ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 20 : รักเขาขม แต่รักผม(เริ่มจะ)หวาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 ม.ค. 60

ตอนที่ 20 รักเขาขม แต่รักผม(เริ่มจะ)หวาน

 

“อารมณ์ดีไปเปล่าวะ ตั้งแต่กลับมาจากกินข้าวก็ยิ้มทั้งวัน อย่างกับคนบ้า จิ่งเถียนเขาเอาอะไรผิดสำแดงให้นายกินหรือเปล่า” เว่ยหลางทักผมตอนบ่ายแก่ หลังจากที่ผมกลับมาจากออกไปกินข้าวกลางวันกับจิ่งเถียน พาเธอไปช้อปปิ้งจนสาแก่ใจ (ซึ่งแน่นอนว่าเงินผม) และไปส่งที่สนามบินเรียบร้อย ผมก็กลับเข้ามาในออฟฟิศ นั่งทำงานแบบรอเวลาเลิกงานเพื่อจะได้รีบกลับบ้าน

 

ทำงานไปก็นึกถึงคนที่ได้มอร์นิงคิสมาเมื่อเช้า เลยทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัว เพื่อนผมนี่ก็ตาดีจริง

 

แต่ถ้าคิดว่าจะยอมให้กัดอยู่ฝ่ายเดียวละก็ยากครับ บอกแล้วว่าพวกผมน่ะอยู่กับคนอื่นไม่ค่อยพูดหรอก แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มคนสนิทกันเองเมื่อไหร่ ไม่มีปล่อยให้หมาเหงาหรอกครับ ต้องปล่อยออกมาวิ่งเล่นกันกัดกันตลอด

 

“บ้าก็บ้าเพราะน้องนายนั่นแหละ อยากให้ฉันหายไหมล่ะ ไปเอาน้องนายมารักษาสิ” เจอหมัดน็อกเข้าไป เพื่อนผมก็ใบรับประทาน พอได้สติเท่านั้นแหละ เว่ยหลางก็ทำหน้าเหมือนกับว่าเห็นตัวประหลาดก่อนจะโวยลั่นห้อง

 

“นายนี่มันบ้าของจริง น้ำเน่ามากหวงจิ่งอวี๋ เป็นเอามากจนน่ากลัวแล้วนะโว้ย ถ้าน้องฉันมาเห็นนายนั่งยิ้มฝันกลางวันถึงเขาแบบนี้อ่ะนะ หนีกระเจิง” พูดจบก็ส่ายหน้าแล้วลุกเดินหนีออกไปจากห้องทำงานเลยครับ ยกนี้ผมชนะ หึหึ

 

จนเลิกงานต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ ช่วงนี้ผมกลับตรงเวลาแทบจะทุกวัน จนน้องๆ ที่บริษัทโดยเฉพาะพี่เส้าเฟย พากันแซวตลอดว่า รีบกลับเพราะว่าไม่อยากให้คนที่บ้านรอนาน ก็เรื่องจริงนี่ครับผมเลยแค่ยิ้มรับ เพราะไม่รู้จะเถียงไปทำไม

 

กลับถึงบ้านไม่เจอคนที่คิดถึงมาทั้งวัน ซื้อน้ำหอมมาฝากเขาด้วย เลยรีบเอากลับมาให้ พอดีจิ่งเถียนเขาอยากได้น้ำหอม ผมก็เลยต้องตามใจ

 

แน่ละสิครับ เล่นทิ้งเขาไว้ที่งานแต่งกับฉู่เซิง แล้วตัวเองดันลากผู้ชายกลับห้อง ดีที่พี่สาวฝาแฝดของผมไม่ใช่คนขี้งอน พาไปซื้อน้ำหอมสองสามขวดเธอก็ลืมแล้ว

 

แต่บังเอิญผมไปเจอกลิ่นที่เว่ยโจวเขาใช้อยู่ด้วย ไม่ได้เคยเห็นมาก่อนหรอกครับว่าเขาใช้แบรนด์ไหน กลิ่นอะไร แต่ปกติก็หาเรื่องแตะเนื้อต้องตัวเขาบ่อย ยิ่งเมื่อคืนนะได้กลิ่นแบบเต็มๆ หอมจนลืมไม่ลง ต้องไปนั่งยิ้มเพ้อทั้งวันให้เว่ยหลางมันกล่าวหาว่าเป็นบ้า

 

เจ้าแมวแสบหายไปแบบนี้ คงหนีกลับบ้านอีกตามเคย ผมเลยจัดกระเป๋าสำหรับค้างหนึ่งคืน แล้วก็หยิบหมวกกันน็อก ซิ่งหวานใจข้ามเซี่ยงไฮ้ไปฝั่งผู่ซี

 

ไปถึงบ้านเพื่อนประมาณเกือบทุ่ม กำลังตั้งโต๊ะมื้อค่ำกันพอดี พอแม่เห็นผมก็รีบเรียกไปร่วมวง

 

วันนี้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสุดๆ ทั้งพ่อกับแม่ พี่เว่ยเทียนกับอี้หลิรคู่บ่าวสาวหมาดๆ เว่ยหลาง เว่ยซื่อ เอ....แล้วน้องเล็กเขาหายไปไหน

 

“หึหึ” คนที่นั่งข้างผมหัวเราะเบาๆ แบบตั้งใจให้ผมได้ยินกันแค่สองคน แต่ท่าทางมันน่ะกวนตีนมากครับเพื่อนผม จากเดิมที่คิดจะถามเว่ยหลาง ผมเปลี่ยนใจทันที

 

“เว่ยซื่อ น้องไม่อยู่เหรอ” ผมถามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คนถูกเรียกชื่อเงยหน้าขึ้นมามองพลางอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบ

 

“หนีตามสาวไปปักกิ่งแล้วเกอเกอ” อื้อหือ..เจ็บจี๊ด แต่พออีกฝ่ายเห็นท่าทางชะงักช้อนที่กำลังจะเข้าปากของผม เจ้าเว่ยซื่อมันก็หัวเราะออกมา โอ๊ย!! กวนตีนทั้งพี่ทั้งน้อง

 

“น้องโจวเขาไปเที่ยวปักกิ่งกับหนูถิงถิงน่ะจิ่งอวี๋ น้องไม่ได้บอกเราหรือ” รู้อย่างนี้ผมถามแม่แต่แรกเสียก็ดีหรอก

 

“เปล่าครับ พอดีว่าเมื่อเช้าตอนผมออกไปทำงาน น้องยังไม่ตื่นน่ะครับ” หรือคุณจะให้ผมบอกความจริง ว่าผมย่องเข้าไปขโมยมอร์นิ่งคิสลูกชายเขาล่ะ

