Zenteria อาณาจักรมนตรา มายาแห่งหมอก

ตอนที่ 15 : มายาที่ 12 : มือที่สี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ธ.ค. 58

มายาที่ 12 มือที่สี่


“หมายความว่ายังไง?”เฟเรสถามเกี่ยวกับคำพูดไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย เขาจ้องอีกฝ่ายที่ทีท่าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย

“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละนะ เจ้าคิดว่าข้าจะมานั่งตอบคำถามให้เจ้าทุกครั้งหรอ?”ราเซียสหัวเราะในลำคอ “นี่คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเท่านั้นแหละ”

เฟเรสพยักหน้าลง เขาเข้าใจที่อีกฝ่ายพูดถึงดี อย่างไรซะ พวกเขาทั้งสองคนตอนนี้ก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าที่รู้จักชื่อกันเท่าไหร่นัก...หรือเป็นเขาฝ่ายเดียวกันแน่ที่รู้สึกแบบนั้น?

“พวกเจ้าเป็นใคร?”เฟเรสเปิดประเด็นด้วยคำถามที่พื้นที่สุดเท่าที่เขาจะคิดออก

“ไม่ใช่พวกเดียวกับที่มาบุกโรงเรียนเมื่อวานและไม่ใช่พวกเดียวกับดาร์กเอลฟ์ที่หมายหัวเจ้าแน่”ราเซียสตอบอ้อมๆ แต่คำตอบนั้นก็ทำให้เฟเรสคิดคำตอบออกได้ไม่ยาก

“เชื้อสายของฮาเดลิส?”เด็กหนุ่มผมดำจำได้ว่าเจ้าของเสียงนิรนามเรียกมือที่สี่ว่าอย่างนั้น คำพูดที่เหมือนไม่มั่นใจทำให้ราเซียสอมยิ้ม แต่ไม่ตอบอะไรเป็นการบ่งบอกว่าให้เขาคิดเอง

“เจ้าคิดจะปลุกชีพจ้าวปิศาจ?”

“แล้วแต่เจ้าจะคิด”ท่าทางของเขาชัดเจนว่าไม่ตอบคำถามนี้

“ช่วยข้าไว้ทำไม?”

“เจ้ามีความสำคัญกว่าที่เจ้าคิด พ่อรัชทายาท”คำเรียกขานนั้นทำเฟเรสหน้าเปลี่ยนสี เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินกัดฟันน้อยๆ ด้วยความไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายดูจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาไปซะหมด“รู้ได้ยังไง?”

“เอาน่าๆ อย่ามาไม่พอใจกับเรื่องแค่นี้สิ ยังไงซะพวกเราก็มีเป้าหมายเดียวกันกึ่งนึงนะ”ราเซียสยิ้มเผล่ น้ำเสียงยังคงกวนประสาทไม่แปรเปลี่ยน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเจ้าต้องคลายผนึกเพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเจ้าต้องการอยู่ดี”

“ของที่พวกข้าต้องการ?”เฟเรสทวนคำเอ่ยนั้น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงอะไร “...เจ้ารู้”

“ข้าออกตัวก่อนเลยว่า ความลับนั้นคืออะไรข้าไม่รู้และข้าไม่รู้ด้วยว่าเจ้าจะเอามันไปทำอะไร เพราะฉะนั้นถามข้าไปก็เปล่าประโยชน์”ราเซียสเอ่ย ดวงตานั้นฉายชัดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง เพราะยังไงเสียเขาก็จัดเป็นหนึ่งในตัวหมาก เป็นแขนขาให้คนคนนั้นเท่านั้น

“ทำไมข้าต้องปลุกชีพจ้าวปิศาจ?”เฟเรสเอ่ยถามเสียงหนัก เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาตัดสินใจเอาเองได้โดยง่ายเพื่อเหตุผลส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย “คิดจะหลอกใช้พวกข้าเพื่อมือตัวเองจะได้ขาวสะอาด?”

