ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 12 ปราบพยศแมวแสบ(ยกแรก)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    6 ม.ค. 60

ตอนที่ 12 ปราบพยศแมวแสบ(ยกแรก)

 

เช้าวันนั้นหลังจากที่อาบน้ำเรียบร้อยผมก็กลับเข้าไปในห้องที่ได้อาศัยนอนทั้งคืน คิดถึงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และไพ่เพียงใบเดียวที่พบในกระเป๋าสะพายใบนั้น

 

ผมสับสนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรดี ให้ลงไปเจอหน้าไอ้เด็กแสบตอนนี้มันรู้สึกแปลกๆ อย่างไรก็ไม่ทราบครับ คือความจริงก็แค่จูบเพราะอยากจะสั่งสอนไอ้เด็กปากเสียนั่นเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ

 

แต่พอผมเจอไพ่คิงข้าวหลามตัดเพียงใบเดียวเท่านั้นแหละ ความคิดมันเลยตีกันในหัวให้มั่วไปหมด เพราะจูบเมื่อตอนเช้ามันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจหรือขยะแขยง แต่มันกลับตรงกันข้ามต่างหาก ผมรู้สึกดีกับสัมผัสนั้น แล้วแบบนี้จะไม่ให้สับสนได้อย่างไรล่ะครับ

 

จะปรึกษาเว่ยหลางก็ไม่ได้เสียด้วย เดี๋ยวเพื่อนผมมันก็รู้หมดพอดีว่าเมื่อเช้าน้องมันเขินอะไร ดีไม่ดีเกิดมันไม่อยากให้น้องชายสุดที่รักเข้าชมรมชาวสีม่วงขึ้นมาเหมือนอย่างที่เคยออกปากแซว ผมก็เสียเพื่อนกันพอดี คงจะมีแค่คนเดียวที่ผมจะคุยด้วยได้ตอนนี้

 

[นายมีอะไรแต่เช้าวะ ฉันยังไม่ตื่น] เสียงที่ฟังดูเหมือนยังงัวเงียตอบมาตามสาย เมื่อผมกดโทรออกไปเพียงไม่นานนัก บอกไม่ตื่นแต่รับสายเนี่ยนะ แถมนี่มันก็เกือบจะแปดโมงครึ่งอยู่แล้วด้วย            

 

“ฉันเจอไพ่คิงข้าวหลามตัดที่หายไปแล้วนะ”

 

[แล้วนายจะทำยังไง จะโยนทิ้งไปหรือจะเก็บมันไว้] ฉู่เซิงถามผมอย่างไม่มีท่าทีว่าตกใจเลยแม้แต่นิด ก็แน่ละสิหมอนี่มันรู้มาแต่แรกแล้ว่าเนื้อคู่ผมเป็นใคร แค่ไม่ยอมบอกผมเท่านั้นเอง

 

“ถ้ารู้แล้วฉันจะโทรหานายไหมล่ะ ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉัน...” ผมพูดได้เพียงแค่นั้น เพราะไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ได้จริงๆ

 

[เขาน่ารักเหมือนที่ฉันบอกไหม] อีกฝ่ายถามผมด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีกว่าตอนแรกมาก สงสัยจะตาสว่างแล้ว

 

“เออ น่ารักเกินไปด้วยซ้ำ เด็กผู้ชายบ้าอะไรก็ไม่รู้” เมื่อนึกถึงคำพูดของเพื่อนที่เคยบอกว่าเนื้อคู่ผมน่ารัก หน้าของไอ้แมวแสบก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าผมโดยไม่รู้ตัว

 

ไม่ว่าอิริยาบถไหน ทั้งตอนที่หมอนั่นมีรอยยิ้ม โมโห ทำท่ายั่วประสาท หรือแม้กระทั่งตอนที่เขาขึงตาใส่ผม(มันน่ารักและน่ารังแกมากครับ ขอบอก) แค่นึกถึงภาพต่างๆ ผมก็ยิ้มตามไปด้วยแบบไม่รู้ตัว

 

[แล้วเขาร้ายกาจแบบที่ฉันบอกรึเปล่า] คุณชายฉู่ยังถามต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ท่าทางอารมณ์ดีเชียวนะเพื่อนผม

 

“หึก็ไม่เบาละ” ผมตอบพลางยิ้มกว้างขึ้น เมื่อนึกถึงความร้ายกาจของคนที่ชอบกวนประสาทและปากร้ายใส่ผมเป็นประจำ เลยถูกผมจูบเอาคืนจนวิ่งหน้าตั้งหนีออกจากห้องไปเมื่อเช้านี้

 

[แล้วนายชอบไหม]

 

“ชอบสิ กับหมอนี่อยู่ด้วยแล้วสนุกดี ไม่มีเบื่อเลย” ผมตอบคำถามของเพื่อนไปตามที่คิด

 

[ในเมื่อชอบ อีกอย่างเขาก็เป็นคู่ของนาย แล้วจะคิดมากไปทำไมวะ] เมื่อเพื่อนพูดจบผมก็อึ้งไปชั่วครู่ นี่ผมตอบเพื่อนไปว่า ชอบ’ อย่างไม่หยุดคิดเลยนี่นา

 

“ก็ไม่อยากจะคิดมากหรอก น่ารักขนาดนั้นถ้าเป็นผู้หญิงฉันจะไม่ลังเลเลยว่ะฉู่เซิง แต่..หมอนั่นเป็นผู้ชายนะโว้ย แถมเป็นน้องเว่ยหลางอีก”

 

[เป็นผู้ชาย เป็นน้องเพื่อนแล้วยังไงวะ ก็เขากับนายถูกกำหนดเป็นเนื้อคู่กันไปแล้ว มันเปลี่ยนได้เสียที่ไหน] ปลายสายถามกลับมา โดยที่ไม่ได้รบเร้าหรือมีทีท่าว่าหงุดหงิดที่ต้องมาถือสายรอท่ามกลางความเงียบแบบนี้ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร

 

นั่นสินะ..เป็นผู้ชายแล้วยังไงล่ะ ก็มันชอบเข้าไปแล้วนี่ แถมไปชอบเขาตั้งแต่ตอนไหนผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

 

“ถ้าอย่างนั้นก็..แค่นี้แหละ ฉันลงไปกินข้าวก่อน” ผมบอกด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความโล่งใจมากขึ้นเมื่อได้คุยกับเพื่อนคนนี้ เพราะเรื่องนี้ผมคงคุยกับเว่ยหลางไม่ได้แน่....อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้

 

อนาคตมันจะเป็นยังไงไม่รู้หรอก แต่ว่าตอนนี้ผมตัดสินใจได้แล้วว่าผมจะเลือกทางไหน อีกฝ่ายท้ารบมาซะขนาดนี้ ถ้าผมยังเฉยอยู่เดี๋ยวจะหาว่าไม่แน่จริง

