Zenteria อาณาจักรมนตรา มายาแห่งหมอก

ตอนที่ 17 : มายาที่ 14 : เสี้ยวอดีตที่คลุมเครือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 มิ.ย. 60

มายาที่ 14 เสี้ยวอดีตที่คลุมเครือ


เมื่อเฟเรสลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที เขาก็พบกับใบหน้าที่เครียดปนเป็นห่วงของเมฟิสที่คราวนี้นั่งอยู่ข้างเตียงแทน

“เจ้าบ้า! เพิ่งบอกไปแท้ๆ ว่าเลิกทำให้เป็นห่วงสักที!”เมฟิสบ่นเสียงดังเมื่อเห็นดวงตาสีน้ำเงินปรือเปิดขึ้นมามองตัวเอง

“เกิดอะไรขึ้น?”เฟเรสตัดสินใจถามแม้จะพอเดาได้รางๆ ก็ตาม

“ข้ามากกว่าที่ต้องถามเจ้าว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะจู่ๆ หลังจากอ่านหนังสือนั่นเจ้าก็ล้มตึงลงไปเลย แถมไม่ว่าข้าจะงัดแงะแกะดึงเท่าไหร่เจ้าก็ยังจับไม่ยอมปล่อยอีกต่างหาก ถ้าข้าโง่กว่านี้อีกหน่อยก็คงไม่รู้แล้วว่ามันเป็นฝีมือของไอ้หนังสือนั่นน่ะ!”เมฟิสบอกพลางชี้มือไปยังหนังสือเจ้าปัญหาที่ยังคงอยู่ในมือของเด็กชายราวกับเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงสิ่งที่เขาพูดมา

เฟเรสมองหนังสือที่ว่าตามมือที่ชี้มาหา ในหัวเรียบเรียงเรื่องที่เขาเพิ่งประสบมาเมื่อครู่และจากทุกอย่างยืนยันว่าเขาไม่ได้ฝันไป ภาพทุกอย่างที่เขาเห็นยังคงกระจ่างชัดในหัว

เมฟิสมองน้องชายตัวเองที่เงียบไปเหมือนกำลังลำดับเรื่องราวต่างๆ อยู่จึงตัดสินใจสูดหายใจเข้าลึกแล้วให้เวลาอีกฝ่าย จนเมื่อเฟเรสเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาถึงพูดต่อ “เอาล่ะ ทีนี้ เล่ามาได้รึยัง?”

เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเอ่ยเริ่ม “ข้าไปเจอกับคนที่เขียนหนังสือ คนที่เป็นทายาทสืบสองตระกูลเหมือนกับข้า ระหว่างโซเทริสและ...โพรทิอุส”

“โพรทิอุส?!”เมฟิสขัดขึ้นมาด้วยความสงสัยปนตกใจ “ตระกูลที่สาบสูญไปแล้วนั่นน่ะนะ?”

“อืม เหมือนเชื้อสายฝั่งแม่ข้าจะมีอะไรมากกว่าที่ข้าคิด”เฟเรสตอบเรียบๆ ก่อนจะกดเสียงลงต่ำเมื่อคนในครอบครัวเขาอาจจะปกปิดเรื่องสำคัญขนาดนี้จากเขา “ท่านพ่อเองก็ไม่รู้ว่าปิดบังอะไรรึเปล่าด้วย”

“ท่านอาเซทริสตอนนี้ก็อยู่ที่แนวหน้า คงจะติดต่อลำบากซะด้วยสิ”เมฟิสบอกต่อ ก่อนจะวกประเด็นกลับเข้าเรื่องเก่า “เรื่องนั้นช่างมันก่อน เจ้าเล่าที่เหลือต่อเถอะ”

“อืม”เฟเรสบอก ก่อนเรื่องราวทุกอย่างจะถูกบอกต่อให้เมฟิสรับฟัง เจ้าของดวงตาสีเขียวมรกตนั่งฟังเงียบๆ ไม่ขัดเหมือนก่อนจนสุดท้ายเรื่องก็จบลงที่ประโยคสุดท้ายที่หญิงสาวพูดกับเฟเรส

“เจ้าจะบอกว่า เจ้าเป็นตัวแปรสำคัญที่จำเป็นในการปลุกจ้าวปิศาจแล้วก็สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายจะจบลงด้วยฝีมือของเจ้า เพราะผู้หญิงที่หน้ามืดตามัวเพราะความแค้นสาปแช่งไว้อย่างงั้นหรอ?”เมฟิสขมวดคิ้วแน่น “มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!

