ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 21 : หวงจิ่งอวี๋...หมอนี่เนี่ยนะ เนื้อคู่ผม!!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ม.ค. 60

ตอนที่ 21 หวงจิ่งอวี๋...หมอนี่เนี่ยนะ เนื้อคู่ผม!!!

 

ในที่สุดการเดินทางเที่ยวทะเลไทยของผมกับเดอะแก๊งก็มาถึง พวกเรานัดเจอกันที่สนามบินผู่ตงตอนบ่ายสามโมงครึ่ง เพราะซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบินเซี่ยงไฮ้แอร์ไลน์ รอบเวลา 18.30 น. ไว้

 

หลังจากกลับมาจากปักกิ่ง ผมก็พักที่บ้านตลอด แม้ตอนขับรถไปส่งผมที่บ้านในเย็นวันถัดมา พี่จิ่งอวี๋มันจะบ่นเบาๆ ว่าผมใจร้าย แต่มันก็ไม่ได้ขัดใจผม

 

แน่ละสิคนกำลังสติไม่ค่อยจะดีจากการอกหัก ขืนให้ผมนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่คอนโดฯ คนเดียวตอนมันไปทำงาน ผมก็เครียดจนประสาทกินตายกันพอดี

 

แล้ววันนี้ที่ผมเจอเพื่อนพี่ชายที่สนามบินด้วยนี่ คืออะไรวะครับ

 

“เกอเกอมาทำอะไรเนี่ย” ผมถามหลังจากเห็นคนตัวโตยืนหล่อเด่นเป็นสง่า รวมกลุ่มกับเพื่อนผมครบทุกคน ผมไม่ได้มาช้านะครับ ตรงเวลามากที่สุดไม่สายสักนาที แต่พวกมันสี่คนมากันเร็วไปต่างหาก

 

“อ้าว กูลืมบอกมึงเหรอ ว่าจิ่งอวี๋เกอเกอจะไปเที่ยวหลีเป๊ะกับพวกเราด้วย งั้นบอกตอนนี้เลยก็แล้วกัน รู้ไว้ซะ” ถิงถิงหันมาบอกผมอย่างเผด็จการ ก่อนจะหันไปจูงมือกับซื่ออิงที่ยืนยิ้มกริ่ม พากันเดินนำไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินเพื่อออกบัตรโดยสารและโหลดกระเป๋า เสี่ยวหมิงกับเจียหลงเดินตามสองสาวไปติดๆ

 

ผมหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทของพี่ชายอย่างไม่อยากจะเชื่อ อีกฝ่ายได้แต่หัวเราะเสียงทุ้มน่าฟัง และดันหลังผมให้ออกเดินตามเพื่อนไป

 

แล้วที่หน้าเคาน์เตอร์พวกผมได้ขยับมานั่งในแถว LONG LEG เพราะรอยยิ้มหล่อกระชากใจของไอ้พี่จิ่งอวี๋ที่ส่งให้เจ้าหน้าสาวที่หน้าเคาน์เตอร์ เนื่องจากมันบอกว่าแถวอื่นมันนั่งไม่สบาย เพราะตัวเองขายาว ซึ่งมันก็จริงอ่ะนะ พวกผมเลยรอดตายจากการนั่งเข่าติดเบาะหน้า เพราะมารยาของผู้ชาย (ตัวควายๆ อย่างมัน)

 

เข้าไปในเกทพวกเราก็แยกกันเดินดูของกันเรื่อยเปื่อย คนตัวโตยังคงเดินตามผมต้อยๆ แต่ผมไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่ายสักคำ จนขึ้นเครื่องแล้วผมก็เอาแต่เงียบ จนคนข้างๆถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะชวนหันมาคุย

 

“โกรธหรือครับที่พี่ไม่ได้บอกโจวโจวก่อนว่าจะขอไปเที่ยวด้วย” ไม่พูดเปล่าแต่ยังเอื้อมมือมากุมมือผมไว้อีกต่างหาก

 

“เปล่า อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียดหรอก” ประชดและพยายามดึงมือตัวเองออก ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าผมจะงอนมันไปทำไมเหมือนกัน เดี๋ยวนะ...ผมงอนไอ้พี่จิ่งอวี๋!!!

 

“แบบนี้เรียกโกรธ อย่าใจร้ายกับพี่นักสิครับ” น้ำเสียงออดอ้อนมาก แต่นัยน์ตาพราวระยับนี่ไม่ได้ดูสำนึกผิดเลยสักนิด นี่ไม่รู้ว่าแอบไปวางแผน หรือติดสินบนบรรดาเพื่อนสาวผมไว้ตั้งแต่ตอนไหน ถึงได้ติดสอยห้อยตามกันมาได้ขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าจะโกรธเพื่อน หรือโกรธคนหน้าหล่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ดี

 

เมื่อเห็นผมขึงตาใส่ คนชอบลวนลามเลยยอมปล่อยมือผม แบบที่ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่ค่อยจะเต็มใจนัก เพราะไอ้คนที่นั่งถัดไปจากพี่จิ่งอวี๋ และสามคนที่อยู่เบาะถัดไปฝั่งตรงข้าม เริ่มหันมามองแถมพากันอมยิ้ม และหันไปกระซิบกระซาบกันอย่างสนุกปาก

 

นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งต้องรักษามารยาททางสังคม พวกมันคงไม่ปล่อยให้ผมรอดชีวิตจากการถูกแซวจนเขินตายมาได้หรอก

 

แต่ดูจากสายตาบรรดาเพื่อนๆ ผมว่าพวกมันจะเปิดปากพูดหรือไม่ ก็ไม่ได้ต่างกันหรอกนะ ว่าแล้วก็ตวัดค้อนใส่คนที่ชอบสรรหาเรื่องมาให้ผมปวดหัว รัดเข็มขัดและเข้าสู่ห้วงนิทราในบัดดล

 

 

 

 

มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มกระซิบดังอยู่เหนือศีรษะ และแรงเขย่าเบาๆ ที่ไหล่ ผมลืมตางัวเงียพบว่าโลกเอียงเล็กน้อย เพราะว่าหลับเอนไปซบไหล่คนที่นั่งติดกัน จากนั้นไม่นานเครื่องก็ลงจอดสนิทที่สนามบินสุวรรณภูมิ

 

พวกเราหอบหิ้วกระเป๋าตัวเองลงไปที่ชั้นหนึ่งของสนามบิน เพื่อหาแท็กซี่ไปโรงแรมที่พักที่จองไว้ใกล้ๆ สนามบินดอนเมือง เพื่อต่อไฟล์ทบินภายในเช้าวันพรุ่งนี้

 

ห้องพักที่เราตกลงกันก่อนเดินทางคือ หนึ่งทวินของสองสาว และหนึ่งทริปเปิลของสามหนุ่ม แต่มาวันนี้ห้องมันกลับเปลี่ยนตามจำนวนของสมาชิกผู้เดินทาง คนซวยที่ต้องจับคู่กับส่วนเกินก็ผมนี่แหละ

 

หลังจากได้กุญแจห้องแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันพักผ่อน เพราะว่าเที่ยงคืนกว่าแล้ว

 

อะไรก็ไม่ทำให้ผมช็อกเท่า เปิดประตูเข้าไปในห้องพักตัวเองแล้วเจอ...เตียงดับเบิล...ทำเอาผมหันไปมองหน้าผู้ร่วมห้อง ที่ยืนกัดริมฝีปากตัวเองยิ้มเบาๆ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ และรีบลากผมเข้าห้องแล้วปิดประตู ไม่รู้ว่านี่เป็นแผนไอ้พี่จิ่งวาฬ หรือแผนวายๆ ของไอ้สองสาวคู่นั้น ฝากไว้ก่อนเถอะ เฮอะ

 

เพราะว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้ที่จีนยังหนาวมาก แต่ว่าที่เมืองไทยกลับร้อนมาก ดีที่ผมเอากางเกงขาสั้นมาสองสามตัว ไม่อย่างนั้นคืนนี้ผมคงต้องแก้ผ้านอนอ่ะ เพราะชุดนอนที่เอาติดมานั้น อยากจะโยนทิ้งมันเสียเดี๋ยวนี้ เสื้อกันหนาวตัวหนาที่ใส่มาจากเซี่ยงไฮ้ ถึงกรุงเทพฯ นี่แทบจะถอดทิ้ง ถ้าไม่ติดว่าขากลับต้องใส่อีกรอบอ่ะนะ

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมก็ออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้น ตอนนี้แอร์ในห้องเย็นแล้วเพราะพี่จิ่งอวี๋มันเปิดไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามา

 

พาดผ้าเช็ดตัวผึ้งไว้เรียบร้อย ผมก็คลานขึ้นเตียง มุดผ้าห่มแล้วหลับไปแทบจะทันที โดยที่เพื่อนร่วมห้องไม่ได้ชวนคุยอะไร แค่เดินมา Good night kiss เบาๆ จนผมต้องขึงตาใส่ แต่ถามว่ามันสนใจไหม เปล่าเลยครับ

 

 

 

 

เช้าวันถัดมาพวกเราลงไปกินมื้อเช้ากันที่ห้องอาหารของโรงแรม ก่อนจะเดินทางไปสนามบินดอนเมือง เพื่อนั่งเครื่องไฟล์ทภายในไปสู่สนามบินหาดใหญ่

 

หลังจากเครื่องแลนดิ้งและพวกเราได้รับกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้ว คณะเราหกคนก็ออกมาตามหาคนขับรถที่มารอรับหน้าอาคารผู้โดยสาร

 

เมื่อเจอคนขับเรียบร้อยแล้วพี่เขาก็เดินนำพวกผมไปที่รถ ซึ่งก็น่าแปลกที่มันเป็นรถตู้วีไอพีสิบที่นั่งอย่างหรูเชียว ไหนว่าจะเที่ยวแบบประหยัด

 

“ไหนมึงว่าประหยัดงบไงวะถิงถิง รถตู้วีไอพีส่วนตัวนี่ไม่จัดว่าประหยัดนะกูว่า” ผมยื่นหน้าไปถามเพื่อนสาวที่นั่งเบาะแถวหน้าคู่กับซื่ออิง ส่วนผมถูกลากให้นั่งแถวกลางกับพี่จิ่งอวี๋สองคน ส่วนเสี่ยวหมิงกับเจียหลงครองเบาะด้านหลัง ส่วนไหนที่ว่างก็เอาไว้วางกระเป๋าเดินทางของพวกเรา

 

“รถฟรีว่ะ” ถิงถิงหันมาตอบพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ อ่ะนะ ถ้าคนอื่นไม่มีปัญหา ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะทริปนี้ถิงถิงกับซื่ออิงเป็นคนจัดการ พวกผู้ชายอย่างผมสามคน อ้อ...มีติ่งตัวโตๆ ที่นั่งตัวติดผมเป็นตังเมอีกหนึ่ง เป็นช้างเท้าหลัง จึงไม่(กล้า)มีปัญหาอะไรกับสาวๆ หรอก นั่งรถอยู่นานเป็นชั่วโมงพวกผมก็มาถึงท่าเรือ

 

และที่ทำให้ดับเบิลงงกับทริปสุดประหยัดอีกรอบก็คือ แทนที่จะนั่งเรือสปีดโบ๊ทรวมไปกับชาวบ้าน เหมือนตอนที่ถิงถิงกับซื่ออิงมันร่ายรายการให้ฟังหลังจากวางแผนเสร็จ พาหนะของพวกเรากลับเป็นเรือยอร์ชขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไปที่ดูดีมีชาติตระกูลมาก สำหรับกรุ๊ปส่วนตัวของพวกผมเท่านั้น

 

คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่งง เสี่ยวหมิงกับเจียหลงก็ดูงุนงงไม่แพ้กัน พวกเราผู้ชายสามคนเลยมองหน้ากันแบบอึ้งๆ

 

