ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 19 : ความรู้สึก...ที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 ม.ค. 60

ตอนที่ 19 ความรู้สึก...ที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ

 

ตอนเช้าวันถัดมา ผมตื่นมาในห้องตัวเอง ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ที่เมื่อคืนไอ้พี่วาฬจอมหื่นมันยอมปล่อยผมให้เข้ามานอนในห้องตัวเองแต่โดยดี เพราะสำนึกได้ว่ามันเป็นคนผิด ที่ทำให้ผมเลิกกับแฟน และยังทำให้ผมร้องไห้

 

จะเล่นมุกนี้กับมันได้อีกนานแค่ไหนวะ ต่อไปนี้ผมคงไม่กล้าดื้อเวลาอยู่ตามลำพังกับเพื่อนสนิทของพี่เว่ยหลางไปอีกนาน ไอ้พี่จิ่งอวี๋เวลาหื่นแม่งโคตรน่ากลัว เมื่อคืนผมเกือบเสร็จมันไปแล้วล่ะ

 

ทะเลาะกันอยู่ดีๆ ใครจะคิดล่ะครับ ว่ามันจะกล้าทำกับผมถึงขนาดนั้น อุ้มเข้าห้องอย่างกับโจรลักพาตัว แถมจับมัดมืออีก ปกติผมก็สู้แรงควายๆ ของมันไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งเมื่อคืนไม่ต้องพูดถึง คนบ้าอะไรก็ไม่รู้แรงเยอะชะมัด

 

ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้โมโห และตกใจกลัวมันจนร้องไห้ละก็ ตอนนี้คงได้มีผัวเป็นตัวเป็นตนสมใจแม่ไปแล้ว (อ้อ..สมใจพี่อี้หลินและถิงถิงกับซื่ออิงด้วย) เพราะก็เริ่มจะเคลิ้มๆ ตามพี่จิ่งอวี๋มันอยู่เหมือนกัน ถึงได้นอนเฉยปล่อยให้อีกฝ่ายจูบเอาๆ แม่งจูบเก่งเป็นบ้า อยู่กับหมอนี่ตามลำพัง มันช่างอันตรายจริงๆ

 

 แต่โชคดีตรงที่ว่าผมยังโกรธมันอยู่ เลยพยายามยื้อสติไว้ ไม่ยอมแพ้แก่อารมณ์วาบหวิวอ่ะ ความจริงไม่อยากจะร้องไห้ให้เสียฟอร์มหรอกครับ อุตส่าห์โชว์เก่งใส่อีกฝ่ายว่าไม่กลัวมาเสียตั้งนาน แต่โดนจับกดตายคาเตียงขนาดนั้น นอกจากสู้ไม่ได้ยังดิ้นไม่หลุดอีก ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว น้ำตาช่วยให้รอดจากการเสียตัวมาได้จริงๆ ดีที่ว่าพี่จิ่งอวี๋มันยังใจอ่อนกับผมอยู่บ้าง แต่ถ้าผู้ชายคนเมื่อคืนไม่ใช่มัน ผมคงโดนแน่ๆ

 

แล้วตอนที่เดินเข้าไปในห้องครัว ได้ยินเพื่อนพี่ชายบ่นอีกว่า โจวเมาทีไร พี่ต้องคอยหักห้ามใจตัวเอง ลำบากทุกที’ เลยต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เปิดตู้เย็นดูนั่นนี่ เพราะกลัวจะไปได้ยินคำสารภาพรัก แบบไม่มีกั๊กไม่มีอายเข้าอีก (คนพูดมันอาจจะไม่อาย แต่คนฟังแบบผมน่ะอาย)

 

แถมสายตาชวนฝัน และรอยยิ้มบาดใจของมัน ยังติดตาหลอกหลอนผมอยู่เลย ยังไม่ค่อยกล้าสบตา ต่อปากต่อคำกับไอ้พี่จิ่งวาฬเท่าไหร่ เดี๋ยวจะไปหน้าแดงให้มันได้เห็นอีกเสียเปล่าๆ ลำพังบนเตียงเมื่อคืน หมอนั่นก็ทำให้ผมหน้าแดงตั้งไม่รู้กี่รอบแล้ว เสียฟอร์มชะมัด เขินใครไม่เขิน ดันมาเขินศัตรูเก่าตัวเองเนี่ย

 

แค่ถูกบอกรักน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่บอกรักไปด้วยจ้องตาผมไปด้วยนี่สิปัญหา ถ้ามันจะทำตาหวานชวนฝันเสียขนาดนั้น ฆ่าผมเลยเถอะ เจอถูกจ้องตาพราวแบบที่ผมโดน ใครไม่เขินแม่งก็ตายด้านแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงคงไม่ต้องรอให้มันบอกรักหรอกครับ แค่มองยั่วแบบนั้นก็โดนผมจัดการแล้ว

 

 

 

 

นอนนิ่งๆ ให้เตียงหมุนวิ้งอยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงประตูห้องเปิดแบบไม่ได้เคาะก่อน ผมเลยหันกลับไปมอง คนเปิดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

 

“ตื่นแล้วหรือครับ พี่นึกว่ายังหลับอยู่ แฮ้งค์หรือเปล่า” เดินเข้ามานั่งบนเตียงผมได้ก็ถามเสียงทุ้มน่าฟังสุดๆ

