ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10 จูบแรกและไพ่ที่หายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    27 ธ.ค. 59

เสียงไขประตูห้องทำให้ผมก้มลงพลิกข้อมือเพื่อดูนาฬิกา ตอนนี้ก็เกือบจะห้าทุ่มแต่คนที่บอกว่าจะกลับค่ำๆ พึ่งจะเดินเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นว่าผมนั่งอยู่ที่โซฟาหน้าทีวีเจ้าตัวก็เมินหนีเดินผ่านไปเสียอย่างนั้น กลับมาเจอผู้ใหญ่นั่งหัวโด่อยู่นี่ไม่มีจะทักทายกันบ้างเลยหรือยังไง

 

แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจผมก็ไม่คิดจะสนใจเหมือนกัน สงสัยจะคิดผิดที่ยอมรับฝากน้องเว่ยหลางไว้ เพราะท่าทางคงจะอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน

 

วันถัดมาผมตื่นเมื่อได้ยินเสียงเปิดและปิดประตู ออกมาจากห้องก็พบว่าคนอาศัยร่วมชายคาออกจากบ้านไปแล้ว ดูนาฬิกาก็รู้ว่าพึ่งจะเจ็ดโมงครึ่ง

 

“ตื่นเช้าเหมือนกันนี่นา” ปกติเวลาผมไปนอนบ้านเพื่อนเคยเห็นแต่เขานอนตื่นสายน่ะครับเลยไม่รู้ว่าตื่นเช้าก็เป็น ทำเอาผมพลอยตื่นเช้าไปด้วย

 

ก็ดีเหมือนกันเพราะว่าเดี๋ยวออฟฟิศผมจะเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว หัดตื่นเช้าไว้จะได้ชิน อาบน้ำล้างหน้าแล้วก็หาอะไรทาน จะว่าไปคนที่พึ่งจะออกไปก็ไม่ได้ทานข้าวเช้า หรือจะไปทานที่มหาวิทยาลัย แต่จะทันเหรอครับ ไปถึงก็น่าจะได้เวลาเข้าเรียนแล้วมั้ง

 

หลังจากจัดการมื้อเช้าก็โทรหาเว่ยหลาง พอดีช่วงอาทิตย์นี้เพื่อนผมจะยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ก่อนเพื่อนัดสัมภาษณ์งานว่าที่เพื่อนร่วมงานในอนาคตของบริษัทผม แต่เจ้าตัวบอกว่าจะไปกลับจากที่บ้าน อีกอย่างห้องว่างของผมก็มีคนเข้ามาอยู่แล้วผมคงไม่เหงา พูดอย่างกับว่าผมเป็นคนขี้เหงาไปได้

 

วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรเพราะไม่มีสอน อีกอย่างเรื่องสัมภาษณ์ผมก็ให้เว่ยหลางมันเลือกคนเอง เพราะผมเลือกแค่ผู้ช่วยก็พอ เลยให้ผู้ช่วยลงมือปฏิบัติการต่อเลือกคนทำงานเองเลยตามใจชอบ คนไหนที่เพื่อนผมเลือกแสดงว่าผมมั่นใจได้ครับ หาเพื่อนไปทานข้าวกลางวันข้างนอกดีกว่า

 

ว่าแล้วก็โทรหาฉู่เซิง อีกฝ่ายรับสายก็ไม่ต้องรอให้ผมเปิดปากถามรีบทักมาเสียก่อนว่า

 

วันนี้ฉันว่างถ้านายจะมาก็มา ชวนเว่ยหลางออกไปกินข้าวกลางวันด้วยนะไม่ได้เจอมันตั้งนานแล้ว แล้วเจอกัน’ ก่อนที่เจ้าตัวจะวางสายไปไม่รอให้ผมได้พูดอะไรสักคำ ไหนบอกว่าว่างแต่กลับรีบวางสายไม่มีเวลาให้ผมได้พูดทักทายสักคำนี่นะ

 

เอาจริงๆ นะบางทีผมก็กลัวหมอนี่ยังไงก็ไม่รู้สิ แต่เจอแบบผมใครไม่กลัวก็แปลกแล้ว จากนั้นผมก็โทรชวนคุณสวี่เว่ยหลางตามคำสั่ง ก่อนจะแต่งตัวรัดกุม สวมเสื้อหนังตัวโปรดคว้าหมวกกันน็อกแล้วเดินลงไปควบคู่ใจสองล้อ DUCATI แฟนใหม่สีแดงที่พึ่งจะเสียค่าสินสอดมาหมาดๆ ออกจากคอนโดฯ

 

คืออยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างครับ ให้ขับแต่รถยนต์เวลารถติดๆ นี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เวลารีบๆ ทนร้อนแต่ถึงไวบางทีก็ดีกว่าไม่ร้อนแต่ถึงช้า อีกอย่างเดี๋ยวเว่ยหลางก็เอารถมาอยู่ดี ไปทานข้าวก็ไปรถเพื่อนผมนั่งไปหมดสามคนด้วย

 

“วันนี้พาหวานใจคนใหม่ออกมาซิ่งเหรอ ปกติเห็นเป็นคุณชายมาดเนี้ยบนั่งเฟอร์รารี่ผมไม่กระดิกสักเส้น” ฉู๋เซิงทักทายเมื่อผมเดินเข้าไปในบ้าน คงเพราะได้ยินเสียงรถ Superbike ที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวละมั้ง

 

“ก็เบื่อรถติดบ้างอะไรบ้างน่ะ” ผมบอกก่อนจะวางหมวกกันน็อกลงบนโต๊ะแล้วถอดเสื้อพาดเก้าอี้

 

“ตอนนี้นายไม่ได้อยู่คนเดียวสินะ”

 

“เปล่า ทำไมถึงรู้วะ ห้องที่เผื่อให้เว่ยหลางมานอนตอนนี้มีคนเข้ามาอยู่น่ะ น้องคนเล็กของหมอนั่นแหละ..ยิ้มอะไรของนาย” ผมถามเมื่อเห็นว่าคุณชายฉู่เขายิ้มแย้มผิดปกติ

 

“ก็ตัวนายมันปล่อยฟีโรโมนกระจาย แถมหอมฟุ้งจนฉันเวียนหัวเชียว เห็นท่าทางนายมีความสุขฉันก็ดีใจ”

 

“ฉันก็ปกติ แค่ไม่ได้มีความทุกข์เท่านั้นเอง นายนี่ชักจะเพียนเยอะขึ้นทุกวันแล้วนะฉู่เซิง” โวยเพื่อนแล้วก็เดินไปหาน้ำเย็นๆ ดื่มแบบไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน

 

“อยากกินไก่แดง” มัณฑนากรหนุ่มหล่อพูดขึ้น

 

“เออ..นั่นสิ จะว่าไปก็ไม่ได้กินมานานหลายปีแล้วนั่นแหละ เดี๋ยวเว่ยหลางมาก็ลองชวนดูไม่น่าจะมีปัญหาหรอก” ผมบอกก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งและหยิบหนังสือการจัดสวนขึ้นมาอ่านเล่นแก้เบื่อ เพราะถึงเจ้าของบ้านจะบอกว่าว่างแต่เจ้าตัวก็นั่งทำงานไม่พูดไม่จา ผมก็เลยต้องหาตัวช่วยไม่ให้ว่างตายก่อนจะได้ทานข้าวกลางวัน

 

 

 

 

สี่ทุ่มกว่าแล้วแต่ไม่มีทีท่าว่าน้องชายคนเล็กของตระกูลสวี่จะกลับบ้าน เบอร์มือถือของอีกฝ่ายผมก็ไม่มี จะโทรไปถามเอากับที่บ้านเพื่อนเดี๋ยวก็เป็นเรื่องเป็นราว ผมก็เลยนั่งดูทีวีต่ออีกสักหน่อย เอาจริงๆ ก็เป็นห่วงเขานั่นแหละ กลับดึกขนาดนี้ อีกอย่างคนอยู่ด้วยกันก็ต้องมีห่วงกันบ้างเป็นธรรมดา