“มันบ้ามาสักพักแล้วต่างหาก”เฟเรสแก้ ในน้ำเสียงของเขามีความหงุดหงิดเจืออยู่น้อยๆ “แล้วก็ในบันทึกของฟริเซีย โพรทิอุสเขียนไว้ว่าผู้กล้าเป็นผู้เสียสละ ผนึกตัวเองและจ้าวปิศาจ แต่ถ้าสิ่งที่ข้าเห็นเป็นความจริง ตัวตนของเฟรริน่าภรรยาของตระกูลนักทำนายในตอนนั้นได้ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์โดยสมบูรณ์ และตระกูลอาร์เคอิกก็จะต้องมีอะไรแน่”

“ผู้กล้าเองก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังสินะ...”

“แล้วก็สิ่งที่เจ้าเพิ่งสรุปไปก็ตรงกับที่รุ่นพี่คนนั้นบอก”

“ที่บอกว่า?”

“คนที่ตัดสินใจให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ใช่ข้า”เด็กหนุ่มตอบ “มีใครสักคนที่เป็นคนทำให้ข้าต้องเดินทางนี้”

“...”ความตึงเครียดเข้าปกคลุมระหว่างทั้งสองคนอีกครั้ง แต่คราวนี้นั้นค้างนานกว่าครั้งก่อนเมื่อแต่ละฝ่ายก็รู้สึกเหนื่อยกับทุกอย่างที่ประดังประเดเข้ามาในเวลาเพียงไม่กี่วัน

“เอาเถอะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน วันนี้เรียนกันมาทั้งวัน พรุ่งนี้ก็ยังมีเรียนด้วย”เมฟิสเอ่ยพลางยีหัวตัวเองเบาๆ

“อืม ช่วงนี้ก็หาข้อมูลแล้วกัน”เฟเรสพยักหน้าเห็นด้วย

“เจ้าคงอยากจะหาเรื่องสงครามที่หายไปล่ะสิ”เมฟิสถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าตอบอีกครั้งจึงพูดต่อ “เข้าใจแล้ว งั้นเดี๋ยวข้าจะเล่าทุกอย่างให้ซาครอสกับอาเรสฟัง ทางนั้นน่าจะพอถามพวกผู้ใหญ่ให้พวกเราได้ ส่วนเจ้าก็บอกซาซิเรียแล้วกันนะ นางชอบมีแหล่งข่าวน่าสนใจเสมอเลย”เมฟิสบอกพร้อมแอบหัวเราะในใจเพราะเขารู้ว่าหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มนั้นแอบชอบเฟเรสอยู่

เฟเรสพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่ายโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแอบเล่นเป็นพ่อสื่อ ก่อนที่ทั้งสองคนจะร่ำลากัน เมฟิสเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง ส่วนเฟเรสนั้นอาบน้ำก่อนที่จะใช้ผลึกเลโฟร์ติดต่อกับซาซิเรียที่อยู่อีกหอหนึ่ง

ผลึกนั้นเรืองแสงอยู่ครู่ใหญ่เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบรับเขา จนเมื่อเขากำลังจะตัดการถ่ายพลังเวทนั้นเองภาพของเด็กสาวผมสีทองถึงปรากฏขึ้น ด้านหลังของเธอคือสวนกว้างที่ประดับประดาด้วยพุ่มไม้มีดอกสีสันสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิ การตกแต่งคล้ายกับปราสาทในเทพนิยายทำให้เขาพอเดาได้ว่ามันคงเหมือนหอของเขาที่มีสวนอยู่ในตัวหอคอย

“ขอโทษด้วยนะคะที่รับช้า เมื่อกี้ข้าอยู่ที่ห้องนั่งเล่นน่ะค่ะ ไม่สะดวกเท่าไหร่”ซาซิเรียยิ้มแห้งๆ

“อืม ไม่เป็นไร”เฟเรสตอบ

“แล้วนี่ท่านเฟเรสมีอะไรหรอคะ? ปกติท่านไม่ค่อยติดต่อมากะทันหันแบบนี้นี่คะ”ซาซิเรียถามพลางมองผ่านภาพโฮโลแกรมมาหาเขาด้วยความสงสัย ดวงตาสีน้ำเงินสุกใสมองอีกฝ่ายก่อนจะหน้าขึ้นสีระเรื่อจางๆ เมื่ออีกฝ่ายอยู่ในชุดนอนแขนสั้นกางเกงขาวยาวสีฟ้าพาสเทลน่ารักผิดกับความเคร่งขรึมของนิสัย

น...น่ารัก!’เด็กสาวคิดพลางหลุบสายตาลง ก่อนจะสะดุ้งตัวขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อ “คะ?!

