ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11 จูบแรก(กับผู้ชาย)ของผม…กับท่าที(ที่เปลี่ยนไป)ของเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ม.ค. 60

ตอนที่ 11 จูบแรก(กับผู้ชาย)ของผมกับท่าที(ที่เปลี่ยนไป)ของเขา

 

ผม..ถูก...ผู้ชาย....จูบ......ไม่จริงใช่ไหม!!!!!!!!! ชายสวี่คนแมนอยากจะกรี๊ด แถมยังถูกเห็นตอนที่กำลังถูกกดอยู่บนเตียงอีก อะไรไม่ร้ายเท่าคนที่ไปเห็นเข้าดันเป็นพี่อี้หลิน!!!!

 

โอ๊ย!! ทำไมผมถึงได้ซวยอย่างนี้วะ เพราะมันคนเดียวเลยไอ้พี่จิ่งวาฬ แถมต้องอยู่คอนโดฯ มันด้วยกันแค่สองคนอีก ผมต้องระแวงมันไปตลอดจนกว่าจะปิดเทอมเลยหรือเปล่านี่ ถึงจะรู้ว่าที่มันจูบเพราะอยากจะแกล้งผมก็เถอะ แล้วผมจะกล้ามองหน้าหมอนั่นไหม ไอ้ผู้ชายโรคจิตนิสัยไม่ดี ฮึ่ย..คิดแล้วแค้นเป็นบ้าเลยว่ะ

 

ว่าแล้วก็เข้าไปอาบน้ำดีกว่า ดีนะที่หยิบผ้าขนหนูออกมาทัน ตอนนั้นไม่ทันได้คิดอะไรครับ จะบอกให้ถูกคือผมคิดอะไรไม่ออกมากกว่า เพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะถูก..จูบ ฮือ..ไม่เอา ถึงมันจะจูบเก่งก็เถอะ อย่าไปคิดถึงตอนนั้นสิโว้ย

 

“โจวโจวเป็นอะไรครับหน้าแดงเชียว ไม่สบายเหรอ” พี่เว่ยหลางที่เดินออกมาจากห้องของพี่เว่ยเทียนพอดีทักผม ที่ยังยืนอยู่หน้าห้องแบบไปไหนไม่เป็น ต้องขอเวลาตั้งสติแป๊บ

 

“หือ..เปล่าครับ โจวไม่ได้เป็นอะไร”

 

“แต่หน้าโจวโจวแดงมากเลยนะ ไหนมีไข้หรือเปล่าครับ เอ..ตัวไม่ร้อนนะ ลุกไม่ไหวนอนพักต่อก็ได้นี่” พี่ชายคนรองเดินเข้ามาแตะหลังมือเข้ากับหน้าผากของผม ก่อนจะออกปากไล่ให้กลับไปนอน มีไอ้โรคจิตเพื่อนพี่อยู่ในห้อง ใครจะกล้ากลับเข้าไปนอนกันเล่า

 

“อ้าว..เว่ยซื่อ ออกมาพอดี จะถามว่าจิ่งอวี๋มันฟื้นหรือยัง” พี่เว่ยหลางหันไปถามพี่เว่ยซื่อ เมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูห้องนอนตัวเองออกมาเจอผมสองคนพอดี

 

“อะไร จิ่งอวี๋เกอเกอเขาไม่ได้นอนห้องผมสักหน่อย ไม่ได้นอนกับเกอเกอเหรอ”

 

“เปล่า”

 

“นอนห้องเว่ยเทียนเกอเกอหรือเปล่า”

 

“ไปดูแล้วเมื่อกี้ ไม่มี” แล้วคราวนี้ทั้งสองคนก็หันมามองหน้าผม

 

พอดีกับที่ประตูห้องผมเปิดออกอีกรอบ จังหวะดีเกินไปแล้ว มันจะรีบเปิดออกมาทำไมตอนนี้วะ

 

คนที่เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องผมเจอผมสามคนพี่น้องก็ยืนชะงักนิ่งอยู่กับที่ แต่พี่เว่ยหลางกับพี่เว่ยซื่อ กลับมองสบตากัน แล้วหันไปจ้องคนที่พึ่งจะเดินออกมาสลับกับมองหน้าผม ก่อนที่พี่เว่ยซื่อจะออกปากแซว

 

“นั่นไง สองคนนี่ยังไงนอนด้วยกันตลอดเลย จะแต่งพร้อมเว่ยเทียนเกอเกอเลยหรือเปล่า เว่ยหลางเกอเกอดูดิ เจ้าโจวเขินหน้าแดงใหญ่เลย”

“โจวไม่ได้เขินโว้ย ร้อนเหอะ จะไปอาบน้ำแล้ว” ผมโวยวายเสียงดังก่อนจะเดินแหวกกลางวงเข้าไปอาบน้ำในห้องพี่เว่ยเทียน แม้คำที่พูดแก้ตัวออกไปจะฟังไม่ขึ้นก็ตามที เพราะตอนนี้มันหน้าหนาว จะเอาอะไรมาร้อนล่ะครับ

 

“นายทำอะไรน้องฉันหรือเปล่าวะ โจวโจวมันถึงได้เขินหน้าแดงรีบเดินหนีไปอย่างนั้น” ได้ยินเสียงพี่ชายคนรองหันไปถามเพื่อนกลั้วหัวเราะ

 

“พวกนายสองคนนี่กวนประสาทแต่เช้า” ผมได้ยินเสียงนุ่มทุ้มตอบกึ่งบ่นนิดๆ แต่ไม่รู้ว่าคนตอบทำหน้าแบบไหน เพราะผมไม่กล้าหันกลับไปมองหรอก รีบเดินจ้ำเข้าห้องพี่เว่ยเทียนแล้วล็อคประตูอย่างเดียวเลย

 

 

 

 

ลงไปข้างล่างยังทันได้กินข้าวเช้าที่ป้าหยงเตรียมไว้ เป็นข้าวต้มทะเลเหมาะกับสภาพของผมตอนนี้สุดๆ ดื่มเหล้าแล้วเมาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ดื่มเบียร์แล้วเมาค้างเนี่ย แฮ้งค์ฉิบหายวายป่วงครับ

 

ถ้าคุณไม่รู้ว่าอาการแฮ้งค์เป็นยังไงให้ลองทำตามนี้ แนะนำให้ทำตอนที่กำลังเป็นไข้หวัดแบบปวดหัวหนักๆ ด้วยการออกไปปั่นจิ้งหรีดสักห้าสิบรอบค่อยกลับมานอนนะครับ จะเข้าใจอาการของคนแฮ้งค์ขึ้นมาได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งถ้าทำแล้วมีอาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียนตลอดเวลาละโป๊ะเชะใช่เลย

 

มื้อเช้าวันนี้นี้กินข้าวแบบไม่ค่อยจะมีความสุข เพราะผมต้องคอยหลบสายตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ก็แล้วมันจะจ้องผมให้ได้อะไรขึ้นมาเนี่ยไอ้บ้านี่ เดี๋ยวก็ฆ่าทิ้งเอาเนื้อไปให้ป้าหยงทำสุกี้หม้อไฟปลาวาฬกินเย็นนี้เสียดีไหม ยิ่งหนาวๆ อยู่ด้วย