“หึ ไม่มีใครมือขาวสะอาดหรอก”ราเซียสเปรยขำๆ “เจ้าอยากจะคิดอย่างไรก็เรื่องของเจ้า แต่สมมติฐานเจ้าไม่ผิดว่าพลังที่เจ้าไขว่คว้าอยู่แห่งใด”

ครานี้เฟเรสเป็นฝ่ายเงียบกริบไป หัวสมองกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับ ก่อนเขาจะนึกออกว่าเขาลืมที่จะถามสิ่งที่เขาอยากจะถามในตอนแรกไปเพราะอีกฝ่ายเฉเขาออกมาจากเรื่องนั้น

เหมือนพยายามบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร...

“เจ้าไปช่วยข้าได้ยังไง?”เขาวกกลับไปถามคำถามที่เขาสงสัยตั้งแต่แรก

“แหม ข้านึกว่าจะทำให้เจ้าลืมได้แล้วเสียอีก”ชายหนุ่มรุ่นพี่อมยิ้มขำ ดวงตาสีนิลเป็นประกายหยอกล้อ “ตามที่ข้าบอกอาจารย์ไป ข้าไม่ได้โกหกตรงส่วนนั้...”

“แค่บอกไม่หมด”เฟเรสตัดบท ส่งสายตาคาดคั้นอีกฝ่าย “เจ้าสะกดรอยตามข้า?”

ราเซียสยิ้มรับคำถามนั้น เฟเรสจึงถามต่อ “ทำไม?”

“บอกแล้วว่าเจ้าสำคัญกว่าที่เจ้าคิด อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าปัญหาเล็กจ้อยที่ดินแดนของเจ้า”

“...”เมื่อได้ยินคำบอกว่าสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เฟเรสก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างแดงฉานไปหมด

“เรื่องเล็กอย่างงั้นหรอ?!”เด็กหนุ่มกระแทกเสียงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เขากระชากคอเสื้อคนตรงหน้าเข้าหาตัว นัยน์ตาสีไพลินวาววาบด้วยความหงุดหงิด“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าการสูญเสีย การฆ่าฟันที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความเศร้าสร้อยพวกนั้นเป็นเรื่องเล็ก?!

ใบหน้าของเมฟิสตอนที่รับรู้ข่าวร้ายก่อนหน้านี้แล่นเข้ามาในหัว น้ำเสียงสั่นเครือของอาเรสที่เขายังคงจำได้ติดใจ ทั้งซาครอสที่หม่นไปหลังจากได้ฟังข่าว และตัวเขาเองที่รู้สึกโหวงในอกเมื่อคนที่เคารพรักจากไป

ทุกคนพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติ กล้ำกลืนฝืนทนความโศกเศร้า แต่คนตรงหน้ากลับบอกว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นเรื่องเล็กน้อย!

“เจ้าไม่รู้ตัว เฟเรส ฮาเรเซีย”ราเซียสไม่มีทีท่าสะทกสะท้านกับความก้าวร้าวที่อีกฝ่ายแสดงออกมา เสียงของเขาเรียบเฉยต่างจากทุกที “โลกใบนี้ยิ่งใหญ่นัก ปัญหาที่มันแอบซ่อนไว้ภายใต้ความสงบก็หนักหนาไม่แพ้กัน”

“หากเจ้าเกลียดชังสงครามที่จะนำมาซึ่งความสูญเสีย เจ้าก็คงจะต้องเกลียดโลกใบนี้ด้วย”ราเซียสอธิบายอย่างไม่แยแส “หากเจ้าคิดว่าสงครามที่เจ้าเผชิญมันเจ็บปวดแล้ว สิ่งที่เจ้าจะต้องเผชิญในภายภาคหน้าคงทำให้เจ้าเจียนตาย”

เฟเรสกัดฟันกรอดกับคำเอ่ยเล่านั้น มือขยุ้มเสื้อแน่นกว่าเก่าเหมือนต้องการหาที่ลง เขาส่งเสียงลอดไรฟันกล่าวเตือนคนตรงหน้า “อย่ามาพูดเหมือนข้าไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินของข้าเอง!

