ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2 หวงจิ่งอวี๋..พระเอกตัวจริง(คิงข้าวหลามตัด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 ธ.ค. 59

ตอนที่ 2 หวงจิ่งอวี๋..พระเอกตัวจริง(คิงข้าวหลามตัด)

 

ก่อนที่คุณๆ จะไปอ่านตอนที่สองกัน ขอผมแนะนำตัวสักนิดนะครับ เพราะเดี๋ยวในตอนนี้คุณจะเจอแต่หน้าผมจนเบื่อเลยละ ผมชื่อหวงจิ่งอวี๋เป็นหนุ่มหน้าตาดี ดีกรีนายแบบนักเรียนนอก สูงร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตร แฟนคลับหลายคนบอกว่าผมยิ้มสวยเพราะมีเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง

 

เวลาอยู่กับคนอื่นๆ ผมค่อนข้างจะพูดน้อยนะครับแต่ก็ไม่ขรึมจนดูน่ากลัวเหมือนเว่ยหลางเพื่อนสนิทผมหรอก แต่ถ้าลงได้อยู่กับคนสนิทแล้วละก็ทั้งผมทั้งเว่ยหลางกัดกันจนแทบจะไม่หยุดพูดเลยละ ที่บรรยายสรรพคุณตัวเองให้คุณอ่านกันขนาดนี้ก็เพราะว่าผมเป็นพระเอกของนิยายเรื่องนี้

 

หืม..อะไรนะ คุณบอกว่าใครเป็นพระเอกนะ เว่ยโจวเหรอ? ใครคือเว่ยโจว? อย่าไปเชื่อครับ..ผมนี่แหละ พระเอกตัวจริงเสียงจริงขอบอก ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านกันไปก็แล้วกัน

 

 

 

 

ผมพึ่งกลับมาอยู่ประเทศจีนได้แค่ไม่กี่วันเองครับ เพราะไปเรียนต่อแล้วก็ทำงานอยู่ที่ต่างประเทศหลายปี ทำให้นาฬิกาในตัวผมยังปรับเวลาให้เข้ากับเมืองจีนได้ไม่ดีนัก ตอนนี้นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลยตีหนึ่งแต่ผมกลับยังตาใส ไม่มีวี่แววว่าจะง่วงแต่อย่างใด มีเพียงแต่อาการหิวที่รังควานท้องไส้เบาๆ ตัดสินใจคว้ากุญแจรถคันโปรดออกไปหาเพื่อนทานข้าว ไปทั้งที่มันเข้าวันใหม่แล้วนี่แหละ ยังไงพรุ่งนี้เพื่อนผมก็ไม่ได้ทำงานอยู่แล้ว

 

เมื่อรถมาจอดหน้าร้านของเพื่อนก็รู้ว่าผมคิดไม่ผิด เพราะที่ร้านยังเปิดไฟสว่างอยู่ เพื่อนผมทำงานเป็นมัณฑนากรรับงานแบบอิสระไม่ได้นั่งประจำออฟฟิศ เพียงแต่ว่าหมอนี่จะดูดวงเป็นงานอดิเรกโดยเปิดร้านอยู่ที่ชั้นล่างสุดของบ้านสองชั้นสไตล์จีนโบราณเข้ากับย่านนั้นอย่างแนบเนียนซึ่งเข้าไปในซอยจากถนนใหญ่นิดหน่อย

 

เรื่องความแม่นยำของการทำนายขอบอกว่าน่ากลัวมาก ผมจอดรถหน้าร้านยังไม่ทันได้เปิดประตูก็มีคนเปิดออกมาจากด้านใน คนที่เดินสวนออกมาเป็นผู้ชายหน้าตาดูดีไม่เบาหรอก ตัวเตี้ยกว่าผมไม่มากนัก สวมเสื้อสีขาว ผมเบี่ยงตัวหลบทางให้เล็กน้อย

 

“กำลังรออยู่เชียว นายถึงเร็วกว่าที่คิดซะอีก” เพื่อนทักทันทีที่ผมก้าวเข้าไปทั้งที่ยังไม่หันหลังกลับมามองด้วยซ้ำ

 