 

“อะแฮ่ม..เดี๋ยวน้องก็ท้องหรอก” พี่อี้หลินกระแอมพลางพูดขึ้นมาลอยๆ ทำเอาผมแทบสะดุ้ง แต่คนที่เอาแต่จ้องผมหันไปมองหน้าคนพูดก่อนจะลงมือกินข้าวตามปกติ ซึ่งมันควรจะทำแบบนั้นมาตั้งนานแล้วไม่ใช่มานั่งจ้องหน้าผม

 

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ” พี่เว่ยซื่อพูดขึ้นมาอีกคน

 

“หึหึ” พี่เว่ยหลางหัวเราะเบาๆ ดีที่วันนี้พ่อกับแม่ไม่ได้ร่วมโต๊ะด้วย เพราะว่าออกไปธุระข้างนอกกันตั้งแต่เช้าแล้ว ส่วนพี่เว่ยเทียนที่คาดว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาก็ได้แต่หันไปมองคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา...ค่อยยังชั่ว

 

“เดี๋ยววันนี้โจวกลับห้องเลยนะ พรุ่งนี้มีนัดติวหนังสือที่คอนโดฯ เสี่ยวหมิงมันแต่เช้า” ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง ขอตัวกลับก่อน เพราะคิดว่าไอ้พี่จิ่งวาฬมันต้องอยู่ต่อแน่นอน ตอนนี้ไม่ค่อยอยากเห็นหน้าเพื่อนพี่ชายเท่าไหร่

 

“กลับกี่โมงครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พี่เว่ยหลางถาม

 

“ก็ว่าจะกลับบ่ายๆ อ่ะครับ ตอนกลางวันไม่ไหวอ่ะ โจวอยากนอนต่ออีกนิด แฮ้งค์อ่ะ”

 

“กลับพร้อมกับฉันก็ได้ จะกลับวันนี้เหมือนกัน เดี๋ยวต้องไปเตรียมงาน วันจันทร์เข้าออฟฟิศวันแรก” คนที่ใช้แต่สายตา(มองผม)มานานเริ่มใช้ปากบ้าง แต่ใช้ในทางไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย ใครใช้ให้มันรีบกลับเหมือนผมเนี่ย

 

“กลับกับนายได้ยังไง นายเอามอเตอร์ไซค์มานะ น้องฉันไม่มีหมวกกันน็อกด้วย มันอันตราย” พอพูดถึงมอเตอร์ไซค์ ผมถึงรู้สึกว่าเพื่อนพี่ชายพูดเข้าหูก็วันนี้แหละ แทบจะลืมโกรธมันเรื่องจูบเมื่อเช้าไปเลย(แค่เกือบครับ แค้นนี้ผมไม่ลืมง่ายๆ หรอกจะบอกให้) อยากขี่ดูคาติอ่ะ ไม่ได้ขี่ได้ซ้อนก็ยังดี

 

“แล้วหมวกกันน็อกมันไม่มีขายหรือไงล่ะ นายนี่ขัดความสุขชาวบ้านเขา” พี่อี้หลินพูดเชียร์ขึ้นมาทำเอา ชาวบ้าน’ (ผมกับคู่กรณี) หันมาสบตากันโดยมิได้นัดหมาย

 

คือกูแค่อยากนั่งรถมึง และนั่นไม่ได้หมายถึงกูอยากจะมีความสุขร่วมกับมึงเลยไอ้พี่จิ่งอวี๋ ไม่ต้องมายิ้ม แม่ง..กวนตีนว่ะ

 

“ตัวเล็กๆ อย่างน้องนายฉันให้ซ้อนได้ แต่กับพวกนายสองคน ขอฉันคิดดูก่อนว่ะ กลัวรถพัง” เจ้าของรถพูดพลางยักคิ้วใส่พี่เว่ยหลางกับพี่เว่ยซื่อ

 

“เว่ยหลางเกอเกอดูดิ จิ่งอวี๋เกอเกอสองมาตรฐานว่ะ” พี่เว่ยซื่อบ่น

 

“เออๆ จะเอายังไงก็เอา แต่ห้ามให้โจวโจวขี่ก็พอ ฉันขี้เกียจออกค่าซ่อมให้นาย แพงเกิน” พี่เว่ยหลางบอกเพื่อน ทำเอาคนอื่นๆ หัวเราะคิก

 

“สรุปว่าสองคนนี้กำลังจีบกันอยู่จริงๆ สินะ” คนที่คิดว่าไม่น่าจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ กลับถามขึ้นมาหน้าตาเฉยเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

 

“ฮึก..แค่กๆ ” ผมกำลังยกน้ำขึ้นดื่มพอดีเลยได้สำลักน้ำเข้าปากเข้าจมูก พี่เว่ยเทียนถามอะไรบ้าๆ ออกมาเนี่ย!!!

 

“อ้าว พี่พูดอะไรผิดเหรอ” พี่ใหญ่ของบ้านหันไปมองหน้าคนอื่นรอบวงที่จ้องหน้าตัวเองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นว่าทั้งบ้านเงียบกริบ(มีแค่เสียงไอของผม)

 

“พี่พูดไม่ผิดหรอกค่ะ ก็แค่พูดตรงเกินไป ถ้ายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มาถามเรื่องแบบนี้ใครเขาจะยอมรับกันเล่า เขารู้กันแค่สองคน” พี่สะใภ้ผมพูดก่อนที่พี่ชายคนโตของผมจะพยักหน้าแล้วตักข้าวต้มเข้าปากเคี้ยวตามปกติเหมือนกับว่าไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติเลยว่า สองคนที่กำลังพูดถึงกันอยู่น่ะเป็นผู้ชายทั้งคู่นะโว้ย คนอื่นๆ เลยได้แต่หัวเราะอีกรอบ

 

แล้วมึง..ไอ้พี่จิ่งวาฬ มีปากไหม ถ้ามีปฏิเสธบ้างก็ได้ ไม่ใช่มานั่งเงียบแบบนี้ เขาบอกว่าการเงียบเท่ากับการยอมรับไม่เคยได้ยินหรือไง

 

เอ่อ....ขอให้มันไม่เคยได้ยินจริงๆ ก็แล้วกัน เห็นสายตามที่มองมาของอีกฝ่ายแล้ว...ชักรู้สึกไม่ค่อยดียังไงก็ไม่รู้

 

“รู้ว่าอยาก แต่ถ้าจะกลับกับจิ่งอวี๋ โจวโจวต้องมีหมวกกันน็อก ไม่อย่างนั้นพี่ไม่ให้กลับนะครับ” พี่เว่ยหลางหันมาบอกผม

 

