ปราบพยศร้าย...นายพยศรัก [YUZHOU]

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1 เปิดตัวพระเอก..พี่สวี่คนแมน..(มั้ง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 ธ.ค. 59

ก่อนที่จะเริ่มอ่านนิยายเรื่องนี้คุณๆ น่าจะเริ่มทำความรู้จักกับผมก่อน ขอแนะนำตัวกันสักนิดนะครับ ผมชื่อ สวี่เว่ยโจว แต่เพื่อนๆ มักจะเรียกโจวโจว แม้ว่าจะเกิดที่อเมริกาแต่ว่าผมมีเชื้อสายจีนเต็มตัวนะครับขอบอก เพราะทั้งพ่อและแม่ผมเป็นชาวจีนทั้งคู่ เพียงแต่ผมดันไปเกิดผิดประเทศไปหน่อยก็เท่านั้นเอง ใครจะคิดล่ะครับว่าคุณกับคุณนายสวี่เขาจะอยากสวีทเที่ยวรอบโลกกันตอนที่กำลังตั้งท้องผม (นัยว่าเที่ยวฉลองต้อนรับลูกสาว แต่กลับฟาล์วที่ผมดันเกิดเป็นผู้ชาย)

 

ผมเป็นพระเอกของนิยายเรื่องนี้ครับ คุณอ่านไม่ผิดจริงๆ ไม่ได้โม้นะผมนี่แหละพระเอก ก็คนมันหน้าตาดีอ่ะจะทำไงได้

 

ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สาม สาขาการท่องเที่ยวของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งมันเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของชีวิตคนชอบเที่ยวแบบผมมาก ออกจากบ้านตั้งแต่สี่ทุ่มไม่เช้าหาทางเข้าบ้านไม่เจอ เอ่อ..คนละประเด็นกันหรือเปล่า ไม่รู้ละยังไงมันก็คือการเที่ยวเหมือนกัน วันนี้ก็ไม่รู้เป็นห่าอะไรซวยตั้งแต่เช้ายันเลิกเรียนสงสัยจะก้าวเท้าผิดตอนออกจากห้องพัก

 

“โจวโจว หน้าไปโดนอะไรมาวะ” เจิ้งเสี่ยวหมิงถามผมเมื่อเห็นริ้วรอยสีแดงเป็นปื้นที่เกิดขึ้นบนแก้มทั้งสองข้าง ดูท่าทางก็เห็นได้ชัดว่าคนถามพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

 

“โดนตีนมามั้ง” ผมตอบอย่างหงุดหงิดเล็กๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามเพื่อนสุดหล่อที่มีดีกรีพ่วงท้ายเป็นถึงอดีตเดือนมหาวิทยาลัย

 

“อ้าว ไม่ใช่รอยมือหรอกเหรอ” คนที่นั่งตรงข้ามยังไม่เลิกถามทั้งที่ยังอมยิ้ม

 

“ก็รู้แล้วจะถามหาหอกอะไรวะ อย่ามาซักมากขี้เกียจพูด กูเจ็บ” ผมตอบเสี่ยวหมิง ก่อนจะหยิบเสื้อแขนยาวของอีกฝ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะมาม้วนหนุนหัวนอน เล่นเอาคนถามหัวเราะเสียงดังหลังจากที่เจ้าตัวพยายามอดทนมานาน ก็ดีอย่างที่เสี่ยวหมิงมันไม่เคยโกรธอะไรผม เพราะรู้ว่าปากผมเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ก็คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้นนี่นะ

 

“อีกคำถามเดียว ใครวะ”

 

“ข้างซ้ายของปิงปิง ข้างขวาของซู่หยาง” ผมเอ่ยชื่อของรุ่นน้องเอกบัญชีปีสองและสาวนิเทศศาสตร์ปีเดียวกัน

 

“ก็ว่าอยู่ว่าต้องไม่ใช่คนเดียว แต่ท่าทางจะมือหนักทั้งคู่ แดงเป็นปื้นเลยว่ะ” คราวนี้ไอ้เพื่อนตัวดีพูดจบก็หัวเราะแบบไม่มียั้งอีกที ผมถูกสาวตบมาทีเดียวสองคนนี่มันน่าขำตรงไหนวะครับ

 

“แล้วสรุปเลือกคนไหนล่ะ” หลังจากกลั้นหัวเราะได้เจ้าตัวก็ถามต่อโดยไม่สนสายตาขวางๆ ของผมที่ส่งไปให้แต่อย่างใด

 

“จะเลือกคนไหนล่ะ เลิกกับกูทั้งคู่เลยนะสิ ทำไมคนหล่อๆ อย่างกูต้องถูกทิ้งตลอดเลยวะ”

 

“พูดไม่ดูตัวเอง ถ้าไม่เจ้าชู้ใครเขาจะทิ้งมึงวะ” ไอ้คุณเสี่ยวหมิงมันพูดก่อนจะหัวเราะขึ้นมาอีกรอบ

 

“ผมไม่ได้เจ้าชู้ครับ ผมแค่มีแฟนหลายคน” ผมพูดแก้ตัวแบบเข้าข้างตัวเองเต็มที่

 

“แล้วมันต่างกันตรงไหน”

 

“มันต่างกันตรงที่กูบอกทุกคนว่ามีคนอื่น แรกๆ ก็บอกว่ารับได้ แต่พอเจอกันจังๆ ทีไรกูเห็นทะเลาะกันตลอด สุดท้ายกูเจ็บตัวทุกทีอ่ะ”

 

“สมน้ำหน้ามึง”

 

“เงียบไปเลย จะสงสารเพื่อนเนี่ยไม่มี เออ..แล้วพวกไอ้สามคนนั้นล่ะ” ผมถามถึงอู๋เจียหลง หลี่ถิงถิง และหลิวซื่ออิง เพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันที่มักจะนัดกินข้าว ไปเที่ยว ติวหนังสือ หรือจับกลุ่มทำงานด้วยกันบ่อยๆ จนรู้ใจ

 