“คนมาดูดวงเหรอวะ” ผมถามคนที่กำลังวุ่นวายเก็บของในตู้ด้านหลังให้เข้าที่เข้าทาง

 

“เปล่า คนนั้นเขามาตามหาคนน่ะ”

 

“มาตามหาในบ้านหมอดูตอนนี้เนี่ยนะ” เพราะว่าเวลามันล่วงเข้าเช้าวันใหม่แล้วไงครับ

 

“หิวมากหรือเปล่านั่งก่อนสิ ฉันว่าวันนี้จะตัดยอดคนที่เก้าเพื่อนาย” ฉู่เซิงพูดออกมาทำให้ผมต้องใช้เวลาในการแปลจีนเป็นจีนไปห้าวินาที

 

“คนที่เก้าเหรอ ฉันจะมาชวนนายไปกินข้าวนะฉู่เซิง ไม่ได้มาดูดวง หิวข้าวโว้ย” ผมบ่นเพื่อนนิดๆ ที่คิดจะมาดูดวงผมในเวลาที่หิวขนาดจัดนี้ แถมนี่เกือบจะตีสองแล้วด้วย ถึงมันจะเป็นคนที่เก้า คนสุดท้ายในรอบเดือนนี้ก็ตาม

 

 

 

 

คุณๆ อาจจะไม่รู้ว่าเพื่อนผมเป็นคนที่ทำนายดวงชะตาได้แม่นเหมือนตาเห็น และในบางครั้งหมอนี่จะสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้แบบเหนือความคาดหมาย แน่นอนว่ามันค่อนข้างจะน่ากลัวสำหรับคนที่ไม่รู้จัก เจ้าตัวก็เลยไม่ค่อยรับดูดวงหรือทายทักใครมั่วซั่วเพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดน่ะครับ

 

แต่ว่าสำหรับผมที่เป็นเพื่อนสนิทมาตั้งแต่สมัยประถม ความกลัวที่เคยมีตอนนี้เปลี่ยนเป็นความชินไปเสียแล้ว เอาเถอะอย่างน้อยหมอนี่ก็ไม่เคยทักว่าผมจะเกิดอุบัติเหตุหรืออะไรที่ร้ายแรงอ่ะนะ ทุกเดือนฉู่เซิงจะรับทำนายแค่เก้าคนเท่านั้นพอครบเก้าเมื่อไหร่ก็จะปิดร้านแล้วเริ่มรับทำนายอีกก็ต่อเมื่อขึ้นเดือนใหม่

 

แล้วคนสุดท้ายนี่แหละที่เป็นตำนานอาถรรพ์ คนที่หนึ่งถึงแปดจะแม่นสักแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย แต่คนที่เก้านี่มักจะแม่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จนน่ากลัวเลยละ

 

“ฉันไม่อยากรู้อะไรนะ นายเก็บไว้เผื่อมีคนที่อยากได้รับความช่วยเหลือจริงๆ จะดีกว่าไหม” ผมบอกก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะทำมาหากินของเพื่อน

 

“ไม่ได้” ดูมันครับ เป็นเพื่อนที่สุดประเสริฐจริงๆ

 

“แปลกๆ นะ ปกติไม่เห็นนายอยากจะมาทำนงทำนายอะไรให้ฉันเลยวะคุณชายฉู่”

 

“แต่นี่มันไม่ปกตินะสิ” เพื่อนผมพูดพลางยิ้ม

 

What?” เอ่ยถามภาษาอังกฤษเวลาลืมตัว ไม่ได้กระแดะนะครับแต่บางทีมันก็ติดปาก

 

“ฉันคิดว่าเมื่อกี้นี้ฉันเจอเนื้อคู่นายว่ะ”

 

“ถามจริง!! สวยไหม น่ารักรึเปล่า หรือว่า..อย่าบอกนะว่าหน้าตาดูไม่ได้” ผมถามอย่างตื่นเต้นในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสยองในตอนท้ายๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ดูลึกลับของคุณเพื่อนจอมขมังเวทย์

 

“ฉันบอกว่าคิดว่าเจอ ยังไม่ได้ฟันธงเลยว่าเนื้อคู่นายรึเปล่า ถึงได้ยกตำแหน่งคนที่เก้าให้ไงล่ะครับคุณชายหวง” เหอะๆ เล่นมาพูดให้ผมอยากรู้ขนาดนี้ คุณว่าผมลองสักตั้งจะดีไหมครับ