 

 

 

 

กินข้าวเสร็จผมก็เดินออกไปนั่งที่ซุ้มหน้าบ้าน แล้วก็กดโทรหาคนที่คิดถึงมาตลอดทั้งวัน โทรติดนะครับ แต่เขาไม่รับสาย โทรไปสองครั้งก็เหมือนเดิม เพราะเป็นห่วงผมก็เลยโทรเข้าไปหาถิงถิง ที่คาดว่าน่าจะอยู่ด้วยกัน

 

[สวัสดีค่ะจิ่งอวี๋เกอเกอ]

 

“ถิงถิงครับ แมวแสบอยู่กับเราหรือเปล่า”

 

[อยู่ค่ะ]

 

“เขาเป็นไงบ้าง ดูเฮิร์ตไหม แล้ว..ร้องไห้หรือเปล่า”

 

[ก็เหม่อๆ บ้างอ่ะค่ะ คงจะเฮิร์ตอยู่ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้นะ มันคงชินแล้ว แค่อาจจะช็อกที่รถไฟชนกันสามโบกี้รวด]เพื่อนสาวของเว่ยโจวพูดจบ ก็หัวเราะแบบไม่มีสงสารเพื่อนตัวเอง

 

 “แล้วเขากินข้าวบ้างหรือเปล่า”

 

[กินไปนิดเดียวเองค่ะ เมื่อเช้านี้ถิงโทรไปหามัน เสียงก็ยังดีๆ อยู่เลย เพราะกลัวมันเครียดพวกหนูก็เลยชวนมันออกมาดูหนังที่ห้าง...ด้วยกัน แต่พอเจอมันอีกทีตอนเที่ยงกว่า มันกลับดูอารมณ์เสียสุดๆ หน้าตาไม่กล้าบอกบุญอย่างแรง ข้าวกลางวันก็ไม่ค่อยจะกิน เอาแต่เขี่ย ทั้งที่ปกติมันนะกินเก่งจะตายถิงถิงเผาเพื่อนตัวเองยาวเหยียด

 

จะว่าไปเมื่อตอนกลางวันผมก็พาจิ่งเถียนเขาไปซื้อน้ำหอมที่ห้างนี้เหมือนกัน เสียดายไม่ได้เจอ จะได้แนะนำให้รู้จักกัน คงอีกนานแหละครับกว่าจะมีโอกาส เพราะพี่สาวผมเขาไม่ค่อยมาเซี่ยงไฮ้หรอกครับ นานๆ จะมาสักที

 

[แถมพอพวกหนูแซวเรื่องเกอเกอ โจวโจวมันก็หงุดหงิดใหญ่เลย นี่ถ้าไม่รู้ว่ามันพึ่งถูกสาวหักอกมาเมื่อคืน ถิงต้องคิดว่าเป็นเพราะมันถูกเกอเกอหักอกมาแน่ ก็จิ่งอวี๋เกอเกอเล่นสวีทกับสาวสวยผมดำในงานแต่งต่อหน้าต่อตาโจวโจวขนาดนั้น แค่พูดถึงชื่อเกอเกอมันก็จะกินหัวพวกหนูแล้วเพื่อนสาวคนสวยของไอ้แมวแสบยังเล่าต่อ แถมแอบเหน็บผมเบาๆ เรื่องสาวผมดำ ทำเอาผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้

 

ยังไม่ทันได้บอกว่าสาวคนที่ผมสวีทด้วยเป็นพี่น้องที่เกิดห่างกันแค่สองนาที อีกฝ่ายก็จัดมาอีกชุด

 

[ถิงว่ามันต้องเฮิร์ตเพราะเกอเกอแน่เลย ไม่อย่างนั้นแค่ได้ยินชื่อเกอเกอมันไม่เหวี่ยงหรอก พอแล้ว จิ่งอวี๋เกอเกอไม่ผ่าน หนูยุให้จงเหวินเกอเกอจีบมันเหมือนเดิมดีกว่า]

 

“อ้าว..อย่าใจร้ายกับพี่สิครับ แค่เพื่อนเราใจร้ายกับพี่คนเดียวก็แย่แล้ว สาวผมดำที่สวีทด้วยในงานแต่งน่ะ พี่สาวแท้ๆ ของพี่เอง” ผมบอกความจริงไป เพราะถ้าเกิดกองหนุนแปรพักตร์ ก็แย่กันพอดี

 

[อ้าว..พี่สาวหรอกหรือคะ หน้ายังเด็กๆ อยู่เลยน้ำเสียงสดใสขึ้นมาเชียวล่ะครับ

 

“ก็แก่กว่าพี่แค่สองสามนาทีเองนี่ครับ”

 

[ฝาแฝดด้วย ว้าว..อ้าว แล้วโจวโจวมันรู้ไหมว่าเขาเป็นพี่สาวเกอเกอ]

 

“ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักกัน ก็เกิดศึกชิงนายก่อนไงครับ พี่ก็เลยต้องไปร่วมชิงนายก่อน เอาเรื่องพี่สาวไว้ทีหลัง” ผมตอบไปตามตรง เท่านั้นถิงถิงก็หัวเราะคิก

 

[โอเค ถ้าอย่างนั้นให้อภัยค่ะ จีบต่อได้ จิ่งอวี๋เกอเกอ โจวโจวมันอาบน้ำเสร็จพอดีเลย เกอเกอจะคุยไหม เดี๋ยวถิงเรียกให้]

 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่โทรเข้าเบอร์เขาก็ได้”

 

[ได้ค่ะ]

 

“พี่ฝากถิงถิงดูเขาด้วยนะ”

 

[ไม่ต้องห่วงค่ะเกอเกอ ถิงจะดูแลให้ดี ผู้หญิงไม่ให้มันไปหลี ผู้ชายก็จะไม่ให้ใครเข้ามาจีบมันเด็ดขาดเลยค่ะตอนแรกก็ฟังเหมือนจะดี แต่ตอนหลังนี่เหมือนจะถูกแซว ตั้งแต่ผมเริ่มออกตัวว่าคิดไม่ซื่อกับน้องชายเพื่อนสนิท บรรดาเพื่อนสาวของเว่ยโจวเขาเป็นกองหนุนได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ รู้สึกเขินแปลกๆ อยู่เหมือนกัน ที่ดันไปฝากให้อีกฝ่ายดูแลหนุ่มน้อย แทนที่จะเป็นสาวน้อยเนี่ย

 