 

ที่สำคัญคนในบ้านสวี่เขาอุตส่าห์ฝากมาให้ช่วยดูแลกัน แล้วก็...คุณๆ ไม่ต้องแอบยิ้มกันครับ ผมคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นไม่ใช่พระเอกซึน ให้น้องโจวโจวของพวกคุณซึนคนเดียวผมก็ปวดหัวพอแล้ว

 

ผ่านไปยังไม่ทันถึงนาทีคนที่กำลังนึกถึงอยู่ก็เปิดประตูเข้ามา

 

“อ้าว..นึกว่านอนไปแล้วเสียอีก”

 

“รออยู่ เห็นกลับดึก”

 

“ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ไม่ต้องรอก็ได้” เจ้าตัวบอกก่อนจะถอดรองเท้าเก็บเข้าชั้นเรียบร้อย เดินเข้าครัวไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมารินใส่แก้วแล้วยกดื่มรวดเดียวหมด เมื่อเห็นว่าผมยังไม่เลิกมองเจ้าตัวก็ยอมสารภาพ

 

“ไปติวหนังสือที่ห้องเสี่ยวหมิงมา และน่าจะกลับดึกอย่างนี้บ่อยๆ จนกว่าจะสอบ..ครับพ่อ” ตอนท้ายเจ้าตัวแอบพูดประชดผมเสียงเบามากแต่ผมดันได้ยิน

 

“เอาเบอร์โทรศัพท์มา ถ้าจะกลับดึกเดี๋ยวออกไปรับก็ได้” ผมบอก

 

“โอ๊ย..กลับเองก็ได้มั้งครับคุณ อายุจะยี่สิบเอ็ดแล้ว ว่าแต่..เพื่อนมาเหรอ” เจ้าตัวถามเมื่อเดินมาหาผมที่หน้าทีวีแล้วเห็นหมวกกันน็อกที่ผมยังไม่ได้เอาเข้าไปเก็บในตู้

 

“เปล่า” ผมตอบ คนถามขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าห้องตัวเองไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะบอกเบอร์มือถือ สงสัยจะสงวนไว้เฉพาะสาวๆ วันก่อนเห็นคุยกันหวานหยดน่าหมั่นไส้ คิดว่าผมอยากโทรไปหามากเลยหรือไง พูดจาน่าคบมาก คุยกับผู้ใหญ่เนี่ยจะเรียกพี่สักคำก็ไม่มีเด็กอะไรก็ไม่รู้ พี่ชายคนอื่นๆ ก็ออกจะมารยาทดีพูดเพราะกันทุกคน

 

ผมเลยได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาปิด ทีวีแล้วเดินกลับห้องนอนตัวเองบ้าง ล้มตัวลงนอนยังไม่ทันจะได้หลับตาโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น มีไม่กี่คนที่กล้าโทรมารบกวนผมตอนดึกๆ

 

“ว่าไงวะ”

 

[วันศุกร์นี้นายกลับตานตงหรือเปล่า]

 

“ไม่ได้กลับว่ะ บอกที่บ้านไว้แล้ว”

 

[เออ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเพราะแม่ฉันบอกให้ไปกินข้าวที่บ้าน ไปค้างด้วยล่ะ]

 

“เอาอย่างนั้นก็ได้”

 

[ถ้าคุณนายสวี่เขาสั่งมามันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ หรือนายกล้าหือกับแม่ฉันล่ะ]

 

“ครับๆ ผมทราบแล้วครับ ทุกวันนี้คนที่บ้านฉันเขาคิดว่าฉันเป็นลูกชายบ้านตระกูลสวี่เต็มตัวไปแล้ว ไปนอนบ้านนายบ่อยกว่ากลับไปหาพ่อแม่ฉันเสียอีก แทบจะไล่ฉันไปเปลี่ยนแซ่อยู่แล้วเนี่ย” ผมบอกเพื่อนขำๆ

 

[ฉันก็อยากจะไปหาพ่อแม่นายอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกโว้ย]

 

“เออ ดีแล้วที่คิดอยากจะไป สะดวกเมื่อไหร่ก็ช่วยไสหัวไปบ้าง แม่ฉันถามหาอยู่ จิ่งเถียนเขาก็บ่นถึงนายอยู่ตลอดนะ จีบกันอยู่หรือเปล่าวะ” ผมแซวเพื่อนเบาๆ เพราะเห็นว่าเว่ยหลางสนิทกับพี่สาวฝาแฝดของผม

 

อ้าว..ผมไม่เคยบอกหรือครับว่าผมมีพี่สาวฝาแฝดที่เกิดก่อนไม่กี่นาที งั้นก็บอกตรงนี้ทันไหมครับ อย่านะ อย่าด่าผม

 

[นายคิดได้ไงวะ ประสาท แค่นี้แหละไม่กวนแล้วเว่ยหลางโวยกลับมาก่อนจะวางสายไป

 

 

 

 

วันพุธผมตื่นแต่เช้าเพราะว่าวันนี้มีสอนที่มหาวิทยาลัย แต่งตัวเสร็จออกมาจากห้องก็พบว่าคนที่อยู่ร่วมชายคา เปิดประตูห้องออกมาพร้อมกัน

 

“ไปด้วยกันสิ”

 

“ไม่เอา ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา” น้องชายเพื่อนบอกก่อนจะเดินไปหยิบรองเท้าออกมาสวม

 

“ไปด้วยกันนี่แหละไม่ต้องเสียค่ารถ ไม่ต้องไปยืนเบียดคนบนรถอีกต่างหาก” พอผมพูดจบคนที่ทำท่าจะเปิดประตูก็ชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะหันกลับมามองผม จะว่าหลอกง่ายหรือว่าง่ายดีล่ะครับแบบนี้

 

“เอ้า..ก็เร็วๆ สิครับคู๊ณ ผมเรียนเก้าโมงเช้านะครับ ไม่ใช่บ่ายสาม” เจ้าตัวบอกประชดก่อนจะออกไปยืนรอนอกห้อง

 

 

 

 

“จะเอาผ้าไปส่งรีดที่ไหนได้” นั่งๆ อยู่เจ้าตัวก็ถามออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

“ที่ชั้นล่างเขามีรับซักรีดอยู่ แต่ห้องมันอยู่ด้านในต้องเดินเข้าไปข้างลิฟต์ ทำไมล่ะเครื่องซักผ้าที่บ้านเราก็มี”

 

“ก็บอกว่าจะไปจ้างรีด ไม่ได้จ้างซัก”

 

“ครับๆ จะพูดดีๆ กันบ้างนี่ไม่มีหรือไงนะคนเรา” ผมพูดลอยๆ แต่ก็ถูกหันมาขึงตาใส่เข้าจนได้

 

ขับฝ่ารถติดไปถึงมหาวิทยาลัยก็เกือบจะแปดโมงครึ่ง พอจอดรถเรียบร้อยคนที่นั่งข้างๆ ก็หันมาบอกขอบคุณ ก่อนจะแยกตัวไปแบบไม่สนใจผมเลยสักนิด ก็ยังดีที่พอจะรู้จักขอบคุณบ้าง แม้ผมจะเป็นคนชวนมาเองก็เถอะ

 

เก้าโมงเช้าผมเข้าสอนตามปกติ เจอเพื่อนของเว่ยโจวครบแก๊ง แต่แปลกที่เจ้าตัวไม่อยู่ จะว่าโดดเรียนก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่ามีที่นั่งว่างอยู่ระหว่างถิงถิงกับเสี่ยวหมิง

 