 

“ถ้านายบอกว่าคนที่เจอเป็นยังไงก็น่าสนใจหรอก” ผมพูดไปครับ แต่ถ้าหมอนี่บอกไม่น่ารักผมก็ไม่ยอมให้ดูดวงผมหรอก เดี๋ยวเกิดเป็นเนื้อคู่ขึ้นมาจริงๆ ผมจะนอนไม่หลับเอา ถึงผมจะคิดว่าการมองคนจากภายในสำคัญกว่าภายนอกก็จริง แต่มันก็ต้องมีกันบ้างไหมกับการสนใจภาพลักษณ์ เพราะถ้าเราไม่ได้สนใจภายนอกใครจะคิดเข้าศึกษาอีกฝ่ายถึงภายในกันล่ะ จริงไหมครับ

 

“ถามว่าหน้าตาเป็นยังไง ก็ไม่ใช่คนที่จะจัดอยู่ในกลุ่มสวยหวานเท่าไหร่ เรียกว่าสวยห้าวจะเหมาะกว่า ถ้าถามว่าน่ารักไหมบอกได้แค่ว่า น่ารักลืมตายเลยว่ะ แต่ว่า..” คุณเพื่อนนักพยากรณ์พูดค้างไว้แค่นั้นทำเอาผมยิ่งอยากรู้

 

“แต่อะไรวะ”

 

“แหม..พอบอกน่ารักละสนใจขึ้นมาทันทีเลยนะจิ่งอวี๋”

 

“มันก็แหงละสิ” รับรองครับถ้าหมอนี่บอกอะไรเชื่อไปเถอะ เพราะฉู่เซิงไม่เคยโกหกผมเลยครับตั้งแต่เด็กแล้ว จะว่าไปผมก็ไม่เคยเห็นเขาจะโกหกใครสักคน แค่จะบอกหรือไม่บอกก็เท่านั้นเอง

 

“แต่อะไรล่ะ”

 

“แต่ท่าทางจะร้ายกาจจัดการยากไม่เบานะสิ”

 

“ร้ายๆ แบบนั้นน่ะของชอบเลย ฮ่าๆ” ผมบอกพลางหัวเราะ บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ความหิวแทบไม่เหลือแล้วครับ เหลือแต่ความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งเพื่อนจั่วหัวบรรยายลักษณะของว่าที่เนื้อคู่ผมออกมาอย่างนี้ก็ยิ่งน่าสนุกนะสิ แต่แค่สนุกนะครับ ตอนนี้ยังไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรกับใคร

 

“ว่าไง ตกลงจะเป็นไหมครับคุณชายหวง คนที่เก้าของผมน่ะ” คนตรงหน้าถามประชดเล็กน้อย

 

“ครับคุณพ่อหมอ”

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าวันนี้จะใช้อะไรทำนาย เพราะปกติส่วนมากจะเห็นฉู่เซิงชอบใช้ไพ่หรือไม่ก็ลูกแก้ว เพื่อนผมหมอดูไฮโซนะครับ ไม่ใช่รุ่นใช้แว่นขยายส่องลายมืออะไรแบบนั้น

 

“อ่ะ นายสับไพ่ด้วยมือซ้ายเท่าอายุแล้วส่งมาให้ข้า” พ่อหมอบอกก่อนจะส่งสำรับไพ่มาให้ผม

 

“หืม..ไพ่ธรรมดา?” ผมถามอย่างแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเพื่อนส่งไพ่ที่ใช้ทั่วไปมาให้ผม ไม่ใช่ไพ่ยิปซีอย่างที่เคยเห็นหมอนี่ใช้บ่อยๆ

 

