คัดลอกลิงก์เเล้ว

ตระกองใจ [เรื่องสั้น : เข้ารอบชิงชนะเลิศ]

กิจกรรมวันแม่: "เรื่องสั้นเรื่องนี้...ไม่มีแม่"

ยอดวิวรวม

440

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


440

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


1
เรทติ้ง : 90 % จำนวนโหวต : 5
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 พ.ค. 58 / 09:39 น.
นิยาย Сͧ [ͧ : ͺԧ] ตระกองใจ [เรื่องสั้น : เข้ารอบชิงชนะเลิศ] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
...ใคร หนอ รักเรา เท่าชีวี 
ใคร หนอ ปราณี ไม่มีเสื่อมคลาย 
ใคร หนอ รักเราใช่เพียงรูปกาย 
รักเขาไม่หน่าย มิคิดทำลาย ใคร หนา 
ใคร หนอ เห็นเรา เศร้าทรวงใน 
ใคร หนอ เอาใจปลอบเราเรื่อยมา 
ใคร หนอ รักเราดังดวงแก้วตา 
รักเขากว้างกว่า พื้นพสุธา นภากาศ...






                                                                                                                       Credit ...เพลงใครหนอ...

cr.shl

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 พ.ค. 58 / 09:39


           เกร๊ง เกร๊ง เกร๊ง.....         

เสียงระฆังดังขึ้นในยามเย็นเปรียบดั่งสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียน ของการเรียนการสอนวันสุดท้ายก่อนจะปิดภาคการศึกษาในโรงเรียนชนบทขนาดกลางแห่งนี้ นักเรียนชายและนักเรียนหญิงต่างก็มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความดีใจซึ่งดูร่าเริงมากกว่าปกติ เพราะจะได้ใช้ชีวิตแสนสนุกในวันหยุดตอนปิดเทอมใหญ่ ทั้งหมดเดินแถวลงมาด้านล่างสนามหญ้าเพื่อรอสวดมนต์เย็น แล้วจึงจะกลับบ้านได้ดั่งเช่นทุกวัน

 “นำสวดมนต์วันสุดท้ายแล้ว เสียงหนูพาฝันยังเพราะเหมือนเดิม” คุณครูปิยฉัตรข้าราชการหญิงวัยกลางคน เอ่ยชมนักเรียนหญิงในชุดนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อสวดมนต์จบ และนักเรียนบางส่วนกำลังทยอยกันกลับบ้าน

“ขอบคุณค่ะครู” เสียงเล็กของลูกศิษย์ขานรับด้วยรอยยิ้มที่สดใสดั่งเช่นทุกครั้ง

“เรียนจบมอหกแล้ว เลือกจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยเลยหรือเปล่าล่ะ...” คุณครูประจำชั้นถามอย่างเอ็นดูขณะที่ร่างเล็กกำลังก้มหยิบกระเป๋าจากบนม้านั่ง ใบหน้าหวานหันมองครูสาวคนสนิทที่เธอสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่องพร้อมกับเหลือบตาคู่โตมองขึ้นบนท้องฟ้าที่มีแสงแดดอ่อนราวกับนิ่งคิด

“ฝันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตัวจังหวัดค่ะครู” เสียงเล็กบอกพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

“พาฝัน...เด็กดีของครู ตั้งใจเรียนผลการเรียนก็ดีแถมกิจกรรมเด่นอีกต่างหาก สอบติดมหาวิทยาลัยแน่นอนจ่ะ”

“จริงหรือคะ...”

“จริงสิ แต่หากอยู่มหาวิทยาลัยเราต้องขยันเป็นสองเท่าและค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นด้วยนะ”

เมื่อคุณครูประจำชั้นพูดจบพาฝันมีสีหน้ากังวล

“.....งั้นฝันจะช่วยน้าฝุ่นขายผลไม้ในสวน และก็ขยายพื้นที่ปลูกผลไม้เพิ่มด้วยจะได้มีเงินมากๆ เพื่อใช้เรียนต่อมหาวิทยาลัยค่ะ”

“ดีแล้วจ่ะ คนที่เขาเรียนด้วยทำงานด้วยก็มี ถ้าเรามีความขยันและพยายามเราก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลยล่ะ” มือของข้าราชการครูลูบศีรษะลูกศิษย์อย่างเอ็นดู พาฝันแย้มรอยยิ้มกว้างอีกครั้ง

“หนูกลับนะคะครู จะได้ไปช่วยน้าฝุ่นคัดแยกผลไม้ไว้ไปขายที่ตลาดตอนเช้า”

“ปั่นจักรยานดีๆ ล่ะ แล้วอย่าลืมที่ครูบอกนะ ดูแลน้าฝุ่นให้ดีเพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณเลี้ยงดูเรามาจนเติบโตได้ถึงทุกวันนี้ ตราบใดที่เราไม่ลืมบุญคุณของผู้มีพระคุณต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็สุขสบาย จำไว้นะลูก”

เมื่อจบคำสอนมือเล็กประนมไหว้คุณครูประจำชั้น พร้อมกับโอบกอดด้วยความรัก

“แล้วฝันจะมาเยี่ยมครูนะคะ...สวัสดีค่ะ”

ร่างเล็กคลายอ้อมกอดก่อนจะโบกมือล่ำลา แล้ววิ่งไปยังจุดจอดจักรยานใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมยาวสลวยที่ถูกรวบเป็นหางม้าปลิวไสวเมื่อคราต้องลม ข้าราชการครูยืนมองลูกศิษย์ที่ตนสั่งสอนมาหลายปีด้วยความรักและความเอาใจใส่ วันนี้คุณครูทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ด้วยการส่ง ลูกศิษย์ให้ถึงฝั่ง....