อีกอย่างหนึ่งคือตั้งแต่ผมสอนมา แม้ว่าเราจะไม่ค่อยถูกชะตากันนักแต่ว่าเด็กคนนี้ก็ตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี ถึงแสดงออกชัดในท่าทีว่าไม่อยากจะคุยกับผมก็เถอะ

 

แต่ยังไม่ทันได้เริ่มสอนคนที่ผมกำลังนินทาในใจก็ก้าวเร็วๆ เข้ามาในห้อง หน้าตาตื่นยังกับวิ่งหนีใครมา เห็นว่าถิงถิงและซื่ออิงรุมถามว่าเป็นอะไรเจ้าตัวก็ส่ายหน้าไปมา จากนั้นผมก็เริ่มสอนตามปกติ

 

 

 

 

หลังจากหมดคาบผมเช็คชื่อนักศึกษาและปล่อยเลิกเรียน นักศึกษาต่างทยอยออกจากห้องส่วนผมก็เก็บหนังสือไปพลางแอบฟังกลุ่มเด่นของห้องคุยกันไปพลาง คงไม่ต้องบอกนะครับว่ากลุ่มไหน

 

“มึงสารภาพมา” เจียหลงเปิดฉากซัก

 

“พวกมึงจำคนที่ไปกินเหล้าที่ร้านจงเหวินเกอเกอแล้วเจอกับพวกเราวันก่อนนู้นได้เปล่าวะ ที่มันบอกว่าเรียนอยู่วิศวะปีสามมอเราอ่ะ”

 

“เออ ทำไมวะ” เสี่ยวหมิงตอบก่อนจะเก็บปากกาในมือลงกระเป๋าแล้วหันไปสนใจเพื่อน

 

“แม่งมันเรียนอยู่ที่นี่จริงๆ เมื่อเช้ากูกลับจากไปหาลี่อิงเจอมันที่หลังตึกอักษรฯ ”

 

“เขาทำอะไรมึงหรือเปล่า” คราวนี้ถิงถิงสาวสวยประจำกลุ่มถาม

 

“เปล่า มันแค่มาขอกู...เป็นแฟน” น้องชายเพื่อนผมตอบเสียงเบาแต่อีกสี่ที่เหลือพากันฮาทั้งกลุ่ม

 

“แล้วโจวโจวโอเคหรือเปล่า”

 

“ซื่ออิง!!! แฟนสาวกูมีเป็นโหลแล้ว ไม่นิยมแฟนหนุ่มโว้ย อีกอย่างถ้าโอเคกูจะวิ่งหนีมันมาทำไมวะ ตกใจหมดแม่งทำท่าอย่างกับจะฉุดกูเข้าห้องน้ำ เลยวิ่งซะตับแลบเลย โคตรเหนื่อย” เจ้าตัวพูดก่อนจะลงมือเก็บดินสอของตัวเองลงกระเป๋าสะพายบ้าง

 

“สงสัยใกล้สอบแล้วมันจะอ่านหนังสือจนกลัดมันกันมาก ผู้ชงผู้ชายก็ไม่เว้น” เจ้าตัวยังบ่นต่อก่อนที่ทั้งกลุ่มจะพากันลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

“ก็ถ้าผู้ชายมันเสือกน่ารักแบบมึงอ่ะ กูเป็นเกย์กูก็จีบเหมือนกัน” เสี่ยวหมิงพูดแล้วเอาสมุดในมือมาเคาะหัวผู้ชายน่ารัก

 

“ไอ้เหี้ยครับ” อย่าสงสัยเลยครับว่าใครด่า

 

“อาจารย์จิ่งอวี๋ ไปทานข้าวกลางวันด้วยกันไหมคะ” ระหว่างที่เดินผ่านผม ซื่ออิงกับถิงถิงก็พากันเดินมาชวนผม ก็อยากไปนะครับ ทานข้าวคนเดียวในมหาวิทยาลัยบางทีมันก็น่าเบื่อ แต่ไม่เอาดีกว่า

 

“ขอบคุณครับ แต่ผมมีธุระต่อจากนี้พอดีเลย ไว้โอกาสหน้านะ”

 

“โหย..เดี๋ยวอีกไม่นานก็ปิดเทอม จิ่งอวี๋เกอเกอก็เลิกสอนแล้วอ่ะ จะไปเอาโอกาสหน้าที่ไหนอีก”

 

“อีกตั้งเป็นเดือน อีกอย่างถึงเลิกสอนผมก็ยังอยู่แถวนี้แหละครับ เห็นเว่ยหลางเล่าว่าพวกคุณชอบไปทานข้าวที่บ้านเว่ยโจวเขาด้วย ไว้วันหลังเรานัดไปทานข้าวกันก็ได้เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

 

“อ้าวเกอเกอ ชวนแต่แฟนผมไม่ชวนผมได้ไงอ่ะ น้อยใจนะเนี่ย” จียหลงเดินย้อนกลับมาแอบฟังพวกผมคุยกันก่อนจะออกปากตัดพ้อ

 

“ชวนทั้งกลุ่มนั่นแหละครับ” ผมบอกยิ้มๆ

 

“เออ..เขารวย พวกมึงก็พากันไปช่วยเขาใช้เงินหน่อย แต่ตอนนี้พวกมึงสามตัวให้ไวเลยกูหิวข้าว” คุณชายสวี่ที่หยุดยืนรอเพื่อนอยู่หน้าประตูพูดพลางจิกตาใส่เพื่อนสามคนที่หยุดคุยกับผมก่อนจะออกเดินนำ ส่วนเสี่ยวได้แต่หันมายิ้มให้ผมก่อนจะบอก

 

“เกอเกอต้องเข้าใจนะ โจวโจวมันโมโหหิว แต่ผมก็จำได้นะว่าจิ่งอวี๋เกอเกอชวนไปกินข้าว ไว้สอบเสร็จพวกผมจะทวงสัญญา”

 

“ครับ” ผมยิ้มให้เพื่อนไอ้แมวแสบ ก่อนจะหอบคู่มือการสอนออกเดินตามไปบ้าง

 

 

 

 

วันศุกร์นี้ตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายนวันเกิดของผมพอดิบพอดี 30 ..ปีนี้ไม่ตรงวันศุกร์ แต่คนเขียนสมมุติว่าตรง ทำลืมๆ กันไปนะครับว่าที่จริงแล้วมันตรงกับวันพุธ 555) ผมมีสอนตอนเช้าอีกครั้ง ออกจากบ้านพร้อมกับลูกศิษย์ที่น่ารัก(ประชด)อีกตามเคย

 

สอนเสร็จผมก็จะรีบกลับห้องแวะไปเอากระเป๋าก่อนเข้าไปหาพี่อี้หลงเพื่อเตรียมบทเรียนสำหรับในอาทิตย์หน้า ทีแรกก็เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางใบเล็ก แต่คิดไปคิดมาจำได้ว่าเว่ยซื่อยังไม่ได้ขายรถ ถ้าผมเอารถไปก็ไม่มีที่จอดอยู่ดีเลยโทรหาเพื่อนเผื่อว่าจะไปด้วยกัน

 

“นายอยู่ไหนวะ” ผมถามเมื่ออีกฝ่ายรับสาย

 

[อยู่ออฟฟิศ มีนัดสัมภาษณ์งานอีกสองสามเคส ทำไมวะ]

 

“ฉันว่าจะติดรถนายไปบ้านนะสิ เพราะรถใหญ่มันไม่มีที่จอด”

 

[ตอนเย็นๆ เลยนะเดี๋ยวฉันเข้าไปรับที่คอนโดฯ เพราะต้องรับโจวโจวกลับบ้านด้วย แม่สั่งมา]

 

“ถ้าเย็นเลยไม่สะดวกว่ะ ฉันต้องแวะหาพี่อี้หลงก่อน ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันไปก่อนแล้วกัน จะเอาสองล้อไป เจอกันที่บ้านเลยนะ”