“โอเค ถ้าอย่างนั้นพี่ไม่รบกวนถิงถิงแล้ว พักผ่อนเถอะครับ” อีกฝ่ายรับคำก่อนจะวางสายไป

 

จากนั้นผมก็ลองกดเข้าเบอร์ที่โทรก่อนหน้านี้ ไม่รับสายเหมือนเดิมครับ ผมลองกดใหม่อีกสองสามครั้ง และรอสัญญาณจนสายตัดไป ก็ไม่มีคนรับเลยตัดใจเลิกโทร เพราะเขาอาจจะอยากอยู่คนเดียวก็ได้ ยังไงก็มีเพื่อนคอยดูแลเลยไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ครับ

 

นับตั้งแต่เขาไปปักกิ่งเมื่อสองวันที่แล้ว ไม่ว่าจะโทรไปหากี่ครั้ง อีกฝ่ายก็ไม่เคยรับสายผมเลยสักครั้ง ทำเอาผมเริ่มจะหมดความอดทนขึ้นมาทีละนิด ยอมเสียฟอร์มโทรไปหาเพื่อนสนิทที่พึ่งจะกลับปักกิ่งไปเมื่อเช้า(ก็ได้วะ) นี่ดีนะที่เขาไปกับเพื่อน ถ้าไปคนเดียวแล้วไม่รับสายผมละก็ เจอกันจะลงโทษเสียให้เข็ด

 

[ว่าไงวะ]

 

“นายถึงหรือยัง”

 

[ถึงตั้งนานแล้ว แปลก..ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะโทรมาถามอีกฝ่ายทำเสียงกวนประสาทกลับมา มันก็คงจะรู้นั่นแหละว่าผมโทรถามทำไม

 

“ไม่ได้ห่วงนาย แค่จะถามว่าไปรับน้องนายมาหรือยัง”

 

[อยู่ด้วยกันแล้ว พึ่งไปรับมาจากบ้านถิงถิงเมื่อกี้ เดี๋ยวจะพาออกไปกินข้าว แล้วห่วงน้องฉัน นายจะโทรมาหาฉันทำไม ทำไมไม่โทรหาเขา ไอ้นี่ชักจะประสาทนี่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นอนาคตพี่เขย ผมไม่ยอมให้มาด่าผมฉอดๆ แบบนี้หรอกนะ

 

“ถ้าเขารับสาย จ้างเป็นแสนฉันก็ไม่โทรหานายหรอก” ผมพูดจบอีกฝ่ายก็หัวเราะกลับมาตามสายเสียงดังจนน่าโมโห

 

[เจอกันตอนงานแต่งเว่ยเทียนเกอเกอ นายยังไม่ได้แนะนำให้เขารู้จักกับจิ่งเถียนเหรอวะ เมื่อกี้เขาเห็นรูปจิ่งเถียนเลยถามฉันว่า ผู้หญิงในรูปเป็นแฟนนายหรือเปล่า]

 

“ยังไม่ทันได้แนะนำ น้องนายก็รีบเดินหนีฉันไปก่อน แถมในงานก็ดันมีเรื่องกับบรรดาแฟนๆ ของน้องนายอีก จะเอาเวลาที่ไหนไปแนะนำวะ วันที่จิ่งเถียนจะกลับปักกิ่ง เจ้าแมวแสบดันแฮ้งค์ลุกไม่ขึ้น ฉันเลยไม่อยากปลุกเขา”

 

[เออ ถ้าอย่างนั้นฉันว่าฉันรู้แล้ว ว่าทำไมน้องโจวของนายถึงหนีมาเที่ยวปักกิ่ง โดยไม่บอกจิ่งอวี๋เกอเกอสักคำเพื่อนพูดจบก็หัวเราะ

 

ผมมานั่งคิดตาม เมื่อคืนก่อนคุยกับถิงถิง เขาบอกว่าวันนั้นนัดกันที่ห้างที่ผมพาพี่สาวไปช้อปปิ้ง แถมเวลาไล่เลี่ยกันอีก ไม่ใช่ว่าไปเห็นพวกผมสองคนพี่น้อง แล้วคิดว่าผมเป็นแฟนกับจิ่งเถียนเข้าจริงๆ หรอกนะ

 

“พรุ่งนี้มารับที่สนามบินด้วย”

 

[อะไรของนาย บ้าหรือเปล่าเนี่ย ก็รอแค่สี่ห้าวันนายจะตายหรือไง ไม่ต้องเสือกโผล่หัวมาเลย]โวยวายกีดกันเสียงหลง

 

“ไม่รอ คิดถึง เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าไปถึงกี่โมง แค่นี้นะ” ผมบอกก่อนจะวางสาย ท่าทางเพื่อนผมมันไม่ค่อยอยากให้ไป จะว่าหวงน้องมากก็ไม่น่าจะใช่ รู้สึกแปลกๆ มันต้องมีอะไรที่ไม่อยากให้ผมรู้แน่

 

วางสายจากเพื่อนเสร็จ ผมก็รีบค้นหาเที่ยวบินปักกิ่ง พอได้เวลาที่ถูกใจก็กดซื้อตั๋วทันที ผมนี่ก็ท่าจะเป็นเอามากอย่างที่เพื่อนมันว่าจริงๆ นั่นแหละนะ

 

 

 

 

อพาร์ตเมนต์ของเพื่อนผมดูดีไม่เบา รถจอดเสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบลงอย่างใจร้อน จนคนขับรถได้แต่หัวเราะกวนเบื้องต่ำเบาๆ ก่อนจะออกปากแซว

 

“น้องฉันไม่หนีหายไปไหนหรอก” น่าเตะไหมล่ะครับ

 

ขึ้นไปถึงห้องเพื่อนที่อยู่ชั้นบนสุด ก็เจอเข้ากับคนที่ดั้นด้นตามมาหา นอนหลับอยู่ในเปลญวนที่กางอยู่นอกระเบียง แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เย็นมากนัก แต่ก็ค่อนข้างจะมืดเร็ว เพราะว่ายังเป็นช่วงฤดูหนาวอยู่ อากาศเย็นแบบนี้ยังจะมานอนตากหมอกตามลมหนาวอีก

 

“มองได้แต่ห้ามทำน้ำลายหยดล่ะ” ได้ยินเสียงเจ้าของห้องแซว ทำเอาผมหันกลับไปเกือบจะค้อนใส่เพื่อน ที่พูดจี้ใจดำ

 

“ปลุกหน่อยสิ อากาศหนาวไปนอนตากลมเดี๋ยวไม่สบาย อีกอย่างนอนตอนเย็นๆ แบบนี้ เดี๋ยวกลางคืนก็ไม่ต้องได้นอนกันพอดี จะออกไปกินข้าวด้วย ฉันลงไปรอข้างล่างนะ จะพาเพื่อนไปด้วยคนหนึ่ง”

 

“อือ” ผมรับคำก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโซฟา และเดินออกไปยืนข้างคนที่หลับสนิทบนเปล

 

เหมือนจะรู้ตัวว่าถูกมองหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ คนที่นอนหลับเลยลืมตาขึ้นมองช้าๆ พอเห็นหน้าผมเจ้าตัวก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะหลับตาลงอีกรอบ

 

ผมฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายยังสะลึมสะลือ นั่งลงและก้มไปจูบแก้มเขาเบาๆ ทีนี้คนที่พึ่งจะหลับตาลงไป ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นผมชัดๆ เจ้าตัวก็อุทานเสียงดัง ก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจนเปลไหว

 

“เกอเกอทำบ้าอะไร!!