“กูไม่ได้งบเยอะขนาดจะมานั่งเรือยอร์ชส่วนตัวนะโว้ยถิงถิง ยังแบมือขอเงินพี่ๆ ใช้อยู่” ผมประท้วงเพื่อน เมื่อเห็นว่าท่าทางหรูแบบนี้ งบบานปลายหูฉี่แน่ อีกอย่างที่พูดมามันก็เรื่องจริงนี่ครับ ผมยังขอเงินที่บ้านใช้อยู่ แต่ไม่ค่อยได้ขอเงินพ่อแม่หรอก ส่วนใหญ่ค่ากิน ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายประจำวัน ก็เงินพี่ชายสุดหล่อทั้งสามคนนั่นแหละ

 

“เรือฟรีว่ะ” ถิงถิงหันมาตอบผมด้วยประโยคเดิม และยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดิมเป๊ะ แถมเพิ่มเติมด้วยการยักคิ้วส่งมาให้อีกสองครั้ง

 

“เออ ฟรีก็ไม่ว่าหรอก แต่ถ้ามาเก็บเงินทีหลังกูเบี้ยวแน่มึง” ผมบอกเพื่อนก่อนจะเดินลงเรือ

 

“ไปหลอกล่อเรือใครมาวะ กูพึ่งรู้นะว่าแม่งแอบซุ่มกิ๊กรวยไว้ที่เมืองไทย มีแฟนไม่เคยบอกเพื่อนบอกฝูง” หลังจากวางกระเป๋าแล้ว ผมก็หันไปถามด้วยความสงสัย

 

“ไม่ใช่แฟนกู เรือลำนี้อนาคตเพื่อนเขยเขาจัดให้ว่ะ” ถิงถิงตอบก่อนจะหันไปมองหน้าซื่ออิง แล้วพวกมันก็หัวเราะกันคิกคักอยู่สองคน ผมเลยหันไปมองหน้าเจียหลง

 

“มึงแอบรวยเว่อร์ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยเจียหลง” คือบ้านเจียหลงมันมีฐานะอยู่ครับ แต่ผมไม่คิดว่าจะรวยเว่อร์ขนาดเหมาเรือยอร์ชส่วนตัวเป็นว่าเล่นอ่ะ

 

“ไม่ใช่กู ไอ้ห่า”

 

“แสดงว่าซื่ออิงมีชู้สินะ” ผมหันไปจับผิดเพื่อนสาวอีกคน

 

“ไม่ใช่กิ๊กฉันสักหน่อย” ซื่ออิงพูดจบ ก็พอดีกับที่มีผู้ชายสองคนคนเดินเข้ามาหากลุ่มพวกเรา พร้อมกับข้าวของ พวกเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ต่างๆ เยอะมากเท่าที่พวกพี่เขาจะถือไหวอ่ะ

 

“มีกันแค่นี้ใช่ไหมครับคุณจิ่งอวี๋” พี่คนใส่เสื้อสีน้ำเงินถามพวกเราเป็นภาษาจีนกลางที่ค่อนข้างชัดเจน

 

“ครับเกอเกอ” คนถูกถามตอบ

 

“จะเที่ยวก่อนหรือจะเข้าที่พักเลยครับ”

 

“ยังไม่เหนื่อยกันเท่าไหร่ เที่ยวเกาะไข่กับเกาะตะรุเตาก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยเข้าที่พัก” เท่านั้นผมก็เข้าใจทันที รู้และว่าใครเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทริปนี้

 

ว่าแต่ที่ถิงถิงกับซื่ออิงมันว่า เรือลำนี้อนาคตเพื่อนเขยมันจัดให้!!!

 

“เพื่อนเขยบ้านมึงนะสิถิงถิง” ผมหันไปโวย แต่เพื่อนทั้งสี่ตัวของผมกลับฮากันลั่น ส่วน อนาคตเพื่อนเขย’ ของไอ้ถิงถิง ได้แต่ยืนส่งยิ้มสวย แถมสายตาหวานจนน่าเลี่ยนตายมาให้ผม

 

สุดท้ายสองคนมาใหม่ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ก็มองพวกเราแบบงงๆ ก่อนที่ทุกคนจะแนะนำตัวกันเล็กน้อย ได้ความว่าไกด์ของเราชื่อพี่เก่ง ส่วนคนขับเรือให้พวกผมตลอดทั้งทริปชื่อพี่ชัย(คนนี้พูดจีนไม่ได้ครับ) คนขับกับเรือกับไกด์น่ะเอา แต่คนจ่ายค่าเรือ..ไม่เอาได้ไหมอ่ะครับ

 

 

 

 

ระหว่างที่นั่งเรือชมวิวอยู่นั้น สองสาวเขาก็ผลัดกันละเลงครีมกันแดดบรรดามี ที่ขนเตรียมกันมาหลายขนาน ธรรมดาของผู้หญิงที่จะรักสวยรักงามนี่ครับ

 

แต่ไอ้คนที่มาสะกิดผมที่กำลังเพลินเพลินกับวิวท้องฟ้าสีคราม และทะเลสีเข้มสุดลูกหูลูกตาให้หันไปหา แล้วยื่นครีมกันแดดมาให้นี่คืออะไร ผมไม่ใช่ผู้หญิง ไม่กลัวไหม้ไม่กลัวดำโว้ย

 

“ไม่เอาอ่ะ มันเหนียวตัว” ผมตอบก่อนจะขยับแว่นกันแดดให้เข้าที่ แล้วหันหน้าออกไปมองวิวนอกเรือต่อ

 

“ไม่เอาไม่ได้ครับ แดดแรงขนาดนี้เดี๋ยวผิวไหม้ อย่าดื้อ” พูดด้วยระดับเสียงทุ้มเข้มกว่าปกตินิดหน่อย แต่สายตามันนี่คือบังคับ(ถึงมันจะใส่แว่นกันแดดแต่ผมดูออก) ยังไม่ทันที่ผมจะเถียงพ่อจิ่งอวี๋ ก็มีเสียงแทรกเข้ามาขัดจังหวะ

 

“ทาๆ ไปเลยมึงอ่ะโจวโจว เดี๋ยวหนังหน้าไหม้กลับไปอย่างตอนที่ไปเกาะไหหลำรอบที่แล้วอีกหรอก ไอ้นี่หลายรอบแล้ว เจ็บไม่เคยจำ เสี่ยวหมิง เจียหลง มึงสองคนน่ะทาด้วย เอ้า!! เอาอันนั้นทาหน้าไปก่อน อันทาตัวรอก่อน กูกับซื่ออิงยังไม่เสร็จ” ถิงถิงด่าผมจบ ก็เลยไปถึงเพื่อนหนุ่มอีกสองหน่อ และโยนครีมกันแดดในมือให้เสี่ยวหมิงกับเจียหลง ซึ่งสองคนนั้นก็รับไปทาแต่โดยดี ไม่รู้เพราะกลัวผิวไหม้ หรือเพราะรำคาญไอ้ถิงถิงบ่นเหมือนกับผม (แต่ผมว่าน่าจะอย่างหลัง)

 

“ก็เอามาสิ” ผมขึงตาใส่คนที่ทำให้ผมโดนเพื่อนด่า(พาล) ก่อนจะดึงครีมกันแดดในมืออีกฝ่ายมาถือไว้ ถอดแว่นกันแดดออกแล้วทาหน้าตัวเองแบบลวกๆ

 

แต่ดูเหมือนฝีมือของผมจะยังไม่น่าพอใจ เพราะคนที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ก้มลงมาใช้ปลายนิ้วช่วยเกลี่ยครีมกันแดดที่ผมทาแบบไม่ได้ใส่ใจนั้นให้ทั่วใบหน้าแบบนุ่มนวล ทำเอาคนอื่นพากันกระแอมขัดคอ ผมเขินนะโว้ย แม่ง

 

นอกจากแม่แล้วผมก็ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายแตะต้องอะไรกับหนังหน้าตัวเองเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนพี่จิ่งอวี๋มันไม่ได้สะทกสะท้านเสียงแซว

 

เพราะหลังจากที่พอใจกับผลงานบนใบหน้าของผมแล้ว มันก็หยิบครีมกันแดดมาบีบใส่มือ เตรียมละเลงบนแขนของผม ที่โผล่พ้นเสื้อยืดแขนสั้นออกออกมา

 

“ไม่ต้องเลยเกอเกอ แปะแล้วก็เอามือออก ผมทาเอง” แล้วผมก็ปัดมืออีกฝ่ายออก เพราะเริ่มจะแคร์สายตาและปากหมาๆ ที่เตรียมอ้าปากแซวของเพื่อนทั้งสี่ตัว รวมถึงไกด์ของเราที่มองมายิ้มๆ

 

 

 

 

ดูเหมือนว่าเรื่องจะจบแต่ก็ไม่ เพราะคนที่เลิกสนใจแขนผมหันไปบีบครีมออกมา แล้วนั่งลงลูบไล้ไปที่ขาผมแทน ทำเอาผมตกใจจนแทบจะเตะอีกฝ่าย ความจริงก็เตะไปแล้วล่ะ แต่พี่จิ่งอวี๋มันมือไว จับเท้าผมไว้ทัน

 

“พี่ไม่อยากให้ผิวโจวโจวเสียนี่ครับ นั่งทาแขนไปอย่าเถียงพี่ อย่าบ่นด้วย” ทีนี้ละเสียงเข้มมาเชียว ไอ้เผด็จการเอ๊ย!!!

 

“กูว่านะ งานนี้น้ำทะเลจืด” เสี่ยวหมิงปกติมันไม่ค่อยออกปากแซวเท่าไหร่ แต่วันนี้กลับเปิดประเด็น จนคนอื่นๆ ดีดนิ้วเปาะ เป่าปากเฟี้ยวฟ้าว และหัวเราะตามอย่างเห็นด้วยสุดๆ

 

“ก่อนมาก็บ่นจะตายว่าอิจฉากูที่ได้มากับแฟน แต่ตอนนี้พวกกูสี่คนน่ะอิจฉามึงมาก” เจียหลงไม่มีปล่อยโอกาสให้ผมรอดชีวิต

 

“อิจฉาเหี้ยอะไรล่ะ” ผมด่าเพื่อน ก่อนจะพยายามขยับขาหนีคนที่เอาแต่นั่งยิ้มรับคำแซวชาวบ้านแบบไม่มีเถียงสักคำ

 

แต่ก็หนีไม่พ้นเพราะพี่จิ่งอวี๋มันจับข้อเท้าไว้แน่นเลย จนกระทั่งละเลงครีมบนขาทั้งสองข้างของผมจนพอใจแล้วนั่นแหละ มันถึงยอมปล่อยแต่โดยดี แล้วก็หันไปทาให้ตัวเองบ้าง แต่อย่าหวังเลยว่าผมจะไปช่วยทาให้ ฝันไปเถอะ

 

 

 

 

พวกเรานั่งเรือกันไปถึงเกาะไข่ โชคดีที่ตอนนั้นน้ำยังไม่ขึ้นจนท่วมเกาะ พวกเราเลยได้ลงไปเดินเล่น ถ่ายรูปกันที่ซุ้มประตูหิน ทรายขาวสะอาด น้ำทะเสใสไหลเย็น (แม้อากาศจะร้อนจนตับแทบระเบิดก็เถอะ)

 

พอลงจากเรือได้พวกเราก็เดินลุยน้ำไปจนถึงเกาะ จากนั้นซื่ออิงกับเจียหลงก็เดินไปหามุมเซลฟี่ตามประสาคู่รัก เสี่ยวหมิงกำลังจะเดินตามไปเป็นตากล้องให้ถิงถิง จนผมอดแซวไม่ได้

 

“พวกมึงสองคนนี่ยังไงวะ จีบกันอีกคู่หรือเปล่า กูจะได้ทำตัวถูก รู้สึกเป็นส่วนเกินสัดๆ ”

 

“เพราะพวกกูไม่อยากอยู่เป็นก้างจิ่งอวี๋เกอเกอกับมึงต่างหาก กูถึงได้ชวนกันไปแค่สองคน ไปเถอะค่ะที่รัก” ถิงถิงมันตอบมาอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะหันไปทำเสียงอ่อนเสียงหวานกับเสี่ยวหมิง ซึ่งดูก็รู้ว่ามันตั้งใจจะประชดประชันเพื่อกวนประสาทผม