 

[เออ แล้วแต่ ขับรถดีๆ ล่ะเพื่อนผมบอกก่อนจะวางสายไป ผมเลยต้องรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเดินทางมาใส่กระเป๋าสะพายใบเล็กเอาไปแต่ของจำเป็น ผ้าขนหนูมีทิ้งไว้ที่บ้านเพื่อนแล้ว เสื้อผ้าใส่นอนก็ของเว่ยหลาง ไม่ก็เว่ยซื่อเยอะแยะ

 

 

 

 

ตอนประมาณเกือบห้าโมงเย็นผมก็ไปถึงบ้านเพื่อน เอารถเข้าไปจอดแอบไว้ชิดกำแพงมากที่สุดเพราะว่าเดี๋ยวจะต้องมีรถยนต์เข้ามาจอดอีกสองคัน

 

เดินเข้าไปในบ้านก็พบว่าแม่ ป้าหยง และอี้หลินกำลังลงมือเตรียมเมนูบาร์บีคิว พอทั้งสามคนหันมาเห็นหน้าผม ผมก็ถูกสั่งให้เอากระเป๋าไปเก็บแล้วลงมาช่วยจัดโต๊ะที่หน้าบ้าน จัดโต๊ะเสร็จสมาชิกในบ้านต่างก็ทยอยเดินทางกลับ เริ่มจากเว่ยซื่อที่ขับรถเข้ามาจอด พอเห็นผมก็รีบกวักมือเรียก

 

“เกอเกออยู่พอดี มาช่วยผมยกของหน่อยครับ” ของที่ให้ยกก็ไม่ใช่อะไรครับ เบียร์กระป๋องเป็นสิบแพ็คเลยทีเดียว

 

“กะจะกินกันให้เมาตายไปเลยว่าอย่างนั้นเถอะ” ผมแซวยิ้มๆ ความจริงไม่น่าจะเมาตายหรอกครับ เบียร์จีนค่อนข้างจืดน่ะ แถมระดับแอลกอร์ฮอล์ก็ต่ำด้วย แต่คนซื้อเบียร์มาหัวเราะเสียงดังก่อนจะตอบ

 

“แหม นานๆ ทีครับ อีกอย่างวันนี้ก็วันดี วันเกิดจิ่งอวี๋เกอเกอทั้งทีนะครับ” ยังขนเบียร์เข้าบ้านกันไม่ทันหมดก็มีรถคลานเข้าไปจอดที่บ้านใหญ่หลังติดกัน พี่เว่ยเทียนลงจากรถได้ก็เดินเลาะรั้วเตี้ยๆ นั้นมาหาผมก่อนจะบอก

 

“พี่อาบน้ำแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวไป”

 

“ครับ” ผมหันไปยิ้มตอบก่อนจะยกเบียร์หน้าบ้านที่เหลืออยู่เข้าไปจนหมด ช่วยเอาเบียร์แช่ในถังน้ำแข็งส่วนที่เหลือมาอีกสี่แพ็คก็ยัดใส่ตู้เย็นไว้

 

“แม่ พ่อไปไหน” เว่ยซื่อร้องถามหาเมื่อเห็นว่าพ่อไม่อยู่ในบ้าน

 

“ออกไปหาของขวัญให้ลูกชายเขา เดี๋ยวก็คงกลับมาแล้วล่ะมั้ง ออกไปนานแล้ว” แม่บอกยิ้มๆ

 

“ผมก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเตรียมกันให้วุ่นวาย” ผมบอกเบาๆ อย่างเกรงใจ

 

“วุ่นวายที่ไหนกัน พ่อเขาสนุกจะตายได้ออกไปเที่ยวเดินดูอะไรต่อมิอะไรข้างนอก นั่นเสียงรถหน้าบ้านคงกลับมาแล้วกระมัง” สิ้นเสียงเพียงไม่นานคนที่พึ่งถูกพูดถึงไม่นานก็เดินเข้ามาในบ้าน

 

“ได้อะไรมาคะคุณ”

 

“ความลับ พ่อไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวมากันครบจะได้กินข้าวกัน” พ่อของเพื่อนพูดจบก็เดินขึ้นชั้นสองพร้อมด้วยถุงกระดาษที่มีโลโก้ของห้างดังสกรีนอยู่สองสามใบในมือ จากนั้นไม่นานบีเอ็มดับบลิวสีขาวก็แล่นเข้ามาจอด

 

“เว่ยซื่อเกอเกอ ข้างนอกนั่นแฟนใคร สารภาพมาเลยนะ อ้าว..” น้องคนเล็กของบ้านส่งเสียงโวยวายมาจากข้างนอก พอเข้ามาเห็นว่าผมอยู่ในบ้านด้วยเจ้าตัวจึงอุทานออกมาในตอนท้าย

 

“อะไรน้องโจว ใครพาแฟนมาที่ไหนลูก” แม่ถามขึ้นขณะที่พวกเราช่วยกันยกของออกไปข้างนอก วันนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศย่างบาร์บีคิวทานนอกบ้านกันน่ะครับ

 

Ducati 1198 SP ข้างนอกนั่นไงแฟนใคร” อื้อหือ รายนี้เขารู้จริงแฮะ

 

“แฟนจิ่งอวี๋เกอเกอเขาเหอะ” เว่ยซื่อตอบน้องเล็กก่อนจะมาช่วยผมยกถังแช่เบียร์ออกไปข้างนอก

 

“.....” คนที่โวยวายเสียงดังก่อนหน้าจึงอ้าปากค้างก่อนจะหุบฉับเมื่อได้สติ พลางหันมามองหน้าผม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูให้ความสนใจหวานใจคนใหม่ของผมจนออกนอกหน้า ผมจึงส่งยิ้มท้าทายและยักคิ้วส่งกลับอย่างเป็นต่อ มีของที่เด็กหน้าแมวนี่อยากได้ มันมีความรู้สึกว่าชนะอย่างไรก็ไม่รู้ครับ มีความสุขเป็นบ้าเลยผม

 

“อ้าวมากันครบแล้วพอดีเลยนี่นา ไปเหอะออกไปตั้งวงกัน” พ่อที่พึ่งเดินลงมาเห็นหน้าลูกชายคนเล็กก็ร้องบอกอย่างอารมณ์ดี แล้วผมกับเว่ยซื่อก็ช่วยยกถาดบาร์บีคิวออกไปด้านนอก ส่วนแม่กับป้าหยงยกถาดที่ใส่ถ้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดและผักตามออกไป อี้หลินถือถาดผลไม้หลายชนิด เว่ยหลางกับพี่เว่ยเทียนกำลังง่วนก่อไฟที่เตาย่างเพื่อเตรียมย่างบาร์บีคิวหลากหลาย ทั้งหมู ไก่ และอาหารทะเลอีกเพียบ

 

ส่วนคนตัวเล็กที่สุดในบ้านเอากระเป๋าสะพายไปไว้บนห้องเสร็จแล้วก็ได้แต่เดินตัวเปล่าออกมา เพราะถูกสั่งว่าห้ามถืออะไรเด็ดขาด คาดว่าคงกลัวจะไม่ได้กินกันน่ะครับถ้าให้เจ้าแมวแสบนี่ถือ ได้ข่าวว่าซุ่มซ่ามไม่เบา

 

 

 

 

เมื่อเอาของมาจัดเรียงเรียบร้อยแล้วพี่เว่ยเทียนกับเว่ยซื่อก็เป็นคนนำบาร์บีคิวและอาหารทะเลขึ้นเตาย่าง อี้หลินจัดการเครื่องดื่มให้กับทุกคน น้ำผลไม้ของพ่อ แม่ ป้าหยงและเจ้าตัว

 

