ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 15 จูบ..และ..จีบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ม.ค. 60

ตอนที่ 15 จูบ..และ..จีบ

 

“อยู่บ้านอย่าดื้ออย่าซนนะเรา อยากกินอะไรก็โทรไปนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นพี่ซื้อเข้ามาให้” พี่เว่ยหลางบอกก่อนจะออกจากบ้านตอนเช้า

 

“โห เกอเกอ โจวจะขึ้นปี 4 อยู่แล้วนะ ไม่ใช่เด็ก 5 ขวบจะได้มาดื้อมาซน ปีหน้าเรียนจบ จะไปขอสาวแต่งงานตัดหน้าเกอเกอกับเว่ยซื่อเกอเกอให้ดู” ผมเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ อยากมาว่าผมเด็กเองทำไมล่ะ แต่พี่ชายผมนี่หัวเราะร่วนเลย อารมณ์ดีแต่เช้าจริงๆ

 

“จะแต่งก่อนก็ไม่ว่าหรอกครับ แต่คนโจวโจวที่จะแต่งด้วยเนี่ย อืม...” พูดค้างไว้แค่นั้น ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทของตัวเองที่เดินตามมาด้วย คงอยากจะถามละมั้งครับว่าคนไหน สาวๆ ในสต๊อกผมมีเป็นเข่งอ่ะ

 

“เว่ยหลางเกอเกอขับรถดีๆ นะครับ” ผมเดินตามไปส่งถึงประตูรถ โดยมีพี่อี้หลินยืนลุ้นอยู่ที่รั้วบ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน ว่าจะมีจูบลาตอนเช้าหรือเปล่า ฝันไปเถอะ ไม่คิดจะเซอร์วิสขนาดนั้น

 

 

 

 

แต่พี่เว่ยหลางกลับทำฝันของสาววายให้เป็นจริง โดยการก้มลงมาจูบหน้าผากผมเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมายีผม พลางหันไปมองหน้าพี่จิ่งอวี๋ที่เดินตามหลังผมมาติดๆ อีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะร่า(จัดว่าอารมณ์ดีเกินไป) และเปิดประตูรถของพี่เว่ยซื่อเข้าไปนั่ง

 

วันนี้พี่ๆ เขาสลับรถกันใช้ครับ พี่เว่ยหลางกับพี่จิ่งอวี๋ใช้รถยนต์ของพี่เว่ยซื่อ เพราะต้องไปด้วยกันสองคน ส่วนพี่คนที่สามของผม ใช้รถมอเตอร์ไซค์ของพี่จิ่งอวี๋แทน

 

ตอนนี้คนที่แอบดูอยู่ข้างบ้านน่ะเหรอ ยิ้มแก้มแทบฉีกแล้วมั้งนั่นพี่สะใภ้ผม ท่าทางจะเป็นเอามากแล้วจริงๆ

 

คือที่พี่เว่ยหลางจูบผมนี่จัดว่าเป็นเรื่องปกติครับ เพราะอย่างเวลาพึ่งกลับมาจากปักกิ่งหรือก่อนไป เขาก็จะทำแบบนี้ทุกครั้งอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ที่รู้สึกว่าแปลกคือ เช้านี้แค่จะไปทำงาน ตอนเย็นก็กลับมาแล้วไง ไม่ได้ไปทีละนานเป็นเดือนๆ เหมือนเดิม ไม่คิดว่าเขาจะทำน่ะครับ

 

อีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่รู้สึกอายที่พี่ๆ ทำแบบนี้ เพราะว่าบ้านเราแสดงความรักด้วยการกอดกันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ทั้งพ่อแม่และพี่ๆ ก็ทำประจำอยู่แล้ว เวลาเครียด เศร้า มีปัญหา มีความทุกข์ หรือมีความสุข พวกเราก็จะกอดกัน ให้กำลังใจกัน ดังนั้นการกอดกันในบ้านผมถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ

 

แต่ของผมแอบพิเศษนิดหนึ่งตรงที่บรรดาพี่ชายเขาจะแถมจูบผมด้วย ถามว่าเขินไหม ไม่ครับ พวกเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ผมจำความได้ ก็เลยกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว(แต่พอมีใครทักที ผมถึงมานั่งคิดว่ามันปกติหรือเปล่าวะ เพื่อนผมที่มีพี่น้องผู้ชายบอกว่า พี่น้องผู้ชายมันไม่เคยแม้แต่หอมแก้มกัน แต่ของผมถึงกับจูบ จัดว่าผิดปกติอย่างแรง) แต่ว่าผมไม่เคยเห็นพี่ๆ เขาจูบกันเองเลยอ่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

 

พวกเพื่อนๆ ผมที่เคยเห็นแล้วมันบอกว่าบ้านอื่นเขาไม่ค่อยจะทำกันให้ใครเห็น แต่คนบ้านผมทำแล้วดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าแปลกใจ ไม่รู้ว่ามันชมจริงๆ หรือหลอกด่าผม

 

“เดี๋ยวตอนเย็นพี่มารับนะครับ” พี่จิ่งวาฬที่เดินตามมาเงียบๆ บอกผม ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นรถ พอสองคนนั่นออกไปเพียงแค่ลับไฟท้าย พี่เว่ยซื่อก็เตรียมจะออกตามไปอีกคน

 

“ไปและ ถ้าไม่มีงานด่วนตอนเย็นจะรีบกลับมากินข้าวด้วย”

 

“ครับ ขี่รถดีๆ นะเกอเกอ”

 

“อือ...อ้าว แล้วไหนจูบของพี่ล่ะ”

 

“อะไร ปกติไม่เห็นจะอยากทำเลย วันนี้ผีเข้ารึไงพี่” ผมถามยิ้มๆ คือปกติพี่เว่ยซื่อเขาไม่ค่อยอะไรแบบนี้กับผมบ่อยเหมือนพี่เว่ยหลางหรอกครับ พูดกับผมก็ไม่เพราะ มาห้วนๆ ตลอด นานๆ ทีถึงจะจูบ แต่เมื่อกี้สงสัยจะแอบเห็นพี่คนรองจูบมั้ง เลยจะเอามั่ง

 

“อย่าลีลาว่ะ มาเร็วๆ เลย” พี่ชายคนที่สามบอกก่อนจะดึงแขนผมเข้าไปใกล้ แต่เขาไม่ค่อยจูบนะ คนนี้ชอบให้ผมจูบเขามากกว่า

 

นะ..นานๆ พี่เว่ยซื่อจะอ้อนผมที เอาสักหน่อยก็ไม่เสียหาย เพื่อสิ่งที่ต้องการในภายภาคหน้า อ้อนอะไรเขาจะได้บ่นน้อยๆ ตามใจเยอะๆ

 

พอพี่ชายก้มลงมาหาผมก็เลยจุ๊บแก้มไปทีหนึ่ง(อย่าลืมว่าเขาต้องก้ม เพราะพี่ผมสูงกว่าผม) แอบหันไปมองพี่อี้หลิน รายนั้นยกมือขึ้นปิดหน้า แต่แอบถ่างช่องนิ้วมอง เอ่อ...ช่วงเซอร์วิสก็รีบๆ ดูไปเถอะครับพี่สะใภ้ หมดโปรคุณชายสวี่เว่ยซื่อเมื่อไหร่ อย่าหวังจะได้เห็นกันง่ายๆ

