Zenteria อาณาจักรมนตรา มายาแห่งหมอก

ตอนที่ 16 : มายาที่ 13 : ทายาทสืบสองตระกูล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ธ.ค. 58

มายาที่ 13 ทายาทสืบสองตระกูล


“หืม... อย่างนี้นี่เอง ทางนั้นก็เจออะไรเยอะเหมือนกันนะสำหรับคืนเดียว”ซาครอสบอกมาจากอีกด้านหนึ่งของภาพฉายที่กำลังฉายอยู่กลางอากาศในห้องพักของเขากับเฟเรสที่โรงเรียน

“ส่วนเรื่องใช้เวทโดยไม่ต้องมีสื่อกลางหรือร่ายเวทข้าเคยได้ยินมาอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นคนที่ความจำดีถึงขนาดที่จำบทมนตราและภาพลักษณะเวทมนต์อย่างชัดเจน รวมไปถึงความรู้สึกขณะที่ร่ายได้จนแม่นยำ หากไม่ใช่เพราะใช้บ่อยก็อัจฉริยะแบบที่ร้อย ไม่สิ พันปีจะมีสักคนล่ะมั้ง”ซาครอสบอก “ตอนนี้ข้ามีค้นเรื่องสงครามฮาเดลิสอยู่บ้าง แต่ก็ยังรวบรวมข้อมูลอยู่ล่ะนะ ข้อมูลเยอะพอสมควรทีเดียว เพราะงั้นข้าคงจะกลับไปที่โรงเรียนประมาณอาทิตย์หน้า”

“อย่างงั้นหรอ อีกหกวันสินะ แล้วกลับไปเนี่ย ท่านอาพูดอะไรบ้างรึเปล่า?”เมฟิสพยักหน้า ก่อนจะถามถึงพ่อของซาครอสที่เป็นคนนุ่มนวลต่างจากพ่อของเขาที่เป็นคนแข็งๆ หัวรั้นคล้ายกับเขา

ซาครอสยิ้มเศร้าๆ กับคำถามนั้น “ล้มป่วยอย่างที่ข้าคิดไว้ คงทั้งการจากไปของท่านลุง ทั้งสงครามที่กำลังจะเกิดเข้ารุมเร้านั่นแหละนะ ท่านร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วย ท่านแม่กับท่านป้าก็คอยดูแลท่านพ่ออยู่ ส่วนท่านลุงเซทริสก็ออกไปคุมกำลังพลที่ฐาน ข้าเลยยังไม่ได้คุยอะไรกับท่าน”

เฟเรสพยักหน้าให้กับคำที่อีกฝ่ายพูดถึงพ่อของเขา ความกังวลเข้ามารบกวนเขานิดหน่อยจากที่พ่อของตัวเองกำลังจะออกไปรบแต่เขาก็ไล่ความรู้สึกนั้นออกไปเพราะยังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่

“แต่ท่านพ่อก็ถามถึงพวกเจ้านะ ท่านเป็นห่วงว่าเกิดจะเกิดอะไรอันตรายกับพวกเจ้า ข้าเองก็ต้องตอบกลบเกลื่อนท่านไปเมื่อเช้าเพราะยังไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งเจ้าว่าเป็นยังไงบ้าง ไม่อยากให้ท่านต้องกังวลเพิ่ม”

“ดีแล้ว”เฟเรสบอกเรียบๆ “แต่ดาร์กเอลฟ์รุกหนักไม่น้อย ถึงขนาดบุกเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงขนาดนี้”

“นั่นแหละที่ข้าเป็นกังวล พวกนั้นคงจริงจังกับการศึกครั้งนี้มาก ทางตระกูลก็พยายามไม่ให้มันบานปลายไปถึงอีกสองอาณาจักร แต่ทางนั้นก็เหมือนจะรวบรวมกำลังพลจากทั้งมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ชอบหน้าพวกเราด้วยจนตึงมือใช่เล่นเลย”ซาครอสกล่าวพลางอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ “เดี๋ยวข้าต้องไปแล้ว คืนนี้พวกเจ้าก็ลองดูหนังสือเล่มที่เมฟิสเจอแล้วกันนะ”