“แต่มันมีอะไรไม่ธรรมดานะ ปกติน่ะเขาห้าม แต่กับนายต้องใช้ไพ่สำรับนี้เท่านั้นเพราะฉันค่อนข้างมั่นใจมาก” ฉู่เซิงพูดจบผมก็ขมวดคิ้วน้อยๆ รู้สึกวันนี้เพื่อนผมพูดมากเกินไปรึเปล่าหว่า แต่ผมก็สับไพ่ในมือเมื่อครบตามจำนวนอายุตัวเองก็ส่งให้เพื่อน อีกฝ่ายรับไพ่ในมือผมไปแผ่บนโต๊ะอย่างชำนาญ เซียนไพ่มาเห็นคงต้องอายกันบ้าง นี่ถ้าไม่ได้รู้จักแบบโคตรสนิทชิดเชื้อกันเป็นการส่วนตัว ผมต้องคิดว่าหมอนี่เป็นเด็กคาสิโนมากกว่าจะเป็นมัณฑนากรอิสระแน่นอน

 

“เลือกไพ่มาให้ฉันใบหนึ่ง” เมื่อเพื่อนพูดจบผมก็มองลงไปยังกองไพ่ที่แผ่เรียงอย่างสวยงามเป็นระเบียบ และเลือกหยิบใบที่อยู่ล่างสุดของหัวแถวขึ้นมาส่งให้พ่อหมอ

 

“...” เพื่อนผมไม่พูดอะไรเพียงแค่เปิดไพ่ใบนั้นดูแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียว

 

“อะไรวะ หมายความว่ายังไง” ผมถามอย่างสงสัยปนไม่ไว้วางใจ ให้พูดอะไรออกมาชัดๆ เลยยังจะดีซะกว่า เวลาอีกฝ่ายเงียบแบบนี้แหละมันน่ากลัว เพราะว่าเพื่อนผมไม่พูดโกหก อะไรที่ไม่ดีหมอนี่เลยไม่อยากจะพูดเพราะไม่อยากจะโกหกนั่นเอง

 

“หมายความว่า นายเจอเนื้อคู่เข้าให้จริงๆ แล้วนะสิ หนังคู่กระดูกคู่เลยนะ Soulmate ของนายแท้ๆ ถึงจะยังเด็กไปสักหน่อยก็เถอะ”

 

“เด็กเหรอ ขอดูหน่อย” ถึงโดยส่วนตัวผมจะไม่ค่อยชอบคนที่อายุน้อยกว่าหลายปีสักเท่าไหร่ เพราะเด็กๆ ชอบเอาแต่ใจ อีกอย่างผมไม่ใช่คนที่จะมาคอยเอาใจใคร คงเพราะอยู่คนเดียวมาจนชิน แถมตัวเองยังเอาแต่ใจพอสมควร เรื่องตามใจคนอื่นเลยไม่ค่อยถนัดนัก แต่ก็อยากรู้อยากเห็นนะครับ

 

“อ๊ะ!! ไม่ได้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่นายจะได้รู้ความจริง และถึงจะรู้ก็ต้องรู้ด้วยตัวเองไม่ใช่รู้จากปากฉัน” นอกจากจะไม่ให้ดูไพ่แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่า ไม่ใช่เวลาที่นายจะรู้ความจริงแล้วอย่างนี้จะทำนายอนาคตฉันไปเพื่ออะไรมิทราบวะ

 

“ไม่อยากให้ฉันรู้ แล้วนายจะดูดวงฉันไปเพื่ออะไรวะ” ผมถามอย่างเริ่มจะเซ็ง

 

“แน่นอน..มันก็ต้องเพราะฉันอยากรู้นะสิ ไม่น่าถาม” ขอถามหน่อยครับ ถ้าผมเตะเพื่อนจะบาปไหม

 

“แต่นะ ท่าทางเคมีจะเข้ากันน่าดู ขนาดเลือกไพ่ยังคล้ายกันซะขนาดนี้” ฉู่เซิงพูดต่อและโชว์ยิ้มสวย

 

“หืม..ยังไงเหรอ”

 

“ก่อนจะตอบ ฉันอยากให้นายเลือกไพ่มาอีกใบหนึ่ง แล้วฉันจะบอกความหมายของไพ่ใบที่สองให้” เมื่อเพื่อนพูดจบผมก็เล็งไปที่กองไพ่อีกครั้ง ก่อนจะหยิบไพ่ใบบนสุดของท้ายแถวอย่างไม่มีการลังเลแล้วส่งให้คนที่รอรับอยู่แล้ว

 