ส่วนพวกผู้ชายก็เปิดเบียร์กันตามสะดวก เพราะวันเสาร์หยุดและไม่มีเวรพี่เว่ยเทียนจึงได้ร่วมปาร์ตี้แอลกอฮอล์กับพวกเราได้

 

แต่คนที่เดินตามออกมาเป็นคนสุดท้ายไม่ถึงโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่สักที เมื่อหันกลับไปมองที่ประตูบ้านผมก็พบว่าน้องเล็กของบ้านกำลังไปยืนทำตาหวานน้ำลายแทบย้อยใส่หวานใจสองล้อของผม ผมเลยเดินกลับไปหาแบบเงียบๆ เมื่อคนที่ตั้งอกตั้งใจมองอยู่หันกลับมาแทบจะชนกับผมที่ยืนอยู่ด้านหลังตั้งนานแล้วก็สะดุ้งเฮือก

 

“โอ๊ย!! ตกใจหมด” คนตัวบางโวยใส่ผมเบาๆ เห็นอย่างนั้นก็ทำเอาอดหัวเราะไม่ได้ คนอะไรขวัญอ่อนจริง

 

“หัวเราะอะไรห๊ะ โรคจิต!!” เน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ผมเลยยักคิ้วส่งไปให้แทน

 

“ไอ้บ้า” ไอ้แมวแสบพูดก่อนจะชูนิ้วกลางส่งให้ผมแล้วรีบเดินหนีไปที่โต๊ะหน้าบ้าน ทิ้งให้ผมยืนอึ้งไปเล็กน้อย ไอ้เด็กบ้านี่มันมารยาทโคตรแย่เลยให้ตายสิ คอยดูนะมีโอกาสเมื่อไหร่จะดัดนิสัยเสียให้เข็ด

 

 

 

 

เรานั่งกินกันไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนเพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ส่วนมากก็จะว่างกัน หรือไม่ก็มีนัดในช่วงบ่าย ส่วนคู่กรณีของผมก็กินไม่พูดไม่จาแค่แอบส่งสายตาขวางๆ มาให้เป็นระยะเท่านั้น

 

“เว่ยโจวไปหยิบเบียร์ในตู้เย็นมาอีกไป” เมื่อเห็นว่าเบียร์ที่แช่อยู่ในถังน้ำแข็งพร่องไปกว่าครึ่ง พี่เว่ยเทียนก็ร้องบอกน้องชายคนเล็ก เจ้าตัวก็ยอมลุกขึ้นแต่โดยดีไม่รู้ว่าเพราะเริ่มเมาแล้วหรือเปล่า

 

“เดี๋ยวผมไปช่วยถือเองครับ” ผมเสนอตัวไปช่วย เพราะรู้ว่าในตู้เย็นยังเหลือเบียร์อีกหลายแพ็ค ท่าทางแรงน้อยแบบนี้คงจะหิ้วมาหมดไม่ไหวแน่ๆ

 

“ตู้เย็นอยู่ในครัว” เจ้าตัวบอกผมโดยที่ไม่มองหน้าก่อนทำท่าจะนั่งลงต่อ

 

“โจวโจวครับไปช่วยจิ่งอวี๋เกอเกอถือมาด้วยครับ” คราวนี้ประกาศิตของเว่ยหลาง คนที่ทำท่าจะนั่งลงเลยยืดตัวยืนขึ้นเหมือนเดิม แต่ไม่วายหันมาชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ผมและเดินตัวปลิวนำเข้าบ้าน โดยไม่ได้สนใจหันมามองว่าผมจะเดินตามมาด้วยหรือเปล่า

 

ผมเดินตามเข้าไปเงียบๆ ยืนอยู่ด้านหลังคนที่ก้มลงไปหยิบเบียร์ในระยะประชิด เมื่อเจ้าตัวหันกลับมาก็ชนเข้ากับผมพอดี

 

“โอ๊ย!! ถอยไป”

 

“เมื่อเย็นนี้ทำตัวไม่น่ารักเลยนะ” ผมก้มลงไปพูดข้างหูด้วยน้ำเสียงที่บอกให้รู้ว่าไม่พอใจกับสิ่งที่คนตรงหน้าทำเมื่อตอนเย็น เว่ยโจวขยับถอยหลังออกห่างจนหลังติดตู้เย็น แต่ก็ยังเงยหน้าขึ้นมากวนประสาทเหมือนเดิม

 

“แล้วจะทำไม”

 

“ไม่ทำไม แค่เห็นแล้วยิ่งรู้สึกอยากทำให้น่ารักขึ้นมาเร็วๆ ก็เท่านั้นเอง หึหึ” ผมพูดจบน้องเล็กของบ้านก็ยืนอึ้งแถมอ้าปากค้าง และพยายามเบี่ยงตัวจะเดินหนีให้ห่างจากผมเมื่อได้สติ

 

“อะไรกัน กลัวเหรอ” ผมถามอย่างได้เปรียบและยิ่งสนุกตอนได้แกล้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทีท่าทีลนลาน ยกแขนขึ้นกางกั้นขวางไว้กับตู้เย็นไม่ให้คนตรงหน้าเดินหนีไปได้

 

“ทำไมฉันต้องกลัวนาย” ทั้งที่ปากบอกแบบนั้นแต่คนพูดกลับหันหน้าหนีไปอีกทางที่ไม่มีแขนผมกั้นอยู่ กลัวแล้วยังมาทำเป็นปากแข็ง ยังไม่ทันที่ผมจะได้ไล่ต้อนเขาให้จนมุมต่อ ไอ้แมวแสบก็ถูกช่วยชีวิตขึ้นมาเสียก่อน

 

“โจวหาเบียร์ไม่เจอเหรอ” เสียงเว่ยซื่อที่ดังมาจากหน้าประตู ทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือกและรีบยกมือขึ้นมาดันผมให้ถอยห่าง ผมจึงยอมลดแขนลงข้างลำตัวแต่โดยดี

 

“เจอครับ” คนถูกถามตอบออกไปก่อนจะยัดเบียร์แพ็คที่ถือไว้ใส่มือผม หันกลับไปก้มลงหยิบเบียร์จากตู้เย็นมาเพิ่ม และก็แน่นอนว่าเขายัดมันใส่มือผมเหมือนเดิม

 

“เห็นเข้ามากันซะนาน นึกว่าหาไม่เจอซะอีก” เว่ยซื่อบอกและมาช่วยแบ่งเบียร์ไปถือสองแพ็คแล้วเดินนำออกไป ผมจึงหันไปหยิบเอาเบียร์ที่คนตัวเล็กหิ้วไว้มาถือเสียเองก่อนจะก้มลงบอก

 

“ฝากเอาไว้ก่อนแล้วกันนะ” คนถูกฝากไว้จึงได้แต่ยืนเอ๋อ

 

เมื่อออกไปอีกรอบคราวนี้ทุกคนต่างทยอยเอาของขวัญมาให้ผม ของพ่อกับแม่เป็นนาฬิกาข้อมือแบบที่ผมชอบเลยแต่มีสองกล่อง แบรนด์เดียวกันแต่คนละรุ่นคนละไซส์

 

“อันนี้ของจิ่งอวี๋นะ ส่วนอีกอันพ่อกับแม่จะฝากไว้เอาไปให้หนูจิ่งเถียนตอนกลับตานตงหรือเวลาไปปักกิ่งนะ” มีของผมไม่พอมีของพี่สาวฝาแฝดของผมด้วย น่ารักสุดๆ อ่ะพ่อแม่เพื่อนผม (จิ่งเถียนพี่สาวผมเปิดบริษัททัวร์อยู่ที่ปักกิ่งครับ)

 