“ถิงถิงไปส่งงานที่ตึกคณะเดี๋ยวตามมา ส่วนเจียหลงกับซื่ออิงเอาหนังสือไปคืนที่ห้องสมุดเดี๋ยวตามมาอีกเหมือนกัน”

 

“เจียหลงกับซื่ออิงนี่มันยังไงๆ กันวะเสี่ยวหมิง มึงคิดเหมือนกันป่ะ” ผมถามเสี่ยวหมิงถึงเพื่อนสนิทชายหญิงในกลุ่มที่รู้สึกหมู่นี้ไอ้สองคนนั้นจะสนิทกันออกนอกหน้าเป็นพิเศษ

 

“เออ ก็อย่างที่มึงคิดนั่นแหละ ความรู้สึกช้านะ เขารู้กันมาตั้งนานแล้ว” แล้วเราสองคนก็พากันหัวเราะก่อนที่ หลี่ถิงถิง สาวสวยมากแต่โคตรห้าวประจำกลุ่มเดินกลับมาสมทบด้วย

 

 

 

 

“โห..โจวโจว หน้าไปโดนตีนที่ไหนมาวะคะ” ดูมันพูดเถอะครับ สวยเสียเปล่าหาความเป็นกุลสตรีไม่ได้เลยเพื่อนผม

 

“มาถึงก็ปากหมาเลยนะถิงถิง” ผมด่าเพื่อน กับพวกสี่คนนี้สนิทมากจนใช้ภาษาเพื่อนกันแล้วครับ มาแรกๆ ก็เธอกับเรา นานวันเข้าก็นายกับฉัน แต่พอสนิทจนรู้สันดาน เอ๊ย!! รู้นิสัยใจคอกันเข้า จากนายกับฉันก็พัฒนากลายมาเป็นมึงกับกูกันอย่างทุกวันนี้ ใช้เวลาแค่สามปีเอง

 

“โดนสาวตบมาละสิท่า สมน้ำหน้า หม้อไม่เลือก”

 

“ใครบอกครับไอ้ถิงถิง กูเลือกเหอะ มึงไม่เห็นแฟนกูเหรอ สวยน่ารักทุกคน” ผมรีบคุยโม้ ทำเอาเพื่อนพากันส่ายหน้ายิ้มๆ แต่เพราะที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงพวกมันเลยเถียงไม่ได้

 

“แต่สวยน่ารักสู้มึงไม่ได้สักคน” ตายยากครับ เพื่อนอีกสองคนเดินมาจากห้องสมุดได้ยินพวกผมคุยกันพอดีแล้วไอ้คุณอู๋เจียหลงก็เสือกขึ้นมาทันที

 

“หุบปากไปเลยไอ้เจียหลง อย่างกูนี่เรียกหล่อโคตรๆ โว้ย ทำไม..มาชมว่ากูน่ารักเนี่ย จะจีบกูเหรอไง” ผมประชดเพื่อนทำเอาทุกคนฮาแตกรอบวงไม่เว้นแม้กระทั่งแฟนมัน

 

“ก็ถ้ากูคิดจะเปลี่ยนรสนิยมมึงอาจจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ผู้ชายเหี้ยอะไรวะหน้าตาแม่งโคตรน่ารัก แต่...ปากหมาแบบนี้ ขอกูคิดแล้วคิดอีก คิดเยอะๆ แล้วก็คิดว่า..ไม่เอามึงจะดีกว่าว่ะ”

 

“เออ มึงน่ะปากดีมาก พูดเพราะมาก แหม...พูดมากนักเดี๋ยวกูแย่งจีบซื่ออิงซะเลยนี่ จริงไหมจ๊ะเสี่ยวอิงจ๋า” พูดจบก็หันไปทำตาหวานใส่หลิวซื่ออิงที่เป็นสาวเรียบร้อยพูดน้อยประจำกลุ่ม และเป็นเหมือนแม่ของเราทั้งกลุ่ม ดูแลทุกคนจนกระทั่งผมแทบจะแบมือขอเงินมันใช้ได้อยู่แล้วเนี่ย

 

“ฉันไม่เอาคนน่ารักกว่าตัวเองมาเป็นแฟนหรอกนะ” เจ็บจี๊ดที่ใจสะท้านไปทั้งทรวงแต่คนอื่นพากันฮาแตกอีกรอบ แหม..จี้จุดอ่อนผมได้แล้วขำกันนะไอ้พวกเพื่อนเลว

 

“เดี๋ยวงอนแม่งเลยไอ้พวกนี้” ผมโวยวายก่อนจะลุกขึ้นนั่งเพื่อแยกย้ายกันกลับหอพัก

 

 

 

“กลับบ้านรึเปล่าวะวันนี้” เสี่ยวหมิงถาม เพราะปกติถ้าเป็นวันศุกร์ผมจะกลับบ้าน คือบ้านผมก็อยู่เซี่ยงไฮ้นี่แหละครับไม่ใช่ต่างจังหวัดต่างมณฑลที่ไหน เพียงแต่ว่ามันอยู่ฝั่งผู่ซีนู่นแน่ะ ส่วนมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนนั้นอยู่ฝั่งผู่ตง ผมเลยมาเช่าหอพักอยู่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ไปกลับได้สะดวกแถมมีเวลานอนเยอะๆ เพราะไม่ต้องแหกหูแหกตาตื่นแต่เช้าเดินทางข้ามฝั่งฝ่ารถที่ติดแบบวินาศสันตะโรเพื่อเข้าเรียนให้ทัน

 

“กลับได้ซะที่ไหน หน้าแบบนี้เว่ยซื่อเกอเกอเห็นก็หัวเราะตายพอดี” ผมพูดถึงพี่ชายคนที่สามที่ปากร้ายได้โล่พอๆ กัน รายนั้นด่าไม่เก่งหรอกครับแต่เรื่องจิกกัดนี่ขอให้บอก แชมป์โลกเลยละ แต่พี่เว่ยซื่อก็สนิทกับผมที่สุดเพราะอายุห่างกันแค่ห้าปี ส่วนพี่เว่ยหลาง พี่ชายคนรอง กับพี่เว่ยเทียน พี่ชายคนโต อายุห่างกับผมค่อนข้างเยอะ

