีตแฟนสาวของแฟนหนุ่ม

 

“เอาเถอะ อย่างน้อยก็ดี ที่ผมไม่ได้ทำให้เขาร้องไห้”

 

“แล้วโจวโจวล่ะ ร้องไห้หรือเปล่า” ผมถามเสียงอ่อนทั้งที่ไม่ได้หันหน้าไปมอง

 

“เสียใจนะแต่ไม่ร้องหรอก อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ทำให้ใครต้องเจ็บอีก นอกจากตัวเอง”

 

“ผิดแล้วครับ โจวทำพี่เจ็บนะ ที่บอกว่าพี่ไม่ใช่แฟน” ผมพูดจบคนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็หันมามองหน้าทันที

 

“...ผม...ขอโทษนะ”

 

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ พี่เจ็บก็จริง แต่พี่ไม่ได้โกรธโจวโจวนะ” ผมพูดก่อนจะเอื้อมมือไปวางบนศีรษะของอีกฝ่ายแล้วลูบเบาๆ เพียงเท่านั้นคนที่บอกว่าไม่ร้องไห้ก็น้ำตาร่วงเผาะ ทำเอาผมตกใจจนแทบจะเหยียบเบรกมิด

 

“ผมขอโทษ”

 

“ไม่เอาไม่ร้องนะครับ คนเก่งที่เคยเถียงพี่ฉอดๆ ไปไหนแล้ว หืม” ผมบอกและเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายเบาๆ หลังจากที่จอดรถเข้าที่เรียบร้อย เมื่อกลับถึงคอนโดฯ พอดี

 

คนน่ารักของผมหันมาค้อนให้นิดหน่อยที่ถูกแซว ก่อนจะเช็ดน้ำตาตัวเอง จากนั้นเราก็ล็อครถแล้วขึ้นลิฟต์กลับห้องกันตามปกติ

 

“โจวโจวง่วงหรือยัง คุยกับพี่ก่อนได้ไหม”

 

“ง่วงแล้ว” คนที่ถูกผมรั้งข้อมือไว้ทันทีที่เข้าห้องตอบ ก่อนพยายามจะดึงแขนออก เพื่อเดินหนีเข้าห้องนอน แต่ผมไม่ได้ปล่อย

 

“พี่ขอเวลาไม่นาน...นะครับ” ไม่รู้เพราะเสียงออดอ้อน ยิ้มหวานประจบ หรือท่าทางนุ่มนวลของผม ที่ทำให้อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธออกมาอีก ผมเลยจูงเขามานั่งที่โซฟา

 

 

 

 

“พี่ขอโทษนะครับที่ทำให้โจวโจวร้องไห้”

 

“ไม่ใช่ความผิดของเกอเกอหรอก แต่ถ้าจะโทษ มันเป็นเพราะความใจดีของจิ่งอวี๋เกอเกอต่างหาก ผมถึงร้องไห้น่ะ” เป็นงั้นไป

 

“ถ้าอย่างนั้นโจจวใจดีกับพี่บ้างจะได้ไหมครับ”

 

“ทุกวันนี้ผมใจร้ายกับเกอเกอมากเลยหรือไง” เสียงเริ่มดังขึ้นมานิดหน่อย

 

“ก็ใจร้ายนะ แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่พี่ทนรับไหว” ผมบอกพลางส่งยิ้มให้ ทำเอาอีกฝ่ายค้อนขวับ

 

“ตอนนี้แฟนสาวโจวโจวเหลือกี่คน” ผมถามออกไป แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือให้เจ้าของได้เดินหนีตอนนี้แน่

 

“เหลือกะผีนะสิ ไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาห่วงผมหรอก สาวๆ เฟรชชี่น่ารักๆ ในมอเพียบ เดี๋ยวผมก็หาใหม่ได้เองแหละ”

 

“ถ้าตอนนี้ไม่มีใครแล้ว รับพี่ไว้พิจารณาสักคนไม่ได้หรือ ก่อนหน้านี้พี่อาจจะไม่ได้คาดคั้นหรือบังคับให้โจวโจวรับรักพี่ เพราะรู้ตัวดีว่ามาทีหลัง แถมยังเป็นผู้ชายตัวโตอย่างกับหมีควายอีก ไม่น่ารักเหมือนบรรดาอดีตแฟนสาวทั้งหลายของเรา” ผมพูดประชดนิ่มๆ เล่นเอาคนเคยมีแฟนสาวน่ารักมากมายหลุดหัวเราะคิกทั้งที่ตายังแดงอยู่

 

“อืม...จะรับไว้พิจารณาก็ได้ ยังไงเกอเกอก็เป็นคิงข้าวหลามตัดของผมนี่นา” ตอบพลางยักคิ้วกวนๆ ส่งมาให้ น่ารักน่าจับฟัดจริงๆ

 

“เป็นแฟนกับพี่นะครับ” ผมถามเสียงเบา แต่คนถูกถามตอนนี้หน้าแดงหนักมาก

 

“เกอเกอคิดว่าจะทนความเจ้าชู้ของผมได้เหรอ”

 

“ก็ทนมาตั้งแต่รู้ตัวว่าคิดไม่ซื่อกับเราแล้วล่ะ และคิดว่าทนไปอีกตลอดชีวิตก็ไม่มีปัญหา ก็พี่รักของพี่นี่นา แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า ถ้ารับรักพี่แล้ว พี่ไม่ยอมให้โจวโจวไปมีคนอื่นหรอกนะ เพราะพี่ขี้หึง ไม่ต้องห่วงนะ โจวโจวจะไม่ต้องทนกับความขี้หึงของพี่...ถ้าโจวโจวไม่เจ้าชู้”