 

[โชคดีนะเพื่อน] ผู้หยั่งรู้ของผมบอก ก่อนที่จะเป็นฝ่ายตัดสายไปเอง เหมือนกับว่าเจ้าตัวจะลุ้นให้ผมเดินหน้ายังไงยังงั้น คิดจะดันให้ผมเข้าค่ายสีม่วงให้ได้สินะ ยังยืนยันว่าเพื่อนผมน่ากลัวไม่เปลี่ยนแปลงครับ

 

 

 

 

เมื่อตัดสินใจจะลงสนามเล่นสงครามประสาทกับเด็กผู้ชายที่ถูกทำนายว่าเป็นเนื้อคู่ งานนี้มันก็ต้องเต็มที่กันหน่อย มีชีวิตและหัวใจเป็นเดิมพันเชียวนะครับ

 

แต่ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะผมมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่างานนี้ผู้ชนะต้องเป็นผมแน่นอน จะจัดการปราบพยศให้อยู่หมัดดัดนิสัยร้ายกาจนั่นซะให้เข็ด อยากทำให้ผมหัวหมุนดีนัก

 

 

 

 

คงเพราะตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทางไหน ตอนลงมาทานข้าวผมเลยลืมตัวมองอีกฝ่ายมากไปหน่อย ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะมองอะไรหรอกครับ แต่พอนั่งตรงข้ามกันแล้วมันรู้สึกว่าสายตาผมถูกดึงดูดไปทางผิวเนียนขาววิ้ง บวกดวงตาคู่โต และหน้าตาน่ารักแกมกวนประสาทของน้องชายเพื่อนบ่อยๆ

 

ซึ่งไอ้แมวแสบหลังจากถูกผมจูบเข้าไปก็ดูสงบปากสงบคำแถมนั่งหลบตาตลอด ไม่มีลอยหน้าลอยตายั่วโมโหเหมือนปกติ ยิ่งเห็นทำตัวน่ารักแบบนั้นผมก็เลยพลอยละสายตาไม่ได้

 

จนกระทั่งเพื่อนสาวที่บังเอิญเข้าไปเห็นเหตุการณ์เมื่อเช้าออกปากแซว แถมเว่ยหลางกับเว่ยซื่อก็ร่วมวง นั่นทำให้ผมพอจะหันไปมองทางอื่นได้บ้าง

 

แล้วยังมีพี่เว่ยเทียนที่อยู่ดีๆ ก็ถามออกมาเสียตรงว่า สรุปว่าสองคนนี้ กำลังจีบกันอยู่จริงๆ สินะ ทำเอาผมไปไม่เป็น คือจะปฏิเสธก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก ก็เลยเงียบไว้ดีกว่า

 

นี่ถ้ารู้ว่าผมคิดจะจีบน้องชายคนเล็กของบ้านนี้ อยากรู้จริงๆ ว่าสามพี่ชายตระกูลสวี่นี่จะยังปากดีสนับสนุนกันแบบนี้ไหมนะ ส่วนอี้หลินคงไม่ต้องถาม ผมมั่นใจว่ารายนี้ดันสุดตัว

 

 

 

 

หลังจากมื้อเช้าผมก็เอารถยนต์เพื่อนพาเว่ยโจวออกไปซื้อหมวกกันน็อก เพราะคุณพ่อสวี่เว่ยหลางเขายืนกรานว่าไม่มีหมวกยังไงก็ไม่ให้กลับ

 

ทีแรกคิดว่าการหลอกล่อไอ้เด็กแสบอาจจะไม่ง่ายนัก เพราะทั้งปากร้ายแถมนิสัยแสบสันเหลือรับ

 

แต่ทำไปทำมาผมพอจะเดาทางอีกฝ่ายถูก คุณสวี่คนแมนน่าจะถูกผมหลอกล่อได้ไม่ยาก แค่เข้าถูกทางก็มีชัยไปกว่าครึ่ง รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งครับ

 

นอกจากหมวกกันน็อกผมก็ให้เลือกถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันอย่างอื่นมาพร้อมสรรพ เพราะอีกหน่อยอาจจะได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ถ้าเขาชอบทางนี้ผมก็ต้องเข้าทางนี้ใช่ไหมครับ ส่วนค่าเสียหายผมจ่ายให้เอง

 

ซึ่งทีแรกก็ดูเหมือนน้องชายเพื่อนจะเกรงใจ แต่พอเจอผมบังคับมากๆ ให้เลือกเข้าไป เขาเลยจัดประชดให้ผมจ่ายเสียเต็มที่เลย คิดว่าให้ฟรีเหรอ ของฟรีไม่มีในโลกหรอก เดี๋ยวผมจะเอาคืนแบบกำไรเท่าตัว หึหึ

 

 

 

 

กลับมาอยู่ที่คอนโดฯ ด้วยกันแรกๆ ท่าทางเขาก็ระแวงผมอยู่นะ ทำอะไรก็คอยระวังตัวตลอดและไม่เดินเฉียดผมเลยด้วยซ้ำ แต่พอผมไม่ได้พยายามรุกเร้าหรือล่วงเกินอะไรอีกฝ่ายก็เลยเลิกระแวง เข้าใจครับว่ามันต้องใช้เวลา ยิ่งถ้าอยากกำราบไอ้แมวแสบนี่ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ ขืนแข็งใส่สุ่มสี่สุ่มห้าก็ได้หนีไปซะก่อนพอดี

 

ตั้งแต่ออฟฟิศเปิดผมจะตื่นเช้ากว่าเดิมนิดหน่อย อาบน้ำเสร็จก็ออกมาทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือถ้าวันไหนเบื่อๆ ก็ออกไปซื้อจากข้างนอกเข้ามา นอกจากทานเองก็ทำเผื่อคนที่อยู่ห้องฝั่งตรงข้ามด้วย

 

พอผมทำเสร็จเขาก็ออกจากห้องพอดี นั่งทานด้วยกันก่อนจะแยกย้าย ผมไปทำงาน น้องชายเพื่อนก็ไปเรียน แต่ถึงยังไงเขาก็ยังไม่ยอมให้เบอร์ติดต่อไม่รู้ว่าจะหวงไปทำไม แต่ผมไม่คิดจะขอจากเว่ยหลางหรอก ผมอยากได้จากเจ้าตัวมากกว่า เดี๋ยวต้องได้เข้าสักวัน จะไม่ได้ให้มันรู้ไปสิ

 

เฮ้อ...ทำไมจีบเนื้อคู่ตัวเองมันยากอย่างนี้ก็ไม่รู้นะครับ คนของเราแท้ๆ ยิ่งช่วงนี้เขากลับดึกบ่อยๆ แรกๆ ผมก็เป็นห่วง ทีแรกคิดว่าไอ้แมวแสบหลบหน้า แต่พอเจอผมดักรอเจ้าตัวก็เลยบอกว่าต้องไปอ่านหนังสือเตรียมสอบที่ห้องของเสี่ยวหมิงเพื่อนเขา