“เหม่ออะไรของเจ้า?”เฟเรสถามเรียบๆ

“ป..เปล่าค่ะ ข้าแค่คิดอะไรนิดหน่อย แหะๆ”เธอตอบก่อนจะถามต่อ “แล้วเมื่อกี้ท่านเฟเรสพูดว่าอะไรนะคะ?”

เด็กชายเจ้าของเส้นผมสีดำถอนหายใจเบาๆ เมื่อต้องทวนทุกอย่างอีกรอบ คราวนี้เขาเริ่มเล่าทุกอย่างตั้งแต่คืนก่อนที่เขาเจอกับโร้คและถูกลักพาตัวไปจนถึงเมื่อครู่ก่อนที่เขาจะแยกจากเมฟิส

“อย่างงั้นเองหรอคะเนี่ย...”ซาซิเรียเอ่ยเสียงหม่น เธอเริ่มที่จะรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรอีกฝ่ายเลยทั้งที่เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลเธอนี่เอง

“ไม่เห็นต้องรู้สึกผิด พวกข้าไม่ได้บอกเจ้าเอง”เฟเรสกล่าวเหมือนอ่านใจเธอออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

“เอ๊ะ...”ซาซิเรียตั้งท่าจะถามแต่เฟเรสก็ชิงตัดหน้าพูดขึ้นมาก่อน

“หน้าเจ้ามันฟ้อง”

“อ่า...แหะๆ นั่นสินะคะ”เด็กสาวยิ้มแหยกับคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนรอยยิ้มนั้นจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางอบอุ่น

ขอบคุณนะคะท่านเฟเรสเธอบอกอีกฝ่ายในใจสำหรับคำพูดปลอบใจเธอ เพราะเธอรู้ว่าถึงพูดบอกไป เด็กหนุ่มก็จะถามกลับประมาณว่าขอบคุณทำไมอย่างแน่นอน

หลายคนที่รู้จักพวกเขาทั้งจากที่บ้านและที่อื่น มักจะชอบพูดว่าเฟเรสนั้นเย็นชา แต่ความจริงแล้วอีกฝ่ายเป็นคนที่ใจดีมากคนหนึ่ง เพียงแค่การแสดงออกของเขานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ เท่านั้นเอง

“แล้วการค้นหาของเจ้าเป็นยังไงบ้าง?”เฟเรสถามต่อ เขามองสีหน้าของเด็กสาวที่เปลี่ยนสีหน้าไปมาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะนึกขำในใจ แม้ใบหน้าจะยังคงนิ่งเรียบ

“อ๋อ เรื่องนั้น ที่ข้าเจอเป็นรูปภาพค่ะ เป็นรูปภาพที่เป็นทางเชื่อมต่อเข้าสู่มิติเสมือน*น่ะค่ะ”ซาซิเรียอธิบาย “แวบแรกที่เดินผ่านในห้องอ่านหนังสือในปราสาทมันไม่ต่างจากรูปภาพห้องทำงานธรรมดาเลยล่ะค่ะ แต่โชคดีที่เอลฟ์อย่างข้าเป็นสายพันธุ์ที่ไวต่อเวทนอกสารระบบข้าเลยจับผิดสังเกตได้”

ปกติแล้วแต่ละเผ่าพันธุ์จะมีความสามารถโดดเด่นกันในแต่ละด้าน มนุษย์ที่จะแข็งแกร่งด้านทักษะทางกายภาพ เทพและปิศาจที่จะเชี่ยวชาญด้านเวทสังกัดธาตุ คนแคระที่เก่งเรื่องทักษะงานฝีมือ จตุรมนุษย์ที่มีประสาทสัมผัสเหนือเผ่าพันธุ์ใด และเอลฟ์ที่เชี่ยวชาญเวทนอกระบบอย่างที่ซาซิเรียเพิ่งพูดไป