“อืม รักษาตัวด้วย”เฟเรสเอ่ยบอก ก่อนอีกฝ่ายจะยิ้มกลับเป็นเชิงว่าทางพวกเขาก็เหมือนกัน

ภาพที่ฉายกลางอากาศดับวูบไป ทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง เมฟิสหยิบหนังสือเล่มที่ถูกพูดถึงออกมาวางอีกครั้ง ในขณะที่เฟเรสหยิบสมุดบันทึกของโพรทิอุสออกมาวางข้างๆ กัน

“เอาล่ะ อย่างแรกเลยคือหนังสือเล่มนี้มันเปิดไม่ออก”เมฟิสบอกพลางจับหนังสือและพยายามเปิดมันออก แต่ทั้งเล่มก็ไม่กระเทือนเหมือนถูกทากาวตราช้างติดหนึบทั้งเล่มไว้ เฟเรสเลยลองหยิบมันมาเปิดดูบ้าง แต่ผลปรากฏคือเขาสามารถเปิดมันออกได้อย่างง่ายดาย...

“?”เฟเรสเลิกคิ้วใส่เมฟิสเป็นเชิงถาม ซึ่งเมฟิสก็รีบตอบเป็นพัลวัน “ข้าเปิดไม่ออกจริงๆ!

เฟเรสยื่นหนังสือที่เปิดอยู่กลับไปให้เมฟิส แต่เมื่อเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแตะมัน หนังสือนั้นก็ปิดตัวเองลงและเปิดไม่ออกอีกเช่นเคย

ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเมฟิสจะพูดขึ้นมาทำลายความเงียบอีกครั้ง “เจ้าเปิดได้ แต่ข้าเปิดไม่ได้ เพราะงั้นเจ้าอ่านเลย เฟเรส ไม่แน่เจ้าอาจจะเป็นสองตระกูลอะไรนั่นก็ได้”

“...”เฟเรสมองหนังสือที่ถูกยัดกลับมาใส่มือเขาอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ เปิดมันออก เนื้อหาภายในเป็นภาษาเดียวกันกับตัวหนังสือที่น่าจะเป็นชื่อหน้าปกและแน่นอนว่าเขาอ่านไม่ออก

“โซเทริสกับ...อะไร?”เด็กหนุ่มรำพึงถามเสียงเบาขณะเปิดผ่านหน้าหนังสือที่อ่านไม่รู้เรื่องต่อไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้จักแม่ของตัวเองด้วยซ้ำ ดังนั้นการจะบอกที่มาอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และคนที่รู้จักแม่เขาจริงๆ ก็มีเพียงพ่อเขาเท่านั้น

แต่เมื่อเปิดไปได้สักพัก เฟเรสก็นึกถึงคำพูดของเสียงปริศนาที่เขาได้ยินตอนอยู่ที่น้ำพุนิทราออก คำพูดที่พูดกับเขาและตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจถึงว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร

ภายภาคหน้า เจ้าจักต้องตัดสินใจ แม้จะแสนลำบากยิ่งก็ตาม สายเลือดแห่งโพรทิอุส

คำพูดนั้นสอดคล้องกับบทสนทนากับรุ่นพี่หนุ่มในความทรงจำ ที่บอกว่าเขานั้นสำคัญกว่าที่ตัวเขาคิด

จะเป็นไปได้หรอที่ข้าจะเป็นผู้สืบสายเลือดของตระกูลปฐมกษัตริย์ที่ล่มสลายไปแล้วของดาร์กเอล?

เด็กหนุ่มผมดำหันไปทางเมฟิสหมายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วจู่ๆ เฟเรสรู้สึกเหมือนหนังตาของตัวเองหนักขึ้นมากะทันหัน เขารู้สึกง่วงนอนอย่างน่าประหลาด เมฟิสที่นั่งอยู่ข้างๆ กันและนั่งมองเขามาตลอดนั้นก็สังเกตได้ถึงท่าทางของเพื่อนสนิทของคนเองที่แปลกไป

“เฟเรส เฮ้ เฟเรส!”เด็กหนุ่มอยากที่จะตอบรับอีกฝ่าย แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เขาก็รู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นกำลังล้มลงและโลกทั้งใบนั้นดับวูบลง...