 

อย่างน้อยการเริ่มต้นก็ไปได้ดี เพราะอีกฝ่ายไม่ได้พยายามจะหลบหน้าผมอย่างที่คิดหลังจากที่ถูกจูบเข้าไป

 

วันนี้วันศุกร์ผมออกจากบ้านตามปกติโดยไม่ลืมทำแซนด์วิชไว้ให้คนที่อยู่ห้องตรงข้าม คิดว่าเขาคงตื่นสายเพราะทุกคืนต้องอ่านหนังสือพอเช้าก็ไปสอบ เมื่อคืนก็กลับเกือบห้าทุ่มแล้ว วันนี้ผมเลยไม่ได้กวนใจปล่อยให้เขานอนไป

 

กลับเข้าบ้านช่วงเย็นก็พบว่าเสื้อผ้าของผมถูกซักตากให้เรียบร้อย น่ารักจริงๆ นั่นแหละนะ แบบนี้ค่อยเข้ากับหน้าตาหน่อย ถึงจะกวนตีนและพูดจาหยาบคายไปสักหน่อยก็เถอะ

 

 

 

 

เพราะเมื่อเช้าไม่ได้ทานมื้อเช้าด้วยกัน ผมเลยไม่ได้คุยกับเข้าว่าวันนี้จะไปที่ไหนอย่างไร กลับมาก็ไม่เจออีกฝ่ายแล้ว เลยนั่งรอคิดว่าอีกไม่นานคงจะกลับแต่ที่ไหนได้ เข้าไปอาบน้ำแล้วออกมารอจนดึกก็ยังไม่มา จนเกือบเที่ยงคืนแล้วครับกว่าที่ไอ้แมวแสบจะกลับเข้าบ้านพร้อมถุงในมืออีกสามสี่ถุง

 

คือจะไปไหนจะเขียนบอกไว้หน่อยไม่ได้หรือยังไงก็ไม่รู้ น่าโมโหจริงๆ แถมพอเข้ามาเห็นว่าผมมองอยู่เจ้าตัวก็ทำท่าจะเดินหนีเข้าห้องเสียอย่างนั้น

 

“มาคุยกันก่อน” ออกปากเรียกอีกฝ่าย แต่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะหยุดคุย เดินไปถึงห้องตัวเองก็เปิดประตูเข้าไปเฉยเลย แต่ก็ยังช้าไปกว่าผมที่คิดไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เลยเดินตามไปเอื้อมมือรั้งประตูไว้ได้ทันก่อนที่มันจะปิดลง

 

“จะออกมาคุยดีๆ หรือจะให้ลากออกมา” ผมพูดแค่นั้นประตูก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงโดยคนด้านใน เจ้าของห้องโยนถุงที่ถือมาไปบนเตียง ก่อนจะเดินออกมาจ้องหน้าผมอย่างท้าทายปนไม่พอใจ....เก่งนักใช่ไหม หึ

 

“ชอบนักหรือไงความรุนแรงน่ะ” ผมถามเสียงดุพลางจ้องตาคนที่ชอบใช้กำลังอยู่เรื่อย ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงเยอะนัก

 

“หุบปากไปเลย แล้วมีอะไรก็ว่ามา” ผมดุไป คนตรงหน้าก็ร้ายกลับมาอย่างทัดเทียม มวยถูกคู่จริงๆ

 

“ปากแบบนี้ วันนั้นปล่อยให้โดนลากไปเสียก็ดีหรอก”

 

“แล้วใครขอให้มาช่วย” อีกฝ่ายเริ่มเสียงดังแข่งเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เออ..นี่ผมเสือกใช่ไหมที่เข้าไปช่วยน่ะ ทำคุณบูชาโทษจริงๆ เฮ้อ...

 

“จะกลับดึกน่ะไม่ว่า แต่ครั้งหน้าช่วยบอกหน่อยจะได้ไหม จะได้ไม่ต้องนั่งรอ ถือเสียว่านี่เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่เคยขอไว้ก็แล้วกัน”

 

“แล้วใครใช้ให้นั่งรอ” ผมเป็นห่วงเขาก็ผิดด้วยเหรอครับ

 

“ปากอย่างนี้เนี่ย มันน่า...” พอผมพูดแบบนั้นพลางจ้องไปที่ปากที่มันน่า...จูบ คนตรงหน้าเหมือนจะเข้าใจดีว่าผมต้องการจะสื่ออะไร การถอยหลังหนีทันทีของไอ้แมวจอมกวนทำเอาผมหัวเราะเบาๆ คนเรานะกลัวแล้วทำเป็นเก่ง ผมเลยรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมานิดนึง

 

“จะบอกอะไรให้นะว่าฉันกำความลับนายไว้หลายข้อมาก”

 

“ขนาดนั้น?” น้องชายเพื่อนถามกลับด้วยน่าทางน่าเตะมากครับ แต่ผมไม่ชอบใช้กำลังกับเด็กไม่มีทางสู้ อาจจะพอมีทางสู้ แต่ยังไงก็สู้ผมไม่ได้อยู่แล้ว

 

“ต่อไปนี้ ให้พูดดีๆ แล้วก็ห้ามขึ้นมึง-กูกับฉัน ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง”

 

“นี่นายละเมออยู่หรือไง ตื่นได้แล้วนะ” อีกฝ่ายถามกลับมาด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ ทำเป็นขำ เดี๋ยวเถอะ...ผมเอาจริงขึ้นมาจะขำไม่ออก

 

“ห้ามเรียกฉันว่า นาย’ แล้วก็ห้ามแทนตัวเองว่า ฉัน’ เวลาคุยกันด้วย เป็นเด็กเป็นเล็ก ให้เรียกว่าเกอเกอเหมือนเรียกเว่ยหลาง”

 

“มีเมียได้นี่ฉันก็ว่าไม่เด็กแล้วนะ หรือไม่จริง ถ้าจะมาห้ามไม่ให้คนอื่นทำน่ะ ตัวเองช่วยทำให้ได้ก่อน” คนปากร้ายยังเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

 

“รูปร่างหน้าตาแถมปากแบบนี้ก็ระวังตัวจะมีสามีได้ด้วยแล้วกันนะ” เมื่อเด็กไม่ยอมเรื่องอะไรผมจะต้องยอม ไม่ใช่พระเอกว่าง่ายชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้นะครับ เห็นภายนอกดูสุภาพเรียบร้อยแต่ผมก็กวนตีนเป็น กวนมากด้วยถ้าบทอยากจะกวนขึ้นมา และที่สำคัญถ้าอยากจะกัดใครขึ้นมาก็กัดไม่ปล่อยอีกต่างหาก