 

“อยากกินไรก็โทรไปนะ ถ้ากลับไวจะซื้อมาให้ กลับช้าก็อด”

 

“ทำไมพวกพี่ชอบถามโจวแต่เรื่องกินวะ เมื่อกี้ก็เว่ยหลางเกอเกอ เว่ยซื่อเกอเกอเอาอีกแล้ว”

 

“ก็ชอบไม่ใช่หรือไง ปกติก็อ้อนตลอดจะกินนั่นจะกินนี่ ใช่สิ...ตอนนี้มีคนทำกับข้าวให้กินทุกวันแล้วนี่ พี่เลยไม่สำคัญอ่ะดิ เดี๋ยวจะงอนมั่งนะโว้ย” คงจะหมายถึงพี่ชายคนที่สี่ของผม ที่พึ่งจะออกไปพร้อมพี่เว่ยหลาง

 

“เกอเกอจะตามไปทำให้โจวกินไหมล่ะ ถ้าไม่..ก็หมดสิทธิ์งอน ไปทำงานไป ขี่รถดีๆ นะครับ”

 

“เออ” พูดจบก็ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันงามของพี่จิ่งอวี๋ สตาร์ทรถ แล้วก็ขี่ออกไป บ้านเงียบเลยทีนี้

 

 

 

 

เพราะเป็นวันทำงาน แต่ผมปิดเทอมก็เลยนอนอ้อนพ่อกับแม่อยู่ที่บ้านคนเดียว ไม่มีพี่ๆ ให้อ้อนเลย พี่เว่ยเทียนทำงาน พี่เว่ยหลางทำงาน พี่เว่ยซื่อทำงาน พี่จิ่งอวี๋ก็ทำงาน

 

เอ..คนสุดท้ายนี่ไม่ใช่นี่หว่า แต่ก็อ้อนมันจนเคยตัวแล้ว อยู่ด้วยกันสองคนไม่มีใครให้อ้อนก็เอาแต่ใจกับพี่จิ่งวาฬ  แต่ก็ไม่เห็นพี่มันจะบ่นว่าอะไรเลย มีแต่ตามใจและออกจะเอาใจเสียด้วยซ้ำ จนทุกวันนี้ผมคิดว่าตัวเองมีพี่ชายสี่คนแล้วเนี่ย

 

อยู่บ้านก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอกครับ มีปัดกวาดห้องตัวเองบ้าง แม่สอนให้ทำเองอ่ะครับ อีกอย่างหนังสือในห้องผมเยอะ เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ

 

อย่าถามนะครับว่าหนังสืออะไร ไอ้ที่เอาไว้อ่านประดับความรู้เพิ่มรอยหยักของสมองน่ะไม่ค่อยมีหรอก มีแต่หนังสืออ่านเล่นกับหนังสือการ์ตูนเสียมากกว่า(แต่บางเรื่องก็แอบมีแง่คิดดีๆ นะครับ ถ้าอ่านแล้วคิดตาม หนังสือน่ะ ไม่ว่าจะหนังสืออะไรก็มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ ถ้าคนอ่านใส่ใจ)

 

หลังกินข้าวเที่ยงแล้วคนสูงวัยก็แยกย้ายไปเอนหลัง ผมก็เลยโทรหาจ้าวหลิง แฟนสาวที่คุณๆ ไม่เคยอ่านเจอมาก่อน ว่าเธอเคยเดทกับผมบ้างหรือเปล่า ยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ แน่ละครับเจอกันปีหนึ่งไม่กี่ครั้ง ก็เธอไปเรียนอยู่ไกลถึงปักกิ่งโน่น

 

[สวัสดีจ้ะ]

 

“คิดถึงจังเลย เสี่ยวหลิงทำอะไรอยู่ครับ คุยกับโจวได้รึเปล่า”

 

[คุยได้สิ หลิงก็คิดถึงโจวโจวเหมือนกัน]

 

“เนอะ เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันเลยอ่ะ ช่วงนี้โจวโทรไปทีไรเสี่ยวหลิงก็ยุ่งตลอด ก่อนเปิดเทอมนี้ไม่ลงมาเซี่ยงไฮ้หรือครับ โจวอยากเจอ”

 

[อาจจะไป แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะกลับตอนไหน ถ้าหลิงกลับวันไหน หลิงจะบอกโจวโจวนะ]

 

“แล้วงานแต่งเว่ยเทียนเกอเกอ เสี่ยวหลิงไม่มาเหรอ” ปลายสายเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะตอบกลับมา

 

[หลิงยังไม่แน่ใจนะ ไม่รู้ว่าช่วงนั้นจะมีกิจกรรมหรือเปล่าลืมบอกไปอีกอย่างครับจ้าวหลิงเขาเป็นดาวมหาวิทยาลัย เลยมีพวกกิจกรรมกับร่วมกับคณะหรือมหาวิทยาลัยค่อนข้างบ่อย แม้ว่าจะเข้าช่วงปิดเทอมก็ตามที

 

เมื่อก่อนเราสองคนเรียนมัธยมปลายที่เดียวกันครับ แต่จ้าวหลิงเขาไปเรียนที่ปักกิ่งตามสาขาวิชาที่ชอบ เราก็เลยอยู่ห่างกัน

 

แต่นะ..คนนี้รักแท้ไม่แพ้ระยะทางนะครับ ผมยังติดต่อเขาตลอด นี่กะว่าเดี๋ยวจะแอบไปเซอร์ไพรส์ที่ปักกิ่งสักหน่อย

 

“เสียดายจัง โจวอยากให้เสี่ยวหลิงมาอ่ะ งานนี้แฟนพี่ๆ เขาคงมากันหมด” ผมหยอดไปหวานๆ แต่พูดจริงนะครับ คนนี้แหละว่าที่เจ้าสาวของผม...คิดว่านะ

 

[…….]

 

“เสี่ยวหลิง ยังอยู่ไหมครับ”

 

[โจวโจว..เดี๋ยวหลิงต้องไปแล้วนะ เพื่อนมารับแล้ว เอาไว้ว่างๆ หลิงโทรไปหานะ]

 

“อืม...โจวรักเสี่ยวหลิงนะ”

 

[บายจ้ะแล้วเธอก็วางสายไป รู้สึกแปลกๆ กับการสนทนาที่สั้นลงกว่าที่ควรจะเป็นของเราสองคน แต่นะปกติจ้าวหลิงเขาก็ไม่ใช่คนพูดมากหรอก คุยกันแต่ละครั้งก็ไม่ได้นานมากมายอะไร แต่วันนี้เขาลืมพูดคำว่า รัก’ ไปหรือเปล่านะ สงสัยจะรีบจัดแฮะ

 

ทีแรกอ่ะตั้งใจว่าจะโทรหาคนอื่นต่อ แต่ไม่เอาแล้วดีกว่า วันนี้รู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยมั่นคง เลยไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่ หงุดหงิดแปลกๆ ก็เลยไปหยิบหนังสือมาสองสามเล่มนอนอ่านบนเตียงแก้ว่าง