 

 

“ราเลห์ ราเลห์!”เสียงกู่ร้องดังก้องคลอเคล้าเสียงสะอื้น เฉกเช่นเดียวกับเสียงโหมพัดของสายลมเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ตื่นตระหนก

เสียงนั่น...คืออะไรกัน  

เฟเรสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพ้นขึ้นสู่ผิวน้ำ เหมือนเขาหายใจได้อีกครั้งหลังจากที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดที่แสนอึดอัด เขามองร่างตัวเองที่โปร่งแสงและขยับไปไหนไม่ได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ กาย

ภาพเบื้องหน้าของเขาเป็นภายในหอคอยหินขนาดไม่ใหญ่มาก เศษปรักหอคอยค่อยๆ ทลายลงมาช้าๆ ตามเปลวเพลิงที่โหมลุก ไหม้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ติดไฟได้ ทั้งยังลมโบกแรงเสริมกำลังไฟให้แรงขึ้น

แต่นั้นไม่ใช่ความเลวร้ายทั้งหมด

เหล่าผู้คนในชุดเกราะสีดำทมิฬที่เขารุกรานไล่ฆ่ากลุ่มบุคคลที่เหมือนจะเป็นผู้อยู่อาศัยในหอคอย ทั้งเครื่องแต่งกายที่เป็นเพียงชุดผ้าฝ้ายสีครีมอ่อนและเครื่องประดับสานแบบเดียวกับที่เด็กหนุ่มคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นคาริน่าใส่

ตระกูลนักทำนายกำลังถูกไล่ฆ่าอย่างเลือดเย็น ไม่มีการเตรียมพร้อม ไม่มีสัญญาณใดที่บอกล่วงหน้า มีเพียงซากศพและผู้คนที่หนีตายจ้าละหวั่น แม้แต่แสงจันทร์นวลอ่อนโยนที่ลอดผ่านรอยโหว่บริเวณกำแพงนั้นก็มิอาจช่วยปลอบประโลมให้ความโหดร้ายนั้นลดลงเลยแม้แต่น้อย...

ไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่คือหญิงสาววัยค่อนไปทางชรา เส้นผมสีดำสนิทยาวปรกสยายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด...ของชายที่แน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมอก เธอคือเจ้าของเสียงร้องที่เรียกสติของเขากลับมาไม่ผิดแน่

“ทำไม... พวกเรายังมิได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย...”น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือตามความมั่นคงที่สั่นคลอน มือบางยกขึ้นลูบใบหน้าของร่างไร้วิญญาณในอ้อมแขนด้วยความอ่อนโยนแผ่วเบา เธอแทบจะไม่สนร่างในชุดเกราะสีมืดที่กำลังย่างขุมเข้ามาหาเธอด้วยซ้ำ

“ท่านหญิงเฟรริน่า ท่านรีบหนีไปกับพวกข้าเถอะเจ้าค่ะ!!”หญิงสาวแรกรุ่นอีกสองคนพากันกรูเขามาหานางด้วยใบหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนที่ถือดาบเข้ามาขวางทางผู้รุกราน ทั้งสองคนค่อยๆ ประคองหญิงสาวที่ดูลังเลที่จะปล่อยมือจากร่างของชายหนุ่ม

เจ้าของนามเฟรริน่ากัดริมฝีปากตัวเองแน่น ใบหน้านั้นเบ้ลงด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่นัยน์ตาที่น้ำตาคลอเต็มหน่วยจะเงยกลับขึ้นมาด้วยความหนักแน่น

แต่สำหรับเฟเรสแล้วนั้น ความหนักแน่นในดวงตาของนางนั้นเป็นความหนักแน่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง... มันไม่ได้มีแววประกายชีวิตอยู่เลยแม้แต่น้อย

นี่มันเรื่องอะไรกัน?เขามองตามกลุ่มหญิงสาวที่วิ่งหนีออกไปด้วยกันงงๆ ก่อนภาพรอบตัวเขาจะค่อยๆ อาบย้อมกลายเป็นสีดำอีกครั้ง

เฟเรสมองรอบตัวอีกครั้ง ก่อนจะสะดุ้งเมื่อข้างหลังตนมีร่างโปร่งแสงไม่ต่างกับร่างกายเขาของหญิงสาวนาม
เฟรริน่าเมื่อครู่

“ในที่สุด ก็ถึงวันที่ได้พบกัน ทายาทแห่งข้า...”