 

“อือ ถ้าจะมาตามไปกินข้าวยังไม่กินนะ ตอนนี้ยังกินไม่ไหว” ผมตอบทั้งที่ยังนอนมุดผ้าห่มอยู่

 

“เปล่าครับ พี่แค่จะเข้ามามอร์นิ่งคิสเฉยๆ ” พูดจบก็ก้มลงมาจูบเลยครับที่แก้มขวา เผลอเป็นไม่ได้เชียวนะ ผมจ้องตาขวาง หน้าหงิก แต่ดูท่าเพื่อนพี่ชายจะไม่แคร์ เพราะมันแค่หัวเราะเบาๆ แต่ยังไม่ยอมเลิกมองหน้าผม

 

“พี่ทำข้าวต้มปลาไว้ให้นะ จะกินก็อุ่นเอาแล้วกัน ถ้าแฮ้งค์ก็กินยาที่พี่วางไว้ข้างถ้วยนั่นแหละ” เอาใจขนาดนี้หรือผมจะยอมเป็นแฟนกับมันดีเนี่ย

 

“อืม”

 

“พี่ไปทำงานก่อนนะครับ ตอนเย็นจะรีบกลับนะ” พูดจบก็ก้มมาจูบแก้มซ้ายอีกข้าง เพราะกลัวจะลำเอียงหรือยังไงก็ไม่รู้มัน

 

แล้วคนตัวโตกว่าก็รีบลุกหนี เมื่อผมขยับตัวลุกขึ้นมาหยิบหมอนปาใส่ แต่พี่จิ่งอวี๋มือไวเสือกรับไว้ทัน โอ๊ย!! อารมณ์เสียว่ะ

 

“แม่ง..”

 

“อ๊ะ!! พูดไม่เพราะนะโจวโจว” เท่านั้นแหละ ผมก็สงบปากสงบคำ ไม่ได้กลัวที่มันเคยขู่ไว้หรอกครับ แต่ก็ไม่อยากให้คนโรคจิตฟังแล้วจี๊ด จนเอาจริงเท่านั้นแหละ เหอะๆ

 

คุณชายเขายิ้มหวานจนเห็นเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง ก่อนจะโยนหมอนกลับมาให้ผมบนเตียง แล้วก็เดินออกไป จากนั้นผมก็นอนต่อ ไม่รู้จะรีบลุกทำไมอ่ะ ยังง่วงๆ มึนๆ อยู่ด้วย เมื่อคืนจัดไปหลายแก้ว เหล้าหมดไปเกือบครึ่งขวด เข้าท้องผมมากกว่าครึ่งอ่ะ พี่จิ่งอวี๋ดื่มน้อยกว่าผมเยอะ ตอนนี้เลยอาการไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่

 

 

 

 

ผมรู้สึกตัวตื่นมาอีกทีตอนสายจัด เพราะเสียงเรียกเข้าจากมือถือดังระงม แถมดูเบอร์ที่โทรมา ถ้าผมไม่รับอาจจะมีดราม่าได้

 

“ว่าไงถิงถิง”

 

[เป็นไงบ้าง เมื่อคืนกลับไปนอนที่คอนโดฯ กับจิ่งอวี๋เกอเกอเหรอ]

 

“อือ แล้วอยู่ไหนกันวะ”

 

[อยู่บ้านมึงนะสิ ดีนะเมื่อคืนมีเว่ยซื่อเกอเกอคอยหานั่นนี่นู่นให้ ไม่อย่างนั้นพวกกูโกรธมึงจริงๆ ]

 

“อ้าว มาโกรธอะไรกู”

 

[ก็มึงทิ้งให้พวกกูสี่คนนอนอยู่บ้านมึง แต่ตัวเองเสือกหนีไปนอนกับผู้ชาย]

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญพวกมึงไปโกรธ ผู้ชาย’ คนนั้นเถอะ มันเป็นคนบังคับลากกูมาโว้ย ไม่ได้อยากจะมากับมันเลย”

 

[เมื่อคืนทะเลาะกันเหรอวะ กับจิ่งอวี๋เกอเกอน่ะ]

 

“เออ..แต่ก็ไม่มีอะไรอ่ะ เคลียร์จบและ” ผมบอกไปแค่บทสรุป เพราะถ้าให้เล่าทั้งหมด คงจะมีเรื่องให้พวกมันเม้าท์กันสนุกปากไปยันแก่ ไม่มีทางเสียหรอก

 

[พวกกูจะไปดูหนังกันที่.....จองตั๋วไว้แล้วห้าใบ รอบบ่ายโมง มึงออกมาซะด้วย จะหาอะไรกินกันก่อนดูหนังนะถิงถิงบอกชื่อห้างประจำ ที่พวกผมชอบไปเดินกันบ่อยๆ

 

“โอเค งั้นเดี๋ยวกูกินข้าวอาบน้ำก่อน จะไปถึงประมาณเที่ยงนะ ถึงแล้วเดี๋ยวโทรหา”

 

[กินข้าวก่อนมา แล้วจะกินอะไรกับพวกกูไหวเหรอ]

 

“ไหวดิแค่ข้าวต้ม จิ่งอวี๋เกอเกอทำไว้ให้กินแก้แฮ้งค์น่ะ”