“เจ้าไม่มีทางเลือก เฟเรส”ราเซียสยิ้มอ่อนเหมือนเห็นใจเด็กหนุ่ม “แน่นอนว่าจะโชคชะตาหรือฟ้าลิขิตก็เป็นเพียงสิ่งที่นำทางว่าคนคนนั้นจะเดินไปในทางใด การตัดสินใจคือสิ่งที่สร้างทางเดินสู่อนาคต”

“แต่คราวนี้การตัดสินใจนั้นไม่ได้อยู่ที่เจ้า ปัจจัยที่จะทำให้เกิดอนาคตอันเลวร้ายไม่ได้อยู่ที่เจ้าเลยแม้แต่น้อย”

“เอาเถอะ สักวันเจ้าจะเข้าใจ ว่าโลกของเจ้าไม่ได้อยู่แค่ตรงนั้น เข้าใจว่าทำไมตัวเจ้าถึงสำคัญ”เขายื่นมือมาลูบหัวอีกฝ่ายพลางยิ้มเหมือนเขาเป็นเด็กๆ ทั้งๆ ที่เฟเรสยังกระชากคอเสื้อเขาอยู่ “ตอนนี้หมดเวลาแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

คำเอ่ยของราเซียสทำให้เฟเรสชะงักงงผสมเข้ากับความหงุดหงิด แต่คำถามที่ไม่ถูกเอ่ยก็ได้รับคำตอบเมื่อหนังตาเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมากะทันหัน โลกทั้งใบค่อยๆ ดับวูบลง

เขาประมาทไป... อีกอย่างที่อีกฝ่ายทำให้เขาลืมว่าจะถาม

ว่าทำไมคนตรงหน้าถึงใช้เวทมนต์ได้โดยมิต้องร่ายเวท...

 

 

“....”เฟเรสลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีเขาก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงแล้ว นาฬิกาที่เข้าสู่ครรลองสายตาบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่า และจากเตียงข้างๆ ที่ควรว่างเปล่าก็มีร่างของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มหลับปุ๋ยอยู่ เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งก่อนจะกุมหัวเมื่อรู้สึกปวดหัวจางๆ เขาพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างก่อนที่เขาจะหลับไป

ใช่ เขาถูกลักพาตัว แต่ใครเป็นคนช่วยเขาออกมา? ใครคือคนที่นั่งตอบคำถามเขาก่อนเขาจะหลับไป

เขานึกใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ออก มันคลุมเครือเหมือนมีม่านหมอกหม่นๆ ปิดบังใบหน้าของเขาไว้ในความทรงจำ น้ำเสียงของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่บ่งบอกไม่ถูกว่าเป็นใคร

ตอนท้ายนั่น...!’เขาประมาทไป เฟเรสขมวดคิ้ว ในใจก็อดด่าตัวเองที่พลาดท่าอีกฝ่ายไปหลายอย่างไม่ได้ ไหนจะข้อมูลที่ถามไม่หมด แล้วยังจะให้อีกฝ่ายลบใบหน้าออกไปดื้อๆ อีก ยิ่งธาตุสายหมอกเป็นธาตุที่เด่นด้านอำพรางซ่อนหาด้วยแล้ว และถ้าไปถามอาจารย์นาลินย่า เขาก็คงมิวายโดนเพ่งเล็งแน่

ทุกอย่างดูไม่เป็นใจกับเขาเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกมีแค่ระวังคนที่นี่ สักพักก็มีกลุ่มคนมาบุกโรงเรียนแถมยังเกี่ยวกันกับเป้าหมายของเขาไม่มากก็น้อยก็ปัญหาเพิ่มขึ้นมาแล้ว ตอนนี้กลับมีกลุ่มคนกลุ่มที่สี่ที่เขาจะต้องเป็นกังวลอีก

ไม่มีใครที่เชื่อใจได้นอกจากตัวพวกเขาเองห้าคนจริงๆ.... แม้แต่ในตระกูลใหญ่ก็อาจจะมีหนอนบ่นไส้อีก

เฟเรสคลึงขมับเมื่อความเครียดค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนเด็กหนุ่มจะล้มตัวลงนอนกับเตียงอีกครั้งทั้งที่ขายังห้อยลงจากเตียงอยู่

เขาเหมือนจะหาเหาใส่หัวซะแล้ว แต่เพื่ออาของเขาแล้ว ไม่ว่าปัญหาจะเยอะแค่ไหนเขาก็อยากจะช่วยอีกฝ่ายที่จู่ๆ ก็ดูไม่สดใสเหมือนที่เคยเป็นเมื่อก่อน

ให้ตายสิ...เฟเรสคิดเนือยๆ ดวงตาสีไพลินจ้องมองเพดานห้องอย่างไร้จุดหมาย ก่อนเจ้าของห้องจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วปลุกเมฟิสที่นอนหลับอยู่ อย่างน้อยเขาก็ควรจะเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟังเพราะเด็กหนุ่มคงจะเป็นห่วงที่จู่ๆ เขาหายไปไม่มากก็น้อย

“หือ...เฟเรส?”เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นกึ่งตกใจ “เฟเรส!

