ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 14 ความลับไม่มีในโลก (เพราะความรู้สึกผมคือ...ของจริง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    7 ม.ค. 60

ตอนที่ 14 ความลับไม่มีในโลก (เพราะความรู้สึกผมคือ...ของจริง)

 

“อืม..อรุณสวัสดิ์ครับ ตื่นนานยัง” ผมถามเบาๆ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่าคนที่ตัวเองนอนกอดมาทั้งคืนกำลังนั่งกุมขมับอยู่

 

“พึ่งตื่น” เจ้าตัวตอบสั้นๆ ก่อนจะเอนตัวลงนอนเหมือนเดิม แต่ขยับออกห่างจากผมเล็กน้อย ซึ่งผมก็ปล่อยแต่โดยดี เพราะไม่อยากจะไปรุกมากให้เขากลัว (อันนี้เรียกหลอกเด็กหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ)

 

“ท่าทางไม่ค่อยดีนะเรา ปวดหัวหรือครับ”

 

“.....แฮ้งค์อ่ะ” เขาบอกก่อนจะดึงผ้าห่มที่ร่นไปกองที่เอวขึ้นมาห่มไว้เหมือนเดิม ซึ่งนั่นดีต่อทั้งผมและตัวเขาเองมาก เพราะรู้ว่าใต้เสื้อชุดนอนของผมที่ยาวลงมาคลุมสะโพกนั้น...มีแค่บ๊อกเซอร์ตัวเดียว

 

แค่คิดถึงภาพนั้น จิตใต้สำนึกก็เรียกร้องให้ทำแต่เรื่องผิดศีลธรรมอยู่นั่นแหละ โอ๊ย!!! ผมจะบ้าตาย อันตรายชะมัด ผมควรลุกออกไปจากเตียงเสียก่อนที่จะห้ามใจตัวเองไม่ไหว ทีนี้แหละแทนที่จะจีบติด กลายเป็นต้องถูกเกลียดตลอดชีวิตแน่

 

“ถ้าอย่างนั้นนอนไปก่อนแล้วกัน พี่ทำข้าวต้มร้อนๆ มาให้กินดีไหมครับ หรือโจวโจวอยากกินอย่างอื่น”

 

“อะไรก็ได้” คนเมาค้างบอกก่อนจะหลับตาลง ทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้ นึกถึงรางวัลที่เขายินยอมออกปากให้แบบไม่รู้ตัวเมื่อคืน เผลอจ้องริมฝีปากสีแดงนุ่มนิ่มที่ได้สัมผัสอย่างแนบชิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเขาหลับไป

 

ก็ครั้งเดียวมันไม่พอนี่ครับ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้ขัดขืน ผมเลยห้ามใจไม่ไหว ถ้าเว่ยหลางมันรู้ว่าผมเอาเปรียบน้องมันนะ...ไม่เอาๆ อย่าพึ่งไปคิดเลย เสียบรรยากาศหมด

 

“เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่มาเรียกนะ” ผมบอกก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากของคนที่นอนหลับตานิ่งอยู่เบาๆ จนเจ้าตัวลืมตาขึ้นมาจ้องผมตาโตพลางอ้าปากค้าง

 

“เมื่อกี้ทำอะไร” ถามเสียงห้าวมาเชียว

 

“จูบอรุณสวัสดิ์ไงครับ” ผมตอบความจริง ไม่อยากโกหกเพราะคิดว่าเขารู้อยู่แล้วล่ะ แถไปจะโดนกัดจนเจ็บตัวเสียเปล่าๆ ปากยิ่งร้ายๆ อยู่ด้วย

 

“เกอเกอแค่พูดเฉยๆ ก็พอ ทฤษฎีอย่างเดียวไม่ต้องปฏิบัติ ผมเป็นคนจีน ธรรมเนียมฝรั่งผมไม่ชิน” เจ้าตัวบอกเสียงดุ แต่หน้ากลับแดงนิดๆ ไม่รู้ว่าเขินหรือโกรธ แต่ดูจากท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว...คงไม่ใช่โกรธหรอก

 

เอาละ..ถือว่าการรุกเนื้อคู่ตัวเองพัฒนาไปอีกก้าว ผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร แค่หัวเราะเบาๆ และลุกขึ้นจากเตียง คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำ

 

เมื่อคืนไม่ได้ใส่เสื้อนอน พอดีเอาชุดนอนไปให้โจวโจวใส่เขาดันไม่เอากางเกง บอกว่ามันผมก็เลยใส่เสียเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหนาวอะไรหรอกครับ ถึงจะเป็นหน้าหนาวก็เถอะ เพราะนอกจากเปิดฮีทเตอร์แล้ว ยังมีทั้งผ้าห่มและคนตัวอุ่นๆ ให้นอนกอด

 

 

 

 

ออกมาจากห้องน้ำ คนที่โวยวายอยู่เมื่อกี้หลับไปอีกรอบแล้ว ผมก็ออกไปทำข้าวต้มร้อนๆ และออกไปซื้อยาแก้อาการเมาค้างที่ร้านขายยาข้างคอนโดฯ มาให้เขา

 

“โจวโจวครับลุกไหวยัง ไปล้างหน้าครับเดี๋ยวออกไปกินข้าวกัน หรือให้พี่ยกมาให้ที่นี่ดี”

 

“เดี๋ยวผมออกไปกินเอง” คนตัวบางตอบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินหายออกไปจากห้องนอนผม สักพักเขาก็ออกจากห้องตัวเองมาที่โต๊ะอาหารด้วยหน้าตาที่สดใสกว่าเดิมเยอะ พร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ เราสองคนนั่งทานข้าวกันไปเงียบๆ

 

“เออ..เมื่อคืนจิ่งอวี๋เกอเกอขออะไรผมอ่ะ นึกไม่ออก” เมื่อนึกได้เจ้าตัวก็ถามออกมา ผมไม่รู้จะตอบยังไงเลยทีนี้

 

“จำไม่ได้หรือครับ”

 

“อือ..เวลาเมาแล้วความจำมันชอบโดดหายอ่ะ”

 

“จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” ดีแล้วจะได้ไม่ระแวงผมไง

 

“อ้าว..จำไม่ได้แล้วผมจะให้เกอเกอได้ไงอ่ะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ เอาไว้ถ้าพี่อยากได้อีก พี่จะทำตัวดีๆ แบบที่โจวโจวชอบ แล้วค่อยขอใหม่ก็ได้ ดีไหม” ผมไม่บอกว่าเขาให้มาแล้ว คุ้มค่ามากๆ เลยด้วย แต่กลับตอบออกไปแบบเข้าข้างตัวเอง

 

“ก็แล้วแต่ แต่ครั้งนี้อย่ามาหาว่าผมเบี้ยวแล้วกัน” เจ้าตัวพูดพลางยักไหล่

 