 

เปิดเทอมก็บ่นจังว่างานเยอะ เหนื่อยอย่างนั้น เหนื่อยอย่างนี้ แต่พอปิดเทอมขึ้นมาไม่มีอะไรทำ โคตรน่าเบื่อเลย

 

 

 

 

อ่านหนังสือไปได้สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น

 

“สวัสดีครับคนสวย” หวังลี่อิงโทรมาครับ พึ่งเจอกันเมื่อวานเอง สงสัยยังไม่หายคิดถึงผม หุหุ

 

[โจวโจว งานแต่งพี่ชายโจวโจวเร็วๆ นี้เหรอ วันไหนอ่ะคะไม่แปลกใจว่าทำไมลี่อิงถึงรู้ เพราะเมื่อวานเธอถามว่ามาทำอะไร แล้วผมดันบอกไปนะสิว่ามาซื้อเสื้อผ้าใส่วันงานแต่งพี่เว่ยเทียน คือตั้งใจว่าจะไม่บอกใครน่ะครับ นอกจากจ้าวหลิงกับพวกไอ้เกลอสี่คนนั้น

 

“อ่า วันที่...” ผมตอบไป ชักรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ

 

[มารับลี่อิงได้หรือเปล่า]ผมว่าแล้วเชียว คือยังไงดี ผมไม่ค่อยอยากให้สาวๆ มาเท่าไหร่อ่ะครับ กลัวว่าจะมาชนกัน คือแฟนผมแต่ละคน แรงกันทุกคนอ่ะครับ ผมชอบสาวเปรี้ยวๆ หน่อย มีจ้าวหลิงคนเดียวที่ถึงจะเปรี้ยวแต่ก็จัดว่าเรียบร้อยกว่าคนอื่น(และพูดน้อยกว่าด้วย)

 

“โจวไม่ค่อยสะดวกอ่ะครับ อีกอย่างวันนั้นโจวคงต้องช่วยพี่ๆ เขาดูแลแขก ทำนั่นทำนี่ ลี่อิงอย่ามาเลยนะ เดี๋ยวไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อนก็มาโกรธโจวอีกอ่ะ” ผมหว่านล้อม

 

[ไม่ให้ลี่อิงไป เพราะว่าจะพาคนอื่นไปใช่หรือเปล่า]เป็นอย่างนั้นไป

 

“ไม่ได้จะพาใครมาจริงๆ ลี่อิงก็รู้ว่าโจวไม่ชอบโกหก(ถ้าไม่จำเป็น)นะ” ผมพูดจริงจังอีกฝ่ายเลยเงียบๆ ไป จากนั้นเธอก็ตอบกลับมา

 

[ถ้าอย่างนั้นลี่อิงไม่ไปก็ได้ แต่วันไหนว่างต้องมารับไปดูหนังนะ]

 

“ครับเจ้าหญิง” ผมบอกก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะคิกคัก เราคุยกันต่ออีกสักพักแล้วก็วางสายไป จากนั้นผมก็อ่านหนังสือต่อ ยังได้ไม่ถึงห้าหน้าเลยมั้งโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกรอบ

 

“ครับเสี่ยวเม่ย” จากนั้นก็เหมือนเดิม ผมถูกถามถึงงานแต่งพี่เว่ยเทียน รู้ได้ยังไงเนี่ย พอผมบอกไปว่าไม่สะดวกให้เธอมา อีกฝ่ายก็งอนแล้วกดวางสายไปเลย แต่ผมก็โทรกลับไปง้อนั่นแหละ จนดีกันแล้วผมถึงวางสาย

 

ประเด็นนี้คนมีแฟนน่าจะทำนะครับ เวลาทะเลาะหรือเข้าใจผิดกันควรรอให้อารมณ์เย็นลงทั้งคู่ แต่ให้รีบเคลียร์เลยไม่ควรปล่อยให้ข้ามวัน นั่นจะทำให้ชีวิตรักของเรายืนยาวครับ คอนเฟิร์ม (ถ้าเคลียร์แล้วจบลงด้วยดี ไม่ทะเลาะกันหนักกว่าเดิมน่ะนะ)จากนั้นผมก็อ่านหนังสือต่อ จนจบไปหนึ่งเล่มกำลังเข้าเล่มที่สอง

 

 

 

 

“โจวครับ...โจวโจวครับ โจวโจวจ๋า” ใครวะมาโจวจงโจวจ๋า ผมลืมตาขึ้นก็พบว่า คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงเป็นพี่ชายคนที่สี่ ยิ้มหวานจนเห็นเขี้ยวที่มุมปาก

 

เออ..ผมอ่านหนังสือแล้วก็เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้อีกทีก็ตอนที่พี่จิ่งวาฬมาเรียกนี่แหละ แล้วมันจะมีมาจ๊ะจ๋ากับผมได้ไง สงสัยพึ่งตื่นหูเลยเพี้ยนแล้วมั้งผม

 

“อะไรเกอเกอ”

 

“ตื่นได้แล้วครับ ไปล้างหน้าไป เดี๋ยวกินข้าวแล้วกลับคอนโดฯ กัน” อีกฝ่ายบอกแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ ผมเลยรีบถอยหนี ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อน ดูรอยยิ้มมันไม่น่าไว้ใจอ่ะ

 

เมื่อกี้ก็ยิ้มหวานหยด หล่อจนน่าเคลิ้มตายอยู่หรอก แต่ตอนนี้รอยยิ้มของคนตัวควายๆ ดูเจ้าเล่ห์น่ากลัวๆ อย่างไรก็ไม่รู้

 

“นี่เย็นแล้วเกอเกอ ไม่ต้องมามั่วมอร์นิ่งคิสนะ เดี๋ยวมีต่อย” ผมพูดดัก ไอ้พี่จิ่งวาฬมันเลยลุกขึ้นยืน ก่อนจะออกปากตัดพ้อด้วยน้ำเสียงติดจะห้วนนิดๆ

 

“ทีกับคนอื่นไม่เห็นจะว่า ทีกับพี่ละหวงจัง” แสดงว่าเมื่อกี้มันคิดจะทำจริงๆ สินะ

 

“กับคนอื่นที่ว่านี่ เขาเป็นพี่ชายผมครับท่าน แต่กับเกอเกออ่ะ มัน...ไม่เหมือนกันโว้ย” ผมโวยใส่คนที่ทำหน้าหงิกส่งให้

 

“ก็ดีนะที่โจวโจวยังรู้ ว่าที่เว่ยหลางจูบ กับที่พี่จูบ มัน...ไม่เหมือนกัน” พูดจบประโยคเน้นๆ ไอ้คนหล่อมันก็ยิ้มกว้าง แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์แปลกๆ (แต่ผมมาวิเคราะห์ในภายหลัง คิดว่ามันน่าจะเป็นรอยยิ้มหื่นๆ มากกว่า) แล้วเดินออกจากห้องไปเลย ผมก็งง อะไรของมันวะ

 

ที่ทำลงไปเจ้าตัวเขาคงไม่ได้คิดอะไร เพราะได้ข่าวว่าหมอนั่นเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา การจูบทักทายอาจจะเป็นเรื่องปกติของมัน แต่...ไม่ใช่เรื่องปกติของผมโว้ย คือกับคนในบ้านน่ะผมปกติ แต่กับเพื่อนพี่ชายนี่..ยังไม่ชินครับ