 

“ไปไกลๆ เลยไป” เมื่อถูกจี้ใจดำเข้าเจ้าตัวก็โมโห ดันผมให้ถอยหลังกลับไปที่โซฟาตามเดิม แต่ผมไม่เคยถอยถ้าไม่ได้สิ่งที่ผมต้องการ

 

“ปล่อยกู” ได้ข่าวว่าพึ่งจะบอกไปว่าห้ามขึ้นมึงกูกับผม นี่ยังผ่านไปไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ เมื่อถูกผมจับข้อมือเขาออกให้เลิกดันเจ้าตัวก็เลยจัดมาเสียงดังฟังชัดเต็มสองรูหู

 

“จะไม่พูดซ้ำนะว่าฉันต้องการอะไรบ้าง คิดว่าพูดไปชัดเจนพอแล้ว อยากรู้ใช่ไหมว่าความลับของนายฉันมีเยอะขนาดไหน จะบอกให้” ผมเว้นช่วงแล้วก้มลงไปสบตาคนที่ยืนเตี้ยกว่าอยู่ด้านหน้า ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะหลบ กลับจ้องเอาๆ เหมือนจะกัดผมเสียให้ได้

 

“ข้อแรก เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นจะถึงหูพ่อแม่ ถ้านายยังทำตัวไม่น่ารักแบบนี้”

 

“ข้อสอง เรื่องที่นายสูบบุหรี่จะถึงหูเว่ยหลาง เว่ยซื่อแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู” ผมพูดจบคนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามออกมาอย่างคนที่คิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า

 

“มีหลักฐานอะไรล่ะ”

 

“จะให้บอกไหมล่ะว่าในกระเป๋าสะพายนายมีอะไรบ้าง แต่ถ้าอยากได้หลักฐานก็จะให้ดู รับรองว่านี่เด็ดกว่าเรื่องนายสูบบุหรี่อีก ถ้าเพื่อนๆ หรือแฟนสาวของนายได้เห็นเข้าละก็นะ”

 

“ไม่อยากดูโว้ย ปล่อย...” เว่ยโจวดึงมือออกจากผมจนได้ แต่ก็แค่ข้างเดียวนะครับ อีกอย่างที่หลุดไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าแรงดีอะไร แต่เพราะผมปล่อยเองต่างหาก ก็พอดีว่าอยากจะโชว์หลักฐาน

 

เมื่อปล่อยมือจากอีกฝ่าย ผมก็หยิบมือถือตัวเองออกมากดเลือกเข้าไปในอัลบั้มรูป และเลือกภาพที่ถ่ายไว้วันที่ไอ้แมวแสบมันเมาแล้วคลานมานั่งตัก ออดอ้อนถูไถผมนั่นแหละ

 

หันหน้าจอกลับไปให้เจ้าของรูปที่ร่วมอยู่ในภาพได้เห็นชัดๆ คนตัวเล็กอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้เห็น ก่อนจะมือไวคว้ามือถือของผมไปลบภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดจะแย่งคืนกลับมาแต่อย่างใด อยากทำอะไรก็ทำไป

 

“พอดีว่าไม่ได้มีรูปเดียวน่ะนะ แถมฉันก็สำรองข้อมูลไว้แล้วด้วย จะลบก็เชิญตามสบาย มีอยู่อีกสามรูปนะ ลบให้หมดก็ได้ไม่ว่าหรอก” ผมบอกอย่างสบายใจพลางปล่อยแขนอีกฝ่าย แล้วเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตามเดิม

 

“แม่ง!!! นิสัยไม่ดีว่ะ ลบทิ้งไปให้หมดเลยนะ”

 

“ก็ทีใครทีมัน บอกมาไว้ก็ดีนะว่าอยากให้ใครเห็นบ้าง จะได้ส่งรูปไปให้ถูกคน เพื่อนนาย แฟนสาว เว่ยหลาง เว่ยซื่อ หรือคนอื่นในบ้านด้วยดีไหม”

 

“ไอ้...โอ๊ย!!” อีกฝ่ายยังด่าไม่จบผมก็กระชากแขนที่ยื่นมือถือมาตรงหน้าจนเจ้าตัวล้มลงมาหา จากนั้นผมก็ใช้ความรวดเร็วดึงให้คนตัวบางกว่าขึ้นมานั่งคร่อมทับบนตักตัวเอง

 

“ก็แค่ให้พูดดีๆ นี่มันยากนักหรือไง”

 

“กับคนอื่นไม่ยากแต่กับคนแถวนี้..ก่อนจะให้ใครพูดดีๆ ด้วยดูตัวเองแล้วหรือยังล่ะว่าพูดกับเขาดีแค่ไหน ปล่อยสิวะ” คนตรงหน้าเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ และพยายามดิ้นรนจะลุกออกจากตัวผมให้ได้ แต่ยิ่งขยับกลับยิ่งทำให้ร่างกายของเราสองคนเสียดสีกันมากกว่าเดิม และยิ่งทำให้ผมล็อคตัวเขาไว้ได้ถนัดยิ่งขึ้น

 

“ก็ถ้านายพูดดีฉันก็จะพูดดี แต่ถ้าพูดไม่ดีฉันก็จะทำให้นายพูดดีจนได้นั่นแหละ ชอบร้ายๆ ก็จะจัดให้ พอดีไม่ได้เดือดร้อนน่ะ แถมการดัดนิสัยตีสองหน้าของนาย เวลาต่อหน้าพ่อแม่พูดอย่างลับหลังพวกท่านก็พูดกับฉันอีกอย่างก็ท่าทางจะสนุกดีด้วย” ผมพูดจบพวกเราก็พากันเงียบทั้งคู่ แต่คนที่นั่งทับตัวผมอยู่เงียบเพราะว่าออกแรงขัดขืน พยายามจะลุกหนีและดึงข้อมือออกจากมือผม

 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมสิโรราบ ผมก็เลยรวบข้อมือสองข้างของคนบนตักไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างวนอ้อมไปโอบรัดเอวบางให้ขยับเข้ามาชิดตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม จนหน้าของเราแทบจะชนกัน แล้วตรึงไว้แน่นหนาจนอีกฝ่ายขยับหนีไม่ได้ อยากดิ้นนักก็ดิ้นเสียให้พอใจ แรงเท่านี้ไม่ได้ทำให้ผมเดือดร้อนอะไรหรอก

 

หลังจากที่ถูกผมกอดรัดแน่นขึ้น และแกล้งยื่นหน้าเข้าไปหา คนที่ไร้ทางรอดยิ่งพยายามจะถอยหนีด้วยท่าทางตื่นกลัวลนลานจนผมอดนึกขำอยู่ในใจไม่ได้ ก็เพราะน่ารักจนน่ารังแกอย่างนี้สิเล่า