“โจวโจวก็ไม่ได้เบี้ยวพี่สักหน่อยนี่ครับ” ผมบอกเบาๆ เมื่อคืนผมได้มากกว่าที่ขอเสียอีก คือขอแค่ครั้งเดียว แต่จูบไปหลายทีมาก คุณลองดูริมฝีปากเขาสิครับ มันน่าจูบแค่ไหน

 

“ยิ้มอะไรเกอเกอ ข้างล่างเขามียาแก้บ้าขายไหม เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้” แหม..ปากแบบนี้มันน่าจูบดึงหมาออกมาเสียจริงๆ นะ

 

“ก็พี่อารมณ์ดี จะยิ้มบ้างไม่ได้หรือไงครับ”

 

“ยิ้มแบบไม่มีเหตุผลนี่ เพื่อนๆ ผมเรียกว่า บ้า อ่ะ” คนตรงหน้าบอก ก่อนจะยกข้าวต้มขึ้นเป่าและส่งเข้าปาก

 

“ปิดเทอมกลับไปอยู่บ้านไหมครับ หรือจะอยู่ที่นี่”

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอสะดวกไหม” เว่ยโจวเงยหน้าจากชามข้าวต้มขึ้นมาถามด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ากังวล

 

“อยากให้อยู่ครับ” ผมตอบยิ้มๆ

 

“เห็นถาม นึกว่าจะไล่”

 

“มองพี่แง่ร้ายจัง” ผมบ่นเบาๆ

 

“จะไปรู้เหรอ เผื่อเกอเกออยากพาแฟนมาบ้างอะไรบ้าง”

 

“ก็...ไม่รู้เขาจะยอมเป็นแฟนด้วยหรือเปล่า กำลังพยายามจีบอยู่”

 

“ใครกันนะช่างโชคร้าย” เจ้าตัวพูดล้อผมยิ้มๆ คงไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็น...ผู้โชคร้าย

 

“พี่ดูแย่ในสายตาโจวโจวขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมถามเสียงตึงขึ้นนิดหน่อย

 

“โหย...เกอเกอ อย่างอนสิ ผมพูดเล่น จิ่งอวี๋เกอเกอของผมออกจะหล่อลาก ฐานะก็ดี ทำกับข้าวก็เก่ง งานบ้านก็เป๊ะเว่อร์ แถมยังมีอนาคตไกล ช่างเอาอกเอาใจอีกต่างหาก ใครได้ไปเป็นสามีสบายไปตลอดชาติอ่ะ ถึงจริงๆ แล้วจะแอบกวนประสาทไปบ้างก็เถอะ” เจ้าตัวพูดง้องอนยกยอในตอนแรก แต่ตอนท้ายไม่วายแอบกัดผมแบบเสียงดังฟังชัดไม่คิดประหยัดถ้อยคำเลยสักนิด ปากอย่างนี้มันน่ากัดคืนไหมครับ เดี๋ยวเถอะ

 

“โจวโจวคิดว่าเขาจะตกลงเป็นแฟนกับพี่ไหม”

 

“ชัวร์อยู่แล้ว เกอเกอโปรไฟล์เลิศขนาดนี้ ลุยจีบเต็มที่เลย เสร็จแน่ ไปไหนไม่รอด ฮ่าๆ ” เจ้าตัวบอกยิ้มๆ และตักข้าวต้มเข้าปาก

 

“นั่นสินะ เพราะพี่ก็ไม่ปล่อยให้เขารอดไปแน่” ผมบอกก่อนจะจ้องหน้า สบตาคู่โตของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม

 

“อะไร มองผมทำไม”

 

“พี่ชอบมองเวลาโจวโจวกินข้าวน่ะ เห็นคนกินอาหารที่เราทำแล้วมีความสุข พี่ก็ดีใจ เลยอยากมอง”

 

“ดี ถ้าอย่างนั้นเกอเกอก็ทำทุกวันนะ ผมจะนั่งกินให้มองทุกวันเลย วินๆ ” เจ้าตัวบอกยิ้มๆ ที่พูดออกมาเขาคงจะไม่ได้คิดอะไร แต่ผมน่ะคิดไปไกลมาก ยิ้มจนแก้มแทบฉีก

 

เฮ้อ...หวงจิ่งอวี๋เอ๊ย นายนี่ทำตัวเหมือนคนพึ่งเคยมีความรักครั้งแรกไปได้

 

“ผมไม่ได้อยู่ตลอดนะ คงไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับที่นี่อ่ะ ปิดเทอมแล้วไม่กลับไปเลยเดี๋ยวแม่บ่น จะกลับไปอ้อนเว่ยซื่อเกอเกอด้วย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอ มัวแต่ยุ่งเรื่องสอบ”

 

“วันนี้ไปกันไหมครับ ไปกินข้าวที่บ้านกันแล้วนอนค้าง พรุ่งนี้ค่อยกลับมา”

 

“ผมไปคนเดียวได้ เกอเกอไม่ทำงานหรือไงพรุ่งนี้อ่ะ”

 

“พี่ก็มาตอนเช้าไงครับ เอาสองล้อไปแป๊บเดียวก็ถึง แล้วไม่ต้องกลัวรถติดด้วย พี่ให้เวลาคิดนะ”

 

“ไม่ต้องคิดอ่ะ ถ้าเอาสองล้อไป ตกลงเลย” เจ้าตัวตอบยิ้มๆ ก่อนจะรีบตักข้าวในถ้วยทานจนหมด ทำท่าจะลุกเก็บให้ แต่ผมบอกว่าไม่ต้อง เห็นตอนล้างมะเขือเทศวันนั้นแล้ว....ผมทำเองน่าจะดีกว่า

 

“กินยานี่ก่อนพี่ไปซื้อมาให้ น่าจะช่วยได้ จะได้ไม่ปวดหัว”

 

“ยาอะไรอ่ะ”

 

“ยาแก้เมาค้างครับ”

 

“พึ่งรู้ว่ามันมีขายด้วย” อีกฝ่ายบอกเอื้อมมือมารับยาที่ผมส่งให้ไปกินแต่โดยดี

 

“ไปแต่งตัวไป เดี๋ยวพี่โทรหาแม่สักหน่อยว่าจะเอาอะไรหรือเปล่า” ผมพูดจบเขาก็พยักหน้าแล้วเดินกลับไปที่ห้องตัวเอง

 

 

 

 

แม้จะแอบเสียดายที่วันนี้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง แต่นะอีกหน่อยก็ได้อยู่กันทั้งชีวิตนี่ครับ แค่วันเดียวจะไปสนใจทำไม หวังน้ำบ่อหน้าแบบลึกๆ ดีกว่า

 

เอ่อ...ความคิดตัวเองชักจะเจ้าเล่ห์น่ากลัวขึ้นทุกวัน เว่ยหลางมันจะยกน้องชายให้ผมไหมยังไม่รู้เลย นั่นปัญหาใหญ่เลยนะ หมอนั่นยิ่งหวงน้องคนเล็กอยู่ด้วย

