ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 17 : ตอนที่ 17 ศึกชิงนาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    14 ม.ค. 60

ก่อนอ่านตอนที่ 17 ขอแนะนำให้เตรียมหมอนมาไว้ใกล้มือครับ เผื่อจะมีช่วงฟิน...ชายหวงจีบน้องสวี่คนแมน...หวานมากกกกก

 

LET'S ENJOY......

 

ตอนที่ 17 ศึกชิงนาย

 

ยามเช้ามาเยือนพร้อมกับเตียงที่หมุนวิ้งเบาๆ ดีที่เมื่อคืนดื่มเหล้าไม่หนักมาก เลยไม่ค่อยแฮ้งค์เท่าไหร่

 

ตื่นขึ้นมาในห้องที่เริ่มคุ้นเคย เพราะเวลาเมาทีไรก็จะต้องมาตื่นเอาในห้องนี้ตลอดๆ ดีที่ว่าเจ้าของห้องมันไม่อยู่ สิบโมงกว่าแล้ว ป่านนี้คงจะนั่งสำเริงสำราญอยู่ในออฟฟิศโน่นแหละ

 

สำรวจตัวเองแบบกังวล ไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหน ปกติดีทุกอย่าง ค่อยยังชั่ว ความจริงก็ไม่ได้กลัวว่าพี่จิ่งอวี๋มันจะทำอะไรผมหรอกครับ แต่ระวังไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย ยิ่งมันประกาศโต้งๆ ว่าจะจีบผมให้ได้เสียขนาดนั้น

 

พี่เว่ยหลางจะรู้ไหม ว่าเพื่อนตัวเองกำลังคิดไม่ซื่อกับน้องชายสุดที่รักของเขาน่ะ ฝากเนื้อไว้กับเสือชัดๆ แต่นะ..คิดมากไปก็ปวดหัว สู้อาบน้ำแล้วออกไปหาอะไรกินดีกว่า

 

 

 

 

อาบน้ำเสร็จความคิดที่จะออกไปหาอะไรกินข้างนอกเป็นอันยกเลิก เมื่อเจอของน่ากินวางอยู่ในครัวแล้ว โจ๊กหมูกับปาท่องโก๋ มีข้อความแปะไว้ อุ่นก่อนทานนะครับ ไม่ชอบร้อนมากก็เอาแค่ 2 นาทีพอ แล้วก็ระวังถ้วยร้อนด้วยล่ะ ยาทาแก้น้ำร้อนลวกวางอยู่หน้าทีวี(เผื่อไว้ก่อน) พี่ปอกเมลอนแช่ไว้ให้ในตู้เย็นนะครับ’ ผมสมควรจะใจอ่อนกับมันดีไหมนี่ รู้ดีไปหมดว่า ผมชอบกินอะไร แล้วอะไรที่ไม่กิน ปกติผมก็หนีรอดมือผู้ชายมาได้ตลอดๆ แต่กับเพื่อนพี่เว่ยหลางคนนี้ ชักไม่ค่อยจะแน่ใจ

 

เมื่อวานก็ทีหนึ่งแล้ว ทั้งที่พึ่งจะเถียงกันไปเสียยกใหญ่ แต่ตอนที่ผมจะออกไปข้างนอก พี่จิ่งอวี๋มันดันมาถามอย่างเอาใจใส่ จะว่ามันประชดก็ไม่ใช่ เพราะจากน้ำเสียงก็ดูท่าทางจะเป็นห่วงจริง เล่นเอาผมด่าไม่เป็นเลย

 

คืออยากพูดแรงๆ กับอีกฝ่ายนั่นแหละ แต่พอเจอมันพูดดีๆ แบบใจเย็นใส่แล้วรู้สึกเกรงใจอ่ะครับ อีกอย่างหมอนั่นก็เป็นเพื่อนสนิทพี่เว่ยหลางอีก โอ๊ย..เกิดมาหน้าตาดีนี่มันเป็นกรรมแท้ๆ เลยผม

 

ท้องอิ่มสติก็มา เมื่อคืนผมคุยกับเพื่อนๆ เรื่องงานแต่งพี่เว่ยเทียนกับพี่อี้หลิน ก็เป็นอันว่ามาครบทีม ซื่ออิงจะมาจากหังโจว ถิงถิงจะลงมาจากปักกิ่ง ตกลงว่าทั้งหมดค้างบ้านผม เพราะว่ามีห้องของพี่เว่ยเทียนว่างอยู่ และโรงแรมที่จัดงานก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่

 

สาวๆ ให้นอนห้องเก่าพี่เว่ยเทียน เพราะมีห้องน้ำในตัว ส่วนพวกผู้ชายมันก็มาสุมหัวนอนด้วยกันที่ห้องผมเหมือนเดิม ผมอาจจะไปนอนกับพี่เว่ยซื่อ เพราะห้องพี่เว่ยหลางคาดว่าถ้าเพื่อนเขาค้างด้วย ก็คงจองที่ว่างอีกฝั่งของเตียงไปแล้ว แต่ถ้าไม่ ผมก็คงไปนอนกับพี่เว่ยหลาง เพราะพี่เว่ยซื่อนอนดิ้นเกิน เคยเตะผมตกเตียงด้วย เข็ดครับ

 

 

 

 

ล้างถ้วยเสร็จกลับเข้าห้อง นอนกลิ้งไปมายังไม่ทันที่จะได้หยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน มือถือผมก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ แฟนผมเองแหละ

 

ลี่อิงโทรมาถามว่า ผมจะใส่เสื้อสีครีมตัวที่ไปซื้อด้วยกันวันนั้นใช่ไหม (ก็วันที่ไปซื้อพร้อมกับพี่เว่ยหลางกับพี่จิ่งอวี๋นั่นแหละครับ) ผมก็คงจะใส่ตัวนั้นนั่นแหละครับ แม้ธีมงานเขาจะเป็นสีชมพู แต่ทุกคนก็รู้ใช่ไหมว่ามันเป็นสีที่ผมไม่ปลื้มเป็นที่สุด ดังนั้นผมจะแหกธีม

 

ลี่อิงเขาก็เลยบอกให้ผมถ่ายรูปไปให้ดูด้วย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นะ แค่ถ่ายรูปไปให้ดู ดีกว่าให้เธอมาดูเองที่งาน ซึ่งผมเคยคุยกันไปแล้วว่า แฟนผมทุกคนจะไม่มางานแต่งพี่เว่ยเทียน

 

หลังจากวางสายลี่อิงไปไม่นานนัก เสี่ยวเม่ยก็โทรมาหาผม แล้วก็ไม่รู้ว่านัดกันมาหรืออย่างไร เสี่ยวเม่ยถามว่าผมจะใส่เสื้อสีอะไร พอผมบอกว่าสีครีมเธอก็บอกว่าไม่ได้ เสื้อสีฟ้าเหมาะกับผมมากกว่า ซึ่งก็บังเอิญอีกเหมือนกันว่า ผมซื้อมาพอดี

 

แถมเธอยังย้ำอีกว่า ให้ถ่ายรูปแล้วส่งให้ดู ไม่อย่างนั้นจะงอน เอาเข้าไปสินะ ผมเลยต้องออกตัวว่าขอดูก่อน เพราะว่าธีมงานเขาเป็นสีชมพู แฟนผมเลยได้แต่หัวเราะ จะเพราะอะไรล่ะครับ เธอรู้นี่นาว่าผมไม่โปรดเจ้าสีหวานนี้เป็นที่สุด สรุปว่าผมต้องหยิบเสื้อสองตัวไปใส่ที่งานแต่งพี่เว่ยเทียนหรือยังไงเนี่ย

 

วางสายจากหวานใจเรียบร้อยแล้ว ผมก็หมดสมาธิจะอ่านหนังสือ เปิดคอมนั่งค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวไปเรื่อยเปื่อย เพราะวางแผนกับชาวแก๊งไว้ว่าหลังงานแต่งพี่เว่ยเทียน พวกผมจะไปเที่ยวประเทศไทยกัน ไม่เป็นแถวหลีเป๊ะ ก็เกาะสิมิลันหรือเกาะสมุยสักที่ ผมก็เลยต้องเตรียมพร้อมนิดหนึ่ง

 

อดอิจฉาเจียหลงกับซื่ออิงไม่ได้ แม่งไปกันเป็นคู่ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะผม เสี่ยวหมิงและถิงถิง จะคอยขัดขวางความหวานของพวกมันเองครับ หุหุ..ตำแหน่งเพื่อนชั่วแห่งปียกให้พวกผมเถอะ ครองแชมป์มาหลายสมัยแล้ว ขออีกสักปี

 

 

 

 

ตอนค่ำหน่อยพี่จิงอวี๋มันก็กลับมาถึงบ้าน คือจะว่ายังไงดี เหมือนผมมองหน้าหมอนี่ได้ไม่สนิทใจยังไงก็ไม่รู้ ก่อนหน้านี้ก็เฉยๆ ไม่ได้อะไรหรอกครับ แถมชอบมองด้วย เพราะพี่จิ่งอวี๋มันหน้าตาดีเว่อร์ แล้วดันมีเขี้ยวพ่วงเข้ามาอีก เวลายิ้มให้ผมนี่โลกละลายครับ เคลิ้มเลย ผู้ชายบ้าอะไรวะหล่อเกินความจำเป็น

 

แต่พอรู้ว่าไอ้พี่ชั่วนี่คิดไม่ซื่อกับตัวเอง ผมเลยไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาอีกฝ่ายตรงๆ เสียอย่างนั้น

 

อะไรครับ ผมไม่ได้กลัวว่าจะชอบมันเลยเหอะ จะว่าเขินเหรอ คุณๆ เลิกคิดไปได้เลยครับ ต้องไม่ใช่ ไม่ใช่แน่ๆ ก็แค่เห็นสายตาที่มองมาแล้ว...ผมทำตัวไม่ถูกเฉยๆ

 