 

จากแรกๆ ที่ขัดขืนรุนแรงพอใช้ได้ จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปแรงดิ้นก็น้อยลง แทนที่ด้วยเสียงหายใจเหนื่อยหอบของคนด้านบน

 

“ว่าอย่างไรครับ” ผมถามเมื่อเห็นว่าอีกคนสงบลงในที่สุด ทั้งที่จ้องผมตาขวาง แต่ริมฝีปากที่น่าจูบคู่นั้นกลับยังไม่ยอมปริปากอะไรออกมาสักคำ ได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองด้วยความโกรธจนน่ากลัวว่าจะเจ็บ

 

“ถ้าไม่ตอบก็นั่งมันอยู่อย่างนี้ทั้งคืนนั่นแหละ” แต่ไอ้แมวน่ารักก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาอยู่ดี ถ้าจะเล่นสงครามประสาทละก็...ผมถนัดนักละ

 

เราสองคนนั่งอยู่อย่างนั้นนิ่งๆ แต่เนิ่นนาน จนกระทั้งแรงขืนของร่างบนตักเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ผมรัดเอวบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

 

“ปล่อย ง่วง เหนื่อย จะนอนแล้ว” ไม่รู้ว่ายอมแพ้หรือเปล่า แต่พูดมาสั้นๆ แค่นั้นผมไม่รู้ว่าข้อตกลงของตัวเองกับคนตรงหน้าเกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง

 

“บอกมาก่อนว่าพี่ขออะไรไปบ้าง” ผมถาม ถ้าตัวเองจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มพูดดีก่อนก็คงไม่เสียหายอะไร หากอีกฝ่ายจะตอบแทนด้วยคำพูดดีๆ กลับมา

 

และก็เหมือนจะได้ผลเมื่อผมเปลี่ยนคำเรียกตัวเองกับคนตรงหน้า เจ้าตัวก็ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะยอมเปิดปากด้วยท่าทางที่อ่อนลงกว่าเดิม

 

“ห้ามมึงกู ห้ามนายฉัน” คำตอบสั้นๆ แต่ผมยังไม่พอใจ

 

“อะไรอีกครับ”

 

“ให้เรียกเกอเกอ”

 

“แทนตัวเองว่า โจวโจว’ เหมือนตอนเมาแบบวันนั้นก็เข้าท่าดีนะ” ผมบอกยิ้มๆ พลางยักคิ้วส่งให้เล็กน้อย แต่คนตัวเบาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัด

 

“ฝัน” ทำเอาผมอดหัวเราะไม่ได้ เพราะคิดอยู่แล้วว่าคำตอบต้องเป็นแบบนี้

 

“ขอเบอร์มือถือมาให้พี่ด้วย เวลาไปไหนจะได้ไม่เป็นห่วง”

 

“บอกเบอร์มา” คนที่ยังคงถูกรั้งให้นั่งอยู่บนตักผมพูด ก่อนจะดึงมือออกจากมือผม และพยายามดึงแขนผมออกจากเอวตัวเอง เพื่อพยายามจะยันตัวลุกขึ้น

 

ผมปล่อยมือเขาจริงแต่กลับรั้งเอวบางไว้แน่น ไม่ยอมให้เจ้าตัวลุกหนีไปได้ เว่ยโจวเลยถอนหายใจแรงๆ อย่างขัดใจ แล้วหยิบมือถือตัวเองในกระเป๋ากางเกงออกมากด พอผมบอกเสร็จอีกฝ่ายก็กดโทรเข้าเบอร์ผม

 

เออ..พออ่อนเข้าใส่อะไรๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดนะครับ

 

“คืนนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ไนท์ไนท์ครับ” ผมบอกขณะที่ก้มลงไปกระซิบใกล้ๆ หูเขา จนอีกฝ่ายย่นคอเอนหน้าหนี ไม่วายหันมาจ้องตาขวาง

 

“เออ” ไอ้แมวแสบพูดจบก็รีบดันตัวเองลุกขึ้นจากตักผม เดินกลับเข้าห้องแล้วปิดประตูตามหลังอย่างรวดเร็ว

 

“เออ..สงสัยต้องเพิ่มคำนี้ว่าห้ามพูดด้วย ออกจากปากเด็กคนนี้แล้วไม่เข้าหูอย่างแรง” ผมบอกกับตัวเองหลังได้ยินคำตอบรับสั้นๆ ที่แสนจะรื่นหูนั้น

 

แต่แล้วคนที่พึ่งเข้าห้องไปก็เปิดประตูออกมาอีกครั้ง ส่งถุงในมือให้ผมและรีบดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว

 

“วันเกิดย้อนหลัง” ผมรับมาพอหยิบออกมาดูก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อคลี่เสื้อออก เห็นรูปวาฬพ่นน้ำสีฟ้าที่ปักอยู่บนอกเสื้อด้านซ้าย

 

“ขอบคุณครับ”

 

 “อือ” คนให้ของขวัญย้อนหลังตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเดินกลับห้องอีกครั้ง

 

“เดี๋ยวครับโจวโจว”

 

“อะไรอีก”

 

“เออ...ก็ห้ามพูด ไม่เพราะเลย”

 

“โอ๊ย!!! คุณครับ..ผมไม่ใช่กุลสตรีศรีเซี่ยงไฮ้นะ ถึงจะมาห้ามไม่ให้พูดคำหยาบ พูดดีได้ขนาดนี้ก็บุญหูแล้วครับท่าน อย่าเยอะ” คนถูกห้ามพูดประชดก่อนจะเปิดประตูเข้าห้อง น่ารักได้แป๊บเดียวจริงๆ นะเด็กบ้านี่

 

 

 

 

วันเสาร์ผมออกไปทำงานเหมือนเดิมเพียงแต่ว่าวันนี้ทำแค่ครึ่งวันเท่านั้น ก่อนไปก็ทำอาหารเช้าง่ายๆ ทาน ไข่ดาว ขนมปังปิ้ง แฮม ไส้กรอก แล้วก็ทำเผื่อไว้ให้คนที่ยังไม่ตื่นด้วย

 

สิบเอ็ดโมงกว่าก็โทรหาคนที่คิดว่าน่าจะตื่นแล้ว ไม่นานก็มีเสียงตอบรับ

 

[ครับผมอึ้งไปนิดหน่อย คือพอตกลงกันให้พูดเพราะนี่อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะว่าง่ายนะครับ แต่ต้องเอาไม้อ่อนเข้าว่า เพราะถ้าผมแข็งใส่เขาจะร้ายตอบ ยิ่งบังคับเขาก็จะยิ่งต่อสู้ดิ้นหนี ถ้าผมอ่อนเข้าหาเขาก็จะอ่อนตาม เอาเป็นว่าผมคิดว่าตัวเองรู้วิธีปราบคุณเนื้อคู่ตัวแสบแล้ว