 

หยิบมือถือออกมายังไม่ทันโทรหาแม่ คนที่ผมกำลังนึกถึงอยู่ก็โทรเข้ามาเสียก่อน ตายยากจริง

 

“เออ ว่าไงวะ”

 

[ฉันจะลงไปเซี่ยงไฮ้ นายอยากได้อะไรจากทางนี้ไหม]

 

“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวถามน้องก่อน นายจะมาวันไหน” ผมถามเพื่อนขณะเดินไปที่ห้องของน้องชายเว่ยหลาง

 

[ก็คงถึงบ่ายๆ วันนี้แหละ จองตั๋วไฟล์ทบ่ายไว้ ต้องเคลียร์ธุระทางนี้ก่อนอีกนิดหน่อย] เพื่อนตอบมาพอดีกับที่ผมเดินถึงห้องเว่ยโจว

 

“โจวโจวครับ เว่ยหลางจะลงมาเซี่ยงไฮ้ โจวโจวอยากได้อะไรไหม”

 

“ขอผมคุยหน่อยสิ” คนในห้องรีบวิ่งมาหาทำหน้าอ้อนใส่ เหมือนเวลาที่เขาชอบทำกับเว่ยหลาง ตอนนั้นผมอิจฉาเพื่อนนะ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะเขาอ้อนผมและอยู่กับผมมากกว่าอ้อนเพื่อนเสียอีก(เป็นเอามากแล้วผมนี่)

 

ยื่นมือถือตัวเองให้ คนตรงหน้า อีกฝ่ายยิ้มหวานส่งมา ก่อนจะรับมือถือไปออดอ้อนพี่ชายต่อ

 

“เว่ยหลางเกอเกอครับ โจวอยากได้...” แล้วเจ้าตัวก็ร่ายรายการยาวจนผมฟังแทบไม่ทัน ผมว่าเพื่อนผมคงเสียค่าน้ำหนักสัมภาระขึ้นเครื่องบินจนตัวเอียงแน่ รายการยาวเสียขนาดนั้น

 

จากนั้นผมก็เดินกลับไปที่ห้องตัวเองเพื่อเตรียมตัวบ้าง ออกมาจากห้องพบว่าน้องชายเพื่อนแต่งตัวพร้อมรบรออยู่ที่โซฟาแล้ว พอเห็นผมออกมาเจ้าตัวก็ส่งมือถือคืนให้

 

“พี่ยังไม่ได้ถามแม่เลยว่าอยากได้อะไรไหม”

 

“เอาไว้ถ้าแม่จะเอาอะไร ค่อยยืมรถเว่ยซื่อเกอเกอออกมาซื้อก็ได้มั้ง ไปสองล้อไม่อยากถือของอ่ะ เกะกะ” เว่ยโจวบอก และยื่นมือมายัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ให้ผมเสร็จสรรพ

 

คือจะว่าผมลามกคิดลึกอะไรเกินไปหรือเปล่า เพราะตอนที่อีกฝ่ายยื่นมือมา มือเขามันใกล้ ตรงนั้น’ มากจนผมตกใจ คิดไปถึงไหนต่อไหนเลย

 

“เป็นไรเกอเกอ” เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองผมงงๆ ที่ผมเกือบจะเบี่ยงตัวหนี ตอนที่เขาเหน็บมือถือใส่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าให้

 

“เปล่าครับ พี่คันหลัง” ผมตอบก่อนจะทำท่าเอี้ยวตัวเอื้อมไปเกาหลัง

 

“ตรงไหนอ่ะ เกาถึงเหรอ” เว่ยโจวถามก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลังและเกาให้ผมเบาๆ

 

“ตรงนี้เหรอ”

 

“ไม่ใช่ ขยับไปอีกนิด” ความจริงไม่ได้คันหรอกแต่ก็เพลินดีแฮะ

 

“ตรงนี้ป่ะ”

 

“ตรงนี้แหละ แต่ต่ำลงอีกหน่อย” ผมบอกก่อนมืออุ่นๆ นั่นจะเปลี่ยนที่ไปตามตำแหน่งที่ผมบอก เจ้าตัวเกาไปก็ชะโงกหน้ามายิ้มให้ จนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมากข้างซ้าย โอย..น่ารักไปแล้วเจ้าลูกแมวน้อย

 

“หายยัง”

 

“อะ..อืม...ครับ หายแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวสายกว่านี้รถจะติด” และตอนนี้พี่ก็ชักทำตัวไม่ถูก ไม่อยากไปไหนละครับ อยากหาเรื่องนอนกอดเหมือนเมื่อวานอีก คิดอกุศลกับน้องชายเพื่อนไปเรื่อยเปื่อย ไม่ดีๆ

 

 

 

 

พอลงไปถึงลานจอดรถเขาก็รับกระเป๋าใบเล็กของผมไปสะพาย ส่วนของเจ้าตัวน่ะไม่มีหรอก เอากลับแค่มือถือกับกระเป๋าสตางค์

 

“ผมเอากระเป๋าสตางค์กับมือถือฝากใส่กระเป๋าเกอเกอนะ เดี๋ยวมันหล่นหาย” เขาขออนุญาต ผมพยักหน้าส่งให้นิดหน่อยก่อนจะหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวม จัดการกับกระเป๋าเรียบร้อยเจ้าแมวแสบก็หยิบหมวกของตัวเองขึ้นมาสวมบ้าง จากนั้นก็สวมถุงมือเป็นอันพร้อมเดินทาง

 

พอสตาร์ทรถเสร็จคนตัวบางก็ขึ้นซ้อนท้ายอย่างคล่องแคล่วผมดึงมือของคนด้านหลังให้เอื้อมมากอดเอวไว้เหมือนเดิม แต่เจ้าตัวดึงออกจนผมหันกลับไปมองว่าเขาโกรธหรือเปล่าที่ผมทำแบบนั้น

 

“ออกนอกคอนโดฯ ค่อยเกาะเอวได้ป่ะเกอเกอ เกาะตอนนี้เลยคนมองกันทั้งคอนโดฯ ผมยังไม่ด้านพออ่ะ” เจ้าตัวบอกก่อนจะถอยกลับไปเกาะไหล่ผมไว้ ตกใจหมดคิดว่าโกรธเสียอีก ผมเลยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าแล้วออกรถทันที

 

ออกมาจากคอนโดฯ จนถึงไฟแดงแรก มือเรียวก็ยังไม่ยอมเลื่อนมาเกาะเอว อย่ามาทำเนียนเสียให้ยาก ผมจับมือที่เกาะไหล่ให้เลื่อนมาเกาะที่เอวเหมือนทุกครั้ง

 

และก็เหมือนเดิมครับ เขาไม่กอดจนแนบชิด แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางอยากเหวี่ยงอยากโวยเหมือนที่แล้วๆ มา นั่งเกาะเอวผมไปตลอดทาง สงสัยจะเริ่มชิน

 