 

แค่เห็นหน้าหรือสบตาอีกฝ่ายใกล้ๆ ก็มือไม้อ่อนแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะหล่อไปไหน ยิ่งเวลามันยิ้มให้นะ หัวใจผมแทบจะเต้นผิดจังหวะไปเลย ผมเป็นพวกแพ้คนยิ้มสวยครับ ยิ่งถ้าคนที่มีเขี้ยวหรือมีลักยิ้ม จะแพ้มากเป็นพิเศษ

 

เกิดมาก็ยังไม่เคยแพ้รอยยิ้มของผู้ชายนะ แต่ถ้าไอ้พี่จิ่งวาฬมันยังขยันมาหยอดยิ้มแบบนี้ ผมอาจจะแพ้รอยยิ้มหมอนี่เข้าสักวัน มันจะมาอ่อยผมหรือไง หล่อไปผมก็ไม่เอาหรอกโว้ย ไม่ใช่เป้าหมาย

 

คิดไปคิดมาหมอนั่นคงไม่ได้คิดอะไรกับผม...จริงเหรอวะ ผมชักจะกลัวมันและไอ้พี่จิ่งอวี๋ ทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน

 

เอาน่า..ถึงหมอดูเขาจะทักว่า เนื้อคู่ผมไม่ใช่ผู้หญิง แต่ก็คงไม่ใช่ผู้ชายตัวควายๆ อย่างมันหรอก อีกอย่างดูๆ ไปพี่จิ่งอวี๋ก็ไม่น่าจะใช่พวกอนุรักษ์ไม้ป่าเดียวกัน ดังนั้นอย่าไปคิดมาก อย่าไปคิด เอ้า!!...เลิกคิดสักทีสิโว้ย

 

 

 

 

หลังจากกินข้าวเย็นผมกับพี่จิ่งอวี๋ก็กลับคอนโดฯ ทีแรกคิดว่าพี่เว่ยหลางจะไปนอนที่คอนโดฯ ด้วย เพราะว่าใกล้ที่ทำงานกว่าการไปกลับจากบ้านเยอะมาก แต่พี่เว่ยหลางต้องคอยเป็นธุระดูแลเรื่องงานแต่งให้พี่เว่ยเทียนอีกที จะเข้าออฟฟิศแค่บางวันเท่านั้น ก็เลยขออยู่ที่บ้านสะดวกกว่า

 

เราสองคนกลับมาถึงคอนโดฯ ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว

 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้พี่จะไม่ล็อคห้องนอนนะ เผื่อว่าเบื่อๆ โจวโจวจะเข้าไปนอนดูหนังก็ได้ ไม่หวงครับ” ผมพยักหน้ารับ พรุ่งนี้ยังไม่คิดว่าชีวิตจะเอายังไง เอาคืนนี้ให้รอดก่อน เพราะว่าวันนี้นอนมาแทบจะตลอดทั้งบ่าย ตอนนี้ผมเลยไม่มีความรู้สึกง่วงสักนิด

 

“พรุ่งนี้ออกไปกินข้าวเช้ากับพี่นะครับ” เสียงทุ้มหวานหูออดอ้อน ถ้าเป็นผู้หญิงนะผมลากเข้าห้องแม่ง แหะๆ ล้อเล่นครับ เห็นมีแฟนหลายคนผมก็ไม่เคยบังคับใครนะ ที่บ้านสอนให้เป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติผู้หญิงครับ แต่ถ้าคนไหนโอเค(ส่วนมากแฟนผมก็โอเคทุกคนนะ บอกแล้วว่าสาวๆ ของผมอ่ะ...แรง)ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสหรอก ชีวิตมันก็ต้องแหกกฎกันบ้าง

 

“ถ้าตื่นไหวนะ ผมยังไม่ง่วงอ่ะ วันนี้นอนเยอะไปหน่อย สงสัยคืนนี้จะนอนดึก”

 

“ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องล็อคห้องก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่เข้าไปปลุก”

 

“เกอเกอกินคนเดียวไม่ได้หรือไง” ถามออกไป ผมไม่ชอบถูกปลุกตอนเช้าอ่ะครับ ถ้าตั้งนาฬิกาตื่นเองไม่มีปัญหา แต่ถ้าถูกคนอื่นกวนโดยไม่มีธุระละก็ ผมจะอารมณ์เสียสุดๆ ไปเลย

 

“กินกับโจวโจวอร่อยกว่านี่ครับ” เสียงทุ้มนุ่มหวาน ยิ้มหวานกว่า ตาหวานที่สุด บรึ๋ย..ขนลุกทั้งตัว มันพูดเองนี่ไม่เลี่ยนมั่งหรือไงไอ้พี่จิ่งวาฬ

 

ว่าแล้วก็แหย่สักหน่อย เผื่ออีกฝ่ายจะเลิกทำหวานใส่ผมสักที คนยิ่งหวั่นไหวง่ายๆ กับพวกยิ้มสวยแถมมีเขี้ยวอยู่ด้วย นี่ถ้ามันเป็นผู้หญิงผมจับปล้ำไปและ

 

“ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมคิดว่าเกอเกอต้องกำลังจีบผมอยู่แน่ๆ หวานซะ อยู่ออฟฟิศทำใส่หนุ่มๆ แบบนี้บ้างหรือเปล่า เกอเกอระวังนะ เห็นซื่ออิงกับถิงถิงมันชอบบอกว่า อย่างจิ่งอวี๋เกอเกออ่ะ ทาร์เกตของชาวสีม่วงเลย เหอะๆ ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็รู้ไว้ว่า พี่ทำแบบนี้กับโจวโจวแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ไนท์ไนท์นะครับ” แล้วมันก็ก้มลงมาจูบแก้มผม ก่อนจะรีบเดินเข้าห้องไปโดยที่ไม่รอให้ผมได้มีโอกาสด่า เพราะว่ากำลังยืนอึ้งอยู่ สมองประมวลผลคำด่าไม่ทัน พอคิดออกคนตัวโตก็หายเข้าห้องตัวเองไปแล้ว ไอ้พี่จิ่งวาฬเกยตื้น แม่ง

 

เอาเหอะ..คิดเสียว่ามันเป็นพี่ชายอีกคนก็แล้วกัน แค่จูบเบาๆ ผมก็ทำกับพี่ๆ ออกจะบ่อย

 

ถุย..ดูสาวน้อยจริงๆ ชีวิตลูกชายคนสุดท้องอย่างผมเนี่ย แต่คำพูดอีกฝ่ายชวนให้คิดลึกไปป่ะครับ เอาน่า อย่าไปคิด อย่าไปคิด

 

 

 

 

หลังจากที่ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าห้องตัวเอง ผมก็พบปัญหาที่ตามมา นอนไม่หลับ’ อ่านหนังสือยิ่งตาสว่าง เลยลงไปข้างล่างซื้อเบียร์ขึ้นมาสามกระป๋อง(น้องใครวะ ขี้เมาแท้) นั่งดื่มหน้าทีวีนอกห้อง

 

ถามว่าทีวีในห้องตัวเองมีไหม มีครับ แต่มันไม่มีวางกระป๋องเบียร์อ่ะ ที่สำคัญผมเคยทำเบียร์หกใส่เตียงมาแล้ว ดังนั้น..อย่าเอาอะไรไปกินบนเตียง

 

แต่ผมไม่ได้เปิดเสียงดังนะ เปิดเบาๆ เอาความชิวเฉยๆ ไม่เน้นทีวีครับ เน้นเบียร์ตรงหน้ามากกว่า กินหมดสามกระป๋องก็ตึงๆ กำลังดี แถมตอนนี้เที่ยงคืนกว่าแล้ว ไปนอนดีกว่า เอิ๊ก….