เจ้าของชื่อยิ้มขำบางๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงด้วยความไวสูง

“ไอ้เจ้าบ้า! ทำตัวประมาทไม่เข้าเรื่องจริงๆ”เมฟิสบ่นพลางดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่น “ซาครอสเกือบจะแจ้งกับทางตระกูลแล้วรู้มั้ย?!

“อืม ข้าไม่เป็นไร”เฟเรสตอบทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้ถาม

“อย่าทำอะไรแบบนั้นอีกนะ! เลิกทำตัวให้เป็นห่วงได้แล้ว”เมฟิสผละออกมาก่อนจะยกมือหมายจะเขกหัวเขา แต่เฟเรสก็หลบมืออีกฝ่าย “โอเค ข้าเข้าใจแล้ว”

“ดี! ที่นี้เล่าเรื่องทุกอย่างมาซะ! ส่วนซาครอสเดี๋ยวค่อยส่งเลตราไปหามัน ดีที่พวกข้าไม่ได้บอกคนอื่นด้วย”เมฟิสถอนหายใจอย่างที่นานๆ ทีจะทำ ก่อนจะหยิบผลึกเลตราสีเขียวอ่อนออกมาแล้วถ่ายโอนพลังเวทเมื่อบันทึกทุกคำพูดของเขาและเฟเรสลงไป

เฟเรสพยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องเวทมนต์ที่ปลอมแปลงรูปลักษณ์แม้กระทั่งเสียง จนเอ่ยถึงดาร์กเอลฟ์เมฟิสก็ขัดขึ้นมา

“ไอ้เจ้าพวกเวรนั่น!”เมฟิสสบถ “มันคงตั้งใจจะจับเจ้าไปเพื่อเป็นตัวประกัน เพื่อให้เป็นต่อในสงครามไม่ผิดแน่”

“ข้าเองก็คิดอย่างนั้น”เฟเรสเห็นด้วยกับอีกฝ่าย เพราะอย่างไรเสียสำหรับทางตระกูลเขาก็เป็นทายาทอันดับหนึ่งแม้จะเป็นพี่คนรองจากทั้งสี่คน ตำแหน่งที่เขาไม่อยากได้สักเท่าไหร่

สักพักเฟเรสก็เล่าต่อ ถึงรุ่นพี่ปริศนาที่เข้าไปช่วยเขาแถมยังใช้เวทได้โดยไม่ต้องร่ายเวทหรืออาศัยสื่อกลางใดๆ รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่อีกฝ่ายบอกเขา ไม่ว่าจะการปลดผนึกจ้าวปิศาจหรืออะไร และแน่นอนว่าเมื่อเล่าถึงตรงนี้อารมณ์ของเมฟิสก็ดูขุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ทำไมทุกอย่างถึงเอาแต่บอกว่าให้ปลดผนึกจ้าวปิศาจ? อยากสร้างสงครามกันขนาดนั้นเลยรึไงกัน?!”เด็กหนุ่มบ่นออกมาอย่างเหลืออด

“คงเพราะอยากจะจบในเวลาที่จบได้มากกว่า จบทุกอย่างในเวลาที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่”เฟเรสคาดเดา เพราะเวทผนึกที่ใช้กับจ้าวปิศาจและผู้กล้านั้นไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่จะคลายออก นอกจากภรรยาของผู้นำตระกูลนักทำนายในสมัยนั้นคนที่ผนึกทั้งสองคนไว้ด้วยความโกรธแค้น แถมนางก็เสียชีวิตเป็นผลแลกเปลี่ยนจากเวทผนึกบทนั้นเองด้วย

“...ที่เจ้าพูดมันก็เป็นไปได้ แต่จากที่เจ้าเล่า แสดงว่าเจ้าต้องระวังตัวให้นี้แล้วล่ะ เฟเรส”เมฟิสบอก “แต่ที่เจ้านั่นพูดมันก็น่าเจ็บใจ มาหาว่าสงครามของพวกเราเป็นเรื่องเล็กได้ยังไง?!