 

[..…]

 

“ถิงถิง..ไอ้ถิงถิง...ยังอยู่เปล่าวะ” ผมลองเรียกซ้ำเมื่อรู้สึกถึงความเงียบ ซึ่งผิดปกติมากที่เพื่อนสาวคนสวยจะไม่แซวอะไรกลับมา เมื่อผมพูดถึงพี่จิ่งอวี๋ สงสัยสายจะหลุด กำลังจะกดวางก็มีเสียงตอบกลับมาเสียก่อน

 

[เออ ยังอยู่]

 

“อ้าว แล้วเงียบทำไม กูนึกว่าสายหลุด”

 

[กำลังฟิน จิ่งอวี๋เกอเกอทำข้าวต้มไว้ให้มึงกินด้วย ความสัมพันธ์ก้าวกระโดด]

 

“โอ๊ย!!! ก้าวกระโดดห่าอะไร ตั้งแต่กูย้ายมาอยู่กับมัน คุณชายของพวกมึงก็ทำอะไรให้กูกินทุกเช้านั่นแหละ อ้วนจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย ขุนอย่างกับกูเป็นลูกหมู”

 

[ฮิ้วววววสี่เสียงประสานมาตามสาย ก็ว่าทำไมเสียงมันก้องๆ เปิดสปีกเกอร์โฟนคุยกับผมนี่เอง ปล่อยให้มีความลับมั่งไม่ได้หรือไงวะ

 

[ไม่เคยจะเล่าสู่กันฟังเลยนะโจวโจว] เสียงซื่ออิงดังแทรกเข้ามา

 

“เล่าก็โง่แล้ว”

 

[เออ..ตอนนี้มึงไม่โง่เลย พวกกูรู้หมดแล้ว กูว่านะมึงก็ใจอ่อนสักทีเหอะ กูสงสารเขาว่ะคราวนี้เสียงเจียหลงครับ

 

“สงสารใคร”

 

[สงสารจิ่งอวี๋เกอเกอไง มึงคิดว่าตัวเองจีบง่ายนักหรือไงห๊ะ เล่นตัวจนจีบยากยังไม่พอ เสือกหน้าหม้ออีก แล้วถ้าเขาไม่ได้ชอบมึงจริงๆ เขาจะเอาใจใส่มึงขนาดนี้ไหม เมื่อคืนฉากรับตบแทนนี่โคตรพระเอก]ถิงถิงสนับสนุน

 

“โคตรพระเอกเหี้ยอะไร หมอนั่นอ่ะตัวโกงเลย ไอ้คุณจิ่งอวี๋เกอเกอของพวกมึงมันยอมรับออกมาเอง ว่าเป็นความผิดมันคนเดียว ที่ตั้งใจทำให้บรรดาแฟนๆ กูรู้ ว่ามันยังไงกับกูน่ะ” ผมพูดอย่างโมโหขึ้นมาอีกรอบ

 

[แล้วเกอเกอเขาคิดยังไงกับมึงล่ะเสี่ยวหมิงแทรกขึ้นมา ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าหลุดความลับอะไรออกไปให้พวกมันรู้จะหมดอยู่แล้ว

 

“เสือกนะพวกมึง อยากรู้ไปถามมันเอาเอง แค่นี้นะ กูจะไปอาบน้ำแล้ว” แล้วผมก็กดวางสาย พร้อมปิดเสียงโทรศัพท์ทันที

 

 

 

 

ระหว่างที่กำลังเดินไปหาเพื่อนตรงร้านที่นัดกันไว้ ผมก็เจอเข้ากับคนตัวโตๆ ที่รูปร่างโคตรคุ้นตา เดินกับสาวสวยตัวสูง ผมดำ ที่จำได้ว่าเห็นในงานแต่งเมื่อคืน แม้จะเบลอๆ เพราะว่าเห็นระยะไกล แต่ผมมั่นใจว่าใช่พี่จิ่งอวี๋แน่

 

เพราะเมื่อเช้าตอนมันเข้าไปหาผมในห้อง มันใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าน้ำทะเลแบบนี้เป๊ะ ส่วนผู้หญิงอย่าถามว่าผมจำได้ไง บอกแล้วไงครับว่าผมจำหน้าคนแม่นมาก แต่จำชื่อยากสุดๆ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงสวยๆ ยิ่งจำติดตาเลยครับ

 

สองคนนั้นเดินอยู่ในโซนขายน้ำหอม ที่ผมกำลังจะเดินผ่านพอดี คิดว่าอีกฝ่ายคงมองไม่เห็นผมหรอก เพราะมัวแต่ชี้ชวนกันก้มหน้าก้มตาดูน้ำหอม ผมแอบเดินเข้าไปใกล้อีกนิด เพื่อมองให้ชัดว่าใช่คู่กรณีไหม สรุปว่าใช่จริงๆ พี่จิ่งอวี๋มากับพี่ผู้หญิงคนนั้น แล้วมันก็เป็นคนจ่ายเงินซื้อน้ำหอมสอง หรือสามขวดให้พี่คนสวยด้วย

 

แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนเอาของแข็งกระแทกหัวจนมึน เดินต่อไม่เป็นคือ พี่คนสวยจูบแก้มเพื่อนพี่ชายผม จะไม่รู้สึกจี๊ดเลยสักนิด ถ้าไอ้พี่จิ่งอวี๋มันไม่หันไปยิ้มให้เขา

 

ดูๆ ไปทั้งสองคนก็เป็นคู่ที่สมกันดี ผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย แต่ทำไมผมต้องรู้สึกวูบโหวงในอก จนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะแบบนี้ด้วยวะ รู้สึกอย่างกับว่าจะหายใจไม่ออก ทั้งแน่นและอึดอัดไปหมด

 

เมื่อเห็นสองคนนั้นจูงมือกันออกเดิน (ความจริงคือพี่คนสวยเกาะแขนพี่จิ่งอวี๋น่ะ) ผมเลยรีบเดินหนีออกมาก่อน เพราะไม่อยากจะทักทายใครตอนนี้

 

ความรู้สึกหงุดหงิด โมโห โกรธ ขัดเคือง คับแค้นใจ ถาโถมเข้ามาใส่แบบไม่บันยะบันยัง ถ้ามันมีแฟนสวยขนาดนี้อยู่ทั้งคน แล้วมันมาทำให้ผมรู้สึกดีด้วยทำไม ไอ้คำสารภาพรักบ้าบอนั่นน่ะ มันพูดให้ผมฟังไปเพื่ออะไร แถมจูบหลายต่อหลายครั้งนั่นอีก

 

คงไม่รู้สึกเจ็บใจมากขนาดนี้หรอก ถ้าผมไม่ได้รู้สึกดีไปกับจูบ และสัมผัสของมัน

 

คงไม่รู้สึกโมโหมากขนาดนี้ ถ้าผมไม่รู้สึกดีกับการดูแลเอาใจใส่ของมัน

 

คงไม่หงุดหงิดมากขนาดนี้ ถ้าผมไม่ชอบเสียงนุ่มๆ และคำพูดเพราะๆ ของมัน

 

คงไม่รู้สึกขัดเคืองใจขนาดนี้ ถ้าไม่ชอบรอยยิ้มสวยและเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปากทั้งสองข้างของมันด้วย โอ๊ย!! ไอ้พี่จิ่งอวี๋มันก็จะมีแต่ของที่ผมชอบไปไหนวะ แม่ง

 

ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมารู้สึกอะไรดีๆ กันอีกแล้ว ผมโคตรเกลียดมันเลยไอ้พี่จิ่งวาฬ ยิ่งคิดว่าเกลียดอีกฝ่าย ก็ยิ่งเหมือนมีโซ่เผาไฟมาบีบรัดหัวใจ ทั้งเจ็บร้อนจนทรมาน และแน่นจนอกแทบจะหายใจไม่ออก

 

ผมยืนนิ่งอยู่สักพักก่อนจะพยายามสูดหายใจให้ลึกๆ เพื่อให้หัวใจกลับมาทำงานเป็นปกติ ก่อนจะก้าวขาออกเดินต่อ เมื่อมีเรี่ยวแรงมากพอแล้ว

 

 

 

 

“มาช้านะมึง พวกกูสั่งไปเยอะแล้ว มึงจะเอาอะไรเพิ่มอีกไหม” เจียหลงขยับตัวให้ผมนั่งพลางเอ่ยปากทัก เพราะจากจุดที่ผมรับโทรศัพท์เพื่อนมาจนถึงที่ร้านนี้ ใช้เวลาเดินไม่เกินสิบนาที แต่วันนี้ผมกลับใช้เวลามากกว่านั้น ร้านที่เรามานั่งกันเป็นร้านสุกี้หม้อไฟ เหมาะกับหน้าหนาวสุดๆ

 

“ไม่เอาว่ะ วันนี้กูไม่ค่อยอยาก ยังแฮ้งค์อยู่” ผมโกหกเพื่อนไป ความจริงก็หิวอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้รู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาเสียอย่างนั้น คงไม่ใช่เพราะสองคนที่ได้เห็นในร้านน้ำหอมหรอก ต้องไม่ใช่แน่นอน

 

ดีที่เพื่อนๆ ไม่มีใครเซ้าซี้อะไรให้ผมหงุดหงิด แม้แต่เรื่องพี่จิ่งอวี๋ก็ไม่มีใครออกปากแซว คงเพราะเห็นว่าหน้าผมไม่ค่อยมีอารมณ์อยากเสวนาเท่าไหร่ก็เป็นได้

 

“ร้อนเหรอโจวโจว” ซื่ออิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผมถามขึ้น ก่อนจะหยิบพัดสีหวานอันเล็กๆ มาคลี่ออกแล้วพัดให้ผม

 

“อือ นิดนึงอ่ะ ขอบใจนะ” ผมบอกเพื่อนสาว ก่อนจะหลับตารับลมเย็นๆ ที่โบกมาหาตัว ทั้งที่ตอนนี้เป็นหน้าหนาวแต่ผมกลับร้อนจนหงุดหงิด

 

พยายามลบภาพที่ได้เห็นมาก่อนหน้านี้ออกไปจากหัว แต่เหมือนยิ่งตั้งใจลืมกลับยิ่งจำแม่นยำทุกชอต เกลียดตัวเองจริงๆ เลย