ผมก็บรรยายไม่ถูกหรอกว่ารู้สึกยังไง แต่ผมคิดว่าถ้าลองคุณๆ ได้มาถูกดวงตาคู่นี้ แถมหน้าหล่อใสปิ๊งของหมอนี่มองสบตา โดยใช้สายตาแบบที่มันมองผม คุณก็จะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันนั่นแหละ

 

ว่าแต่...มันจะจ้องผมให้ทะลุไปถึงไส้ติ่งเลยไหม

 

“จะมองไปถึงไหนเกอเกอ ไม่เคยเห็นคนหรือไง” ผมถามกวนๆ ทั้งที่ยังนั่งหันข้างให้อีกฝ่าย ทำเป็นว่าสนใจทีวีตรงหน้าหนักหนา

 

“อยากรู้เหรอครับว่าพี่มองเพราะอะไร”

 

“ไม่ได้อยากรู้ แค่ถามให้เกอเกอรู้ตัวเฉยๆ ว่ามองมากไปแล้ว เดี๋ยวผมคิดเงินนะ”

 

“อยากรู้หน่อยไม่ได้หรือครับ” แน่ะ..กวนตีนและ

 

“เออ..อยากรู้ มองทำส้น...อะไรครับ” เกือบไปแล้วครับภาษาเพื่อน ดีที่ยั้งปากทัน ออกไปแค่ส้นยังออกไม่เต็มเท้า

 

“หันมาสิครับ แล้วจะตอบว่ามองเพราะอะไร” อีกฝ่ายพูดจบผมก็เหมือนจะบ้าจี้หันไปมอง แบบว่าไม่ได้ตั้งใจนะครับ แค่จะหันไปด่าคนกวนประสาทเฉยๆ เลยสบตากันโดยบังเอิญ และก็เป็นผมที่โดนก่อนหนึ่งดอก

 

“มองเพราะว่าน่ารัก น่ามอง อยากได้มาเป็นแฟน ได้ไหมครับ” พูดเสียงทุ้มตานี่พราวเลย ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ น่าฟังตามมา ขณะที่ผมอ้าปากค้าง คำที่เตรียมจะด่าสวนถูกลบหายไปจากสมอง รู้สึกเลยว่าหน้าร้อนไปจนถึงหู

 

ผมหน้าแดงเพราะผมร้อน ไม่ได้เขิน ไอ้พี่จิ่งวาฬไม่ต้องมาหัวเราะ แม่ง...

 

“เอ้า..จะไปไหนล่ะดูต่อไปเถอะ วันนี้พี่ไม่จีบแล้วก็ได้ พูดเรื่องจริงแค่นี้ก็ต้องเขินจนต้องลุกหนีกันด้วยนะคนเรา” ฟังดูเหมือนจะตัดพ้อนะครับ แต่ถ้าคุณได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ตบท้ายของคนพูด อาจจะรู้สึกอยากต่อยมันเหมือนกับผม พี่จิ่งอวี๋นี่กวนตีนของจริง ฝากไว้ก่อนเถอะ

 

“แม่ง...” ผมโวยเบาๆ เพราะกลัวอีกฝ่ายจะยิงมุกอะไรมาให้เลี่ยนตายเสียก่อน แต่คิดว่าคนที่กำลังจะเดินเข้าห้องคงได้ยินแหละ

 

“เด็กอะไรพูดจาไม่น่ารักเลย” เสียงลอยลมมาไกลๆ ทำเอาผมหันกลับไปมองต้นเสียง

 

“แล้วมันหนักตรงไหนครับเกอเกอ ขอให้บอก เดี๋ยวช่วยเอาออกให้” ผมถามออกไป คราวนี้หาเรื่องจริงๆ นะ เพราะใครล่ะที่ทำให้ผมต้องพูดไม่เพราะน่ะ

 

คนที่กำลังจะเปิดประตูห้องชะงักมือ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับมาหา และเดินอ้อมมาหยุดอยู่ข้างหน้าผมห่างไปเล็กน้อยบังทีวีจนมิด จากนั้นอีกฝ่ายก็โน้มตัวลงมา เอามือเท้าพนักโซฟาไว้ทั้งสองข้าง ผมเลยเงยขึ้นมองหน้าคนตัวควายๆ ก็เอาสิคิดว่ากลัวรึไง

 

“พี่ไม่หนักหรอกครับ แต่คิดว่าโจวโจวน่าจะหนักนะ เดี๋ยวพี่ช่วยเอาออกให้ เผื่อจะได้พูดเพราะๆ กับพี่กว่านี้อีกสักหน่อย” พูดจบหน้าหล่อของอีกฝ่ายก็ก้มลงมาอย่างเร็ว

 

 

 

 

ปากแตะกันไม่เบานัก แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่เจ็บเพราะไอ้บ้านี่มันกัดริมฝีปากล่างผมนี่แหละ ไม่ได้กัดแรงนะครับ กัดเหมือนจะแกล้งแต่ก็เจ็บนิดๆ อ่ะ ผมไม่คิดว่ามันจะกล้าทำแบบนี้ เลยไม่ทันได้ตั้งตัว

 

พอได้สติก็รีบผลักคนตรงหน้าออก และขยับถอยหนีไปด้านข้างจนเกือบตกโซฟา ดีที่คนที่พึ่งจะกัดปากผมยังดึงแขนผมไว้ทันก่อนที่จะตกลงไป แล้วเสียงหัวเราะมันนี่กวนตีนน่าเตะมาก

 

“เกอเกอทำเหี้ยอะไรเนี่ย” ผมโวยวายพลางสะบัดแขนออก และให้หลังมือถูกปากสองสามที

 

“ไม่ได้ทำเหี้ยอะไรครับแค่กัดเบาๆ เอง เผื่อหมามันเจ็บแล้วจะวิ่งออกมาน่ะ แต่เอ...สงสัยจะไม่ได้ผล เพราะดูแล้วนอกจากหมาแล้ว ยังมีเหี้ยอยู่อีก ไหนมาดูอีกทีสิว่าอยู่ตรงไหน พี่จะเอาออกให้ แต่ท่าทางคงจะอยู่ลึกนะ แถมคงจะมีไม่ใช่น้อย แค่กัดเบาๆ อาจจะไม่ได้ผล คงต้องมากกว่านั้น” พูดพร้อมยิ้มแบบโคตรหื่น แถมตาพราวเชียวนะมึง ผมนี่อยากจะเอานิ้วจิ้มตาคู่ตรงหน้านี้มาก

 

“ถอยไปเลยเกอเกอ เข้ามาใกล้อีกผมต่อยจริง” ผมบอก เริ่มจะโมโหที่สู้ไม่ได้และถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

 

“เราตกลงกันไว้ว่าไงครับ”

 

“เกอเกอกวนตีนก่อนทำไมล่ะ”

 

“พี่ไม่ได้กวน พี่พูดจริงแบบปากตรงกับใจ แต่โจวโจวดันรับไม่ได้เองต่างหาก หืม? สงสัยอะไรอีกหรือเปล่าครับ” พูดพร้อมทำหน้าแอ๊บแบ๊วตาใสถามในตอนท้าย แถมไอ้ท่าทางเอียงคอมองผมนี่อีก คงคิดว่าน่ารักตายห่าละมั้งน่ะ ตัวก็โตอย่างกับหมีควาย น่ารักตายละ

 

อยากจะด่ากลับไปใจจะขาด แต่ติดตรงที่ว่าคนตรงหน้ายิ่งขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น แล้วผมก็ดันลุกหนีมันไม่ได้ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดชายครับ เงียบไว้ดีที่สุด

 

“โจวโจวสงบปากสงบคำแบบนี้พี่ก็แย่สิ” พูดด้วยเสียงละห้อย แต่ดูจากสายตาพราวๆ แวววาวเต้นระริกนั่นก็รู้ว่า...หมอนี่ตอแหล

 

“ไม่เห็นว่าจะแย่ตรงไหน” จริงครับ ก็ดูหน้ามันนี่โคตรระรื่น ยิ้มจนแก้มแทบจะฉีกไปถึงกกหู

 

“แย่ตรงที่ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมารังแกเรานะสิ ไอ้แมวแสบ” พูดจบก็ยื่นหน้าเข้ามาก้มลงจูบเบาๆ ที่ปลายจมูกผม ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเอง ปิดประตูไม่ทันสนิทก็ได้ยินเสียงถาม

 

“จะทำกับข้าวกินกันที่บ้าน หรือว่าจะไปกินข้างนอกดีครับ”

 

“ขี้เกียจออก” ผมตอบเสียงเกือบสั่น ทั้งที่ไม่หันกลับไปมองคนถาม ใครจะว่าไม่มีมารยาทก็ยอมแหละ

 

ถ้าคุณเป็นผม แล้วรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนจนแดงเถือกขนาดนี้ คุณจะกล้าหันกลับไปมองมันไหมล่ะครับ

 

“ถ้าอย่างนั้นรอแป๊บนะ พี่อาบน้ำก่อน” แล้วก็ได้ยินเสียงปิดประตู พร้อมกับที่ผมถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก ไม่ใช่อะไรหรอกครับ กลัวว่าพี่จิ่งอวี๋มันจะเดินกลับมาอีกรอบ ถ้ามันเห็นว่าผมหน้าแดง ต้องคิดว่าผมเขินมันแน่ๆ

 

วันถัดมาผมเลยอพยพตัวเองกลับมาอยู่ที่บ้าน ช่วงนี้รู้สึกใจไม่ด้านพอจะต่อกรกับเพื่อนพี่เว่ยหลางจริงๆ กลับมาอยู่บ้านดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเจอหน้าให้มันมาทำตาหวานแถมหื่นใส่ตั้งหลายวัน

 

 

 

 

วันงานแต่งมาถึงไวเหมือนโกหก งานยกน้ำชาช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่นสวยงาม งานเช้าโชคดีที่ผมไม่ต้องเลือกชุดเอง เพราะพี่เว่ยเทียนเตรียมไว้ พี่น้องสี่คนใส่เหมือนกันเป๊ะ ทั้งผม พี่เว่ยหลาง พี่เว่ยซื่อ และพี่จิ่งอวี๋ (เหมารวมว่ามันเป็นพี่ไปด้วยเลยแล้วกัน เพราะทำตัวเหมือนสมาชิกในครอบครัวผมขึ้นทุกวัน)