 

ส่วนไอ้คุณเสี่ยวหมิงน่ะเหรอ เดินตามก้นถิงถิงต้อยๆ จนผมคิดว่ามันเป็นแฟนกันเข้าไปแล้วจริงๆ เสียอีกนะเนี่ย

 

ผมว่านะถ้าเกิดเป็นแฟนกัน แล้ววันนึงมันสองคนแต่งงานกันไปจริงๆ เสี่ยวหมิงมันต้องกลัวเมียแน่ๆ

 

“ไปถ่ายรูปกันเถอะครับ ชอบไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพี่ถ่ายให้” คนข้างตัวหันมาชวนผม หลังจากที่มันแอบยืนหัวเราะอยู่เบาๆ ตอนที่ไอ้ถิงถิงพูดประชดผม คงคิดว่าผมหูตึงละมั้ง อยู่ใกล้กันขนาดนี้ใครจะไม่ได้ยินวะ

 

แต่ผมก็เดินนำอีกฝ่ายไปหามุมถ่ายรูปเหมือนกัน วิวสวยเกินห้ามใจเสียขนาดนี้ และดูเหมือนว่าแค่ถ่ายรูปอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะคนที่เดินอยู่ข้างผมดันเอื้อมมาจับมือผม จูงเดินเล่นลอดซุ้มประตูหิน

 

ผมไม่ได้ยินยอมพร้อมใจนะ รักนวลสงวนตัวสุดๆ แต่ดึงมือไม่หลุด เลยจำใจต้องเดินตามคนแรงควายไป ท่ามกลางเสียงแซวจากอีกสองคู่ที่ถ่ายรูปอยู่ไม่ไกลกันนัก จนผมหันไปโวยไอ้คนที่มันยังไม่ยอมปล่อยมือ

 

“โอ๊ย..ปล่อยผมเลยเกอเกอ ผมโตเป็นควายแล้วไหม ไม่ต้องจับหรอก ผมไม่หลง เกาะก็เล็กแค่นี้”

 

“ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่า ที่พี่ยอมแค่จับมือนี่ ถือว่าพี่เห็นใจโจวโจวมากแล้ว เพราะกลัวว่าจะอายเพื่อนหรอกนะ ถ้าพี่จะจูบ แต่ปากร้ายกับพี่ขนาดนี้จูบปิดปากไปเลยน่าจะดีกว่า” สิ้นเสียงผมก็เด้งตัวออกห่างจากอีกฝ่ายเหมือนมีสปริง แต่ไอ้คนพูดนี่หัวเราะร่วนเลย

 

“เฒ่าหัวงูชัดๆ ” คราวนี้ผมแอบด่าเบาๆ กลัวมันพูดจริงทำจริงน่ะ ยิ่งหน้าด้านๆ อยู่ด้วย

 

“ว่าพี่แบบนี้...อย่าให้อยู่กันตามลำพังก็แล้วกัน” ซุ่มเสียงคาดโทษ จนผมเสียวสันหลังเบาๆ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรหื่นๆ ใส่ผมอย่างที่ขู่ เพราะพวกที่แยกคู่ไปถ่ายรูปกันจนสาแก่ใจเดินกลับมารวมตัวกันตรงซุ้มหินที่พวกผมสองคนยื่นอยู่เพื่อถ่ายรูปหมู่ โดยมีพี่เก่งโดดลงจากเรือมาช่วยถ่ายให้

 

จากนั้นพวกเราก็กลับไปขึ้นเรือ เพราะว่ายังมีจุดต่อไปให้เที่ยวอีก พวกเราก็นั่งเรือไปต่อกันที่เกาะตะรุเตา หลังจากจอดเรือเทียบท่าแล้ว ไกด์ของเราก็ไปติดต่อจ่ายค่าเข้าอุทยาน

 

ส่วนพวกผมเดินตัวปลิวเข้าไปเที่ยวบนเกาะกัน ก่อนจะเดินเลาะไปตามริมหาด น้ำทะเลใสสะอาดไล่จากสีใสไปเป็นเฉดสีฟ้าจนถึงน้ำเงินเข้ม หาดทรายทั้งขาวสะอาด ละเอียดนิ่มมือเมื่อได้สัมผัส สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ ครับ ของแบบนี้ต้องสัมผัสด้วยสายตาตัวเองเท่านั้น รูปถ่ายว่าสวยขนาดไหนยังสวยได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของจริงเลยด้วยซ้ำ

 

พวกเราทั้งคณะเดินเล่นถ่ายรูปกันเป็นร้อยรูปอย่างไม่มีเบื่อ เพราะไม่ว่าตรงไหนมันก็สวยไปหมด ก่อนที่จุดสุดท้ายเราจะเดินไปถ่ายเพื่อให้เห็นวิวเสาประภาคารเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไปในทะเล

 

ที่นี่ไม่ค่อยมีคนเล่นน้ำมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เขามาเรือประจำทางกัน อาจจะแค่มีแวะมาเที่ยวและถ่ายรูปเท่านั้น

 

ส่วนพวกผมน่ะเหรอ หลังจากถ่ายรูปกันจนสาแก่ใจ ก็เอากล้องฝากพี่เก่งไว้ แล้ววิ่งเข้าหาเกลียวคลื่นทันที เล่นน้ำกันอยู่นานเป็นชั่วโมง ก่อนจะขึ้นเรือต่อเพื่อไปเข้าที่พักบนเกาะหลีเป๊ะ

 

จากที่ฟังถิงถิงกับซื่ออิงบอกคร่าวๆ ก่อนเดินทาง พวกเราจะจองสองห้องพักแยกพักหญิงชาย และห้องพักก็เอาแบบไม่แพง ไม่ต้องซีวงซีวิว เอาไว้แค่ซุกหัวนอน พวกเราคงไม่ได้มานอนชมวิวตอนกลางวันอะไรกันอยู่แล้ว เพราะตามโปรแกรมจะไปดำน้ำดูปะการัง

 

แต่พอเอาเข้าจริง วันนี้เรากลับได้เป็นบังกะโลเดี่ยวสามหลังแบบซีวิวสุดหรู แถมที่พักก็บรรยากาศดีสุดๆ และที่แน่นอนที่สุดคือ ผมไม่ได้พักกับเพื่อนตามที่วางแผนมาแต่แรก

 

เพื่อนร่วมห้องก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนตัวโตที่กำลังลากกระเป๋าผมเดินนำไปฉับๆ นั่นแหละ เหมือนเมื่อคืนนี้เป๊ะ แต่ดีกว่าหน่อยที่คราวนี้มันเป็นเตียงทวิน

 

 

 

 

“โจวโจวไปอาบน้ำก่อนครับ แล้วค่อยออกมานอนพัก” เข้าห้องได้พี่จิ่งอวี๋ก็ออกปากไล่ผมให้ไปอาบน้ำ ซึ่งผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย เพราะเพลียแดด และวันนี้ก็เล่นน้ำมาจนเหนื่อย

 

อาบน้ำเสร็จก็นุ่งผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำตามความเคยชิน แต่พอได้สบตากับคนตัวโต ที่ยืนพิงกรอบประตูที่เปิดออกไปสู่ระเบียง ซึ่งเอาแต่มองผมโดยไม่ยอมหลบสายตา ทำให้รู้สึกว่าตัวเองพลาดอย่างแรง

 

ทำไมผมจะต้องอายกับสายตาผู้ชายด้วยกันแบบนี้ด้วยวะเนี่ย พี่จิ่งอวี๋แม่งก็จ้องเสียผมเขินเลย

 

“มองอะไรเกอเกอ ไปอาบน้ำสิ” โวยวายกลบเกลื่อน ก่อนจะรีบหาเสื้อผ้ามาสวมอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงเพื่อนพี่ชายหัวเราะเบาๆ ก่อนมันจะเดินเข้าห้องน้ำไป

 

จากนั้นผมก็พาตัวเองเดินออกไปนอนรับลมเย็นๆ ที่นอกระเบียง ซึ่งมีเก้าอี้ผ้าใบตั้งอยู่ แล้วก็นอนหลับไปแทบจะทันที

 

 

 

 

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะถูกเพื่อนร่วมห้องปลุกให้ลุกไปล้างหน้า พวกเรามีนัดกินข้าวเย็นกันตอนหนึ่งทุ่มที่ห้องอาหารของรีสอร์ท

 

เดินออกจากห้องก็เจอเข้ากับเจียหลงและเสี่ยวหมิง ที่อยู่บังกะโลถัดไปจากพวกผม ซึ่งทั้งสองคนกำลังเดินออกมาพอดี ผมไปเคาะห้องสองสาวแต่เงียบกริบ พวกเราสี่คนเลยเดินไปที่ล็อบบี้ แล้วก็เจอซื่ออิงกับถิงถิงกำลังถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน พวกผู้หญิงนี่พลังงานเยอะจริงๆ เลยให้ตายเหอะ

 

หลังจากจบมื้อค่ำพวกเราก็ไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ถ่ายหลักกิโลหลีเป๊ะ หาโรตี ชาชัก กินกันไปตามเรื่องตามราว ประมาณสามทุ่มก็กลับห้องพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยน้ำวันรุ่งขึ้น

 

 

 

 

วันนี้เราเดินทางกันด้วยเรือยอร์ชลำเดิม มีไกด์พี่เก่งและพี่ชัยประจำเรือเหมือนเดิม พอคนครบพวกเราก็ออกลุยทะเลอันดามัน

 

ระหว่างนั่งเรือก็เจอเข้ากับครีมกันแดดขวดที่ทำให้ผมเป็นประเด็นเมื่อวาน แต่วันนี้ผมจะไม่ยอมให้คู่กรณีทาให้แน่ เห็นสายตาของอีกฝ่ายมองแบบไม่น่าไว้ใจ และผมไม่สมควรทำตัวขัดใจมันอย่างแรง ผมจึงรับมาทาอย่างเต็มใจและตั้งใจเลยละ ผลงานออกมาดีมันจะได้ไม่ต้องยุ่งกับหนังหน้าและแขนขาของผม

 

พอเห็นว่าผมรับครีมมาทาและมองอีกฝ่ายแบบหวาดระแวงไปด้วย เจ้าตัวก็เอาแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ (แต่ผมดันได้ยิน) ผมเลยส่งค้อนไปให้ แทนที่จะสำนึกคนถูกค้อนกลับยิ้มกว้างมากกว่าเดิม แม่ง..