“ข้าลองเข้าไปแล้ว แต่มีเวลาสำรวจไปได้นิดเดียวเพราะมีคนเข้ามาในห้อง ข้าเลยต้องรีบหลบไม่งั้นคนจะเห็นข้าในรูปได้ แอบเสียดายเหมือนกันแหละค่ะ ถ้าข้าเป็นธาตุสายหมอกคงทำอะไรได้ง่ายขึ้นกว่านี้ แต่ข้ามีหยิบหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับสงครามฮาเดลิสออกมาด้วย แต่มันเป็นภาษาฮูมาน่าโบราณที่ข้าไม่เชี่ยวชาญเท่าไหร่เลยยังใช้เวลาแกะอยู่ค่ะ ตรงส่วนนี้ไว้ข้าแกะเนื้อหาทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะบอกนะคะ”

เฟเรสพยักหน้ากับคำบอกของซาซิเรีย ภาษาฮูมาน่าของมนุษย์แม้จะเป็นภาษากลางที่ทุกเผ่าพันธุ์ใช้ร่วมกัน แต่ฮูมาน่าโบราณนั้นไม่ใช่ มันเป็นหนึ่งในศาสตร์ของภาษาโบราณที่คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจยกเว้นพวกนักโบราณคดีที่สืบร่องรอยประวัติศาสตร์ของมิติ

“เข้าใจแล้ว งั้นฝากด้วย”เด็กหนุ่มกล่าว

“รับทราบค่ะ!”ซาซิเรียตอบกลับอย่างกระตือรือร้น ทั้งสองคนเอ่ยลา ก่อนที่ภาพฉายตรงหน้าของเขาจะดับลง

เฟเรสล้มตัวลงนอนบนเตียงเมื่อหมดธุระของวันนี้ แม้ว่าเวลาที่ฉายบนหน้าปัดจะเพียงแค่สี่ทุ่มซึ่งเร็วกว่าเวลานอนปกติของเขาเป็นชั่วโมง แต่ทั้งการเรียนการสอนในวันนี้และภาระที่ถูกโยนใส่อย่างไร้ความรับผิดชอบก็ทำให้เขาผล็อยหลับไปในที่สุด...

 

 

ช่วงเช้าของวันใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงเวลาพักเที่ยงที่เฟเรสตัดสินใจไปที่ห้องสมุด ในขณะที่เมฟิสเลือกที่จะออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ

เฟเรสมองชั้นหนังสือโซนประวัติศาสตร์ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

เขาไม่ได้คิดว่าที่นี่จะมีหนังสือที่บอกถึงประวัติศาสตร์เสี้ยวที่ไม่สมบูรณ์ให้กับเขาได้ และถึงมีเขาก็ไม่คิดว่ามันจะหาได้ง่ายๆ ด้วย

แต่เมื่อเขากลับไปที่โต๊ะหนังสือที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมกับตั้งหนังสือตั้งใหญ่ เขาก็พบหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูแล้วไม่น่าจะเคยอยู่ในห้องสมุดแห่งนี้ แต่หากจะพูดให้ถูก มันไม่ใช่หนังสือ แต่คล้ายกับสมุดบันทึกมากกว่า มันวางอยู่พร้อมกับกระดาษโน๊ตที่ถูกทับไว้

ดวงตาสีน้ำเงินจ้องหน้าปกนั้นก่อนจะวางตั้งหนังสือที่เขาขนมือไว้ข้างๆ มันเป็นหนังสือปกหนังอ่อนสีน้ำตาล บริเวณหน้าปกเขียนชัดเจนว่า รายงานผู้สูญเสีย

เด็กหนุ่มยกหนังสือขึ้นแล้วหยิบกระดาษโน้ตขึ้นมาอ่าน

ข้าคงให้บันทึกสงครามของพวกเราไม่ได้ และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดด้วย แต่ข้ายืนยันได้ว่าสงครามนั้นไม่ได้จบลง เพียงแค่สนามรบนั้นย้ายที่เท่านั้น ส่วนรายงานนี่มันคงจะทำให้เจ้าเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมถึงควรทำให้เรื่องนี้มันจบลง ทำไมเรื่องราวนี้ถึงใหญ่หลวงนัก ทำไมข้าถึงพูดว่าเจ้าควรจะเกลียดโลกใบนี้หากเกลียดชังการสูญเสีย และคงจะบอกเจ้าได้ด้วยว่าพวกข้าจะช่วยเจ้าตราบเท่าที่พวกเรามีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งยังอีกนานอย่างแน่นอน – รุ่นพี่ที่แสนน่ารัก