“เออ รู้แล้วล่ะน่า เดี๋ยวสายๆ ฉันจะพาออกไปซื้อเอง เอากุญแจรถมายืมด้วย” คราวนี้ไอ้คนที่นั่งเงียบมานานมันออกรับหน้าแทน ไอ้เรื่องที่อยากให้พูดมันก็ไม่พูด ทีไอ้เรื่องไม่น่าจะพูดนี่ เสนอหน้าพูดจริงๆ

 

“ออกหน้าออกตาเสียขนาดนี้ ถ้าบอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ใครจะไปเชื่อ” พี่สะใภ้ผมพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นเก็บถ้วยชามเมื่อพวกเราทานอิ่มกันหมดแล้ว โดยมีพี่เว่ยซื่อคอยช่วย ผมก็อยากช่วยแต่เคยทำแตกไปทีหนึ่งครึ่งโหล ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นคุณชายนั่งทานอย่างเดียว(ความจริงคือถูกสั่งห้ามเข้าครัวเลยครับ)

 

“ไม่มีสักหน่อย” ผมโวยตอบเบาๆ ทำเอาคนอื่นพากันหัวเราะ แต่คู่กรณีขอผมก็แค่กัดริมฝีปากอมยิ้มน้อยๆ แล้วไม่ต้องมองหน้าผมได้ไหม คนอื่นเขาเข้าใจผิดกันก็เพราะมันนี่แหละ

 

 

 

 

ในที่สุดผมก็ได้ซ้อนบิ๊กไบค์สมใจ เสียแต่ว่าไม่ได้ขี่เอง เพราะสามพี่น้องตระกูลเว่ยยืนกรานเลยว่าห้ามเด็ดขาด ใจร้ายที่สุด แต่ถ้าไม่ใช่ของตัวเองผมก็ไม่อยากขี่หรอก ยี่ห้อนี้ล้มทีก็ซ่อมหลักแสนแค่คิดก็ขนหัวลุกแล้วครับ

 

สวมอุปกรณ์ป้องกันแขนขาบรรดามีที่คุณพี่จิ่งอวี๋เขาบังคับให้ซื้อมา(แน่นอนว่ามันจ่ายเงิน) พอครบชุดแล้วดูตัวเองในกระจก แหม..พี่สวี่คนแมนนี่เท่ไม่เบา ท่าทางเราจะไปกันได้กับแฟนสองล้อ หุๆ

 

“เอามานี่สิ เดี๋ยวสะพายให้” ผมบอกเมื่อเดินออกมาจากบ้านเห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมหยิบกระเป๋าตัวเองขึ้นมาสะพายด้านหน้า ไหนๆ เขาอุตส่าห์มีน้ำใจชวนกลับ(แถมซื้อของให้เสียหลักหมื่น หมั่นไส้คนรวยว่ะ) ผมถือกระเป๋าให้คงไม่เป็นไรหรอก

 

“ก็ต้องสะพายกระเป๋าตัวเองไม่ใช่เหรอ”

 

“โอ๊ย!! ใบเท่านี้มันไม่ได้หนักเหมือนแบกกระสอบข้าวสารหรอกมั้ง ถ้าไม่ส่งมาจะไม่ช่วยแล้วนะ” ผมบอกอย่างหงุดหงิด คนจะช่วยถือยังจะมานั่น นี่ นู่น เหอะ

 

แต่อีกฝ่ายก็ยอมส่งกระเป๋ามาให้ผมถือ เมื่อสะพายกระเป๋าขึ้นหลังได้ผมก็หยิบถุงมือและหมวกกันน็อกมาสวม พร้อมเดินทาง

 

“แล้วก็ไม่ต้องไปเชื่อน้องฉันมากล่ะ ขานี้ชอบซิ่ง ไม่ต้องขี่ไวนัก” พี่เว่ยหลางออกมากำกับถึงหน้าประตู

 

“ครับพ่อ” ผมกับคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้นมาพร้อม กันก่อนที่คนขับจะเอี้ยวตัวหันกลับมาสบตากับผม ทำเอาพี่ชายผมหัวเราะก่อนจะชี้หน้า

 

“เดี๋ยวเถอะ จะโดนทั้งคู่” จากนั้นเสียงสตาร์ทรถก็ดังขึ้น อืม...เสียงเซ็กซี่ขยี้ใจชายจริงๆ เลย ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนออกนอกบ้านโดยมีพี่เว่ยหลางเดินตามมาเปิดประตูรั้วให้ น่ารักที่สุดเลยใช่ไหมล่ะครับพี่ชายผม

 

“เกาะด้วยสิ เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก” คนด้านหน้าหันมาบอกผม เมื่อเห็นว่านั่งออกมานานแล้ว แต่ผมไม่ยอมเกาะอะไร นั่งเกร็งจนตะคริวจะกินขาอยู่แล้ว

 

คือรถมันสวยนะครับแต่ถ้าเป็นคนซ้อนจะนั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะเบาะมันสูงต้องเอนตัวไปพิงคนหน้าซึ่งไม่ดี เพราะจะทำให้เขาหนักแล้วขับขี่ไม่สะดวก ไม่ก็เอื้อมมืออ้อมไปยันถังน้ำมันด้านหน้าไว้จะยิ่งทำให้ตัวติดกันเข้าไปใหญ่ หรือสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดจะทำคือเกาะคนขี่นั่นแหละ

 

“ไม่ตกหรอกน่า ขี่ไปเงียบๆ เถอะ” ผมโวยวายกลับไป จะให้ขยับไปชิดหมอนี่เนี่ยนะไม่มีทาง...ซะที่ไหนล่ะ เจอแท็กซี่ตบเข้ามาจากเลนซ้าย(ประเทศไทยเร็วออกขวา ช้าชิดซ้าย-พวงมาลัยรถอยู่ขวา/ประเทศจีนจะตรงกันข้ามครับ)

 

“โอ๊ย!! พ่องตาย จะรีบไปตายที่ไหนวะ” ผมเปิดหมวกกันน็อกขึ้นมาโวยวายด่าตามหลัง แต่คาดว่าคนขับแท็กซี่คงจะไม่ได้ยิน

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” คนด้านหน้าหันมาถาม

 

“ไม่เป็น” ผมบอกก่อนจะขยับออกห่าง เพราะเมื่อกี้ตอนรถเบรกไถลเข้าไปหา แถมกอดคนข้างหน้าไว้เสียแน่น ฮึ่ย..อารมณ์เสียจริงๆ

 

“รีบตามไปเลย จะไปด่ามัน” เพราะถ้าจะตามขึ้นมา ต่อให้แท็กซี่เหยียบมิดยังไงก็หนีเจ้าคันนี้ไม่พ้นแน่ ยิ่งถนนเส้นนี้รถติดขนาดนี้ด้วย

 

“ช่างเขาเถอะ พ่อเขาอาจจะตายจริงๆ ก็ได้ใครจะไปรู้” พี่จิ่งอวี๋พูดจบ จากที่ผมโมโหเลยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เข้าใจเหน็บแนมเหลือเกินพ่อคุณเอ๊ย

 