 

“งั้นไปหาแอลกอฮอล์ล้างลำไส้กันป่ะ” นี่ครับเพื่อนตัวอย่าง สุดยอดเพื่อนแห่งปีจริงๆ

 

“เออ ไปดึกๆ หน่อยนะ สักสามทุ่มครึ่งเจอกันร้านเดิม กูกลับไปเอาน้ำแข็งประคบหน้าก่อนเดี๋ยวไม่หล่อ พวกมึงสามคนไปป่ะ” ผมตอบเสี่ยวหมิงก่อนจะหันไปถามอีกสามคนที่เหลือ

 

“ฉันกลับหังโจวอ่ะ” ซื่ออิงตอบ

 

“กูไป เสี่ยวหมิงมารับที่หอด้วย” ถิงถิงตอบ

 

“กูไปเหมือนกันแต่เดี๋ยวไปส่งซื่ออิงขึ้นรถก่อน คืนนี้นอนด้วยนะเสี่ยวหมิง” เจียหลงตอบ เป็นอันว่าคืนนี้มีสี่คนครบขาพอดี

 

แม้ว่าเจียหลงกับซื่ออิงจะ(แอบจีบจน)เป็นแฟนกัน(ไม่รู้นานแค่ไหนแล้ว) แต่สองคนนี้ก็ไม่เคยแยกคู่ออกไปแค่สองคนนะครับ จะไปดูหนัง กินข้าว หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกมันมักจะชวนให้พวกผมไปเป็นกอขอคอด้วยตลอดๆ ไม่เคยมีใครทิ้งกัน เวลาเจียหลงจะไปกินเหล้ากับพวกผมโดยที่ซื่ออิงไม่ได้ไปด้วย ซื่ออิงก็ไม่เคยห้ามหรือว่าอะไรเพราะทุกคนเป็นเพื่อน และมันสองคนก็คบกันด้วยพื้นฐานของความเป็นเพื่อนมาก่อน แม่ง..คู่รักตัวอย่างโคตรๆ

 

“งั้นก็แยกย้ายได้แล้ว ไปเตรียมสวยเตรียมหล่อ” ถิงถิงพูดก่อนจะโบกแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพอดี

 

“แล้วก็มึง...อย่าแต่งตัวสวยมาแข่งกับกูนะโจวโจว ไปเลยค่ะพี่” เพื่อนสาวคนสวยพูดทิ้งท้ายหลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถแท็กซี่เรียบร้อยแล้วก่อนจะรีบบอกให้พี่เขาขับออกไปอย่างเร็วโดยที่ผมคิดคำด่าไม่ทัน ทำเอาเพื่อนที่ยืนอยู่ด้วยอีกสามคนพยายามกลั้นหัวเราะ แต่สุดท้ายพวกมันมันก็ปล่อยฮาออกมาจนได้นั่นแหละ

 

ผมก็กลับกับเสี่ยวหมิงเพราะคอนโดฯ เพื่อนต้องผ่านทางห้องพักผมอยู่แล้ว ความจริงจะเดินกลับเองก็ได้เพราะอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่แค่เดินพอได้เหงื่อ แต่ไหนๆ เพื่อนก็จะต้องผ่านผมเลยถือคตินั่งรถฟรีดีจะตายสบายกายา เก็บเหงื่อไว้เสียให้กิจกรรมอื่นดีกว่า

 

“เจอกันที่ร้านเลย หรือจะให้กูแวะมารับ” คนที่พึ่งจะจอดรถส่งผมถามอย่างมีน้ำใจ(มันจะสุภาพบุรุษเกินหน้าเกินตาพระเอกอย่างผมมากไปแล้วนะผมว่า)

 

“เจอที่ร้านเลยจะได้ไม่เสียเวลา มึงแวะรับถิงถิงคนเดียวก็พอ” ผมบอกก่อนจะลงจากรถเมื่อถึงหน้าหอตัวเอง ขึ้นห้องได้ก็เอาน้ำแข็งประคบแก้ม พลางนอนฟังเพลงอ่านหนังสือการ์ตูนไปเรื่อยเปื่อย

 

 

 

 

“ตายยากว่ะ” เจียหลงพูดกับผมก่อนที่เราสองคนจะโบกไม้โบกมือให้เพื่อนอีกสองคนที่ตามมาสมทบเพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่เห็น วันนี้เป็นวันศุกร์คนค่อนข้างเยอะแถมพวกเรายังมาช้า ทำให้ร้านแน่นเต็มแทบจะทุกโต๊ะ พวกผมเลยไม่ได้โต๊ะเดิมที่เคยมานั่งประจำ

 

“กินไม่รอเลยนะพวกมึง” ถิงถิงเดินมาถึงโต๊ะก็โวยเบาๆ เมื่อเห็นบนโต๊ะที่มีทั้งอาหารและแก้วเครื่องดื่มของพวกผมสองคน

 

“กินห่าอะไร อาหารพึ่งจะมาเสิร์ฟ แล้วก็อย่าบ่นมีแต่ของที่มึงชอบคนเดียวเลยถิงถิง นี่ถ้าเจียหลงมันไม่ได้เป็นแฟนกับซื่ออิง กูต้องคิดว่ามันจีบมึงแน่ แม่งสั่งแต่ของที่มึงชอบ” ผมเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ถ้าเป็นกับสาวคนอื่นอาจจะยอม แต่กับแม่นางหลี่ถิงถิงคนนี้เนี่ย ไม่มีทางซะหรอก

 

“เอ้าไอ้นี่ ก็ถิงถิงมันไม่ค่อยกินเหล้าหนักเหมือนพวกเรา มันเน้นกินกับมึงก็ตามใจมันหน่อย กูก็ไม่เห็นว่าอะไรที่กูสั่งมามึงจะไม่แดกเลย ฟาดเรียบไม่เคยเหลือสักจาน” ผู้ถูกกล่าวหาแก้ตัวจบพวกผมก็ฮากันตรึม อ่ะนะ เถียงมันไม่ได้ เพราะเรื่องจริงล้วนๆ