“สงครามไม่ว่าจะเกิดที่ไหน คนจะตายมากน้อยเพียงใด มันก็ไม่มีทางเป็นเรื่องเล็กทั้งนั้นแหละ!

“ใจเย็น”เฟเรสวางมือลงบนบ่าอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะขึ้นเรื่อยๆ “ตอนนั้นข้าก็หงุดหงิดไม่แพ้เจ้า”

แล้วก็ทำให้ข้าโมโหจนไม่ระวังตัวด้วย

เฟเรสละประโยคสุดท้ายในใจ เพราะขืนพูดออกไปก็คงไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่นอกจากจะทำให้เขาโดนอีกฝ่ายบ่นเรื่องประมาทอีกรอบ แม้อีกฝ่ายก็คงสติแตกถ้าพูดเรื่องนี้ใส่หน้าไม่ต่างจากเขา

“โอเค”เจ้าของนัยน์ตาสีมรกตหายใจเข้าลึก ก่อนจะหายใจออกยาวๆ “โอเค งั้นเรื่องที่เราจะต้องปรึกษากับซาครอส อย่างเราจะทำยังไงกันต่อก็รอไปก่อน”

“แต่ข้าเองก็มีเรื่องจะเล่าเหมือนกัน”เมฟิสเปรยก่อนที่เขาจะเล่าเหตุการณ์ที่เขาไปเจอมา ทั้งห้องกลที่แอบซ่อน ผู้ที่เฝ้าประตูที่ดูจะรู้จักพ่อของเขา และห้องที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ

เด็กหนุ่มนำมือซ้ายที่ว่างแตะเข้ากับแหวนทองคำขาวประดับทับทิมสีแดงส้มเม็ดกลมที่เขาสวมอยู่บนนิ้วชี้ข้างขวาที่ถือผลึกเลตราที่ยังคงเรืองแสงอยู่ “หนังสือปกแข็ง รีลีส”

หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนตักเขา มันก็คือหนังสือเล่มที่เมฟิสเจออยู่ท่ามกลางกองทรัพย์สมบัติที่เขาเจอในห้องกลใต้ดินที่เด็กหนุ่มตัดสินใจจะแบกมันกลับมาด้วย

มันเป็นหนังสือปกแข็งสีน้ำตาลเข้มที่มุมสี่ด้านเป็นทองคำฉลุลายงดงามเหลี่ยมไว้ขนาดไม่หนามาก บนหน้าปกมีตัวอักษรตวัดคดโค้งสีทองที่เขาอ่านไม่ออก แต่ใต้คำขีดเขียนที่น่าจะเป็นชื่อหนังสือกลับมีรอยเหมือนให้ของแหลมคมสลักไว้ด้วยภาษาปัจจุบันว่าแด่ทายาทสืบสองตระกูล เฉกเช่นเดียวกับข้า

“ทายาทสืบสองตระกูล...”เฟเรสเงียบไปเมื่อมองหน้าปก คำๆ นี้เหมือนเคยผ่านตาเขามาก่อน

“บันทึกของโพรทิอุส”เฟเรสเอ่ยถึงหนังสือที่เขาขอให้อาเรสนำมาให้ ก่อนเขาจะผุดลุกขึ้นไปหยิบบันทึกเล่มที่ว่ามากางออก แล้วเปิดไปยังหน้าที่เขาอ่านเจอคำนั้น

“ฟริเซีย โพรทิอุสเองก็เขียนถึงว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นสำหรับทายาทสืบสองตระกูล”

หากตระกูลไม่มอบหมายหน้าที่นี้ให้ข้า เพื่อมอบข้อมูลส่งต่อแก่ทายาทแห่งคำทำนาย ทายาทสืบสองตระกูล

“ให้ตายเถอะ สงสัยเราคงต้องสืบอะไรเพิ่มอีกหลายเรื่องเลย”เมฟิสสรุปพลางยีหัวกับความวุ่นวายที่ตามกันมาเป็นทอดๆ เด็กสาวหยุดการถ่ายเทพลังเวทแล้วโยนผลึกหินขึ้นเล่น“งั้นเดี๋ยวข้าส่งไอ้นี่กลับบ้านก่อนนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้ล่ะกัน”