“เกาะไปแบบนี้แหละไม่กัดหรอกน่า เดี๋ยวก็ตกไปจริงๆ คราวนี้ถูกสั่งห้ามซ้อนตลอดชีวิตอย่ามาโทษกันนะ” ถูกขู่เบาๆ แต่ผมเสือกคิดตาม ซึ่งมันก็จริงเสียด้วย

 

เพราะปกติผมขอซื้อรถมอเตอร์ไซค์ก็ถูกที่บ้านค้านเสียงแข็งอยู่แล้ว นี่ถ้าตกรถไปคงถูกสั่งแบนถาวรแน่ ไม่เสี่ยงๆ แต่ก็ไม่อยากเกาะหมอนี่อ่ะ เลยเอื้อมมือไปยันถังน้ำมันไว้แต่กลับกลายเป็นว่าตัวผมยิ่งชิดกับคนขี่เข้าไปใหญ่

 

สรุปต้องเกาะไหล่คนตัวโตกว่าไปอย่างเดิม(เพิ่มเติมคือความอิจฉา เพราะว่าไอ้พี่จิ่งมันไหล่กว้างกว่าผมมาก แล้วก็มีกล้ามเนื้อเยอะกว่าด้วย) ถ้าจะให้เกาะเอวหมอนี่นี่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ผมไม่ทำแน่ๆ

 

ก็เอาเหอะนี่แค่เกาะไหล่ ผมก็ไม่ใช่ผู้หญิงโลกสวยสดซิงจากที่ไหน ถูกเนื้อถูกตัวผู้ชายแค่นี้ไม่สึกหรอหรอก

 

แต่ที่ถูกจูบเมื่อเช้านี้ไม่นับ!!! อันนั้นผมสึกหรอ เสียหายหลายแสนด้วย เฮอะ

 

 

 

 

กลับถึงคอนโดฯ จอดรถผมก็ต้องล่ำลากับหวานใจ(ของไอ้พี่จิ่งวาฬมัน) เดินขึ้นห้องกันได้ก็เตรียมจะซักผ้า ถือตะกร้าผ้าเดินออกมาอีกทีก็ป๊ะเข้ากับคนที่จะซักผ้าเหมือนกัน

 

“ซักก่อนก็ได้” แหม..ทำมาเป็นใจดี

 

“ไม่เป็นไรซักไปก่อนเลย ฝากวางไว้ก่อนแล้วกัน” ผมบอกและวางตะกร้าผ้าไว้ข้างเครื่องซักผ้า ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องเพื่อเตรียมหนังสือที่จะไปติวที่ห้องเพื่อน แล้วก็เลยเถิดไปอ่านหนังสือการ์ตูนไปเรื่อยเปื่อย

 

จนเมื่อเห็นว่าผ่านไปชั่วโมงกว่า อีกคนน่าจะซักผ้าเสร็จแล้ว ผมเลยเดินออกมาดู

 

ตะกร้าผ้าของผมว่างเปล่า เสื้อผ้าถูกใส่ไม้แขวนห้อยที่ราวตากผ้าระเบียงห้องเรียบร้อยพร้อมกับเสื้อผ้าที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ของผม

 

คุณชายหวงนี่ถ้าใครได้ไปเป็นสามีคงสบายไปหลายอย่างอ่ะครับ ทำอาหารก็เก่งแถมอร่อยอีกต่างหาก(ถึงผมไม่อยากจะยอมรับก็เถอะ เฮอะ หมั่นไส้มัน) ซักผ้าตากผ้าก็เนี้ยบเสียแทบจะไม่มีที่ติ

 

“เห็นว่ามีน้อยเลยซักด้วยกันไปเลย ไม่เป็นไรใช่หรือเปล่า” คนที่กำลังนึกนินทาอยู่ในใจเดินมาทักทายแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง

 

“จะเป็นอะไรล่ะ” นอกจากสบาย หุๆ

 

“ไปซื้อของกันไหม ตอนเย็นจะได้ทำกับข้าวกินกันหรือจะกินข้างนอก” รู้สึกถึงความเอาใจใส่แปลกๆ หมอนี่มีแผนจะแกล้งอะไรผมหรือเปล่าเนี่ย โคตรน่าสงสัยเลย

 

“ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจเดิน”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่รู้จะซื้ออะไรมาทำให้กิน อดกินแล้วกัน”

 

“อ้าว!!” ผมแอบโวยวายเบาๆ เมื่อคนที่ชวนอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น

 

“ก็ถ้าจะกินต้องออกไปด้วยกัน จะได้รู้ว่าอยากกินอะไร” ออกไปคนเดียวมันจะตายหรือไงวะ คิดในใจนะครับ ไม่ได้พูดออกไปหรอก

 

“เออๆ ออกก็ออก เร็วๆ สิ จะหิวแล้ว” ผมบอกก่อนจะเก็บตะกร้าผ้าเปล่าของตัวเองเดินกลับเข้าไปไว้ในห้อง หันไปมองหมวกกันน็อกกับถุงมือที่เจ้าของรถซื้อให้ ความจริงอยากไปสองล้อนะครับ แต่ถ้าต้องหิ้วของกลับขอเป็นรถยนต์คงจะดีกว่าเยอะ

 

 

 

 

เฟอร์รารี่สีแดงขับไปจอดในห้างที่อยู่ใกล้คอนโดฯ มากที่สุด มีสายตาของประชาชนชาวจีนมองตามตั้งแต่พวกผมก้าวลงจากรถ

 

“ไม่มีรถที่มันธรรมดากว่านี้แล้วหรือไง คันนี้มันเตะตาเกิ๊น” ผมหันไปถามคนหน้าหล่อตัวสูงปรี๊ดที่เดินอยู่ข้างๆ

 

“ก็กำลังคิดว่าอยากได้ LAMBORGHINI แจ่มๆ อีกสักคันหนึ่งอ่ะ นายอยากนั่งไหมล่ะ” คนถูกถามหันกลับและก้มลงมาตอบ พลางทำท่ายักคิ้วกวนตีนส่งให้ผม

 

LAMBORGHINI พ่อง...ธรรมดาตรงไหนวะไอ้พี่จิ่ง ถ้าจะเอาเงินมาผลาญกับการซื้อรถราคาแพงขนาดนี้ เก็บไว้เลี้ยงตัวเองยามชราเถอะ กวนตีนแบบนี้ท่าจะหาแฟนยาก หล่อลากไส้ไปก็คงไม่ช่วยหรอก สาวๆ เจอกวนประสาทแบบที่ผมโดน รู้นิสัยจริงๆ ของหมอนี่เข้าก็คงเผ่น เอ..หรือมันจะเป็นโรคกวนตีนแค่กับผมวะ อืม...ก็น่าคิดอยู่นะ

 

เราสองคนเลือกรถเข็นคันเล็กมาก่อนที่ผมจะเดินนำให้เพื่อนพี่ชายเข็นรถเดินตาม จะให้ผมเข็นน่ะเหรอฝันไปเถอะ ถ้าไม่ใช่สาวๆ ชายสวี่ไม่เซอร์วิสหรอกครับขอบอก

 