พาฝันขี่จักรยานผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ตลอดเส้นทางกลับบ้านซึ่งมีระยะทางร่วมสองกิโลเมตร เธอใช้ชีวิตเรียบง่ายพอมีพอกินอย่างนี้มาตลอดสิบกว่าปีแล้ว แม้ไม่สุขสบายแต่ก็มีความสุข นอกจากน้าฝุ่นที่คอยเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกแล้ว ยังมีคุณครูที่สอนให้เธออ่านออกเขียนได้ สอนความประพฤติให้เป็นเด็กที่รู้จักวางตัวในสังคม และที่สำคัญทุกๆ คนสอนให้เธอเป็นคนดี เธอไม่เคยลืม...

ทางผ่านเข้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยพื้นดินทราย ข้างทางมีบ้านเรือนปลูกเรียงรายซึ่งบ้านส่วนใหญ่ถูกสร้างด้วยไม้ตามวีถีชีวิตชนบท จักรยานแม่บ้านคันสีแดงชะลอลง พร้อมกับร่างเล็กที่ลงจากจักรยานซึ่งถูกจอดไว้ริมทาง

“เก็บชะอมไปฝากน้าฝุ่นดีกว่า” เสียงเล็กพึมพำ รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหวานพร้อมกับมือเล็กที่เอื้อมไปเด็ดยอดชะอม ซึ่งปลูกอยู่ข้างทางเก็บใส่ถุงหูหิ้วใบเล็ก ที่ถูกหยิบออกมาจากระเป๋าสะพาย เมื่อได้ยอดชะอมเป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงเดินทางต่อ

“ป้าเปี่ยม ลุงเวียง พี่ฟ้า สวัสดีค่ะ” พาฝันจอดจักรยานกล่าวทักทายญาติผู้ใหญ่บ้านใกล้เรือนเคียง ที่เห็นมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ เพราะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนนั่งอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ตรงลานหน้าบ้าน บ้างก็ขูดมะพร้าว บ้างก็กำลังนิ่งขนมหันมารับไหว้พร้อมกับส่งรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย

“อ้าวโรงเรียนเลิกแล้วรึ..”

“เลิกแล้วค่ะป้าเปี่ยม”

“หนูฝันปิดเทอมนี้อยากไปเที่ยวไหนล่ะ เห็นเจ้าตะวันมันว่าจะไปเที่ยวกรุงเทพและก็ลองไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยนะ”

“ฝันคงไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอกจ่ะ ปิดเทอมนี้ฝันว่าจะช่วยน้าฝุ่นทำสวนและก็ลงผลไม้เพิ่มจ่ะ” พาฝันตอบด้วยรอยยิ้ม

“แล้วหนูฝันไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือ...”

รอยยิ้มเมื่อครู่ถูกกลืนหายไป พาฝันนิ่งคิดกับคำถามของลุงเวียงไปขณะนึง เมื่อนึกได้ก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม

“อยากเรียนสิจ้ะ แต่ค่าเทอมคงแพงน่าดูฝันกลัวน้าฝุ่นจะเหนื่อย กะว่าจะทำสวนเก็บเงินไปก่อนอาจจะเรียนช้าไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกมั้งลุงเวียง”

“หนูว่างั้นรึ ...ก็ดีเหมือนกัน”

“ฝันๆๆ” เสียงห้าวของของวาดตะวันเพื่อนชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอร้องเรียก พร้อมกับร่างสูงที่กำลังวิ่งออกมาจากตัวบ้านมุ่งหน้ามาทางร่างเล็กที่นั่งอยู่บนอานจักรยาน

 “ว่าไงตะวัน...”

            “ฝันช่วยติววิชาภาษาไทยให้เราหน่อยสิ เราจะเข้าไปสอบที่กรุงเทพน่ะ”

            “อือ….ได้สิ ขอเรากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านก่อนนะ”

            “ขอบคุณนะ เร็วๆ ล่ะ” วาดตะวันกล่าวขอบคุณก่อนที่พาฝันจะขี่จักรยานจากไป

 

            บ้านไม้หลังเล็กตั้งตระหง่านอยู่ท้ายหมู่บ้าน ถัดจากต้นมะพร้าวข้างตัวบ้านไปจะเป็นเขตชายฝั่งทะเล  หน้าบ้านของน้าฝุ่นเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับให้ความสวยงาม และร่มรื่นโดยต้นไม้ที่พาฝันชอบที่สุดเห็นจะเป็นต้นรสสุคนธ์ที่ให้ดอกสีขาวสวย

            “น้าฝุ่นสวัสดีค่ะ วันนี้ฝันเอาขนมปังมาฝากแล้วก็ชะอมมาให้เจียวไข่ด้วยจ่ะ” พาฝันบอกกับผู้เป็นน้าที่นั่งอยู่บนเสื่อบริเวณใต้ถุนบ้าน พร้อมกับยื่นถุงใส่ขนมปังที่ซื้อมาจากโรงอาหาร และชะอมที่เด็ดมาจากข้างทางให้น้าฝุ่นที่กำลังคัดเลือกผลไม้อยู่ นางยื่นมือมารับ