ของพี่เว่ยเทียนกับอี้หลินให้ชิ้นเดียวกันเป็นเข็มขัดหนังแบรนด์โปรดของผมเอง ของเว่ยหลางบอกว่าซื้อแสตนตั้งรถมาให้ แต่เอาไปไว้ที่คอนโดแล้วเมื่อตอนที่เข้าไปรอรับเว่ยโจว เพราะว่ารถ Superbike ถ้าไม่ได้ขี่บ่อยก็ไม่ควรจอดโดยขาตั้งเดียวเป็นเวลานานๆ น่ะครับให้เอาแสตนมาตั้งไว้จะดีกว่าซึ่งก็พอดีเพราะว่าผมยังไม่มี

 

ของเว่ยซื่อให้เป็นโมเดลของ Ducati 1198 SP ที่ผมใช้อยู่

 

 “โจวไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนเว่ยหลางเกอเกอ ดังนั้นโจวไม่มีของขวัญ” เจ้าตัวบอกเชิดๆ ก่อนจะลุกไปคว้าปูตัวใหญ่มานั่งแกะง่วนต่อไป

 

จากนั้นหวายก็แอบไปเอาเค้กออกมา ทุกคนร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด จะว่าแปลกใจไหมก็มีบ้างนิดหน่อย เพราะผมชอบของหวานก็จริง แต่เคยบอกไปว่าไม่ชอบขนมเค้ก เพราะว่าไม่ชอบครีมบนหน้าเค้กสักเท่าไหร่ แต่คนบ้านนี้ก็ยังไปหาเอาเจ้าเค้กหน้าผลไม้ชนิดต่างๆ หน้าตาน่ากินมาให้ผมจนได้

 

เมื่อตัดเค้กแบ่งให้ทุกคนเรียบร้อยผู้อาวุโสทานเสร็จก็ขอตัวแยกย้ายไปพักผ่อนเพราะว่ามันดึกแล้ว ป้าหยงกับอี้หลินช่วยกันเก็บของบางส่วนเข้าด้านใน ส่วนผมและพี่น้องตระกูลสวี่ยังคงนั่งเฝ้าจานบาร์บีคิวและถังเบียร์

 

เพราะว่าเมากันหมด อี้หลินเลยต้องพาพี่เว่ยเทียนกลับบ้านคนเดียว เว่ยหลางกับเว่ยซื่อก็แย่งกันจะพาน้องเล็กกลับห้อง แต่ผมเห็นสภาพทั้งสองคนแล้วไม่เสี่ยงจะดีกว่า กลัวจะพากันตกบันไดมาแข้งขาหักเสียเปล่าๆ เลยบอกให้สองคนนั้นพาตัวเองไปให้รอดก็พอแล้ว ส่วนเว่ยโจวผมจะพาไปเอง เพราะถ้าวัดจากเราสามคนแล้วสภาพผมดีที่สุด แต่น้องเล็กอ่ะไม่ต้องพูดถึง เมาพับไปแล้วครับ

 

 

 

 

“อือ..อึดอัด” ตอนสายผมตื่นเพราะได้ยินเจ้าของห้องบ่นและพยายามขยับตัวออกห่างจากผม เพราะตอนนี้เราสองคนนอนเบียดกันอยู่กลางเตียง

 

เขาก็สวมเสื้อขนสัตว์แขนยาวทับเสื้อยืดที่สวมอยู่ด้านในอีกชั้น ดูแล้วก็น่าจะอึดอัดอยู่หรอก เมื่อคืนผมปล่อยให้เขานอนทั้งชุดแบบนั้นเพราะกลัวว่าเขาจะหนาวน่ะครับ

 

คนที่อยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือละเมออยู่ก็ไม่แน่ใจ ลุกขึ้นมานั่งถอดเสื้อแขนยาวตัวนอกออกแล้วโยนไว้ข้างตัวอย่างไม่ใยดีทั้งที่ไม่ยอมลืมตา ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

 

จากนั้นอีกฝ่ายก็พลิกตัวตะแคงหันหน้าเข้ามาหาผม อืม..ไม่ว่าจะกวนยังไง จะพยายามทำตัวแมนแค่ไหนผมว่ายังไงไอ้แมวแสบนี่มันน่ารักอยู่ดี ไอ้นิสัยเสียของเจ้าตัวน่ะ แค่หน้าตาดีก็สามารถกลบข้อเสียต่างๆ ได้เกือบหมด

 

ทีแรกผมกะจะลุกไปล้างหน้า แต่พอเห็นหน้าคนที่นอนตะแคงเข้ามาหายามหลับความตั้งใจก็หายไปจนหมดสิ้น จากที่คิดว่าไม่ชอบหน้ากันอย่างแรง ทำไมตอนนี้ผมถึงได้ชอบมองหน้าเจ้านี่นักนะ ไม่ปลอดภัยเอาซะเลย

 

นี่ถ้าผมเบี่ยงเบนไปจริงๆ พ่อกับแม่จะว่ายังไงนี่ คงคิดว่าลูกชายเสียใจเพราะเคยถูกสาวทิ้งผู้หญิงจนเสียสติ ต้องหันหน้ามาพึ่งผู้ชายหน้าสวยตัวบางน่าฟัดแทนเป็นแน่ แล้วไอ้เด็กบ้านี่ก็น่ารักเกิน ถ้าฉันเบี่ยงเบนไปจริงๆ ละก็ เป็นเพราะนายคนเดียวเลยสวี่เว่ยโจว

 

แต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เบี่ยงเบนหรอก เพราะเจอผู้ชายคนอื่นแม้จะน่ารักหรือดูบอบบางแต่ผมไม่ได้สนใจเหมือนหมอนี่เลยสักคน ขนาดเข้าสอนวันแรกก็พอจะดูออกว่ามีผู้ชายมีท่าทางสนใจผมพอสมควร แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนอกจากแอบน่ากลัวนิดหน่อย ก็พวกเด็กๆ เขาแซวหนักกันเสียขนาดนั้น ไม่ได้รู้สึกมีความสุขเหมือนเวลาได้กวนอารมณ์ใครบางคนแถวนี้นี่นา ถ้าผมเป็นเฉพาะกับหมอนี่แสดงว่าผมยังปกติดี อืม..ปลอดภัยๆ

 

“อืม..” เสียงคนข้างๆ ร้องงึมงำเบาๆ ท่าทางจะหนาวมั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะขยับเข้ามาเบียด มือของเว่ยโจวเอื้อมมาพาดที่อกผม แถมขาของเขาก็ขยับขึ้นมาเกยก่ายขาผมเรียบร้อยแล้วด้วย ทีนี้แหละระยะประชิด

 

บ้าแล้ว..ทำไมผมต้องใจเต้นแรงขนาดนี้ด้วย ทั้งที่ทีแรกแค่คิดจะตามมาแกล้งเฉยๆ แต่ไปๆ มาๆ ดันคลาดสายตาจากไอ้แมวแสบนี่ไม่ได้ไปซะอย่างนั้น

 

ผมคงต้องกลับคำพูดแล้ว นายไม่ปลอดภัยแล้วล่ะหวงจิ่งอวี๋

 

และเมื่อคนตัวเล็กขยับตัวอีกครั้งเพื่อควานหาผ้าห่ม ชายเสื้อยืดที่เจ้าตัวใส่นอนก็ร่นขึ้นมาจนเห็นเอวบางๆ นั่นทำเอาผมแทบลืมหายใจไปชั่วขณะ คนอะไรมันจะนอนยั่วได้ขนาดนี้ละครับ ให้ตาย แต่ก็น่าแกล้งเป็นบ้า เอาเสียหน่อยแล้วกัน

 

“หนาวเหรอ” ผมถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น

 

“อือ หนาวชะ..เฮ๊ย!!!” เมื่อได้ยินเสียงผมในตอนแรกเจ้าแมวขี้เซาก็ลืมตาขึ้นมามองเล็กน้อยและหลับลงไปอีก แต่แล้วจะตัวก็รีบลืมตาขึ้นมาอีกรอบพลางร้องเสียงหลงและเด้งตัวออกจากผมโดยอัตโนมัติ