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้บ่นอะไรนะครับ ดูออกจะเต็มอกเต็มใจ คงกลัวว่าผมจะเข็นไปชนอะไรเข้าละมั้ง ก่อนออกจากบ้านมาเมื่อตอนบ่ายพี่เว่ยหลางขู่น่าดูเลยนี่ว่าอย่าให้ผมหยิบจับอะไรน่ะ

 

“อยากกินอะไรล่ะ” คนตัวสูงที่เข็นรถเดินตามถาม เมื่อเห็นว่าผมเดินมองนั่นนี่ไปเรื่อยแต่ไม่หยิบจับอะไรสักอย่าง ไม่รู้จะจับอะไรเพราะผมไม่ถนัดทำอาหารอ่ะนะ(พูดให้ถูกคือทำไม่เป็นเลยต่างหาก)

 

“ถ้าบอกไปแล้วจะทำให้กินได้จริงๆ หรือไง”

 

“ก็บอกมาก่อนสิครับ” อีกฝ่ายถามยิ้มๆ แม้จะลงท้ายด้วยเสียงไพเราะจนน่าเคลิ้มตาย แต่ผมถือว่ามันยิ้มท้าทาย ถ้าคุณๆ มาเห็นรอยยิ้มแบบนี้ก็ต้องคิดเหมือนผมกันทั้งนั้นแหละ

 

“สปาเกตตีซอสหมูเพราะไม่ชอบกินไก่ เนื้อก็ไม่อยากกิน ถ้าทำได้ก็เก่งอ่ะ” ผมบอกประชด แต่อีกคนกลับหัวเราะเบาๆ

 

“ของถนัดเลย ไปเลือกของกัน” ห๊ะ!!!!!!! ถามจริง แล้วผมก็ถูกจับมือข้างหนึ่งให้มาเกาะรถเข็นแล้วเดินไปพร้อมกัน พี่จิ่งอวี๋มันก็เลือกนั่น นี่ นู่น แบบว่าดูเป็นพ่อบ้านมือโปรสุดๆ อ่ะครับ

 

“วันก่อนบอกว่าอยากกินไข่ตุ๋นใช่ไหม” เจ้าตัวหันมาถามผม คือถามแบบไม่ต้องการคำตอบอ่ะครับ เพราะพอถามเสร็จมันก็หยิบของใส่รถเข็นเลย แล้วจะถามเพื่อ

 

เดินผ่านโซนผลไม้ก็มีแต่น่ากินๆ ก็เลยซื้อกันมาสองสามอย่าง ระหว่างที่กำลังจะเข็นรถไปจ่ายเงินก็เกือบจะไปชนผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินออกมาตัดหน้ารถเข็นปุบปับ ก็สวยไม่เบาละครับ

 

ผมเกือบจะขายหม้อ แต่ติดตรงที่ว่าถูกคนที่เดินอยู่ข้างๆ กระตุกข้อมือไว้เบาๆ จนผมหันไปขึงตาใส่ไอ้พี่จิ่งวาฬ ที่มันบังอาจเอาก้างชิ้นใหญ่ของตัวเองมาขวางคอผม

 

“อุ๊ยขอโทษค่ะ” เธอพูดพลางส่งยิ้มสวยขณะมองมาที่เพื่อนพี่ชายผม

 

“ไม่เป็นไรครับ” พี่จิ่งอวี๋มันตอบด้วยเสียงสุภาพ

 

“ซื้อของเยอะแยะเชียว ทำอาหารเป็นด้วยเหรอคะนี่” สาวเจ้าเขายังชวนคุยไม่หยุด ดูก็รู้ว่าเพื่อนพี่ชายผมกำลังถูกจีบ โอ๊ย หมั่นไส้คนหล่อว่ะ

 

“ครับ พอดีผมชอบทำอาหารให้แฟนทานน่ะครับ” อ้าว..จบกัน สาวเขาอุตส่าห์ส่งยิ้มทอดสะพาน หมอนี่มันซื่อหรือบื้อวะ ไม่ไหวจะเคลียร์ อีกอย่างก็เห็นไอ้พี่จิ่งอยู่คนเดียวนี่หว่า(เออ ก็อยู่กับผมแหละ แต่บ้านมันไง) ฟงแฟนไม่เห็นจะมี หรือมีอยู่ที่บริษัทก็ไม่รู้ได้ แต่ผมว่าปากแบบนี้ก็สมควรจะไม่มีนะ

 

“ขอโทษด้วยนะครับที่เกือบจะชนคุณ ไปครับโจวโจว” บอกสาวสวยคนนั้น แล้วก็หันมาเอามือแตะหลังผมเบาๆ บอกให้ออกเดินแถมเปลี่ยนมาเรียกชื่อผมเสียสนิทสนม เราไปสนิทกันตอนไหนมิทราบครับคุณชายหวง

 

ผมเลยได้แต่ส่งยิ้มไปให้พี่คนสวย ก่อนจะออกเดินไปที่ช่องชำระเงินเพราะเริ่มจะหิว ขืนชักช้าอาจจะกินเลือดคนข้างๆ แทนข้าวเย็นเอาได้ เสร็จแล้วก็ขนของกลับบ้าน

 

ดีที่ตู้เย็นบ้านนี้หลังใหญ่ ไม่อย่างนั้นกลัวว่าจะใส่ของไม่หมดเสียเหลือเกิน ซื้อกันมาอย่างกับว่าเดือนนี้จะไม่ออกไปไหนแล้วอย่างนั้นแหละ

 

กลับมาถึงปุ๊บเพื่อนพี่ชายผมก็ทำอาหารง่วนอยู่ในครัวโดยมีผมเดินไปดูเป็นครั้งคราว เพราะบอกว่าจะช่วยแต่ตอนล้างมะเขือเทศดันทำจานแตกไปใบนึง ไอ้พี่จิ่งอวี๋มันอึ้งกิมกี่ ก่อนจะไล่ผมให้ออกไปห่างๆ ด้วยประโยคที่ว่า ถ้าอยากช่วยจริงๆ ช่วยยืนดูเฉยๆ ก็พอ เออ ก็ดี ชอบแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ แค่จานแตกไปใบเดียวทำเป็นงก ก็มือมันลื่นนี่หว่า

 

วันนี้ผมเลยได้กินสปาเกตตีซอสหมูสมใจ แถมอร่อยกว่าไปกินที่ร้านอีกต่างหาก สาวๆ อิจฉาผมไหมครับ คือพี่จิ่งอวี๋นี่ถ้าเป็นผู้หญิงผมจีบเลยนะ จะเป็นเพื่อนพี่ชายหรือจะแก่กว่าก็ไม่สนหรอกถ้าจะเฟอร์เฟ็กต์กันขนาดนี้ หน้าตาดี หน้าที่การงานโอเค ทำอาหารเก่งแถมอร่อยอีก มีเค้าว่าเรื่องอย่างว่านั้นก็น่าจะเก่งเพราะหมอนี่จูบเก่ง ผมไม่ได้ชมว่ามันจูบเก่งนะแค่พูดให้ฟังเฉยๆ จากประสบการณ์เมื่อเช้านี้