“อืม ฝันดี”

“ผันดีๆ เจ้าเองก็พักผ่อนเยอะๆ ล่ะกัน”

เฟเรสมองประตูห้องที่ปิดลงก่อนจะคิดว่าการทำตามคำแนะนำอีกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง

ยังไงเสียที่เหลือไว้ค่อยคิดต่อพรุ่งนี้ก็คงยังไม่สาย

 

ไม่กี่ชั่วโมงให้หลังทางด้านซาครอสนั้น ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังนั่งอยู่ในรถม้าเข้าไปยังตัวปราสาทสูงตระหง่านที่ต้องเดินทางลึกจากประตูรั้วเข้าไปอีกกว่าสิบห้านาที สองข้างฝั่งของทางถนนเปลี่ยวหรือล้อมรอบปราสาทนั้นเป็นสวนขนาดมหึมาที่ตัดตกแต่งอย่างงดงามและหลงทางได้ไม่ยาก มันเป็นที่อยู่อาศัยของสิงสาราสัตว์ บรรดาสัตว์เลี้ยงของคนในตระกูลของเขา หรืออีกนัยหนึ่งคือยามเฝ้าบ้านอีกขั้นหนึ่งนั่นเอง

เขาใช้เวลาทั้งวันในการเดินทางข้ามเขตแดนเพื่อกลับมาบ้าน และตลอดทางเด็กหนุ่มก็เอาแต่อ่านหนังสือฆ่าเวลาหรือไม่ก็หลับเสียส่วนมากจนตอนนี้เขาไม่อยากทำอย่างอื่นนอกจากอาบน้ำแล้วเข้านอนจากการเดินทางอันแสนเหนื่อยล้า

“ท่านซาครอสคงเหนื่อยสินะขอรับ”นายรับใช้ที่คอยดูแลเขามาตลอดเอ่ยเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งถอนหายใจ

“นิดหน่อยน่ะ”ซาครอสตอบ ก่อนจะมองออกไปด้านนอกหน้าต่างรถม้า “ช่วงนี้เรื่องมันเยอะ”

“นั่นสินะขอรับ เมื่อกลับไปถึงคฤหาสน์แล้ว ให้ข้าชงนมอุ่นๆ ให้มั้ยขอรับ?”

“ก็ดีนะ ใส่น้ำผึ้งให้ด้วยล่ะ”ซาครอสยิ้มๆ กับอีกฝ่ายที่ยิ้มให้เขา “แต่รอข้าอาบน้ำเสร็จก่อนนะ”

“เข้าใจแล้วขอรับ”

ตลอดทางที่เหลือเป็นความเงียบที่เข้าปกคลุม จนเมื่อถึงตัวปราสาทคนรับใช้หนุ่มก็เปิดประตูแล้วลงไปรอซาครอสด้านข้าง “ให้ข้าถือกระเป๋าให้นะขอรับ”

“ไม่เป็นไรๆ แค่นี้เดี๋ยวข้าถือเองได้”ซาครอสยิ้มก่อนจะโบกมือปัดๆ แล้วเดินเข้าประตูหน้าของตัวปราสาทไป

“จะเข้าไปเยี่ยมท่านพ่อรึเปล่าครับ? เผื่อข้าจะได้ไปแจ้งท่านให้”ชายรับใช้ที่เดินตามไล่หลังมาเอ่ยถาม

ซาครอสชะงักเท้า คิดทวนคำถามอีกฝ่ายสักพักก่อนจะตอบไป “ไม่ล่ะ คืนนี้ก็ดึกแล้ว ไว้พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปพบท่านเอง เรื่องนมอีกสักสิบห้านาทีไปวางไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือในห้องข้าก็ได้”

“รับทราบขอรับ”ชายหนุ่มโค้งตัวก่อนเตรียมจะเดินหันไปอีกทาง แต่ซาครอสก็ขัดอีกฝ่ายขึ้น

“อ๋อ ชาร์ลส์ พรุ่งนี้เวลาเดิมมาปลุกข้าด้วยนะ”

“ขอรับ”

เด็กหนุ่มมองคนรับใช้ประจำตัวของตัวเองเดินหายไปทางห้องครัวก่อนจะเดินขึ้นบันไดหรูที่มีหักเลี้ยวแยกทางซ้ายและขวาของตัวปราสาทไป