 

 

“ข้าทำตามที่ท่านบอกเรียบร้อยแล้ว”เจ้าของนามราเซียสเอ่ยเสียงแผ่วพลางยืนพิงกำแพงอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าของปราการเหมันต์ มือหนึ่งซุกกระเป๋ากางเกงที่ซ่อนก้อนผลึกเลโฟร์สีม่วงสวยไว้ แต่ตรงหน้าที่ควรจะปรากฏภาพฉายกลับไม่มีอะไรปรากฏขึ้น

“ดีมาก เฝ้าดูเขาต่อไปล่ะ ทายาทนั้นเป็นตัวตนที่พวกเราจะขาดไปไม่ได้ หากจะคืนชีพจ้าวปิศาจ”เสียงที่เบาไม่แพ้กันดังออกมาจากความว่างเปล่าตรงหน้าเขา “โดยเฉพาะพวกดาร์กเอลฟ์ ถ้าสัมผัสได้ขอให้เข้าจัดการก่อน”

“เข้าใจแล้ว”เด็กหนุ่มรุ่นพี่ขานรับคำ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามต่อ “แล้วทางท่านเป็นยังไงบ้าง?”

“การเตรียมการหลายอย่างค่อนข้างพร้อม จะเหลือเพียงวันเวลาที่ตัวตนของทายาทจะเจอผนึกเท่านั้น ไม่สิ เหลือการกำจัดพวกจอมรังควาญพวกนั้นด้วย”

ราเซียสพยักหน้าให้ความว่างเปล่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพดานอย่างไม่มีอะไรทำ“แต่เหมือนทางนั้นจะรู้ตัวตนของเขาเหมือนกันนี่ ตุ๊กตาตัวที่บุกโรงเรียนตัวนั้นก็เคยเข้ามาหาเด็กสาวในกลุ่มพวกเขามาก่อน หยิบยื่นการช่วยเหลือให้พวกเขาเข้าใกล้อำนาจมากขึ้น”

“ท่านจ้าวรู้อยู่แล้ว แต่ท่านบอกว่าไม่เป็นปัญหาอะไร ดีด้วยซ้ำที่ทำให้จุดจบของการห่ำหั่นกันใกล้เข้ามาเร็วขึ้น”

“หืม... อย่างงั้นหรอกเหรอ คนคนนั้นรู้อยู่แล้วสินะ”ราเซียสพึมพำ ก่อนจะใช้มืออีกข้างดันตัวเองออกจากกำแพง “เอาเถอะ ข้าไปทำหน้าที่ของข้าต่อก็แล้วกันนะ”

“เข้าใจแล้ว ขอให้เจ้าโชคดี”

สิ้นเสียง ผลึกที่เรืองแสงอยู่ในกระเป๋ากางเกงก็กลับสู่สภาพปกติพร้อมๆ กับราเซียสก็เอามือออกมา ก่อนที่เด็กหนุ่มผมสีเทาจะเปิดทางกลับห้องพักแล้วเดินเข้าไปตามโถงทางเดินอันคุ้นเคย

 

 

“ใคร...?”คือสิ่งแรกที่หลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม คำถามนั้นทำให้หญิงสาวเผยยิ้มบาง

“ข้าเฟรริน่า เจ้าคงเห็นข้าจากเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว”เธอเริ่ม นัยน์ตานั้นมองจ้องตรงมาทางเขา “ข้าเป็นญาติของเจ้าเมื่อครึ่งสหัสวรรษที่แล้ว”

และเหมือนนางจะสัมผัสความสับสนของเขาได้ เธอแค่นหัวเราะแผ่วเบาก่อนจะอธิบายต่อ “เจ้าคงสงสัยอะไรหลายๆ อย่าง ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังเท่าที่ข้ารู้”