 

 

 

 

“กูอยากไปเดินเล่นซื้อของว่ะ อยากได้เสื้อขนเป็ดตัวใหม่” วันพฤหัสบดีตอนเย็นเมื่อออกจากห้องสอบผมก็บอกสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจมานาน แบบว่าอยากมาหลายวันและ

 

“โอ๊ย โจวโจว พึ่งจะสอบเสร็จแล้วมาชวนไปเดินเล่นซื้อของนี่นะ หน้าโทรมตาโหลขนาดนี้ มึงเอาเวลาไปหลับไปนอนให้มันเต็มอิ่มก่อนดีป่ะ วันอื่นค่อยมาว่ากัน” เสี่ยวหมิงบอกทำเอาเจียหลงพยักหน้าแบบเบลอๆ ตามอย่างเห็นด้วย

 

“อ้าว ก็กูอยากเลยพูดไว้ก่อนเฉยๆ อีกอย่างก็ไปวันนี้ไม่ไหวหรอก เหนื่อยเหี้ยๆ ง่วงด้วย ทนแหกตาอ่านหนังสือมาตั้งนาน พึ่งสอบเสร็จใครจะมีอารมณ์ไปเดินอีก ถ้าแดกเหล้าก็ว่าไปอย่าง” ผมบอก

 

“วันนี้ขอบายกูไม่พร้อม หน้าโทรม ขนาดตอนหน้าไม่โทรมยังเนียนเด้งสู้มึงไม่ได้เลยโจวโจว ดังนั้นวันนี้ใครไปกินเหล้ากูโกรธ” ถิงถิงพูดทำเอาผมหันไปจ้องหน้า

 

“มึงไปไม่ไหว แล้วจะมาโกรธกูทำไมเนี่ยถิงถิง”

 

“ไม่รู้ กูอยากไปปล่อยผีบ้าง แต่วันนี้ไม่ไหวดังนั้นมึงก็ห้ามไป กูไม่ได้หวงมึงไป แค่เป็นห่วงกลัวว่าใครจะมาลากมึงไปเพราะพวกกูไม่ได้ไปด้วยเฉยๆ หรือถ้าไม่เข็ดอยากโดนอย่างตอนนั้นก็เชิญไปเลย แต่กูการันตีว่ารอบนี้มึงได้ผัวแน่” ถิงถิงพูดยาวเหยียดทำเอาผมขนลุกเมื่อนึกถึงเวลาที่ถูกผู้ชายตามตื๊อขอไปส่งตอนผับปิด

 

“เออ ก็ไม่ไปหรอก จะกลับไปนอน แต่พรุ่งนี้กูจะไปดูวิวเมืองตอนกลางคืนที่หอไข่มุก จะขึ้นไปส่องตึกคู่จิ้น3P จินเหมา SWFC กับเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์สักหน่อย แล้วก็จะลอดอุโมงค์ไปเดินนานกิงต่อ มีใครจะไปหรือเปล่า”

 

“เจียหลง เราอยากไป” ซื่ออิงหันไปบอกแฟนตัวเอง

 

“หวานกันไปป่ะวะ สงสารพวกกูบ้าง” เสี่ยวหมิงรีบขัดขึ้นมา ทำเอาผมและถิงถิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยสุดๆ

 

“อิจฉาพวกมึงก็รีบหาแฟนสิครับ แต่โจวโจว...กูว่ามึงไม่ต้องหามาเพิ่มแล้วนะ ที่มีอยู่ก็บริหารให้ดีก่อน กูเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนจะตกรางรถไฟตาย” จบคำของเจียหลงทุกคนก็ฮากันไป

 

“เออ ไม่ต้องบอกก็รู้หรอก”

 

“ทำเป็นพูดดี แต่ไปแดกเหล้าทีไรสีหญิงได้เบอร์มาตลอด” เจียหลงยังไม่เลิกแขวะ

 

“ขอโทษทีว่ะเพื่อน ก็คนมันหน้าตาดีอ่ะ อิจฉาก็หายาลดความหล่อมาให้กูกินหน่อยสิ”

 

“โห่ยยยยยย” พอผมพูดจบก็ถูกเพื่อนๆ รุมโห่เสียยกใหญ่

 

 “พูดไม่ดูหนังหน้าตัวเอง หัดส่องกระจกเสียบ้างนะมึง น่ารักจนผู้หญิงอายอย่างมึงจะเอาอะไรมาหล่อ” ถิงถิงพูดก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย

 

“แล้วพรุ่งนี้เอาไงเจอกันที่ไหน กูไปด้วย แต่ไม่เอารถไปนะ ขี้เกียจกลับมาเอาทีหลัง” เสี่ยวหมิงพูด ก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายตามอีกคน

 

“เอาอย่างนี้มีใครไปบ้าง” ผมถามเพื่อความแน่ใจแล้วจะได้หาที่นัดกันถูก ทุกคนยกมือกันหมด

 

“ถ้าอย่างนั้นเจอกันที่คอนโดฯ เสี่ยวหมิงแล้วกัน ดีป่ะ ไปกินข้าวกันก่อนแล้วสักห้าโมงเย็นแล้วค่อยไปขึ้นหอไข่มุกกัน กว่าจะต่อคิวขึ้นลิฟต์ไปข้างบนก็มืดพอดี” ผมกำหนดสถานที่ทุกคนพยักหน้าตกลงก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

 

“โจวโจว กูไปส่งเปล่า ยังไม่รู้เลยว่าห้องใหม่มึงอยู่ตรงไหน” เสี่ยวหมิงเสนอตัวเป็นสารถี มีราชรถมาเกยฟรีๆ แต่งานนี้ผมต้องปฏิเสธสถานเดียว ให้ไปส่งถ้าเกิดเจอคนที่ผมอยู่ด้วยขึ้นมาจะทำยังไงเล่า

 

“ไม่ต้องอ่ะเดี๋ยวกลับเอง กูอยู่คอนโดฯ เว่ยหลางเกอเกออ่ะ เขาซื้อไว้เวลาเข้ามาทำงานในเซี่ยงไฮ้แล้วเผื่อวันไหนเลิกดึกไม่ได้กลับบ้าน” ผมบอกส่งๆ แต่ก็เรื่องจริงนะเออ

 

“อ๋อ ก็แล้วไป นึกว่ามึงไปแอบซื้ออยู่กับแฟนหนุ่มเสียอีก เห็นปิดเป็นความลับไม่อยากให้เพื่อนรู้” ถิงถิงพูดแทงใจผมจนแทบสะอึก บอกให้รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าผมอยู่กับผู้ชายจริงๆ ถึงคนที่ผมอยู่ด้วยจะห่างไกลกับคำว่าแฟนหนุ่มโคตรๆ ก็เหอะ แต่แบบ..ไม่ได้อ่ะ ยังไงก็บอกไม่ได้ ถ้าไอ้พวกนี้รู้นะ โอ๊ย!!! ชายสวี่ไม่อยากจะคิด

 

 

 

 