 

 

 

 

ตอนเช้าตื่นเพราะถูกกวนเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด ไอ้พี่จิ่งวาฬมันเข้ามาปลุกผมในห้อง

 

คือผมไม่ได้เปิดประตูไว้รอมัน แต่ปกติผมก็นอนไม่ล็อคประตูอยู่แล้ว อยู่บ้านไม่เคยเลยสักครั้ง (เพราะแบบนี้ถึงได้ถูกใครต่อใครเปิดเข้ามาเห็นฉากบนเตียงตำตาคาหนังคาเขากับพี่จิ่งอวี๋อยู่บ่อยๆ ไง)

 

อยู่ที่นี่ก็ล็อคมั่งไม่ล็อคมั่ง ขึ้นอยู่กับความขยันของปลายนิ้ว ซึ่งบังเอิญเมื่อคืนนี้ดื่มเข้าไป เคลิ้มๆ ตึงๆ มือมันก็เลยขี้เกียจทำงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

ทีแรกว่าจะไม่ลุกออกไปกินข้าวกับมันหรอก แต่กำลังสะลึมสะลือก็ต้องตื่นเต็มที่จนตาค้าง เพราะจูบอรุณสวัสดิ์หนักๆ ที่ข้างแก้มนี่แหละ

 

เออ..ผมตื่นก็ได้ ไอ้เรื่องอรุณสวัสดิ์แบบถึงแก้มเนี่ยเอาไว้ชำระความตอนมีสติ กินข้าวเสร็จ มันออกไปทำงานแล้วผมจะกลับมานอนต่อ

 

 

 

 

ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วก็เดินออกไปหาคนที่นั่งรออยู่แล้ว เช้านี้บนโต๊ะเป็นข้าวต้มกุ้งครับ อร่อยมากเหมือนเดิม จนผมเริ่มสติไม่ดี คิดอยากจะได้เพื่อนพี่ชายมาเป็นเมียเสียจริงๆ ฝีมือมันจะดีไปไหม

 

เดี๋ยวนี้คนที่บ้านยังบอกว่าผมดูหน้าตาสดใสกว่าเมื่อก่อนเยอะ คงเพราะว่าได้กินข้าวครบทุกมื้อ ปกติไม่ค่อยได้กินมื้อเช้าไงครับ แค่ลำพังจะไปให้ทันเข้าเรียนยังยาก ยิ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยยิ่งขี้เกียจ เพราะชะล่าใจว่าใกล้นิดเดียวไปสายๆ ก็ได้ เล่นเอาฉิวเฉียดแทบทุกที แถมเย็นมาก็เน้นแต่กินเหล้าอีกต่างหาก

 

แต่พอมาอยู่ไกลนี่ต้องรีบตื่นเช้ากว่าเดิมเพราะกลัวไปไม่ทัน แถมมีคนทำมื้อเช้าไว้รอท่าทุกวัน ที่สำคัญแม่งเสือกอร่อยด้วย ผมก็เลยเต็มใจที่จะตื่นขึ้นมากินมื้อเช้าก่อนไปเรียน คนทั้งบ้านผมเลยยกความดีความชอบให้คุณชายหวงจิ่งอวี๋ไป

 

แต่มีพี่เว่ยหลางที่ดูเหมือนจะพอใจมากกว่าคนอื่น เพราะเขาชอบโทรมาถามอีกฝ่ายว่า ผมพาสาวๆ มาค้างที่คอนโดฯ บ้างหรือเปล่า (บังเอิญเขาเคยโทรมาตอนผมอยู่กับพี่จิ่งอวี๋พอดี เลยแอบได้ยินอ่ะครับ) เพื่อนเขาก็ตอบว่าไม่มี ทีนี้ก็เลยมีแต่คนบอกว่าพี่เว่ยหลางคิดถูก ที่ให้ผมย้ายมาอยู่กับเพื่อนสนิทเขา

 

กินข้าวต้มอร่อยๆ แล้วก็หัวแล่น ชำระความจำเลยก่อน เมื่อเช้าพึ่งตื่นครับเบลอๆ บวกแฮ้งค์ แต่นี่สติดีและ มันทำอะไรไว้ ผมเผลอเป็นไม่ได้เชียวนะ

 

“เมื่อเช้าตอนเข้าไปในห้องผม เกอเกอทำอะไร” ผมถามเสียงเขียว ไม่ดุไม่ว่าก็ชักจะเอาใหญ่

 

“พี่ทำอะไรครับ” ถามกลับมาเสียงซื่อๆ แต่สีหน้าและสายตามันนี่เจ้าเล่ห์มาก

 

“ถึงจะพึ่งตื่นแต่ผมก็มีสตินะเกอเกอ” ตอแหลสุดๆ เพราะสติพึ่งมาตอนล้างหน้าเสร็จ

 

“ก็จูบอรุณสวัสดิ์ ทำงกไปได้ ขอเป็นรางวัลที่พี่ทำตัวดีๆ ตื่นขึ้นมาทำมื้อเช้าให้ทานไงครับ”

 

“เฮอะ นี่ถ้าขอให้ช่วยกันผู้ชายที่เข้ามาจีบอย่างวันนั้น เกอเกอไม่ขอดีพคิสผมเลยรึไง” ถามประชดกลับไป แต่อีกฝ่ายกลับเงียบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงจนผมแปลกใจ

 

ละสายตาจากกุ้งตัวสีส้มสด เงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามสายตาที่มองมาทำเอาผมสะดุดลมหายใจตัวเองเล็กน้อย

 

แล้วความทรงจำช่วงที่ขาดหายไปของวันนั้น ที่เมาแล้วกลับมานอนห้องพี่จิ่งอวี๋มันก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่ตอนแรกให้นึกแทบตายยังไงก็นึกไม่ออกว่ามันขออะไรผม แต่ตอนนี้ชัดเลย

 

 

 

 

ความรู้สึกในตอนนั้นคือบางอย่างที่อุ่น อ่อนนุ่ม และเปียกชื้นนิดหน่อยสัมผัสที่ริมฝีปาก จะหันหน้าหนีเพราะรำคาญและอยากจะนอน แต่กลับหันหนีไม่ได้ เพราะมีอะไรตรึงต้นคอของผมไว้แน่น ก่อนที่ไอ้นุ่มนิ่มนั่นจะบดเบียดแน่นขึ้น และดันแทรกเข้ามาในปากผมจนได้

 