 

ทางที่ดีที่สุด ผมไม่อยู่กับมันช่วงนี้จะดีกว่า เพราะผมไม่อยากรู้สึกแย่กับเพื่อนพี่ชายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และผมไม่อยากรับมือกับความรู้สึกเจ็บในอกแบบนี้ด้วย เป็นบ้าอะไรต้องมารู้สึกอะไรแบบนี้ด้วยวะ ไม่ใช่เรื่องเลยสวี่เว่ยโจว

 

“ถิงถิง กลับปักกิ่งวันไหนวะ”

 

“วันนี้แหละ ดูหนังเสร็จก็เดี๋ยวเดินเล่นกับซื่ออิงอีกพัก แล้วจะนั่งรถไฟไปขึ้นเครื่องที่หงเฉียวเลย กูซื้อตั๋วไฟล์ทค่ำไว้ ทำไมอ่ะจะไปส่งเหรอ”

 

“เปล่า จะไปด้วย”

 

“ห๊ะ มึงจะไปทำอะไรปักกิ่งวะ จะไปเที่ยวบ้านกูเหรอ หนาวนะโว้ย” ถิงถิงถามกลับด้วยท่าทางงงๆ คงเพราะผมไม่เคยเกริ่นกับมันก่อนละมั้ง แล้วผมก็ไม่ค่อยจะชอบอากาศหนาวสักเท่าไหร่ด้วย

 

ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยากไปแบบปุบปับเหมือนกันแหละครับ คิดว่าจะไปพร้อมพี่เว่ยหลางอยู่ แต่กะว่าจะรอให้มันปลายๆ หน้าหนาวสักหน่อย อยากไปหาจ้าวหลิง

 

แต่ตอนนี้ไม่อยากเจอหน้าคนบางคน ถึงหนีกลับมาอยู่บ้านตัวเอง มันก็ตามไปหาผมได้อยู่ดี ถ้ามันคิดจะไปน่ะนะ อีกอย่างถ้าอยู่บ้านผม จะมาทะเลาะกับมันออกนอกหน้าก็ไม่ได้เสียด้วย ดังนั้นไปรอพี่เว่ยหลางที่ปักกิ่งดีที่สุด

 

“เออ ก็ว่าจะไปหาพ่อแม่มึง แล้วจะแวะไปหาจ้าวหลิงด้วย ปิดเทอมนี้เขาไม่ได้ลงมาเซี่ยงไฮ้ เดี๋ยวพี่เว่ยหลางกลับปักกิ่ง กูค่อยให้พี่กูพาเที่ยว”

 

“นี่ถ้ามึงไม่บอกว่าเคลียร์กับจิ่งอวี๋เกอเกอโอเคแล้ว กูต้องนึกว่าเมื่อคืนมึงเมา เลยพลาดท่าเสียตัวให้เขา แล้วงอนจนต้องหนีไปปักกิ่ง รอให้เขาไปตามง้อเลยนะเนี่ย” ถิงถิงยกเหตุผลขึ้นมาตั้งสมมติฐาน จนเป็นเรื่องเป็นราวน่าติดตามขึ้นมาทันที ซึ่งก็บังเอิญว่าตอนนี้ผมกำลังมีคดี จนต้องหนีไอ้พี่จิ่งวาฬมันอยู่จริงๆ นั่นแหละ สะเทือนใจว่ะครับ

 

“กูไม่ได้หนีมัน!!

 

“เออ ไม่ได้หนีก็แล้วไป ใครเขาไปว่าอะไรมึง แม่งเสียงดังซะเขาตกใจกันไปแปดโต๊ะแล้ว” เจียหลงพูดจบ ผมก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เผลอพูดเสียงดังไปจริงๆ นั่นแหละ ก็ได้ยินชื่อคู่กรณีแล้วมันจี๊ดนี่หว่า

 

“งั้นดูหนังเสร็จมึงเดินเล่นกับไอ้พวกนี้รอเวลาไปก่อนแล้วกัน กูจะกลับไปเอาเสื้อผ้าที่ห้อง แล้วเดี๋ยวเลยไปเจอกันที่สนามบินเลยนะ กลับไปกลับมาเดี๋ยวตกเครื่อง”

 

 

 

 

 

ประมาณสองทุ่มครึ่งผมกับถิงถิงก็ถึงปักกิ่ง แม่งหนาวสัดๆ พ่อถิงถิงมารอรับที่สนามบิน ผมถือโอกาสไปพักบ้านเพื่อนก่อนสองคืน เพราะพี่เว่ยหลางบอกว่าอีกสองวันถึงจะกลับมา

 

ถึงบ้านถิงถิงได้สักพัก มือถือผมก็ดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นเบอร์ใครโทรมาผมก็เลยกดปิดเสียง แล้วก็โยนไว้บนเตียงพี่ไท่หลางนั่นแหละ

 

อ้อ..ไท่หลางนี่พี่ชายถิงถิงมันครับ ผมพักห้องเดียวกับพี่เขา เพราะกับเพื่อนผม ถึงจะสนิทกันแค่ไหน แต่ถิงถิงมันก็เป็นผู้หญิงอ่ะนะ

 

