[END ทำมือ+มีอีบุ๊ค] BAD KARMA รักเดิมพัน

ตอนที่ 5 : BAD KARMA รักเดิมพัน EP:4 (100%) อัพครบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    3 พ.ค. 62

4


"เดี๋ยวพี่พาไปส่งบ้านนะ" ผมพยุงเธอออกมาจากห้องนั้น แล้วพาเธอเดินไปที่รถของผมที่จอดอยู่ด้านหน้า


"ไม่ได้ค่ะ...ฮึก...พี่เมฆอยู่บ้านเดียวกันกับกัส" เธอรีบตอบผมกลับมาอย่างละล่ำละลัก พร้อมกับสีหน้าที่ตื่นตระหนกอย่างหวาดกลัว

"ถ้ากัสกลับไปบ้านยังไงพี่เค้าก็...คงจะทำแบบนั้นกับกัสอีก" แววตาในยามที่พูดมันช่างน่าสงสาร แต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆ เมื่อได้เห็น


"ถ้างั้นคืนนี้ไปค้างที่คอนโดพี่ก่อนละกัน จะเอายังไงค่อยบอกพี่อีกที" แล้วผมก็ต้องเป็นคนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเธอ ทำตัวเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว ทั้งที่ความจริงผมอาจจะเลวกว่าพี่ชายของเธอเองก็ได้


แต่ผมยังไม่ทำอะไรเธอตอนนี้หรอก เพราะดูเหมือนเธอจะกำลังระแวงอยู่ ถ้าหากผมทำซ้ำไปอีกเดี๋ยวเธอได้แตกตื่นจนแผนที่ผมวางเอาไว้มันล่มพอดี


"แต่กัส..." เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผม พร้อมด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ


"ไม่เป็นไรหรอก มีอะไรที่พี่พอจะช่วยได้พี่ก็อยากจะช่วย" ผมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเธอ ถ้าตอนนี้ผมกำลังแสดงหนังผมคงตีบทแตกจนได้รางวัลแล้วล่ะ ตลกตัวเองเหมือนกันที่ต้องมาทำอะไรในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวของตัวเอง


แต่ก็เพราะเงินไงที่มันจูงใจให้ผมทำแบบนี้


"ขอบคุณพี่มากนะคะ" เธอยกมือขึ้นไหว้ ผมทั้งน้ำตา ผมเองก็ได้แต่พยักหน้ารับยิ้มๆ ทำตัวเป็นคนดีนี่แม่งโคตรหน้าเบื่อเลยจริงๆ


"พี่ว่าขึ้นรถเถอะป่ะ มันดึกมากแล้วโฟกัสจะได้กลับไปพักผ่อน" ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้กับเธอ เมื่อโฟกัสขึ้นไปนั่งเรียบร้อยผมก็เดินอ้อมขึ้นไปนั่งยังฝั่งคนขับบ้าง


รถยนต์ถูกสตาร์ทแล้วขับเคลื่อนไปยังจุดหมายซึ่งก็คือคอนโดของผม ความจริงผมไม่ค่อยชอบให้ใครไปค้างที่คอนโดผมมากนักนอกจากเพื่อนๆ ที่สนิทกัน ผมจะถือว่าเธอคือเหยื่อสุดพิเศษละกัน ระดับ VIP เลยเป็นไง


ผมเหลือบหางตาคอยมองเธอเป็นระยะ ซึ่งเธอเองก็ยังคงร้องไห้ออกมาไม่หยุด ถ้าเป็นคนอื่นเมื่อเห็นแบบนี้ก็คงจะรู้สึกสงสารและล้มเลิกสิ่งที่ตัวเองจะทำ


แต่สำหรับผมคือไม่...เมื่อผมตั้งใจจะทำอะไรผมก็จะทำให้มันถึงที่สุด ใครจะเป็นจะตายก็ช่าง ถ้ามันไม่ใช่ตัวผมผมก็ไม่เห็นจะต้องสนใจ ชีวิตใครก็ต้องรู้จักเอาตัวรอดเอาเอง


ผมเป็นผู้ล่า ไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาว...