“สมแล้วล่ะที่เป็นเนื้อคู่กัน ไม่มีการลังเล นายรู้อะไรไหม ตอนที่เขาเลือกไพ่ เขาก็หยิบจากใบบนสุดเหมือนกัน แล้วก็ได้นายมาเป็นเจ้าของ”

 

“แล้วไพ่ใบนี้หมายความว่ายังไง” ผมถามเพื่อนอย่างใจร้อนเมื่อเห็นว่าไอ้คนตรงหน้ายังลีลากับการเปิดไพ่ใบที่สองนี้เสียเหลือเกิน ก่อนที่เจ้าตัวจะเปิดไพ่ดูแล้วหันหน้าไพ่มาให้ผมได้เห็นด้วย

 

“คนนี้แหละคู่ชีวิต”

 

“นี่มันเอซข้าวหลามตัดนะ”

 

“ก็นี่นะ มันหัวใจของเนื้อคู่นายล่ะ”

 

“จริง? อย่างนี้นายก็รู้นะสิว่าเธอเป็นใคร”

 

“รู้ แต่ฉันบอกบอกนายไม่ได้ว่ะ และฉันก็ไม่สามารถบอกเรื่องของเขาคนนี้กับนายได้ ต่างฝ่ายต่างต้องรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น”

 

“ยิ่งคาใจนะคุณชายฉู่”

 

“เอาเถอะ ฉันบอกได้แค่ว่านายยังมีเรื่องติดค้างเขาอยู่ แถมแม่งก็ตั้งแต่อดีตชาติโน้น เขาจะจบแต่นายก็ยังจะตามเขามาจนชาตินี้ เรื่องอะไรข้าไม่เล่าแล้วกันเพราะมันยาว บอกได้แค่ว่าคู่นายเข้าตำรา..ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ชาติก่อนนายเป็นผู้กระทำ ชาตินี้เลยต้องใช้กรรมยอมให้เขาทำนายก่อนแล้วถึงจะลงเอย”

 

“ครับ..มีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง” ผมประชดเพื่อนที่พูดจาบั่นทอนกำลังใจผมลงไปกว่าครึ่ง

 

“เอาเถอะ ถึงฉันจะไม่ได้ชอบเด็กๆ แต่ถ้าดวงมันต้องคู่กันอย่างน้อยรู้ว่าหน้าตาน่ารักก็โอเคแล้ว” ผมพูดก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปหาน้ำจากตู้เย็นมาดื่มดับกระหาย

 

“ไม่ใช่น่ารักธรรมดานะโว้ย คนนี้น่ะน่ารักมาก น่าจะสเป็คนายเลยนะ ตาโต จมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวขาว เบ้าหน้าตะวันตกนิดๆ ว่าแต่นายมองคนแค่ภายนอกหรือไง” ฉู่เซิงพูดก่อนหันมาค้อนใส่ผมนิดๆ

 

“ก็ถ้าภายนอกมันไม่น่าสนใจฉันก็ไม่คิดจะเลยเถิดไปศึกษาถึงภายในหรอกนะ ฉันยังมีกิเลสไม่ใช่พวกละซึ่งเรื่องทางโลกเหมือนนายนี่”

 

“ใครบอกว่าฉันละซึ่งทางโลก”

 

“ฉันนี่ไง” ผมพูดจบคุณหมอดูก็ชี้หน้าและหยิบกล่องไพ่ออกมา

 

“เอ้า ช่วยเก็บของหน่อยจะชวนไปหาอะไรกินไม่ใช่เหรอ” อีกฝ่ายบอกก่อนจะยัดกล่องไพ่ใส่มือผม และก็หันไปถอดชุดคลุมสีขาวตัวนั้นออกจากตัว อ่านะ จะว่าอะไรได้ล่ะครับนอกจากเก็บไพ่ที่กองอยู่ตรงหน้าใส่กล่องให้เรียบร้อย

 

 

 

 