 

 

 

ขับขี่ไปครึ่งชั่วโมงกว่าก็มาถึงบ้าน ดีที่วันนี้ถนนค่อนข้างโล่งเลยทำความเร็วได้หน่อย อีกอย่างก็ไม่ค่อยเจอรถติดเพราะใช้มอเตอร์ไซค์ซิกแซ็กเอาได้ ถ้าเอาเมียหลวง(ที่เว่ยโจวเขาเรียก)มาละก็ ป่านนี้คงพึ่งได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น

 

“คิดยังไงถึงเอาคันนี้มากันล่ะ” พ่อที่นั่งอยู่ซุ้มหน้าบ้านถามขึ้น เมื่อเห็นว่าผมขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่เข้าบ้าน

 

“ก็เห็นเขาชอบ แต่พ่อไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ได้ขี่เร็วหรอก มาเรื่อยๆ ” ผมตอบพลางก้มหัวทำความเคารพ

 

“เอาอกเอาใจกันอย่างนี้สินะ เจ้าตัวแสบถึงไม่ยอมห่างเลยน่ะ ฮ่าๆ ” พ่อเว่ยหลางพูดจบก็หัวเราะ แต่ผมรู้สึกผิดอย่างไรก็ไม่รู้ครับ

 

ทำไมเว่ยโจวต้องเป็นลูกพ่อกับแม่ เป็นน้องของเว่ยหลางด้วยวะ แค่เนื้อคู่ผมเป็นผู้ชาย(ที่โคตรน่ารัก)ก็จีบยากพออยู่แล้ว พอมาเป็นคนในครอบครัวที่สนิทแถมดีกับเราทุกอย่าง มันยิ่งยากกว่าเดิมขึ้นเยอะเลย เฮ้อ...เครียด

 

“เป็นไรเกอเกอ ทำหน้าอย่างกับจะตาย” คนที่เป็นต้นเหตุแห่งความเครียดหันมามองหน้าผมแล้วก็ออกปากถาม

 

“ก็ใกล้แล้วแหละครับ”

 

“ปากอ่ะ เข้าบ้านกัน พ่อ..โจวเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” คนข้างๆ หันมาดุผม ก่อนจะหันไปบอกพ่อตัวเอง และลากผมติดมือเข้าบ้านด้วย

 

“แม่ครับ โจวคิดถึงจังเลย” เมื่อเห็นหน้าคุณแม่ยังสวยที่นั่งดูทีวีอยู่ ไอ้แมวซนก็ลืมผมทันที วิ่งหน้าตั้งเข้าไปกอด ออดอ้อนแม่เขา แต่ก็นะ..น่ารักดีครับ ผมมองไปก็ยิ้มไป

 

“สวัสดีครับแม่ สวัสดีป้าหยงด้วยนะครับ” พูดจบก็นั่งลงด้านข้าง รับน้ำเย็นที่ป้าหยงเอามาให้และไม่ลืมขอบคุณ

 

“ปิดเทอมแล้วสิน้องโจวน่ะ”

 

“ปิดแล้วครับ”

 

“แล้วน้องโจวจะกลับมาอยู่บ้านหรือเปล่าลูก” พอแม่ถามจบ ผมก็หันไปมองหน้าคนถูกถามทันที เห็นท่าทางเขาออดอ้อนแม่แบบนี้ กลัวคำตอบครับ กลัวว่าเขาจะไม่กลับไปกับผมอ่ะ

 

“อยู่สิครับ โจวคิดถึงแม่จะตาย” เฮ้อ..ว่าแล้วเชียว

 

“แต่ไม่ได้อยู่ทุกวันนะ ไปๆ มาๆ บางทีโจวก็มีกิจกรรมหรือธุระที่มหาวิทยาลัยอ่ะครับ อยู่กับจิ่งอวี๋เกอเกอสะดวกกว่า” คราวนี้ทำเอาผมยิ้มออก

 

“รบกวนจิ่งอวี๋หรือเปล่าลูก”

 

“ไม่หรอกครับ ผมก็อยากให้น้องอยู่ คือ...พอมีคนมาอยู่ด้วยแล้วเขาไม่อยู่ มันไม่ชินน่ะครับแม่” เกือบไปแล้ว

 

“แล้วก็บอกไม่เหงานะเราน่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ให้น้องโจวไปอยู่เป็นเพื่อนนั่นแหละดีแล้ว” โล่งอกจนแทบจะถอนหายใจอย่างลืมตัวเลยครับ ดีที่ยั้งไว้ทัน

 

“กลางวันนี้มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษกันไหมจ๊ะ”

 

“อะไรก็ได้ครับ” ผมและคนตัวบางตอบพร้อมกันจนแม่หัวเราะ

 

“แม่ทำอะไรก็อร่อยอ่ะ โจวชอบทุกอย่างเลย” ไอ้แมวแสบมันออดอ้อน

 

จากนั้นพวกเราก็ขึ้นข้างบนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเข้าห้องเว่ยหลางไปหาเสื้อผ้าเปลี่ยน เว่ยโจวเขาก็เข้าห้องเขา ลงไปเจอกันอีกทีข้างล่าง

 

ตอนนี้แม่เข้าครัวไปแล้วครับ หน้าทีวีมีเว่ยซื่อที่คาดว่าพึ่งจะกลับมาจากข้างนอกนั่งอยู่บนโซฟา โดยมีน้องเล็กนอนหนุนตักอยู่ แอบขัดใจเบาๆ แต่เขาก็พี่น้องกัน ผมจะไปหึงหวงให้มันได้อะไรขึ้นมาเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเอง

 

“หึงเหรอเกอเกอ จ้องซะผมกลัวเลย” เว่ยซื่อที่หันมามองหน้าผมถามขึ้นทำเอาผมชะงัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแซวขำๆ หรือว่ารู้ทันผมจริงๆ

 

“น่ารักเนอะเกอเกอ น้องใครก็ไม่รู้” เว่ยซื่อพูดพลางก้มลงมองหน้าคนหลับ เจ้าแมวซนตัวนี้นี่ทำคนหลงกันทั้งบ้านจริงๆ (ลามมาถึงผมด้วยแล้วในตอนนี้)

 

“เดี๋ยวนี้หวานกันแล้วสิ เมื่อกี้ผมขับรถตามหลังมาไวๆ เห็นนั่งกอดกันกลม” เจอแซวแบบนี้ผมเลยตอบอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่งยิ้มไปให้และนั่งลงร่วมวง

 

 

 

 

ผมกับเว่ยซื่อก็นั่งคุยเรื่องรถ เรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องเศรษฐกิจกันไปเรื่อยเปื่อย คนที่นอนหนุนตักอีกฝ่ายก็หลับเป็นตาย สงสัยจะเพลียฤทธิ์แอลกอฮอล์ จนถึงเที่ยงพี่เว่ยเทียนกับอี้หลินก็มาทานข้าวด้วยกัน

 