 

ส่วนเจ้าบ่าวในชุดจีนตอนเช้าหล่อเลิศครับ มีพี่ชายหล่อๆ แล้วภูมิใจ หุหุ ส่วนพี่สะใภ้ผมน่ะเหรอไม่ต้องสืบครับ สวยที่สุดในงานอยู่แล้ว

 

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้าทั้งหมด ผมกับเพื่อนอีกสี่คนรวมไปถึงพี่เว่ยซื่อและพี่จิ่งอวี๋ก็กลับมาพัก และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ส่วนคนอื่นๆ เขาจัดการตัวเองกันที่โรงแรมเลย เพราะว่าสะดวกกว่า

 

งานเลี้ยงตอนค่ำ ขณะที่ผมคิดไม่ตกว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ซื่ออิงกับถิงถิงก็เข้ามาสมทบในห้องผม คือเวลาผมรับปากอะไรใครแล้ว ก็อยากจะทำให้ได้อย่างที่พูดน่ะครับ เมื่อปรึกษาสองสาวเพื่อนซี้ ก็ได้คำตอบดีๆ แบบไม่ต้องผิดคำพูด

 

“มึงจะใส่ตัวไหนก็ใส่มาก่อน ให้ไวด้วยไอ้หน้าแมว เดี๋ยวกูดูให้ว่าในตู้มีตัวไหนจะใส่ไปงานแต่งได้บ้าง” เสียงถิงถิง แม่งสวยซะเปล่า พูดจาผู้ชายวิ่งหนีจริงๆ เลย

 

ส่วนผมใส่ตัวสีฟ้าและสีครีมแล้วก็ถ่ายรูปครับตามสเต็ป ผมไม่ได้โกหกนะ ใส่จริง แต่ถ้าจะให้ใส่สองตัวนี้ออกไปงาน มันก็เท่ากับว่าผมผิดคำพูดกับเสี่ยวเม่ยและลี่อิง ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องใส่มันทั้งสองตัวนี่แหละ

 

“ไปยืมที่ห้องเว่ยซื่อเกอเกอมึงดิ เผื่อจะมี” เสี่ยวหมิงแนะนำ

 

“เสื้อกูมันยังใส่ไม่ได้ มึงคิดว่ามันจะใส่เสื้อเว่ยซื่อเกอเกอได้เหรอวะ” เจียหลงที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเตียงผมท้วงขึ้นมาขำๆ เพราะมันขนาดตัวพอๆ กับพี่ชายคนที่สามของผม ยกเรื่องส่วนสูงและขนาดตัวเพื่อนมาเป็นประเด็นแล้วมีความสุขกันเหลือเกินนะพวกมึง

 

ยังไม่ทันจะได้ด่าเพื่อน เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นพร้อมกับเพื่อนพี่ชายผมที่เดินเข้ามา แบบว่าหล่อออร่าโคตรๆ เสื้อสีชมพูนี่ไม่ได้ทำให้ความหล่อพี่จิ่งอวี๋มันลดลงเลยอ่ะ

 

“เอ้า หล่อจนตะลึงเลยไงมึง” ถิงถิงออกปากแซว เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่มองคนที่เปิดประตูเข้ามา เหมือนไม่เคยพบเคยเห็นมันมาก่อน

 

“กูไม่ได้มองอะไรขนาดนั้นถิงถิง มึงอย่ามั่ว”

 

“แน่ะ ทำเป็นเขิน”

 

“ไม่ได้เขินโว้ย”

 

“เสร็จกันหรือยังครับ จะได้ออกไป” คนที่มาใหม่ถามเสียงทุ้มน่าฟัง

 

“ยังค่ะจิ่งอวี๋เกอเกอ โจวโจวมันยังหาเสื้อใส่ไม่ได้เลย”

 

“อ้าว แล้วตัวที่ใส่อยู่ล่ะครับ พี่ว่าก็น่ารักดีอยู่แล้วนี่ จะเอาหล่อกว่านี้อีกเหรอ” จบคำเท่านั้นแหละ เพื่อนผมนี่พร้อมใจกันหอนลั่นห้อง ไอ้จิ่งวาฬบ้านี่มันชอบพูดอะไรไม่รู้จักคิดจริงๆ เลย

 

“พวกมึงหุบปากไปเลย แม่ง...เกอเกอก็พูดอะไรไม่รู้จักคิด” ผมด่าเพื่อน แล้วหันไปโวยคนที่ทำให้ผมตกเป็นประเด็น

 

“นี่ก็พูดตามที่คิดทั้งนั้น พี่ผิดหรือครับสาวๆ ” นั่นครับ สุดท้ายมันหันไปหาซื่ออิงกับถิงถิง ที่ดูยังไงก็รู้ว่าต้องเข้าข้างช่วยยกหางตัวเองแน่ๆ เฮ้อ...ผมละเหนื่อยใจ

 

“เสร็จกันยัง” พี่เว่ยซื่อเข้ามาสมทบอีกคน จนห้องผมแทบไม่มีที่จะยืน

 

“ยังเลย โจวไม่มีเสื้อใส่อ่ะ”

 

“แล้วที่ใส่อยู่ไม่เรียกเสื้อหรือไง” อีกและ ปากหมาจริงๆ พี่ผมเนี่ย

 

“มันมีคดีกับแฟนสาวมันอยู่ค่ะเว่ยซื่อเกอเกอ เลยใส่สองตัวนี้ไม่ได้ แล้วแม่งก็เสือกตัวเล็ก จะไปยืมใครมาใส่ได้ เอางี้ป่ะ ออกไปแวะห้างใกล้ๆ โรงแรม”

 

“ไม่ได้ เดี๋ยวไปไม่ทันโดนพี่เว่ยหลางฆ่าแน่” พี่เว่ยซื่อบอก ก่อนจะเดินแหวกวงเข้ามาหาผม

 

“พี่มีนะ รอเดี๋ยว” กลายเป็นพี่จิ่งอวี๋ที่เป็นอัศวินม้าขาว เจ้าตัวพูดจบก็พาตัวสูงปรี๊ดหายไปจากห้องผม ไม่ถึงสองนาทีก็กลับมาพร้อมกับเสื้อเชิ้ตแขนยาว สีเดียว แบรนด์เดียวกับเสื้อตัวที่มันใส่อยู่เป๊ะ แต่เป็นไซส์เล็กกว่าน่าจะสักไซส์หรือสองไซส์

 

“ตัวเล็กด้วย เจ้าโจวน่าจะใส่ได้นะ ซื้อมาผิดเหรอครับเกอเกอ” พี่เว่ยซื่อหันไปถามพ่ออัศวินที่น่าถีบให้ตกม้าตาย ก็ใครใช้ให้มันมีเสื้อสีชมพูล่ะครับ สีอื่นตั้งเยอะตั้งแยะ(ถึงงานนี้เขาจะเป็นธีมชมพูก็เถอะ)

 

“เปล่าหรอก พี่ตั้งใจซื้อมาให้เขานั่นแหละ วันที่ไปเดินด้วยกันเห็นโจวโจวบอกว่าสวยดี” คนถูกถามตอบยิ้มๆ ทำเอาซื่ออิงกับถิงถิงแอบหันไปยิ้มให้กัน ส่วนเสี่ยวหมิงและเจียหลงพร้อมใจกันหันมามองหน้าผม พลางยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียน ดีที่พี่เว่ยซื่อไม่ทันได้สังเกต

 

“ก็เอาอกเอาใจเสียขนาดนี้ แล้วแบบนี้โจวโจวจะหนีเกอเกอไปไหนรอด” พอพี่เว่ยซื่อพูดจบ ทั้งผมและคู่กรณีพากันหันไปมองหน้าคนพูดโดยพร้อมเพรียง พี่ชายผมไม่ต้องการจะสื่ออะไรใช่ไหม รู้สึกว่ามันแฝงความนัยแปลกๆ หรือผมระแวงไปเองวะ อืม..ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ  

 

“เปลี่ยนเสื้อสิไอ้น้อง เดี๋ยวรถติดไปสายไม่ทันรับดอกไม้ พี่อี้หลินโวยไม่รู้ด้วยนะ เกอเกอพาเด็กๆ ไปด้วยนะครับ ผมต้องแวะไปรับแฟนก่อน พวกเราใครจะไปกับพี่ก่อน รถเกอเกอไปไม่หมดหรอกตั้งหกคน” พี่เว่ยซื่อถามพวกเรา เจียหลงกับเสี่ยวหมิงเลยไปพร้อมพี่ชายผมที่จะออกไปรับแฟนสาวก่อนเลยไปงาน

 

“เดี๋ยวเจอกันที่งานนะ” แล้วสามคนก็พากันเดินออกไป ส่วนผมก็แกะกระดุมเสื้อสีฟ้าตัวที่ใส่อยู่เตรียมจะเปลี่ยน แต่พอเห็นตาพราววิบวับของคนตัวควายๆ ความคิดที่จะเปลี่ยนเสื้อตรงนั้นก็หมดไปทันที

 

แต่ในห้องผมมันก็ไม่มีห้องน้ำอ่ะครับ เลยได้แต่หันหน้าเข้าตู้เสื้อผ้า หันหลังให้คนอื่น

 

“แหม..คุณชายสวี่ แค่ขาวหน่อย เนียนหน่อย ทำเป็นอาย อย่างกับพวกกูอยากมองมึงมากเลย เห็นจนเบื่อแล้ว” ถิงถิงด่า เมื่อเห็นว่าผมหันหน้าหนี

 

“อาจจะไม่ได้อายพวกเราก็ได้นะถิงถิง” ซื่ออิงพูดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในห้องนี้ แต่ถ้าจะให้ดีมึงอยู่เงียบๆ เถอะซื่ออิง พูดมาทีทิ่มแทงใจไปถึงไหนๆ