พยายามปรือตาขึ้นมองก็พบว่าหน้าของพี่จิ่งอวี๋เป็นภาพเบลอๆ ลอยอยู่แนบชิด ได้ยินเสียงลมหายใจที่ไม่ค่อยได้จังหวะของอีกฝ่ายชัดเจน อาจจะรวมถึงเสียงหายใจหอบๆ ของผมด้วย เพราะตอนนั้นแทบจะไม่มีอากาศหายใจแล้ว

 

อยากจะยกมือขึ้นดันหน้าคนข้างบนออก แต่กลับมือไม้อ่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมา หรือสัมผัสที่อ่อนโยนแต่รุกเร้านั้นกันแน่ จากนั้นผมก็ปล่อยให้อีกฝ่ายเรียกร้องเอารางวัลจนพอใจ จนกระทั่งผมผล็อยหลับไป

 

พอนึกออกตอนนี้ผมถึงกับพูดไม่เป็น ยิ่งนึกเอาคำพูดต่างๆ ของอีกฝ่ายขึ้นมาประกอบรวมกัน ทำเอาผมเขินหน้าร้อนจนแทบจะไหม้อยู่แล้ว

 

ต่อไปนี้เขาก็ไม่จีบแล้วล่ะ แต่ถ้าวันไหนพี่ไม่ได้มาด้วยแล้วเขายังมาจีบอีกก็เปลี่ยนไปนั่งร้านอื่นได้แล้วนะ คำพูดที่มันพูดกับผมที่ร้านพี่จงเหวิน ตอนที่เจ้าของร้านเข้ามาคุยกับพวกเรา(มาจีบผมนั่นแหละ)

 

รู้ตัวไหมว่าตัวเอง....น่ารัก ได้ยินแว่วๆ เบาๆ ตอนที่นอนครึ่งหลับครึ่งเมาอยู่บนเตียง

 

ก็...ไม่รู้เขาจะยอมเป็นแฟนด้วยหรือเปล่า กำลังพยายามจีบอยู่ เจ้าตัวพูดและจ้องหน้าผมซะตาเยิ้ม ตอนที่นั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน

 

ก็ดีนะที่โจวโจวยังรู้ว่าที่เว่ยหลางจูบ กับที่พี่จูบ มัน...ไม่เหมือนกัน ผมเกทก็ตอนนี้ เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า มันไม่เหมือนกันยังไง

 

และที่ช่วยตอกย้ำคือประโยคสุดท้ายที่คนตรงหน้าพูดกับผมเมื่อคืนถ้าอย่างนั้นก็รู้ไว้ว่า พี่ทำแบบนี้กับโจวโจวแค่คนเดียวเท่านั้นแหละชัดเลยครับ..ไม่นะไอ้พี่จิ่งวาฬ ผมหนีเสือปะวาฬยักษ์เข้าสินะ

 

ไม่เอา..ผมจะย้ายไปอยู่ข้างนอก ถึงว่าเถอะ เวลาซ้อนมอเตอร์ไซค์ชอบให้ผมกอดเอวมันจัง คือบอกว่าบ้าจี้อ่ะพอจะเข้าใจ แต่ให้ไปกอดแนบสนิทแบบนั้น ถ้าเป็นผม ลงได้คนซ้อนไม่ใช่สาวๆ ผมไม่ให้กอดเอวแน่ๆ

 

“หึหึ หน้าแดงเชียว นึกออกแล้วหรือไงครับว่าคืนนั้นพี่ขออะไร” ยังจะมีหน้ามาถาม แถมสีหน้ามันนี่ยิ้มเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ไม่ได้ดูสำนึกผิดเลยสักนิด แต่ผมนี่ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหนแล้ว

 

ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ใช่พวกใสซื่อไร้เดียงสามาจากไหน แฟนสาวก็มี(หลายคนด้วย) แถมส่วนมากก็มีอะไรถึงขั้นเลยเถิดไปแล้วด้วย แล้วนี่กับอีแค่ถูกผู้ชายจูบแค่ครั้งสองครั้ง ทำไมต้องเขินบ้าบอคอแตกขนาดนี้ด้วยวะ ไอ้พี่จิ่งวาฬ...แม่ง

 

เจอแบบนี้เข้าไปถ้าคุณเป็นผมแล้วไม่เขินละก็ ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ คุณ ตายด้านแล้ว ปกติผมเคยแต่เป็นฝ่ายเข้าหาก่อน หมายถึงเข้าหาผู้หญิงนะครับ เพราะผู้ชายผมไม่เข้าหาแน่ๆ (มีแต่ผู้ชายนี่แหละ ชอบเข้ามาหาผมกันจัง)

 

แล้วมาโดนเพื่อนพี่ชาย...เอ่อ...เรียกว่าจีบได้ไหมวะ แถมรุกระยะประชิดแบบนี้

 

คือพี่จิ่งอวี๋มาเหนือเมฆเลยครับ ผู้ชายคนอื่นๆ ที่เคยจีบผมมานี่เทียบไม่ติด เพราะปกติแค่เจอกันแบบผิวเผิน ตามผับตามมหาวิทยาลัยอะไรแบบนี้ไง

 

แต่นี่พวกผมอาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง!!! ไอ้พี่บ้านี่มันเข้าหาผมถูกทางเสียด้วย แถมรู้แทบจะทุกอย่างว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

 

ตอนนี้ไม่รู้ตัวเองอารมณ์ไหนครับ เขิน อาย โกรธ โมโห ตีกันมั่วไปหมด กับสาวๆ ผมไม่เคยถูกรุกโจ่งแจ้งแบบนี้ แล้วนี่มันคืออะไร ทำไมถึงมาเป็นกับผู้ชาย(ตัวควายๆ )ตรงหน้าได้วะ

 

พอเลยครับกุ้งเกิ้งไม่กินมันแล้ว ลุกขึ้นได้ก็เดินหนีออกมาจากโต๊ะ ได้ยินเสียงเรียกตามหลังพร้อมกับเสียงเก้าอี้ครูดกับพื้น เท่านั้นแหละ ผมรีบวิ่งเข้าห้องแบบไม่คิดชีวิตเลยครับ

 

ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้าถาม แม้แต่จะด่าอะไรมันสักคำยังพูดไม่ออกเลย อารมณ์แม่งโคตรสาวน้อย ตุ๊ดไปไหมวะกู

 

คือปกติผมต้องด่าไปแล้ว แต่ตอนนี้เอาตรงๆ ก็คือคิดอะไรไม่ออก ไม่กล้าแม้จะมองสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แถมได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักจนหนวกหู ผมเป็นบ้าอะไรไปแล้วเนี่ย ไอ้พี่วาฬทำบ้าอะไรใส่ผม

 

 

 

 

คอยดูนะผมจะฟ้องพี่ๆ แต่...ถ้าผมฟ้องพี่ๆ ก็รู้อ่ะดิว่าน้องโจวสุดหล่อเสียความบริสุทธิ์ของริมฝีปากให้ผู้ชายไปแล้ว ไม่เอา..ยังไงก็บอกไม่ได้เด็ดขาด แล้วผมจะทำยังไงล่ะทีนี้

 

ถึงตอนนี้ได้แต่วิงวอนสวรรค์ เนื้อคู่ผมต่อให้เป็นผู้ชายก็ไม่ว่า แต่ขอเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ น่ารักๆ อ่ะ ถ้าจะหล่อลากไส้แถมรวยมาให้ แต่ตัวโตอย่างกับตึกแบบเพื่อนพี่เว่ยหลางคนนี้...ผมไม่เอา!!!!!