 

“โห...งั้นไม่เอาอ่ะ”

 

“ใจร้ายกับพี่อีกแล้วเนี่ย ถ้าโจวโจวปฏิเสธพี่จะบังคับอะไรได้ คงทำได้แค่เสียใจ และรอต่อไปอย่างไม่มีความหวังก็เท่านั้น พอจะรู้ตัวแหละว่าไม่ใช่สเป็คเรา แค่เกิดเป็นผู้ชายก็พลาดไปทั้งชีวิตแล้ว”

 

“ดราม่าเชียวนะเกอเกอ เอาเถอะ เห็นแก่ที่เกอเกอดูแลผมโคตรดี ตามใจผม เอาใจผม คอยอยู่ข้างผม และ..รักผม แค่พลาดเป็นผู้ชาย ผมจะมองข้ามไปก็แล้วกัน งั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จิ่งอวี๋เกอเกอเป็นแฟนผม ผมไปนอนได้ยังครับคุณแฟน” แฟนหมาดๆ ของผมถาม และทำท่าจะถอยหนีเมื่อเห็นว่าผมมองเขาแบบไหน

 

“เรื่องอะไรล่ะ”

 

“โอ๊ย!! เกอเกอปล่อยผมเลยนะ แล้วก็เลิกมองหื่นๆ แบบนั้นสักที โคตรน่ากลัว”

 

“ยอมให้พี่จูบดีๆ แล้วพี่จะปล่อยให้ไปนอน”

 

“เรื่อง” เว่ยโจวพูดจบก็ผลักให้ผมเอนหลังไปจนติดโซฟา แต่คนที่ผมคิดว่าจะลุกหนีกลับก้มตามลงมา..จูบผม!!!

 

หลังจากหายอึ้งผมก็จูบตอบ ปล่อยมือจากข้อมือของคนที่ตอนนี้นั่งอยู่บนตักผม เอื้อมไปกอดรั้งเอวอีกฝ่ายให้ขยับมาใกล้มากขึ้น ส่วนมือซ้ายเลื่อนขึ้นไปรั้งท้ายทอยของเขาไว้ เมื่อคนด้านบนทำท่าจะผละออก

 

จูบของคนน่ารักนั้นช่างอบอุ่น หวานละมุน นิ่มนวล แต่เมื่อผมไม่ยอมปล่อยแม้ว่าจะจูบกับเขามานานแล้วก็ตาม คนด้านบนจึงทุบแรงๆ ที่ไหล่ผมสองสามที ซึ่งก็เจ็บเอาการอยู่

 

“นิดเดียวก็พอแล้วเกอเกอ อย่าเยอะ ผมสึกหรอหมด หล่อๆ แบบนี้ค่าตัวแพงนะจะบอกให้” ทำเป็นพูดดีทั้งที่หน้าแดงไปจนถึงหูแล้ว

 

“แพงแค่ไหนก็สู้ครับ อย่าถามนะว่าสู้แค่ไหน เพราะพี่สู้แค่ล้มละลายหมดตัวเท่านั้นเอง”

 

“เกอเกอกลับไปปากหมะ...เอ๊ย ปากร้ายกับผม เหมือนตอนยังไม่ถูกกันเถอะ หวานๆ แบบนี้ผมทำตัวไม่ถูกว่ะ” ทำเอาผมหัวเราะเบาๆ

 

“ไม่เอา พี่ชอบเวลาโจวโจวเขิน น่ารักจะตาย” พูดจบอีกฝ่ายเลยขึงตาใส่แก้เขิน

 

“โอเค วันนี้พอแค่นี้ก็ได้ ไนท์ ไนท์ นะครับ” ผมพูดก่อนจะขยับเข้าไปหา แต่คนรู้ทันรีบดีดตัวลุกขึ้นจากตักผมอย่างรวดเร็ว

 

“ไม่ต้องมามั่วไนท์คิสเลยเกอเกอ แค่จูบเมื่อกี้ก็เลยเถิดแทบจะถึงขั้นเสียตัวแล้ว ไปไกลๆ ผมเลย”

 

“ใจร้ายกับพี่จัง”

 

“ไม่ต้องมาอ้อน ไปนอนไป๊” แฟนหนุ่มโบกมือไล่ผม และเดินหนีเข้าห้องตัวเองไปเลยครับ

 

ผมได้แต่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวแบบโคตรมีความสุข ทีนี้ก็จะตอกหน้าคุณชายสวี่เว่ยหลางได้แบบเต็มปากเต็มคำสักที ว่าเป็นแฟนหนุ่มของน้องชายสุดที่รักของมันเต็มตัวแล้ว ฟังมันกัด แขวะ แทะ เลาะ เล็ม จนกระดูกผมกร่อนไปหมดทั้งตัวแล้วเนี่ย

 

TO  BE  CONTINUE…

 

ว่าไงครับ รักแฟนสาวคนสุดท้ายของชายสวี่กันเหมือนอย่างที่ผมรักเธอหรือเปล่า

 

ชายหวงกับชายสวี่หวานกันแล้วใช่ม๊า อย่าพึ่งเลี่ยนตายกันเสียก่อนนะครับ อีก ตอนก็จบแล้ว ทนอ่านเป็นเพื่อนผมก่อนนะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #26 banztzu1b (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 16:10
    โอ๊ยยยยว่านถิง ฉันรักเธอออออ
    เป็นแฟนกันแล้ววววว จะหวานขนาดไหนน้าาาาา
    #26
    0