 

 

 

 

นั่งกินดื่มกันไปฟังเพลงไป มีร้องตามบ้างถ้าบนเวทีมีเพลงถูกใจ จนเที่ยงคืนกว่าหลังจากที่เพื่อนสาวคนสวยกลับมาจากห้องน้ำมันก็เดินหน้าหงิกมากระแทกก้นลงบนเก้าอี้ติดกับผม ดีว่าเป็นเก้าอี้บุนวมไม่อย่างนั้นริดสีดวงอาจจะถามหาก้นมันได้

 

“เป็นอะไรถิงถิง ใครทำอะไรรึเปล่า” เสี่ยวหมิงถามด้วยความเป็นห่วง สมฉายาสุภาพบุรุษที่สุดในโลกหล้า(ผมตั้งให้เองแหละครับ) คู่ควรแล้วที่เกิดมาหล่อ(แต่น้อยกว่าผม เฮอะ)

 

“เปล่า แค่ไม่สบอารมณ์ พวกมึงเห็นผู้ชายโต๊ะนั้นเปล่า” ถิงถิงบอกทำให้พวกผมสามคนหันไปมองตาม โต๊ะที่ว่านั้นอยู่ถัดจากพวกเราไปสี่ห้าโต๊ะ มีผู้ชายและผู้หญิงนั่งรวมกันอยู่สักเจ็ดถึงแปดคนได้

 

“คนไหนวะ ผู้ชายตั้งสี่ห้าคน” ผมถามพลางหยีตามองเพราะสายตาสั้น วันนี้นอกจากไม่ได้สวมแว่นสายตาและยังดันลืมใส่คอนแทคเลนส์มาด้วย

 

“คนที่ใส่เสื้อสีขาวๆ หล่อๆ หน่อยนั่นไง”

 

“ผมสายตาสั้นครับถ้าเพื่อนลืม แล้วไกลขนาดนี้แถมมืดอีก กูจะเห็นไหมใครหล่อใครไม่หล่อ” ผมเถียงเพื่อนนิดๆ ความจริงก็ไม่ได้สั้นอะไรมากมายหรอกเพียงแต่ว่าตาผมแพ้แสงด้วย ตอนกลางคืนเลยเบลอกว่าปกติ และมองหน้าคนที่อยู่ไกลกว่าสามเมตรไม่ชัดเท่านั้นเอง

 

“เขาทำอะไรมึงเปล่าวะถิงถิง” คราวนี้เจียหลงถามอย่างออกแนวเป็นห่วงเพื่อนปนอยากรู้อยากเห็น

 

“เขาไม่ได้ทำอะไร แค่ขอเบอร์”

 

“โหย..มีผู้ชายหล่อๆ มาขอเบอร์ทำเป็นอารมณ์เสียเล่นตัว เดี๋ยวก็ขึ้นคานหรอกมึง สวยซะเปล่าขึ้นคานตายไปอายยมบาลนะโว้ย” ผมแซวเพื่อนแรงๆ ตามความเคยชิน แต่ถิงถิงมันดันหันมาค้อนให้ก่อนจะใช้ฝ่ามือจัดทรงผมใหม่ให้ผมหนึ่งที ผู้หญิงบ้าอะไรวะมือโคตรหนัก เจ็บฉิบหาย ยังไงต่อให้โลกนี้เหลือมันเป็นผู้หญิงคนเดียวผมก็ไม่จีบมันแน่ (ถึงแม้ตอนพึ่งเข้าเรียนใหม่ๆ จะหวั่นไหวไปกับความสวยของมันบ้างก็เถอะ)

 

“จะไม่อารมณ์เสียเลยถ้าเขาขอเบอร์กูน่ะ เขาขอเบอร์มึงนะสิโจวโจว กูเลยบอกว่ามึงมีผัวแล้ว คนใส่เสื้อสีฟ้าอ่ะผัวมึง”

 

“เฮ๊ย!!” คราวนี้ทั้งผมและเสี่ยวหมิงที่บังเอิญมาตกเป็น ผัวของผม ร้องประสานเป็นเสียงเดียวกัน แต่ไอ้คุณเจียหลงนี่นั่งหัวเราะร่วนเลย

 

“พูดอย่างนี้กูเสียหายหมด บอกว่ากูเป็นผู้ชายแท้ๆ มันจะไปยากตรงไหนวะ”

 

“ที่กูบอกว่าคุณชายเสี่ยวหมิงสุดหล่อเป็นผัวมึงก็เพราะกูบอกว่ามึงเป็นผู้ชายแท้โคตรแมนนี่แหละ พี่เขาเล่นตอบมาว่า ทราบแล้วครับถึงได้ขอเบอร์เพื่อนน้องไง เขาน่ารักดี กูหมั่นไส้ก็เลยจัดซะ วันนี้อุตส่าห์แต่งตัวสวยไอ้เราก็นึกว่าขอเบอร์เรา เสียเซลฟ์หมด” ถิงถิงพูดอย่างแค้นเคืองก่อนจะยกเหล้าขึ้นจิบ ส่วนผมหันไปมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้งก่อนจะรีบหันกลับแทบไม่ทันเมื่อเขาหันมองมาพอดี

 

ปกติถ้ามีผู้ชายมาจีบผมนี่ถิงถิงมันแทบจับผมใส่พานถวาย แต่วันนี้สงสัยจะวันแดงเดือด มันเลยอารมณ์เสียผิดปกติ

 

 

 

 

เรานั่งดื่มต่อกันจนกระทั่งตีหนึ่งเหล้าหมดขวดก็เลยตกลงกันว่าจะแยกย้ายกลับไปนอนพักเพราะต่างคนต่างก็แบ่งแอลกอฮอล์กันไปผสมเลือดเยอะแล้ว แม้ส่วนมากจะหนักมาทางผมกับเจียหลงก็เถอะ ถิงถิงมันดื่มน้อยอยู่แล้วแค่อาศัยออกมาเปิดหูเปิดตา(และมองหาผัวให้ผมสนองตัณหาวายๆ ของมัน) ส่วนเสี่ยวหมิงวันนี้มันเอารถมาเลยดื่มมากไม่ได้