 

เพราะดูท่าทางมันคงจะไม่ยอมให้ผมไปจิ้มมันหรอก ผมก็ไม่อยากถูกใครมาจิ้มเสียด้วยสิ

 

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ แต่ผมไม่เปิดครับ ได้ยินเสียงอีกฝ่ายบอกว่าจะออกไปทำงานแล้ว ผมก็ไม่ตอบอีก มันจะไปไหนก็ไปให้พ้นๆ จากผมเลยตอนนี้

 

ทั้งบ้านเงียบสนิท พี่จิ่งอวี๋มันคงออกไปแล้ว ผมนอนคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จะเคลียร์กับอีกฝ่ายให้รู้เรื่องไปว่าผมไม่ได้ชอบผู้ชาย หรือจะย้ายออกไปเลยดีวะ

 

แต่ถ้าจะย้ายออกผมก็ต้องเคลียร์กับคนที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นด่านโหดทีเดียว แต่ลองดูก็ไม่เสียหาย ว่าแล้วก็กดเบอร์โทรออกไปหาพี่เว่ยหลางทันทีครับ สัญญาณดังแค่สองครั้งอีกฝ่ายก็รับสาย

 

“เกอเกอครับ”

 

[ว่าไงครับ ปิดเทอมทั้งทีแต่น้องพี่ตื่นแต่เช้า เอ..ฝนจะตกไหมนะวันนี้]

 

“โห..เกอเกออ่ะ”

 

[ครับๆ มีอะไรโทรหาพี่แต่เช้าฮึเรา]

 

“โจวขอย้ายออกไปอยู่ข้างนอกได้ไหมอ่ะ”

 

[ทำไมล่ะ ทะเลาะกับเพื่อนพี่เหรอ หรือว่าจิ่งอวี๋มันทำอะไรโจวโจวหรือไงเอ่อ...ชายสวี่จอมไหลลื่นถึงกับไปไม่เป็น พี่เว่ยหลางถามแปลกๆ เหมือนจะรู้อะไรเลย

 

แต่..เขาจะรู้ได้ยังไงล่ะครับจริงไหม แถมไอ้ที่ผมกับเพื่อนเขาเป็นอยู่มันก็ไม่ใช่ทะเลาะ แต่มัน..น่าจะหนักกว่านั้นนะสิ

 

“ไม่ได้ทะเลาะกันหรอกครับ เขาไม่ได้ทำอะไรโจวด้วย” หน้าด้านๆ หน่อยดิวะสวี่เว่ยโจว บอกไปเลยว่าไอ้พี่จิ่งวาฬมันทำอะไรนาย

 

[แล้วจะย้ายทำไมครับ อยู่ที่นั่นก็ดีอยู่แล้วนะ ระบบรักษาความปลอดภัยก็ดี มีคนดูแลทำกับข้าวให้น้องชายของพี่กินด้วย แถมช่วงนี้เหมือนจะห่างจากการจีบสาวขึ้นเยอะอีกด้วยนะเราน่ะ เหลือกี่คนล่ะแฟนสาว]

 

“โหย นี่แช่งโจวเหรอ ก็อยู่ครบทุกคนนั่นแหละ แค่เพราะช่วงก่อนหน้านี้โจวสอบเหอะ เลยไม่ค่อยมีเวลาไปเดท อีกอย่างใครก็ไม่รู้โทรมาเช็คกับเจ้าของบ้านยิกๆ ว่าโจวพาสาวมาที่นี่หรือเปล่า” ผมโวยกลับไปตามสาย ได้ยินเสียงพี่ชายหัวเราะก่อนจะตอบมา

 

[ถ้ามีเหตุผลที่น่าพอใจ พี่จะพิจารณาครับภาคเผด็จการมาแล้วครับ

 

“ก็โจวอยู่หอมันใกล้กว่านี่นา” ไม่รู้จะอ้างอะไร แต่ผมไม่บอกแน่ๆ ว่าถูกเพื่อนเขาจูบ หรืออาจจะกำลังถูกจีบอยู่ด้วยซ้ำ

 

ใครจะไปรู้ว่ามันจะแผนสูง ค่อยๆ มาแบบเนียนๆ แต่พอรู้ตัวอีกทีผมก็เสียจูบไปแล้วอ่ะ อยู่กับพี่จิ่งอวี๋มันทุกวันเจอหวานใส่บ่อยๆ อีกหน่อยผมไม่เสียตัวเลยเหรอ เพื่อนพี่เว่ยหลางยิ่งชอบทำหน้าหื่นๆ ใส่ผมอยู่ด้วย

 

เมื่อก่อนไม่มั่นใจนะครับ แต่ตอนนี้มั่นใจมากว่าไอ้พี่จิ่งวาฬนี่หื่นตัวจริง อีกอย่างหมอนั่นจูบเก่ง ผมกลัวคล้อยตาม เอิ๊ก..ชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้ยด้ายนะครับชายสวี่ ใช่เวลามาตลกไหมนี่

 

[เหตุผลแค่นี้ไม่พอครับ โจวโจวอยู่มาได้ตั้งนาน แถมท่าทางมีความสุขเสียด้วย ได้ข่าวว่าจิ่งอวี๋มันตามใจน่าดู ชอบไม่ใช่หรือไงให้คนตามใจน่ะ อีกอย่างถ้าเว่ยเทียนเกอเกอบอกว่าอยู่กับเพื่อนพี่แล้วดีกว่าให้อยู่คนเดียว โจวโจวคิดเหรอว่าจะได้ย้ายออกง่ายๆ น่ะครับ]มายาวเหยียดจนผมนั่งพยักหน้าหงึกๆ ตาม ก็จริงนั่นแหละนะ

 

[นอกเสียจากว่าทะเลาะกันพี่ผมยังคงซักไม่เลิก

 

“โจวไม่ได้ทะเลาะกับเพื่อนเกอเกอสักหน่อย”

 

[ถ้าไม่ใช่ก็ต้องมีเหตุผลอื่นที่โจวโจวอยากจะย้ายออก จิ่งอวี๋เกอเกอแกล้งอะไรหรือเปล่าครับ]

 

“เปล๊า...ไม่มีครับ” ปฏิเสธเสียงสูงอย่างลืมตัว ได้ยินเสียงพี่ชายหัวเราะอีกครั้ง

 

[ถ้าอย่างนั้นก็เลิกคิดเรื่องย้ายออกครับ ไม่อนุมัติพี่เว่ยหลางแม่งเผด็จการว่ะ เป็นอันว่าแผนการย้ายหนีเลิกคิดไปได้เลย

 

ผมต้องทำใจให้หน้าด้านใช้แผนสอง คือคุยกับมันให้เคลียร์สินะไอ้พี่จิ่งวาฬ คิดว่าหน้าตาท่าทางดูฉลาดอย่างมัน น่าจะทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก

 