“อย่างแรกเลย การที่เจ้าเปิดหนังสือเล่มนี้ได้ แสดงว่าเจ้ามีเลือดแห่งโซเทริสไหลวนอยู่กึ่งหนึ่งและอีกครึ่งที่เติมเต็มคือโลหิตแห่งราชวงศ์เก่า โพรทิอุส”เฟรริน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง เธอไม่เปิดโอกาสให้เฟเรสถามอะไรและเริ่มพูดต่ออีกครั้ง“อย่างที่สองและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าคือคนที่เปิดผนึกโลงแก้วที่กักขังจ้าวปิศาจและผู้กล้าได้ แค่เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”

“...หะ?”เจ้าของเส้นผมสีดำขลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงสัยอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน ใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมไม่ก็หงุดหงิดนั้นฉายชัดถึงความงงอย่างยากจะได้เห็น “คนเดียวที่ว่านั่นหมายความว่ายังไงกัน?”

“ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ทั้งเหตุผลของการกระทำข้าคงจะต้องเล่าตั้งแต่ต้น”เฟรริน่าเกริ่นก่อนจะเบนสายตาออกจากเด็กหนุ่มมองตรงลึกเข้าไปในความมืดมิดเมื่อรำพึงถึงความหลัง

“ครั้งนั้นเป็นยามสงคราม จ้าวปิศาจฮาเดลิสเข้าทำลายกวาดล้างหมู่บ้าน เข่นฆ่าแม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์ สร้างความหวาดกลัวแล้วใช้ความกลัวนั้นเป็นเครื่องมือควบคุมผู้คน เรียกอำนาจเข้าหาตน ปกครองดินแดนที่เข้าทำลายด้วยความโหดร้าย ผู้คนต่างต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงโดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ติดแถบชายแดนดินแดนปิศาจที่เป็นต้นกำเนิดของอำนาจมืด

ตระกูลนักทำนายของพวกเราเองก็มิต่างกัน ราเลห์ สามีของข้า ผู้นำตระกูลนักทำนายในสมัยนั้นได้พาพวกเราเข้าหลบซ่อนที่ป้อมปราการในป่า ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือทำนายอนาคตผู้ใดเพราะเกรงว่าการเข้าช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำภัยเข้าสู่ตัว มันอาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ทุกอย่างนั้นก็เพื่อความอยู่รอด”

ความมืดมิดรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยร่างเงาในชุดเกราะเช่นเดียวกับที่เขาเห็นก่อนหน้านี้เข้าฆ่าฟันผู้คน ไฟที่โหมลุกลามทำลายทุกอย่างให้หมดสิ้น และภาพในป่ายามที่คาราวานตระกูลนักทำนายเคลื่อนไหวมุ่งเข้าสู่ป่าตามเรื่องเล่าของหญิงสาว เหมือนทุกอย่างเป็นภาพในความทรงจำของนางยามที่ยังมีลมหายใจ

“แต่มันไม่ใช่แค่นั้นอย่างที่ข้าคิด เหมือนราเลห์จะเห็นนิมิตอะไรสักอย่างตั้งแต่แรก ภาพที่ทำให้เขากลัวและตัดสินใจให้พวกเราหนีเข้าป่า พวกเราใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบไม่พบปะใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง ทัพเงาของจ้าวปิศาจเข้าบุกหอคอยของพวกเราอย่างไม่ทันตั้งตัว เข้าทำลายที่พักของพวกข้า คร่าชีวิตของทุกคน!”น้ำเสียงนั้นเข้มดุดันขึ้นเมื่อภาพทุกอย่างฉายกลับเป็นคืนเดิมที่เขาเห็นในตอนแรก

“ราเลห์ตายด้วยน้ำมือของกองทัพน่าขยะแขยงนั่น! พวกมันเสือกแทงใส่เขาอย่างไม่ปราณี ข้าทำได้เพียงแค่มองเขาตายจากไป เขาหมดลมหายใจตั้งแต่ร่างยังไม่ต้องพื้นเสียด้วยซ้ำ!