 

“เดี๋ยวกูไปส่ง” เสี่ยวหมิงอาสาเมื่อเราเดินกันออกมานอกร้าน

 

“เดี๋ยววันนี้กูกลับเอง ขอแวะไปขายหม้อแป๊บ ไม่ต้องห่วงถึงห้องแล้วเดี๋ยวกูโทรบอก มึงขับรถดีๆ แวะส่งถิงถิงแล้วก็รอมันเข้าหอด้วย” ผมบอกเพื่อนซึ่งทั้งเสี่ยวหมิงและเจียหลงพยักหน้ารับ

 

เป็นอันรู้กันว่าในกลุ่มของพวกผมพวกผู้ชายจะเล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มตัวเองมาก พาลูกสาวเขามาก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด แม้ว่าถิงถิงมันจะไม่ค่อยจัดอยู่ในกลุ่มสาวน่าทะนุถนอมนักก็เถอะ ก่อนที่เราจะโบกมือแยกย้ายจากกัน

 

ผมเดินกลับมาเข้าห้องน้ำในร้านอีกรอบ อ่า..ความจริงก็ไม่เชิงว่าเข้าห้องน้ำหรอก ติดใจสาวที่นั่งโต๊ะแถวนั้นน่ะก็เลยว่าจะเฉียดๆ ไปเผื่อวันนี้จะมีโชคครับ

 

 

 

 

“เพื่อนๆ กลับไปหมดแล้วเหรอครับ” ยังไม่ทันได้หม้อใคร ออกมาจากห้องน้ำนี่โดนซะเอง ถ้าจะให้เดาก็มิใช่ใครที่ไหน สุดหล่อเสื้อขาวของถิงถิงมันนั่นแหละ

 

“อยู่ก็เห็นสิครับคุณ” ผมตอบตามสไตล์คนรักสัตว์ รักกระทั่งทำฟาร์มเลี้ยงสุนัขไว้ในปาก แต่คนถามยังใจเย็นส่งยิ้มมาให้และชวนคุยต่อไม่ได้ดูหน้าผมเลยว่าอยากคุยกับมันมาก

 

“กลับยังไงครับ เดี๋ยวผมไปส่งไหม ผมกำลังจะกลับพอดี” รุกสุดๆ เหอะๆ น่ากลัว

 

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” ผมบอกและพยายามเดินเลี่ยงออกมา

 

“นะครับ ผมแค่เดินไปส่งที่จอดรถก็ได้” ดื่มเหล้าจนเมาเป็นแมวมึนกาวขนาดนี้ใครจะกล้าเอารถมาขับวะ ใบขับขี่ใช่ว่าจะไปสอยได้ตามงานกาชาดนะโว้ย โดนยึดไปจะได้เอาคืนมาได้ง่ายๆ โหย...คิดสิคิด

 

“ผมกลับแท็กซี่”

 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปยืนรอเป็นเพื่อนนะครับจะได้รู้จักกันไว้ ผมเคยเห็นคุณมาที่ร้านนี้สองครั้งแล้ว เผื่อครั้งต่อไปจะได้ทักทายกันบ้าง” ผมจะเปลี่ยนร้านเมาแบบถาวรไปเลย

 

“ก็ได้” ผมตอบก่อนจะเดินออกมาแบบไม่รอสักนิดแต่ติดตรงที่เริ่มจะมึน และไอ้คุณนิรนามมันก็สูงและขายาวพอๆ กับผมเลยเดินตามมาแบบระยะประชิด คิดอยากฆ่าพี่ชายยกครัวทั้งสามคนก็เพราะแบบนี้แหละ แต่ละคนเกิดมาสูงไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร แล้วทำไมมีผมสูงแค่ร้อยแปดสิบนิดๆ อยู่คนเดียววะไม่เข้าใจ(แต่ผมบอกใครๆ ว่าผมสูง 184 เซนตลอดนั่นแหละ จริงหรือไม่จริงใครจะกล้ามาขอวัดล่ะครับจริงไหม) อีกแค่ไม่กี่เซนก็จะร้อยแปดสิบห้าอยู่แล้ว มันจะสูงให้ถึงไม่ได้รึไง พับผ่าสิ

 

“ชื่ออะไรเหรอครับ”

 

“จวิ้นเฉียง” ผมตอบโกหกไปสั้นๆ ด้วยชื่อที่ใช้ประจำเวลาถูกผู้ชายจีบ(ซึ่งก็ค่อนข้างจะถูกจีบบ่อยอย่างน่ารังเกียจ) ด้วยชื่อที่ทำให้คนฟังพอจะตระหนักถึงสิ่งที่ผมเป็นได้ว่าผมน่ะผู้ชายแมนๆ และหล่อมากโว้ย

 

“แล้วจวิ้นเฉียงพักที่ไหนหรือครับ” ยังไม่จบ นี่แสดงว่ามันไม่ได้คิดตามเลยสักนิด เหนื่อยใจจะเคลียร์

 

“ก็แถวๆ นี้” ผมตอบส่งๆ และรีบเดินเพื่อจะได้ถึงหน้าร้านไวๆ โบกแท็กซี่กลับจะได้จบๆ และลาก่อนร้านนี้แบบถาวรไปเลย

 

“ผมชื่อผิงซูนะครับ ยังไงถ้าไม่ไกลผมขอไปส่งได้ไหม นะครับ”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ” และผมก็กลัวมันด้วย หน้าไอ้คุณผิงซูนี่ไม่ใช่หล่อธรรมดา หล่อและหื่นได้ใจมาก สายตามันเวลามองผมอ่ะ เห็นแล้วขนลุกทั้งตัวตั้งแต่หน้าแข้งไปยันหนังหัวเลยครับ

 