พอดีพี่ปิงปิง(คนนี้พี่สาวถิงถิง) มาเรียกให้ไปอาบน้ำ ผมก็ไปเลย ไม่ได้สนใจว่าคนโทรมาจะมีเรื่องอะไรสำคัญหรือไม่ เพราะผมไม่มีธุระอยากจะคุยกับมัน

 

อาบน้ำเสร็จกำลังจะเดินขึ้นห้องก็แอบเห็นเพื่อนสาวคุยโทรศัพท์อยู่ที่หน้าบ้าน ไม่รู้ว่าคุยกับใคร แต่หน้านี่บานเชียว พอดีเพื่อนหันมาเห็น ผมเลยทำสัญญาณมือบอกอีกฝ่ายว่าจะขึ้นข้างบนแล้วนะ และก็เดินขึ้นมาเลยครับ ไม่ได้อยากเผือกเรื่องส่วนตัวของเพื่อนหรอก

 

เข้ามาในห้องก็หยิบมือถือมาดู เพราะเห็นว่าหน้าจอมันสว่างวาบๆ ยังจะโทรมาอีก รับสายแล้วด่าเสียดีไหมเนี่ย

 

“เขามีธุระหรือเปล่าอ่ะ พี่เห็นมันสั่นนานมากแล้วนั่นน่ะ” พี่ไท่หลางที่นั่งเกากีตาร์อยู่บนเก้าอี้ถาม

 

“โทษทีครับเกอเกอผมไม่ได้ปิดสั่น ไม่ได้มีธุระอะไรหรอกครับ ก็แค่โรคจิตโทรมากวน” ผมหันไปตอบพี่ชายเพื่อน ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันต่อ พี่ปิงปิงก็เอาผ้าห่มกับที่นอนเข้ามาให้

 

คือนอนห้องพี่ไท่หลางครับ แต่ถ้าจะให้นอนเตียงเดียวกันนี่คงไม่ไหว เพราะเป็นเตียงสำหรับนอนคนเดียว ไม่ได้กว้างมากอ่ะครับ ผมช่วยพี่สาวเพื่อนปูที่หลับที่นอนของตัวเอง ก่อนจะพากันเดินลงไปนั่งคุยกันข้างล่าง เพราะมันพึ่งจะสามทุ่มกว่ายังไม่ง่วง ก็เลยไม่รู้จะรีบนอนไปทำไม

 

อยู่บ้านถิงถิงสนุกดีครับ เพราะผมเคยเจอกับครอบครัวของเพื่อนสนิทมาก่อนแล้ว แถมคุยกันถูกคอสุดๆ เวลารวมตัวกันแต่ละทีก็มีแต่เสียงเฮฮา หยอกล้อ กัด อำ ขำกันลั่นบ้าน ถึงผมจะเป็นแขกแต่ก็ไม่เหมือนเท่าไหร่ ทั้งโดนกัดโดนอำกันไม่ยั้ง แม่ถิงถิงยังบ่นว่าเสียดายที่ผมไม่ค่อยจะมาเที่ยวบ่อยๆ

 

 

 

 

จากนั้นสองวัน พี่เว่ยหลางก็มารับผมถึงบ้านเพื่อน หลังจากส่งมอบของฝากที่แม่ผมขนจากเซี่ยงไฮ้มาฝากครอบครัวเพื่อนแล้ว ผมก็ขอตัวกลับ

 

 

 

 

จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเหยียบย่างคอนโดฯ ของพี่เว่ยหลางที่ปักกิ่ง ค่อนข้างหรูหราอยู่ครับ มีสองตึกคู่กัน ตอนเดินเข้าไปในตึกยังไม่ทันถึงลิฟต์ก็เจอผู้ชายหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ตัวผอมบางแบบผมนี่แหละ แต่ดูแล้วเขาจะเตี้ยกว่าผมนิดหน่อย

 

“นั่นอี๋ชุนเกอเกอ” พี่ชายผมแนะนำ เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่จ้องพี่เขา

 

“สวัสดีครับ” ผมก้มหัวและกล่าวทักทายอีกฝ่ายรีบส่งยิ้มให้ ตอนปกติเขาก็หน้าตาดีมากอยู่แล้วนะครับ ดูหล่อใสๆ ไม่ได้หล่อคมเข้ม ผิวเขาก็ขาวๆ อ่ะ แต่พอยิ้มเท่านั้นแหละ แม่ง...โคตรน่ารัก สงสัยอยู่กับพี่จิ่งอวี๋มันมากไป เริ่มมองเห็นผู้ชายน่ารัก ไม่ๆ ผมจะไม่กลายพันธุ์

 

“คุณเว่ยโจวใช่หรือเปล่าครับ” เสียงนุ่มๆ ถามกลับมา เออ..หน้าตาดีไม่พอ พูดเพราะด้วยครับ ไม่ใช่แค่คำพูดนะครับ แต่เสียงพี่อี๋ชุนเขานุ่มๆ น่าฟังน่ะ

 

“ใช่ครับ แต่ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้ครับเกอเกอ เรียกผมว่าเว่ยโจวเฉยๆ ดีกว่า”

 