            “กลับมาเหนื่อยๆ กินน้ำก่อนนะลูก” น้าฝุ่นหันไปยกน้ำในขันที่โรยด้วยดอกมะลิส่งให้พาฝัน ที่กำลังนั่งลงบนเสื่อ

            “ขอบคุณจ่ะ” มือเล็กรับน้ำมาจากมือก่อนจะส่งรอยยิ้มให้กับบุคคลอันเป็นที่รัก น้ำขวดที่เคยซื้อหรือน้ำสะอาดที่เคยดื่มก็หวาน และหอมไม่เท่าน้ำฝนจากตุ่ม ที่ผู้เป็นน้าตักใส่ขันโรยมะลิไว้รอพาฝันกลับมาจากโรงเรียนทุกเย็น

            “ฝัน หนูลองชิมลำไยต้นใหม่ที่เพิ่งออกดูสิลูก หวานเชียว...” น้าฝุ่นบอกพร้อมกับยื่นลำไยพวกนึงให้พาฝันลองลิ้มรสซึ่งเป็นต้นลำไยที่เธอกับน้าฝุ่นช่วยกันปลูกมาร่วมครึ่งปี หญิงสาวแกะเปลือกและเคี้ยวอยู่พักนึง

            “หวานดีจ่ะ อ่อ... น้าฝุ่น ปิดเทอมนี้ฝันว่าจะลงเงาะเพิ่มแล้วก็มังคุดด้วยดีมั้ยจ๊ะ...”

            ใบหน้าที่แสนใจดีของน้าฝุ่นมองหน้าลูกบุญธรรมด้วยแววตาอ่อนโยน

            “ขยันจริงเชียวลูกคนนี้ ยังเหลือที่ตรงถัดท้ายสวนพอให้หนูปลูกอีกหลายต้นเชียวละ..” น้าฝุ่นหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเอามือวางบนศีรษะของพาฝันแล้วลูบอย่างเอ็นดู    

            “ฝันจะเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้าน แล้วถ้าหากเหลือ...ฝันจะเก็บไว้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย”

            “เอาเงินไปใช้เข้าเรียนก่อนก็ได้ลูก เงินฝากธนาคารของน้าก็ยังมี คงช่วยส่งหนูฝันเรียนได้อีกหลายปี”

            พาฝันส่ายศีรษะไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ พร้อมกับขยับกายเข้าไปโอบกอดร่างท้วมของผู้เป็นน้าไว้

            “ไม่เอาจ่ะ วันก่อนหลังคาตรงห้องครัวน้ำฝนมันรั่ว น้าฝุ่นทำกับข้าวไม่สะดวก ฝันเลยอยากรีบซ่อมบ้านก่อน เพราะเราต้องอยู่บ้านนี้ไปอีกนานเนอะ” พาฝันบอกอย่างออดอ้อน พร้อมกับแหงนมองใบหน้ากลมที่แสนใจดีของบุคคลในอ้อมกอดอันอบอุ่นนี้

            “แล้วแต่ฝันเลยลูก”

            “เดี๋ยวฝันขอไปติวหนังสือให้ตะวันนะคะ”

            “ไปบ้านตะวันหรือ งั้นเดี๋ยวน้าฝากลำไยต้นใหม่ไปให้ป้าเปี่ยม ลุงเวียงและคนที่บ้านโน้นชิมด้วย”

            “ได้จ่ะ.. แล้วฝันจะรีบกลับมากินกับข้าวฝีมือน้าฝุ่นนะจ้ะ” ร่างเล็กคลายอ้อมกอด ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปจ้วงหอมแก้มน้าฝุ่นฟอดใหญ่ และลุกเดินขึ้นตัวบ้านไปเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

            น้าฝุ่นได้แต่มองหญิงสาวผู้เป็นที่รักด้วยสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ความหลังย้อนกลับมาอีกครั้ง...ครั้งที่พาฝันถูกวางไว้อยู่หน้าบ้านกับเสียงร้องไห้งอแง มีเพียงผ้าห่มผืนหนาห่อไว้และเอกสารทางการเกิดเมื่อสิบแปดปีก่อน... เด็กคนนี้เติบโตขึ้นมาก เมื่อก่อนนั้นอาจมีบ้างที่ตนเองจะเป็นกังวลว่าพาฝันจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไม่ดีพอ ไม่เพรียบพร้อม และอาจเป็นเด็กเกเรเนื่องจากขาดความอบอุ่น ผู้เป็นน้าบอกความจริงกับพาฝันเมื่อเธออายุได้สิบสองปีว่านางรับเธอมาเลี้ยง แต่พาฝันก็ไม่ได้โกรธหรือรู้สึกเสียใจ เมื่อรู้ความจริงเธอกลับรักนางมากขึ้นเสียอีก แล้วสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้คงเป็นคำตอบได้ดีว่าพาฝันเป็นเด็กที่น่ารัก เธอมอบความรักให้กับน้าและทุกคนที่สั่งสอนเธอมา อย่างที่พาฝันเองเคยได้รับมาตลอดสิบแปดปีเต็ม ตัวของผู้เป็นน้าเองยังนึกขอบคุณพรหมลิขิตและโชคชะตาที่ได้ส่งพาฝันมาให้น้าฝุ่นได้รัก...