หลังจากนั้นข้าก็หนีตาย ตอนนั้นในหัวข้ามีเพียงแค่สองอย่างคือพยายามที่จะรวบรวมตระกูลที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือไม่ให้กระจัดกระจายออกไป และแก้แค้น ทั้งตระกูลผู้กล้าที่ปฏิเสธจะหยิบยื่นการคุ้มครองตอนที่ราเลห์เข้าไปขอร้องก่อนจะเข้ามาที่ป่า ทั้งจ้าวปิศาจที่เข้าทำลายตระกูล ข้ารอเวลาอยู่หลายเดือนจนทั้งสองคนเข้าห้ำหั่นกัน ข้าตัดสินใจร่ายมนตราแก้วผลึก ผนึกทั้งสองคนไว้ ไม่ให้สร้างความเสียหายอื่นใดได้อีก...”

เฟรริน่าเว้นช่วงไปเหมือนนางเองก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปในอดีต ภาพรอบตัวเขาหยุดลงเมื่อนางหยุดพูดและฉายชัดถึงร่างรางๆ ในผนึกของชายหนุ่มสองคนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางซากปรักหักพังของสถานที่ที่เคยเป็นโบสถ์ แต่บัดนี้นั้นราบเป็นหน้ากลอง ผลึกแก้วสีฟ้าสวยตัดกับสีแดงฉานและความหายนะรอบตัวส่องประกายเมื่อต้องแสงไฟที่ลุกลามและแสงอาทิตย์ที่สว่างจ้าอยู่กลางฟ้า ไม่ใกล้ไม่ไกลคือเจ้าของเรือนผมสีดำปนเทายาวที่ถือไม้คทาสีทองอร่ามที่ยังเรืองรองอยู่จางๆ ก่อนมันจะขยับเดินต่อเมื่อเสียงหวานดังขึ้นอีกครั้ง

“สิ่งที่ข้าทำต่อมานั้นฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ข้าก็ใช้มนตราสาปแช่งแลกด้วยชีวิตของข้า ไม่ให้มันมีทางแก้ได้จนกว่าจะสัมฤทธิ์ผล สาปแช่งให้ทั้งสองฝ่ายต้องเข่นฆ่ากันจนกว่าผนึกนั้นจะคลายลง...”แทนที่เสียงเล่าของหญิงสาว เสียงของนางกลับดังต่อมาจากภาพอดีตที่กำลังย้อนฉายแทนเจ้าของความทรงจำ

“ด้วยชีวิตทั้งหมดของข้า ผู้ได้รับการชี้นำจากญาณแห่งอนาคต ข้าขอสาปแช่งพวกเจ้า ให้เข่นฆ่ากันไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีวันยุติ! ให้เลือดของคนเห็นแก่ตัวอย่างพวกเจ้าอาบย้อมแผ่นดินที่บริสุทธิ์แทนการชะล้างบาปอันแสนหนักหนา! ตราบนานเท่านานจนกว่าผลึกนั้นจะมลายคลายสิ้นด้วยน้ำมือแห่งผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขเฉกเช่นข้า ไม่ว่าจะนานเท่าไร กี่ทศวรรษ กี่ศตวรรษก็ตามที!!”เฟรริน่าตะโกนก้องท่ามกลางเสียงอันน่าเศร้าของสงครามที่ค่อยๆ ตายลงเมื่อผู้นำของทั้งสองฝ่ายไม่สามารถทำอะไรได้ เธอตวัดไม้คทาด้ามยาวในมือกระแทกพื้นเสียงดัง แสงที่เคยเรืองรองก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นไอความมืดแผ่กระจายคืบคลานออกมาเข้ากลืนกินร่างของเจ้าของมนตราจนหมดสิ้นพร้อมกับภาพทุกอย่างที่ดับวูบลงอีกครั้ง