 

“จูบ” ผมตอบตามตรง ทำให้คนถามหน้าขึ้นสี เด็กบ้านี่มันเขินโคตรน่ารักอ่ะ ให้ตายเหอะ

 

“โรคจิต” คนตรงหน้ามองผมเหมือนไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน และก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี แต่ผมรั้งข้อมือเข้าไว้แล้วดึงให้อีกฝ่ายเซกลับมาหาตัว แล้วก็จูบสำเร็จโทษแรงๆ ไปหนึ่งที ในข้อหาไม่ยอมรับสายผม

 

อย่าครับ อย่าคิดว่าเขายอมแต่โดยดี แต่เพราะเขาดิ้นหนีผมไปไหนไม่รอดต่างหาก

 

“ผมจะบอกเว่ยหลางเกอเกอ” คนถูกจูบโวยวาย หลังจากที่ริมฝีปากตัวเองถูกปล่อยเป็นอิสระ หน้าและหูยิ่งแดงหนักกว่าเดิม

 

“พี่ก็รอให้โจวโจวบอกเว่ยหลางตั้งนานแล้ว” เท่านั้นเขาก็ยืนอ้าปากค้างไปเลย ก่อนจะรีบสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดผม แล้วเดินหนีเข้าไปด้านใน ผมเลยได้แต่หัวเราะตามหลัง ได้ยินเสียงด่าเบาๆ ลอยมาตามลม

 

“ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนกางเกงแล้วลงไปข้างล่างนะครับ เว่ยหลางเกอเกอรอไปกินข้าว” ผมบอกเมื่อเดินตามกลับเข้ามาข้างใน ขณะที่น้องชายเพื่อนกำลังเดินตรงไปทางห้องน้ำ เมื่อผมพูดจบเจ้าตัวก็หันกลับมามองพลางขมวดคิ้ว และถามอย่างไม่เข้าใจ

 

“ทำไมต้องเปลี่ยนกางเกง” คนถูกสั่งถามพลางก้มลงไปมองกางเกงที่ตัวเองสวมอยู่ มันเป็นกางเกงขายาวใส่อยู่บ้าน ผ้าอุ่นแต่ว่าบางหน่อยสีขาวครับ ถ้ายืนอยู่ใกล้แสงไฟ มันจะสาดส่องจนแทบจะเห็นข้างใน ถ้าใส่ตัวนี้ออกไปเดินกลางคืนต้องมีคนมองบ้างแหละ ผมไม่ค่อยโอเคอ่ะ

 

“ตัวนี้มันบางไป พี่ไม่ชอบให้ใครมอง พี่หวง” ผมพูดจบอีกฝ่ายก็อ้าปากค้างไปอีกรอบ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำปิดประตูตามเสียงดัง ทำเอาผมอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นคนเขินจนด่าไม่ออก

 

 

 

 

พวกเราสี่คนไปทานข้าว และเดินเล่นกันต่อที่ถนนเฉียนเหมิน

 

ไม่ใช่สิ พวกผมน่ะเดินเล่น แต่น้องเล็กเขาเดินไปกินไป หลังจากทานข้าวเสร็จออกมาเจอถังหูลู่ เขาก็กินหมดไปแล้ว ไม้ ที่อยู่ในมือกำลังเดินไปกินไปอยู่อีก ไม้ กินเก่งดีจริงๆ

 

ส่วนผมกำลัรู้สึกสะกิดใจกับเพื่อนของเพื่อนสนิทที่ชื่อ อี๋ชุน คนนี้แปลกๆ ไม่ใช่ไม่ถูกชะตานะครับ เขาก็ดูนิสัยดี สุภาพเรียบร้อย พูดจาก็ไพเราะน่าฟัง ไม่ปากร้ายเหมือนไอ้แมวแสบของผมหรอก

 

แต่แปลกก็เพราะเพื่อนผมนี่แหละ เว่ยหลางมันดูเป็นห่วงเป็นใยเขาจัง หรือเพราะผมกลายมาเป็นแบบนี้ เลยคิดว่าใครก็จะเป็นเหมือนผมหมดวะ หรือว่างานนี้มีซัมธิง...ไม่หรอกมั้ง

 

 

 

 

“โจวโจวนอนกับจิ่งอวี๋เกอเกอห้องนี้นะ” หลังจากกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ เว่ยหลางก็บอกน้องชายตัวเอง ผมนี่รักเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

 

“อ้าว..โจวนอนกับเว่ยหลางเกอเกอไม่ได้เหรอ”

 

“ได้ที่ไหนล่ะครับ จิ่งอวี๋เป็นเพื่อนพี่นะ จะให้ไปนอนกับอี๋ชุนได้ยังไง เขาไม่ได้สนิทกันสักหน่อย” เพื่อนผมพูด

 

“ไม่เอา..งั้นโจวลงไปนอนกับอี๋ชุนเกอเกอเอง” พูดจบเจ้าตัวก็หอบหิ้วหมอนข้าง เดินออกจากห้องไป

 

“มีอย่างที่ไหนวะ หวงคนอื่นมากกว่าน้อง” ผมลองแซวดู ทำเอาเพื่อนชะงักกึก ก่อนจะหันมามอง และตอบกวนตีน

 

“ไม่ได้หวงใครโว้ย ไม่ดีหรือไง อุตส่าห์ช่วยเนี่ย แต่ก็ดีแล้วที่เจ้าโจวมันไม่นอนกับนาย สมน้ำหน้า” พูดจบก็สะบัดตูดเดินหนีเข้าห้องนอนไปเลย ซึ่งนั่นนับว่าผิดปกติมาก