“ครับ ตัวจริงน่ารักกว่าในรูปตั้งเยอะนะ” พี่อี๋ชุนบอกแล้วยิ้มให้กว้างกว่าเดิม อยากจะโกรธอยู่หรอกครับถูกบอกว่าน่ารักเนี่ย แต่เห็นรอยยิ้มเขาแล้วโกรธไม่ลง ยืนรออยู่ไม่นานลิฟต์ก็เปิดออก เราทั้งหมดเดินเข้าลิฟต์ แล้วพี่อี๋ชุนก็ถามอีกครั้ง

 

“ทานข้าวกันมาหรือยังครับ”

 

“เอาของเข้ามาเก็บแล้วจะออกไปใหม่ นายล่ะ” พี่ชายผมเป็นคนตอบ

 

“ยังครับ พอดีพึ่งเคลียร์งานเสร็จ เลยเอาของเข้ามาเก็บก่อน กะว่าอีกสักพักจะออกไป จะทานอะไรกันล่ะครับเดี๋ยวผมซื้อเข้ามาให้ก็ได้ คุณเว่ยหลางกลับมาเหนื่อยๆ จะได้พัก” เดาจากการพูดคุย น่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของพี่ชายผม

 

“ถ้าอย่างนั้นอีกสักครึ่งชั่วโมงเจอกันที่ล็อบบี้แล้วกัน เดี๋ยวออกไปกินพร้อมกัน” พี่เว่ยหลางพูดจบอีกฝ่ายก็พยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะออกจากลิฟต์ไปเมื่อถึงชั้นแปด ส่วนผมกับพี่ชายขึ้นลิฟต่อไปจนถึงชั้นบนสุด

 

ห้องพี่ชายผมอยู่ชั้นบนสุดทางมุมซ้ายของตึก ซึ่งเป็นห้องชุดที่กว้างขวางมาก ถ้าเทียบกับห้องพักทั่วไปของคนเมืองนี้ เพราะว่าค่าที่ดินมันแพงหูฉี่ ตาราเมตรนึงนี่หลายหมื่นหยวนเลยทีเดียว (หยวนละประมาณ บาทครับ) กะเอาจากสายตาแล้ว น่าจะกินขนาดประมาณห้องธรรมดารวมกันสักสี่ห้องน่าจะได้

 

เปิดประตูห้องเข้าไปเจอโซฟาชุดที่เอาไว้นั่งดูทีวีและรับแขก ผนังฝั่งหนึ่งมีชั้นหนังสืออยู่มุมห้อง มีห้องน้ำและยังมีแบ่งเป็นโซนห้องครัว เดินเข้าไปด้านในยังแบ่งออกเป็นสองห้องนอน ห้องหนึ่งเป็นของพี่ชายผมมีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกห้องเป็นห้องว่างโล่งๆ ที่พี่เว่ยหลางเอาไว้เก็บของเพราะไม่มีคนอยู่ โดยรวมแล้วเป็นห้องผู้ชายที่โคตรสะอาด สบายตากว้างขวางน่าอยู่มากครับ

 

แถมยังมีระเบียงเดินออกไปนั่งรับลมที่เก้าอี้ไม้ปรับเอนนอนได้ และยังมีเปลญวนแขวนอยู่บนขาตั้งด้วย มีกระถางต้นไม้ปลูกอยู่เหมือนสวนลอยเล็กๆ

 

หลังจากนอนไกวเปลเบาๆ สูดอากาศหนาวของปักกิ่งจนลมหายใจแทบแข็ง ผมก็เดินเข้าไปในห้องนอนของพี่เว่ยหลาง พี่ชายสุดหล่อกำลังรื้อกระเป๋าเอาเสื้อผ้ามาจัดใส่ตู้

 

“อี๋ชุนเกอเกอเขาน่ารักดีเนอะเกอเกอ”

 

“หึหึ” ไม่ตอบแต่หัวเราะนี่คืออะไรวะ พี่ชายผมนี่เข้าใจยากขึ้นทุกวัน

 

เข้าห้องน้ำเสร็จผมก็ออกจากห้องนอนมาเดินสำรวจห้องพักของพี่ชาย ที่ผนังด้านหนึ่งมีกรอบรูปหลายขนาดแขวนอยู่ มีทั้งรูปครอบครัว รูปเดี่ยวของผม รูปพี่เว่ยหลางกับเพื่อนๆ ซึ่งส่วนมากผมไม่ค่อยรู้จักหรอกครับ

 

แม้จะมีบางคนที่เคยคุ้นหน้าคุ้นรอยยิ้มบ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน ที่สำคัญส่วนมากจะเป็นเพื่อนผู้ชาย ผมก็เลยไม่อยากนึกให้ปวดหัว ปล่อยผ่านไปครับ

 

 

 

 

แต่รูปที่ผมหยุดยืนให้ความสนใจอยู่นาน คือกรอบขนาดกลางที่อยู่เกือบด้านขวาสุด ในนั้นมีคนยืนกอดคอกันอยู่สามคน ดูจากชุดครุยที่คนในภาพทั้งสามคนสวมใส่ และบรรยากาศด้านหลัง เดาว่าน่าจะเป็นภาพตอนที่พี่เว่ยหลางเรียนอยู่อเมริกา

 

คนซ้ายคือพี่ชายคนรองของผม คนกลางคือสาวสวยผมยาวที่ผมเจอในงานแต่งพี่เว่ยเทียน และคนขวาคือคนที่ทำให้ผมตัดสินใจ(หนี)มาปักกิ่ง