“หลังจากนั้นเจ้าคงพอเดาได้ ข้าตายจากคำสาปแช่ง แต่วิญญาณของข้าไม่ได้หายไป ข้าเลยอาศัยอยู่ในหนังสือที่ข้าทิ้งไว้เพื่ออธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ทายาทของข้าฟัง รอคอยวันที่ทุกอย่างจะจบสิ้น รอจนวันที่คำสาปนั้นคลาย รอคอยวันที่ข้าจะเป็นอิสระจากโลกใบนี้ที่แสนโหดร้าย”หญิงสาวจบเรื่องราวทุกอย่างพร้อมกับรอยยิ้มบางที่อมความอ้างว้างไว้เต็มเปี่ยม

“แต่หลังจากนั้นสงครามก็จบลง”เฟเรสพูดเปรยขึ้นมา ดวงตาสีน้ำเงินฉายแววไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมคำสาปแช่งของคนตรงหน้าตัวเองนั้นเหมือนไม่ได้เกิดขึ้น

“เรื่องราวที่เหลือข้าไม่สามารถเติมช่องว่างให้เจ้าได้ ว่าทำไมสงครามจึงยุติ แต่ตัวตนของข้าที่เป็นเจ้าของคำสาปนั้นสัมผัสได้ ถึงหยาดโลหิตที่แตะพื้น ชีวิตที่ดับสูญตลอดระยะเวลากว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมา”เฟรริน่าบอกพลางหลับตาพริ้ม “แม้แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังคงต่อสู้กัน ชั่วขณะที่เจ้ากำลังคุยกับข้าอยู่ตอนนี้ แต่มันก็เบาบางลงตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ราวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ก็ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าจุดจบใกล้เข้ามาและเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะ”

ดวงตาสีหยกลืมขึ้นแล้วจ้องตรงมายังเด็กหนุ่มที่เงียบซึมซับเรื่องราวต่างๆ “แต่ข้าคงจะต้องเตือนเจ้าไว้ ทายาทแห่งข้าเอ๋ย...”

เสียงของวิญญาณสาวแผ่วเบาลง ร่างโปร่งแสงนั้นก็จืดจางลงกลืนหายไปกับความมืดเบื้องหลังเมื่อเฟเรสรู้สึกว่าสติของตัวเองค่อยๆ หายไปอีกครั้ง

“ระวังตัวให้ดี เพราะเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายก็คือเจ้า ทายาทสืบสองตระกูล!

 

.......................

ครบตอนแล้วคร้าบ!

ผมว่าสปีดผมอัพขึ้นอยู่นะ อาจจะเพราะเนื้อเรื่องหลายๆ อย่างกำลังใกล้เข้ามาแล้วด้วย

สำหรับเรื่องนี้ผมคาดว่าน่าจะประมาณยี่สิบกว่าสามสิบตอน 5555

และตอนนี้ก็เริ่มคลายเรื่องบ้างอะไรบ้างแล้วล่ะครับ!

แถมผมรู้สึกว่าตัวเองแต่งเรื่องไม่ค่อยเวิ่นเว้อนะ 

รู้สึกว่าเรื่องเดินค่อนข้างไว(หรือผมรู้สึกไปเอง?)

แต่ยังไงก็ตาม พบกันตอนถัดไปอีกไม่นานครับ!

แล้วก็ยังคงประชาสัมพันธ์หน้าด้านๆ(?)

ผมสร้างเพจเฟสบุ๊คสำหรับติดตามข่าวสารแล้ว สามารถเข้าไปกดไลค์ติดตามข่าวสารได้นะครับ!

CLICK

ขอบคุณครับ

Killer in the Dark Shadow

© Tenpoints!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

129 ความคิดเห็น

  1. #128 Oriel (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2558 / 14:46
    ค้างงงงงงง~~~~
    รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ 
    +w+
    #128
    0
  2. #127 Sreyer (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 10:02
    เฟเรส.... นายโดนทำให้หลับอีกแล้ว ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ เอ้าลุ้นต่อๆ ผญคนนั้นเปนใครหนอ
    #127
    0
  3. #126 w-rabbit (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2558 / 22:40
    มาครึ่งตอนทำค้างมากค่ะ ฉับ!! จะรออีกครึ่งตอนนะค้าาา >< สู้ๆๆๆๆ
    #126
    0