 

“ตื่นหรือยัง พี่โทรมากวนหรือเปล่าครับ” ผมถามแต่คนปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง จนผมสงสัยว่าเขาวางสายไปแล้วหรือเปล่า ก่อนอีกฝ่ายจะตอบกับมาในที่สุด

 

[ไม่ตื่นจะรับสายได้ยังไงล่ะ แล้วก็..เกอเกอไม่ต้องพูดเพราะขนาดนี้ก็ได้ ผมขนลุกว่ะเสียงที่ได้ยินทำให้ผมนึกออกเลยว่าคนพูดจะทำท่าทางแบบไหนอยู่ แต่ถ้าฟังจากน้ำเสียงเหมือนเขาก็พอใจนะที่ผมพูดเพราะด้วย เพราะท่าทางเขาชอบเวลาที่เว่ยหลางพูดกับเขาแบบนี้ ไม่เหมือนเวลาเขาคุยกับเว่ยซื่อ กับพี่คนที่สามเขาพูดกันกวนๆ ออกแนวเหมือนเพื่อนมากกว่า ไม่เหมือนเวลาที่โจวโจวเขาคุยกับพี่เว่ยเทียนหรือเพื่อนผม

 

“ทำไมล่ะครับ พี่พูดเพราะด้วยโจวโจวไม่ชอบเหรอ”

 

[ก็ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่มันแปลกๆ เอาเป็นว่าเกอเกอพูดกับผมปกติอ่ะ ไม่ต้องมึงกู ไม่ต้องนายฉัน แต่ก็ไม่ต้องพูดหวานๆ เหมือนจะจีบสาวแบบนี้ ขนลุกจริงๆ นะ ตั้งทั้งแขนเลยเนี่ยอีกฝ่ายตอบกลับมา ถ้าเขาเข้าใจว่าผมจะจีบสาวก็แสดงว่าผมมาถูกทาง ต้องปฏิบัติต่อไป

 

“ชอบก็ดีแล้วนี่ กลางวันนี้ออกมากินข้าวกับพี่ไหมครับ แล้วเดี๋ยวจะพาไปดูเสื้อผ้า ใกล้งานแต่งเว่ยเทียนเกอเกอแล้ว”

[....ก็ได้ เกอเกอกลับกี่โมงเจ้าตัวหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกมา เสร็จผม

 

“อีกสักพักก็กลับแล้วครับ วันนี้ถึงไว พี่เอาสองล้อออกมา”

 

[ถ้าอย่างนั้นกลางวันก็เอาสองล้อออกไปอีกได้ป่ะผมไม่ควรจะปฏิเสธเพราะมันเข้าทาง

 

“ครับ แต่งตัวรอไว้นะ อย่าลืมอุปกรณ์ป้องกันกับหมวกกันน็อกนะครับ”

 

[อืมเจ้าตัวบอกก่อนวางสายไป

 

 

 

 

“โจวโจวครับ เกาะด้วยเดี๋ยวตก” ผมหันไปบอกหลังจากที่คนตัวบางขึ้นซ้อนแล้วแต่เจ้าตัวไม่ยอมเกาะอะไร พอผมพูดจบอีกฝ่ายก็ถอนหายใจอย่างขัดใจนิดๆ และก็เอื้อมมือมาเกาะไหล่ผม

 

วันนี้ผมเลือกไปห้างที่อยู่ไกลแต่คนซ้อนก็ไม่ได้บ่นว่าหนาวหรืออะไร ดูออกจะพออกพอใจด้วยซ้ำที่ได้นั่งรถนานๆ ระหว่างทางก็มีแกล้งเบรกแรงบ้าง พาเลี้ยวซอกแซกช่องนั้นบ้าง ช่องนี้บ้างแต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะตกใจ สงสัยจะชอบจริงๆ ไอ้เจ้ารถคันนี้

 

ที่ผมเบรกน่ะไม่ใช่อะไรแค่อยากให้เขาเกาะแน่นๆ ขึ้นเท่านั้น แต่เขาก็ยังเกาะแค่ไหล่ผมอยู่นั่นแหละ หงุดหงิดนิดๆ ที่ไม่เป็นไปตามแผน

 

แต่แล้วก็เหมือนกามเทพเป็นใจ ตอนไฟเขียวผมจอดอยู่ประมาณคันที่สามหรือสี่ พอออกตัวมีมอเตอร์ไซค์เล็กตัดหน้าทำให้ต้องเบรกกะทันหัน ดีที่รถยนต์ข้างหลังพึ่งออกตัว ไม่อย่างนั้นผมอาจจะโดนเสยท้ายลงไปนอนหล่ออยู่บนถนนได้

 

“ขี่รถยังไงของมันวะ” คนข้างหลังโวยวายเพราะเขานั่งเบาะหลังที่สูงกว่าผมค่อนข้างเยอะ เวลานั่งเขาเลยสูงกว่าผมนิดหน่อย แล้วเขาก็เบี่ยงตัวมามองทางขวา เจ้าตัวเลยเห็นว่าผมเบรกเพราะอะไร

 

“เกาะดีๆ นะเดี๋ยวตก” ผมหันไปบอกเว่ยโจว เขาก็พยักหน้ารับแต่ก็ยังเกาะแค่ไหล่เหมือนเดิม

 

เฮ้อ..เอาจริงๆ นะ ถ้าเป็นสาวๆ ซ้อน คนที่ซ้อนเขาคงกอดผมมากกว่าจะนั่งเกาะไหล่แบบนี้อ่ะ จีบผู้ชายนี่มันยากกว่าที่คิดไว้เยอะมากๆ อ่ะครับ

 

แต่ก็อย่างว่าแหละนะผมไม่เคยจีบผู้ชายนี่นา คนนี้จะเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมจีบและจะเป็นคนสุดท้ายด้วย

 

 

 

 

พอถึงไฟแดงอีกครั้งผมละมือจากแฮนด์รถเอื้อมไปแกะมือที่เกาะไหล่ออกดึงให้มากอดรอบเอวแทน คนซ้อนมีท่าทางตกใจ พลางขยับตัวถอยหนีแล้วดึงมือออก แต่ผมจับไว้ไม่ปล่อย

 

“ทำไมต้องให้เกาะเอว ตรงไหล่เกาะไม่ได้หรือไง”

 

“พี่บ้าจี้ครับ ต้องเกาะตรงนี้” ผมบอก ความจริงไม่ได้บ้าจี้อะไรหรอกครับ แค่หาข้ออ้างหลอกเขาเฉยๆ

 

“แล้วผมมาทับแบบนี้ไม่หนักหรือไง”

 