 

“ปกติกูเคยเห็นแต่สามีเกรงใจภรรยานะ แต่กับโจวโจวนี่ ท่าทางจะกลับกัน ภรรยาโคตรเกรงใจสามีเลย ชายสวี่คนแมนแม่งหือไม่ขึ้น”

 

“ถ้าภรรยาจะเจ้าชู้แถมปากร้ายแบบโจวโจว สามีเฮี้ยบๆ อย่างจิ่งอวี๋เกอเกอก็เหมาะสมแล้วแหละถิงถิง ไม่งั้นจะเอาเพื่อนเราอยู่ได้ไง” ซื่ออิงรีบเสริม

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอร้ายกาจมาก” เจียหลงกลัวจะน้อยหน้า เลยจัดมาอีกดอก ดีที่เสี่ยวหมิงไม่ได้ต่ออะไร มันก็แค่นั่งหัวเราะเบาๆ เอง น่าเตะให้ตกเรือจริงๆ

 

“สามีภรรยาบ้านมึงสิไอ้พวกนี้” ผมโวยเพื่อนหลังจากโยนครีมกันแดดกลับไปให้คนที่ตกเป็น สามี’ ของผม และก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนีไปที่ดาดฟ้าเรือ สี่รุมหนึ่งแบบนี้อยู่เถียงกับพวกมันไปก็มีแต่แพ้

 

“กูไม่คิดว่าจะมีวันนี้นะเนี่ย” เจียหลงพูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“วันไหนวะ” คราวนี้เสี่ยวหมิงหันไปช่วยรับส่งมุก

 

“วันที่จะได้เห็นคุณชายสวี่เว่ยโจวเขินใครจนหน้าแดงเถือกขนาดนี้ไง” พูดจบพวกมันก็กิ๊วก๊าวกันลั่นเรือ

 

“ไอ้เหี้ยเจียหลง!! กูไม่ได้เขิน!!!” ด่าเสร็จแล้วผมก็เดินหนีไปอย่างไว เดินขึ้นไปรับลมดาดที่ฟ้าเรืออยู่กับพี่ชัยสบายหูกว่าเยอะ เพราะพวกเราคุยกันไม่รู้เรื่องครับ ทำได้แค่ส่งยิ้มให้กันเท่านั้น

 

 

 

 

สามวันที่ผ่านมาพวกผมสนุกกันมาก แม้บางครั้งจะหงุดหงิดบ้างที่ต้องทนให้พวกไอ้เพื่อนทั้งสี่ตัวมันรุมกัด จิก แซว สารพัดเรื่องผมกับไอ้พี่จิ่งอวี๋ แถมคู่กรณีไม่ได้คิดจะแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ทำเพียงแค่หัวเราะกับยิ้มรับคำแซว ปล่อยให้ผมต้องเถียงฟาดปากกับเพื่อนอยู่ฝ่ายเดียว

 

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ เพื่อนพี่เว่ยหลางดูแลพวกผมดีมากๆ ไกด์กับกัปตันเรือก็น่ารักเทคแคร์ดีทุกอย่าง อาหารการกินไม่เคยขาดตกพกพร่อง ทั้งของคาวของหวาน นี่ถ้าไม่ได้ลงไปดำน้ำออกกำลังเผาผลาญแคลอรี่บ้าง ผมต้องอ้วนขึ้นหลายกิโลเป็นแน่

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกผมจะอยู่ที่นี่กัน เราเลยตกลงกันว่าคืนนี้จะปาร์ตี้กันทิ้งทวน เพราะปกติเข้านอนกันเร็วทุกคืน  เพื่อเก็บแรงไว้ดำน้ำวันถัดไป แต่พรุ่งนี้เราจะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ กันตอนบ่าย แล้วตอนดึกจะบินต่อกลับเซี่ยงไฮ้เลย ดังนั้นจะเมาแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา

 

ตอนเช้าพวกเราแวะดำน้ำที่ร่องน้ำจาบัง ดูปะการังหลากสีสัน ซึ่งพี่เก่งบอกว่าที่นี่เป็นจุดที่มีปะการังสวยที่สุดของทะเลแถบนี้

 

เพราะว่ายน้ำไม่ค่อยเป็น ผมเลยสวมชูชีพลงน้ำ เกาะเชือกค่อยๆ ว่ายไปดำดูปะการัง ตรงนี้น้ำค่อนข้างเชี่ยว พวกเราต้องเกาะเชือกไว้เพื่อจะได้ไม่ไหลไปตามแรงน้ำพัด

 

ปะการังอ่อนหลากสีสันสวยสะดุดตา เสียแต่ว่ามันอยู่ลึกไปหน่อย อิจฉาพี่จิ่งวาฬกับเสี่ยวหมิง สองคนนี้ว่ายน้ำเก่งอย่างกับปลาแน่ะ ดำลงไปจนหน้าแทบจะทิ่มกอปะการัง ผมเลยใช้เพื่อนไปถ่ายรูปปะการังใต้น้ำให้เสียเลย ไหนๆ มันก็ลงไปได้ลึกขนาดนั้น ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยจริงไหมครับ

 

ส่วนผม ซื่ออิง กับถิงถิง มีไกด์พี่เก่งคอยตามประกบอย่างใกล้ชิด ส่วนเจียหลงก็ว่ายน้ำวนเวียนอยู่แถวกลุ่มเรา ดำน้ำดูปะการัง และคอยถ่ายรูปให้คุณนางแบบทั้งสองเป็นระยะ

 

“อยากลงไปดูข้างล่างใกล้ๆ ไหมครับ” คนที่พุ่งขึ้นจากน้ำมาโผล่ใกล้ๆ ถามเสียงนุ่ม

 

“ไม่เอาอ่ะ ผมว่ายน้ำไม่เก่ง อีกอย่างน้ำตรงนี้เชี่ยวด้วย” ปฏิเสธทั้งที่จริงๆ แล้วอยากลงไปใจจะขาด

 

“เดี๋ยวพี่พาไป แต่โจวโจวต้องถอดเสื้อชูชีพนะ เชื่อใจพี่ไหม” เพราะเห็นแก่ของสวยๆ งามๆ ใต้ทะเล ผมเลยพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล (และไม่กลัวตาย) ก่อนจะถอดเสื้อชูชีพทันทีพี่จิ่งอวี๋มันส่งมือมาให้ผมจับ

 

หลังจากที่เสื้อชูชีพหลุดออกจากตัวแล้ว ผมก็กลั้นหายใจ แล้วก็ถูกมือใหญ่ดึงให้ดำดิ่งลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ ตีขาตามอีกฝ่าย มือข้างที่ว่างอยู่ก็ช่วยแหวกว่ายน้ำไปด้วย

 

พี่จิ่งอวี๋มันสอดนิ้วประสานมือจับผมไว้แน่น จูงไปดูตรงนั้นตรงนี้ จนเมื่ออากาศใกล้จะหมดผมก็หันไปมองหน้าคนด้านข้างเพื่อจะชวนขึ้น คนที่จูงมือผมอยู่เหมือนจะรู้ เพราะเพียงแค่ผมหันไปมองหน้า มันก็ดึงมือผมว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ

 

“ไอ้โจวโจว แม่งพวกกูตกใจหมด นึกว่าจมน้ำตายห่าไปแล้ว” เจียหลงโวยทันทีเมื่อผมโผล่ขึ้นมาพ้นผิวน้ำ ตอนนี้เสื้อชูชีพถูกน้ำพัดไปไกลจากจุดที่มันเคยอยู่พอสมควร ผมเลยไปเอาไม่ถึง เสี่ยวหมิงจึงเป็นคนว่ายน้ำตามไปเก็บคืนมาให้

 

แต่ผมไม่ได้สวมเพราะอยากลงไปดูอีกจุดหนึ่งที่เมื่อกี้ยังไปไม่ถึง เพราะหมดอากาศหายใจเสียก่อน

 

ความจริงให้ว่ายน้ำนิดหน่อยผมพอว่ายได้อยู่หรอก แต่แค่แป๊บเดียวก็ตายสนิท ว่ายได้แค่ท่าเดียวคือกรรเชียง ถ้าให้ลอยตัวอยู่ในน้ำผมทำได้เป็นวัน แต่พอพลิกคว่ำหน้าเท่านั้นละ จมน้ำทันที

 

“ติดใจละสิ” คนที่ยังให้ผมจับมือไว้เพื่อพยุงตัวหันมาพูดพลางส่งยิ้มสวยให้ จนเห็นเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง

 

“อยากไปตรงเมื่อกี้ที่มีปะการังสีม่วงกับสีแดงเยอะๆ ” ผมพูดจบอีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม จนไอ้สี่ตัวที่เหลือพากันเห่าแซว แต่ผมไม่สนเพื่อน เพราะตอนนี้สนใจใต้น้ำมากกว่า อีกอย่างมันอยากจะเห่าอะไรก็ให้พวกมันเห่ากันไป เหนื่อยเข้าเดี๋ยวพวกมันก็หยุดเองแหละ

 

“กูบอกแล้วว่าน้ำทะเลต้องจืด” เสี่ยวหมิงที่ปกติมันไม่ค่อยจะแซวออกหน้าออกตา เป็นคนเริ่มก่อนอีกครั้ง

 

“นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะ แม่งอย่างกับมาฮันนีมูน” ถิงถิงเสริมขึ้นมาทันที

 

“เออ อิจฉากูไหมล่ะ พวกมึงนี่นะปากหมาจริงๆ แซวไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ได้มีแต่กลุ่มพวกเรานะโว้ย มีสาวๆ มาดำน้ำกันเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวกูขายไม่ออกกันพอดี” ผมโวยเพื่อน แต่คนที่จับมือผมอยู่นี่เริ่มตาขวางและหุบยิ้มแทบจะทันที

 

ก็ช่างมันผมไม่แคร์ จะดึงมือออกเพื่อหันไปเกาะพี่เก่งให้เขาพาไปส่งเรือ แต่ไอ้พี่จิ่งมันไม่ยอมปล่อย กลับพาผมว่ายออกห่างจากกลุ่มเพื่อน ผมจะหันไปโวยที่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือ

 

“นับถึงสามแล้วลงไปนะ” แล้วเพื่อนพี่ชายก็พาผมลงไปใต้น้ำอีกรอบ โถ่..นึกว่าจะงอนไปได้สักกี่น้ำ

 

 

 

 

จากนั้นก็ไปดำน้ำที่เกาะผึ้งและเกาะหินซ้อน กลางวันเราไปพักกินข้าวกันบนเกาะราวี ได้วิวสวยๆ ถ่ายรูปกันอีกเป็นร้อยพันรูปได้มั้ง แล้วเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน

 

ทรายสวย น้ำใส แดดก็แรงดีเหลือเกิน เมื่อสนุกกันจนพอใจพวกเราก็ลงเรือกลับ แต่ก็ยังไม่วายขอแวะดูปะการังที่ร่องน้ำจาบังกันอีกรอบ เพราะติดใจความสวยงามใต้ท้องทะเลตรงนั้น

 

 

 

 

“ทีแรกผมนึกว่าเจ้านายพูดเล่นนะเนี่ย” ไกด์ประจำทริปพูดขึ้นมา ขณะที่พวกเรานั่งรวมตัวกันอยู่ในเรือ มุ่งหน้ากลับที่พักในตอนบ่ายแก่ๆ หลังจากที่พี่เก่งเห็นพฤติกรรมของพวกผมหกคนมาตลอดทั้งทริป เพราะว่าเขาอยู่กับพวกเราแทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แถมเป็นตากล้องหลักของทริปเราด้วย

 

“เรื่องอะไรครับเกอเกอ” เจียหลงหันไปถาม

 

“ก็เห็นบอกว่า น้องชายของเพื่อนเจ้านายของผม จะพาแฟนหนุ่มมาเที่ยวพรีฮันนีมูนที่นี่ เจ้านายเขาเลยให้ผมมาดูแลเป็นพิเศษนี่แหละ” จบคำผมก็หันขวับไปมองไกด์ประจำทริป

 

“ไม่ใช่ผม!!!” บอกเสียงดัง จนคนอื่นหัวเราะในอาการร้อนตัวของผม

 

“กล้าปฏิเสธเนอะ สวีทกันจนน้ำทะเลหวานขนาดนั้น” ถิงพูดก่อนจะหันไปตีมือกับซื่ออิง ผมเลยคิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้ต่อตัวเองไม่ปลอดภัยจากปากหมาๆ ของแก๊งเพื่อน และสายตา(หื่นๆ ) ของไอ้พี่จิ่งวาฬแน่ จึงเดินออกมาจากตรงนั้น เพื่อจะขึ้นไปที่ดาดฟ้าเรือ

 

 

 

 

เป็นจังหวะเดียวกับที่เรือวิ่งฝ่าคลื่นใหญ่จนโคลง ผมเลยเสียหลักเซข้อเท้าพลิก และล้มไถลไปเตะเข้ากับรั้วกั้นของเรือ ตกลงไปในทะเลทั้งที่ไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ

 

ได้ยินเพื่อนๆ อุทานกันเสียงดัง ก่อนที่ผมจะค่อยๆ จมน้ำ เพราะว่าปกติก็ว่ายน้ำ(แทบจะ)ไม่เป็นอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเจ็บข้อเท้าสุดๆ แถมไม่ได้ใส่ชูชีพอีก

 