“นะครับ รถพผมจอดอยู่ตรงนั้นเอง รอแป๊บนะ” อีกฝ่ายพูดจบก็ไม่รอคำปฏิเสธรีบเดินลิ่วๆ ไปที่รถ ผมก็ไม่รอช้ารีบจ้ำออกไปที่หน้าร้าน มองหาแท็กซี่ไม่มีแม้แต่เงา นี่แหละหนาเขาว่าสิ่งที่ต้องการมักไม่มาตอนที่เราร้องขอ ก็เลยรีบเดินไปเรื่อยๆ ดีกว่ายืนรออยู่หน้าร้านเฉยๆ มึนก็มึน ง่วงก็ง่วง

 

 

 

 

เดินกึ่งวิ่งได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงบีบแตรไล่หลัง หันกลับไปก็เห็นว่ามีรถยนต์เลี้ยวออกมาจากทางร้าน ใช่หรือไม่ใช่คนที่กลัวก็ไม่รู้แต่ผมไม่รอแล้ว หันหน้ามองหาแท็กซี่ก็มีแต่คันที่ไม่ว่าง มองซ้ายมองขวาและหันกลับไปมองในซอยด้านข้าง เห็นร้านขายอะไรสักอย่างแม้ว่าจะแขวนป้ายปิดแต่ยังเปิดไฟอยู่ ผมก็เลยรีบวิ่งเข้าไปแบบไม่คิดชีวิต ขยับประตูพอเห็นว่าเปิดได้ก็พุ่งเข้าไปทันที ปิดประตูได้ก็ยืนหอบเป็นแมวเหนื่อย

 

“ร้านปิดแล้วนะครับ แต่..ให้คุณเป็นกรณีพิเศษก็แล้วกัน เชิญนั่งก่อนครับ” ผู้ชายที่อยู่ในร้านนอกจากหน้าตาดียังดูมีอัธยาศัยดีอีกด้วย พูดจาก็สุภาพเรียบร้อยแต่แต่งตัวแปลกอยู่สักหน่อย หลังจากออกปากให้ผมนั่งแล้วพี่แกก็หายไปทางด้านหลังก่อนจะออกมาพร้อมขวดน้ำเย็นและแก้วน้ำในมือ

 

“ดื่มน้ำสักหน่อยนะครับ จะได้ดีขึ้น” คนตรงหน้าบอกขณะที่มือของเขารินน้ำใส่แก้วให้ผมโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธ ผมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะกลางห้องและรับน้ำมาดื่มอย่างเต็มใจโดยลืมการระวังตัวไปชั่วคราว แบบว่าวิ่งมาโคตรเหนื่อยจนแทบจะลืมเมาด้วยซ้ำ

 

“อยากรู้เรื่องอะไรครับ” สิ้นเสียงถามผมก็กวาดสายตาไปมองรอบๆ อย่างลืมมารยาท(ที่ความจริงก็ไม่ค่อยจะมีสักเท่าไหร่โดยเฉพาะกับเพื่อนสนิท)

 

 

 

 

ด้านหลังโต๊ะที่ผมนั่งเป็นตู้ใบย่อมประตูเป็นกระจกใส ด้านในมีอุปกรณ์เครื่องมือหน้าตาแปลกๆ อย่างเช่นลูกแก้วกลมใสขนาดใหญ่ที่ผมคงต้องใช้มือสองข้างถึงจะถือไว้ได้ โต๊ะที่อยู่ตรงหน้าผมเป็นโต๊ะกลมถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำนุ่มเนียนมือ มีของตกแต่งร้านน้อยชิ้นแต่ว่าแต่ละชิ้นดูแปลกตามาก

 

ชุดที่ผู้ชายตรงหน้าสวมนอกจากกางเกงขายาวสีดำแล้วเสื้อแขนยาวที่มีชายยาวมากสีขาวนั่นก็บ่งบอกอาชีพของพี่แกที่ผมพอจะเดาได้เป็นอย่างดี

 

“เอ่อ...” ผมยังอ้ำอึ้ง คือไม่รู้จะบอกยังไงว่าไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาดูดวง เพราะผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ ยังไงหมอดูก็คู่กับหมอเดา แค่จะเข้ามาหาที่หลบภัยความหน้าตาดีก็เท่านั้น

 

“ไม่เป็นไรครับนั่งพักไปคิดไปก็ได้ ตอนนี้ไม่มีใครหาคุณเจอหรอก” หือ!!!! เขาพูดเหมือนรู้ว่าผมกำลังหนีใครอยู่อย่างนั้นแหละ

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพบว่าพี่เขามองผมอยู่ก่อนแล้วและส่งยิ้มมาให้น้อยๆ เอาก็เอาวะ คิดซะว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เขาอุตส่าห์ช่วยไม่ไล่ผมออกไปเพราะเสือกเข้ามาตอนร้านปิดแล้ว แถมเวลานี้ก็เข้าสู่วันใหม่แล้วด้วย

 

 

 

 

ว่าแต่จะดูดวงเรื่องอะไรล่ะเมาก็เมาจะไปคิดอะไรออก เรื่องงานผมเรียนการท่องเที่ยวจบไปมันจะไปทำอะไรได้สักกี่อย่างกันเชียว ผมก็ต้องทำงานที่ผมชอบสิ ดังนั้นประเด็นนี้ตกไป

 

เรื่องเรียน ถึงจะเจ้าชู้แถมปากไม่ดีและชอบมีเรื่อง แต่ก็พอมีสมองบ้างเพราะมีเกรดสวยๆ ไปอวดคุณนายสวี่ทุกเทอม อย่าถามเลยว่าเรียนจบจะติดเกียรตินิยมไหมเพราะผมไม่สนดังนั้นประเด็นนี้ตกไปอีก

 

สุขภาพล่ะ เห็นได้จากการวิ่งเดี่ยวสองร้อยเมตรเมื่อกี้นี้ก็เดาได้ไม่ยากว่าผมมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ดังนั้นประเด็นนี้ก็ตกไปอีก

 