ผมใช้เวลาขับรถเพียงไม่นานก็ขับมาถึงคอนโดของตัวเอง ผมพยุงเธอลงจากรถ แล้วพาเธอขึ้นลิฟต์ไปยังห้องของผม


เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องผมก็เปิดประตูแล้วพยุงเธอเข้าไปนั่งยังโซฟาทันที


ภายในห้องของผมนั้นถูกตกแต่งไปด้วยโทนสีดำ ถ้าใครที่เจอเรื่องแย่ๆ มา พอเข้ามาอยู่ในห้องของผมอาจจะรู้สึกหดหู่มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ บางทีเธอเองอาจจะรู้สึกแบบนั้นอยู่ก็ได้


"เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำมาให้นะ" ผมบอกกับเธอเอาไว้ ก่อนจะเดินแยกไปทางห้องครัว มือหนาของผมเอื้อมไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบขวดน้ำออกมารินใส่แก้ว ก่อนจะเดินถือเอาไปวางไว้ให้ตรงโต๊ะเล็กๆ ด้านหน้าโซฟาที่เธอนั่งอยู่


"โฟกัสเข้าไปนอนในห้องพี่เลยนะ เดี๋ยวพี่นอนตรงโซฟาเอง" คำพูดไหนที่ผมคิดว่าดูเหมือนเป็นพระเอกที่สุดผมก็จะพูดมันออกมา ถึงแม้ว่ามันจะกระดากปากก็ตามที


ผมได้แต่พูดปลอบใจตัวเอง ว่าต้องอดทนเพื่อเงิน...


.:END KARN PART:.


"จะอาบน้ำก่อนมั้ยล่ะ เดี๋ยวพี่เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้" มันจะเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าตอนนี้ฉันกำลังคิดว่าตัวของฉันนั้นมันกำลังแปดเปื้อนจากการกระทำของพี่เมฆ ฉันอยากจะขัดเอาสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกไปให้หมด ถึงแม้ว่าเขาจะยุ่งวุ่นวายแค่ตรงบริเวณซอกคอของฉันเท่านั้น


ฉันเองก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับฉัน ฉันยอมรับว่าฉันรู้สึกกลัว และระแวงเขาตลอดเวลา แต่ฉันก็พยายามที่จะเชื่อใจ และมองพี่เมฆในแง่ดี


แต่ใครจะคิดว่าเขาจะทำแบบนั้นกับฉัน แม้แต่ความเชื่อใจและความเคารพนับถือ ตอนนี้ฉันก็ไม่อยากมีให้เขาเลยด้วยซ้ำ


"กัสอยากอาบน้ำค่ะ" ฉันตอบรับพี่กรานต์เสียงสั่น ขณะที่กำลังพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ลำคอให้หายไป แต่มันก็ช่างลำบากเหลือเกิน


มือบางของฉันยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แต่มันก็ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดไหลสักที มันน่ารำคาญนะ แต่ฉันก็ไม่สามารถฝืนมันเอาไว้ได้จริงๆ


พี่กรานต์พยักหน้ารับ ก่อนที่เขาจะเดินนำฉันไปที่ห้องนอน มือหนาของเขาเอื้อมไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าขนหนูและเสื้อคลุมออกมายื่นให้กับฉัน


"ห้องน้ำอยู่ทางนั้นนะ" พี่กรานต์ชี้ไปยังบานประตูบานหนึ่งที่อยู่ภายในห้องนอนของเขา ฉันจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูบานนั้น


ฉันเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป จากนั้นก็ปิดเอาไว้ตามเดิม พร้อมกับไม่ลืมที่จะล็อคลูกบิดเอาไว้ให้เรียบร้อย


ฉันถอดเสื้อผ้าออกจากร่างกาย แล้วแขวนเอาไว้ตรงราว ก่อนที่ฉันจะก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ใต้ฝักบัว


ซ่า...


สายน้ำเย็นๆ ปะทะลงมาที่ผิวกายของฉันทันที เมื่อฉันเอื้อมมือไปเปิดมัน ถึงแม้ว่าสายน้ำจะไหลลงมาแรงแค่ไหน แต่ฉันก็คิดว่ามันไม่สามารถที่จะลบล้างความทุกข์ของฉันที่มีอยู่ตอนนี้ให้ออกไปได้


ถ้าหากฉันขอพรได้สักข้อ ฉันก็อยากจะขอให้ตัวเองหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้สักที ฉันอยากจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง ขอเพียงสักครั้งก็ยังดี ฉันไม่อยากจะอ่อนแอแบบนี้อีกต่อไปแล้ว


รู้หรือปล่า...ตอนนี้ฉันน่ะทรมานมากเลยนะ

...