สำลักน้ำทะเลไปอึกสองอึก ก็ถูกดึงขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยมือใหญ่ของพี่จิ่งอวี๋ ก่อนที่เสี่ยวหมิงจะว่ายตามมาพร้อมเสื้อชูชีพ เมื่อมาถึงเพื่อนก็ลากผมที่กำลังไอค๊อกแค๊กไปเกาะเสื้อไว้ ขณะที่เรือกำลังไปวนตีโค้งกลับมาเพื่อรับพวกเราทั้งสามคน

 

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” คนที่ช่วยพยุงตัวผมไว้ถาม

 

“เจ็บเท้าอ่ะ” ผมหันไปบอกอย่างไม่มีรักษาฟอร์ม ก็มันเจ็บนี่ครับ ปวดจี๊ดเลย

 

“เดี๋ยวขึ้นเรือแล้วพี่ดูให้นะ ทนไหวไหมครับ”

 

“อือ” ผมพยักหน้า แต่น้ำตาแทบจะเล็ด ตอนที่พยายามใช้ขาตีน้ำ พอมันเจ็บมากก็เลิกพยายาม เกาะเสื้อชูชีพข้างหนึ่ง เกาะไหล่พี่ชายเพื่อนข้างหนึ่ง ลอยตัวอยู่เฉยๆ แทน พอเรือวนกลับมาถึง สองคนที่โดดลงมาช่วยผมก็พากันว่ายน้ำพยุงพาผมกลับไปขึ้นเรือ

 

 

 

 

“ทำไมแดงอย่างนี้ล่ะ” ซื่ออิงถามหลังจากที่เอาผ้าขนหนูมาห่มให้ผมเรียบร้อยแล้ว

 

“เมื่อกี้ขาพลิกน่ะ แล้วไปเตะรั้วเรือซ้ำด้วย ซวยสองเด้ง” ผมบอก

 

“โรคซุ่มซ่ามของมึงนี่ กินอะไรถึงจะรักษาหายวะโจวโจว” เสี่ยวหมิงบ่นเบาๆ หลังจากที่เห็นข้อเท้าของผม

 

“โอ๊ย เกอเกอเบาๆ ดิ เจ็บนะโว้ย” คราวนี้ผมหันไปโวยคนที่จับขาผมขึ้นไปพาดบนตักตัวเอง

 

“ขอโทษครับ เกอเกอขอน้ำแข็งหน่อยครับ” บอกกับไกด์พลางลูบข้อเท้าผมเบาๆ ไปด้วย รู้สึกดีอยู่เหมือนกันแฮะ พอพี่เก่งเอาน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูมาให้ พี่จิ่งอวี๋ก็เอามาวางประคบไว้บนข้อเท้าผม

 

“แล้วมึงจะเดินไหวเหรอวะ แดงเสียขนาดนั้น เดี๋ยวต้องบวมแน่”

 

“ไม่รู้สิ แต่ตอนนี้ปวดฉิบหายเลยว่ะ” ผมบอกถิงถิง

 

“กินยาแก้ปวดดีกว่านะถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวถึงหลีเป๊ะพี่จะพาไปหาหมอบนเกาะ” พี่เก่งบอกก่อนจะเดินไปหยิบยาในถุงที่เตรียมมาพร้อม ผมก็ไม่ค่อยชอบกินยาหรอก แต่ครั้งนี้ปวดจนไม่ไหวแล้ว เลยรับยามากินอย่างว่าง่าย แล้วก็นอนราบไปกับพื้น โดยที่ขาตัวเองยังพาดอยู่บนตักพี่จิ่งอวี๋

 

 

 

 

พอกลับถึงเกาะหลีเป๊ะก็มีปัญหา เพราะว่าผมเดินไม่ไหว ตอนนี้ข้อเท้าบวมเป่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนขึ้นจากเรือก็เลยต้องมีคนอุ้ม ความจริงเพื่อนผมก็มีนะ แต่ดูเหมือนว่าพ่อผม(ไอ้พี่จิ่งวาฬ)จะไม่ยอม เพราะมันบอกว่าจะอุ้มผมเอง ตอนนี้ใครอุ้มก็ได้ทั้งนั้นแหละครับ ปวดจนไม่อยากเดิน

 

“เกอเกอ..จะอุ้มก็ไม่ว่าหรอก แต่ผมขอขี่หลังได้ไหม ท่าเจ้าหญิงแบบนี้มัน...นะ” บอกหลังจากที่มานั่งอยู่ท้ายเรือ พอผมพูดจบคนที่ตั้งท่าจะอุ้มผมด้านหน้าก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหลังให้ผมเกาะ ค่อยยังชั่ว

 

ความจริงจะอุ้มท่าไหนก็ไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่ เพราะผมไม่ใช่คนอุ้ม แต่ปัญหามันอยู่ตรงสายตาอีกหกคู่ที่เหลือต่างหาก!!! ถึงจะไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ทุกคนก็ไม่ยอมหุบยิ้มเลย นี่ผมเจ็บตัวอยู่นะโว้ย ยังจะมาแซวกันอยู่ได้

 

พี่เก่งเรียกรถของรีสอร์ทให้ไปส่งผมที่สถานีอนามัยเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งจะมีหมออยู่เวรทุกวัน หลังจากตรวจดูไม่พบว่ามีกระดูกแตกหัก พี่หมอก็จัดยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยานวด บลาๆ พันผ้าให้แล้วก็สั่งว่า ห้ามเดินทิ้งน้ำหนักลงไปที่ขาข้างที่เจ็บ ช่วงนี้ผมเลยจะต้องใช้บริการเพื่อนร่วมทริป

 

พวกที่นั่งรอเราสามคนอยู่ที่ล็อบบี้รีสอร์ทรีบเดินเข้ามาหา หลังจากที่ผมลงจากรถ และเกาะหลังพี่จิ่งอวี๋เหมือนลูกลิงชิมแปนซีติดแม่

 

“เป็นไงมั่งวะ ไม่พิการใช่ป่ะ” เจียหลงถามเป็นคนแรก

 

“ไอ้สัด พิการส้นตีนอะไรล่ะ กูแค่ขาพลิก” ผมด่าเพื่อนหลังจากที่อาการปวดทุเลาขึ้น เพราะได้ยาแก้ปวดตั้งแต่ตอนอยู่บนเรือ และตอนนี้ได้พันข้อเท้าให้มันกระชับไม่ขยับ เลยไม่ค่อยปวดเหมือนตอนพึ่งพลิกใหม่ๆ

 

“คืนนี้มึงก็อดปาร์ตี้กับพวกกูสิเนี่ย” เสี่ยวหมิงหัวเราะ เมื่อเห็นว่าผมยังปากหมาเหมือนเดิม ก่อนที่เจ้าตัวจะออกปากแซวบ้าง

 

“แดกเหล้าที่ปากครับเพื่อน ไม่ใช่ที่ตีนกู เกอเกอกลับห้องกันเถอะ” ด่าเพื่อนจบก็หันไปชวนราชรถกลับห้อง เพราะว่าผมยังตัวไม่แห้งดี ขึ้นมาจากเรือก็ไปที่สถานีอนามัยเลย ตอนนี้ก็เย็นแล้วด้วย รู้สึกหนาวขึ้นมานิดๆ

 

“วุ้ย มีออดอ้อน” ถิงถิงแซว

 

“ออดอ้อนเหี้ยอะไรของมึงถิงถิง กูหนาวโว้ย” ผมบอกก่อนจะเอื้อมมือไปเกาะไหล่ และคล้องคอพี่จิ่งอวี๋ไว้ เมื่ออีกฝ่ายย่อตัวลงช้อนผมขึ้นหลัง

 

จากเดิมที่จะไปนั่งกินอาหารทะเลสดๆ กันที่ร้านอาหารในถนนคนเดิน แต่เพราะผมขาเจ็บ พวกเราเลยเปลี่ยนแผน พี่เก่งพาเพื่อนๆ ผมไปเลือกซื้ออาหารทะเลจากเรือประมงของชาวบ้าน เอามาให้ที่รีสอร์ทปิ้งย่าง และทำเมนูต่างๆ ตามที่พวกผมจะเรียกร้อง แล้วมาเสิร์ฟที่ห้องผมแทน

 

 

 

 

หลังจากอาบน้ำกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องผม ระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ พวกเราก็นั่งคุยกันถึงความสนุกของทริปนี้ มีแซวผมกับพี่จิ่งอวี๋เป็นระยะเหมือนเดิม จากนั้นไม่นานอาหารทะเลชุดใหญ่ของพวกเราก็มาเสิร์ฟ

 

 “กินเหล้าอย่างเดียวมันน่าเบื่ออ่ะ หาอะไรเล่นกันเถอะ” ระหว่างที่นั่งล้อมวงกินดื่มกันอยู่นั้น ถิงถิงก็พูดขึ้นมาอย่างนึกสนุก

 

“จะมีอะไรให้เล่นวะ รู้อย่างนี้กูซื้อไพ่ติดมาก็ดีหรอก” เจียหลงบ่นเบาๆ

 

“ถ้าเป็นไพ่ละก็...พี่มีนะ” คนที่นั่งติดผมพูด ก่อนจะลุกไปหยิบไพ่ในกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกมา พวกเราเลยตกลงกันว่าจะเล่นไพ่พระราชา กติกาคือใครเป็นทาสในแต่ละตาต้องดื่มให้หมดแก้ว

 

“ไพ่ไม่ครบว่ะ” เสี่ยวหมิงที่เป็นคนแจกไพ่พูดขึ้นมา หลังจากที่แจกไพ่ให้พวกเราทุกคนจนรอบวง

 

“มึงรู้ได้ไงว่าไพ่ขาด” ผมถาม

 

“ก็พวกเรามีหกคน ต้องได้ไพ่เก้าใบสี่คน แล้วก็ได้แปดใบแค่สองคน แปดใบก็ต่อให้พวกผู้หญิง แต่ของกูก็ได้แค่แปดว่ะ ดังนั้นมันต้องหายไปใบหนึ่ง”

 

“พี่ลืมไป ไพ่มันขาดจริงๆ นั่นแหละ คิงข้าวหลามตัดน่ะ” เจ้าของไพ่บอกความจริง

 

“เอ๊ะ...ถ้าคิงข้าวหลามตัดผมมีว่ะ เจียหลงหยิบมาดิ๊ ในกระเป๋าสะพายกู” คนถูกสั่งหันไปหยิบให้ผมตามที่บอก

 

“อยู่ตรงไหนวะ”

 

“ในช่องซิปด้านในอ่ะ” ผมบอกก่อนที่เพื่อนจะหาเจอในที่สุด พอเจียหลงวางไพ่ใบนั้นใส่กอง ทุกคนก็เงียบกันไปหมด แม้กระทั่งผมด้วย

 

ทำไมไพ่พี่จิ่งอวี๋ถึงไม่ครบ แล้วทำไมผมถึงบังเอิญมีไพ่ใบที่ขาดพอดี มันจะบังเอิญอะไรขนาดนี้วะครับ

 

พอผมเงยหน้าขึ้นจากกองไพ่ ก็พบว่าทุกคนมองหน้าผมเป็นตาเดียว แถมรอยยิ้มที่เป็นปริศนาของเพื่อนๆ และยิ้มแปลกๆ ของพี่จิ่งอวี๋ ทำเอาผมชักจะไปต่อไม่ถูก

 

“อะ...อะไร เนี่ยไพ่ก็ครบแล้วไง เล่นกันสักทีดิวะ” ผมพูดก่อนจะหยิบไพ่ของทุกคนมารวมไว้ด้วยกัน และเริ่มสับอีกครั้งก่อนจะแจกจ่ายรอบวงด้วยตัวเอง

 

“กูจะไม่พูดก็แล้วกันแต่กูคิดว่าใช่ มั่นใจโคตรๆ ” ถิงถิงพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

 

“ก็คิดกันทั้งนั้นแหละ” เสี่ยวหมิงช่วยเสริม

 