 

ถ้าไม่มีอะไรในกอไผ่ เพื่อนผมต้องมองด้วยหางตา แล้วด่ากลับมาว่าประสาท แต่นี่เจ้าตัวกลับโวยเสียงหลง ดูท่าคุณอี๋ชุนคนนี้ต้องไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาแน่ๆ

 

เพราะปกติถ้าไม่ใช่เว่ยโจว ผมไม่ค่อยเห็นเพื่อนผมใจดีกับใครเสียด้วย แต่ดูเขาใจดีกับผู้ชายคนนั้นไม่น้อย ถ้าไปถามฉู่เซิง มันจะตอบได้หรือเปล่าวะครับ ผมอยากรู้อ่ะ

 

 

 

 

ตอนเช้าผมตื่นแล้วก็รีบอาบน้ำแล้วออกมาจากห้อง กะว่าจะลงไปปลุกน้องชายเพื่อนออกไปหาอะไรทาน แล้วไปขับรถเล่นด้วยกัน (อย่าสงสัยครับ รถเว่ยหลางนั่นแหละ) แต่ไม่ได้ทำอย่างที่คิด เพราะว่าออกมาก็เจอคนที่กำลังคิดถึงนั่งทานปาท่องโก๋กับโกโก้ร้อนแก้วใหญ่อยู่หน้าทีวี

 

อีกฝ่ายหันมาเห็นผม แต่ก็ไม่ทักว่าอย่างไร หันกลับไปดูเจ้าจอสี่เหลี่ยมนั้นต่อ ส่วนเพื่อนผมนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมหนังสือเงียบๆ

 

“ออกไปขับรถเที่ยวรอบเมืองกันไหม” ผมถามก่อนจะเบียดตัวลงนั่งชิดกับคนที่เอาแต่ทานไม่พูดไม่จา โดยไม่สนใจตาที่มองมาอย่างขุ่นขวางของคนที่โดนเบียด และเพื่อนสนิทที่นั่งหัวโด่อยู่ที่มุมหนังสือ

 

เว่ยโจวหันไปมองพี่ชายอย่างตกใจ ก่อนจะขยับออกห่างผม เหมือนกับกลัวว่าพี่ชายตัวเองจะผิดสังเกต โอ๊ย..อยากจะบอกเหลือเกิน ว่าเว่ยหลางมันโคตรจะรู้เห็นเป็นใจกับผม

 

“ไม่ไปอ่ะ วันนี้ผมจะไปหาแฟน” เจ็บจี๊ดจนแทบสะอึก แต่คนที่นั่งอยู่มุมห้องกลับหัวเราะคนเดียวเบาๆ ทำเอาผมอดหันไปทำตาขวางใส่เพื่อนไม่ได้

 

“เดี๋ยวพี่พาไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปเที่ยวด้วยกัน เว่ยหลางมันไม่ว่างขับรถพาไปหรอก”

 

“ผมไปรถเมล์ได้ เกอเกอว่างนักหรือไง แต่ก็คงจะว่างหรอกนะ งานการมีไม่ทำ ถ่อมาไกลถึงปักกิ่ง อย่างว่าแหละคนมีอันจะกิน” ปากน่ารักๆ นี่มันช่างเหน็บแนมเก่งเสียจริง อยู่ด้วยกันตามลำพังเมื่อไหร่ ผมจะจูบเสียให้เข็ด

 

“แล้วเพราะใครล่ะ พี่ถึงต้องโดดงานตามมาถึงปักกิ่งน่ะ หืม..” ผมก้มลงไปกระซิบชิดหูอีกฝ่าย นั่นทำให้น้องชายเพื่อนผงะถอยห่าง และรีบยกมือขึ้นมาดันหน้าผมออก จนคอผมแทบเคล็ด ขณะที่เจ้าตัวหันไปมองพี่ชายอย่างตื่นๆ

 

แต่เพื่อนผมไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจเราสองคน ที่กำลังแอบสวีทกันแต่อย่างใด ผมเห็นนะว่าเว่ยหลางมันแอบยิ้ม จะหัวเราะเยาะ สมน้ำหน้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ว่ามันหรอก แค่ไม่ขัดจังหวะก็ดีใจจะแย่แล้ว

 

“ให้จิ่งอวี๋เกอเกอเขาขับรถไปให้นั่นแหละครับ พี่จะได้ไม่เป็นห่วง”

 

“ให้เพื่อนเกอเกอขับไปน่ะ น่าเป็นห่วงกว่าเดิมอีก” คนข้างผมบ่นอุบอิบแค่พอได้ยินคนเดียว แต่ผมที่อยู่ระยะประชิดมีหรือจะไม่ได้ยินน่ะ เลยได้แต่หัวเราะเบาๆ แสดงว่าไอ้แมวแสบมันก็รู้ตัวน่ะนะ ว่าอยู่กลับผมแล้วอันตราย

 

 

 

 

ตอนเที่ยงๆ เราก็ออกจากบ้านด้วยบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวของเว่ยหลาง พอผ่านร้านดอกไม้ คนที่นั่งหน้าตูมอยู่ด้านข้างก็บอกให้ผมจอดรถ ทำให้ผมอดนึกถึงตอนที่ได้เจอกับเขาครั้งแรกไม่ได้

 

เราสองคนเจอกันที่ร้านดอกไม้ ต่างกันตรงที่ตอนนั้นเขาซื้อไปเยี่ยมพี่อี้หลงเพราะแม่ฝากมา แต่ตอนนี้เขากำลังจะซื้อไปให้แฟนสาว

 

ผมก็มาโซพอสมควรเหมือนกันนะ ถึงได้ตามมาเจ็บปวดถึงที่แบบนี้ รนหาที่จริงๆ เลยหวงจิ่งอวี๋

 

 

 

 

“เสี่ยวหลิง วันนี้อยู่ห้องหรือเปล่าครับ” คนที่กลับเข้ามานั่งบนรถเรียบร้อยแล้วโทรศัพท์ไปหาแฟนตัวเอง หลังจากที่เมื่อกี้เขาไปติดต่อที่ชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่แฟนของเขาเช่าอยู่ แล้วคนดูแลบอกว่าเจ้าของห้องนั้นออกไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว

 

“งั้นเหรอ เปล่า..ไม่มีอะไร โจวโทรหาเฉยๆ คิดถึงน่ะ วันนี้เสี่ยวหลิงจะกลับกี่โมง” จากนั้นเจ้าตัวก็คุยต่ออีกไม่กี่คำแล้วก็วางสาย

 