 

และคงไม่ใช่แทงใจผมคนเดียวด้วย เพราะคนที่เอาแต่ยืนจ้องผมเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจับได้ เลยทำเป็นกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน แล้วออกปากขอตัว

 

“ถ้าอย่างนั้นพี่ลงไปรอข้างล่างนะครับ” แล้วมันก็เดินออกไป

 

“ท่าทางแบบนี้ บอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ใครจะไปเชื่อกัน” ซื่ออิงพูดเมื่อพี่จิ่งอวี๋คล้อยหลังไปแล้ว

 

“โอ๊ย..เสี่ยวอิงจ๋า ถิงว่าขนาดเด็กห้าขวบยังดูออกเลยนะ” แล้วสองสาวก็ตีมือกันอย่างกิ๊บกิ้วออกนอกหน้าสุดๆ

 

“พวกมึงนี่เพ้อเจ้อว่ะ ถิงถิงหยิบเสื้อนอกกูมาดิ๊” ผมบอกก่อนจะรีบคว้าสูทตัวนอกมาสวมทับ ส่องกระจกเป็นครั้งสุดท้าย ทรงผมเป๊ะ ส่วนหน้าตาดีอยู่แล้วครับ จะไม่ผ่านก็ตรงสีเสื้อนี่แหละ

 

“ไม่ชอบเลยว่ะ” ผมบ่นกับเพื่อนสาวเบาๆ

 

“โจวโจวใส่แล้วดูดีออก” ซื่ออิงบอกผม ก่อนจะเดินเข้ามาจูงมือออกจากห้อง คงกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจกลับไปใส่เสื้อตัวอื่นละมั้ง

 

“เออ จริง ไม่เห็นว่าสีชมพูจะไม่เข้ากับมึงตรงไหนเลย ออกจะน่ารัก” ถิงถิงพยักหน้าหงึกหงัก แล้วพูดขึ้นอย่างเห็นด้วย

“คนหน้าตาดีใส่อะไรก็ดูดีโว้ย กูแค่ไม่ชอบสีนี้เฉยๆ ”

 

“เว่ยเทียนเกอเกอกับพี่อี้หลินเขาแต่งกันแค่ครั้งเดียว มึงก็ใส่ๆ ไปเถอะ เลิกจับเสื้อแล้วรีบออกมาสักที เดี๋ยวก็สายจนได้” ถิงถิงดุเบาๆ ก่อนจะช่วยซื่ออิงดึงข้อมือผมอีกข้าง แล้วปิดประตูห้องตามหลัง พอลงมาถึงรถผมถึงได้นึกออกอีกอย่าง

 

“เวร..กูลืมใส่คอนแทคเลนส์ว่ะถิงถิง” คือปกติผมก็ไม่ค่อยใส่หรอกครับ รำคาญน่ะ แต่ถ้าให้ใส่แว่นมันก็เกะกะ เพราะวันนี้ผมคงต้องคอยวิ่งช่วยงานด้วย คอนแทคเลนส์จะสะดวกกว่า

 

อีกอย่างผมซุ่มซ่าม เคยนั่งทับแว่นตาจนพังไปแล้วสองอัน แถมหล่นหายไปอีกอันด้วย อีกอย่างสายตาก็ไม่ได้สั้นมากมาย แต่คืนนี้ไม่อยากไปทำเปิ่นหรือว่าซุ่มซ่ามในงานน่ะครับ เลยซื้อคอนแทคเลนส์มาใส่แล้วดันลืมเสียอย่างนั้น

 

“ไม่ทันแล้ว เดี๋ยวรถติดก็สายพอดี ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง อยากเห็นใกล้ๆ ก็ไปยืนหน้าเวทีโน่น” ถิงถิงบอกเมื่อยกแขนขึ้นดูนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง ผมจึงพยักหน้าตาม จากนั้นก็โดนสาวๆ จับยัดไปนั่งหน้าคู่กับคนขับสุดหล่อ สองสาวนั่งเบาะหลัง

 

 

 

 

พอไปถึงงานก็เหมือนพี่จิ่งอวี๋มันจะเจอเนื้อคู่ตัวจริง เพราะทันทีที่เดินเข้าไปในงาน เพื่อนพี่ชายก็ทิ้งผมเดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่มาตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม ผมไม่รู้หรอกว่ามันกับพี่ผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกัน แต่ถ้าดูจากการโผเข้ากอดกันแน่นเสียขนาดนั้น จะเป็นอะไรไปได้นอกจาก...คนรัก

 

ที่ผมรู้ก็แค่ว่าพี่เขาสวยมาก กะดูจากสายตาอีกฝ่ายน่าจะสูงพอๆ กับถิงถิง ผมสีดำยาวถึงกลางหลังถักเป็นเปียเฉียงจากด้านข้างไล่ไปด้านหลังอย่างเก๋ไก๋

 

ถ้าผมตาไม่ฝาดก็คิดว่าตัวเองเห็นพี่จิ่งอวี๋จับมือพี่คนสวย และสวมนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กให้อย่างบรรจงเชียว นี่ถ้าจูบมือแถมอีกสักหน่อย ผมคงจะคิดว่านี่คือคู่บ่าวสาวของคืนนี้แน่ เหมาะสมกันเป็นบ้า

 

ว่าแต่...ผมโคตรจะโมโหเลย ก็ถ้าไอ้พี่จิ่งวาฬมันมีแฟนอยู่แล้ว แถมยังสวยขนาดนี้ แล้วมันมายุ่งกับผม มาจูบผมทำไม โอ๊ย..ความดันพุ่งปรี๊ด

 

จากนั้นผมก็เลิกให้ความสนใจสองคนนั้น สะบัดบ๊อบ(ลืมไปว่าไม่มี)เดินไปหาพี่เว่ยซื่อกับเสี่ยวหมิงและเจียหลง

 

ส่วนเพื่อนสาวสองคนที่เดินมาพร้อมกัน ได้แต่มองตามสองคนนั้นแบบงงปนมึน ไงล่ะพวกมึง เชียร์กันดีนัก แฟนตัวจริงเขาโผล่มาแล้ว เจ็บปวดดีไหมล่ะแบบนี้ คอยดูนะไอ้พี่จิ่งอวี๋ ผมจะต้องแก้แค้นที่มันบังอาจมาจูบผมแน่

 

 

 

 

ตอนนี้สองสาวซื่ออิงกับถิงถิงไปช่วยเพื่อนๆ ของพี่อี้หลินที่โต๊ะลงทะเบียน แล้วก็ดูเนียนกลมกลืนสนิทสนมอย่างกับว่าเป็นเพื่อนเรียนกันมาอย่างไรอย่างนั้น

 

ส่วนพวกผู้ชายก็มาช่วยกันจัดคิวถ่ายรูป และเชิญแขกไปนั่งที่โต๊ะ เพราะงานค่อนข้างใหญ่ครับ คนเยอะมากจนผมแทบจะเมาคนตาย

 

“เสี่ยวหมิง..มึงดูดิ คนนั้นคุ้นๆ เหมือนลี่อิงเลยว่ะ” ผมถามเพื่อน เมื่อเห็นว่าสาวที่ใส่ชุดราตรีสีชมพูสั้นที่กำลังเดินเข้ามาในงาน พร้อมกับผู้หญิงร่างอวบนั้นดูโคตรจะคุ้นตา แต่ว่าระยะยังไกลไปเลยมองไม่ชัด ต้องยืมสายตาเพื่อนช่วยเหลือ เสี่ยวหมิงหันไปมองตามสายตาผม หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนตอบ

 

 “ไม่เหมือนหรอก นั่นน่ะหวังลี่อิงตัวจริงของมึงล้านเปอร์เซ็นต์”

 

“มาได้ไงวะ” ผมพูดกับตัวเอง จากนั้นทั้งสองคนก็เดินแวะจุดลงทะเบียนเรียบร้อย และแฟนสาวของผมก็เดินเข้ามาหา

 

“ลี่อิงนึกว่าโจวโจวจะใส่สีครีมเสียอีก เห็นถ่ายรูปมาให้ดู”

 

“ไม่อยากจะแหกธีมเขาน่ะ ลี่อิงมากับใครครับ”

 

“อ๋อ..พี่หยวนหยวน ลูกพี่ลูกน้องของลี่อิง เขาเป็นสายรหัสตอนเรียนมหาวิทยาลัยของพี่อี้หลินน่ะ” แฟนสาวผมบอกพร้อมรอยยิ้มสดใส ก็ว่าไม่ได้ละนะแบบนี้

 

“วันนี้แฟนโจวสวยจัง ไปครับ เดี๋ยวโจวพาไปนั่ง” ผมบอกก่อนจะพาลี่อิงกับพี่หยวนหยวนไปนั่งโต๊ะ

 

 

 

 

พอเดินกลับออกมาก็เจอเข้ากับสาวสวยอีกคนในชุดสีชมพูเข้มยาวชายพลิ้วผ่าข้างสูง ที่กำลังขะมักเขม้นก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียน ขยี้ตาแล้วมองซ้ำก็ยังยืนยันได้ด้วยคำเดิมว่าแฟนผม(อีกคน)แน่นอน

 

“เออ ไม่ต้องสงสัย เฉินเสี่ยวเม่ยของมึงไง” เจียหลงที่พึ่งกลับมาจากเดินไปส่งแขกนั่งโต๊ะแซะผม ไอ้เพื่อนเลว

 

“จะมีใครมาเพิ่มอีกไหมวะเนี่ย” ผมบ่นเบาๆ นึกในใจว่า เดี๋ยวต้องพาไปไว้คนละฝั่งของห้องจัดเลี้ยง เขาก็คงไม่ลุกมาตบตีกันกลางงานหรอกครับ แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อน

 

“เสี่ยวหมิง เจอหลง สวัสดีค่ะ” เมื่อเดินมาถึงพวกผม เสี่ยวเม่ยก็ทักทายเพื่อนสองหน่อก่อนจะยิ้มให้ผม

 