 

            “ตะวันเธอต้องหัดอ่านวรรณคดีให้มากกว่านี้อีกนิดนะ แล้วก็ในเรื่องของการใช้ภาษาด้วย” พาฝันบอกกับวาดตะวันด้วยเสียงเข้ม ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งติวหนังสือกันอยู่ด้านหลังบ้านบนม้านั่งตัวยาว ซึ่งตรงมุมนี้เป็นที่ประจำใช้สำหรับสอนการบ้าน และติวหนังสือของทั้งสองคน ซึ่งเบื้องหน้าสามารถมองเห็นน้ำทะเลสีฟ้าได้อย่างรำไรด้วยระยะที่ห่างพอควร และท้องฟ้าที่มีแสงสว่างเพียงน้อยนิด

            “อืม...ได้สิ เราจะลองไปอ่านเพิ่มดูนะ” วาดตะวันพูดพร้อมกับปิดหนังสือลง

            “แล้วตะวันจะไปกรุงเทพวันไหน...”

            “อาทิตย์หน้าน่ะ แม่เราที่ทำงานอยู่กรุงเทพจะขับรถมารับเองเลยนะ”

            “หรอ.....ดีจัง”

            “เธอล่ะ ไม่อยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีๆ แต่งชุดเท่ๆ สวยๆ หรอ...” วาดตะวันถามพลางมองหน้าหวานของพาฝันที่กำลังเหม่อมองออกไปยังน้ำทะเลที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา เธอนิ่งเงียบไปพักนึงแต่ก็ตอบคำถามของเพื่อนสนิท

            “อยากสิ เราอยากเรียนมหาวิทยาลัย อยากเรียนจบให้สูงๆ จะได้มีงานทำที่ดี”

            “งั้นก็ไปเรียนกรุงเทพสิเผื่อจะได้เจอ แม่ของเธอไง หรือไม่แน่เขาอาจกลับมารับเธอก็ได้น้า...” เมื่อจบคำพูดราวกับหวังดีนั้น พาฝันมีสีหน้าสะดุดเล็กน้อยกับวลีบางคำที่วาดตะวันเอื้อนเอ่ย

            “เธอเชื่อคำพูดน้าฝุ่นด้วยหรอที่ว่า เขา จะกลับมา...” พาฝันหันหน้ามองเพื่อนสนิท ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เธอเองก็สับสบกับความรู้สึกภายในที่มันอาจเป็นเพียงความคิดถึงบุคคลซึ่งไม่เคยเห็นหน้า อยากพบเจอ อยากได้อ้อมกอดของคนที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะเลี้ยงดู หรือว่าเธอจะรู้สึกโกรธเขากันแน่ที่ทอดทิ้งกันไป เธอเองก็ยังไม่อาจแน่ใจ...

            “เราเชื่อนะ....น้าฝุ่นบอกกับเราว่าแม่เธอทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เขาต้องห่วงเธออยู่แล้วไม่แน่สักวันเขาอาจจะกลับมารับ...”

            ร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกับดวงตาที่เริ่มแดงก่ำจนร่างสูงที่นั่งอยู่ตกใจ และและลุกขึ้นตาม คิ้วหนาของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกสงสัยระคนห่วงใย

            “เธอเป็นอะไรไปน่ะฝัน...”

            “เธออย่าพูดวลีเมื่อกี้ หรือพูดคำพูดนั้นให้เราได้ยินอีก เราเกลียด เราเกลียดเขาได้ยินมั้ย!

            ร่างบางวิ่งออกไปหน้าบ้าน โดยไม่ฟังคำร้องเรียกของเพื่อนสนิทเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะปั่นจักรยานออกไปอีกทาง

            น้ำตาไหลรินออกจากดวงตาคู่โต ขณะที่พาฝันปั่นจักรยานท่ามกลางท้องฟ้าที่กำลังจะมืดมิด เธอเร่งปั่นจักรยานให้เร็วขึ้น ในหัวสมองก็คิดมากมาย ทั้งกลัวว่าเขา จะกลับมาหาเธอเหมือนดั่งที่น้าฝุ่นเคยบอกเอาไว้ กลัวที่จะเจอะเจอกับคนที่ทิ้งเธอไปอย่างไม่ไยดี และกลัวที่จะต้องพลัดพรากจากน้าที่อยู่กับเธอมาร่วมสิบแปดปี 

            แสงไฟของรถยนต์ตรงด้านหลังสาดส่องจักรยาน ที่กำลังปั่นอยู่ด้านหน้าพร้อมกับกระพริบไฟถี่ทำเอาคนที่กำลังคิดคำนึงถึงเรื่องราวในอดีตตื่นจากภวังค์ มือเล็กปาดน้ำตาและค่อยๆ จอดจักรยานเข้าข้างทางก่อนที่รถเก๋งสีดำคันงามจะจอดด้วยเช่นกัน เท้าเรียวก้าวลงจากรถด้วยรองเท้าส้นสูง พาฝันได้แต่เพ่งมองผู้หญิงที่กำลังเปิดประตูลงจากรถด้วยสีหน้าฉงนท่ามกลางแสงไฟเพียงสลัวจึงเห็นหน้าผู้มาเยือนได้ไม่ชัดนัก ร่างสูงในชุดกระโปรงค่อยๆ เดินเข้ามาหาเธอ ใจของพาฝันเต้นระส่ำ ...ใครกันขับรถมากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ต้องเป็นคนเมืองกรุงแน่ๆ... เขากำลังเดินเข้ามาใกล้เธอมาก มากจนเห็นใบหน้าเรียวจมูกโด่งเป็นสัน และตากลมโตเช่นเดียวกับเธอได้ชัด ก่อนที่เขาจะถามอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกตกใจไม่น้อย