มือหนากำแผ่นกระดาษแน่น ความรู้สึกที่ว่าเขากำลังเต้นตามใครสักคนนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่รุ่นพี่หนุ่มคนนั้นตอบคำถามเขา ทั้งสิ่งต่างๆ ที่เขาพบเห็น ที่เขาหาเจอ มีมากแค่ไหนกันที่เขาถูกวางหมากให้ไปเจอ?

และจากการที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขากำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรก็บอกได้ชัดเจนว่ากำลังจับตาดูเขาทุกการกระทำ แล้วก็ทำได้ดีเสียด้วย ทั้งๆ ที่เขากางเวทอาณาเขตป้องกันเสียงทุกครั้งแท้ๆ...

ตอนแรกเขาเพียงแค่ต้องการช่วยคลายจิตใจที่ดูหมองเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุของคาลัน บุรุษที่เหมือนพ่อยิ่งกว่าพ่อของเขา แต่ไปมาเรื่องมันก็ดันใหญ่ขึ้นจนน่าตกใจ พัวพันกับสงครามที่พินาศน้อยรองแต่สงครามแบ่งแยกแดนดิน

ไม่ใช่ พวกเราลืมคิดถึงมันไปต่างหากเฟเรสคิดพลางกำกระดาษแน่นกว่าเดิม หากค้นข้อมูลอย่างละเอียดสงครามฮาเดลิสนั้นก็เกี่ยวพันกับอำนาจลึกลับนั้นโดยตรงอยู่แล้ว แต่พวกเขาที่ชิงชังสงครามกลับเลือกที่จะมองข้ามและละเลยมันไปโดยไม่รู้ตัว เหมือนจิตใต้สำนึกผลักออกด้วยความที่ไม่อยากจะรับรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับสงครามที่ก่อให้เกิดการสูญเสีย เมื่อมาเจอหลักฐานที่เริ่มชี้เป้าจึงเหมือนถูกตีแสกหน้าและตกใจตามๆ กันไป

เด็กหนุ่มยีหัวด้วยความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวอีกครั้ง ก่อนจะวางกระดาษโน้ตที่ยับยู่ยี่ด้วยฝีมือของเขาลงแล้วหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมา

“...”เพียงแค่เปิดอ่านหน้าแรกของรายนาม เขาก็อยากจะปิดสมุดในมือและไม่ยุ่งอะไรกับมันอีก ในนั้นเขียนระบุไว้อย่างละเอียดจนเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายบันทึกทุกอย่างไว้ได้อย่างไร มันเขียนบอกตั้งแต่ชื่อนามสกุล ตำแหน่งหน้าที่การงาน เผ่าพันธุ์ สถานที่และเวลาเกิดเหตุ และสาเหตุการตาย ละเอียดราวกับผู้บันทึกนั้นเป็นยมทูตที่คอยบันทึกผู้ตายอย่างไรอย่างนั้น

และให้ตายเถอะ เขาคงใช้เวลานานหลายชั่วโมงเป็นแน่หากจะอ่านทุกรายละเอียด

‘Z.E. 2678’ ชื่อแรกของลิสต์นั้นเริ่มตั้งแต่ครั้งสงครามใหญ่ เฟเรสไล่คร่าวๆ ก่อนจะตัดสินใจเปิดมาหน้าท้ายสุดของสมุดเพื่อดูวันที่ ‘5 Pr. Z.E. 3214

“5 โพรเทีย... วันที่ของวันนี้...”เฟเรสพึมพำ มือนั้นไล้ไล่ตามรายชื่อสุดท้ายของเล่ม เขาเลยลองไล่กลับขึ้นไปเป็นวันที่ของเมื่อวานและไล่ย้อนกลับไปเรื่อยๆ

ทุกวันมีคนตายจากสงครามที่ไร้ซึ่งสนามรบนี้อย่างน้อยหนึ่งถึงสองคน เป็นระยะเวลากว่าห้าร้อยปีหลังจากการสิ้นสุดจอมปลอมของสงคราม