ห้องของเขาและพวกเฟเรสนั้นอยู่ทางซีกซ้าย ฝั่งที่ส่วนมากจะเป็นห้องพักทั่วไป ซาครอสเดินไปตามโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมผืนงามสีน้ำเงินเข้ม สองฝากกำแพงมองไปเป็นประตูไม้บานสวยแกะสลักลายงดงามหลายต่อหลายบาน ตามช่องว่างกำแพงนั้นประดับประดาไปด้วยภาพวาดและโต๊ะแจกัน

เมื่อเดินถึงห้องของตัวเองเด็กหนุ่มก็เดินเข้าไปแล้วเปิดไฟด้วยสวิตช์ทางขวามือ แสงไฟสีนวลกระพริบติดเผยให้เห็นห้องนอนขนาดกว้างที่มีเตียงหรูขนาดคิงไซส์ ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ตู้หนังสือเรียงรายและโต๊ะอ่านหนังสือขนาดใหญ่

เจ้าของดวงตาสีอำพันโยนกระเป๋าข้าวของลงบนเตียงลวกๆ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าจากตู้แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้เรียบร้อย และเมื่อเขาออกมาบนโต๊ะก็มือแก้วเซรามิคที่มีควันฉุยบางๆ วางอยู่

ซาครอสหยิบมันขึ้นจิบเบาๆ และนมอุ่นๆ รสหวานกำลังดีทำให้เขาอมยิ้ม ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เขาดื่มแทบทุกคืนเวลาอยู่บ้าน

การจากไปไม่นานเท่าไหร่มันทำให้เขาคิดถึงบ้านขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย...


 +++++++++++++

          จบไปแล้วครับกันตอนนี้!

สำหรับตอนหน้าจะรีบปั่นมาลงนะครับ ช่วงจะสอบนี่หัวเเล่นดีจริงๆ 55555

แล้วก็ตอนนี้กระผมมีหน้าเพจไว้ติดตามข่าวสารแล้วนะครับ

สามารถไปกดไลค์ติดตามกันได้เลย!

>>CLICK<<

Killer in the Dark Shadow

© Tenpoints!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

129 ความคิดเห็น

  1. #125 Sreyer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2558 / 12:00
    ข้อมูลมันเพิ่มขึ้นแล้วรู้สึกงงเลย ถถถถถถ วันไหนคงต้องกลับไปย้อนอ่านแต่แรก;-;... เสียดายจัง รุ่นพี่ไม่ได้ทำไรเฟเรสเลย...(/เด๋วนะ)
    #125
    0
  2. #124 Sreyer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กันยายน 2558 / 10:32
    รัชทายาทอะไรอะ เฟเรสมีความสำคัญมากเลยเหรอ ทำไมพาร์ทท้ายชวนจิ้นจุงเบย//ผิด พอทำให้หลับก็จับกินสินะคะราเซียสสสสสสสสสส(//พอ)
    #124
    0
  3. #123 Oriel (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2558 / 16:19
    หุหุหุ ตอนนี้ก็ยังฟินอีกตามเคย~~~
    รู้ได้ยังไงเหรอจ๊ะเฟเรส แน่นอนว่าเพราะราเซียสต้องคอยปกป้องดูแลเฟเรสจังตลอด24ชม.ยังไงล่ะจ๊ะ~~~(โดนเฟเรสปาน้ำแข็งใส่ด้วยความอาย~~~(ยังไม่เลิก)) 
    ปล.จริงๆแล้วที่เฟเรสจังหงุดหงิดเนี่ยเพราะกลัวว่าตอนนอนราเซียสจะหนีไปหาคนอื่นรึเปล่าเอ่ย~~~(ฮุฮุฮุ)
    ปล2.สะกดรอยตาม!!! สตอกเกอร์!!! เพราะความรู้สึกมันพวยพุ่งจนไม่อาจอดใจไหวใช่มั้ยล่า~~~
    ปล3.สรุปแล้ว...ฉันพิมพ์อะไรลงไป...
    #123
    0
  4. #122 w-rabbit (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2558 / 06:32
    ค้างค่าาา >< ต่อไวๆๆน้าค้าาาาา ปมเพิ่มมาเรื่อยๆๆเลย
    #122
    0