            “หนูจ้ะ รู้รึเปล่าว่าบ้านของคุณฝุ่นไปทางไหน...” เสียงสุภาพเอ่ยถาม คนถูกถามรู้สึกเสียวแปลบตรงหน้าอกข้างซ้าย เธอตกใจและตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะกำลังกลัวในเรื่องที่มันต้องเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เหมือนที่เพื่อนสนิททักท้วงในสิ่งที่ผู้เป็นน้าเคยบอกเอาไว้

            “คือหนู.....” พาฝันกำลังจะตอบกลับไปด้วยเสียงสั่น

            “ไม่ต้องกลัวน้านะจ้ะ น้าแค่ถามทางหนูว่าบ้านคุณฝุ่นอยู่แถวนี้หรือเปล่า...” หญิงอายุราวๆ สามสิบต้นๆ ถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าใจดี

            พาฝันไม่ได้ตอบกลับเพียงแต่ยืนมองบุคคลตรงหน้าย้ำอีกครั้ง ต้องเป็น เขา แน่ๆ ที่กำลังจะมารับตัวเธอกลับไปกรุงเทพ โชคชะตากำหนดให้เธอพรากจากเขาแล้วอยู่ๆ ก็เล่นตลกให้เขากลับมาทวงสิทธิ ทั้งที่ตัวเธอเองยังไม่เคยได้รับมันเลยสักครั้งแม้กระทั่งสิทธิของความเป็น...ลูก… เธอจะไม่ไปกับเขาอย่างแน่นอน และเธอจะไม่ยอมให้เขามาพรากเธอไปจากน้าที่เลี้ยงดูและอยู่กับเธอมาทั้งชีวิต ไม่มีทาง.... เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตอบกลับไปด้วยเสียงที่หนักแน่น

            “คุณมาผิดหมู่บ้านค่ะ คนที่คุณตามหาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้” เมื่อเสียงเล็กพูดจบก็รีบขึ้นคร่อมจักรยานและขี่กลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจคนเบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย

           

            จักรยานถูกจอดอย่างลวกๆ ไว้ใต้ถุนบ้าน ก่อนที่ร่างเล็กจะรีบวิ่งไปล็อกประตูรั้วบ้านที่สูงเพียงหน้าอกอย่างแน่นหนา แล้ววิ่งเข้าห้องครัวชั้นล่างไปอย่างรวดเร็ว

            “น้าฝุ่นๆ จ้ะ” เสียงเล็กเรียกอย่างร้อนรนเมื่อเข้าไปถึงในครัวเห็นร่างท้วมกำลังจัดสำรับอาหารอยู่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูเรียกจึงหันหน้าไปมองใบหน้าหวานของลูกบุญธรรม

            “มีอะไรหรือเปล่า... ทำหน้าตกใจเชียว”

            “น้าฝุ่น....”  พาฝันไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินเข้าไปโอบกอดบุคคลอันเป็นที่รักไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะกลัวว่าสักวันอาจมีคนมาพรากเธอจากคนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้ไป

            “ทะเลาะกับตะวันมาหรือ...มันแกล้งอะไรหนูบอกมาเดี๋ยวน้าจะไปบอกป้าเปี่ยมให้” ร่างท้วมค่อยๆ คลายอ้อมกอดพร้อมกับมองหน้าหวานที่ส่ายศีรษะไป เพราะความจริงวาดตะวันไม่ได้แกล้งเธอเหมือนคราวก่อนที่เขาแอบเอาสมุดบันทึกของเธอไปซ่อน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

            “ไม่ใช่ค่ะ ตะวันไม่ได้แกล้งฝัน” พาฝันบอกด้วยเสียงสั่นเครือเพราะพยายามกลั้นใจที่จะไม่ร้องไห้และไม่ทำให้น้าฝุ่นหนักใจกับเรื่องที่เธอเป็นกังวล

            “งันกินข้าวดีกว่าลูก มีไข่เจียวชะอมแล้วก็น้ำพริกกะปิของชอบฝันด้วยล่ะ” น้าฝุ่นบอกพร้อมกับดันร่างเล็กของพาฝันให้นั่งลงตรงเก้าอี้ส่วนเขาเองก็นั่งลงด้วยเช่นกัน

 

            เมื่อทานข้าวเย็นกันเสร็จน้าฝุ่นก็อาบน้ำแล้วขึ้นไปบนบ้านดูรายการข่าวภาคค่ำ รอพาฝันที่กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ พักใหญ่พาฝันอาบน้ำเสร็จใส่ชุดนอนแล้วมานั่งดูรายการข่าวตามด้วยละครหลังข่าว ร่างท้วมลุกขึ้นไปกางมุ้งที่พาฝันชอบเปรียบมันว่าหนังสี่จอเพราะด้านข้างนั้นมีสี่ด้านและน้าฝุ่นยังจัดเตรียมที่นอนดั่งเช่นทุกวันก่อนที่ทั้งคู่จะหลับไหล ภายใต้ท้องฟ้ามืดมิดแห่งรัตติกาล

 

            ตากลมโตค่อยๆ ลืมขึ้นพลางปรับดวงตาให้รับกับแสงตะวันยามเช้า พาฝันตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยหน้าบ้านดังขึ้น ร่างเล็กค่อยๆ ขยับลุกขึ้นแล้วเดินออกไป เธอเห็นน้าฝุ่นกำลังยืนคุยกับใครบางคนอยู่ เมื่อได้เห็นผู้มาเยือนพาฝันรู้สึกเสียวแปลบที่ช่องท้อง ระคนกับความตกใจ และคนๆ นั้นก็คือผู้หญิงที่เธอเจอเมื่อคืน!