“มากับใครเหรอครับหรือครับเสี่ยวเม่ย”

 

“อ๋อ มากับอาอี้เหนียง เขาเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับเว่ยเทียนเกอเกอน่ะ” อืม...คราวนี้ฝั่งเจ้าบ่าว โลกมันจะกลมเกินไปแล้ว

 

“วันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะ ไปครับอาอี้เหนียง เสี่ยวเม่ย เดี๋ยวโจวพาไปนั่งโต๊ะ” ผมพูดก่อนจะชวนสองสาวไปนั่งที่โต๊ะ

 

“ก็นอกจากหน้ามันจะหวาน ปากมันยังหวานแบบนี้ สาวๆ ถึงได้ติดมันตรึม” หันหลังปุ๊บ เพื่อนผมก็เปิดปากนินทา แต่ผมยังได้ยินอยู่นะโว้ย แม่ง ให้พ้นไปสักสามช่วงตัวก็ได้

 

เดินไปส่งแฟนคนสวยกับอาสาวที่โต๊ะคนละฝั่งกับลี่อิงเสร็จแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่หน้างานเหมือนเดิม

 

 

 

 

เพราะว่าตอนนี้เริ่มมืดสายตาผมก็ยิ่งแย่ จนมองไม่ชัดว่าสาวชุดสีชมพูอ่อนผ้าซีทรูทิ้งชายพลิ้วสลวยนั้น จะใช่แฟนผมอีกคนหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะไม่ใช่ ผมคงไม่ซวยขนาดที่แฟนจะมาบังเอิญเจอกันโดยมิได้นัดหมายถึงสามคนหรอก อย่าให้ใช่คนที่คิดเลย สาธุ

 

“มึงทายสิว่าใครมาอีกคน” เดินยังไม่ทันถึงที่ เจียหลงก็หันมาถามผม เป็นอันว่าไอ้ที่อธิษฐานไปเสียแรงเปล่า ยิ่งสาวสวยคนนั้นเดินมาตรงหน้า โป๊ะเชะ

 

“โจวโจวพาหลินเพ่ยไปนั่งโต๊ะหน่อยสิ” เสียงหวานออดอ้อนเมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมกับเพื่อน

 

“อ่า...ได้สิครับ วันนี้หลินเพ่ยสวยจัง แต่ชุดมันหวิวไปหรือเปล่า โจวไม่ชอบให้ใครมองอ่ะ” ผมบอกอย่างที่คิด ก็จริงอ่ะครับ ผมว่าชุดมันออกจะโป๊นิดหนึ่ง ถึงจะเจ้าชู้แต่นะ แฟนใครใครก็หวง เป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวจริงๆ เลยผมนี่

 

ว่าแต่มาอีกคนจะเอาไปไว้ตรงไหนดีวะครับ แล้วก็ขอร้องเถอะสวรรค์ อย่าส่งว่านถิงมาอีกคนเลยนะครับ ถ้ามาอีกนี่ครบพอดี ผมจะไม่มีที่ยืนบนโลกใบนี้แล้ว เป็นคราวซวยของผู้ชายเจ้าชู้จริงๆ

 

 

 

 

งานเลี้ยงกลางคืนดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างเรียบร้อย จะมาชุลมุนก็ตอนที่พิธีกรเชิญสาวโสดมาหน้าเวทีเพื่อรับดอกไม้นี่แหละ

 

ด้วยความที่พวกผมและบรรดาพี่ชายนั่งโต๊ะข้างเวทีด้านหน้าสุด เพื่อสะดวกในการประสานงานต่างๆ ผมเลยโดนซื่ออิงกับถิงถิงดึงออกมาร่วมวง (มีเจ้าสาวให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ โดยการบอกย้ำผมนักหนาว่าให้ออกไปด้วย ไอ้สองคนนี้ก็เป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียว ได้ข่าวว่าเขาให้เฉพาะสาวๆ ไม่ใช่เหรอ ผมแมนทั้งแท่งโว้ย)

 

ไม่รู้ว่าทำไมงานนี้ถึงได้มีสาวโสดเยอะนัก สวยละลานตามากด้วย ล้อมรอบตัวอย่างกับฮาเร็ม มีความสุขชะมัด

 

แต่ยังไม่ทันจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศชั้นสวรรค์ ก็เหมือนกับกรรมตามทันให้นรกมาเยือน เมื่อสามสาว ลี่อิง เสี่ยวเม่ย และหลินเพ่ย แฟนสาวของผมดันออกมารับดอกไม้ด้วยทุกคน ผมเลยต้องเฟดตัวเองออกมาอยู่หลังสุดข้างโต๊ะที่ตัวเองนั่ง

 

กะจะหนีแบบเนียนๆ แต่ดันมีซื่ออิงกับถิงถิงประกบระยะประชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผมหนีกลับไปนั่ง แล้วพวกมันจะชวดสินบนจากเจ้าสาว

 

ระหว่างที่พี่อาเหยาซึ่งเป็นพิธีกรและเพื่อนของพี่เว่ยเทียนกำลังพูดคุยกับบ่าวสาว ผมก็ถอยหลังออกมาทีละน้อย เพื่อให้หลุดจากวงโคจรของสาวๆ ที่ยืนออกันอยู่หน้าเวที

 

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่า ก่อนที่เจ้าสาวจะหันหลังให้เวที เหมือนผมจะได้สบตากับพี่อี้หลิน และอีกฝ่ายส่งยิ้มทะเล้นมาให้ด้วย แต่...คงไม่ใช่ คนเยอะแยะขนาดนี้ พี่สะใภ้คงมองไม่เห็นผมหรอก อาจจะเพราะความเบลอของสายตาผมเองมากกว่า

 

 

 

 

และจังหวะที่ดอกไม้ถูกปล่อยออกมาจากมือของคนบนเวที ซึ่งก็ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน โยนมาไกลสุดโลกหล้า (เก็บไว้ใช้ตอนเข้าหอบ้างก็ได้นะครับ) แถมเอียงมาทางฝั่งซ้ายที่ผมยืนอยู่ แบบไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า

 

เมื่อดอกไม้ลอยละลิ่วมาไกลสาวๆ ก็ถอยออกมาเพื่อแย่งดอกไม้ ผมก็เลยต้องรีบถอยหนี ขืนยังยืนอยู่ตรงนั้นดีไม่ดีจะโดนส้นเข็มทิ่มเอาได้ รองเท้าสาวๆ แต่ละคนส้นเรียวเล็กแถมยังแหลมจนน่ากลัว ผู้หญิงนี่เก่งจริงๆ ที่ยืนอยู่บนนั้นได้วันละหลายๆ ชั่วโมง ผมละโคตรนับถือ

 

จังหวะที่กำลังจะถอยก็โดนเบียดออกมาอีก ผมเลยสะดุดชายกระโปรงหรืออะไรของใครก็ไม่แน่ใจ จนเซถอยหลังไปเตะเข้ากับขาเก้าอี้ และหงายหลังลงไปนั่งทับบนตักใครสักคน

 

ซึ่งโคตรบังเอิญว่าเป็นช่วงที่ดอกไม้ตกใส่วงล้อมของสาวๆ แต่ไม่เข้ามือใคร หลายมือต่างยื้อแย่งกัน จนสุดท้ายดอกไม้ช่อนั้นกระเด้งกระดอนออกมานอกวง ตกลงมาเกือบจะโดนหน้าผม

 

ผมหลับตาหันหน้าหนีตามสัญชาติญาณ จนไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังเอื้อมมือออกไปรับดอกไม้ เพื่อไม่ให้มันโดนหน้าตัวเองแบบไม่ได้ตั้งใจ พร้อมกับมือของใครอีกคน ในแบบที่ว่าอย่างกับเป็นฉากโคตรนิยายน้ำเน่าเลย ให้ตายสิ

 

ทั้งงานเงียบกริบเมื่อทุกอย่างสงบ ผมลืมตาขึ้นมอง พบว่าที่หน้าตัวเองไปชนคือ หน้าของบุคคลต้องห้ามอันดับหนึ่ง คุณชายหวงจิ่งอวี๋!!! ปากผมจิ้มอยู่กับมุมปากมัน ผมจึงรีบผละถอยห่างออกมา

 

ตักที่ผมนั่งทับอยู่ทั้งตัวก็ตักมัน แถมมือที่รับดอกไม้พร้อมกันก็คือ มือผมกับมือมัน

 

ที่งงคือตอนแรกพี่จิ่งอวี๋ไม่ได้นั่งโต๊ะนี้ครับ เว่ยโจวอยากจะกรี๊ด แต่ยังไม่ทันได้กรี๊ด เสียงกรี๊ดน่ะมาจากบนเวทีโน่น เจ้าสาวดีอกดีใจปรบมือระรัว แต่ผมน่ะอายจนจะมองหน้าใครไม่เป็นอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ทุกสายตาคนในงาน จับจ้องมาที่คนรับดอกไม้ทั้งสองที่นั่งเกยตักกันอยู่บนเก้าอี้

 

พอได้สติผมก็รีบเด้งตัวเองออกมายืนทันที ท่ามกลางเสียงเป่าปากเฟี้ยวฟ้าว และเสียงกรี๊ดของสาวๆ ในงาน ยกเว้นแฟนสาวทั้งสามของผมที่จ้องเอาๆ ฮือ...ทำไมสวรรค์ต้องกลั่นแกล้งกันแบบนี้ด้วยวะ

 

 

 

 

“เอาละครับ งานนี้ไม่ใช่สาวสวยที่ได้ช่อดอกไม้แต่เป็นหนุ่มหล่อ ขอเชิญขึ้นมาบนเวทีเลยคร้าบ” พี่อาเหยาพูดจบผมก็มองหน้ากับผู้ร่วมชะตากรรม และยัดดอกไม้ใส่มืออีกฝ่ายทันที ผมจะไม่ขึ้นเวทีเด็ดขาด

 