วันศุกร์ผมตื่นเอาเกือบเที่ยงเข้าไปแล้ว เดินมาข้างนอกกะจะไปอาบน้ำรู้สึกว่าบ้านมันเงียบผิดปกติ ลืมไปเลยว่าเจ้าของบ้านมันไปทำงานแล้ว อาบน้ำเสร็จก็เตรียมผ้าจะออกไปซัก เจอตะกร้าผ้าของเพื่อนพี่ชายวางอยู่ข้างเครื่องซักผ้า ไหนๆ ก็ว่างผม ซักให้อีกฝ่ายบ้างคงไม่เสียหายอะไร

 

หลังจากเอาผ้าใส่เครื่องปั่นเสร็จก็หันหน้าเข้าครัวเพื่อหาอะไรรองท้อง แต่ยังไม่ทันได้ลงมือค้นตู้เย็นก็เจอเข้าเสียก่อน จานที่มีฝาพลาสติกครอบวางเด่นอยู่บนโต๊ะมีโพสต์อิทสีฟ้าสดใสเขียนแปะไว้ว่า ตื่นแล้วก็ทานซะล่ะ

 

ผมเปิดออกดูข้างในมีแซนด์วิชไข่ดาวสองชิ้นหน้าตาเป็นมิตรมากๆ เห็นแล้วท้องร้องเลยครับ เปิดตู้เย็นได้ก็รินนมใส่แก้วเกือบเต็ม เพราะผมต้องการแคลเซียมเพื่อความสูงและความแข็งแรงของกระดูก

 

แม้เพื่อนผมบอกว่าควรทำใจเรื่องนี้ได้แล้ว แต่คนอย่างสวี่เว่ยโจวไม่ถอดใจง่ายๆ หรอกโว้ย จากนั้นก็ยกจานแซนด์วิชและแก้วนม(อย่างระมัดระวัง)ออกมานั่งกินหน้าทีวีหาหนังดูไปเรื่อยเปื่อยอย่างสบายใจ

 

 

 

 

ผมว่าการอยู่ร่วมกับเพื่อนสนิทของพี่เว่ยหลางคนนี้ก็เป็นไปได้ดีกว่าที่คิด ตอนแรกก็ระแวงว่ามันจะทำอะไรเถื่อนๆ หื่นๆ เหมือนเช้าวันนั้นที่บ้านผมหรือเปล่า เพราะถ้าหมอนั่นทำจริงผมคงสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ ตัวก็ควาย แรงแม่งก็โคตรควาย

 

แต่ก็ไม่มีอะไร (แน่ะแอบแช่งให้ผมเจ็บตัวกันอยู่ใช่ไหมล่ะ ไหนบอกรักผม แต่เชียร์จิ่งวาฬเกอเกอกันจังเลย เดี๋ยวผมจะงอนแล้วนะ)

 

เพื่อนพี่ชายผมก็ยังพูดจาชวนให้อยากต่อยหน้าบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีการถึงเนื้อถึงตัว หรือหน้ามืดลวนลาม ผมก็เลยพอจะมั่นใจได้ว่พี่จิ่งอวี๋มันไม่ได้เบี่ยงเบน วันนั้นคงเพราะมันอยากจะแกล้งมากกว่า ผมเลยอยู่กับเจ้าของบ้านได้สนิทใจมากขึ้น(แม้จะยังแอบแค้นที่มันจูบผมอยู่ก็เถอะ)

 

แถมเวลาอยู่กับผู้ชายคนนี้ผมยังได้กินข้าวครบทุกมื้ออีกต่างหาก ตั้งแต่ออฟฟิศเปิดพี่จิ่งอวี๋มันจะตื่นเช้ากว่าผมน่ะครับ ถ้าวันไหนมันทำเองส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มหรือไม่ก็แซนด์วิชอะไรสักอย่าง ถ้าวันไหนออกไปซื้อก็จะเป็นพวกน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ หรือขนมปังให้ผมกินก่อนไปเรียน

 

ตอนเย็นถ้าหมอนั่นกลับไวก็บอกให้รอกินข้าวพร้อมกัน ถ้ามันไม่กลับมาทำให้ผมกินก็จะซื้อเข้ามาหรือไม่ก็พากันออกไปกินข้าวข้างนอก แต่ส่วนมากผมไม่ค่อยได้ไปกินข้างนอกหรอก นอกจากว่าพี่เว่ยหลางจะลงมาเซี่ยงไฮ้เท่านั้น

 

 

 

 

ตอนเย็นแต่งตัวหล่อออกไปที่ห้องเสี่ยวหมิง แต่เหมือนจะมาถึงเร็วไปเพราะยังไม่มีใครมา ผมเลยนอนดูทีวีรอเพื่อนไปพลางๆ จนเมื่อครบแก๊งเราก็ออกไปหาอะไรกินกัน จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่หอไข่มุกซึ่งตั้งอยู่ฝั่งผู่ตง

 

หลังจากที่ต่อแถวที่วนขดยังกับงูตัวยาวก็ถึงคิวขึ้นลิฟต์สักที ในลิฟต์จะมีเจ้าหน้าที่สาวๆ ในชุดยูนิฟอร์มสีแดงคอยเปิด-ปิดประตูและให้ข้อมูลย่อๆ ของหอไข่มุกแห่งนี้ ซึ่งก็บังเอิญว่าคนที่ผมเจอนั้นน่ารักกระแทกใจมากจนอยากได้เบอร์โทร แต่ดันไม่มีโอกาส

 

เพราะตั้งแต่ลิฟต์เริ่มขยับเธอก็เริ่มพูด พอลิฟต์หยุดปั๊บเธอก็พูดจบพอดีราวกับจับเวลา แล้วผมจะหาโอกาสที่ไหนชวนคุยล่ะครับ คนหล่อละเซ็ง

 

พากันเดินชมวิวยามราตรีที่สามารถเดินวนดูได้แบบสามร้อยหกสิบองศาและถ่ายรูปกันจนสาแก่ใจแล้ว พวกเราก็ลงลิฟต์ไปที่ส่วนฐานของหอไข่มุก ก่อนจะพากันเดินออกแล้ววนอ้อมไปเพื่อลอดอุโมงค์เลเซอร์ใต้แม่น้ำหวงผู่ไปโผล่ขึ้นฝั่งผู่ซีที่เดอะบันด์หรือหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ถ่ายรูปริมฝั่งแม่น้ำกันจนพอใจแล้วก็เดินไปถนนนานกิงกัน

 

 

 

 

“วันนี้คนเยอะว่ะ เอาอย่างนี้ถ้าเดินพลัดกันยังไงกลับมาเจอกันตรงนี้นะ แล้วก็โจวโจวเปิดเสียงมือถือด้วย ถ้ากูโทรตามแล้วไม่รับ กูทิ้งมึงไว้ที่นี่แน่” เสี่ยวหมิงวันนี้อย่างโหด ผมเลยคว้ามือถือมาเพิ่มความดังของเสียงเรียกเข้าและยัดใส่กระเป๋าด้านในของเสื้อกันหนาวไว้ตามเดิม ก่อนที่พวกเราจะเริ่มออกเดิน