            “ตกลงค่ะ เย็นนี้ฉันจะมารับผู้หญิงคนดังกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ น้าฝุ่นก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆ ราวกับไม่ยินดีนัก

            ด้วยที่คนแอบฟังอย่างพาฝันทนไม่ไหวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ใช่แน่ๆ เขาต้องมารับเธอกลับไปแน่ๆเมื่อคิดได้ดังนั้นร่างเล็กวิ่งพรวดออกมาจากมุมหนึ่ง ที่แอบฟังการสนทนาอยู่

            “คุณไม่มีสิทธิ์ ฉันจะไม่ยอมไปกับคุณเด็ดขาดเพราะคุณเป็นคนทิ้งฉันไป แล้วตอนนี้อยากจะมารับก็มารับงั้นหรือ ชีวิตฉันมีน้าฝุ่นที่เป็นดั่งครอบครัว มีคุณครูปิยฉัตรและโรงเรียนที่เหมือนบ้าน และยังมีป้าเปี่ยม ลุงเวียง พี่ฟ้า วาดตะวันที่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ ส่วนคุณฉันไม่เคยรู้จัก ฉันจะอยู่กับน้าฝุ่นเพราะฉันรักน้าฝุ่นไม่ได้รักคุณ เข้าใจมั้ย! พาฝันพูดด้วยอารมณ์โกรธพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดร่างท้วมของผู้เป็นน้าเอาไว้ แทนที่คนฝั่นตรงข้ามอย่างหญิงผู้มาเยือนจะโกรธหรือมีท่าทีไม่พอใจ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น หญิงคนนั้นกลับทำสีหน้าแปลกใจระคนสงสัย

            “หนูฝัน พูดจาไม่น่ารักเลยนะลูก เสียงตำหนิของน้าฝุ่นบอกขึ้นพร้อมกับมองคนในอ้อมกอดด้วยแววตาไม่ชอบใจ

            “ก็เขาจะมารับหนู น้าจะให้หนูไปกับเขาหรือจ้ะ ฝันจะไม่ยอมไปกับเขาเด็ดขาด!

            “พาฝันฟังน้านะลูก….น้าฝุ่นพยายามอธิบายให้ลูกบุญธรรมในอ้อมกอดฟัง มือหนาลูบศีรษะพาฝันอย่างเอ็นดูพร้อมกับพูดต่อ

“คุณผู้หญิงคนนี้เขาตามหาน้าเพื่อจะมาขอซื้อผลไม้จากสวนของเรา แต่น้าไม่อยากให้เขามารับไปเพราะผลไม้สวนเราปีนี้ออกผลน้อยกลัวว่าราคามันจะสูง แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไรมีแค่ไหนก็จะมารับเท่าที่มี แค่นี้เองลูก”

            พาฝันที่กำลังมีสีหน้าเหลอหลาด้วยความเข้าใจผิด เพราะกำลังหน้าแตกดัง เพล้ง! หน้าหวานหันมองหน้าน้าฝุ่นกับแววตาที่จริงใจเพราะน้าคนนี้ไม่เคยโกหกเธอ เธอนี่เป็นคนคิดไม่รอบคอบเสียจริง

            “หนูขอโทษนะคะ” พาฝันคลายอ้อมกอดจากร่างท้วม แล้วประนมมือไหว้ขอโทษขอโพยคนตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ

            “ไม่เป็นไรจ่ะ งั้นคุณฝุ่นคะเดี๋ยวตอนเย็นดิฉันให้คนเอารถกระบะมารับผลไม้แล้วกันนะคะ” หญิงสาวฝั่งตรงข้ามบอกด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร แล้วขับรถจากไป

            “หนูกังวลอะไรหรือลูกน้าฝุ่นถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของพาฝัน นางว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่เห็นว่าพาฝันเงียบไปจึงคิดว่าไม่มีอะไร

            “ฝันคิดว่า เขา จะมารับฝันไปจากน้าฝุ่น” พาฝันพูดเพียงแค่นั้น เหมือนน้าฝุ่นจะรู้ว่าลูกบุญธรรมหมายถึงใครนางจึงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

            “ฝันรู้มั้ย น้าเป็นคนเลี้ยงฝันมาตั้งแต่เกิดแล้วทำไมถึงต้องให้ฝันเรียกว่าน้า แทนที่จะเรียกอย่างอื่น”

            พาฝันส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบว่า ไม่รู้ น้าฝุ่นจึงตอบกลับไป