“เกอเกอกลับกันเหอะ เขาไม่อยู่ น่าจะกลับเย็นๆ เดี๋ยวผมค่อยออกมาใหม่”

 

“ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ไปดูหนังรอก็ได้ กลับไปห้องก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี” ผมชวน เพราะไม่อยากกลับไปนั่งเฉยๆ อยู่ที่ห้อง ทั้งที่มีโอกาสอยู่ตามลำพังสองต่อสองทั้งที

 

“เกอเกอเลี้ยงนะ ผมหมดไปกับดอกไม้แล้ว” คนด้านข้างหันมาต่อรองอย่างลืมระแวงผมไปชั่วขณะ

 

“ให้พี่เลี้ยงตลอดชีวิตก็ไม่มีปัญหานะ รีบรับรักพี่เร็วๆ สิ” ผมได้จังหวะเลยหยอดไปสักหน่อย

 

“ไม่เอาแล้ว งั้นกลับห้องเลย” หลังจากหายอึ้ง คนที่เคยเถียงคำไม่ตกฟากก็โวยลั่นรถ ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทาง ผมแอบเห็นนะว่าเว่ยโจวหูแดง แบบนี้คงไม่ใช่โกรธหรอก คุณผู้อ่านคิดเหมือนผมไหม

 

 

 

 

แต่ผมก็ไม่ได้กลับห้องอย่างที่เขาบอกหรอกนะครับ พาเขาไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลนัก ซื้อตั๋วหนังเสร็จแล้วก็ไปนั่งจิบโกโก้ร้อนๆ รอเวลา ซึ่งกว่าหนังจะเริ่มฉายก็อีกเกือบชั่วโมง

 

ระหว่างที่นั่งกันอยู่ในร้านกาแฟ เว่ยโจวเขาก็บอกว่าเดี๋ยวมา แล้วก็รีบลุกออกจากร้านไป แต่แค่ไม่กี่นาทีก็กลับเข้ามา ท่าทางอีกฝ่ายซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

 

“เปล่า..พอดีเมื่อกี้เหมือนเจอคนรู้จัก แต่..ไม่น่าจะใช่หรอก” พูดจบเจ้าตัวก็ยกโกโก้ร้อนขึ้นจิบ อาการแปลกๆ นะวันนี้ท่าทางไม่เห็นเขาอยากทานอะไรเลย ทั้งที่ปกติเขาทานเก่งออกจะตาย นี่กลับไม่ยอมแตะขนมที่ผมสั่งมาทานกับเครื่องดื่มเลยสักนิด

 

 

 

 

“เอาป๊อปคอร์นไหม” ผมถามหลังจากที่เรามาถึงหน้าโรงหนัง คนที่ปกติซื้อนั่นนี่เข้าไปทานในโรงหนังตลอดกลับส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ นี่ต้องไม่ใช่สวี่เว่ยโจวตัวจริงแน่ๆ

 

แต่เมื่อเห็นท่าทางเซื่องซึมของเขา ทำเอาผมไม่อยากจะซักไซ้ ซื้อแค่น้ำเปล่าแล้วก็พากันเดินเข้าโรงหนัง

 

“เดี๋ยวผมรอคนเดียวก็ได้เกอเกอ ไม่รู้ว่าเขาจะกลับเมื่อไหร่ แล้วเดี๋ยวผมกลับเอง”

 

“ไม่เป็นไรครับ พี่รอได้”

 

“คิดว่ารอได้ก็ดี ถ้าผมขึ้นห้องไปกับแฟน เกอเกอจะยังรอไหม” ไม่รู้ว่าถามเพราะประชด ลองใจ หรือเพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่คำถามที่ได้ยินทำให้ผมอึ้งไปไม่น้อย 

 

“เกอเกอคิดดูดีๆ นะ ระหว่างเราสองคน จิ่งอวี๋เกอเกอก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ อย่ารอผมเลย”

 

“แล้วรู้ไหมว่าเพราะอะไรมันถึงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าโจวโจวไม่เคยให้โอกาสพี่เลย ทำไม..แค่พี่เป็นผู้ชาย พี่ผิดมากนักเลยเหรอ จะบอกให้รู้ไว้เลยนะ ว่าพี่รักโจวได้มากกว่าคนอื่น และรักโจวได้มากกว่าที่โจวคิดเยอะ ทำไมต้องผลักไสพี่อยู่เรื่อย คิดว่าพี่เจ็บไม่เป็นหรือไง” ผมใส่เป็นชุดด้วยความลืมตัว ก็มันโมโหนี่ครับ ไล่กันอยู่นั่นแหละ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะว่ารักเขาเข้าไปแล้ว ผมไม่เสียเวลามานั่งรอเป็นเพื่อนหรอกนะ

 

เพราะเป็นห่วงถ้าจะมาทิ้งเขาไว้มืดๆ แบบนี้ อากาศก็หนาวด้วย มีอย่างที่ไหน มานั่งรอคนที่เรารัก ให้เขามาหาแฟนเขาเนี่ย ผมว่าตัวเองคงจะหลงหมอนี่จนชักจะเสียสติ และมาโซคิสต์ขึ้นทุกวัน

 

“ผมขอโทษ” เสียงแผ่วเบานั้นดึงสติผมกลับมาได้ ความจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดเขาหรอก เว่ยโจวเขาไม่ได้ขอให้ผมตามมา ไม่ได้ขอให้มารอเป็นเพื่อน ผมเลือกเองต่างหาก

 

 

 

 

เราสองคนนั่งเงียบอยู่ในรถที่เปิดฮีทเตอร์อุ่นๆ นานพอสมควร แล้วในที่สุดก็มีรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ และมีผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูก้าวลงมา

 

คนที่อยู่ข้างผมรีบเปิดประตูลงไปพร้อมดอกไม้ในมือ แต่ยังเดินไปไม่ทันถึงที่ ผู้ชายที่นั่งฝั่งคนขับก็ก้าวลงจากรถ ก่อนที่ทั้งสองคนนั้นจะเดินจูงมือกันเตรียมจะเดินเข้าไปในตึก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่น้องชายเพื่อนผมเดินไปถึงคนทั้งสองพอดี ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงเดินลงจากรถไปหาคนที่ยืนอยู่ทั้งสามคนตรงนั้น

 

“อาเหว่ยขึ้นไปก่อนนะ หลิงขอคุยกับเพื่อนก่อน” สาวสวยที่เรียกแทนตัวเองว่า หลิง’ หันไปบอกผู้ชายคนที่ลงจากรถมาด้วยกัน ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะพยักหน้าช้าๆ ยิ้มให้กับพวกผม แล้วเดินเข้าไปก่อน