“ก็ได้ ว่าแต่เกอเกอจะออกไปทำงานหรือยังครับ”

 

[ยังครับ กำลังจะออกก็มีคนโทรมากวนเนี่ย]

 

“ถ้าอย่างนั้นโจวไม่กวนแล้วก็ได้ เว่ยหลางเกอเกอขับรถดีๆ นะครับ”

 

[ครับผม กลางวันพี่จะไปรับมากินข้าวนะ]

 

“ครับ” ผมบอกก่อนจะวางสาย แผนแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า เอาน่า..เครียดไปก็เสียเวลา โทรไปหาแฟนสาวแก้เซ็งดีกว่า

เริ่มจากเสี่ยวเม่ย หลินเพ่ย ลี่อิงแล้วก็ว่านถิง ส่วนจ้าวหลิงที่ผมโทรหาเป็นคนแรก..รับสายเพียงแค่จะบอกว่าไม่ว่างคุยด้วย น้อยใจอ่ะ

 

 

 

 

ความจริงผมก็ไม่ได้อยากจะเจ้าชู้ หม้อไม่เลือกอะไรหรอกครับ ก็แค่อยากมีแฟนสวยๆ ไว้เย้ยผู้ชายที่ดูแมนกว่าให้อิจฉาผมเล่น ชดเชยปมด้อยตัวเอง ที่เกิดมาหน้าหวานไม่พอ ยังตาโต แถมเสือกตัวบางอีก

 

ผู้ชายคนไหนมาหาว่าผมเป็นตุ๊ดนะ ผมแย่งจีบแฟนมันแม่งเลย ดูดิ๊แฟนมันเสร็จตุ๊ดอย่างผม ยังจะปากดีกันอยู่ไหม เหอะๆ

 

จากนั้นมันก็เลยเถิดมาเรื่อยเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายสักที เจอผู้หญิงหน้าตาดีแรดๆ แรงๆ เป็นต้องจีบตลอด เกือบเจอตีนเจอตอเข้าก็บ่อย เพราะเสือกไปสีแฟนชาวบ้านเขา แต่ก็เอาตัวและหน้าหล่อๆ รอดตีนมาได้ทุกครั้งไป บุญแท้ผม

 

สงสัยพระเจ้าจะลงโทษที่ผมเจ้าชู้หม้อสาวไม่เลือก เอ่อ...เลือกนั่นแหละ การันตีว่าแฟนผมสวยทุกคน แต่ว่ามีเยอะเกินไปไง เลยชอบส่งผู้ชายเข้ามาจีบผมจัง กับคนอื่นไม่เคยหวั่นไหว คิดอยู่สองอย่างว่า

 

หนึ่ง..จะด่ามันยังไง ทำบ่อยครับ ล่าถอยไปง่ายๆ ก็เยอะ แบบดื้อด้านก็มีพอสมควร

 

และสอง..ต่อยกับมันให้รู้แล้วรู้รอดไป แบบโคตรตื้อเข้ามาจีบนี่ผมท้าต่อยเลยนะ เห็นตัวบางๆ แบบนี้แต่ผมก็มีไหวพริบเรื่องการเอาตัวรอดพอสมควร บวกแกมโกงเล็กน้อย ถึงตัวเล็กกว่าคู่ต่อสู้ก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบครับ หูไวตาไวช่วยได้เยอะ

 

อีกอย่างพวกที่ผมล้มมาได้ก็ร้อยทั้งร้อยเมาแล้วอ่ะครับ ผมเลยได้เปรียบเห็นๆ พออีกฝ่ายเดินเข้ามายังไม่ทันได้ตั้งท่า ผมก็เตะขาพร้อมจับทุ่ม แม้บางคนตัวอย่างกับช้างกว่าจะทุ่มลงไปกองได้นี่แม่งโคตรหนัก จากนั้นก็ตามไปเหยียบกลางเป้า วินมาแล้วทุกนัด เหอะๆ ใครจะว่าโกงผมไม่สน มันอยากประมาทเพราะเห็นผมตัวเล็กกว่าเองก็ช่วยไม่ได้

 

นี่แหละเหตุผลที่ทำให้ตัวผมเองโจทก์เยอะ ศัตรูของผมก่อกำเนิดเกิดมาด้วยประการฉะนี้ จากที่แรกๆ ตั้งท่าจะมาจีบ หลังจากเจอแมทช์ปลิดวิญญาณไปนี่ เจอกันที่ไหนตั้งท่าจะมากระทืบผมเสียมากกว่า

 

แต่...กับเพื่อนพี่เว่ยหลางคนนี้ ถ้ามันกำลังจีบผมจริงอย่างที่คิดไว้(ซึ่งก็ไม่น่าจะคิดผิด) เรื่องคำพูดผมคิดว่าตัวเองแพ้ทางอีกฝ่ายพอสมควร ไม่รู้สิครับ นอกจากจะพูดจาดีๆ เพราะๆ แบบที่ผมชอบด้วยแล้ว รู้สึกว่ามันยังรู้ทันผมไปเกือบจะทุกเรื่อง แล้วก็เจ้าเล่ห์มากด้วย

 

ถึงจะดูเป็นสุภาพบุรุษ(มันตอแหล) สุขุมนุ่มลึกเป็นผู้ใหญ่(มันสร้างภาพ) แต่นั่นมันหลอกตา(อันนี้ผมยืนยัน) ตัวจริงของพี่จิ่งอวี๋อ่ะ โคตรของโคตรกวนตีนเลย (ตอนยังไม่ค่อยถูกกันผมโดนบ่อย)

 

ถ้าต้องใช้กำลัง ผมก็ดูว่าจะสู้มันไม่ได้อีกเหมือนกัน นอกจากมันแรงเยอะกว่า ตัวแม่งก็ใหญ่อย่างกับหมีควาย ซึ่งหลายๆ ครั้งเวลาผมใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่าย จะถูกเอาคืนแบบทันทีทันควัน และหนักกว่าด้วย ดิ้นจนเหนื่อยจะตายห่ายังไม่หลุดเลย คำว่าชนะมีให้เห็นแบบริบหรี่สุดๆ แล้วจะเอายังไงกับชีวิตดีวะผม

 

สาธุ...ขอให้ที่คิดไว้มันผิดทีเถอะ ถึงสวรรค์จะลงทัณฑ์สวี่เว่ยโจวด้วยการส่งผู้ชายมาเป็นเนื้อคู่ ก็อยากได้เมีย ไม่เอาผัวนะครับ ชายสวี่คนแมนขอร้อง

 

TO  BE  CONTINUE…

 

คำขอร้องของชายสวี่จะส่งไปถึงสวรรค์ หรือชายจิ่งจะไปพี่สวี่คนแมนไปถึงสวรรค์

 

ชอบแบบไหนก็เชียร์แบบนั้นครับ

 

 

ส่วนผม #ทีมอวี๋โจว 555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #19 banztzu1b (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 23:29
    ตอนไหนโจวจะเลิกกะแฟน ซะทีอ่าา~ฉันเบื่อพวกนางมาก เลิกให้หมดทึกคนซะ แล้วก็ ขอพรมแดงปูทางเดินให้จิ่งเกอจีบโจวด้วยค่ะ>_<
    #19
    0