            “เพราะน้ารักฝัน แต่ก็กลัวว่าจะดูแลฝันไม่ดีพอจนไม่อาจให้ฝันเรียกน้าด้วยวลีคำอื่นซึ่งเป็นคำที่มีค่ามากกว่านั้นได้ นั่นคือคำว่า แม่ เพราะน้าไม่ใช่คนที่อุ้มท้องฝันมาและน้าเองก็เจ็บปวดที่จะต้องฟังคำเรียกที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความเป็นจริง แต่น้ารักฝันมากกว่านั้น รักมากเกินคำว่า หน้าที่ ที่น้าจะต้องดูแลฝัน น้าตั้งชื่อหนูว่า พาฝัน เพราะหนูคือความฝันของน้าที่ใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากจะมีลูก แล้วลูกของน้าก็คือ พาฝันน้าดูแลฝันด้วยใจรักที่คนเป็นน้าคนนึงจะรักได้ เหมือนที่น้าบอกความจริงกับฝันเพราะน้าอยากสอนให้ฝันเป็นคนที่ไม่กลัวความจริงและกล้าที่จะยอมรับ

            เธอนิ่งอึ้งกับคำพูดของผู้เป็นน้าไปครู่นึง พร้อมกับมองหน้ากลมที่แสนใจดีนั้น

            “แม้น้าฝุ่นจะไม่ได้อุ้มท้องฝันมา แต่น้าฝุ่นก็เหมือนผู้ให้ชีวิตฝัน น้าฝุ่นเลี้ยงดูฝัน ส่งเสียให้ฝันได้เรียน ทำกับข้าวให้ฝันกิน กางมุ้งให้ฝันนอน มอบอ้อมกอดที่อุ่นที่สุดให้กับฝันทุกครั้งที่ฝันมีความสุข ทุกข์ หรือเสียใจ น้าฝุ่นก็ยังอยู่กับฝัน ….ฝันรักน้าฝุ่นนะคะ รักมากๆ”

            ร่างเล็กโผเข้ากอดร่างท้วม พร้อมกับน้ำตาแห่งความตื้นตัน ที่กำลังไหลรินจากดวงตาคู่โต

            “ฝันอย่าไปโกรธ เขา เลยนะลูก ต้องขอบคุณเขาเสียอีกที่มอบฝันให้กับน้า”

            มือหนาบรรจงจับผมที่หลุดลุ่ยเข้าทัดหูบนใบหน้าหวานอย่างเอ็นดู แล้วจึงพูดต่อ

“มอบฝันซึ่งเป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงของน้า แต่น้าขอบอกไว้เลยว่าหากคนที่ฝันกลัวว่าเขาจะกลับมารับฝันไป น้าคงไม่ให้ฝันกลับไปกับเขาหรอก  ถ้าฝันไม่เต็มใจ เพราะน้าอยากที่จะรัก อยากที่จะดูแล และอยู่กับฝันไปตลอดชีวิตนะลูก”    

“ขอบคุณนะคะน้าฝุ่น ….ขอบคุณที่รักฝัน”

            หยาดน้ำตาไหลรินอย่างไม่ขาดสายแต่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ พาฝันไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตเธอจะเป็นคนที่โชคดีมากมายถึงเพียงนี้ ….โชคดี ...ที่เกิดมาได้รักน้าฝุ่น และโชคดี ...ที่เกิดมาให้น้าฝุ่นได้รัก

           

            สายลมเย็นพัดโชยยามที่แสงตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า ทำให้ชายผมของคนที่นั่งอยู่ริมหาดทรายปลิวไสวตามแรงลม เธอกำลังนั่งฟังเสียงคลื่นที่ดังเป็นจังหวะ ช่างไพเราะราวกับเสียงเพลง พาฝันเปิดสมุดบันทึกสีชมพูออกเผยให้เห็นหน้ากระดาษสีขาว มันเป็นสมุดบันทึกที่เธอมักจะเขียนถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ ที่ได้รับมาผ่านตัวอักษร มือเล็กขีดเขียนดินสอบนหน้ากระดาษอยู่พักนึงดั่งเรื่องราวแทนหัวใจ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามเย็นที่มีแสงอาทิตย์เพียงอ่อนๆ หากถามว่าเธอรักน้าฝุ่นมากเพียงใด เธอคงตอบได้ว่าเธอรักน้าฝุ่นเท่าน้ำทะเล ผืนทราย และก็ขอบฟ้าเบื้องหน้า

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานอีกครั้งเมื่อมองคำเขียนสั้นๆ บนหน้ากระดาษที่เธอบรรจงเขียนแทนความรู้สึกมากมายลงไปเมื่อครู่

 

รักน้าฝุ่น...…แม่ของฝัน

พาฝัน

12 สิงหาคม 2557

ผลงานอื่นๆ ของ รอยหวาย

บทวิจารณ์

2

วิจารณ์เรื่อง : ตระกองใจ

เนื้อเรื่อง

เกริ่นนำดำเนินเรื่องได้ดี ไม่เร็ว ไม่่ช้าจนเกินไป ให้อรรถรสในการอ่าน ในการเกริ่นและความผูกพันของเรื่องราว

ตัวละคร

ตัวละครสำคัญ มีความเป็นตัวของตัวเอง แสดงออกตามประสาเด็กอายุเพียง 18 ปีได้อย่างเห็นชัด
เพราะจะตัดสินจากสิ่งเห็น ดั่งตอนที่เจอผู้หญิงที่มาซื้อผลไม้ในสวน เพราะความระแวงและกลัวก็เลยทำให้คิดมาก และเกิดการพูดดักไว้ก่อน ความสัมพันธ์แต่ละตัวละคร ดำเนินไปอย่างดี มีความสัมพันธ์และอารมณ์ที่แสดงออกถึงความสนิทไม่มากน้อยเกินไป