“พวกมึงคิดเหี้ยอะไรกันอีกล่ะ ก็แค่บังเอิญกูมีไพ่ใบที่เขาขาดเฉยๆ หุบปากแล้วทิ้งไพ่สักที ใครมีสามดอกจิกให้ไวเลย” ผมขัดคอขึ้นมา เพราะไม่อยากให้พี่จิ่งวาฬมันรู้ว่า พวกเพื่อนผมหมายถึงอะไรกัน มันไม่รู้น่ะดีที่สุด เพราะผมมั่นใจว่าเรื่องนี้แค่ความบังเอิญ

 

“พี่ว่าความบังเอิญกับพรหมลิขิต มันต่างกันก็แค่คำเรียกนะครับ” แล้วก็เป็นคุณชายหวง ที่ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ ก่อนที่มันจะทิ้งไพ่สามดอกจิกออกมาหลังพูดจบ แต่คำพูดแค่นั้นก็ทำเอาพวกเราก็ใบ้กินกันทั้งห้องแล้ว...โดยเฉพาะผม

 

“พอละ ถิงจะไม่ทน เกอเกอซื้อไพ่มาจากไหนคะ แล้วไปทำหายที่ไหน” ถิงถิงซึ่งนั่งเป็นคนถัดไปจากพี่จิ่งอวี๋วางไพ่สี่ข้าวหลามตัด ก่อนจะถามอย่างหมดความอดทน 

 

“ไม่ได้ซื้อครับ พอดีหมอดูแถว...เขาดูดวงให้ แล้วก็ให้ไพ่สำรับนี้กับพี่มา บอกให้เก็บไว้แล้วจะเจอไพ่ใบที่หายไปพร้อมกับเนื้อคู่น่ะ” บอกพิกัดที่ตั้งร้านชัดเจน ยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่า หมอดูคนที่ผมกับคุณชายหวงเจอมา ต้องเป็นหมอดูคนเดียวกันแน่ๆ

 

จบคำของคนตัวควายๆ เพื่อนๆ ผมก็เฮกันลั่นห้อง แต่ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงถูก ถ้าที่พี่จิ่งอวี๋พูดเป็นเรื่องจริง หมอนี่ก็คือ คิงข้าวหลามตัด’ ของผมอย่างนั้นเหรอ

 

แสดงว่าไอ้ที่ผมเคยอธิษฐานไว้เสียแรงเปล่าสินะ เพราะนอกจากเนื้อคู่ของผมจะไม่ใช่ผู้หญิงแล้ว ยังไม่ใช่กะเทยด้วย ตัวโตอย่างกับหมีควายขนาดนี้ก็ท่าจะไม่ใช่เกย์สายรับอย่างแรง เพราะดูจากอะไรหลายๆ อย่าง พี่จิ่งอวี๋แม่งเป็นผู้ชายที่โคตรแมนสัดๆ ได้หมอนี่มาเป็นเนื้อคู่ เพราะบาปกรรมที่ผมทำไว้กับสาวๆ ใช่ไหมวะ สมน้ำหน้าตัวเองแป๊บ

 

“โอเค กระจ่าง มาชนแก้วแล้วเล่นต่อ” เจียหลงตัดบท ก่อนจะยกแก้วมาชนกันรอบวง ยกเว้นผมที่ไม่มีอารมณ์จะชนด้วย แต่พวกมันก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็สาแก่ใจพวกมันแล้วนี่ครับ

 

แต่ผม...ช็อกอย่างแรง ยังแอบหวังว่านี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่างแน่ๆ

จากนั้นพวกเราก็เล่นไพ่กันต่ออีกหลายอย่าง ทั้งผสมสิบ ป๊อกเด้ง เล่นเอาเมากันถ้วนหน้า โดยเฉพาะผมที่แม่งซวย แพ้ตกเป็นทาสตลอดๆ เจอหมดแก้วเข้าไปหลายแก้วเข้าก็เมาจนนั่งแทบจะไม่อยู่

 

 

 

 

เกือบเที่ยงคืนพวกเราก็ช่วยเก็บของให้เรียบร้อย ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับห้องพักตัวเอง ส่วนผมพาตัวเองไปเข้าห้องน้ำ เพราะดื่มเข้าไปเยอะมาก

 

เปิดประตูออกมาก็เจอกับเพื่อนร่วมห้องที่รออยู่แล้ว ทีแรกนึกว่าพี่จิ่งอวี๋มันจะเข้าห้องน้ำ ผมเลยเบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายเดินเข้าไป แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะยังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวเดิน ก็ถูกรวบตัวขึ้นไปอุ้มแนบอกของคนตัวโตกว่า

 

“ผมเดินเองได้ แค่ห้าก้าวไม่ใช่ห้ากิโล” กัดจิกตามความเคยชิน แต่ก็ไม่ได้ดิ้นรนจะลงหรอกครับ มีคนอุ้มตอนขาปวดตุบๆ แบบนี้มันสบายจะตายไป

 

พอวางผมลงบนเตียง คนที่พึ่งจะอุ้มผมมาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเดียวกัน และมองผมด้วยสายตาหวานเชื่อม บวกรอยยิ้มหวานละลายโลก พอเห็นอีกฝ่ายก้มลงมาใกล้เรื่อยๆ ผมก็โวยทันที

 

“เฮ๊ย!! จะทำ..อื้อ” แต่ไม่ทันได้พูดอะไรมากก็ต้องตาค้าง ตัวแข็งกับจูบของคนตรงหน้า ที่ขอบอกเลยว่าถ้ามันเป็นผู้หญิง ผมคงจะไม่ขัดขืน

 

แต่นี่ผมยังสำนึกไงว่ามันเป็นผู้ชาย เลยพยายามดิ้นหนีเอาตัวรอด ทว่าจูบอ่อนหวานแต่ร้อนแรงนั้น ทำให้ผมลืมตัว คล้อยตามได้ไม่ยากนัก

 

ฝ่ามือร้อนที่ลูบไล้เข้าไปใต้เสื้อยืดตัวโปรด ยิ่งพัดพาสติผมให้เตลิดออกจากความเป็นตัวของตัวเองไปเรื่อยๆ จนเมื่อแขนแข็งแรงคู่นั้นสอดเข้าไปเกี่ยวดึงเสื้อผมออกให้พ้นตัว ผมจึงได้เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ หลังจากที่มันยอมปล่อยริมฝีปากผมให้เป็นอิสระ

 

“ปล่อย...อย่านะ” ร้องห้ามเสียงสั่น ทั้งมือที่พยายามดันคนตัวโตออกอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่ผมลืมไปว่าเวลาปกติก็สู้แรงคนตรงหน้าไม่เคยได้เลยสักครั้ง ยิ่งเวลาเมาแบบนี้ เรี่ยวแรงของผมจึงมีไม่มากพอจะทำให้อีกฝ่ายสะเทือน เพราะการขัดขืนต่อต้านของผม เหมือนกับแค่สะกิดมันเบาๆ เท่านั้นเอง

 

I love you.” น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง เอ่ยภาษาอังกฤษออกมาสั้นๆ แม้ในห้องจะมีเพียงแสงสลัวจากไฟด้านนอกที่สาดเข้ามาเพียงจางๆ แต่ผมกลับมองเห็นนัยน์ตาพราวระยับของคนตรงหน้า ที่จ้องผมนิ่งท่ามกลางความมืดอย่างชัดเจน

 

“ปล่อยผม เกอเกอเมาแล้วก็ไปนอน” ผมพยายามไม่สนใจเสียงออดอ้อนอ่อนหวานนั้น ทั้งที่ใจสั่นและเต้นโครมคราม จนน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกมานอกอก สองมือออกแรงดันพี่จิ่งอวี๋ให้ถอยห่าง

 

“พี่ไม่ได้เมา พี่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่” พูดและก้มลงมาใกล้มากขึ้น ทำเอาผมต้องเบี่ยงหน้าหนีริมฝีปากที่อยู่ห่างแค่ไม่ถึงห้าเซนติเมตรนั่นเล็กน้อย

 

“ถ้าอย่างนั้นเกอเกอก็ควรจะรู้ไว้ด้วยว่า ผมเป็นน้องชายของเพื่อนสนิทเกอเกอ และเป็นผู้ชายด้วย” ผมพยายามหาทางรอด ด้วยการเตือนสติอีกฝ่าย เพราะถ้าจะสู้กันด้วยพละกำลัง ผมแพ้ราบคาบ (แม้ไม่อยากจะยอมรับความจริงข้อนี้ก็เถอะ เฮอะ)

 

“พี่รู้ แต่พี่ไม่สนหรอกว่าโจวโจวจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือจะเป็นน้องใคร พี่รักของพี่ไปแล้ว”

 

“แต่ผมสนโว้ย ปล่อย!!!” คราวนี้ผมหันไปมองคนพูดไม่รู้จักฟังอย่างโมโห กล่อมไอ้พี่วาฬบ้านี่ ทำไมมันถึงได้ยากเย็นแบบนี้วะ แม่งดื้อฉิบหาย

 

“พี่เป็นคิงข้าวหลามตัดของโจวโจวไม่ใช่หรือ .... I’m yours” พูดพลางดึงมือขวาของผมให้ไปแปะที่หน้าอกด้านซ้ายที่เปลือยเปล่าของตัวเอง ซึ่งผมไม่รู้ว่าไอ้พี่จิ่งมันถอดเสื้อของมันออกไปตั้งแต่ตอนไหน ไวสัด

 

รู้สึกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่กระชั้นและรุนแรงไม่แพ้ของผมเอง นั่นทำให้ผมยิ่งทำตัวไม่ถูก พยายามจะกระชากมือกลับ แต่ทำไม่ได้อย่างที่คิด เพราะมันถูกดึงไปจูบเบาๆ แต่ทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว

 

ริมฝีปากนุ่มร้อนของคนตรงหน้าจูบไล่หนักสลับเบา ตั้งแต่ปลายนิ้ว ฝ่ามือ ไล่มาตามแขนและวนกลับมาที่ริมฝีปากผมอีกรอบก่อนที่ผมจะตั้งตัว เพราะมัวแต่เคลิ้มกับสัมผัสเบาหวิวยั่วยวนนั้น

 

Be mine….please” อีกฝ่ายบอกโดยที่ไม่ยอมรับคำปฏิเสธของผม เพราะทันทีที่ผมอ้าปากจะตอบว่า ไม่’ ก็หมดสิทธิ์พูดอะไรอีกต่อไป

 

 

 

 

ยอมรับแมนๆ เลยว่าผมกลัวคนตรงหน้า เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้ เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องพ่ายแพ้เข้าสักวัน ความจริงผมไม่ได้รังเกียจเพื่อนพี่ชายคนนี้หรอก (และผมคิดว่าถ้าใครได้เจอหมอนี่ ได้อยู่ด้วยกัน ได้รู้นิสัยใจคอ ได้ถูกดูแลเป็นอย่างดีเหมือนที่มันทำกับผม ก็คงเกลียดพี่จิ่งอวี๋มันไม่ลงเหมือนกันนั่นแหละนะ ที่สำคัญมันเสือกทั้งหล่อทั้งรวย เพอร์เฟ็กต์เสียขนาดนี้...แม่ง) ความจริงผมอาจจะชอบมันเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่อยากจะยอมรับ เพราะศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย(เจ้าชู้)มันค้ำคอ

 

ดูเหมือนผมไม่มีทางเลือก และไร้หนทางเอาตัวรอดในคืนนี้ ไม่ใช่ว่าผมยอมแต่โดยดีหรอก ยังดิ้นรนขัดขืนเท่าที่แรงมือและขาเดียงๆ ของตัวเองพอจะมี แต่ในที่สุดก็หนีไปไหนไม่รอด

 

ถ้อยคำอ่อนหวานปลอบโยนคอยกระซิบที่ข้างหูยามที่อีกฝ่ายรู้ตัวว่าทำให้ผมเจ็บ ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงนุ่มออดอ้อนเอาใจยามที่ต้องการจะขออะไรจากผม ทั้งน่าฟังและชวนให้ยอมทำตามอีกฝ่ายอย่างเผลอไผล ดูเหมือนประสบการณ์ที่ผมเคยมีจะเทียบไม่ได้กับอีกฝ่าย