“น้องโจว ตื่นได้แล้วลูกมากินข้าวกัน อะไรเนี่ยเด็กคนนี้ ไม่รู้จักขึ้นไปนอนบนห้องดีๆ แบบนี้พี่เว่ยซื่อเขาก็หนักแย่” แม่บ่นเบาๆ ไม่จริงจังนัก

 

“ก็นอนตรงนี้มันสบายดีนี่นา” เจ้าตัวบอกพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ส่วนเว่ยซื่อเดินออกไปตามพ่อที่ยังอยู่ข้างนอกให้เข้ามาทานข้าวพร้อมกัน

 

 

 

 

“เรื่องเตรียมงานไปถึงไหนแล้วล่ะเว่ยเทียน” ระหว่างทานข้าวกลางวันก็คุยเรื่องในบ้านกันตามปกติ พ่อถามถึงงานแต่งของพี่เว่ยเทียนที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า

 

“เรียบร้อยเกือบทุกอย่างแล้วครับพ่อ ที่ค้างอยู่ก็รอให้เว่ยหลางเขามาช่วยจัดการต่อครับ” พี่เว่ยเทียนเงยหน้าขึ้นตอบ อาชีพหมอก็แบบนี้จะเอาเวลาว่างมาจากไหนนักหนา เพื่อนผมเลยต้องมาช่วยเตรียมงานต่อ

 

ทีแรกคนที่ไม่รู้เขาคิดกันว่าเพื่อนผมเป็นเจ้าบ่าวเสียอย่างนั้น เพราะบางวันเว่ยหลางมันเป็นคนขับรถพาอี้หลินไปเชิญผู้ใหญ่ พวกผมนี่ฮากันจะตาย

 

“แล้วตกลงว่าเพื่อนเจ้าบ่าวน่ะ ใครจะเป็น หรือว่าเป็นกันทั้งสามคน”

 

“แม่ครับพอเลย ผมใต้โต๊ะกับจิ่งอวี๋เกอเกอไว้แล้ว ให้เว่ยหลางเกอเกอไปคนเดียวเลย ผมกับจิ่งอวี๋เกอเกอไม่ไปด้วยหรอก” คนที่นั่งถัดจากผมรีบโบ้ยให้คนที่ไม่อยู่ร่วมโต๊ะ ทำดีมากเว่ยซื่อ เดี๋ยวพี่ตบรางวัลนะไอ้น้อง

 

“นั่นแหละครับ” พี่เว่ยเทียนพยักหน้าเห็นตามด้วย

 

“แล้วของอี้หลินล่ะลูก”

 

“อยากได้โจวโจวเป็นเพื่อนเจ้าสาวอ่ะค่ะแม่” เพื่อนสาวผมตอบ ทำเอาคนที่ถูกเล็งไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวถึงกับสำลักข้าว

 

“พี่อี้หลินอ่ะ โจวเป็นผู้ชายโว้ย ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวเสียหายหลายแสนเลยนะนั่น” เจ้าตัวบอกหลังจากที่ควบคุมตัวเองได้แล้ว ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะ

 

“ก็น่ารักกว่าเพื่อนสาวๆ ของพี่อีกนี่นา โอเคๆ ถ้าอย่างนั้นให้โจวโจวรอรับดอกไม้อย่างเดียวก็พอ” อี้หลินพูดเมื่อเห็นว่าน้องรักสุดสวาทของตัวเองเริ่มหน้างอ พูดจบทุกคนก็หัวเราะอีกรอบ

 

“มีชุดงานกลางคืนกันหรือยัง”

 

“ของผมกับน้องกะว่ารอเว่ยหลางมาถึงบ่ายนี้ แล้วจะออกไปดูด้วยกันน่ะครับ” ผมตอบ ความจริงก็อยากไปกับน้องแค่สองคนนะ แต่เว่ยหลางมันดันบอกว่าให้รอไปพร้อมกัน อดเลย

 

จัดการของหวานเรียบร้อยเว่ยซื่อก็ไปส่งพ่อออกไปสนามกอล์ฟ แม่ก็ง่วนอยู่ในครัวกับป้าหยง พี่เว่ยเทียนกับอี้หลินแยกกลับบ้านไปธุระกันต่อ ผมกับเว่ยโจวก็เลยตกลงกันว่าจะขึ้นไปนอนที่ห้องของน้องเล็ก ห้องนี้แดดจะส่องตอนเช้าครับ แต่ตอนบ่ายสบายหายห่วงมาก

 

ทีแรกเขาไม่ยอมให้ผมนอนด้วยนะ แต่พอผมบอกว่าเปิดฮีทเตอร์ห้องเดียวไม่เปลือง ก็เลยได้เข้าไปนอนด้วยกันสมใจ บอกแล้วใช่ไหมครับว่าอย่ามองคนที่ภายนอก ผมไม่ใช่พระเอกแสนดีอย่างที่ใครๆ คิดหรอก

 

ไอ้ที่พยายามเอาอกเอาใจนั้นก็เพราะอยากดูแล(และหลอกให้เขาไว้ใจ)เท่านั้นเข้าห้องได้ก็จองเตียงคนละฝั่ง คนข้างผมหลับไปแล้ว นอนได้นอนดีจริงๆ เจ้าแมวขี้เซา

 

ส่วนผมก็นอนตะแคงหันหน้าไปหาและมองหน้าอีกคนตอนหลับ ตอนเขานอนหลับโคตรน่ารักเลย

 

เอื้อมมือไปยังไม่ทันได้สัมผัสผิวแก้มเนียนๆ นั่นก็เป็นอันต้องชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อมือถือของผมกรีดเสียงร้อง ใครโทรมาอะไรตอนนี้...ขัดใจจริง

 

แต่พอเห็นเบอร์ก็ต้องรีบกดรับและลุกออกไปคุยข้างนอก กลัวว่าถ้าเสียงดังเดี๋ยวไอ้แมวแสบมันจะงอแงใส่อีก ปากแบบนั้นไม่อยากเสี่ยงให้โดนเหวี่ยงครับ ปลอดภัยไว้ก่อน

 

 

 

 

“ว่ายังไงจิ่งเถียน”

 

[จะโทรมาถามว่าช่วงนี้มีแฟนเหรอพี่สาวฝาแฝดยิงมาตรงแบบไม่มีอ้อมค้อม เล่นเอาผมอึ้งไปเลย

 

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

 

[ไม่รู้เหมือนกัน แค่ความรู้สึกมันบอกว่าต้องมีอะไรสักอย่างหวงจิ่งเถียนพูดอย่างมั่นใจ แฝดนี่มันจะเซนส์ดีเกินไปหรือเปล่าอ่ะครับ

 

“ก็กำลังจีบเขาอยู่”

 

[ผู้ชายใช่ป่ะรู้ไปถึงนั่น

 

“ฉู่เซิงบอกเหรอ” ผมถาม เพราะถ้าจะรู้มาจากใคร ก็ต้องหมอนั่นแหละ

 