 

“นะ..นาย ฮึ่ย ขนลุก” ไอ้แมวแสบมันถอยไปนั่งซะห่าง ดึงเสื้อลงและลูบแขนตัวเองเป็นการใหญ่ พลางจ้องผมตาขวาง เวลาหลับน่ารักกว่าตอนตื่นจริงๆ ด้วยเหอะ

 

“แค่มานอนห้องฉันนี่มันก็ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลกันมากเกินไปแล้วโว้ย ยังจะมานอนซะตัวติดกันอีก” ตื่นขึ้นมาได้ก็ด่าเป็นชุด เด็กผู้ชายอะไรทำไมถึงปากจัดได้ขนาดนี้นะ

 

“คนอุตส่าห์อุ้มมานอน แถมยอมเป็นหมอนข้างอุ่นๆ ให้กอดเพราะอากาศหนาวขนาดนี้ จะขอบคุณสักคำยังไม่มี บรรดาพี่ๆ รึก็ออกจะน่ารัก แต่ทำไมลูกชายคนเล็กถึงได้..” อยากเห็นคนของขึ้นครับ

 

“ถึงได้อะไรวะ พูดให้สวยๆ นะโว้ย นี่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนอย่าคิดว่าจะมาพูดอะไรก็ได้นะ แน่จริงตัวต่อตัวเลยว่ะ ฉันไม่กลัวนายหรอก”

 

“คนเก่งแต่ปากเขาก็เป็นแบบนี้แหละ กลัวแต่ไม่อยากยอมรับ”

 

“ไอ้..”

 

“ทำไม พูดแทงใจดำจนรับไม่ได้เหรอ” ผมยังยั่วไม่หยุด แต่ก็ต้องหลบวูบเมื่อกำปั้นอีกฝ่ายตวัดผ่านหน้า ลมที่วูบผ่านไปทำให้รู้สึกได้ว่าหน้าผมรอดจากการถูกต่อยหวุดหวิดเลยทีเดียว

 

“ทำไมนายชอบใช้กำลังตลอดเลยฮึ” อย่าว่าตอนนี้หมอนี่จะของขึ้นเลย ตอนนี้ผมเองก็เริ่มของขึ้นแล้วเหมือนกัน ถ้าเมื่อกี้หลบไม่ทันนี่ผมเจ็บเลยนะ

 

“พอใจ ใครใช้ให้กวนตีนล่ะ” อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาพูด

 

“แล้วถ้าฉันใช้กำลังบ้างล่ะ” ผมพูดจบก็กระชากแขนเล็กสองข้างนั่นเข้าหาตัวเอง แม้จะยังออมแรงอยู่บ้างแต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไร้กำลังต่อต้าน อาจจะเป็นเพราะว่าเจ้าตัวนั่งคุกเข่าอยู่ก็ได้จึงได้เซถลามาตามแรง นั่งคร่อมผมไว้ครึ่งตัว ท่าแบบนี้มันทำให้ผมได้เปรียบชัดๆ ยิ่งแกล้งยิ่งสนุก

 

“ปล่อย” เสียงที่สั่งอย่างหงุดหงิดและสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์สุดขีดนั้นทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย

 

“ขอโทษฉันก่อน”

 

“ปล่อยสิวะ” คราวนี้ไอ้แมวแสบทั้งแหกปากทั้งดิ้น

 

“ไม่ขอโทษก็ไม่ปล่อย” เอาเถอะถ้าคิดว่าจะชนะแรงผมได้ละก็จะอยู่อย่างนี้ทั้งวันผมก็ไหว นายแรงใส่ผิดคนแล้วคุณชายสวี่ ถ้าคิดว่าฉันจะกลัวนายจนยอมปล่อยง่ายๆ ละก็กลับไปคิดใหม่เถอะ

 

อีกอย่างนอกจากจะเคยเป็นนายแบบมาก่อน ผมยังเป็นนักกีฬาบราซิลเลียนยิวยิตสูด้วย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ ดังนั้นเรื่องทักษะการต่อสู้มือเปล่าและพละกำลังผมไม่เป็นรองใครแน่ๆ ยิ่งตัวบางๆ แบบหมอนี่ อย่าหวังเลยว่าจะรอดมือผมไปได้

 

“ฝันไปเถอะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ฝันไปเถอะว่าฉันจะปล่อย”

 

“ไอ้..”

 

“ลองพูดจาไม่น่าฟังอีกสิ ฉันจะสั่งสอนให้เข็ดเลย”

 

“โอ๊ะ..กลัวจังเลย ไอ้ ฮื้อ..” เมื่อเด็กไม่ยอมลดราวาศอกแถมยังลอยหน้าลอยตาท้าทายให้อยากเอาชนะผู้ใหญ่อย่างผมก็ไม่อ่อนข้อเหมือนกัน นิสัยเสียแบบนี้ต้องเจอของจริงซะบ้าง

 

เมื่อเห็นว่าวิธีที่จะหยุดคำพูดของหมอนี่ได้คือต้องปิดปากเท่านั้นผมก็ลงมือ เพียงแต่ผิดกับที่คาดการเอาไว้เล็กน้อย เพราะผมไม่คิดหรอกว่าชีวิตหนึ่งเกิดมาจะต้องมาจูบผู้ชาย โดยที่ผมเป็นคนเริ่มก่อน เท่านั้นไม่พอยังทำตอนที่มีสติครบถ้วนดีอีกต่างหาก

 

คนที่ถูกผมยึดตัวไว้แน่นถึงกับตัวแข็งไปในตอนแรก ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มดิ้นหันหน้าหนีและพยายามยกตัวเองขึ้นจากตัวผม เมื่อผมนอนลงและใช้มืออีกข้างกดต้นคอคนด้านบนให้เอนตามลงมาด้วย ลงได้แขนยังติดอยู่กับมือผมแบบนี้ละก็บอกได้คำเดียวว่าหนีไม่รอดหรอก

 

สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเมื่อเว่ยโจวยกเข่าขึ้นมากดที่ท้องของผมข้างหนึ่ง และพยายามทิ้งน้ำหนักตัวลงมา มันก็จุกอยู่หรอกแต่ดีที่ว่าหมอนี่ตัวเบา เจ้าตัวจะรู้ไหมว่ายิ่งต่อต้านแบบนี้มันก็ยิ่งกระตุ้นความรู้สึก ยิ่งคนตรงหน้าไม่ยอมแพ้ผมก็ยิ่งอยากเอาชนะมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

 

พลิกให้คนตัวเล็กกว่าลงไปนอนแทนที่ รวบข้อมือสองข้างไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวของตัวเอง ส่วนมืออีกข้างก็ผลักขาของไอ้เด็กแสบออกจากท้อง เพราะมันเจ็บจะแย่อยู่แล้ว ริมฝีปากสีแดงที่ชอบใช้วาจาเจ็บแสบกัดผม ตอนนี้กำลังถูกผมเอาคืน

 

ไม่น่าเชื่อว่าริมฝีปากของผู้ชายจะนุ่มนิ่มอ่อนหวานแล้วก็ให้ความรู้สึกดีขนาดนี้ คนที่นอนดิ้นอยู่ด้านล่างสะดุ้งเมื่อผมไล้ปลายลิ้นที่ริมฝีปากของเจ้าตัวหนักๆ และเบียดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปด้านในเมื่อสบโอกาสยามที่อีกฝ่ายพยายามเบี่ยงหน้าหนีและอ้าปากจะเล่นงานผมอีกรอบ กดจูบย้ำหนักสลับเบาให้ร่างบางตรงหน้าสะท้านเป็นครั้งคราว ให้มันรู้เสียบ้างว่ากำลังเล่นกับใครอยู่