...

...

หลายวันผ่านไป


หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับฉัน วันรุ่งขึ้นฉันก็โทรไปหาพ่อกับแม่ของฉันทันที แต่ฉันไม่ได้บอกเรื่องนั้นให้พ่อกับแม่ฉันได้รับรู้ เพราะฉันกลัวว่าเรื่องมันจะใหญ่โต


ฉันโทรไปบอกพวกท่านเพียงแค่ว่าฉันอยากจะขอย้ายไปอยู่ที่หอ เพราะกิจกรรมของนักศึกษาปีหนึ่งมันค่อนข้างที่จะเยอะ อาจจะทำให้ทุกวันฉันต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ซึ่งถือว่าโชคดีที่พวกท่านเข้าใจฉันได้อย่างง่ายๆ


เพราะท่านก็คงจะรู้กันอยู่แล้วแหละ ว่าบ้านของน้าสาวฉันมันค่อนข้างไกลจากมหาลัยฯ และที่สำคัญคือซอยมันก็ค่อนข้างที่จะเปลี่ยว


นั่นมันจึงทำให้ทั้งพ่อ และแม่ของฉันตอบอนุญาตออกมาทันทีอย่างไม่คิดจะขัดข้อง


เมื่อพ่อกับแม่อนุญาตแล้ว ฉันก็เข้าบ้านไปคุยกับคุณน้าทั้งสอง ก่อนจะขนของย้ายหอภายในวันรุ่งขึ้นนั้นเลย


ตอนที่ฉันเข้าไปฉันก็ไม่เห็นพี่เมฆ นั่นมันถือว่าเป็นวันที่โชคเข้าข้างฉันจริงๆ


และตลอดเวลาที่ฉันต้องจัดการกับเรื่องนี้พี่กรานต์ก็คอยช่วยเหลือฉันตลอด ทั้งเรื่องช่วยฉันย้ายของไปหอ และเรื่องที่ให้ที่พักกับฉันในวันที่ยังจัดการอะไรไม่เรียบร้อยดี


เขาถือว่าเป็นผู้มีพระคุณสำหรับฉันจริงๆ


"ขอบคุณนะคะพี่กรานต์สำหรับทุกๆ อย่างที่พี่ทำให้กัส" ฉันเงยหน้าขึ้นมองสบตากับพี่เค้าด้วยรอยยิ้มที่สดใส ตอนนี้จิตใจของฉันมันก็ดีขึ้นมากแล้ว เพราะพี่กรานต์คอยดูแลฉันตลอด


"ไม่เป็นไรหรอก พี่ยินดี" พี่กรานต์ส่งยิ้มตอบกลับมา มีบ่อยครั้งที่ฉันชอบหลบสายตาพี่กรานต์ นั่นก็เพราะเวลาที่ฉันมองเขายิ้มทีไรหัวใจของฉันมันก็สั่นไหวทุกที


"กัสขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ" พี่กรานต์พยักหน้ารับ ฉันจึงเดินแยกออกมาจากเขา แล้วเดินเข้าตึกคณะของตัวเองไป


ในทุกๆ วันพี่กรานต์ก็จะขับรถไปรับฉันที่หอ ก่อนจะขับมาส่งที่มหาลัยฯ ถึงแม้ว่ามันจะมีบางวันที่เขาไม่มีเรียนแต่เขาก็ยังไปรับและไปส่งฉันตลอด


ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะมีใครดีกับฉันได้เท่าพี่กรานต์อีกหรือเปล่า... 


********************50%*********************

.:KARN PART:.