แต่เอ...ไพ่ใบที่ฉู่เซิงโยนมา นอกจากเอซข้าวหลามตัดแล้ว ใบที่ว่าเนื้อคู่ผมนั่นล่ะ คิดแล้วผมก็ไม่รอช้ารีบหยิบไพ่ใบนั้นมาดูแจ็คข้าวหลามตัด? ไม่เห็นจะเข้าใจเลย  ผมก็ไม่เข้าใจศาสตร์ทางนี้หรอกว่ายังไงเขาถึงดูออกว่าเป็นเนื้อคู่ แต่..ทำไมต้องเป็นแจ็คข้าวหลามตัดล่ะ แจ็คนี่มันน่าแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ หรือแทนได้ทั้งชายทั้งหญิงวะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมก้มหน้าก้มตาเรียงไพ่ใส่กล่อง

 

“ฉู่เซิง..เหมือนไพ่มันไม่ครบว่ะ”

 

“เหรอ”

 

“ไม่รู้สิ รู้สึกแปลกๆ เหมือนหายไปไหนใบหนึ่ง หรือจะหล่นอยู่ตรงไหนวะ” ผมพูดก่อนจะก้มลงมองหาใต้โต๊ะ และเทไพ่ออกมาจากกล่องนับอีกรอบ ดูเพื่อความแน่ใจว่าไพ่หายไปจริงๆ หรือเปล่า

 

“ห้าสิบเอ็ดใบ คิงข้าวหลามตัดหายไปจริงๆ ด้วย” เมื่อมองหน้าไพ่ผ่านๆ ผมก็พบว่าไพ่ที่หายไปคือคิงข้าวหลามตัด

 

“ยังไวเหมือนเดิมเลยนะ ที่หายไปน่ะ..เขาได้ตัวนายไปแล้วนะสิ”

 

“ห๊ะ..อะไรของนาย ฉันก็ยืนหัวโด่ทะลุเพดานบ้านนายอยู่นี่ไง”

 

“ฉันหมายถึง คนที่เป็นเนื้อคู่ของนายเขาได้ไพ่ใบนั้นไปโว้ย อยากรู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นใคร ฉันจะบอกให้ก็ได้ ถ้านายเจอใครที่มีไพ่คิงข้าวหลามตัดใบเดียวติดตัวอยู่แสดงว่าคนนั้นแหละเนื้อคู่นาย บอกแค่นี้แหละ”

 

“ขอบใจมากเพื่อน คนจีนมีตั้งพันกว่าล้านคน คนที่มีไพ่คิงข้าวหลามตัดติดตัว เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์จังเลย หวังว่าเขาจะเอามาห้อยคอโชว์นะ” ผมประชดไอ้ฉู่เซิงมันอีกรอบ ก่อนจะเก็บไพ่ใส่กล่องอีกครั้งและส่งคืนเจ้าของ

 

“นายเก็บไว้เถอะ”

 

“มีแค่ห้าสิบเอ็ดใบเนี่ยนะจะให้เก็บไว้ทำไมวะ เล่นก็ไม่ได้ เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์”

 

“แต่ถ้าไม่เก็บไว้ นายอาจจะเสียใจทีหลังนะ” ฉู่เซิงหันมาเตือนผมด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังก่อนจะเก็บของต่อไป ทำให้ผมต้องเก็บไพ่กล่องนั้นใส่กระเป๋ากางเกง ลงได้หมอนี่บอกแบบนี้ใครปฏิเสธก็โง่แล้วล่ะ

 

 

 

 

“ว่าแต่ทำไมวันนี้นายถึงเซตผมมาเสียเรียบร้อยเลยล่ะ เห็นเมื่อก่อนกลับมาแต่ละทีปล่อยรกรุงรังจะตาย จะถ่ายแบบทีก็ค่อยให้ช่างเซตทีตลอด” ช่วงนี้ผมไม่ค่อยจะเซตผมสักเท่าไหร่ ชอบปล่อยไว้แบบไม่เป็นระเบียบแล้วรวบไว้หรือสวมหมวก มันง่ายเวลาออกไปไหนต่อไหนช่วงที่ไม่ได้ทำงานน่ะครับ

 

“ก็กลับมาอยู่ที่นี่แล้วฉันไม่ได้ยึดอาชีพนายแบบเหมือนตอนอยู่ที่นู่น ต้องมานั่งเซตผมกว่าจะออกไปไหนต่อไหนได้เสียเวลาจะตายไป ก็เลยอยากเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ดูบ้าง”

 