 

“อื้อ ๆ ” ข้อมือเล็กที่เจ้าของกระชากสุดแรงจนหลุดออกมาจากมือของผม ถูกยกขึ้นมาดันให้มีระยะห่าง แต่เพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็ถูกผมรวบไปกดไว้ตามเดิม

 

แรงขัดขืนที่เคยได้รับจากคนตัวบางตรงหน้าลดน้อยลงเรื่อยๆ เสียงลมหายใจที่หอบแรงขึ้น ทำให้ผมรู้ว่าเจ้าตัวคงจะเหนื่อยเต็มแก่ ทั้งยังถูกจูบจนหายใจแทบไม่ทันอีก

 

เมื่อแรงต่อต้านลดลงผมก็อ่อนให้อีกฝ่ายมากขึ้น จากจูบที่รุนแรงก็ผ่อนให้เบาขึ้นและผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่ถึงต้องการให้หมอนี่ตอบสนอง

 

แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมร่วมมือด้วยนัก เพราะเจ้าตัวเอาแต่พยายามจะเบี่ยงหน้าหนีอย่างเดียว ทั้งที่ดูก็พอจะรู้ว่าหมดแรงแล้ว

 

“จะขอโทษดีๆ ได้หรือยัง” ผมถามเมื่อผละออกจากริมผีปากสีแดงอวบอิ่มนุ่มนิ่มของคนด้านล่างที่นอนหอบหายใจหนัก หน้าแดงไปจนถึงใบหู ...โคตรน่ารักน่ารังแกชะมัด

 

“นาย..มัน..โรคจิต” นอกจากไม่ขอโทษไอ้ตัวแสบยังจะมาด่าผมอีกรอบ ชอบจริงๆ ขอให้ด่าแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เถอะ ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าไม่อยากให้หมอนี่ขอโทษง่ายเกินไปนักเพราะผมยังสนุกอยู่เลย แถมริมฝีปากของเจ้าตัวเล็กนี่ยังให้ความรู้สึกดีเป็นบ้าเลยอีกต่างหาก

 

และเมื่อผมก้มลงไปอีกครั้งเจ้าตัวก็หลับตาแถมหันหน้าหนีสุดชีวิต ข้อมือเล็กเกร็งสุดแรงพยายามรั้งออกจากมือผมให้ได้ ยิ่งเห็นก็ยิ่งสนุกแฮะ

 

แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากจะสัมผัสกัน ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะแต่อย่างใด คราวนี้ทั้งผมทั้งคนด้านล่างหันกลับไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว

 

 

 

 

“เอ่อ..ขะ ขอโทษที พอดีแม่บอกให้มาดูน่ะ เห็นว่าสายแล้วยังไม่ลงไปกันเลยห่วงว่าจะลุกไหวกันหรือเปล่า” อี้หลินจ้องมาที่ผมกับน้องชายสามีของตัวเองตาวาว พลางพูดเร็วและยาวเหยียดราวกับกลัวว่าถ้าพูดช้าไปกว่านี้ผมหรือเว่ยโจวอาจจะแทรกขึ้นมาได้ ทั้งที่ตอนนี้พวกเราทั้งสองคนตัวแข็งเป็นหินกันไปแล้ว

 

“เดี๋ยวฉันจะบอกแม่ว่าทั้งสองคนโอเคไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นเชิญต่อกันตามสบายนะ” เมื่อพูดจบเธอก็ปิดประตูแถมล็อคห้องให้เรียบร้อย ทั้งผมและเจ้าของห้องได้แต่มองตามประตูที่พึ่งจะปิดลงกันตาปริบๆ อย่างพูดไม่ออก

 

ก็สภาพแบบนี้จะให้แก้ตัวว่ายังไงล่ะครับ อีกอย่างถึงผมแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี เพราะกำลังลวนลามลูกชายเขาอยู่จริงๆ

 

“ปล่อย” เมื่อเห็นว่าผมยังอึ้งอยู่ เจ้าของห้องตัวเล็กก็สะบัดข้อมือออกอย่างแรงและผลักผมออก ก่อนจะลุกขึ้นหนีอย่างว่องไว

 

“ไอ้ผู้ชายวิตถาร” หมอนั่นยังไม่เลิกด่า เมื่อเห็นผมทำท่าจะลุกตามเจ้าตัวก็คว้ากระเป๋าสะพายของตัวเองที่วางอยู่ไม่ไกลนักมาโยนใส่ผม คว้าผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนราวเตี้ยๆ ข้างตู้เสื้อผ้าและวิ่งหนีออกไปจากห้อง หึ..แน่จริงก็อยู่ต่อสิ

 

 

 

 

“หืม?” ผมชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อยันตัวจะลุกขึ้น แต่กลับพบว่าที่กระเป๋าใบนั้นมีของกระจัดกระจายออกมา คงจะไม่สนใจเลยถ้าของชิ้นหนึ่งในนั้นสามารถกำหนดชะตาชีวิตครึ่งหนึ่งของผมได้ ไพ่คิงข้าวหลามตัด

 

เมื่อเห็นว่าไพ่ใบนี้กระเด็นออกมาจากกระเป๋า ผมก็ขอเสียมารยาทอย่างตั้งใจด้วยการเปิดกระเป๋าและรื้อ..ไม่สิ ต้องเรียกว่าเทกระเป๋าออกมาเลยถึงจะถูก เพราะผมอาจจะพบกล่องไพ่หรือไพ่ใบอื่น แต่ไม่มีเลย นอกจากดินสอ ปากกา กุญแจคอนโดฯ ของเราที่ผมให้อีกฝ่ายไว้กับมือ กระเป๋าสตางค์ บุหรี่ ไฟแช็ค และหมากฝรั่ง ไม่มีไพ่ใบอื่นหรือกล่องไพ่ที่ผมหวังว่าอาจจะได้เห็น

 

“ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย” ผมพูดเบาๆ กับตัวเอง แม้จะรู้มาบ้างว่าไพ่แจ็คข้าวหลามตัดที่ผมจับได้วันที่ฉู่เซิงดูดวงมันอาจจะหมายถึงผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ แต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นผู้ชายแบบนี้ไปได้จริงๆ แถมก็ไม่ใช่คนไกลตัวเสียด้วย นึกถึงคำที่ฉู่เซิงมันเคยบอกว่าให้ผมมองคนใกล้ตัวบ้าง..แบบนี้เองสินะ

 

ตอนนี้ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมรู้สึกยังไง นั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ที่ถูกเพื่อนทำนายดวงชะตา การได้เจอกับเว่ยโจวครั้งแรกที่ร้านดอกไม้ วันที่ผมมานอนห้องนี้ครั้งแรก เรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายต้องย้ายไปอยู่กับผม จนกระทั่งเจอกับไพ่ใบที่หายไปในวันนี้

 

ผมควรจะทำยังไงดี

 

TO  BE  CONTINUE…

 

แล้วป๋าคิดว่าควรจะทำยังไงดีล่ะครับ นั่นเนื้อคู่เชียวนะ ไปจูบเขาแล้วอีกต่างหาก ชอบเขาแล้วก็บอกมาเถอะ ทำเป็นแอ็คเยอะเหลือเกินพ่อคุณ ระวังพี่จงเหวินคาบไปกินนะเออ


คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าจิ่งอวี๋เกอเกอควรทำยังไงดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #15 ROSALENE (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 20:08
    ทำอะไรล่ะ จับรวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัวเลยค่ะพี่จิ่ง! รู้มั้ยแม่ยกเยอะแยะ555
    #15
    0
  2. #13 SO ONE ♡ ZZ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 13:01
    โอ้ยยยย ลูกโจวเสียหายแล้ว จิ่งต้องรับผิดชอบนะคะ /// รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #13
    0