หลังจากที่ผมเดินไปส่งโฟกัสที่ด้านหน้าตึกคณะของเธอเรียบร้อย ผมก็เดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่ใต้ตึกคณะของตัวเองบ้าง ผมเดินไปทั้งด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดของตัวเอง


"เป็นเหี้ยอะไรวะ หน้าบูดหน้าบึ้งมาแต่ไกล นี่มึงไปกินรังแตนที่ไหนมาวะกรานต์" ไอ้เคสเพื่อนรักที่ปากหมาที่สุดของผมพูดทักขึ้นก่อนใคร


"ไอ้เหี้ยกูเบื่อ กูไม่ทำได้ป่ะวะเดิมพงเดิมพันเหี้ยอะไรพวกมึงอ่ะ" ผมพูดออกไปเสียงห้วนด้วยอารมณ์หงุดหงิดจนแทบจะระเบิดออกมา ผมอดทนกับอารมณ์ของตัวเองมาหลายวันทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเธอ


พอมาอยู่กับเพื่อนแบบนี้ผมก็อยากจะระบายใส่พวกมันให้หมด ถ้าไม่กลัวว่าจะเสียเพื่อนนี่คงจะพาลแบบจัดหนักจัดเต็มไปแล้ว


"ทำไมวะ ตอนแรกกูก็เห็นมึงกระดี๊กระด๊าจะตายห่า จะไม่เอาแล้วหรือไงเงินน่ะ" นาวินมันพูดขึ้นมานิ่งๆ พอได้ยินคำว่าเงิน ความคิดที่จะล้มเลิกแผนการทั้งหมดของผมในตอนที่เดินมามันก็หยุดชะงัก


"มีเรื่องอะไรวะไหนเล่าให้พวกกูฟังหน่อย" ภูผามันพูดเหมือนอย่างกับจะเป็นห่วงผม แต่จริงๆ คือมันอยากจะเสือกนั่นแหละ ผมรู้ทันมันอยู่แล้ว ระดับมันนี่ไม่น่าจะพลาด


"คือกูต้องแหกขี้ตาตื่นไปรับไปส่งยัยนั่นทุกวันเลยว่ะ จะออกไปล่อสาวก็ไม่ได้ แม่งเอ๊ย!" ผมแทบอยากจะพุ่งตัวเข้าชนกำแพงเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ แต่คิดอีกทีไม่เอาดีกว่า เหมือนมันจะไม่คุ้ม


"เอาจริงๆ กูโคตรอึดอัดเลยว่ะที่ต้องทำตัวเป็นคนดีเนี่ย ปกติแล้วกูสะกดคำว่าดีไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ พวกมึงก็รู้สิ่งพวกนี้มันไม่เคยเข้ามาอยู่ในหัวสมองกูแม้แต่นิดเดียว" ผมพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง ตอนนี้ผมอยากจะระบายให้พวกมันฟังมาก เผื่อมันจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนเหี้ยๆ อย่างผมบ้าง


"อยากจบใช่มั้ย งั้นคืนนี้มึงทำยังไงก็ได้ให้ยัยนั่นไปบ้านกูดิ เดี๋ยวกูจะจัดให้อย่างงาม แค่คืนเดียวทุกอย่างจบ"


.:END KARN PART:.


"ช่วงนี้เธอดูสนิทสนมกับพี่ชายฉันจังเลยนะโฟกัส มีอะไรที่ฉันยังไม่รู้หรือเปล่า" ขณะที่พวกเราทั้งสามคนกำลังนั่งเรียนกันอยู่นั้น อยู่ๆ อิงค์ก็พูดขึ้นมา ฉันที่กำลังตั้งใจฟังอาจารย์สอนก็หันไปมองเธอช้าๆ ด้วยอาการไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด


"เรื่องอะไรเหรอ" ฉันย้อนถามกลับไปอย่างสงสัย อิงค์และนับดาวหันไปมองหน้ากันสักพัก ก่อนจะหันกลับมามองจ้องฉันเป็นตาเดียว


"ก็พวกฉันเห็นว่าเดี๋ยวนี้พี่กรานต์ขับรถมารับมาส่งเธอบ่อยๆ หนิ พวกฉันก็เลยอยากรู้ว่าตกลงเธอเป็นอะไรกับพี่กรานต์แล้ว" นับดาวเป็นอธิบายออกมาเพื่อให้ฉันเข้าใจ ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่าที่เห็นสายตาของพวกเธอมองมาที่ฉันอย่างแปลกๆ


"ไม่มีอะไรหรอก" ฉันตอบกลับไปด้วยประโยคสั้นๆ โดยไม่คิดจะขยายความอะไรให้พวกเธอได้รับรู้ เพราะความจริงฉันกับพี่กรานต์ก็ไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย เขาก็แค่ไปรับไปส่งฉันเหมือนอย่างปกติเท่านั้น อาจจะเพราะว่าฉันกำลังมีปัญหาพี่กรานต์ก็เลยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือฉันก็แค่นั้นเอง