 

“พี่คนสวยนี่...แฟนเกอเกอเหรอ” ผมหันไปถามพี่ชายที่เดินตามออกมา เมื่อเห็นว่าสาวคนกลางในรูปเอนศีรษะไปซบทางฝั่งพี่ชายผม อย่าบอกนะว่าไอ้พี่จิ่งอวี๋มันตีท้ายครัวเพื่อนสนิท ถ้าใช่ก็เลวสุดๆ อ่ะ

 

“หืม..อ้อ ไม่ใช่ครับ เพื่อนสนิทพี่เอง ที่งานแต่งเว่ยเทียนเกอเกอเมื่อวันก่อน โจวโจวก็เคยเจอแล้วนี่ หรือว่าจิ่งอวี๋เกอเกอเขายังไม่ได้แนะนำให้รู้จักกัน”

 

“อ๋อ..แฟนจิ่งอวี๋เกอเกอเหรอ โจวนึกว่าแฟนเกอเกอ” เออ..แล้วไป ถึงมันจะนิสัยไม่ดีที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจอันบอบบางของผม (อย่าครับ อย่าอ้วกกัน) แต่ก็ยังดีที่ไม่เลวถึงขนาดตีท้ายครัวเพื่อนสนิท

 

“หึหึ หน้าสองคนนั้นไม่เหมือนกันเลยเหรอ” พี่ชายผมหัวเราะก่อนจะถาม

 

“ก็คล้ายนิดๆ มั้ง ตาสีเดียวกัน รูปตาก็ทรงอัลมอนด์เหมือนกัน จมูกโด่งคล้ายกันอยู่นะหรือไม่คล้ายวะ ไม่รู้สิโจวดูไม่ออก ปากนี่ชัดสุด รูปกระจับสวยเหมือนกันเป๊ะ”

 

 “ไม่ใช่แค่ปากที่เหมือนกันเป๊ะ สองคนนี้ออกมาจากท้องเดียวกัน แถมวันเดียวกันอีกต่างหาก แฝดชายหญิงน่ะ”

 

“ห๊ะ!!! ฝาแฝด” พอได้ยินว่าเป็นแฝดพี่น้องผมก็อุทานอย่างคาดไม่ถึง แล้วก็จ้องรูปอย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่าเดิม เออหน้าคล้ายๆ กันอยู่ตา คิ้ว คาง จมูก ปาก  

 

ถ้าเขาเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แล้วผมเสียความรู้สึกไปเพื่ออะไรวะเนี่ย เจ็บใจว่ะ พี่จิ่งอวี๋นี่มันขยันหาเรื่องมาให้ผมปวดหัวดีจริงๆ

 

“ครับฝาแฝด ทำไมล่ะ นึกว่าแฟนจิ่งอวี๋เกอเกอเขาจริงๆ หรือไง”

 

“ก็ทำซะเหมือนเลยนี่” ผมพูดเบาๆ แต่พี่เว่ยหลางดันหูดีได้ยิน จากนั้นเจ้าตัวก็หัวเราะเสียงดัง

 

“ไอ้ที่หนีจิ่งอวี๋เกอเกอมาปักกิ่งนี่ เพราะโกรธอะไรเพื่อนพี่หรือเปล่า” พี่เว่ยหลางถามอะไรแปลกๆ อย่าบอกว่าเพื่อนพี่มันหน้าด้านไปบอกอะไรเข้าหรอกนะ

 

“โจวไม่ได้หนีเขาสักหน่อย จะไปโกรธอะไรเพื่อนเกอเกอล่ะ แค่อยากมาเที่ยวบ้านถิงถิง แล้วก็มาหาจ้าวหลิงด้วยเฉยๆ เพราะปิดเทอมนี้เขาไม่ได้กลับเซี่ยงไฮ้ โจวลงไปคุยกับพี่อี๋ชุนรอข้างล่างนะ” แล้วผมก็เดินหนีลงมาเลย

 

ความจริงจะช่วยเก็บของอยู่หรอก แต่รู้สึกพี่ชายมองผมแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ไม่อยู่ด้วยดีกว่า

 

TO  BE  CON…..

 

น้องโจวไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง แต่แค่พอรู้ว่าพี่สาวคนสวยไม่ใช่แฟนคุณชายหวง ถึงกับโล่งใจเชียวนะชายสวี่คนแมน

 

 

เอ้า...ใกล้เสียตัว เอ๊ย!!! ใกล้เสียหัวใจให้ชายหวงเข้าทุกทีแล้วนะครับคุณชายสวี่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #23 banztzu1b (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 19:43
    เอ้า!!!! โจ๊ะหึงเค้าไปแล้วทำไงดีล่ะลูกหึงคือหึงลูกไม่ใช่เจ็บใจนะคะ
    เจ้าหลงเจ้าหลิงอะไรนั้นก็มีแฟนใหม่ไปเลยนะคะขอให้โจวรู้โจวเห็นต่อหน้าต่อตานาจา
    #23
    1
    • #23-1 fangyuzhou(จากตอนที่ 19)
      18 มกราคม 2560 / 23:44
      เอ๊ย!!! เดาถูกได้ไงอ่ะครับ
      #23-1