“กลัวพี่หนักเหรอ” ผมถามยิ้มๆ แต่เขาคงไม่เห็นเพราะว่าผมสวมหมวกกันน็อก

 

“เออสิ คนทับไปทั้งคนไม่หนักได้ไง อีกอย่างผมก็ไม่ใช่สาวๆ จะได้มานั่งกอดกันกลมขับรถกินลมชมวิว” ที่แท้ก็เป็นห่วง น่ารักจริงๆ นั่นแหละนะ

 

“ใส่หมวกอย่างนี้เขาไม่รู้กันหรอกครับว่าคนซ้อนสาวหรือไม่สาว ตัวก็บางๆ แค่นี้เอง กอดแบบนี้ดีแล้ว เดี๋ยวตกไปพี่ทำคืนให้เว่ยหลางมันไม่ได้เสียด้วย น่ารักๆ แบบนี้”

 

“ผมหล่อโว้ยไม่ได้น่ารัก แม่ง...เกอเกอกินยาไม่ได้เขย่าขวดหรือยังไง” อีกฝ่ายบอกตอนท้ายเสียงเบาลง แต่ก็ยอมเกาะเอวผม เอาเหอะถึงจะไม่ได้กอดแต่ก็ยอมเกาะเอวก็ถือว่าพัฒนาไปอีกขั้น

 

 

 

 

หลังกินข้าวเสร็จก็พากันเดินดูเสื้อผ้าที่จะใส่ตอนงานแต่งพี่เว่ยเทียนกับอี้หลิน สองคนเดินเข้าๆ ออกๆ ร้านนั้นร้านนี้แต่ก็เหมือนว่าเขาจะยังไม่เจอที่ถูกใจเลยชวนกันกลับ ก็ดีครับวันหลังจะได้มีข้ออ้างพาออกมาอีก รู้สึกว่าตัวเองเจ้าแผนการขึ้นทุกวัน

 

“เย็นนี้จะกินอะไรดีครับ” ผมถามเมื่อเราสองคนกลับเข้าคอนโดฯ เรียบร้อยแล้ว

 

“คืนนี้ผมจะออกไปข้างนอก เลยว่าจะกินข้าวนอกอ่ะ”

 

“พี่ถามได้ไหมครับว่าจะไปไหน” ผมไม่อยากจะถามว่าจะไปไหนตรงๆ เพราะจะเป็นการจู้จี้คาดคั้นเขามากเกินไป เริ่มจะเดาออกว่าเขาชอบหรือไม่ชอบให้ทำแบบไหน

 

“ไปกินเหล้ากับพวกไอ้สี่คนนั่น เดี๋ยวปิดเทอมจะแยกย้ายไม่ค่อยได้เจอกันอ่ะ” เสร็จผม

 

“อ้าว พอดีเลย พี่ติดเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ โจวโจวไว้ วันนี้พี่ออกไปด้วยเลยได้ไหมครับ” คนถูกถามขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

“ไอ้ได้มันก็ได้อยู่หรอก แต่พวกผมจะไปกินเหล้านะจิ่งอวี๋เกอเกอ”

 

“กินอะไรพี่ก็เลี้ยงได้ทั้งนั้นแหละครับ จะออกกี่โมงล่ะ”

 

“ก็ว่าจะไปถึงร้านสักสามทุ่มอ่ะ”

 

“ร้านอยู่แถวไหนครับจะได้กะเวลาถูกกว่าจะออกสักกี่โมง”

 

“อยู่แถว....”

 

“ถ้าอย่างนั้นออกสักสองทุ่มกว่าก็ได้มั้ง”

 

“จะกินเหล้านะ เกอเกอจะเอาเมียหลวงไปเหรอ” อีกฝ่ายถามทำเอาผมขมวดคิ้ว คือผมยังโสดไง

 

“หมายถึงพี่จะเอาเฟอร์รารี่ไปเหรอ” จบคำผมเลยได้แต่หัวเราะ

 

“ครับ เอาแฟนสาวไปกลัวคนคนซ้อนตกน่ะครับ พี่คงไม่เมา แต่คิดว่าคนซ้อนพี่น่าจะเมา” ผมบอกอีกฝ่ายเลยส่งยิ้มกลับมาให้ เวลาเว่ยโจวยิ้มแล้วโคตรน่ารักจริงๆ เลยให้ตายสิ อาจจะเป็นเพราะปกติเราเอาแต่กัดกันมั้งครับ เขาเลยไม่เคยยิ้มให้ผมสักครั้ง มีแต่ผมแอบเห็นเวลาเขายิ้มให้คนอื่น

 

“กว่าจะถึงเวลานัดอีกตั้งนาน เบื่ออ่ะ ไม่รู้จะทำอะไร ไม่น่ารีบกลับเลย”

 

“ดูหนังกันไหมพี่มีดีวีดีเยอะอยู่ โจวโจวมาเลือกสิครับว่าอยากดูเรื่องไหน” ผมบอกก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องนอนให้น้องชายเพื่อน เขาก็เดินตามเข้ามาในห้องนั่งเลือกดีวีดีที่อยู่ในชั้นใต้ทีวี

 

“โห..หนังเกอเกอโคตรเยอะเลย” เจ้าตัวพูดมือก็เลือกหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้ออกมาดู พอเลือกได้สองสามเรื่องก็เดินตัวปลิวออกไปข้างนอก ไม่เกินนาทีเดี๋ยวเขาต้องกลับเข้ามาผมกล้าพนัน มีล้านให้ล้าน

 

“จิ่งอวี๋เกอเกอ ข้างนอกไม่มีเครื่องเล่นอ่ะ ห้องผมก็ไม่มี”

 

“เข้ามานอนดูในห้องพี่สิครับไม่เมื่อยด้วย ง่วงก็นอน” ผมบอก

 

“ไม่รบกวนใช่หรือเปล่า” น้องชายเพื่อนทำท่าทางลังเล...และคงไม่ทันผมด้วย

 

“ไม่ครับ พี่จะดูด้วยเหมือนกัน” ผมพูดจบอีกฝ่ายก็พยักหน้า..เข้าแผน

 

“ถ้าอย่างนั้นผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ” จากนั้นเจ้าตัวก็เดินหายออกไปจากห้อง ผมก็เปิดเครื่องเล่นรอ พอเขากลับมาก็ใส่แผ่นแล้วนอนลงบนเตียงคนละครึ่ง หนังเล่นไปเรื่อยอีกฝ่ายก็นอนพิงหมอนที่หัวเตียงดูอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