"เหรอ" อิงค์และนับดาวประสานเสียงออกมาพร้อมกัน ก่อนที่พวกเธอจะหันไปซุบซิบกันเบาๆ แค่สองคน


ฉันเองก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจในสิ่งที่พวกเธอกำลังพูด สายตาของฉันมองจ้องไปที่กระดานหน้าห้อง ขณะที่หูก็กำลังฟังสิ่งที่อาจารย์กำลังอธิบาย ส่วนมือของฉันก็พยายามจดเลคเชอร์ใส่สมุดเล่มเล็กเอาไว้ เพื่อใช้ในการอ่านสอบ


ความฝันที่ฉันตั้งเป้าหมายเอาไว้นั้นมันค่อนข้างที่จะสูง ฉันถึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวฉัน


ถ้าหากฉันไม่ตั้งใจซะตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตของฉันมันก็คงจะไม่สวยเท่าไหร่

...

...

...

ตกเย็น


Tru...Tru...Tru


เสียงมือถือของฉันที่อยู่ในกระเป๋าแผดเสียงร้องออกมาพร้อมกับสั่นไหวอย่างรุนแรง ฉันล้วงมือเข้าไปหยิบแล้วกดรับทันที่เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของพี่กรานต์ที่โทรเข้ามา


"ฮัลโหลค่ะ" ฉันกรอกเสียงลงไปด้วยน้ำเสียงที่สุภาพตามฉบับของฉัน


("โฟกัสเลิกหรือยังเดี๋ยวพี่ไปรับ") เสียงปลายสายย้อนถามกลับมาเหมือนอย่างทุกที ฉันเองก็พึ่งจะเลิกจากกิจกรรมรับน้องเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้


"เลิกแล้วค่ะ"


("ถ้างั้นรอพี่อยู่หน้าตึกคณะละกันนะ เดี๋ยวพี่รีบไปรับ แล้วนั่งอยู่ที่สว่างๆ ด้วยล่ะ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น") พี่กรานต์พูดกำชับเอาไว้ เมื่อฉันตอบรักเขาก็ตัดสายไป


ฉันยืนมองมือถือที่อยู่ในมือด้วยรอยยิ้ม พี่เขานี่ดีกับฉันมากจริงๆ เลยนะ


ฉันนั่งรอพี่กรานต์ตามที่เขาบอก เพียงเวลาไม่นานเขาก็ขับรถมาจอดเทียบที่ฟุตบาทด้านหน้าตึกคณะของฉัน


ฉันเดินตรงไปที่รถ แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูก่อนจะก้าวขาขึ้นไปนั่ง


"วันนี้โฟกัสมีธุระหรืออะไรหรือเปล่า" พี่กรานต์เอ่ยถามขึ้นมาขณะที่รถหรูก็กำลังขับเคลื่อนออกตัวไป


"ไม่มีค่ะ ทำไมเหรอคะ" ฉันหันไปมองพี่กรานต์พลางเลิกคิ้วขึ้น


"พี่จะชวนโฟกัสไปกินเลี้ยงบ้านเพื่อนพี่น่ะ อิงค์กับนับดาวก็ไปนะ" พี่กรานต์หันมาบอก ก่อนจะหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าตามเดิม


"เอ่อ..." ฉันครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ อีกใจหนึ่งมันก็อยากไป แต่อีกใจมันก็บอกว่าไม่


"ไปเถอะนานๆ ที โฟกัสจะได้รู้จักกับเพื่อนพี่ด้วยไง ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเผื่อจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น พี่รู้นะว่าเวลาโฟกัสอยู่คนเดียวโฟกัสก็มักจะคิดถึงเหตุการณ์นั้นตลอด" พี่กรานต์พูดเหมือนกับรู้ความคิดของฉัน ฉันตัดสินใจอยู่สักพักก่อนจะตอบกลับไป


"โอเคค่ะ กัสจะไปกับพี่"


มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก เพราะฉันเชื่อใจเขา...


********************100%*********************


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

967 ความคิดเห็น