“จับได้พร้อมกัน งานนี้ไม่ต้องแย่งกันครับ เจ้าสาวบอกว่าเชิญทั้งคู่เลย” เหอะๆ เล่นผมแล้วไหมล่ะพี่สะใภ้ ใครว่าผมจะแย่งขึ้นเวที ผมแย่งจะไม่ขึ้นต่างหาก

 

ดันหลังพี่จิ่งอวี๋ให้มันเดินไปคนเดียว แต่ดูเหมือนว่าผมจะตกเป็นเป้าสายตาหนักกว่าเดิม เมื่อคนที่ถูกผมดันหันกลับมาจับมือผมแน่น แล้วลากไปขึ้นเวทีด้วยกัน ท่ามกลางการผลักและดันของบรรดาเพื่อนซี้สี่ตัวของผม และพี่ชายสุดที่รัก ทั้งพี่เว่ยหลางและพี่เว่ยซื่อ

 

วันนี้ผมโคตรเกลียดพี่ๆ เลย โดยเฉพาะพี่เว่ยซื่อแม่งตัวดีเลย แทบจะถีบผมให้เดินไปขึ้นเวที..รักน้องดีจริงๆ ผมจำใจต้องเดินขึ้นมา ทั้งที่หน้างอเป็นจวัก หันไปเห็นคุณนายสวี่ปรบมือไม่หยุดแถมยิ้มหน้าบาน เป็นไปกับเขาด้วยอ่ะแม่ผม

 

“อ่ะ มาสัมภาษณ์กันสักเล็กน้อย ชื่ออะไรครับ” ยังจะมีหน้ามาถาม พี่น่ะรู้จักพวกผมดีกว่าใครเลย เฮอะ

 

“หวงจิ่งอวี๋ครับ” คนข้างผมตอบหน้าระรื่น

 

“สวี่เว่ยโจว” ผมตอบหน้างอเป็นจวัก

 

“เขาว่ากันว่าได้รับดอกไม้ แสดงว่าจะได้แต่งเป็นคนต่อไป ไม่ทราบว่าตอนนี้มีคนรู้ใจหรือยังครับ” พี่อาเหยายังถามต่อ แหม..ทำเป็นแซวนะ

 

“ผมมีคนที่ชอบแล้วครับ กำลังพยายามจีบอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะใจอ่อนสักที แต่ยังไงรอฟังข่าวดีก็แล้วกันนะครับ เพราะผมไม่พลาดแน่” พูดไปและก็หันมามองหน้าผมไปด้วย แทนที่จะมองไปที่สาวผมดำที่นั่งอยู่โต๊ะด้านล่าง หวังว่าคนอื่นๆ จะไม่เอะใจนะ ว่าทำไมมันต้องมองหน้าผม แม่ง..พี่จิ่งอวี๋นี่เจ้าชู้กว่าผมอีก โอย...ชีวิตชายสวี่นี่อยู่บนโลกใบนี้ยากขึ้นทุกวัน

 

สิ้นเสียงไอ้พี่จิ่งวาฬ ทั้งงานก็ส่งเสียงปรบมือบ้าง เสียงกรี๊ดบ้างดังเซ็งแซ่ เหอะ...รู้ว่าคนที่มันจีบอยู่เป็นผู้ชาย แล้วจะกรี๊ดกันไม่ออก เอ๊ะ..แต่ลืมไปว่าหมอนี่แค่เล่นๆ กับผม แฟนตัวจริงมันนั่งอยู่โต๊ะถัดไปจากผมโน่นต่างหาก นึกแล้วก็หงุดหงิด

 

“แล้วโจวโจวล่ะครับ”

 

“ผมไม่โสดครับ มีแฟนแล้ว แต่คงยังแต่งไม่ได้ต้องรอเรียนจบก่อน อีกอย่างอายุก็ยังไม่ถึงยี่สิบสองด้วย” ผมตอบตรงๆ แบบขอไปที คืออยากลงจากเวทีจะแย่

 

“ยังไงก็ขอให้สมหวังกับคนที่ตั้งใจนะครับ มาๆ ถ่ายรูปกับบ่าวสาวเป็นที่ระลึกกันหน่อย” คือจะว่ายังไงดี วันนี้พวกผมถ่ายกับบ่าวสาวไปเกือบพันรูปแล้วมั้งน่ะ แต่ก็เอาเถอะ จะถ่ายอีกก็ไม่เสียหาย หน้าตาดีมีไว้สู้กล้อง เอ้า..ยิ้ม

 

แล้วคุณหวงครับ..ถ้าจะเบียดเข้ามาซะแนบชิด แถมโอบผมแน่นเสียขนาดนี้ สิงกูเลยไหมไอ้พี่จิ่ง แม่ง ช่วยเกรงใจแฟนตัวเองบ้าง นั่งจ้องจนตาจะถลนอยู่แล้วมั้งนั่นน่ะ ผมมองไม่เห็นหน้าพี่เขาหรอกครับเพราะอยู่ไกลเกินไป อย่าลืมว่าผมสายตาไม่ดี

 

ลงจากเวทีได้บ่าวสาวก็เดินไปถ่ายรูปตามโต๊ะ พี่เว่ยหลางกับพี่เว่ยซื่อยืนรอส่งแขกหน้าประตู เพราะว่าบางส่วนเริ่มทยอยกลับ ส่วนผมหมดหน้าที่แล้วครับ เดินลงมาหาน้ำดับร้อนสักนิด

 

 

 

 

ยังไม่ได้ดื่มน้ำอย่างที่คิดก็มีมาร เอ๊ย..นางฟ้าสวยๆ มาผจญถึงสามนาง ไม่น่าเกิดมาเจ้าชู้เลยสวี่เว่ยโจวเอ๊ย!!!!!

 

“โจวโจว หลินเพ่ยอยากได้ดอกไม้”

 

“ลี่อิงมาก่อน ลี่อิงต้องได้”

 

“ถ้าคนอื่นได้ เสี่ยวเม่ยก็ไม่ยอม” แล้วกรรมก็ตกมาอยู่ที่ผม เวรแล้ว..เพื่อนไปไหนหมดวะ หันไปข้างหลังก็มีแต่พี่จิ่งอวี๋ที่เดินตามก้นผมมาต้อยๆ ไม่ห่าง

 

“โจวคงให้ใครไม่ได้ มันเป็นของจิ่งอวี๋เกอเกอเขาด้วย” ผมตอบเลี่ยงๆ เพราะว่ายังไงก็จับได้พร้อมกับคนตัวควายๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ลากมันมาซวยไปด้วยกัน ฮ้าไฮ้...

 

“เราว่ามีอะไรออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ ตรงนี้เกรงใจผู้ใหญ่เขา” มาแล้วครับนางเอก เพื่อนถิงถิงผู้แสนดี กูรักมึงที่สุดในโลกเลยถิงถิง พอเพื่อนสาวผมพูดจบ เสี่ยวหมิง เจียหลง และซื่ออิงก็ตามมาสมทบจนครบแก๊ง

 

“มีอะไรกันหรือเปล่า ขอนะครับ ถ้าจะเถียงหรือทะเลาะกัน เราว่าออกไปคุยข้างนอกเถอะ ในนี้ไม่เหมาะหรอก เดี๋ยวจะดูไม่ดีกันเสียเปล่าๆ ไปครับ” อย่าได้สงสัย เสี่ยวหมิงสุภาพบุรุษสุดโลกหล้ามาช่วยผมพาสาวๆ ออกไปด้านนอก

 

พอออกมาพ้นที่จัดงานแล้วผมก็บอกเพื่อนให้ไปดูอยู่ห่างๆ ก็พอ (เผื่อเขาลงไม้ลงมือกันจะได้มีคนช่วยห้าม) ขอผมเคลียร์เอง เพราะเป็นคนสร้างเรื่องไว้เอง

 

แต่เหมือนเรื่องจะจบไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อไอ้พี่จิ่งอวี๋เดินตามผมมาติดๆ อย่างกับอึปลาทอง ผมหันไปไล่ด้วยสายตา แต่ว่ามันทำเหมือนมองไม่เห็น..ไอ้จิ่งวาฬบ้า

 

“โจวโจวเลือกมาเลยว่าจะให้ใคร” หลินเพ่ยเป็นคนเปิด พลางมองอีกสองสาวที่ยืนประชันกันอยู่ด้วยหางตา กดดันผมได้ดีจริงๆ

 

“ก่อนจะเลือก โจวโจวคิดให้ดีก็แล้วกัน เพราะถ้าลี่อิงไม่ได้ เราก็จบกัน” แรงได้อีกแต่ละคน

 

“เสี่ยวเม่ยไม่ได้บังคับนะ แต่ถ้าคนอื่นได้ บอกแล้วว่ายังไงเสี่ยวเม่ยก็ไม่ยอม” ไม่บังคับตรงไหนครับคุณแฟน

 

“โจวบอกแล้วไงครับว่าโจวให้ใครไม่ได้ ยังไงมันก็เป็นของเกอเกอเขาด้วย” ผมบอกทั้งสามคนอีกรอบ เริ่มจะประสาทเสียเล็กน้อย

 

ผมก็รู้นะว่าตัวเองทำตัวไม่ดีที่คบแฟนหลายคน แต่ผมไม่เคยโกหกใคร ผมคบคนอื่นผมก็บอก ทุกคนรู้และบอกว่าไม่แคร์ แต่ทำไมวันนี้มันถึงได้เป็นแบบนี้วะ

 

ใจก็นึกอยากจะเลิกมันเสียให้หมดตอนนี้ แต่อีกใจก็รู้สึกผิด เพราะผมคนเดียวทุกคนถึงต้องเป็นแบบนี้ จะโทษใครได้ แต่สำนึกผิดตอนนี้สายไปแล้วนะผมว่า เกลียดตัวเองชะมัด

 

หันไปมองคนที่เดินตามมา หวังว่ามันจะช่วยพูดอะไรบ้าง แต่ผมดันเห็น...ไอ้รอยยิ้มซาตานแบบนี้คืออะไร!!! มันคิดจะทำบ้าอะไรเนี่ยไอ้พี่จิ่งอวี๋

 