 

เพราะผมถูกหลอกล่อปรนเปรอ จนเผลอยอมปล่อยให้ไอ้พี่จิ่งอวี๋มันลากลงเหว (เพราะแม่งเจ็บสัดๆ ) ก่อนจะพาขึ้นสวรรค์ (ไม่อยากจะยอมรับหรอกว่ามันเก่ง ขนาดผมเจ็บ มันยังทำให้รู้สึกดีและคล้อยตามได้ เฮอะ เกลียดมันว่ะครับ)

 

กว่าพายุอารมณ์ของไอ้พี่วาฬหื่นจะพัดผ่านไป ผมก็หมดแรง ลืมไล่มันกลับไปนอนเตียงตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ก็ช่างมันเถอะ เพราะถึงเตียงจะเล็กเกินไปสำหรับผู้ชายสองคน (โดยเฉพาะผู้ชายตัวควายๆ อย่างมัน) แต่ถ้ามันกอดจนแทบจะรวมร่างกับผมขนาดนี้ มันคงไม่ปล่อยให้ผมตกเตียงหรอก

 

อีกอย่างก็ไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาด่าไอ้ผู้ชายลามกบ้ากามคนนี้แล้วด้วย แค่รอบแรกก็เหนื่อยจะตายชัก มันยังไม่พอใจ จัดหนักผมรอบสองอีก พอเห็นผมสู้ไม่ได้ละเอาใหญ่ ทั้งเมาทั้งเหนื่อย เลยยอมนอนง่อยในอ้อมกอดอุ่นของอีกฝ่าย และหลับไปในที่สุด

 

 

 

 

 ตอนเช้าผมงัวเงียตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงเคาะประตู แต่ไม่ได้ลุกขึ้นไปเปิดหรอกครับว่าใครมา อย่าว่าแต่จะลุกเลย แค่ขยับตัวยังไม่อยาก

 

เพราะรู้สึกตอนนี้เนื้อตัวร้อนผ่าว แล้วก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว แถมเมาค้างปวดหัวจนแทบระเบิด ที่สำคัญทั้งเอว สะโพก และข้อเท้าเจ็บระบม จนไม่กล้ากระดิกตัวด้วยซ้ำไป

 

นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเตียงนี้เมื่อคืน ก็ต้องรีบหลับตาลงอีกครั้ง เมื่อรู้สึกได้ว่าคนที่นอนกอดผมเบียดกันอยู่บนเตียงเล็กนี่ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายหยิบเสื้อมาสวม แล้วมันก็เดินไปเปิดประตู

 

“ยังไม่ตื่นกันอีกเหรอคะเกอเกอ สายแล้วนะ เดี๋ยวกลับไปไม่ทันขึ้นเครื่องอ่ะ” ถิงถิงถาม เมื่อยื่นหน้าเข้ามาดูยังเห็นว่าผมนอนอยู่บนเตียง แถมคนที่เดินไปเปิดประตูก็อยู่ในสภาพพึ่งตื่นนอน

 

“โจวโจวเขายังเจ็บขาอยู่ คงยังเดินไม่ไหว ทั้งยังเมาค้างแถมยังตัวร้อนๆ ท่าทางเหมือนจะมีไข้ด้วย พี่เลยว่าจะพาเขากลับทีหลังน่ะครับ” พี่จิ่งอวี๋พูดจบผมก็ตื่นเต็มตาเลย รู้สึกร้อนไปทั้งตัวเหมือนเป็นไข้จริงๆ นั่นแหละ แต่ผมไม่ยอมอยู่ต่อแน่ๆ

 

“ไม่เอา พวกมึงรอแป๊บเดียว กูอาบน้ำไม่เกินสิบนาที” ใครจะบ้าอยู่ต่อกับมันสองคนล่ะ หลังจากโดนจับกด เสียตัวให้มันไปแล้วด้วยเนี่ยนะ ไม่มีทาง (แม้ตอนหลังจะแอบสมยอมนิดๆ เพราะรู้สึกดีก็เถอะ)

 

“โอ๊ย!!!” ขยับตัวอย่างเร็วเพื่อจะรีบลุกขึ้น แล้วผมก็รู้ว่าตัวเองพลาดอย่างแรง เพราะว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้น แม้กระทั่งกางเกงใน!!!

 

แถมความเจ็บปวดจากข้อเท้าซ้าย บวกกับความร้านรานที่ก้น ลามไปจนถึงสะโพก แล่นปราดเข้ามาเล่นงานอย่างไม่ปราณี ทำไมมันถึงเจ็บได้ขนาดนี้วะเนี่ย แม่งเอ๊ย!!! คนที่ทำให้ผมเจ็บตัวหนักกว่าเดิมรีบเดินกลับมาที่เตียงทันที

 

“อย่ารีบลุกขึ้นอย่างนั้นสิครับ เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

 

“เจ็บสิวะถามได้” ผมโวยใส่คนที่เดินมาหาหน้าตาตื่นแบบไม่มีหางเสียงเพราะโกรธ พอเห็นว่าผมตื่นเต็มตา ถิงถิงกับซื่ออิงก็เลยเดินตามพี่จิ่งอวี๋เข้ามาในห้อง 

 

สองสาวพากันมองไปที่เตียงอีกเตียงที่เรียบกริบ ไม่มีร่องรอยว่าเมื่อคืนถูกใช้งานแต่อย่างใด ก่อนจะหันไปสบตากันแล้วอมยิ้มแก้มปริ บอกตามตรงนะว่าผมกลัวความคิดของพวกมันมากอ่ะ

 

“โห..โจวโจวตัวร้อนจี๋เลย แถมขาก็ยังบวมมากขนาดนี้ ฉันว่านายกลับทีหลังแหละดีแล้ว”

 

“อ้าว เรื่องอะไรจะมาทิ้งกูไว้คนเดียว” ผมโวยวายทันทีหลังจากที่สิ้นเสียงซื่ออิง

 

“มึงเสือกเจ็บตัวเองทำไมล่ะ และยังจะมาเป็นไข้ซ้ำอีก” ถิงถิงเสริมขึ้นมา ขณะที่นั่งลงบนเตียง และกำลังเอื้อมมือไปลูบที่ข้อเท้าผมเบาๆ มันก็ยังปากเสียอยู่เหมือนเดิม แม้ความจริงมันจะเป็นห่วงผมมากก็เถอะ

 

“กูคงไม่ต้องเป็นไข้ และปวดไปทั้งตัวแบบนี้หรอก ถ้าเมื่อคืน...” พูดได้แค่นั้นผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เรื่องระหว่างผมกับไอ้พี่จิ่งวาฬที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ไม่สมควรที่จะบอกไอ้สาววายเข้าเส้นสองคนนี้อย่างแรง จึงชะงักไป

 

“ถ้าเมื่อคืนทำไมวะ” ถิงถิงถามด้วยความสงสัย พลางใช้สายตาจับผิดนั้นมองหน้าผม และคู่กรณีของผมสลับกันไปมา ซึ่งไอ้คนตัวควายๆ ก็ยืนอมยิ้มไม่พูดไม่จา และแน่นอนว่า มันไม่คิดจะช่วยแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น

 

“ถ้าเมื่อคืนกูไม่แดกมากจนวันนี้เมาแฮ้งค์ขนาดนี้ไง”

 

“แล้วแฮ้งค์มึงไปเกี่ยวอะไรกับปวดไปทั้งตัววะ แดกที่ปากไม่ได้แดกที่ขามึงป่ะ แล้วมึงเจ็บที่ขา ทำไมถึงปวดไปทั้งตัว”

 

“ก็...กู...เตะเตียงไง เลยล้ม แล้วก็เจ็บตัวกว่าเดิม” ผมพูดจบ คนที่ยืนอมยิ้มอยู่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ จนผมหันไปขึงตาใส่ เพราะมันคนเดียวนั่นแหละ

 

“ฉันว่างานนี้มีซัมธิง” ซื่ออิงหันไปมองเตียงว่างข้างๆ อีกครั้ง ก่อนจะหันไปสบตากับถิงถิงอีกรอบ ก่อนที่จะพูดออกมา บอกแล้วครับว่าปกติซื่ออิงน่ะมันเรียบร้อย แต่พอเป็นเรื่องวายๆ (โดยเฉพาะเรื่องของผม) มันนี่ตัวตั้งตัวตีจะสอดรู้เลย

 

“มึงลุกไม่ไหวจะกลับยังไง อยู่ไปก่อนนี่แหละ เกอเกอเขาคงไม่ทำให้มึงเจ็บไปกว่านี้หรอกมั้ง ใครๆ ก็เห็นว่าทั้งรักทั้งหลง ประคบประหงมดูแลมึงจนออกนอกหน้าเสียขนาดนั้น” น้อยไปสิครับไอ้ถิงถิง ยิ่งหื่นๆ อย่างหมอนี่ด้วย

 

 

 

 

อาการวันนี้ของผม ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เพราะข้อเท้าพลิก ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ตกค้าง แต่อีกหกสิบเปอร์เซ็นต์น่ะ เพราะไอ้พี่จิ่งจอมหื่นล้วนๆ

 

เมื่อคืนไม่เห็นมันจะประคบประหงมอะไรผมตรงไหนเลย คำพูดทั้งออดอ้อนเอาใจ ทั้งปลอบขวัญ ชวนให้ใจสั่นและคล้อยตามอยู่หรอก แต่การกระทำมันไม่ใช่สักนิด แม่งใส่เอาๆ ไม่ยั้ง แถมไม่จบที่ครั้งเดียวอีกต่างหาก แต่จะให้ผมพูดออกไปได้ยังไงเล่า

 

“ไม่รู้ ถ้าไม่รอกูโกรธ” ผมบอกและพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ผ้าห่มห่อตัวเอาไว้กันโป๊

 

พอก้าวขาลงไปยืนบนพื้น ยังไม่ทันได้ก้าวเดินก็ทรุดฮวบลงไป ดีที่คนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ มาตลอดรับไว้ได้ทัน ผมเลยไม่ต้องลงไปนั่งกองกับพื้น เพราะตอนนี้ขาไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิด ทำเอายิ่งโมโหคนที่ประคองตัวเองอยู่มากขึ้นไปกว่าเดิมอีกสิบเท่าเห็นจะได้

 

“อย่าดื้อ พี่ยังไม่ให้กลับ เดี๋ยวจะโทรบอกแม่ให้ว่าโจวโจวจะกลับทีหลัง พวกท่านจะได้ไม่เป็นห่วง นอนพักไปก่อนครับ” พูดเสียงอย่างโหด จบแล้วก็อุ้มผมขึ้นไปวางบนเตียงเหมือนเดิม

 

“ไม่เอา” ผมเถียง แต่พอหันไปสบตาคู่ที่จ้องมาเป็นเชิงเตือนก็ต้องเงียบ เพราะรู้ว่าไอ้บ้านี่มันต้องเอาจริงแน่ แล้วอยู่ต่อกับมันแค่สองคน ผมจะอยู่รอดปลอดภัยไหมเนี่ย

 

“หรือโจวโจวจะให้พวกผู้ชายอยู่เป็นเพื่อนไหม” ซื่ออิงถามออกมา หลังจากเห็นท่าทางของผม

 

“แล้วพวกมึงจะกลับกันยังไงแค่สองคน ไม่เป็นไรอ่ะ งั้น..กลับกันไปก่อนก็ได้” ผมบอกและเอนตัวลงนอน(พยายามทำสีหน้าเรียบเฉยสุดฤทธิ์ ทั้งที่อยากจะร้องให้บ้านแตก แม่ง..เจ็บโว้ย) โดยมีถิงถิงช่วยขยับหมอนให้พอดีกับศีรษะ

 

“พวกเราก็อยากอยู่เป็นต่อเป็นเพื่อนโจวโจวนะ แต่มะรืนนี้ฉันต้องกลับไปทำธุระกับที่บ้าน ถ้าไม่กลับวันนี้เป็นเรื่องแน่”