เขานอนชันขานิดหน่อยทำเอาผมไม่เป็นอันดูหนังเลย เพราะมัวแต่มองแต่ขาขาวๆ ที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นออกมา คือมันก็ไม่ได้สั้นมากอ่ะครับ แต่พอเขานอนชันขา กางเกงมันก็ร่นต่ำลงมาอีกจนถึงต้นขา ขาเรียว ขาวเนียนด้วย แล้วตรงช่วงต้นขาเขาก็ไม่ค่อยมีขนอ่ะครับ มีเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ เลยดูเนียนๆ ไปกับขา ทำเอาเลือดกำเดาผมแทบทะลัก เพราะจินตนาการอะไรไปถึงไหนต่อไหน

 

ผมไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายได้ กับผู้ชายคนอื่นผมเฉยๆ นะถึงจะน่ารักแค่ไหนก็เถอะ แต่กับคนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกรุนแรงขนาดนี้

 

“เป็นอะไรเกอเกอ หายใจไม่ออกเหรอ หนาวไหม” คนที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวหันมาถามผม ทำเอาผมรีบเบี่ยงสายตากลับไปที่หน้าจอทีวี

 

“เปล่าครับ”

 

“นึกว่าไม่สบายเห็นหายใจซะแรงเลย” เจ้าตัวพูด ไม่รู้ละสิว่าเป็นเพราะอะไรผมถึงหายใจแรงแบบนี้ นี่ถ้ารู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ละก็...นั่นแหละผมเลยพยายามมองจอทีวี ห้ามใจตัวเองไม่ให้สนใจขาขาวๆ นั้น บังคับจิตใจให้สงบ

 

“เย็นเหมือนกันเนอะ เกอเกอไม่ได้เปิดฮีทเตอร์ใช่ไหม” เจ้าตัวบอกก่อนจะยันมือข้ามตัวผมไปหยิบรีโมตเครื่องปรับอากาศที่อยู่บนโต๊ะเล็กข้างเตียงมากดเปิดฮีทเตอร์ให้อุณหภูมิสูงขึ้นอีกนิด และเอื้อมข้ามตัวผมเอากลับไปวางไว้ที่เดิม ตอนเขาเอี้ยวตัวข้ามตัวผมไปนี่ผมแทบหยุดหายใจเลย ไม่รู้ว่าทำไมถึงหวั่นไหวกับคนตรงหน้ามากขนาดนี้ ท่าจะเป็นเอามากแล้วจิ่งอวี๋

 

“เกอเกอลุกก่อนดิ๊” เจ้าตัวลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะบอกให้ผมลุกด้วย ผมก็ลุกตามด้วยความงุนงง พอผมลุกแล้วเขาก็เอื้อมมือมาดึงผ้าห่มขึ้นก่อนจะขึ้นไปนอนอย่างเดิม

 

“เอ้า นอนดิ” คราวนี้เจ้าตัวหันมามองผม พอผมกลับลงไปนอนอย่างงงๆ อีกครั้ง เขาก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ทั้งผมและตัวเอง

 

“เดี๋ยวเกอเกอเกิดไม่สบายปุบปับไปไม่ได้ขึ้นมา พวกผมจะไม่มีเจ้ามือ ฮ่าๆ ” เว่ยโจวพูดจบก็หันกลับไปดูหนังต่อ แบบนี้ก็ดีผมจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่านกับขาขาวๆ ของน้องชายเพื่อน อยู่กับเด็กบ้านี่ผมรู้สึกตัวเองหื่นขึ้นทุกวันอย่างไรก็ไม่รู้ครับ

 

“เกอเกอไม่ดูเหรอ” ไอ้แมวน่ารักหันมาถาม เมื่อผมดึงหมอนลงนอนราบต่ำไปกับที่นอน และพลิกตะแคงตัวเข้าหาเขา

 

“เรื่องนี้พี่ดูหลายรอบแล้ว ง่วงๆ น่ะ โจวโจวดูไปเถอะ พี่จะนอนพักเอาแรงสักงีบ เมื่อคืนนอนน้อย” ผมบอกและเอื้อมมือไปพาดเอวบางของคนที่นอนดูหนังอยู่ คือเขานอนพิงหมอนใช่ไหมครับ แล้วพอผมเลื่อนตัวลงมานอนราบทำให้หัวผมอยู่ระดับเอวเขาพอดี

 

“เฮ๊ย!! จะทำอะไร” อุทานได้แมนมาก

 

“ไม่ได้ทำอะไร พี่แค่ฝากแขนไว้เฉยๆ เองครับ ก็โจวโจวตัวอุ่นดี ตอนเย็นๆ เรียกพี่นะครับ” ผมพูดจบก็หลับตาลง คนที่ทำท่าจะลุกหนีในตอนแรกจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบ่นเบาๆ

 

“แม่ง..ตกใจหมด” แล้วเขาก็หันไปสนใจหนังต่อ ส่วนผมก็นอนหลับไปเลยจริงๆ

 

 

 

 

มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่หนังจบแล้วคนที่นอนด้านข้างขยับตัวลุกไปเปลี่ยนแผ่นเพื่อดูเรื่องอื่น จะว่าไปเขาก็มารยาทดีอยู่นะครับ เกรงใจคนเป็น เมื่อเห็นว่าผม(แกล้ง)หลับเขาก็ค่อยๆ ยกแขนผมออกทีละนิดๆ อย่างใจเย็นและพยายามทำเบาๆ ทั้งที่จะลุกไป หรือว่าเรียกผมให้ขยับก็ได้ แต่เว่ยโจวไม่ทำแบบนั้น

 

นั่นทำให้รู้อีกเรื่องว่าถึงจะปากร้ายแต่เจ้าตัวก็ใส่ใจคนอื่น ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเข้าก็ยิ่งได้ค้นพบข้อดีของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้ผมแอบยิ้มน้อยๆ ทำยังไงดีผมหยุดยิ้มไม่ได้..เหมือนผมจะหลงเขาเอามากๆ ชนิดที่เรียกว่าหัวปักหัวปำเลยก็ว่าได้

 

คนตัวเล็กกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง คลานขึ้นเตียงเบามาก พอเขานอนลงเรียบร้อยดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเราสองคนไว้ ผมก็ทำเนียนขยับไปกอดเขาไว้เหมือนเดิม ได้ยินเสียงบ่นเบาๆ

 

“ท่าจะติดหมอนข้าง แล้วทำไมไม่รู้จักซื้อไว้วะ” เปล่าครับโจวโจว พี่ไม่ได้ติดหมอนข้าง แค่กำลังติดคนที่นอนอยู่ข้างๆ น่ะ จากนั้นผมก็หลับไปอีกรอบ

 

TO  BE  CONTINUE…

 

ไม่มีอะไรจะพูด แค่จะบอกว่า ตอนหน้าเว่ยโจวคออ่อนแต่ยังเมากลับมา หุหุ

 

ด้วยรักจากคนเขียน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #16 banztzu1b (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 19:46
    ต่อไวๆนะคะ ด้วยรักจากคนอ่าน ฮี่ๆ อิ_อิ
    #16
    0