“ไม่เป็นไรครับ ถึงมันจะเป็นดอกไม้ของเราสองคน แต่ถ้าแค่ช่อดอกไม้..ของนอกกาย โจวโจวจะให้ใครก็ได้ พี่ไม่ถือ ขนาดโจวโจวมีคนอื่นพี่ยังทนได้เลย แค่ของเล็กน้อยแค่นี้ พี่ไม่คิดมากหรอกครับ ของของพี่ก็เหมือนของของโจวโจวนั่นแหละ” คนที่อยากมีส่วนร่วมพูดแทรกขึ้นมา เสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง หนักแน่นและโคตรจะแมนดีเหลือเกินพ่อคุณ แถมยังเป็นคำพูดที่ช่วยกันมาก ไม่ได้ช่วยเหลือนะครับ ช่วยให้ผมตายเร็วขึ้นต่างหาก

 

พูดจบเจ้าตัวก็ยัดช่อดอกไม้เจ้าปัญหานั้นใส่มือผม และบีบมือให้ผมกำมันไว้อีก แต่คุณครับ..อย่าจับนานได้ไหม ผมเห็นว่านานผิดปกติเลยดึงมือออก

 

 

 

 

แต่ดูเหมือนว่าคนที่รู้สึกถึงความผิดปกตินั้นจะไม่ใช่ผมคนเดียว เพราะว่าทั้งสามสาวแฟนผม จ้องผมกับพี่จิ่งอวี๋เป็นตาเดียว ผมกำลังจะอ้าปากบอกให้คนตัวโตตรงหน้าเก็บดอกไม้ช่อนี้ไว้ให้แฟนมันเถอะ แต่ยังไม่ทันได้พูดก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อลี่อิงปากไวกว่าผม

 

“มันอาจจะคารังคาซังมานาน แต่วันนี้โจวโจวต้องเลือกใครสักคนแล้วล่ะ” ผมหันไปมองหน้าคนพูด ตามด้วยเสี่ยวเม่ย และหลินเพ่ย สุดท้ายพี่จิ่งวาฬ...เพราะมันนั่นแหละเสือกบอกผมว่าให้เอาไปให้ใครก็ได้ เป็นเรื่องเลย แทนที่จะบอกว่าไม่ได้ก็จบแล้วแท้ๆ แม่งจะช่วยน้องนุ่งนี่ไม่มีเลย มีแต่ช่วยทำให้ยุ่งมากกว่าเดิม

 

ผมโมโหเลยเอาดอกไม้ไปคืนมัน ก็ไม่ได้คืนดีๆ หรอกครับ ฟาดไปแรงๆ ที่อกหมอนั่นแหละ ดีที่คนตรงหน้าเอื้อมมือมารับไว้ ไม่อย่างนั้นดอกไม้สวยๆ ที่เริ่มจะช้ำ คงต้องลงไปนอนคลุกฝุ่นบนพื้นเป็นแน่

 

“เห็นไหมฉันพูดไม่มีผิด บอกพวกเธอแล้วไม่เชื่อกัน เป็นยังไงล่ะ แพ้ผู้ชายน่ะ” หลินเพ่ยพูดขึ้นมา ทำเอาผมงงเป็นไก่ตาแตก เดี๋ยวนะ...แพ้ผู้ชายอะไรกัน อย่าบอกนะว่าทุกคนคิดว่าพี่จิ่งอวี๋มันอะไรๆ กับผม ไม่จริงหรอกน่า

 

“ไม่ว่ายังไงโจวโจวก็เลือกเขาสินะ” เสี่ยวเม่ยพูดจบตบก็ตามมาติดๆ ฉาดแรกแก้มซ้ายจนหน้าผมหันไปตามแรง เจ็บชะมัด ดอกแรกตั้งรับไม่ทันเล่นเอามึนจนเห็นนกบินว่อน

 

“คุณก็ด้วย ผู้หญิงมีเยอะแยะ ผู้ชายก็ถมเถ ทำไมต้องมาแย่งแฟนคนอื่น” พูดจบก็ผลักพี่จิ่งอวี๋แล้วเดินออกไปเลยครับ

 

เดี๋ยวนะไม่ยุติธรรม ทำไมผมโดนตบแล้วหมอนี่แค่โดนผลัก เสี่ยวเม่ยจ๋า..จะเลิกกันไม่ว่าเพราะผมเป็นคนผิด แต่กลับมาตบไอ้พี่จิ่งอวี๋ก่อน

 

“จะเลิกกันโจวก็ไม่ว่า เพราะโจวทำตัวไม่ดีเอง แต่อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวข้องได้ไหม เกอเกอเขาไม่เกี่ยวอะไร และเขาก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย อย่าไปยุ่งกับเขา” ผมพูดเมื่อเห็นว่าอีกสองสาวที่เหลือจ้องผมกับเพื่อนพี่ชายสลับกันไปมาแบบแค้นๆ เง้อ

 

“โจวโจวปกป้องเขาเหลือเกินนะ ใช่สิ เขาเป็นตัวจริงนี่ จะไปรักกันให้ตายที่ไหนก็ไปเลย” คราวนี้สมใจ ผมโดนอีกหนึ่งดอกของลี่อิงที่แก้มขวาแบบยอมให้ตบ เพราะถ้าผมเป็นพวกเธอ ผมก็แค้นและอาจจะไม่หยุดแค่ตบเดียว ผลคือ..เจ็บมาก

 

คือชอตนี้พี่จิ่งอวี๋พยายามดึงผมหลบฝ่ามือลี่อิง แต่ดึงช้าไป พอหายมึนสติก็มา..เดี๋ยวก่อนนะ พี่จิ่งอวี๋มันไม่ใช่ตัวจริงของผม เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว

 

“ถึงว่าเถอะ ตอนไปกินข้าวครั้งก่อน เอาแต่นั่งมองตากัน ที่โจวโจวไม่คิดจะจริงจังกับเราคนใดคนหนึ่ง เพราะมีผู้ชายคนนี้เป็นตัวจริงอยู่แล้วสินะ” พูดจบมือก็มา ผมหลับตาเตรียมรับความเจ็บครั้งสุดท้าย แต่ถูกกระชากอย่างแรงให้หันหน้ากลับไปหาคนดึง จนตัวเซหันกลับไปซบอกอีกฝ่ายเต็มๆ ในหูได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันเสียงดังไม่น้อย...แต่ผมไม่เจ็บอ่ะ

 

ลืมตาขึ้นมาดูพบว่าพี่จิ่งอวี๋มันดึงผมเข้าไปกอด สุดท้ายมันก็เลยโดนตบแทน คือ...ไม่รู้จะสะใจ สมน้ำหน้า หรือสงสารมันดี อยากเป็นพระเอกดีนัก เป็นยังไงล่ะเจ็บตัวเลย

 

“ถึงกับออกรับแทนกันเลยนะ รักกันเหลือเกิน ขอให้อยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน เสียดายนะคะหน้าตาดีๆ ไม่น่ามาเป็นแบบนี้” พูดจบหลินเพ่ยก็ผลักทั้งผม และคนที่ยืนกอดผมไว้ ก่อนจะเดินหนีไปเป็นคนสุดท้าย

 

เกือบหมดสต๊อกแล้วแฟนผม ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เลิกทีเดียวสามคนรวด ถามว่าเสียใจไหม เสียใจนะครับ รู้สึกผิดมากด้วย แต่ตอนนี้โคตรเจ็บแก้มเลย

 

“เจ็บหรือเปล่าครับ ไหนมาให้พี่ดูหน่อย” คนที่พึ่งจะช่วยแบ่งไปหนึ่งฉาดไม่ได้สนใจความเจ็บของตัวเอง กลับก้มลงมาใช้มือข้างที่ว่างอยู่ประคองแก้มผมเบาๆ ให้เงยหน้าขึ้น

 

เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้สังเกตการอยู่ห่างๆ เดินเข้ามาหาครบแก๊งเหมือนเดิม จนผมรีบผลักคนที่กอดตัวเองอยู่ออกแทบไม่ทัน แต่คนถูกผลักออกกลับไม่ยอมปล่อย มือนี่เหนียวยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกอีกมั้ง อย่าลืมว่าเพื่อนพี่ชายยังมีคดีกับผมอยู่ แทนที่จะกอดผม ไปกอดแฟนตัวเองดีกว่าไหม

 

“กำลังหวานขนาดนี้ก็ไม่อยากจะขัดจังหวะหรอกนะ แต่จิ่งอวี๋เกอเกอเปิดตัวอลังปังเว่อร์มากค่ะวันนี้” ถิงถิงเข้ามาซ้ำเป็นคนแรก จะสงสารเพื่อนนี่ไม่มีเลย พอคนอื่นเดินเข้ามา พี่จิ่งอวี๋มันถึงยอมปล่อยตัวผมออกจากอ้อมกอด

 

“เป็นยังไงบ้างวะ เจอศึกหนักเลยมึง เข็ดไหมล่ะทีนี้” เจียหลงถามอย่างห่วงใย หรือสมน้ำหน้าก็ไม่แน่ใจ

 

“ต่อไปนี้ห้ามปฏิเสธเลยนะโจวโจว ว่าไม่ได้เป็นอะไรกับจิ่งอวี๋เกอเกอ ยังไงก็ไม่เชื่อเด็ดขาด หวานตำตากันเสียขนาดนี้” ซื่ออิงบอกยิ้มๆ และเอื้อมมือมาลูบแก้มผมเบาๆ

 

“จะกลับเข้าไปในงานอีกเหรอวะ มึงกลับไปก่อนเหอะ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากแล้ว เดี๋ยวกูบอกพี่ๆ มึงให้” เสี่ยวหมิงเสนอ เมื่อเห็นรอยมือบนหน้าผม

 

ด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่ตีกันมั่วไปหมดในหัวผม ทั้งรู้สึกผิด เสียใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด และเจ็บ ผมเลยพยักหน้าเชื่อคำพูดเพื่อนอย่างง่ายดาย

 