 

“โจวโจว..หลิงขอโทษ”

 

“ถ้าโจวไม่มาเห็นเอง อีกนานไหมกว่าหลิงจะบอกโจว” พูดจบเจ้าตัวก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถเงียบๆ ผมเลยได้แต่เดินตามน้องชายเพื่อนกลับมาที่รถ โดยปล่อยให้สาวสวยด้านหลังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

 

ยังไม่ทันได้ขึ้นรถ เว่ยโจวเขาก็โยนดอกไม้ที่บอกว่าซื้อมาจนเงินหมดตัวลงใส่ถังขยะแบบไม่มีเสียดายเงินเลยสักนิด

 

“กรรมนี่มันตามไวจัง” เจ้าตัวพูดเสียงเบา จากนั้นก็ไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมาอีก ผมเลยพาเขากลับที่พัก

 

พอเห็นหน้าพี่ชายเขาก็เข้าไปกอดอีกฝ่ายและร้องไห้ เว่ยหลางที่เห็นอาการของน้องชาย หันมาจ้องหน้าผมอย่างกับจะกัด

 

“ไม่ใช่ฉันโว้ย เดี๋ยวเล่าทีหลัง” ผมบอก จากนั้นในคืนนี้ก็ไม่ได้มีใครย้ายไปนอนที่ไหน ผู้ชายสามคนนอนเรียงกันอยู่บนเตียงหกฟุตในห้องเพื่อนผม โดยที่น้องเล็กสุดนอนอยู่ตรงกลาง และกอดพี่ชายของเขา ผมยอมเพื่อนวันนึงก็แล้วกัน

 

 

 

 

เช้าวันถัดมา คนที่พึ่งผ่านการอกหักหมาดๆ (อีกรอบ) มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ขนาดเว่ยหลางเอาอกเอาใจทุกอย่าง(จนผมหมั่นไส้) แต่น้องเล็กก็ยังดูไม่สดใสเหมือนเคย จนผมชักจะเป็นห่วงมากขึ้น ก็ขนาดวันนั้นที่งานแต่งพี่เว่ยเทียนเขายังไม่เป็นขนาดนี้เลย

 

“ออกไปนั่งรถเล่นกันดีไหมครับ เห็นโจวโจวเป็นแบบนี้พี่รู้สึกไม่ดีเลย” ผมเดินออกไปชวนคนที่นอนอยู่บนเปลญวนนอกระเบียง คนถูกชวนเบนสายตาที่เหม่อมองไปบนท้องฟ้าสีครามนั้นหันมามองผมนิดหน่อย ก่อนจะตอบเสียงเบา

 

“ผมไม่อยากไปไหน ถ้าเกอเกอเบื่อก็ออกไปเถอะ”

 

“พี่ไม่ได้เบื่อ พี่แค่เป็นห่วงที่เห็นโจวโจวเป็นแบบนี้” ผมพูดจบก็หันไปมองเพื่อนที่นั่งทำงานอยู่ที่โซฟาด้านใน อีกฝ่ายพยักหน้าให้ และลุกเดินหายไปจากตรงนั้น ก่อนจะออกมาอีกครั้งพร้อมกับกุญแจรถในมือ

 

“ไปกับพี่นะครับ ออกไปดูอะไรข้างนอก ดีกว่าโจวโจวนอนเฉยๆ คิดมากอยู่แบบนี้” ผมบอกเสียงเบา ก่อนจะก้มลงเอื้อมมือไปรั้งข้อมือให้คนบนเปลลุกขึ้น แม้จะมีท่าทางขัดใจ แต่อีกฝ่ายก็ยอมลุกขึ้นจากเปลตามแรงดึงของผม เดินตามเข้ามาด้านใน

 

“เว่ยหลางเกอเกอทำงานไปเถอะ ผมไปกับจิ่งอวี๋เกอเกอแค่สองคนก็ได้ เกอเกองานเยอะจะตาย ไม่ได้ว่างงานเหมือนใครบางคนแถวนี้ อีกอย่างผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย”

 

“ครับ...ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย งั้นพี่ไม่เป็นก้างขวางคอก็แล้วกัน รีบกลับมาเป็นเจ้าแมวแสบซนคนเดิมของพี่ไวๆ นะตัวแสบ” เว่ยหลางพูดประชดในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นห่วงปนแซวในตอนท้าย และดึงน้องเล็กของตัวเองเข้าไปจูบที่หน้าผากเบาๆ พลางส่งกุญแจรถให้ผม

 

 

 

 

ผมขับรถพาเขาไปตามทางเรื่อยเปื่อย คือเอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้รู้จักที่ทางแถวนั้น ก็ขับไปเรื่อยๆ จนออกนอกเมืองมากขึ้นทุกที แม้ในห้องโดยสารจะเงียบมาก แต่ผมก็ไม่ได้เปิดเพลง เพราะกลัวจะไปเจอเพลงอกหักรักคุด ตอกย้ำให้คนที่นั่งด้านข้างต่อมน้ำตาแตก เพราะผมแพ้น้ำตาผู้ชายที่ชื่อสวี่เว่ยโจวอย่างแรงเลย

 

ดูเหมือนว่าหลังจากที่นั่งรถออกมากันได้สักชั่วโมงกว่า คนที่เคยนั่งซึมก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าตอนอยู่ในห้อง แม้อีกฝ่ายจะมองออกไปนอกรถ แต่ก็ให้ความสนใจสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เอาแต่มองเหม่อไร้จุดหมาย ก็คงคิดถูกแล้วที่ชวนเขาออกมา

 

“ไปไกลๆ ได้ไหมเกอเกอ”

 

“ไกลแค่ไหนก็ได้ครับ” ผมบอกและหันไปยิ้มให้คนที่หันมามองผมอยู่ จากนั้นมือเรียวก็เอื้อมมาเปิดเพลงฟัง ย้ายคลื่นหาสถานีฟังเพลงอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนจะไม่เจอที่ถูกใจ

 

ผมนึกขึ้นได้ว่าเว่ยหลางมันชอบยัดๆ แผ่นซีดีเพลงสากลเพราะๆ ไว้ที่ซองด้านหลังเบาะ เลยบอกให้น้องหันไปหยิบมา และเขาก็เลือกแผ่นที่มีรายชื่อเพลงที่คงจะถูกใจเขามาเปิด

 

ด้านนอกอากาศหนาวเย็นมาก แตกต่างจากภายในรถที่เปิดฮีทเตอร์จนอุ่นสบาย คนนั่งข้างผมเคาะนิ้วตามจังหวะเพลงเบาๆ ดูอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง

 

เมื่อคิดว่าคงจะไปไกลกว่าที่คิด ผมเลยแวะปั๊มเติมน้ำมันจนเต็มถัง ส่วนน้องเดินเข้าร้านสะดวกซื้อไปแล้ว เติมน้ำมันเสร็จผมก็วนหาที่จอดรถแล้วตามเข้าไป เจอคนที่ยืนยิ้มรออยู่แล้วพร้อมตะกร้าที่มีทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวอยู่เต็มอัตรา

 

“ผมไม่ได้เอาเงินมาอ่ะ เกอเกอเอาอะไรเพิ่มไหม” เห็นว่ามีน้ำเปล่าในตะกร้าผมก็โอเคแล้วล่ะ พอเห็นผมส่ายหน้า น้องชายเพื่อนก็เดินนำไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ผมจ่ายเงินและถือของเอง แม้ว่าคนเลือกซื้อจะอาสาช่วยถือก็เถอะ

 

แหม..ช่วงทำคะแนนนี่ครับ ผมก็ต้องเอาอกเอาใจดูแลเป็นธรรมดา (ถึงปกติผมจะเอาอกเอาใจอีกฝ่ายอยู่แล้วก็เถอะ จนเว่ยหลางมันยังว่าผมตามใจน้องมันจนแทบจะเสียนิสัย ความจริงหมอนั่นคงอิจฉาผมมากกว่าที่น้องชายมันอ้อนผมน่ะ)

 

 

 

 

                หลังจากขึ้นรถได้คนนั่งว่างก็แกะขนมกินทันที สงสัยจะหิว เพราะเมื่อวานเขาไม่ได้ทานข้าวเย็น เมื่อเช้าก็ไม่ยอมทานอะไรเลย

 

“เกอเกอเอาไหม” คนที่นั่งเคี้ยวป๊อกกี้หันมาถาม พอผมพยักหน้าเขาก็หยิบส่งมาให้

 

“พี่ถือไม่ถนัด ป้อนหน่อยสิ” ผมออดอ้อนเล็กน้อย นั่นทำให้คนยื่นแท่งป๊อกกี้มาให้แทบจะค้อน แต่ก็ยังหยิบมาจ่อให้ถึงปาก ผมกัดทั้งที่ยังมองหน้าคนป้อน จนอีกฝ่ายร้องโวยวายเสียงหลง

 

“ผมป้อนจนถึงปากแล้วจะหันมาทำไม หันไปมองถนนสิ เดี๋ยวก็พากันตายหมู่หรอก”

 

จากนั้นเราก็นั่งรถชมวิวยาวกันไปจนถึงเมืองฉินหวงเต่ากันเลยทีเดียว หลังจากแวะทานข้าวกลางวันในเวลาที่ล่วงเลยเข้าไปบ่ายจัดแล้ว ผมก็พาน้องเดินเล่นเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนด่านซานไห่กวน

 

ตอนเย็นก็ไปหาที่พักในตัวเมือง เพราะว่าจะขับรถกลับปักกิ่งเลยก็จะดึกเกินไป จากที่นี่กลับปักกิ่งใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการเดินทาง อีกอย่างตอนนี้ผมอยากอยู่กันเงียบๆ สองคนมากกว่า เป็นผู้ชายที่นิสัยไม่ดีจริงๆ เลยจิ่งอวี๋

 

ตอนที่โทรไปบอกเพื่อนว่าจะพักที่ฉินหวงเต่า เพื่อนผมโวยวายว่าขับไปได้ยังไงไกลขนาดนั้น แต่ก็ไม่วายกำชับว่าขากลับให้ขับระวังๆ

 

 

 

 

“นายทำได้ยังไงเนี่ย” เพื่อนสนิทถามผม หลังจากที่เห็นน้องชายสุดที่รักเดินยิ้มเข้าไปในห้อง ก่อนเจ้าตัวจะวางของฝากลงบนโต๊ะหน้าโซฟา หาน้ำดื่มเรียบร้อยไอ้แมวแสบก็เดินไปนอนเปลญวน รับลมหนาวระเบียงอย่างที่ชอบทำ ดูท่าทางเขาจะชอบนะ เดี๋ยวซื้อไปไว้ให้ที่คอนโดฯ ดีกว่า

 

“ยังไม่หายหรอก แต่อย่างน้อยก็ดีขึ้นเยอะล่ะนะ ฉันเลยคิดว่าจะขับรถนายกลับเซี่ยงไฮ้” ผมบอกเจ้าของรถ อีกฝ่ายหันไปมองคนที่นอนไกวเปลเบาๆ

 

“เออ ขับดีๆ ก็แล้วกัน ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้ออกไปไหนหรอก ยังไงจะใช้จักรยานไฟฟ้าไปก่อน อีกสามอาทิตย์ถึงจะมีกำหนดเข้าไปคุยงาน ค่อยไปเอารถก็แล้วกัน”

 

ขากลับจากปักกิ่งลงมาเซี่ยงไฮ้ ผมกับเว่ยโจวใช้เวลาเกือบค่อนวัน ออกจากปักกิ่งกันตั้งแต่เช้า ถึงเซี่ยงไฮ้เอาเกือบเที่ยงคืน เพราะว่าขับชมวิวกันจริงๆ ฟังเพลงเรื่อยเปื่อย และแวะของกินหากันแทบจะตลอดทาง คนที่ร่วมทางมาด้วยดูอารมณ์ดีขึ้นเยอะ จนผมหายห่วงขึ้นมาอีกนิด

 

แต่ที่ทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นอย่างแรง ก็เพราะว่าแฟนสาวเขาคงแทบไม่เหลือแล้ว ทีนี้ผมจะรุกได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร ไม่ต้องรู้สึกผิดกับสาวๆ พวกนั้นด้วย หนีผมไม่รอดแน่คุณชายสวี่เว่ยโจว

 

TO  BE  CONTINUE…

 

พี่จิ่งวาฬเขาหมายมั่นปั้นมือขนาดนี้แล้ว เตรียมตัวมีสามีได้แล้วนะครับน้องโจว เอิ๊กๆ

 

ว่าแต่ตอนหน้าเขาไปพรีฮันนีมูนกันที่หลีเป๊ะ เอ๊ะ!!! น้องจะเสียตัวไหม...ผมไม่รู้ อย่าถามผมฮะ รอถามชายสวี่คนแมนเถอะว่าเจ็บหรือเปล่า อุ๊บส์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น