[อ้าว ฉู่เซิงรู้ด้วยเหรอ อย่างนั้นไปถามเขาดีกว่า ไว้คุยกันใหม่นะ คิดถึงจ้ะ]แล้วก็วางสายไปเลย พลาดแล้วสิผม ป่านนี้มือถือคุณชายฉู่คงดังระงมแล้วล่ะ

 

แล้วจิ่งเถียนเขาจะไปบอกพ่อกับแม่ไหมเนี่ย ว่าผมคงจะมีหลานสืบสกุลให้ไม่ได้แล้ว

 

เดินกลับเข้าห้องก็มุดตัวเข้าผ้าห่ม กอดคนที่นอนหลับสนิท และหลับตาตามอีกคนไปด้วย

 

 

 

 

มาตื่นอีกทีก็ตอนบ่าย เว่ยหลางกลับมาถึงบ้านก็เดินเข้ามาปลุกผมกับน้องให้ตื่น จากนั้นพวกเราก็ออกไปข้างนอกด้วยกันสามคน

 

ผมขับรถคันใหม่ของเว่ยซื่อออกจากบ้าน เพราะว่าวันนี้เพื่อนผมไม่ได้ขับรถยนต์มาจากปักกิ่งเหมือนอย่างเคย โดยมีเพื่อนนั่งหน้าไปด้วยกัน ส่วนน้องเล็กนั่งข้างหลัง

 

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูเพื่อนผมมันมองผมแบบจับผิดอย่างไรก็ไม่รู้ครับ อย่ามาเซนส์ดีแบบจิ่งเถียนอีกคนนึงเลย ผมยังไม่อยากเคลียร์ตอนนี้อ่ะครับ

 

 

 

 

 

ระหว่างที่เดินซื้อของเว่ยโจวเขาก็เดินควงคู่พี่ชายเขานั่นแหละครับ ออดอ้อนกันเหมือนปกติ เกอเกออย่างนั้น โจวอย่างนี้ น่าหมั่นไส้พอสมควร

 

และผมก็รู้สึกได้ว่าไม่ได้คิดไปเองจริงๆ เว่ยหลางมันเอาอกเอาใจน้องเล็กมันอย่างออกหน้าออกตามาก แถมยังชอบหันมามองผมบ่อยๆ ผมกับเพื่อนคนนี้ก็สนิทกันมากว่าครึ่งชีวิต ดูท่าว่าความรู้สึกของผม...สงสัยจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว

 

เอาเถอะวัดดวงกันไปถึงจะไม่ยอมยกให้ดีๆ ผมก็เอาจนได้นั่นแหละ ขอโทษนะโว้ยเว่ยหลาง น้องชายนายอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่ของฉันเอง ช่วยไม่ได้ว่ะ

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอ เสื้อตัวนี้ดูดีนะ” คนที่ผมกำลังมองอยู่หันมาชวนคุย และชี้ไปที่เสื้อสีชมพูตัวหนึ่ง

 

“ชอบเหรอ เอาไหมพี่ซื้อให้”

 

“ฉันซื้อให้น้องฉันได้” เว่ยหลางพูดแทรกขึ้นมา ดูจากท่าทางอีกฝ่าย มีแววผมจะต้องฝ่าพายุมาแต่ไกล

 

“เปล่า โจวว่ามันเหมาะกับจิ่งอวี๋เกอเกอต่างหาก เว่ยหลางเกอเกอก็รู้ว่าโจวไม่ชอบสีชมพู” คนตัวบางบอกผม ก่อนที่ประโยคหลังจะหันไปคุยกับพี่ชายตัวเอง

 

 

 

 

“โจวโจว...โจวโจวมาได้ไงเนี่ย” เสียงหวานๆ ดังขัดขึ้น ทำเอาพวกผมสามคนหันไปมองที่มาของเสียง พบว่าเป็นสาวน้อยรูปร่างบอบบาง หน้าตาสวย ผมยาวหยิกเป็นคลื่นทำสีน้ำตาลอ่อน แต่งตัวออกจะเปรี้ยวอยู่สักหน่อย

 

“อ้าว..ลี่อิงมายังไงครับ” ไอ้แมวแสบหันไปยิ้มหวานใส่ทันที เมื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาคล้องแขนตัวเอง เด็กสมัยนี้แรงจริงอะไรจริง ผมนึกว่าตัวเองยังอยู่เมืองนอกเลยนะครับเจอแบบนี้

 

“นี่เว่ยหลางเกอเกอกับพี่จิ่งอวี๋เกอเกอ พี่ชายโจวเอง” อย่างน้อยก็มารยาทดีละครับ น้องเขาก้มลงทำความเคารพผมกับเพื่อนสนิท

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอนี่ ใช่ที่เคยไปสอนที่ภาคการท่องเที่ยวหรือเปล่าคะ เห็นเพื่อนๆ ลี่อิงพูดถึงกันให้แซดเลย” ในทางที่ดีหรือไม่ดีหว่า

 

“พูดถึงว่ายังไงเหรอครับ” ผมถาม

 

“ก็บอกว่าหล่อมากและตัวสูงมาก แต่ก็จริงๆ อย่างที่เขาว่านะคะนี่” เธอพูดจบผมก็ส่งยิ้มหวานให้ผม ไม่คิดว่าจะมีเด็กต่างคณะรู้จักผมด้วย

 

“โห..ชมผู้ชายคนอื่นต่อหน้าต่อตา ไม่เกรงใจแฟนเลยอ่ะคนเรา โจวจะงอนแล้วนะ” เว่ยโจวหันไปออดอ้อนแฟน

 

เดี๋ยวนะ..แฟน!!! รู้สึกไม่ค่อยจะสบอารมณ์ขึ้นมานิดหน่อยครับ เป็นแฟนเขาหรือก็ยังไม่ใช่ บอกรักเขารึก็ยังไม่เคยพูด (อันเมื่อคืนไม่นับครับ เพราะว่าเขาคงไม่ได้ยิน) แต่ดันไปหึงหวงไอ้แมวแสบ ผมนี่เป็นผู้ชายที่แย่จริงๆ เลย

 

หันไปมองหน้าเว่ยหลางที่ยืนอยู่ข้างกันเงียบๆ ก็พบว่าอีกฝ่ายมองผมอยู่ก่อนแล้ว แถมส่งยิ้มกวนเบื้องบาทมาให้ เออ..ขำตายละ

 

และแล้วการเดินซื้อของก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากสามเป็นสี่คน เขาว่าเลขสี่เป็นเลขที่ไม่ดี ตอนนี้ผมชักจะเห็นด้วยขึ้นมาแล้วสิครับ ก็สองคนเขาเล่นเดินกอดแขนกันจิ๊จ๊ะจี๋จ๋า ผมกับเว่ยหลางนี่ถูกลืมไปเลย เดี๋ยวเถอะ..จะเอาคืนเสียให้เข็ด อย่าให้มีโอกาสเชียวนะสวี่เว่ยโจว