เพราะเอาเข้าจริงๆ งานมันก็จบแล้ว เหลือแค่ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ซึ่งพวกผู้ใหญ่เขาทำกันได้โดยไม่ต้องมีผมอยู่แล้ว หันหลังเตรียมเดินออกไปจากตรงนั้น ถ้าไม่มีมือใหญ่ๆ มารั้งข้อมือไว้เสียก่อน

 

“พี่จะไปส่ง”

 

“ไม่ต้อง!! เพราะเกอเกอนั่นแหละ” ผมหันไปตะคอกใส่ผู้หวังดี ก่อนจะสะบัดแขนออก ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันทำตัวประสงค์ร้ายกับผมแบบสุดๆ แถมดูไม่สำนึกสักนิด ที่ตัวเองก็มีส่วนทำให้ผมต้องเลิกกับแฟนสามคนรวดแบบนี้

 

“อย่าพึ่งมาหาเรื่องพี่ตอนนี้ได้ไหมครับโจว อย่าดื้อ พี่จะไปส่ง” อีกฝ่ายพูดเสียงเข้มขึ้นเมื่อผมไม่เชื่อฟัง

 

“ไม่ไป ปล่อยกูสิวะ” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ผมยิ่งเสียงดังมากขึ้น และพยายามขืนตัวออกสุดแรง

 

“เอ้า จะมาทะเลาะกันอีกคู่หรือไง โจวโจว..กูขอเหอะ มึงให้เกอเกอเขาไปส่งน่ะดีแล้ว กูไม่อยากให้มึงกลับไปคนเดียวว่ะ หรือจะให้กูกลับไปอยู่เป็นเพื่อน” เสี่ยวหมิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง คือแค่ให้พวกมันเดือดร้อนต้องมาคอยกันพวกสาวๆ ให้ผมก็พอแล้ว ผมอยากให้เพื่อนอยู่ทางนี้มากกว่า ยังไงเสี่ยวหมิงกับเจียหลงมันก็สนิทกับพี่เว่ยซื่อ มีอะไรพี่ผมจะได้เรียกใช้ไหว้วานพวกมันแทนผมได้

 

“ไม่เป็นไรกูอยู่คนเดียวได้ ฝากบอกพี่ๆ ว่ากูไม่สบายแล้วกัน”

 

“เออ รู้หรอกน่า มึงกลับไปเหอะ” เจียหลงออกปากไล่บ้าง เมื่อเห็นว่าผมทำท่าจะร้องไห้เต็มแก่ ทั้งเสียใจที่เลิกกับแฟนสาว และทั้งโมโหไอ้บ้าที่ยังไม่ยอมปล่อยแขนผม

 

“ปล่อยสิวะ” คราวนี้ผมหันไปขึงตาใส่คนตัวควายๆ แต่พี่จิ่งอวี๋มันไม่สะทกสะท้าน

 

“เสี่ยวหมิง พี่ฝากกุญแจรถคืนเว่ยหลางหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะกลับแท็กซี่” จากนั้นมันก็ลากแขนผมให้ออกเดิน คือผมไม่ได้บอกว่าจะกลับกับมันเลย แต่ดิ้นไม่หลุดอ่ะครับ แถมยิ่งออกแรงดิ้นยิ่งเจ็บเอง แม่งบีบซะแน่น

 

“เกอเกอ มันเจ็บนะโว้ย”

 

“ถ้าโจวโจวไม่ดิ้นก็ไม่เจ็บหรอกครับ” เออ แรงเยอะกว่า บังคับชาวบ้านได้ก็พูดได้สิ ให้มันลองมาเป็นผมดูบ้างไหม

 

คนแรงเยอะกว่าลากผมไปจนถึงลิฟต์ก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนผม แค่คลายแรงบีบลงเท่านั้น เพราะผมเลิกดิ้นหนีมือมันแล้ว ข้อมือจะหักอยู่แล้วครับ แรงควายดีจริงๆ

 

พอออกจากลิฟต์ได้ก็พาเดินลิ่วๆ ออกไปหน้าโรงแรม โบกแท็กซี่ได้ก็ดันผมขึ้นไปก่อน สงสัยมันรู้ว่าผมคิดจะวิ่งหนี

 

 

 

 

“ไป...ครับ” คนเผด็จการบอกจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นคอนโดฯ ของตัวเองให้คนขับรู้

 

“ไม่ใช่ครับพี่ ไปหมู่บ้าน...ครับ” ผมรีบแย้ง เรื่องอะไรจะไปคอนโดฯ ผมจะกลับบ้าน ไม่มีอารมณ์จะทะเลาะกับมันเพิ่มอีกคนหรอก หมอนี่คงอยู่ให้ผมทะเลาะด้วยอีกหลายวัน ซึ่งขอบอกเลยว่าถ้าผมทำใจเรื่องสามสาวได้เมื่อไหร่ ผมจะมาเล่นงานมันต่อแน่นอน

 

“ไปตามที่ผมบอกนั่นแหละครับพี่” คนที่นั่งข้างผมยังไม่ยอมแพ้

 

“เอ๊ะ!!! เกอเกอ ไปหมู่บ้าน...ครับพี่” ผมหันไปดุคนข้างๆ ก่อนจะบอกคนขับอีกครั้ง

 

“เอ้า...จะไปที่ไหนก็ตกลงกันให้ดีๆ สิครับคุณ อย่างนี้ผมไปไม่ถูกนะ” คนที่นั่งหลังพวกมาลัยหันมาถามอย่างเริ่มจะหงุดหงิด

 

“ไป...ครับ” ไอ้พี่จิ่งยังยืนยันจะไปคอนโดฯ มันให้ได้

 

“ถ้าอย่างนั้นจอดข้างหน้าก่อนครับพี่ ผมจะลง” เอาสิ คิดว่าผมจะยอมแพ้เหรอ

 

“ไปเลยครับพี่ไม่ต้องจอด เขาแค่งอนผมน่ะครับ เรื่องผัวๆ เมียๆ ” ผมนี่อึ้งไปเลย ดีที่คนขับไม่ตกใจจนเหยียบเบรกซะมิด เพราะมันจะทำให้คันที่ขับตามมาข้างหลังด่าพ่อเอาได้ และก็ดีที่เขาไม่เหยียบคันเร่งซะรถพุ่ง เพราะมันจะไปเสยคันหน้าที่อยู่ไม่ห่างเอาได้อีกเช่นกัน แถมนอกจากจะไม่ตกใจแล้วพี่เขายังหัวเราะอีก

 

“ก็คิดว่าเหมือนแฟนงอนกันอยู่ ไปทำอะไรให้เขาโกรธขนาดนี้ล่ะคุณ” อื้อหือ..ใช้สมองส่วนไหนคิดวะครับ ผมกับหมอนี่เนี่ยนะ เหมือนแฟนกันตรงไหนไม่ทราบวะ

 

“เรื่องมันยาวน่ะครับ” จากนั้นทั้งรถก็เงียบ คนขับก็ตั้งหน้าตั้งตาขับ มีหันมามองพวกผมทางกระจกมองหลังบ้างเป็นครั้งคราว

 

ส่วนผมเลิกเถียงแล้วครับ เพราะพูดไปก็เหนื่อยเปล่า เก็บแรงไว้ดราม่าคืนนี้ดีกว่า ส่วนคนข้างผมหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาใครสักคน

 

“จิ่งเถียน....” มันพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบฟัง ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ

 

“โอเค ถ้าอย่างนั้นจะชดเชยให้ทีหลังนะ ขอบใจมากที่เข้าใจ” พูดเสียงนุ่มซะขนาดนี้คงไม่แคล้วคุยกับแฟน นั่นยิ่งทำให้ผมโมโห มันทำให้ผมเลิกกับแฟนสามคนรวด (ถึงจะไม่ใช่เพราะมันทั้งหมด แต่ก็ส่วนใหญ่นั่นแหละ) แต่ตัวเองดันพูดคุยสวีทกับแฟน แบบไม่แคร์ผมที่นั่งหัวโด่อยู่ข้างมันนี่นะ

 

“ไนท์ไนท์” แล้วก็วางสายก่อนจะหันมามองหน้าผม แต่ผมไม่อยากจะมองหน้าอีกฝ่าย เลยหันออกไปมองนอกรถแทน ไม่อย่างนั้นคงได้ทะเลาะกันแน่ ได้แต่นั่งนับหนึ่งถึงล้านในใจขอให้ถึงห้องเร็วๆ เถอะ บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมทนมองหน้าพี่จิ่งอวี๋ไม่ได้จริงๆ

 

กลับถึงห้องแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปหาเหล้าดื่มย้อมใจดีกว่า

 

TO  BE  CONTINUE…

 

โถสงสารพี่สวี่คนแมน เสียแฟนไปแล้วสามนางรวด โดนตบอีกต่างหาก  

 

ส่วนอิป๋า..ออกตัวแรงเชียวนะ ถ้าคิดว่าชนะศึกนี้แล้วจะได้น้องมาครอบครองง่ายๆ ป๋าคิดผิดมาก อย่าลืมนะว่าแฟนของโจวโจวยังเหลือว่านถิง กับจ้าวหลิง หุหุ

 

ว่าแต่ลากน้องกลับคอนโดฯ ตอนหน้าน้องพยศหนัก แถมจะหนีออกไปดื่มคนเดียวอีก จิ่งจะยอมให้ไปไหม วาฬจะปราบแมวพยศยังไงน้อ รอตามติดคุณชายหวงใน ตอนที่ 18 ปราบแมวพยศแมวแสบ(ยกที่สอง)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #21 banztzu1b (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 23:36
    แหม~โจวหงุดหงิดเพราะเลิก กับแฟนหรือเพราะพี่เค้ามีแฟน
    โหพี่จิ่งเหลืออีกตั้งสองนางตัวเด็ดทั้งน้านนดูเหมือนว่าโจวจะรักเจ้าหลิน?หลัง?นั่นมากยุนะพี่
    สู้ๆละกัน#ทีมจิ่งวาฬ
    #21
    0