“อย่างนายเนี่ยนะจะเป็นคนธรรมดาไอ้คุณชาย” เพื่อนผมพูดพลางกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเดินนำออกจากร้านตัวเอง แถมพอเดินมาถึงรถของผมคุณเพื่อนก็ส่ายหน้าไปมาก่อนจะบอกว่า

 

“นายเป็นผู้ชายธรรมดาไม่ได้หรอก ในเมื่อไม่มีอะไรธรรมดาสักอย่าง”

 

“หืม..” จบคำของเพื่อนผมก็ทำท่าสงสัย ก่อนจะก้มมองตัวเองหัวจรดเท้าบ้าง ทำไมครับ ผมมีอะไรไม่ธรรมดาตรงไหนวะ เสื้อยืดหลวมๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบ ธรรมดาจะตาย ใครๆ เขาก็ใส่กันจริงไหมครับ

 

“หน้าตานายไม่ได้จัดอยู่ในมาตรฐานคนหน้าตาธรรมดาบ้านๆ นะ แม้ฉันจะไม่ได้อยากยอมรับว่านายหล่อมากก็ตาม แถมตัวสูงปรี๊ดของนายยิ่งเด่นเตะตาเข้าไปใหญ่ แล้วขับเฟอร์รารี่เนี่ยนะ สีแดงอีกต่างหาก แต่ละอย่างของนายมันธรรมดาตรงไหนวะ” เมื่อเจ้าตัวพูดจบก็เปิดประตูรถเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับผม อะไรวะ หนีกันดื้อๆ แบบนี้ ส่วนผมก็ต้องเดินอ้อมมาอีกทางเพื่อขับรถ

 

“ที่แต่งตัวแบบนี้เพราะฉันชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ โว้ย อีกอย่างเรื่องหน้าตาอันนี้มันห้ามกันไม่ได้อ่ะนะ เมื่อก่อนฉันต้องใช้หน้าตาทำมาหากิน แต่ไม่ได้คิดจะทำไปตลอดอยู่แล้วถ้าจะต้องปล่อยให้มันบ้านๆ ธรรมดาพื้นๆ ยังไงก็ช่างมันเถอะ ฉันไม่ค่อยได้สนใจแล้ว ที่ขับรถคันนี้เพราะมันเล็กดีหาที่จอดง่ายเลยเอามาขับก็เท่านั้น” ผมพูดพลางตบลงไปที่พวงมาลัยรถเฟอร์รารี่สีแดงคันโปรดที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเบาๆ แต่คนฟังก็แค่ยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้าไปมา

 

“หน้าตาธรรมดาพื้นๆ แบบที่สาวจะตบตีกันตายเพราะแย่งนายเนี่ยนะ ธรรมดาตายห่าละ เออ..แล้วพรุ่งนี้ต้องออกไปธุระที่ไหนหรือเปล่าวะ”

 

“ไม่อ่ะ ฉันยังปรับเวลาไม่ค่อยได้ว่ะ กว่าจะตื่นก็เกือบเที่ยงแล้ว มีอะไรรึเปล่า”

 

“เปล่าอ่ะ แค่จะชวนไปหาไรดื่มฉลองต้อนรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะไม่เดียวดายของนาย”

 

“อย่าพึ่งเลย บอกตรงๆ ว่าฉันยังไม่อยากคิดเรื่องนั้นตอนนี้ ถึงจะรู้ว่ามีเข้าจริงๆ แล้วก็เถอะ แต่ฉันชอบชีวิตอิสระแบบนี้มากกว่า นายเคยบอกคนอื่นบ่อยๆ นี่ว่าเนื้อคู่บางทีอาจจะไม่ได้คู่กันก็มีไม่ใช่เหรอ”

 