การเงิน ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาเรื่องนี้นะ นอกจากหน้าตาดีบ้านยังพอมีพอกินครับไม่เดือดร้อน

 

“ลองดูเรื่องความรักเป็นไงครับ เพราะเท่าที่ดูแล้วจากตัวเลือกอื่นๆ ของคุณไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดังนั้นเรื่องความรักน่าจะเข้าทางคุณอยู่นะ” คุณหมอดูคงเห็นผมทำท่าคิดหนักจึงช่วยเสนอตัวเลือกซึ่งดีกว่าที่ผมคิดมาทั้งหมด เหมือนกับรู้ความคิดของผมอย่างไรอย่างนั้น เอ๊ะ!! หรือพี่แกจะรู้จริงๆ ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย

 

“ผมไม่ได้รู้อะไรหรอก ผมก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น แค่คิดว่าคุณดูออกง่ายเฉยๆ ” เนี่ยนะไม่ได้รู้อะไร ยิ่งพูดยิ่งน่ากลัว

 

“ก็...ครับ” ผมตกลงอย่างลังเลเล็กน้อย ไหนๆ ก็ไหนๆ ช่วยกันทำมาหากินไปก็แล้วกัน

 

 

 

 

หลังจากผมตกลงรับปากคุณพ่อหมอแกก็หันกลับไปเปิดตู้ด้านหลังหยิบไอ้เจ้าลูกแก้วต้องสงสัยที่วางอยู่ในภาชนะรูปร่างแปลกตาที่ผมเห็นในตอนแรกออกมาวางตรงหน้า

 

“ลองแตะที่ลูกแก้วหน่อยนะครับ มือข้างซ้ายนะ” พ่อมดหนุ่มหล่อบอกผมเมื่อเห็นว่าผมยื่นมือขวาเข้าไป ทำเอาผมชักมือกลับแทบไม่ทัน ระหว่างที่แตะไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือว่าเมาจนเบลอ เพราะแอบเห็นลูกแก้วมีแสงสว่างเรืองรองขึ้นมาเล็กน้อยแต่เพียงแค่แว่บเดียว สงสัยจะเมามากไปหน่อย

 

“หืม..จริงเหรอเนี่ย?” คุณหมอดูจ้องไปที่ลูกแก้วก่อนจะพึมพำเบาๆ แล้วยิ้มน้อยๆ นี่ถ้าเป็นผู้หญิงผมจะลงไปนอนละลายตรงนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอด ผู้ชายบ้าอะไรวะยิ้มสวยโคตร แม้จะรู้สึกคุ้นๆ กับรอยยิ้มแบบนี้เหมือนกับว่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออก อีกอย่างถ้าไม่ใช่ผู้หญิงสวยๆ ผมก็ไม่ค่อยสนใจจะจำหรอก

 

“ตั้งแต่ทำนายมาเป็นสิบปีผมไม่เคยลังเลอะไรเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ ให้ตายสิ” ผู้ชายตรงหน้าพูดพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดีทั้งที่คำพูดเค้ามันน่าจะเข้ากับอารมณ์หงุดหงิดอะไรแบบนี้มากกว่า ก่อนที่คุณพี่เขาจะเดินไปตรงลิ้นชักที่ตู้ด้านหลัง หยิบกล่องไพ่ที่ดูอย่างไรก็สุดแสนจะธรรมด๊าธรรมดาออกมาส่งให้ผม

 

“เพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่พลาดจริงๆ ลองสับไพ่สำรับนี้หน่อยแล้วส่งมาให้ผม สับไพ่ด้วยมือซ้ายเท่าอายุนะครับ” เมื่อคุณพ่อมดพูดอย่างนั้นผมก็รับไพ่สำรับนั้นมา ใหม่ปิ๊งแบบซิงๆ เหมือนไม่เคยผ่านมือใครเลยอ่ะ คาดว่ายังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อนแน่นอน

 

ผมสับไพ่ไปก็นับในใจไปตามจำนวนอายุของตัวเอง ไม่รู้ว่านับข้ามนับผิดบ้างหรือเปล่าเพราะว่าเมา เมื่อครบก็ส่งให้คนที่นั่งมองอย่างใจเย็นอยู่ตรงหน้า คุณพ่อหมอรับไปและแผ่ให้วางเรียงกันอย่างสวยงาม ถ้าบอกว่าเฮียแกเคยอยู่ในคาสิโนมาก่อนผมเชื่อเลยนะเนี่ย เรียงสวยเป๊ะเว่อร์

 

“เลือกมาใบหนึ่งครับ” สิ้นเสียงผมก็หยิบไพ่ออกมาหนึ่งใบล่อมันใบบนสุดนี่แหละง่ายดี คนตรงหน้ารับไพ่ไปหงายดูก่อนจะยิ้มออกมาราวกับว่าได้ของถูกใจอย่างไรอย่างนั้น

 

“อืม..ใช่แล้ว” พี่แกเล่นพูดคนเดียวมานานแล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้เลยถามออกไปมั่ง

 

“มีอะไรหรือครับ” ผมถามพลางยกมือขึ้นมาท้าวคางไว้อีกทีเพราะเริ่มเมาอยากเข้าสู่นิทราจะแย่

 

“คุณกำลังจะเจอเนื้อคู่เร็วๆ นี้” คุณพ่อหมอบอกก่อนจะหันหน้าไพ่ใบนั้นขึ้นมาให้ผมได้เห็นด้วย อะไรกันก็แค่คิงข้าวหลามตัดธรรมดาเองนี่นา

 

“เนื้อคู่ผม? คิงข้าวหลามตัดนี่นะ?” ผมถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว

 

“ใช่ คิงข้าวหลามตัดนี่แหละเนื้อคู่ของคุณ” ผู้ชายตรงหน้ายังคงยิ้มและตอบผมอย่างอารมณ์ดี

 

“แต่คิงนี่มันน่าจะแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอครับ”

 