แต่ตัวตนของข้าที่เป็นเจ้าของคำสาปนั้นสัมผัสได้ ถึงหยาดโลหิตที่แตะพื้น ชีวิตที่ดับสูญตลอดระยะเวลากว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมาคำพูดของหญิงสาวเจ้าของคำสาปนั้นวนกลับเข้ามาในหัวของเขาอีกครั้ง

หากเขาไม่ทำอะไร เรื่องราวจะดำเนินต่อไป เงาของหมอกจะยังคงปกคลุมจิตใจผู้คนมากมายและเขาก็จะต้องหนีจากคนที่ต้องการจะใช้เขาในการปลดผนึกไปตลอด

แต่ถ้าเขาลงมือทำ เขาก็จะเป็นต้นเหตุของสงครามที่สั่นคลอนแผ่นดิน สงครามที่จะจบทุกสิ่งอย่างที่คาราคาซังมาตั้งแต่อดีตกาล สงครามที่จะก่อความสูญเสียมากกว่านี้

ถูกอย่างที่ราเซียสหรือรุ่นพี่นิรนามสำหรับเฟเรสพูด แม้ว่าเขาจะเป็นตัวแปรที่สำคัญ แต่ตัวเด็กหนุ่มไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดอนาคตที่เลวร้าย เพราะต่อให้เขาเลือก ทุกหนทางล้วนคือการล้มตายของผู้คน ทั้งบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ เขารู้ดีว่าไม่ว่าทางไหนเขาก็จะต้องรู้สึกผิด เขาเลือกที่จะไม่เผชิญมันไม่ได้

แต่อีกฝ่ายไม่เคยพูดว่าเขาเลือกทางเดินของตัวเองไม่ได้ แค่บอกว่าเขาไม่มีทางเลือกที่จะหนีจากการเผชิญหน้าอนาคตอันเลวร้าย และเขายังเลือกได้

เลือกว่าจะจบทุกอย่างด้วยความตั้งใจของตัวเอง จะปล่อยให้เรื่องน่าเศร้านี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่แยแส หรือจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกบังคับให้ทำตาม!

++++++++++++++

*มิติเสมือน มิติจำลองที่สร้างขึ้นด้วยเวทอาณาเขต มีความเสถียรค่อนข้างสูงเนื่องจากมีการฝังพลังเวทไว้กับวัตถุที่เป็นทางเชื่อม เวทมนต์จึงไม่เสื่อมคลาย เว้นเสียแต่จะทำลายทางเชื่อมที่ปกติจะมีการลงผนึกเวทคุ้มกันอย่างแน่นหนาไว้ ตัวอย่างมิติเสมือนที่มีปรากฏในเรื่องแล้ว คือ ห้องอาหารปราการเหมันต์ที่มีทางเชื่อมคือรูปภาพที่แขวนไว้ในห้องนั่งเล่น



ll TALK WITH WRITER ll

Merry Christmas 2015 ครับ!

ตอนแรกที่วางแผนไว้กะจะมีตอนพิเศษเหมือนปีที่แล้วครับ

แต่แต่งไม่ทัน พล๊อตไม่แล่นเลย ก็เลยต้องยุบไปและปั่นตอนใหม่มาแทน 5555

ตอนนี้ก็จัดเต็มทั้งตอนเลยครับ

หวังว่าทุกคนจะชอบนะครับ ^ ^

ตอนที่ผมนั่งไล่วันในช่วงท้ายตอนมันทำให้ผมรู้ว่าในเรื่องมันเพิ่งผ่านไปแค่6วันเท่านั้นเอง

สั้นใช่มั้ยละครับ? เทียบกับความเป็นจริงที่กินระยะเป็นปีกว่าจะแต่งเสร็จ ฮาา

ตอนนี้เรื่องก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ(รึเปล่า?)

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเดาเส้นทางของเฟเรสได้

แต่เส้นทางนั้นจะพาเขาไปที่ไหนและพบเจออะไรบ้างก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ!

จนถึงตอนนี้ใครงงอะไรก็สามารถถามมาได้นะครับผม

สำหรับตอนนี้ผมก็คงต้องขอตัวลาก่อนละครับ

สุขสันต์วันคริสต์มาสและหวังว่าทุกคนจะชอบของขวัญชิ้นนี้นะครับ!

ขอให้ทุกคนมีความสุขกันมากๆนะครับผมม

Killer in the Dark Shadow


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

129 ความคิดเห็น