“มันก็ใช่ แต่กับคนนี้...นายอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ เอาเถอะฉันจะรอดู ถ้าเจอแล้วนายยังมั่นใจและยืนยันว่าจะอยู่แบบนี้ ถึงเป็นเนื้อคู่มันก็ไม่มีทางได้สมหวังหรอก เพราะนายคงไม่ลืมที่ฉันเคยบอกห้าสิบน่ะลิขิตฟ้า แต่อีกห้าสิบน่ะมาจากการกำหนดของเราเอง อีกอย่างจากอะไรๆ ที่ฉันพอจะมองเห็น อีกฝ่ายเขาก็ไม่ได้พิศวาสนายเลย แถมดูออกจะเกลียดหน้านายด้วยซ้ำ ขนาดเกิดยังหนีไปเกิดไกลเสียคนละซีกโลกซะขนาดนั้น นี่ถ้าไม่ใช่เพราะความอาฆาตรักของนาย ชาตินี้ยังไงนายก็ไม่ได้เจอกับเขาแน่ๆ ดังนั้นขอยืนยันว่าถ้าไม่ชอบเขาจริงๆ นายก็ปฏิเสธพรหมลิขิตได้จิ่งอวี๋เอ๊ย” เพื่อนพูดจบผมก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ไหนก่อนหน้านี้ยังเชียร์อยู่หยกๆ ทีนี้ละมาบอกว่าให้เลือกตามใจ สรุปนายจะเอายังไงกับชีวิตฉันวะครับ

 

“แต่นะ..เจอก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นคนไหน”

 

“มันก็ต้องมีอะไรสะกิดใจมั่งแหละน่า เนื้อคู่จากพรหมลิขิตเชียวนะ คงไม่แค่คนเดินสวนกันไปสวนกันมาหรอก เดี๋ยวถึงเวลานายก็รู้สึกได้เองนั่นแหละ” ฉู่เซิงบอกผมก่อนจะยิ้มน้อยๆ

 

“ช่างเถอะถึงจะเจอจริงๆ ถ้าฉันไม่สนใจ ฉันก็จะอยู่ของฉันคนเดียวแบบนี้แหละ” ผมบอกเพื่อนอย่างมุ่งมั่น เอาเถอะ ในบรรดาเพื่อนที่ผมสนิทด้วยทุกคนต่างรู้ดีว่าผมหวงชีวิตโสดขนาดไหน แม้ผมจะเชื่อในเรื่องดวงชะตา แต่เอาจริงๆ ผมไม่เคยเชื่อในเรื่องพรหมลิขิตหรือเนื้อคู่อะไรนี่สักเท่าไหร่ แต่นี่เป็นเพราะคุณชายฉู่เซิงคนนี้ทักหรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงขำกลิ้งไปแล้วถ้ามาทักว่าจะเจอเนื้อคู่น่ะ ชีวิตผมคงรักหรือจริงจังกับใครไม่ได้หรอก ผมรู้ว่าการที่คนที่เรารักทิ้งเราไปนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน ดังนั้นผมจะไม่ยอมเอาหัวใจของตัวเองเข้าไปเสี่ยงต่อความเจ็บปวดแบบนั้นอีก

 

“เงื่อนที่มันซับซ้อน ยิ่งพยายามแก้ เชือกมันก็ยิ่งพันกันนะเพื่อน”

 

“หืม..” เอาอีกแล้วครับ ชอบทิ้งคำพูดให้คาใจแล้วก็ทิ้งกันไปกลางคัน

 

“เอาเถอะ กินข้าวแล้วไปหาเหล้ากินโต้รุ่งกันดีกว่า” เพื่อนพูดจบเมื่อผมจอดรถหน้าร้านปิ้งย่างที่เพื่อนมักจะพามาผมมาบ่อยๆ ช่วงที่ผมกลับมาพักช่วงปิดเทอมพอดี จากนั้นหมอนี่ก็เปิดประตูรถเดินนำเข้าไปก่อน ทิ้งให้ผมนั่งคิดตามคำพูดแฝงความนัยของเจ้าเพื่อนตัวดีอีกเล็กน้อย หรือผมจะต้องเจออะไรยุ่งยากเข้านะ แต่จะอะไรก็ชั่งยังไงผมก็เลือกได้อีกครึ่งหนึ่งนี่นะจะไปกลัวทำไม

 

TO  BE  CONTINUE

 

ตอนหน้าเขาสองคนจะได้เจอกันแล้ว ชื่อตอนน่ารักๆ ว่า (แค้น)แรกพบ

 

ฝากคุณชายหวง กับพี่สวี่คนแมนต่อไปด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #6 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 16:24
    ผูกเรื่องน่าสนใจมากค่ะ
    #6
    0