 

ซื้อของกันเสร็จแฟนสาวของเว่ยโจวเขาก็ขอตัวแยกไป ผมบอกว่าจะไปส่งเธอก็บอกว่าไม่ต้อง เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น พวกผมสามคนก็เลยพากันกลับบ้านเพื่อทานข้าวฝีมือแม่พร้อมกัน

 

 

 

 

ถึงบ้านผมก็เอาของขึ้นไปเก็บโดยมีเพื่อนสนิทเดินตามขึ้นไปด้วย ส่วนไอ้แมวหน้ามึนวิ่งปร๋อเข้าครัวไปแล้ว

 

“นายมานี่หน่อย” เรียกผมเสียงขรึมเชียว เอาครับเคลียร์ก็เคลียร์ เพราะผมไม่อยากอึดอัดทนเก็บไว้เหมือนกัน

 

 “แมนๆ เลยนะ นายคิดอะไรกับน้องฉันหรือเปล่าวะ” ตรงมาก ผมเงียบไปสักพักก่อนจะสบตาเพื่อนอย่างไม่คิดจะปิดบัง

 

“คิด” ผมตอบออกไป ตอนนี้เดาไม่ออกว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไร หรือว่าคิดอะไรอยู่

 

“โกรธเหรอวะ ฉันขอโทษนะ แต่..เลิกคิดไม่ได้จริงๆ ว่ะ” ผมบอกเมื่อเห็นว่าเพื่อนยังตีหน้าขรึมไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ

 

“ที่ว่าคิดนี่ นายคิดยังไงกับน้องฉัน”

 

“ก็..ฉันชอบน้องนาย หรืออาจจะรักเขาเข้าไปแล้วด้วย”

 

“โอ๊ย อยากจะบ้าตาย” เท่านั้นแหละเพื่อนผมก็โวยเสียงดัง ทำเอาผมเริ่มใจไม่ดี นี่ถ้าเว่ยหลางมันไปคบคิดกับพี่เว่ยเทียน กับเว่ยซื่อให้ขัดขวางผมนะ ไม่อยากจะคิดเลย แววอกหักมาแต่ไกลเชียว

 

“นายนี่แม่ง....โคตรมีกรรม ชอบใครไม่ชอบดันมาชอบโจวโจวเนี่ยนะ ไอ้สาวๆ ที่เขามาชอบเยอะแยะก็เสือกไม่เอา ถามจริง...จะไหวเหรอวะ” อ้าว..นึกว่าจะขัดขวาง

 

“มั่นใจว่าเอาอยู่”

 

“ไม่เห็นหรือไงว่าแฟนเจ้าโจวมันเยอะขนาดไหน แถมแต่ละคนก็ไม่ได้เรียบร้อยน่ารักสักเท่าไหร่หรอกนะโว้ย แรงๆ ทั้งนั้น วันนี้ที่เจอแค่เด็กๆ อีกอย่างน้องฉันก็ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วย ใครมาจีบเห็นทั้งด่า ทั้งท้าต่อยตี จนเขากระเจิงกันไปทุกราย ฉันว่านะ นายเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน นี่เตือนเพราะรักเพื่อนเลยนะโว้ย”

 

“ไม่ทันหรอกว่ะ ฉันเปลี่ยนใจไม่ทันหรอก ตอนนี้อ่ะให้เขาไปหมดใจแล้ว”

 

“เออ..ก็แล้วแต่อ่ะ พยายามเข้าแล้วกัน อกหักมาจะบอกแม่ให้เตรียมเมนูบัวบกไว้ให้แก้ช้ำใจ” อีกฝ่ายพูดยิ้มๆ ทำเอาใจผมมาเป็นกอง ด่านที่คิดว่าหินที่สุดผ่านไปได้ แค่นี้ก็ไม่กลัวอะไรแล้วครับ สมาชิกคนอื่นในบ้านเดี๋ยวผมติดสินบนให้อี้หลินช่วยเกลี้ยกล่อม

 

“ที่ฉันเตือนเพราะเป็นห่วงนาย อีกอย่างฉันหวงน้องชาย นายก็รู้ แต่ถ้านายกล้ายอมรับตรงๆ ว่าชอบเขา ฉันก็ไม่ขัดหรอก แต่จะมัวมาค่อยๆ ขยับแบบนี้ ไม่ได้แอ้มโจวโจวมันหรอกนะโว้ย” เว่ยหลางมันยุส่งครับ

 

“ถ้าไม่ใช่น้องนาย คิดว่าไอ้แมวแสบจะรอดมาจนป่านนี้หรือไง” ผมบอกออกไปอย่างที่คิด

 

“เออ รู้ จะทำอะไรก็ให้มันแต่พอดีแล้วกัน” แล้วก็เปลี่ยนเป็นหวงน้อง

 

“แสดงว่าฉันทำได้ใช่ป่ะ”

 

“คิดเอาเองสิโว้ย จะสามสิบแล้วนะ จะมาถามฉันทำไม เรื่องแฟนของน้องฉันไม่ยุ่งอยู่แล้ว อีกอย่างถ้าเป็นนายจีบเขาฉันยิ่งไม่ยุ่งเลย เจ้าโจวจะได้มีแฟนนิสัยดี แถมตกถังข้าวสารพร้อม ฮ่าๆ ” ดูมันคิดสิครับเพื่อนผม

 

“สรุปว่านายจะช่วยใช่ไหม”

 

“เรื่องอะไรจะช่วย เกิดจีบไม่ติดแล้วผิดใจกันขึ้นมาฉันก็ซวยสิ ไม่ยุ่งโว้ย”

 

“เออ..ไม่ช่วยก็ไม่ว่าหรอก แค่ไม่ขัดขวางก็ขอบใจจะแย่แล้ว” ผมบอกก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วถามกลับไปอีก

 

“นายว่าพ่อกับแม่เขาจะโกรธฉันหรือเปล่าวะ ถ้ารู้ว่าฉันคิดแบบนี้กับน้อง”

 

“พ่อแม่นายหรือพ่อแม่ฉัน”

 

“พ่อแม่นายสิวะ”

 

“โอ๊ย...ถ้ารู้ว่านายชอบเจ้าโจว คงบอกให้รีบมาขอเลยมั้งนั่นน่ะ” เพื่อนผมพูดจบก็หัวเราะ พอดีกับที่ประตูห้องถูกเคาะดังขึ้นสองครั้ง

 

“มัวคุยอะไรกันอยู่ หิวแล้ว แม่ให้มาตามไปกินข้าว” คนที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาเปิดประตูเข้ามาบอกพวกผมสองคน ก่อนจะเดินออกไปโดยเปิดประตูค้างไว้แบบนั้น ผมกับเว่ยหลางมองหน้ากันก่อนจะเดินตามลงไปกินข้าว

 

 

 

 