 

เดินไปเดินมาเจียหลงกับซื่ออิงก็แยกกันไปจูงมือหวานกันสองคน ปล่อยพวกมันไป ผมสามคนก็เดินดูพวกเสื้อผ้า เข้าห้างนั้นออกห้างนี้กันเป็นว่าเล่น

 

เอ่อ..จะว่าไป เสี่ยวหมิงน่ะเดินดูและถือของ ก็บอกแล้วว่าเพื่อนผมสุภาพบุรุษที่สุดในโลกหล้า ส่วนผมกับถิงถิงน่ะเดินดูและช้อปกระจายเพราะว่ามีคนถือให้

 

“ถิงถิงแวะร้านนี้ก่อน เสื้อสวยดีว่ะ” ผมบอกพลางรั้งแขนเพื่อนสาวไว้เมื่ออีกฝ่ายเดินเรื่อยเปื่อยเตรียมจะเข้าร้านที่อยู่ถัดไป

 

“เอาดิ” ถิงถิงบอกก่อนจะเดินกลับมา ส่วนเสี่ยวหมิงกำลังเดินไปซื้อเครื่องดื่มครับ เพราะหลังจากที่เดินกันได้สักชั่วโมงกว่าผมกับถิงถิงก็คอแห้ง ชายผู้ไม่ค่อยช้อปเลยต้องรับหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้ ด้วยการเดินไปซื้อโกโก้ร้อนของถิงถิง และชาเขียวปั่นของผมที่ร้านสตาร์บัคส์ที่มีสาขาอยู่ในย่านนานกิงนี้ด้วย

 

แม้พวกมันจะบ่นผมว่าหนาวขนาดนี้ยังจะกินของเย็นอีกแต่ผมไม่สน ก็คนมันอยากกินอ่ะ ส่วนผมกับถิงถิงก็เลือกเสื้อรอ

 

 

 

 

ร้านที่พวกผมเข้าไปดูเป็นร้านขายเสื้อยืดธรรมดาที่มีการปักสัญลักษณ์หรือตัวการ์ตูนต่างๆ หลากหลาย สายตาผมไปสะดุดเข้ากับเสื้อยืดสีดำที่ปักรูปวาฬพ่นน้ำด้วยด้ายสีฟ้าสดใส เห็นปุ๊บนึกถึงคุณชายหวงทันที

 

จะว่าไปเกือบสองเดือนที่แล้ววันเกิดมันผมก็ยังไม่ได้ให้อะไรอีกฝ่ายเลยนี่หว่า อะไรครับ..ไม่ต้องมองแบบนั้นผมก็แค่ให้ตามมารยาทเหอะ ส่วนผมปิ๊งตัวนี้ครับ เสื้อสีขาวปักเป็นรูปหน้าแมวกวนๆ ด้วยด้ายสีดำ ก็เลยสอยมาอย่างละตัว

 

“พี่ครับเอาสองตัวนี้” ผมชี้ไปที่เป้าหมายพอดีกับที่ถิงถิงหันมาเห็น

 

“ตัวสีดำมันใหญ่นะ มึงจะใส่ได้เหรอ” เพื่อนสาวถามอย่างคนช่างสังเกต เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเสื้อที่ผมซื้อทั้งสองตัวคนละขนาดกัน เพราะรู้ว่าผมชอบใส่เสื้อพอดีตัว ไม่ค่อยชอบที่ใส่เลื้อดูรุ่มร่ามเท่าไหร่

 

“เออ ใส่ได้ โน่นมึงไปรับเสี่ยวหมิงมันหน่อย เดี๋ยวก็ทำหกอดกินกันหมดหรอก” ผมรีบไล่ให้ถิงถิงไปรับแก้วเครื่องดื่มจากเพื่อนหนุ่มที่กำลังเดินตรงมา มันจะได้ไม่ต้องถามนั่นถามนี่ ผมขี้เกียจโกหกมัน

 

เดินกันจนสี่ทุ่มก็ไปเจอกันที่จุดนัดพบก่อนที่จะรวมพลขึ้นรถเมล์วนรอบนครเซี่ยงไฮ้จนกลับไปถึงฝั่งผู่ตง กว่าจะถึงห้องเสี่ยวหมิงก็ใช้เวลาปาเข้าไปชั่วโมงกว่าเพราะว่าต้องเปลี่ยนรถเมล์สองรอบ

 

นัดหมายต่อไปคือคืนพรุ่งนี้กินเหล้าร้านพี่จิงเหวินทิ้งทวน เพราะปิดเทอมหน้าหนาวพวกผมคงไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับที่พัก

 

 

 

 

กลับถึงห้องเกือบเที่ยงคืนก็พบว่าคุณชายหวงยังนั่งอยู่หน้าทีวี พอเห็นว่าผมเปิดประตูเข้าไปก็ทำหน้ายังกับจะกัด สรุปไม่รู้ว่ามันเป็นวาฬหรือเป็นพิทบูลกันแน่....อย่างดุ

 

ทุกวันนี้ผมนึกว่าอยู่กับพี่เว่ยหลางในร่างไอ้พี่จิ่งวาฬเสียอีก บทจะเอาใจก็โคตรเอาใจ บทจะโหดแม่งโคตรน่ากลัว ยิ่งเดี๋ยวนี้มันจะดุไปไหนก็ไม่รู้ เผลอๆ ผู้ชายคนนี้จะดุเสียยิ่งกว่าพี่ชายผม ไม่รู้ตอนมันเด็กๆ ที่บ้านให้กินน้ำตาลมากไปหรือเปล่า

 

“มาคุยกันก่อน” ได้ยินเสียงทุ้มห้วนร้องเรียกไว้ แต่เจอหน้านิ่งๆ ใส่แบบนี้ขอเข้าห้องก่อนเหอะ เพราะเจอสายตาโหดๆ อย่างนี้ผมไม่ไหวจะคุยอ่ะ

 

อะไรครับผมไม่ได้กลัวมันสักหน่อย แค่ของในมือมันหนักก็เท่านั้นเองจริงจริ๊ง

 

แต่แทนที่มันจะปล่อยให้ผมไปตามทางของผม อีกฝ่ายกลับเดินตามมารั้งประตูไว้ทันก่อนที่ผมจะปิดมันลง แม่งไวสัด ก่อนคนที่ดันประตูไว้จะถามเสียงเข้ม

 

“จะออกมาคุยดีๆ หรือจะให้ลากออกมา” ฮือแล้วผมจะรอดไหม อย่าทำอะไรกูนะมึง กูสู้นะโว้ย

 

TO BE CONTINUE…

 

คุณผู้อ่านคิดว่าสองคนเขาจะคุยอะไรกันครับ ผมก็ไม่รู้หรอกฮะไม่ต้องถาม

 

 

เราคงต้องรอฟังจากปากชายจิ่งกับตอนหน้าที่ชื่อว่า ....ปราบพยศแมวแสบ(ยกแรก) .... พร้อมๆ กันก็แล้วกันเนอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น