การใช้ภาษา

คำพูดคำ คำเขียน อาจมีหลงลืมบางคำ แต่ส่วนใหญ่เขียนได้ถูกต้องมากค่ะ คำพูดแสดงถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ดีทีเดียวค่ะ

แก่นเรื่อง

ให้ความคิด คติ สอนใจ ในส่วนของการขบคิดตัวละครสิ่งที่ตัวละครแสดงและทำออกมา
ล้วนเกิดจากการปลูกฝังของน้าฝุ่น และตัวละครอื่นๆ ที่มีพระคุณ และสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ดี ว่าตัวของพาฝันจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมที่ดีค่ะ


ประทับใจ : ตระกองใจ : มากค่ะ ขอบคุณที่เขียนเรื่องดี ๆ 

>>อ่านต่อ
1

เรื่องสั้นกลิ่นอายไทยๆ ที่เรียบไปนิด

การใช้ภาษา
       - มีคำผิด + ตกหล่นอยู่พอสมควร และมีใช้ภาษาแชทในบทสนทนาบ้าง (หรอ, จ่ะ) ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของเรื่องนี้ที่ดูเป็นเรื่องสั้นแบบไทยๆ ภาษาสวยๆ (รายละเอียดเรื่องคำผิดและภาษารอคอมเม้นต์ใหญ่ทางอีเมล์นะคะ)
        - ติดการซ้อนประโยคยาวๆ อาจจะเข้าใจว่าการใช้ประโยคความซ้อนเป็นศิลปะการเขียนอย่างหนึ่ง แต่การเขียนนิยายยังไงการสื่อสารก็สำคัญที่สุดนะคะ ถ้าเขียนประโยคซ้อนกันยาวๆ แล้วคนอ่านตามไม่ทัน หรือแม้แต่คนเขียนหลงทางซะเอง นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้วยังโดนหักคะแนนอีกด้วย
        - คลังคำยังน้อย คำบรรยายที่ใช้มีซ้ำกันเยอะ และติดการใช้คำแทนตัวละครอย่าง ร่างเล็ก, ร่างบาง, ร่างท้วม, มือหนา, มือเล็ก (ซึ่งเคยเป็นประเด็นในพันทิปมาแล้ว) คำพวกนี้ใช้ได้ถ้าขยายตัวเจ้าของอวัยวะอีกที เช่น มือหนาของน้าฝุ่น ร่างเล็กของพาฝัน เป็นการบรรยายลักษณะของตัวละครไปในตัว นอกจากนี้ก็มีคำเชื่อมที่ชอบใช้ซ้ำๆ เช่น พร้อมกับ คำนี้ต้องดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดพร้อมกันจริงๆ อย่าให้นางเอกประนมมือไหว้พร้อมกอดไปด้วย อ่านแล้วจะดูแปลกค่ะ

การดำเนินเรื่อง
        - พล็อตเรื่องยังเรียบไป ปมขัดแย้งของเรื่องที่ว่าจะมีแม่ที่แท้จริงมารับพาฝันไปไหมยังไม่น่าลุ้นพอ เหมือนเป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นแวบเดียว พอเฉลยว่าจริงๆ แล้วเป็นอะไร ก็จบ
        อีกทั้งพาฝันกับน้าฝุ่นก็ดูเหมือนจะอยากอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ไม่มีการใส่ปมขัดแย้งว่าน้าฝุ่นอาจจะยอมปล่อยให้พาฝันไปอยู่กับแม่จริงๆ หรือเพิ่มปมว่าพาฝันอาจจำเป็นต้องไปอยู่กับแม่จริงมากกว่า ก็เลยไม่ม่มีอะไรต้องลุ้นอีก
        - เรื่องความสัมพันธ์น้า-หลานยังไม่ทำให้รู้สึกอินว่าสองคนนี้รักกันมาก เพราะสิ่งที่ปรากฏในเรื่องมีแค่การบรรยายว่า พาฝันรักน้าฝุ่นแค่ไหน และน้าฝุ่นรักพาฝันแค่ไหน สิ่งที่คนเขียนต้องทำคือ "แสดง" ให้คนอ่านเห็นว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ขาดจริงๆ ด้วยการใส่เหตุการณ์เข้าไป เหตุการณ์ที่จะโยงไปถึงฉากสำคัญในตอนท้ายว่าเมื่อต้องเลือกแล้วพาฝันจะอยู่กับใคร น้าฝุ่นจะยอมให้พาฝันกลับไปกับแม่หรือเปล่าถ้าแม่ตัวจริงมารับ


รวมๆ แล้วเรื่องนี้ทำตรงตามโจทย์ทุกอย่าง
เพียงแต่มันเรียบเกิน และยังคงนำเสนอความเป็นแม่ ในแบบที่เราทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว
ไม่ได้ทำให้คนอ่านรู้สึกกระจ่างขึ้นว่าแม่มีอะไรมากกว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่รักลูกนะ

>>อ่านต่อ
ดูทั้งหมด(2)

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 Guest
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 20:14
    เพื่อส่งลูกศิษย์...ให้ถึงฝั่งขอบอกเลยว่า นำ้ตาไหลพรากT^T

    #3
    0
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 08:42
    รออ่านเนื้อหานะคะ
    #1
    0