“จิ่งอวี๋ คืนนี้นอนกับฉันนะโว้ย มีเรื่องงานจะคุยด้วยว่ะ” เพื่อนผมบอกหลังจากที่เราออกมานั่งรับลมหนาวที่ซุ้มหน้าบ้าน มากันหมดทั้งพ่อ เว่ยหลาง เว่ยซื่อ เว่ยโจว แล้วก็ผม

 

“ดูเพื่อนดีๆ นะเกอเกอ เกิดตื่นขึ้นมาโผล่ที่ห้องโจวโจวอีก ผมจะให้มาสู่ขอน้องผมแล้วเนี่ย” เว่ยซื่อแซวแรง พลางเอามือขยี้ผมน้องชายคนเล็ก ที่นั่งออดอ้อนตัวติดกับคนพูดอยู่อีกฝั่ง เออ..อยากให้มาขอจริงไหมล่ะจะรีบมา

 

“เว่ยซื่อเกอเกอแซวว่ะ ติดพี่อี้หลินมาป่ะเนี่ย หรือจะลืมไปว่าน้องเป็นผู้ชาย งอนโว้ย” คนที่ตกเป็นประเด็นพูดงอนๆ แล้วเดินหนีเข้าบ้านไปเลยครับ ทำเอาคนที่เหลือฮากันทั้งโต๊ะ สมน้ำหน้าเว่ยซื่อ เดี๋ยวมันคงตามไปง้อทีหลังนั่นแหละ พี่น้องบ้านนี้เขาไม่ค่อยปล่อยให้น้องเล็กเขาโกรธนานๆ หรอก

 

พวกผมสี่คนก็นั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก็อพยพเข้าบ้าน เพราะหน้าหนาวมันยิ่งค่ำก็ยิ่งหนาว

 

 

 

 

“นายว่ามีงานจะคุยกับฉัน เรื่องอะไรวะ” ผมถามหลังจากที่ออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนของเพื่อน

 

“ไม่มีว่ะ ฉันแกล้งนายเฉยๆ ”

 

“สวี่เว่ยหลาง!!! กวนตีนนักนะ” คราวนี้ผมแทบอยากจะเตะเพื่อน แต่ไอ้คนหวงน้องนี่หัวเราะร่วนเลย บอกแล้วครับว่าปกติเวลาอยู่กับคนอื่นพวกผมจะนิ่งๆ พูดน้อยออกจะขรึมด้วยซ้ำ แต่พออยู่กับคนสนิททีไรทั้งอำทั้งด่ากันไม่ยั้ง

 

“นี่เรียกไม่ขัดขวางเหรอวะต”

 

“แหม..นอนกับฉันคืนเดียวนายจะตายเลยหรือไง นายจะไปนอนกับโจวโจวก็ไป ถ้าคิดว่าหมอนั่นจะเปิดห้องให้อ่ะนะ เจอเว่ยซื่อวางระเบิดไปเสียขนาดนั้น นายฝันไปเถอะ มานอนได้แล้วฉันจะปิดไฟ”หลังจากปิดไฟแล้วทั้งห้องเงียบสนิท

 

ผมนอนซุกผ้าห่ม คิดถึงหน้าคนที่นอนห้องฝั่งตรงข้าม (แล้วก็ขอร้องครับว่าอย่าคิดไปไกล ผมไม่ห่มผ้าผืนเดียวกับเว่ยหลางแน่ ของใครของมันครับ) เคลิ้มๆ เกือบจะหลับก็ได้ยินเสียงคนนอนข้างๆ พูดขึ้น

 

“พรุ่งนี้ฉันจะเข้าออฟฟิศด้วย ไปด้วยกันนี่แหละ เดี๋ยวเอารถเว่ยซื่อไป มอเตอร์ไซค์นายสลับให้หมอนั่นใช้ไปก่อน ตอนเย็นนายค่อยกลับมาเอารถมอเตอร์ไซค์ทีหลัง”

 

“อืม..”

 

“นายยังไม่ได้รวบหัวรวบหางน้องฉันใช่เปล่าวะ แค่สงสัย ตอบหรือไม่ตอบก็ได้”

 

“ทำไมถึงถามวะ”

 

“ดูจากท่าทางโจวโจว ฉันคิดว่ายัง แต่ถ้าดูจากท่าทางนายเวลามองน้องฉัน เหมือนจะกินเจ้าโจวมันเข้าไปอยู่แล้วนายรู้ตัวหรือเปล่า ดีที่โจวโจวมันไม่ค่อยสังเกต ยังไงก็อย่าเผลอบ่อยแล้วกัน พอเห็นหลายๆ ครั้งเข้า ฉันเลยชักไม่ค่อยแน่ใจว่าอยู่คอนโดฯ กันลำพังสองต่อสอง นายจะปล่อยน้องฉันรอดมือมาหรือเปล่า เลยลองถามดูเฉยๆ เมื่อก่อนก็ใช่ว่าโสดนานแบบนี้ หญิงไม่เคยขาด”

 

“คนนี้จริงจังนะโว้ย ไม่คิดเหมือนกันว่าจะรู้สึกแบบนี้กับใครได้อีก ตั้งแต่...นะ นายก็รู้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ชายยิ่งไม่เคยคิดเข้าไปใหญ่”

 

“เนื้อคู่ละมั้ง หึหึ นอนๆ ” จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ แต่คำว่า เนื้อคู่’ ที่เพื่อนพึ่งจะพูดออกไป ดังสะท้อนอยู่ในหูผมไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉู่เซิงมันทักว่า ผมจะได้เนื้อคู่เป็นแจ็คข้าวหลามตัด ผมคิดว่ายังไงก็ปฏิเสธเนื้อคู่ที่ถูกกำหนดมาให้เป็นเพศเดียวกันแน่ แต่ยิ่งอยู่ใกล้ชิดก็ยิ่งได้ค้นพบข้อดีของอีกฝ่าย การต่อต้านคัดค้านในใจมันเริ่มลดลงเรื่อยๆ

 

จนตอนนี้มีแต่ผมเป็นฝ่ายเรียกร้อง โหยหา(และหาวิธีโกงๆ )ให้เขามาอยู่ใกล้มากขึ้น หึงหวงกระทั่งกับพี่น้องแท้ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงดึงดูดของพรหมลิขิต หรือเพราะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นสวี่เว่ยโจวก็ไม่รู้

 

โอ๊ย..คิดอะไรเป็นสาวน้อยพึ่งริรักไปได้ นอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้าด้วย

 

TO  BE  CONTINUE…

 

 

ชายหวงเริ่มเข้าทางพี่ ผ่านด่านโหดสุดสวี่เว่ยหลางแล้วแบบนี้ชายสวี่จะรอดเร้อ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #18 banztzu1b (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 23:07
    รีบนะจิ่งเกอจัดการรวบซะ เอ้ยปราบให้อยู่ล่ะ
    นอนแล้วเหมือนกัน บายจิ่งเกอ
    #18
    0