“ผมก็ไม่ได้บอกว่าเนื้อคู่คุณเป็นผู้หญิงนี่ครับ” จบคำจากที่เมาอยู่แล้วผมก็ยิ่งมึนหนัก สรุปว่าผมถามกำกวมหรือเฮียแกตอบไม่เคลียร์วะครับ

 

 

 

 

“เอ..รู้สึกว่าคุณจะอยู่ต่อไม่ได้แล้วนะ ออกข้างหลังร้านก็ได้” ขณะที่ผมยังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้น เจ้าของร้านลึกลับนี้ก็พูดขึ้นมาอย่างใจเย็น และเดินไปเปิดม่านตรงด้านหลังซึ่งมีประตูทางออกอยู่ด้วย เหมือนจะเชิญผมออกไปให้ไว

 

“คนที่ตามคุณอยู่กำลังจะมาถึงร้านแล้วนะสิ ผมยังไม่ได้ล็อคประตูด้วย ถ้าไม่อยากเจอละก็..” พอได้ยินอย่างนั้นแหละ เฮียเขาพูดไม่ทันจบผมก็เตรียมเผ่นอีกรอบ แม้จะยังได้คำตอบไม่เคลียร์ว่าจะได้เมียหรือผัว เตรียมควักกระเป๋าสตางค์แต่ยังไม่ทันได้หยิบอีกฝ่ายก็บอกว่า

 

“ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ดังนั้นผมให้เป็นกรณีพิเศษ ถ้าแม่นจริงค่อยจ่ายผมทีหลังก็ได้ครับ ไม่เสียหาย” อารมณ์รีบผมเลยกล่าวขอบคุณแล้วออกทางหลังร้าน แต่ยังไม่วายแอบดูหลังม่านว่ามีใครเข้ามาในร้านจริงหรือเปล่า

 

ทันทีที่ลับหลังผม ประตูหน้าร้านก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมด้วยผู้ชายหน้าตาดีสวมเสื้อสีขาวที่ผมพึ่งจะวิ่งหนีมาหยกๆ ถ้าไม่เห็นด้วยตัวเองไม่เชื่อจริงๆ เลยนะเรื่องแบบนี้ อิสระในมือต้องใช้ให้คุ้มค่าผมรีบเดินอ้อมกลับมาอีกด้านพอถึงปากซอยก็เรียกแท็กซี่ที่ผ่านมาทันที

 

 

 

 

ระหว่างขึ้นรถเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา พอเห็นเบอร์เสี่ยวหมิงก็รีบกดรับเพราะขืนชักช้าจะโดนสวดยาว เดาว่าตอนนี้หมอนั่นอยู่กับเจียหลง ไอ้สองตัวนี้นะพอรวมตัวกันขี้บ่นยิ่งกว่าแม่ผมซะอีก

 

“เออ พวกมึงถึงแล้วเหรอ”

 

[เออ..มึงถึงยังเนี่ย]

 

“ยังไม่ถึง มีเรื่องนิดหน่อยแต่โอเคแล้ว”

 

[อ้าว เป็นอะไรอยู่ตรงไหนวะ เดี๋ยวกูกลับไปหา]

 

“เฮ๊ย!! ไม่ได้เป็นอะไรไม่ต้องมาเลย กูถึงหน้าหอแล้วเนี่ย ไว้ค่อยคุยกันเดี๋ยวเล่าให้ฟัง”

 

[แน่นะ..งั้นก็แล้วไป ไปนอนได้แล้วมึง]

 

“เออ ฝันดี ไว้เจอกัน” ผมบอกเพื่อนก่อนจะกดวางสาย

 

 

 

เมื่อถึงห้องผมก็รีบถอดเสื้อผ้าเตรียมจะเดินเข้าไปอาบน้ำ ปกติถ้าไม่เมาขนาดไม่รู้สึกตัวผมต้องอาบน้ำก่อนนอนทุกครั้งนะครับไม่อย่างนั้นมันนอนไม่หลับ แต่เมื่อถอดกางเกงผมก็พบว่ามีไพ่ใบหนึ่งร่วงลงมาแทบเท้า

 

“มาได้ไงเนี่ย” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นไพ่คิงข้าวหลามตัดใบนั้นชัดๆ ทั้งที่มั่นใจว่าไม่ได้หยิบอะไรบนโต๊ะคุณหมอดูนั่นกลับมาสักอย่าง

 

“เอาไว้วันหลังค่อยเอาไปคืนแล้วกัน” จากนั้นผมก็อาบน้ำและเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทั้งที่ใส่แค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว ก็แหมอากาศหน้าร้อนเมืองจีนที่เฉียดจะสี่สิบองศาแบบนี้ จะให้ไปใส่ชุดนอนแขนยาวขายาวเห็นทีจะไม่ไหวละครับ

 

นอนคิดเรื่องที่พ่อหมอดูคนนั้นทายทักมา จะว่าไม่เชื่ออะไรแบบนี้ก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเอนเอียงมาเชื่อนิดหน่อยก็เพราะดูเหมือนว่า ผู้ชายคนนั้นเขาจะล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของผมเข้านี่สิ หรือถ้าจะบังเอิญถึงขนาดรู้ว่าผมหนีใครมาก็ดูจะโคตรบังเอิญเกินไปแล้ว

 

อะไรก็ไม่ทำให้ผมคิดหนักเท่าประโยคที่ว่า ผมก็ไม่ได้บอกว่าเนื้อคู่คุณเป็นผู้หญิงนี่ครับ นี่ไม่ว่าจะคิดตามยังไง หรือคนฟังจะโง่แค่ไหน มันก็น่าจะแปลออกละนะว่าหมายถึง ผู้ชายห๊ะ!!!..อย่าบอกว่าผมจะได้แฟนเป็นกะเทยนะ ไม่ ไม่ ไม่ ม่ายยยยยย !!!!!!!!!!!

 

 

TO  BE  CONTINUE

 

ตอนต่อไปชายหวงจะออกโรง หุหุ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #1 KiizCher (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 01:45
    ปูเรื่องมาดีมากค่ะ ติดตามนะคะ
    #1
    0