 

“เออ ไม่เป็นไร กูอยู่ได้ ก็แค่..ไม่อยากอยู่เฉยๆ ” ผมพูดโดยไม่มองหน้าคนที่ทำให้ผมไม่อยากอยู่ต่อ

 

“ไม่เป็นไรครับ พี่จะดูแลเขาอย่างดีเลย สาวๆ ไม่ต้องห่วงนะ รีบไปลงเรือเถอะครับ เดี๋ยวจะตกเครื่องเข้าจริงๆ ” อีกฝ่ายพูดจบก็พอดีกับที่เสี่ยวหมิงและเจียหลงตามมาสมทบที่ห้องผมจนครบแก๊ง

 

พออีกสองหน่อมาถึงและเห็นอาการของผม พวกมันก็ลงมติกันเป็นเอกฉันท์ว่า ผมไม่สมควรกลับพร้อมพวกมันอย่างแรง แหม...สนับสนุนให้ผมอยู่ต่อกับพี่พี่อวี๋กันเหลือเกิน ไอ้พวกเพื่อนชั่ว

 

 

 

 

“กินข้าวสักหน่อยนะครับ จะได้กินยาลดไข้ โจวโจวอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่สั่งมาให้ กินที่ห้องนี่แหละจะได้ไม่ต้องขยับตัวมาก” หลังจากเพื่อนๆ ผมออกไปหมดแล้วทั้งห้องก็เงียบกริบ คนที่ก้าวขึ้นมานั่งบนเตียงเดียวกันถามเสียงนุ่มน่าฟังสุดๆ ...... ถ้าไม่ติดว่าผมโกรธมันอยู่น่ะนะ

 

“ไม่กิน ไม่หิว” ผมตอบห้วนๆ อย่างเสียไม่ได้ และดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แต่มันถูกดึงออกด้วยมือใหญ่

 

“เอ๊ะ!! เกอเกอ” หงุดหงิดที่ถูกขัดใจ เลยหันไปจ้องหน้าคนที่ดึงผ้าห่มผมออก และก็รู้ว่าพลาดอย่างแรง

 

“ทำไมโจวโจวถึงชอบดื้อกับพี่จังเลย หืม...” พูดพลางก้มหน้าเข้ามาใกล้ ผมเลยพยายามถอยหนี เพราะกลัวกับท่าทางคุกคามเล็กๆ นั่น โดยลืมไปว่ายังปวดไปทั้งตัว แถมขาก็เจ็บอยู่ แต่ดันยันพื้นเตียงเข้าไปเต็มแรง

 

“โอ๊ย!!

 

“เห็นไหม เพราะว่าดื้อกับพี่เลยเจ็บตัว อยู่เฉยๆ สิครับ” พูดเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง แต่สายตา...โคตรหื่น

 

“เกอเกอก็ถอยออกไปสิ” พยายามเสียงดังเข้าข่ม

 

“ทำไมพี่ต้องถอยออกไปด้วยล่ะ” ถามได้กวนตีนมาก

 

“ก็แล้วทำไมเกอเกอต้องขยับเข้ามาใกล้ด้วยล่ะวะ เตียงมับแคบ ผมอึดอัดโว้ย”

 

“พี่อยากจูบเด็กดื้อ” พูดแบบไม่คิดว่าผมจะอายมั่งเลย ก็มันหน้าด้านนี่นะ แต่ผมไม่ได้หน้าด้านอย่างหมอนี่นะโว้ย ตอนนี้รู้สึกร้อนไปทั้งหน้าแล้ว

 

“ถอยออกไปเลย อย่าคิดว่าแค่ผมพลาดไปเมื่อคืน แล้วต่อจากนี้เกอเกอจะทำอะไรผมก็ได้นะโว้ย”

 

“แล้วทำไมถึงคิดว่า พี่จะทำไม่ได้ล่ะครับ” ถามพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอแบบน่ายันให้ตกเตียง ถ้าไม่ติดว่าผมเจ็บเท้าอยู่ละก็ มันโดนแน่ๆ

 

“อย่าคิดว่าแค่ครั้งสองครั้งแล้วจะบังคับอะไรผมก็ได้นะ ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างง่ายๆ หรอกโว้ย ถอยออกไป ผมโกรธ”

 

“พี่รู้ว่าโจวโจวโกรธ แล้วเรื่องเมื่อคืนพี่ก็ตั้งใจทำเต็มที่เลยด้วย ขอโทษที่ทำให้โจวโจวเจ็บนะครับ”

 

“ห๊ะ!!!” ผมถามอย่างไม่เชื่อหู มันขอโทษ แต่บอกว่ามันตั้งใจทำแบบนั้นกับผมเนี่ยนะ 

 

“ความจริงพี่อดทนมาตั้งนานแล้วนะ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พี่ว่ามันเกิดขึ้นช้าเกินไปด้วยซ้ำ และที่พี่ยอมหยุดแค่สองรอบนี่ก็ถือว่าพี่ต้องควบคุมตัวเองอย่างสุดความสามารถเลยรู้ไหม ถ้าไม่ติดว่าเป็นครั้งแรก แถมโจวโจวกำลังเจ็บเท้าอยู่ละก็...” ขณะที่พูดคนตัวโตก็สบตาผมอย่างไม่ยอมหลบหนี และรอยยิ้มที่ส่งมา ทำให้ความร้อนที่หน้าของผมพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมสักหกสิบสององศาเห็นจะได้ ตอนนี้มันต้องแดงไปหมดแล้วแน่ๆ โอ๊ย...ทำไมไอ้พี่จิ่งมันหน้าด้าน พูดเรื่องแบบนี้ได้หน้าตาเฉย อายบ้างก็ได้มั้ง

 

“เกอเกอนี่แม่งนิสัยไม่ดีว่ะ ถอยไปไกลๆ เลย” ผมโวยใส่ และผลักคนด้านบนเต็มแรง ทั้งโกรธ ทั้งเขิน เอ๊ย!! ไม่เอาๆ ไม่เขิน ผมโกรธอย่างเดียวดีกว่า

 

“ถ้าบรรดาพี่ๆ รู้ว่าเกอเกอทำอะไรผมละก็...”

 

“โจวโจวจะบอกพี่ๆ เอง หรือจะให้พี่บอกล่ะครับ”

 

“ไอ้พี่จิ่งอวี๋!!!

 

“โอเคๆ งั้นรอให้โจวโจวพร้อม แล้วค่อยบอกทางบ้านก็ได้ พี่รอได้ครับ”

 

“เกลียดพี่ฉิบหายเลยว่ะ” ผมด่าก่อนจะดึงหมอนมาปิดหน้า เพราะกำลังจะร้องไห้

 

เจ็บใจที่เถียงอีกฝ่ายไม่เคยชนะ โมโหที่สู้แรงมันไม่ได้ และผมไม่อยากให้ใครมาเห็นความอ่อนแอของผม โดยเฉพาะคนที่ทำให้ผมต้องเป็นแบบนี้

 

แต่ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ เพราะถูกมือใหญ่ดึงหมอนออก และยึดข้อมือผมไว้ไม่ให้ขัดขืน ผมจึงหันหน้าหนีไปทางอื่น

 

“พี่รู้ว่าทำให้โจวโจวโกรธ แต่อย่าพูดว่าเกลียดพี่เลยนะครับ” น้ำเสียงเว้าวอนของอีกฝ่าย ทำให้ผมลืมตัวหันกลับมามองหน้าคนพูด

 

ไม่ว่าจะทั้งน้ำเสียงหรือสายตาที่มองมา ทำเอาผมสะดุดลมหายใจตัวเอง ถ้ามันจะทำหน้าตาน่าสงสารขนาดนี้ จนผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นคนผิด ที่ไปพูดจาทำร้ายจิตใจผู้ชายตัวควายๆ อย่างมัน

 

“นะครับ” ทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่เศร้าสลดกว่าเดิม ทำเอาผมแทบพูดไม่ออก

 

“ผม...”

 

“ทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่โจวโจวคิดว่าไม่ดี ทุกอย่างที่พี่ทำเพราะว่าพี่รัก รักมากเสียจนพี่ก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะรักใครได้มากถึงขนาดนี้ รักขนาดที่ยอมเจ็บปวด ยอมเสียใจที่โจวโจวมีผู้หญิงคนอื่น ยอมทุกอย่างขอแค่ให้ได้รักโจวโจวเท่านั้น พี่ขอร้องนะครับคนดี อย่าเกลียดพี่เลยนะ” แล้วผมดันไปนึกถึงการดูแล และความเอาใจใส่ที่มันมีให้ผมในทุกๆ วันที่เราอยู่ด้วยกัน ตอนที่มันรับตบแทนในงานแต่งพี่เว่ยเทียน ตอนที่มันพาผมไปหาและนั่งรอจ้าวหลิงด้วยกันที่ปักกิ่ง พี่จิ่งอวี๋นี่มันก็อดทนดีจริงๆ นั่นแหละนะ

 

“ผม...แค่โกรธ” ไม่รู้เพราะอะไรถึงใจอ่อนกับไอ้พี่บ้านี่ตลอด ผมนี่มันก็มาโซเข้าเส้น เจ็บแล้วไม่เคยจำอย่างที่ถิงถิงมันชอบด่าจริงๆ นั่นแหละ

 

“โกรธได้ครับ พี่จะง้อเอง” พูดจบก็ก้มลงมาจูบที่ริมฝีปาก จากที่ขัดขืนในตอนแรก แต่สุดท้ายผมก็ยอมมันอีกตามเคย เกลียดตัวเองจริงๆ เลยว่ะ

 

“ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าโจวโจวไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง ครั้งต่อไปพี่จะให้โจวโจวอยู่บนก็แล้วกัน” พูดจบมันก็หัวเราะเสียงทุ้มจนผมเคลิ้ม จูบแก้มผมหนักๆ อีกที ก่อนจะลุกออกไปจากเตียง

 

คว้าโทรศัพท์กดโทรสั่งอาหารเช้า ส่วนผมที่คิดตามคำพูดของอีกฝ่ายก็ต้องอายจนหน้าแทบจะไหม้ เมื่อนึกออกว่าที่มันบอกจะให้ผมอยู่บนหมายถึงอะไร ไอ้พี่จิ่งวาฬนี่มันหื่นจริงๆ เลยให้ตาย ผมเกลียดมันโว้ย

 

TO  BE  CONTINUE….

 

เป็นยังไงครับ #ทีมจิ่งวาฬ สมใจกันหรือยัง น้องเสียตัวแล้ว เปิดตัวเบาๆ เริ่มต้นที่ ยก

 

ตอนหน้าชายหวงเขาจะได้เจอกับแฟนสาวคนสุดท้ายของชายสวี่ น้องว่านถิง


 

ซึ่งแฟนสาวคนนี้ ผมบอกได้แค่ว่า คนอ่านจะรักเธอ ... เชื่อผมไหมครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #27 ออออ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 02:34
    ได้กันแล้ว น้องดจวเสร้จพี่จิ่งจนได้
    #27
    0
  2. #25 banztzu1b (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 23:07
    โว้ยยย!!!ได้กันเฉยเลย?
    โอ้ยยเขินโว้ยยยย
    แต่เราร้องไห้เลยอะตอนที่จิ่ง บอกว่า "อย่าเกลียดพี่เลยนะ" เขียนให้เข้าถึงความรู้สึกของ คนพูดดีอะชอบบบบ
    #25
    0
  3. #24 ROSALENE (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 22:43
    กรี้ดดดดดดดดดดด พี่ พะ พี่จิ่งช่างละมุนเหลือเกินนนน โอ้ย น้องยอม ถ้าเปลี่ยนร่างกับโจวโจวได้ล่ะก็จะพุ่งเข้าใส่แล้วคลุกวงในไปแล้ว!555

    น้องว่านถิงนี่อย่าบอกนะว่าเป็นสาววาย หรือร้ายจนอยากตบ ไรท์บอกว่าคนอ่านจะรักนางก็แปลได้แค่นี้ล่ะ55
    #24
    0